คนแถวนี้คงรู้จัก Shazam บริการ "แท็ก" เพลงจากเสียงที่ได้ยิน (ใช้เทคนิค sound fingerprint สำหรับการเทียบว่าเป็นเพลงอะไร) โดยบริษัทหารายได้จากการขายเพลงอีกต่อหนึ่ง ปัจจุบันบริษัทมีลูกค้า 300 ล้านราย และมีผู้ใช้ต่อเดือนอยู่ในหลักหลายสิบล้านราย
ช่วง 1-2 ปีมานี้ Shazam พยายามขยายตลาดเป็นการแท็กรายการทีวีมากขึ้น โดย Shazam เก็บข้อมูลของรายการทีวีทุกรายการในบางประเทศ (เช่น สหรัฐหรือสหราชอาณาจักร) เมื่อผู้ใช้เปิด Shazam ฟังเสียงของรายการทีวีที่ฉายอยู่ ก็จะได้ข้อมูลต่างๆ ของรายการทีวีนั้นอย่างครบถ้วน เช่น ชื่อตอน คำอธิบาย เพลงประกอบในเรื่อง ทวิตเตอร์ของผู้ประกาศข่าว ข้อมูลเสริมของสินค้า (ในกรณีแท็กโฆษณา) ฯลฯ
ล่าสุด Shazam จับมือกับสถานี Fox ของสหรัฐ ซึ่งมีโครงการ Fox Now ให้ข้อมูลเบื้องหลังรายการทีวีนั้นๆ โดยใช้ระบบของ Shazam (และบริษัทลักษณะเดียวกันอื่นๆ อย่าง Zeebox/GetGlue) เข้าช่วย
รูปแบบธุรกิจของ Shazam เป็นสิ่งที่เรียกว่า second-screen หรือ "จอที่สอง" ที่ช่วยเสริมประสบการณ์ดูทีวีให้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง
ที่มา - The Guardian
Shazam บริการแท็กเพลงยอดนิยม ประกาศแอพรุ่นใหม่บน Android ที่ปรับปรุงประสิทธิภาพในการค้นหาเพลงจากเสียงที่ฟังได้เร็วยิ่งขึ้น (รุ่น iOS จะออกตามมาทีหลัง)
แต่ฟีเจอร์ใหม่ที่น่าสนใจคือรองรับการส่งข้อมูลผ่าน Android Beam ซึ่งเป็นฟีเจอร์ของ ICS ที่ไม่ค่อยมีคนใช้เท่าไรนัก (เพราะยังไม่ค่อยมีมือถือที่รองรับ NFC) สำหรับคนที่มี NFC ใช้มากกว่าหนึ่งเครื่อง ก็สามารถนำมือถือมาแตะกันเพื่อแชร์ข้อมูลเพลง และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (เช่น ส่วนลด ตารางคอนเสิร์ต) ผ่านระบบ Android Beam ได้
ตัวแอพรุ่นใหม่นี้ยังไม่เปิดให้ดาวน์โหลด แต่ Shazam บอกว่าจะขึ้นใน Market ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ที่มา - Shazam, Talk Android
Shazam บริการ "แท็กเพลง" ยอดนิยม ซึ่งเดิมทีเปิดให้แท็กเพลงได้ฟรีจำกัดเดือนละ 5 เพลง (อยากได้มากกว่านั้นต้องซื้อ Shazam Encore รุ่นเต็ม) ออกมาประกาศว่า Shazam App รุ่นฟรีบน Android จะแท็กเพลงได้ไม่จำกัดตลอดปี 2011 นี้
เหตุผลของ Shazam ก็มาจากความร่วมมือของ Shazam กับ eBay นั่นเอง โดย eBay จะเข้ามาสปอนเซอร์ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้
ข้อมูลจาก Shazam ระบุว่า eBay มีแผนจะสปอนเซอร์แอพรุ่นฟรีให้ใช้งานเท่ารุ่นเสียเงินอีกหลายตัว ซึ่ง Shazam ถือเป็นแอพตัวแรกในโครงการของ eBay
ผู้อ่าน Blognone คงรู้จักโปรแกรม Shazam ที่เอาไว้ฟังเพลงแล้วให้มันบอกว่าเพลงนี้ชื่ออะไร ถ้าใครเคยลองจะรู้ว่ามันแม่นมาก (โดยเฉพาะเพลงภาษาอังกฤษ)
ทางเว็บไซต์ Gizmodo สงสัยว่ากระบวนการทำงานของ Shazam เป็นอย่างไร จึงไปขุดในเปเปอร์วิจัยของหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Shazam ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ ขั้นตอนการทำงานมีดังนี้
- Shazam จะสร้าง fingerprint ของเพลงเก็บไว้ในฐานข้อมูลของตัวเอง
- ผู้ใช้เปิดเพลงให้ Shazam ฟังเป็นเวลา 10 วินาที
- โปรแกรม Shazam คำนวณ fingerprint แล้วส่งไปเทียบกับฐานข้อมูล
- ถ้าตรวจแล้วเจอก็ตอบชื่อเพลงกลับมายังผู้ใช้
ในบทความต้นฉบับยังมีรายละเอียดอื่นๆ เช่น หน้าตาของ fingerprint, วิธีการเก็บข้อมูล fingerprint (เก็บเป็น hash โดยใช้ความถี่เป็น first key), วิธีการคำนวณความใกล้เคียง ฯลฯ ใครสนใจเรื่อง data structure และการออกแบบระบบ สมควรอ่านอย่างยิ่ง
ที่มา - Gizmodo



