<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xml:base="http://www.blognone.com"  xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel>
 <title>Blognone - Security</title>
 <link>http://www.blognone.com/taxonomy/term/34/0</link>
 <description></description>
 <language>en</language>
<item>
 <title>ไมโครซอฟท์ใจป๋า! ยื่นคำท้า &quot;หาช่องโหว่ Windows 8.1 เจอ เอาไปเลย 100,000 เหรียญ&quot;</title>
 <link>http://www.blognone.com/node/45621</link>
 <description>&lt;p&gt;ยิ่งใกล้ช่วงที่ไมโครซอฟท์จะปล่อยตัวพรีวิวแรกของ Windows 8.1 ไมโครซอฟท์ก็จัดแคมเปญเรียกขวัญนักพัฒนา แฮคเกอร์ หรือแม้แต่ผู้ดูแลระบบทั่วโลก โดยให้เข้าทดสอบ Windows 8.1 พร้อมกัน และยื่นคำท้าว่า ถ้าหาบั๊กใน Windows 8.1 เจอและส่งรายงานให้ไมโครซอฟท์ตรวจสอบเป็นคนแรก ถ้าไมโครซอฟท์เจอจริง รับเงินรางวัลกลับไปนอนกอดได้เลยครับ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;โดยหัวข้อที่ไมโครซอฟท์จะเปิดรับแจ้งเพื่อชิงเงินรางวัล จะมีดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเจาะช่องโหว่เข้าระบบ (Mitigation Bypass Bounty) ถ้าหาเจอ ไมโครซอฟท์จะจ่ายให้ 100,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อ 1 ช่องโหว่&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ช่องโหว่ของระบบที่เกี่ยวข้องกับ BlueHat (BlueHat Bonus for Defense) ถ้าหาเจอ ไมโครซอฟท์จะจ่ายให้ 50,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อ 1 รายงาน&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;บั๊กและช่องโหว่สำหรับการโจมตีเข้าระบบผ่าน Internet Explorer 11 (Internet Explorer 11 Preview Bug Bounty) ไมโครซอฟท์จะจ่ายให้ 11,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อ 1 ช่องโหว่ โดยกรณี IE จะต้องเป็นช่องโหว่ที่ถูกโจมตีได้จริง และสำหรับกรณีนี้ ไมโครซอฟท์จะเปิดรับรายงานจนถึงวันที่ 26 กรกฎาคมเท่านั้น&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;p&gt;ใครที่สนใจติดตามรายละเอียดได้จากที่มาครับ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา - &lt;a href=&quot;http://www.microsoft.com/security/msrc/report/bountyprograms.aspx&quot;&gt;Microsoft Security Respond Center&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div class=&quot;field field-type-text field-field-maintag&quot;&gt;
    &lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;
            &lt;div class=&quot;field-item odd&quot;&gt;
                    Windows 8.1, Windows 8, Microsoft, Operating System, Bug, Internet Explorer, Security        &lt;/div&gt;
        &lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</description>
 <comments>http://www.blognone.com/node/45621#comments</comments>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/bug">Bug</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/internet-explorer">Internet Explorer</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/microsoft">Microsoft</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/operating-system">Operating System</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/security">Security</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/windows-8">Windows 8</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/windows-81">Windows 8.1</category>
 <pubDate>Wed, 19 Jun 2013 19:37:27 +0000</pubDate>
 <dc:creator>magnamonkun</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">45621 at http://www.blognone.com</guid>
</item>
<item>
 <title>รหัสผ่าน Mobile Hotspot บน iOS ถูกเดาได้ภายในไม่ถึง 50 วินาที</title>
 <link>http://www.blognone.com/node/45611</link>
 <description>&lt;p&gt;ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเออร์ลานเกน ประเทศเยอรมนีเผยผลการวิจัยเกี่ยวกับความปลอดภัยในการตั้งรหัสผ่าน พบว่าสามารถเดารหัสผ่านของ Mobile Hotspot ใน iOS ได้ภายในเวลาสั้นๆ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;โดยทีมนักวิจัยดังกล่าวได้อธิบายถึงระบบเดารหัสผ่าน  Mobile Hotspot ใน iOS ด้วยคำศัพท์จากเกม Scrabble จำนวนกว่า 52,500 รูปแบบ จากการโจมตีด้วยโดยใช้คำดังกล่าว สามารถเดารหัสผ่านของ Mobile Hotspot ใน iOS ได้อย่างสมบูรณ์ และพบว่าแอปเปิลเลือกใช้ชุดคำมาตั้งเป็นรหัสผ่านเพียง 1,842 รูปแบบเท่านั้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สำหรับระยะเวลาในความพยายามเดารหัสผ่านนั้น ทีมนักวิจัยได้ทดลองโดยใช้การ์ดจอ AMD Radeon HD 7970s สี่ตัว พบว่าสามารถเดารหัสผ่านได้ภายใน 50 วินาที&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทีมนักวิจัยพูดถึงประเด็นนี้ว่ารหัสผ่านจากระบบสำหรับ Mobile Hotspot ไม่ควรใช้ชุดคำที่น้อย ไม่จำเป็นต้องสั้น และจำง่าย จากรูปแบบการใช้งานของรหัสผ่านที่ควรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นอกจากนี้ทีมนักวิจัยยังพูดถึงรหัสผ่านของ Mobile Hotspot ของระบบปฏิบัติการอื่นด้วย โดย Windows Phone 8 นั้นใช้ตัวเลขเพียงแปดหลักเท่านั้นสำหรับรหัสผ่าน (น่าจะง่ายกว่าของ iOS ด้วยซ้ำ) ส่วนของ Android นั้นทำรหัสผ่านมาได้ยากอยู่แล้ว และผู้ผลิตบางเจ้ายังดัดแปลงรหัสผ่านอีก จึงทำให้ยากต่อการโจมตีอย่างมาก (หรือบางกรณีก็อาจจะง่ายขึ้น)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา - &lt;a href=&quot;http://www.zdnet.com/researchers-able-to-predict-apple-ios-generated-hotspot-passwords-7000016937/&quot;&gt;ZDNet&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div class=&quot;field field-type-text field-field-maintag&quot;&gt;
    &lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;
            &lt;div class=&quot;field-item odd&quot;&gt;
                    iOS, Password, Security        &lt;/div&gt;
        &lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</description>
 <comments>http://www.blognone.com/node/45611#comments</comments>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/ios">iOS</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/password">Password</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/security">Security</category>
 <pubDate>Wed, 19 Jun 2013 13:15:11 +0000</pubDate>
 <dc:creator>Blltz</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">45611 at http://www.blognone.com</guid>
</item>
<item>
 <title>pod2g อาจอำลาวงการแฮก iOS หลังไม่ปลื้ม iOS 7, ตั้งใจไปซบ Android</title>
 <link>http://www.blognone.com/node/45520</link>
 <description>&lt;p&gt;pod2g นักแฮก iOS ชื่อก้อง เจ้าของแอพสามัญประจำคน jailbreak อย่าง Installous, No SIM Unlock ฯลฯ ประกาศผ่าน&lt;a href=&quot;https://twitter.com/pod2g/status/346629643266314240&quot;&gt;ทวิตเตอร์&lt;/a&gt;ว่า pod2g เตรียมอำลาวงการ jailbreak บน iOS อย่างเป็นทางการ หลังจากที่ iOS 7 ได้สร้างความผิดหวังกับเขาไว้อย่างมาก พร้อมทั้งบอกว่า เตรียมย้ายไปใช้ Android แทน สุดท้ายเขายังบอกว่า นี่แค่รุ่นทดสอบแรก และคาดว่ายังคงรอรุ่นทดสอบตัวต่อไป แต่ส่วนตัวคิดว่า ถ้ารุ่นต่อมายังไม่ประทับใจอีก ก็คงหนีไปซบ Android ถาวรก็เป็นได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;และนี่คงเป็นหนึ่งในสัญญาณความไม่พอใจของนักพัฒนาและนักออกแบบที่เคย&lt;a href=&quot;http://www.blognone.com/node/45262&quot;&gt;รุมสวดไปแล้วรอบหนึ่ง&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา: &lt;a href=&quot;http://www.redmondpie.com/pod2g-considers-switching-to-android-ios-7-is-the-worst-move-apple-did-in-a-long-time/?utm_source=dlvr.it&amp;amp;utm_medium=twitter&quot;&gt;Redmond Pie&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;และนี่คือบางส่วนของทวีตที่เขาไม่พอใจ  iOS 7&lt;/p&gt;
&lt;blockquote class=&quot;twitter-tweet&quot;&gt;&lt;p&gt;After a few days of iOS 7 beta 1 testing, I must admit that I am about to switch to an Android device.&lt;a href=&quot;https://twitter.com/pod2g/status/346629643266314240&quot;&gt;June 17, 2013&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;blockquote class=&quot;twitter-tweet&quot;&gt;&lt;p&gt;iOS 7 design is awful, it&amp;#39;s slow, battery life time is the worst ever, it&amp;#39;s full of UI bugs and crashes. OK it&amp;#39;s beta 1, but still…&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;mdash; pod2g (@pod2g) &lt;a href=&quot;https://twitter.com/pod2g/statuses/346631995088056322&quot;&gt;June 17, 2013&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;
&lt;div class=&quot;field field-type-text field-field-maintag&quot;&gt;
    &lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;
            &lt;div class=&quot;field-item odd&quot;&gt;
                    Android, iOS, iOS 7, Jailbreak, Security        &lt;/div&gt;
        &lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</description>
 <comments>http://www.blognone.com/node/45520#comments</comments>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/android">Android</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/ios">iOS</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/ios-7">iOS 7</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/jailbreak">Jailbreak</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/security">Security</category>
 <pubDate>Tue, 18 Jun 2013 06:58:33 +0000</pubDate>
 <dc:creator>Be1con</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">45520 at http://www.blognone.com</guid>
</item>
<item>
 <title>Asymmetric Cryptography: แตกต่างแต่เข้าใจกัน</title>
 <link>http://www.blognone.com/node/45433</link>
 <description>&lt;p&gt;กระบวนการเข้ารหัสที่สำคัญอย่างแบบกุญแจสมมาตร (symmetic key encryption) ในตอนที่แล้วแม้จะสามารถป้องกันการดักฟังได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ข้อจำกัดคือทั้งสองฝ่ายต้องรับรู้ “ความลับ” ร่วมกัน และข้อจำกัดที่สำคัญมากคือ ผู้ที่รู้ความลับนี้ทุกคนจะเข้าไปอ่านข้อความได้ทั้งหมด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การใช้งานในอินเทอร์เน็ตนั้นต่างออกไป ส่วนมากเรามักจะรับรู้ว่าเราต้องการติดต่อกับใคร เช่น เราต้องการเข้าเว็บไซต์ซักเว็บและเราต้องการแน่ใจว่าเว็บนั้นเป็นเว็บที่เราตั้งใจจะเข้าใช้งานจริง ต้องไม่มีใครปลอมตัวเป็นเว็บนั้นได้ หรือไม่มีใครอ่านข้อความที่เรากับเว็บนั้นๆ สื่อสารถึงกันได้ กระบวนการเข้ารหัสแบบกุญแจไม่สมมาตร (asymmetric key encryption) เป็นกระบวนการเข้ารหัสที่เปิดให้ผู้ส่งข้อมูลกับผู้รับข้อมูลสามารถใช้กุญแจคนละชุดกัน ที่สร้างมาคู่กันโดยเฉพาะ แล้วสร้างการเชื่อมต่อที่เข้ารหัสถึงกันได้
&lt;/p&gt;
&lt;h4&gt;การแลกกุญแจแบบ Diffie–Hellman&lt;/h4&gt;
&lt;p&gt;Diffie–Hellman (DH) เป็นกระบวนการสร้าง “ความลับ” ระหว่างกันโดยไม่ต้องส่งความลับนั้นถึงกันจริงๆ โดยทั่วไปแล้วความลับที่ว่าคือการแลก “กุญแจ” สำหรับการเข้ารหัสแบบกุญแจสมมาตรเพื่อส่งข้อมูลถึงกันต่อไป กระบวนการ DH นี้ไม่สามารถเข้ารหัสโดยตัวมันเองได้ เพียงแต่บอกกระบวนการสร้างความลับร่วมกันเท่านั้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การอธิบายกระบวนการ DH นั้นอาศัยความจริงที่ว่า (n^a)^b mod p = (n^b)^a mod p เมื่อเราใช้ค่า (n^a)^b mod p นี้เป็นค่ากุญแจสำหรับการเข้ารหัสแบบกุญแจสมมาตร เราสามารถแลกค่า n และ p อย่างเปิดเผยได้ โดย a และ b เป็นความลับที่แต่ละฝ่ายต้องเก็บไว้กับตัว สิ่งที่แต่ละฝ่ายส่งให้กันคือค่า n^a mod p และ n^b mod p เมื่ออีกฝ่ายนำไปยกกำลังกับความลับของตัวเองก็จะได้ตัวเลขชุดที่เหมือนกันทั้งสองฝั่ง หากแฮกเกอร์ไม่รู้ทั้งค่าความลับของทั้งสองฝั่ง ก็ไม่สามารถถอดรหัสได้&lt;/p&gt;
&lt;ol&gt;
&lt;li&gt;ทั้งสองฝ่ายต้องสร้างตัวเลขลับสำหรับตัวเองขึ้นมา&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ฝ่ายเริ่มต้นส่งพารามิเตอร์ คือ n และ p ให้กับอีกฝ่าย&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ทั้งสองฝ่ายแลกค่า A = n^a mod p และ B = n^b mod p ให้อีกฝ่าย&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ทั้งสองฝ่ายมีความลับร่วมกันที่คนอื่นไม่สามารถรับรู้ได้&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
&lt;p&gt;กระบวนการ DH ยังคงได้รับความนิยมอยู่จนทุกวันนี้ในการแลกกุญแจการเชื่อมต่อ แต่โดยตัวกระบวนการ DH เองไม่มีการยืนยันว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นคนที่เราต้องการพูดคุยด้วยจริงหรือไม่ เราเรียกการเชื่อมต่อแบบ DH ที่ไม่มีการยืนยันตัวตนนี้ว่า Anonymous DH (ADH) กระบวนการนี้แม้จะทนทานต่อการดักฟัง แต่หากมีคนร้ายปลอมตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามที่เราต้องการคุยด้วย (การโจมตีแบบ man-in-the-middle) โดยคนร้ายเชื่อมต่อกับเราด้วยกระบวนการ DH และเชื่อมต่อกับปลายทางด้วย DH เหมือนกันก็จะดักทุกอย่างได้ทันที&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เราสามารถสร้างเซิร์ฟเวอร์แบบ ADH ได้ง่ายๆ ด้วยการใช้ OpenSSL ที่มีติดตั้งอยู่ในลินุกซ์ส่วนมาก ด้วยคำสั่ง &lt;code&gt;openssl  s_server -nocert -cipher aNULL&lt;/code&gt; ในฝั่งเซิร์ฟเวอร์ และ &lt;code&gt;openssl s_client -cipher aNULL&lt;/code&gt; ในฝั่งไคลเอนต์ ก็สามารถเชื่อมต่อแบบเข้ารหัสได้ทันที โดยที่การเข้ารหัสแบบกุญแจสมมาตรนั้นจะมีการเลือกให้โดยอัตโนมัติ ขึ้นกับเวอร์ชั่นของ OpenSSL ที่ใช้งานนั้นซัพพอร์ตกระบวนการใดบ้าง&lt;/p&gt;
&lt;h4&gt;RSA&lt;/h4&gt;
&lt;p&gt;กระบวนการเข้ารหัสที่ดังที่สุดอันหนึ่งของโลกคงเป็น RSA ที่ยังเป็นชื่อของบริษัทขายสินค้าความปลอดภัยชื่อดังในตัว (ปัจจุบัน RSA เป็นบริษัทในเครือ EMC) RSA ต่างจากกระบวนการ DH เพราะมันเป็นกระบวนการ “เข้ารหัส” อย่างเต็มรูปแบบ โดยไม่ต้องการกระบวนการเข้ารหัสอื่นๆ มาเสริมอีก เราสามารถเข้ารหัสไฟล์ข้อมูลขนาดใหญ่ด้วยกระบวนการ RSA ได้ แม้จะไม่เป็นที่นิยมนักเพราะกระบวนการกินพลังประมวลผลสูง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กระบวนการ RSA เริ่มจากการสุ่มเลขจำนวนเฉพาะขนาดใหญ่สองตัวเพื่อสร้างกุญแจที่เป็นคู่กันและกันแล้วสร้างเป็นกุญแจคู่หนึ่ง ที่จะถอดรหัสได้จากคู่ของมันเท่านั้น กระบวนการแบบนี้ทำให้ในการใช้งานจริง เรามัก “แจก” กุญแจฝั่งหนึ่งให้ทั่วโลกได้เห็น แล้วเรียกมันว่ากุญแจสาธารณะ จากนั้นจึงเก็บอีกฝั่งหนึ่งไว้เป็นความลับกับตัวเราเอง ในกระบวนการเข้ารหัสการเชื่อมต่อ ที่เราต้องการใช้กุญแจสมมาตร เราอาจจะให้ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง สร้างกุญแจขึ้นมาด้วยกระบวนการสุ่ม แล้วส่งให้กับอีกฝ่ายหนึ่งด้วยการเข้ารหัสกุญแจด้วยกระบวนการ RSA โดยใช้กุญแจสาธารณะของอีกฝ่าย ซึ่งจะทำให้มีเพียงเจ้าของกุญแจเท่านั้นที่อ่านได้&lt;/p&gt;
&lt;h4&gt;ลายเซ็นดิจิตอล&lt;/h4&gt;
&lt;p&gt;กระบวนการยืนยันความถูกต้องของเอกสารนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในโลกออนไลน์ หลายครั้งที่เราไม่ต้องการปิดบังความลับในเอกสารแต่อย่างใด แต่เราต้องการยืนยันว่าเอกสารนั้นมาจากเราจริง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กระบวนการเซ็นดิจิตอลสามารถทำได้ด้วยกระบวนการ RSA โดยใช้กุญแจลับมาเข้ารหัสค่าแฮชของเอกสารแล้วแนบค่าแฮชนั้นติดไปกับเอกสาร เมื่อผู้รับสารได้รับ ก็สามารถแฮชเอกสารจนได้ค่าแฮชมาแล้วถอดรหัสลายเซ็นดิจิตอลด้วกุญแจสาธารณะของผู้ลงลายเซ็นแล้วดูว่าค่าแฮชนั้นตรงกันหรือไม่ ถ้าตรงกันก็แสดงว่าลายเซ็นถูกต้อง&lt;/p&gt;
&lt;h4&gt;Public Key Infrastructure (PKI)&lt;/h4&gt;
&lt;p&gt;คำถามสุดท้ายในระบบกุญแจสาธารณะคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่ากุญแจสาธารณะที่เราได้มานั้นเป็นของใคร แม้ในไฟล์กุญแจอาจจะแจ้งที่มาของตัวเอง แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าของกุญแจนั้นเป็นตัวจริง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ระบบโครงสร้างพื้นฐานกุญแจสาธารณะ ระบุให้เราต้องมีหน่วยงานที่รู้จักตั้งแต่แรกอยู่ในเครื่องของเราเสียก่อนเรียกว่าหน่วยงานออกใบรับรอง (Certification Authority - CA) หน่วยงานเหล่านี้มักทำงานร่วมกับผู้ผลิตระบบปฎิบัติการ, ผู้ผลิตเบราว์เซอร์, หรือแม้แต่ผู้ผลิตไลบรารีความปลอดภัย เพื่อยืนยันว่าหน่วยงานของตัวเองมีความปลอดภัยอย่างเพียงพอ มีกระบวนการตรวจสอบผู้ที่จะมาขอให้รับรองกุญแจสาธารณะของตัวเองได้อย่างครบถ้วน เมื่อผ่านกระบวนการตรวจสอบในระดับหนึ่งแล้ว ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ก็จะรวมเอากุญแจสาธารณะของหน่วยงานเหล่านี้เข้าไว้ในซอฟต์แวร์ของตัวเอง (ตัวอย่างรายชื่อ&lt;a href=&quot;https://www.mozilla.org/projects/security/certs/included/&quot;&gt;หน่วยงานที่ Mozilla/Firefox รวมกุญแจสาธารณะไว้&lt;/a&gt;)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สำหรับผู้อื่นที่ต้องการใช้มีการรับรองกุญแจสาธารณะของตัวเอง ต้องสร้างกุญแจสาธารณะขึ้นมาในเครื่องของตัวเองเป็นไฟล์ที่เรียกว่าไฟล์ CSR (Certificate Signing Request) แล้วส่งไปยังหน่วยงานที่ได้รับการรับรองเหล่านี้ จากนั้นหน่วยงานเหล่านี้จะมีการยืนยันตัวตน เช่น การส่งอีเมลมาขอยืนยัน, หรือกระทั่งการขอเอกสารทางราชการในบางกรณี เมื่อยืนยันตามกระบวนการแล้วหน่วยงานเหล่านี้จะใช้กุญแจลับของตนเองเซ็นลายเซ็นดิจิตอล ซึ่งก็คือค่าแฮชของข้อมูลในไฟล์ CSR แล้วเข้ารหัส แล้วส่งกลับมายังผู้ร้องขอเป็นไฟล์รับรอง (Certificate - CRT)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href=&quot;http://upic.me/show/45436591&quot;&gt;&lt;img src=&quot;https://upic.me/i/g4/sslerror.png&quot; alt=&quot;upic.me&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในระบบการรับรองนั้นหน่วยงานที่ทำงานร่วมกับผู้ผลิตซอฟต์แวร์จริงมักมีน้อยไม่เกินหนึ่งร้อยราย และกระบวนการติดต่อเพื่อขอรับรองจะใช้เวลานานและเงินทุนที่สูงมาก แต่หน่วยงานที่ได้รับความเชื่อถือจากซอฟต์แวร์เหล่านี้แล้วมีสิทธิที่จะรับรองหน่วยงานรับรองอื่นๆ เรียกว่าเป็นหน่วยงานขั้นกลาง (Intermediate CA) เพื่อไปรับรองใบรับรองจริงๆ ต่อไป โดยที่ซอฟต์แวร์เช่นเบราว์เซอร์ จะไล่ดูว่าสุดท้ายแล้วหน่วยงานสุดท้ายที่รับรองกุญแจมานั้นอยู่ในรายชื่อของหน่วยงานที่เชื่อถือหรือไม่ ถ้าเชื่อถือก็จะให้ผู้ใช้เข้าใช้งาน แต่ถ้าไม่เชื่อถือก็จะขึ้นหน้าจอแจ้งเตือนผู้ใช้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เราสามารถสร้างไฟล์รับรองขึ้นมาเองได้โดยไม่ต้องไปขอหน่วยงานอื่นให้เซ็นแต่อย่างใด ไฟล์ประเภทนั้นเรียกว่าไฟล์รับรองตนเอง (Self Signed Certificate) ซึ่งเบราว์เซอร์จะขึ้นเตือนเมื่อใช้งานเสมอ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ข่าวการรั่วไหลของระบบเครือข่ายของบริษัทให้บริการรับรองกุญแจสาธารณะ ทำให้หน่วยงานเหล่านี้เก็บรักษากุญแจลับของตัวเองหนาแน่นขึ้น ไม่ยอมให้ซอฟต์แวร์ต่างๆ เข้าถึงกุญแจลับได้โดยตรงอีกต่อไป วิธีการคือให้กุญแจลับเซ็นกุญแจสาธารณะของหน่วยงานขั้นกลางขึ้นมาอีกชั้น แล้วนำกุญแจลับของหน่วยงานขั้นกลางนี้ให้บริการอยู่ในคอมพิวเตอร์อัตโนมัติ หากระบบรั่วไหลจริง ก็สามารถยกเลิกหน่วยงานขั้นกลางนี้ไปแล้วแจ้งให้ซอฟต์แวร์ทั้งหมดยกเลิกความเชื่อถือหน่วยงานขั้นกลางนั้นไป ทุกวันนี้เวลาที่เราส่งไฟล์ CSR ไปยังหน่วยงานเหล่านี้เราจะได้รับไฟล์ CRT กลับคืนมาพร้อมกับไฟล์รับรองของหน่วยงานขั้นกลางนี้มาพร้อมกัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กระบวนการรับรองนี้สามารถรับรองได้หลายอย่าง นับแต่ชื่อโดเมนที่เราใช้กันโดยทั่วไป, อีเมลที่เราสามารถยืนยันได้ว่าเนื้อหาในอีเมลมาจากเราจริง, ไปจนถึงระบบสมาร์ตการ์ด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href=&quot;http://upic.me/show/45436590&quot;&gt;&lt;img src=&quot;https://upic.me/i/7v/settings-certificatemanager.png&quot; alt=&quot;upic.me&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การยืนยันอีเมลนั้นหน่วยงานให้ไฟล์รับรองออกมาเป็นไฟล์ที่เรัยกว่า PKCS #12 ไฟล์นี้สามารถรวมเข้าไว้ในเบราว์เซอร์ของเราเพื่อใช้ยืนยันว่าเราเป็นเจ้าของอีเมลที่มีอยู่ในใบรับรองได้ เราสามารถใช้ข้อมูลจากไฟล์รับรองนี้ส่งให้เว็บต่างๆ เพื่อใช้ล็อกอินอย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องจำรหัสผ่านได้ แม้จะออกแบบมาเป็นอย่างดี แต่ในความเป็นจริงระบบนี้ก็ไม่ได้รับความนิยมนักเพราะใช้งานค่อนข้างยุ่งยาก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในระบบสมาร์ตการ์ด มีมาตรฐานที่เรียกว่า PKCS #11 ออกแบบให้สมาร์ตการ์ดเป็นที่เก็บกุญแจลับของเรา สมาร์ตการ์ดจะมีทั้งกุญแจลับและกุญแจสาธารณะที่ได้รับการรับรองจนเป็นไฟล์รับรองอยู่ในตัว เมื่อเราต้องการทำธุรกรรม เช่นการโอนเงิน เครื่องที่คอมพิวเตอร์ที่เราเสียบสมาร์ตการ์ดจะดาวน์โหลดไฟล์รับรองเพื่อตรวจสอบว่าเราได้รับการรับรองจากหน่วยงาน (เช่นกระทรวงมหาดไท ในกรณีบัตรประชาชน) จริงหรือไม่ เมื่อตรวจสอบแล้วถูกต้องจึงส่งค่าแฮชของไฟล์ข้อมูลที่เราจะกระทำ เช่นไฟล์ข้อมูลโอนเงิน เข้าไปยังสมาร์ตการ์ดเพื่อเข้ารหัสค่าแฮชออกมาเป็นลายเซ็นดิจิตอล การใช้สมาร์ตการ์ดมีข้อดีหลายข้อ คือกุญแจลับเป็นบัตรนั้นเก็บรักษาได้ง่าย และทำสำเนายากกว่า สมาร์ตการ์ดบางรุ่นต้องใส่รหัสผ่านสี่หลักเสมอ และจะทำลายกุญแจลับทันทีที่ใส่รหัสผิดครบจำนวนครั้งที่กำหนด ในโลกความเป็นจริง กุญแจลับของหน่วยงานออกใบรับรองนั้นก็มักเก็บรักษาเป็นสมาร์ตการ์ด โดยต้องมีเก็บใบสำเนาแยกไว้ และรักษาความปลอดภัยไว้เท่าเทียมกัน (เคยมีกรณีที่หน่วยงานเลินเล่อ ไม่สำรองบัตรแล้วทำ&lt;a href=&quot;https://www.blognone.com/news/12414/&quot;&gt;กุญแจลับหายก็มีมาแล้ว แต่เป็นช่วงทดสอบโครงการ&lt;/a&gt;)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทุกวันนี้บัตรสมาร์ตการ์ดสำหรับการจ่ายเงินมักเป็นบัตร EMV (Europay, MasterCard and Visa) ซึ่งแม้จะมีฟอร์แมตและ API ของบัตรต่างจากกระบวนการ PKI ใน PKCS #11 แต่หลักการก็ยังคงคล้ายกันคือการเซ็นใบรับรองต้องมาจากเจ้าของเครือข่ายอย่าง VISA ซึ่งจะใช้ใบรับรองขั้นกลางเซ็นใบรับรองให้กับหน่วยงานออกบัตร เช่น ธนาคาร เพื่อมารับรองบัตรเครดิตอีกที และบัตรจะยืนยันกระบวนการต่างๆ เช่น การจ่ายเงิน ได้ว่ามีการจ่ายเงินจริงด้วยบัตรตัวจริงหรือไม่&lt;/p&gt;
&lt;div class=&quot;field field-type-text field-field-maintag&quot;&gt;
    &lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;
            &lt;div class=&quot;field-item odd&quot;&gt;
                    Special Report, In-Depth, Security        &lt;/div&gt;
        &lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</description>
 <comments>http://www.blognone.com/node/45433#comments</comments>
 <category domain="http://www.blognone.com/special">Special Report</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/depth">In-Depth</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/security">Security</category>
 <pubDate>Sun, 16 Jun 2013 20:43:52 +0000</pubDate>
 <dc:creator>lew</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">45433 at http://www.blognone.com</guid>
</item>
<item>
 <title>ร่างกฎหมายความมั่นคงทางไซเบอร์ของญี่ปุ่นให้อำนาจทหารตรวจสอบอินเทอร์เน็ต</title>
 <link>http://www.blognone.com/node/45380</link>
 <description>&lt;p&gt;โครงการ PRISM ของสหรัฐฯ กำลังถูกวิจารณ์จากทั่วโลกว่าละเมิดต่อประชาชนของตัวเองและชาติอื่นๆ แต่ร่างกฎหมายความมั่นคงทางไซเบอร์ (Cyber Security 2013) กำลังเปิดโอกาสให้กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น (เพราะญี่ปุ่นไม่มีกองทัพอย่างเป็นทางการ แต่หน้าที่ของกองกำลังคล้ายกัน) ตั้งศูนย์ตรวจสอบข้อมูลอินเทอร์เน็ตได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กฎหมายฉบับนี้อยู่ในขั้นของการร่าง และมันถูกเสนอโดยศูนย์ความมั่นคงข้อมูลข่าวสารแห่งชาติ (National Information Security Centre - NISC) ที่เป็นหน่วยงานที่ปรึกษาของรัฐบาล ระบุว่าศูนย์นี้จะตรวจสอบเฉพาะ &quot;ข้อมูลการส่งต่อ&quot; เช่น header ของแพ็กเก็ตโดยไม่ลงลึกไปมากกว่านั้น การอ้างเหตุผลของการมีศูนย์นี้คือรัฐบาลจะสามารถจัดการกับการโจมตีบางอย่างเช่น DoS ได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ร่างกฎหมายฉบับนี้เผยแพร่ลงเว็บเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ไม่ดีนักหากต้องการเสียงสนับสนุน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา - &lt;a href=&quot;http://www.theregister.co.uk/2013/06/14/japan_nsa_internet_snooping_bad_timing/&quot;&gt;The Register&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div class=&quot;field field-type-text field-field-maintag&quot;&gt;
    &lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;
            &lt;div class=&quot;field-item odd&quot;&gt;
                    Japan, Privacy, Security        &lt;/div&gt;
        &lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</description>
 <comments>http://www.blognone.com/node/45380#comments</comments>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/japan">Japan</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/privacy">Privacy</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/security">Security</category>
 <pubDate>Fri, 14 Jun 2013 10:20:18 +0000</pubDate>
 <dc:creator>lew</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">45380 at http://www.blognone.com</guid>
</item>
<item>
 <title>[Ask Blognone] บริการใดยังต้องใช้ Java Applet</title>
 <link>http://www.blognone.com/node/45363</link>
 <description>&lt;p&gt;ปัญหาความปลอดภัยของ Java Applet เป็นปัญหาต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา &lt;a href=&quot;https://www.blognone.com/node/45335&quot;&gt;ล่าสุดช่องโหว่ถูกปรับแต่งมาใช้เพื่อโจมตีคนไทยโดยเฉพาะ&lt;/a&gt; Ask Blognone ตอนนี้ขอเชิญทุกท่านมาช่วยกันให้ข้อมูล ว่ายังมีบริการใดสำหรับคนทั่วไป ไม่ว่าฟรี, เสียเงิน, ต้องสมัครสมาชิก ฯลฯ (ไม่นับบริการภายในองค์กรที่ให้เฉพาะพนักงานใช้งาน) ที่ยังให้ผู้ใช้ต้องติดตั้ง Java เพื่อรัน Java Applet อยู่บ้าง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ข้อมูลที่ควรมี&lt;/p&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;ชื่อบริการ ชื่อหน่วยงานอย่างชัดเจน&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;หน่วยงานมีการแจ้งเตือนให้ ระวัง, หยุดใช้งาน, หรือหลีกเลี่ยง การใช้บริการเหล่านี้หรือไม่ ถ้ามีเป็นคำเตือนอย่างไรบ้าง อาจจะโพสข้อความแจ้งมาให้ดูได้เลย&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;หน่วยงานแจ้งแผนการเลิกใช้งาน การปรับไปใช้เทคโนโลยีอื่นหรือไม่ ระยะเวลาการปรับเปลี่ยนนานแค่ไหน&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;p&gt;ถ้าตัวแทนของหน่วยงานที่ถูกอ้างอิงถึงต้องการให้ข้อมูลเพิ่มเติม สามารถมาแจ้งในกระทู้นี้ได้เลยเช่นกันครับ&lt;/p&gt;
&lt;div class=&quot;field field-type-text field-field-maintag&quot;&gt;
    &lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;
            &lt;div class=&quot;field-item odd&quot;&gt;
                    Ask Blognone, Java, Security        &lt;/div&gt;
        &lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</description>
 <comments>http://www.blognone.com/node/45363#comments</comments>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/ask-blognone">Ask Blognone</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/java">Java</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/security">Security</category>
 <pubDate>Fri, 14 Jun 2013 04:01:38 +0000</pubDate>
 <dc:creator>lew</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">45363 at http://www.blognone.com</guid>
</item>
<item>
 <title>iOS7 beta มีช่องโหวเข้าถึงภาพในเครื่องโดยไม่ต้องผ่าน Lock Screen</title>
 <link>http://www.blognone.com/node/45355</link>
 <description>&lt;p&gt;เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา &lt;a href=&quot;http://www.blognone.com/node/45215&quot; rel=&quot;nofollow&quot;&gt;Apple เปิดตัว iOS 7&lt;/a&gt; ในงาน WWDC และได้เปิดให้โหลดรุ่น Beta สำหรับนักพัฒนา เมื่อจบงาน WWDC ก็มีมือดีสามารถค้นหาช่องโหว่ที่สามารถเข้าถึงรูปภาพในเครื่องโดยไม่ต้องใส่รหัสผ่าน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทาง Forbe ได้เปิดเผย&lt;a href=&quot;http://www.forbes.com/sites/andygreenberg/2013/06/12/bug-in-ios-7-beta-lets-anyone-bypass-iphone-lockscreen-to-access-photos/&quot; rel=&quot;nofollow&quot;&gt;วิดีโอช่องโหว่ของ Lock Screen&lt;/a&gt; เพื่อที่จะเข้าถึงภาพในอัลบัมภาพของเครื่องโดยไม่ต้องใส่รหัสผ่าน ซึ่งสามารถเข้าดูภาพได้ทั้งเครื่อง สั่งลบ หรือแชร์ออกโซเชียลมีเดียก็ได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ชายวัย 36 ปีที่พบช่องโหว่ใน Lock Screen ของ iOS 7 กล่าวว่า &quot;เราสามารถใช้ช่องว่างของ Lock Screen โดยเข้า Control Center และกดเข้าเครื่องคิดเลข ก่อนที่จะเข้าโหมดกล้องถ่ายรูป เท่านี้เราก็จะสามารถเข้าดูรูปในมือถือได้แล้ว&quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม iOS 7 ยังอยู่ในสถานะ Beta และไม่ได้ให้คนทั่วไปโหลด คนที่ใช้ได้มีเพียงนักพัฒนาที่ลงทะเบียนกับทาง Apple ไว้เท่านั้น และช่องว่างดังกล่าวไม่สามารถปิดโหมด Lost ของ iOS 7 ได้อยู่ดี&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา - &lt;a href=&quot;http://thehackernews.com/2013/06/hacking-iphone-to-bypass-ios-7-lock.html&quot; rel=&quot;nofollow&quot;&gt;The Hacker News&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;object width=&quot;560&quot; height=&quot;315&quot;&gt;&lt;embed src=&quot;http://www.youtube.com/v/9maGRXLcPXM?hl=th_TH&amp;amp;version=3&quot; type=&quot;application/x-shockwave-flash&quot; width=&quot;560&quot; height=&quot;315&quot; allowscriptaccess=&quot;always&quot; allowfullscreen=&quot;true&quot;&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;div class=&quot;field field-type-text field-field-maintag&quot;&gt;
    &lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;
            &lt;div class=&quot;field-item odd&quot;&gt;
                    Apple, iOS 7, iPhone, Security        &lt;/div&gt;
        &lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</description>
 <comments>http://www.blognone.com/node/45355#comments</comments>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/apple">Apple</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/ios-7">iOS 7</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/iphone">iPhone</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/security">Security</category>
 <pubDate>Fri, 14 Jun 2013 01:17:41 +0000</pubDate>
 <dc:creator>LazarusSP1</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">45355 at http://www.blognone.com</guid>
</item>
<item>
 <title>เว็บไซต์สำนักข่าวในไทยหลายแห่งถูกเจาะ มีโทรจันขโมยเงินจากธนาคาร</title>
 <link>http://www.blognone.com/node/45335</link>
 <description>&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 12-13 มิถุนายนที่ผ่านมา เว็บไซต์สำนักข่าวในประเทศไทยหลายแห่ง ได้ถูกเจาะระบบเพื่อฝังโทรจันที่โจมตีผ่านช่องโหว่ของ Java&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;โทรจันตัวนี้จะไปแก้ไขหน้าเว็บไซต์ของธนาคารออนไลน์ในประเทศไทย ให้แสดงลิงก์สำหรับใส่เบอร์มือถือเพื่อรับ SMS ดาวน์โหลดโปรแกรม AVG AntiVirus Mobile Pro สำหรับติดตั้งใน Android โดยโปรแกรมดังกล่าวเป็นโปรแกรมแอนตี้ไวรัสปลอม จุดประสงค์เพื่อขโมย SMS OTP จากธนาคาร&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมของโทรจัน รวมถึงวิธีการตรวจสอบและแก้ไข สามารถอ่านได้จากที่มาครับ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา: &lt;a href=&quot;https://thaicert.or.th/alerts/user/2013/al2013us008.html&quot;&gt;ThaiCERT&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div class=&quot;field field-type-text field-field-maintag&quot;&gt;
    &lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;
            &lt;div class=&quot;field-item odd&quot;&gt;
                    Java, Banking, Security, Thailand, Trojan        &lt;/div&gt;
        &lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</description>
 <comments>http://www.blognone.com/node/45335#comments</comments>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/banking">Banking</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/java">Java</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/security">Security</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/thailand">Thailand</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/trojan">Trojan</category>
 <pubDate>Thu, 13 Jun 2013 11:19:10 +0000</pubDate>
 <dc:creator>Bigta</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">45335 at http://www.blognone.com</guid>
</item>
<item>
 <title>Google ปรับเพิ่มเงินรางวัลสำหรับผู้ค้นพบช่องโหว่ของเว็บไซต์</title>
 <link>http://www.blognone.com/node/45157</link>
 <description>&lt;p&gt;Google ประกาศปรับอัตราเงินรางวัลสำหรับผู้แจ้งช่องโหว่ของเว็บเพิ่มขึ้นหลังจากที่เพิ่งปรับอัตราการจ่ายเงินรางวัลไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;Google ได้ปรับเกณฑ์การให้รางวัลสำหรับผู้ค้นพบช่องโหว่โดยการทำ &lt;a href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/XSS&quot;&gt;XSS (cross-site scrpting)&lt;/a&gt; ซึ่งเป็นการฝังโค้ดเข้าไปในหน้าเว็บไซต์ที่มีช่องโหว่นั้นเพื่อดักจับข้อมูลสำคัญในระหว่างที่ผู้ใช้งานเปิดเข้าใช้หน้าเว็บไซต์ดังกล่าว&lt;/p&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;ช่องโหว่เว็บบัญชีผู้ใช้งาน accounts.google.com จะได้รับเงินรางวัล 7,500 ดอลลาร์ (จากเดิม 3,133.70 ดอลลาร์)&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ช่องโหว่เว็บบริการสำคัญ เช่น Gmail และ Google Wallet จะได้รับเงินรางวัล 5,000 ดอลลาร์ (จากเดิม 1,337 ดอลลาร์)&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ช่องโหว่ของหน้าเว็บอื่นๆ จะได้รับเงินรางวัล 3,133.70 ดอลลาร์ (จากเดิม 500 ดอลลาร์)&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;p&gt;นอกเหนือจากนี้ Google ยังเพิ่มอัตราเงินรางวัลสำหรับการเจาะระบบโดยลัดขั้นตอนยืนยันตัวบุคคลของผู้ใช้งาน หรือการดึงข้อมูลรั่วไหลจากส่วนดังกล่าวได้เป็น 7,500 ดอลลาร์ (จากเดิม 5,000 ดอลลาร์)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ Google อัดฉีดเงินรางวัลสำหรับผู้คนพบบั๊กและช่องโหว่ต่างๆ ในบริการของตนเองเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ใครที่มีความสามารถและเวลาเพียงพอก็น่าจะลองหารายได้จากทางนี้ได้เช่นกัน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้&lt;a href=&quot;http://www.google.com/about/appsecurity/reward-program/index.html&quot;&gt;ที่นี่&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา - &lt;a href=&quot;http://www.zdnet.com/google-increases-rewards-for-bug-bounty-programs-7000016506/&quot;&gt;ZDNet&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div class=&quot;field field-type-text field-field-maintag&quot;&gt;
    &lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;
            &lt;div class=&quot;field-item odd&quot;&gt;
                    Bug, Google, Web Security, Security        &lt;/div&gt;
        &lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</description>
 <comments>http://www.blognone.com/node/45157#comments</comments>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/bug">Bug</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/google">Google</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/security">Security</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/web-security">Web Security</category>
 <pubDate>Sat, 08 Jun 2013 16:44:29 +0000</pubDate>
 <dc:creator>ตะโร่งโต้ง</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">45157 at http://www.blognone.com</guid>
</item>
<item>
 <title>นักวิจัยบอกแค่ใช้ที่ชาร์จแบบพิเศษก็แฮ็ก iPhone หรือ iPad ได้ใน 1 นาที</title>
 <link>http://www.blognone.com/node/44962</link>
 <description>&lt;p&gt;นักวิจัยด้านความปลอดภัยเผยว่าเขาค้นพบวิธีการที่จะแฮ็กอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS ได้สำเร็จภายใน 1 นาที โดยใช้เพียงที่ชาร์จไฟซึ่งได้รับการดัดแปลงพิเศษเท่านั้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทีมนักวิจัยจากสถาบัน Georgia Institute of Technology เผยว่าต้นแบบที่ชาร์จไฟซึ่งได้รับการดัดแปลงแบบพิเศษซึ่งพวกเขาเรียกมันว่า &lt;em&gt;&quot;Mactans&quot;&lt;/em&gt;  สามารถปล่อยมัลแวร์เข้าสู่อุปกรณ์ iOS ได้หลังจากเสียบสายชาร์จดังกล่าวเข้ากับอุปกรณ์เป็นเวลา 1 นาทีเท่านั้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ซอฟต์แวร์ที่ Mactans ปล่อยเข้าสู่อุปกรณ์ iOS นั้นสามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติโดยไม่ต้องหลอกล่อผู้ใช้อุปกรณ์ให้ติดตั้งหรืออนุญาตให้ซอฟต์แวร์ดำเนินการใดๆ นอกจากนี้ไม่ว่าเครื่องจะผ่านการ jailbreak มาหรือไม่ ต่างก็โดนเล่นงานได้เหมือนกัน ที่สำคัญก็คือ ภายหลังจากที่มันติดตั้งตัวเองในระบบ iOS เสร็จสิ้นแล้ว มันสามารถซ่อนตัวเองได้ด้วย ซึ่งหากผู้ใช้ไม่ตรวจสอบให้ถี่ถ้วนก็จะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าโดนเล่นงานเข้าแล้ว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;Mactans ที่ถูกสร้างขึ้นโดยใช้ &lt;em&gt;BeagleBoard&lt;/em&gt; ซึ่งเป็นพีซีขนาดเล็กประมาณบัตรเครดิต ใช้ระบบปฏิบัติการ Linux ถูกผลิตโดย Texas Instrument และมีราคาเพียง 45 ดอลลาร์ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อถูกจับมายัดใส่ที่ชาร์จไฟย่อมทำให้มีขนาดใหญ่ผิดสังเกต แต่ก็ไม่แน่ว่าหากมีคนจงใจสร้างเครื่องมือแฮ็กอุปกรณ์ iOS จริง มันอาจมาในรูปแบบของแท่นชาร์จ หรืออาจมีการดัดแปลงชิ้นงานให้มีขนาดเล็กลงก็เป็นได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทีมงานวิจัยระบุว่าได้ติดต่อไปยัง Apple และแจ้งช่องโหว่ดังกล่าวให้ทราบแล้ว แต่ยังไม่มีการตอบรับใดๆ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา - &lt;a href=&quot;http://www.cultofmac.com/229707/modified-charger-can-install-malware-onto-your-ios-device/&quot;&gt;Cult of Mac&lt;/a&gt;, &lt;a href=&quot;http://www.theverge.com/2013/6/3/4390808/ios-malicious-charger-hack-georgia-tech-institute-black-hat-2013&quot;&gt;The Verge&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div class=&quot;field field-type-text field-field-maintag&quot;&gt;
    &lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;
            &lt;div class=&quot;field-item odd&quot;&gt;
                    Hacking, iOS, Security        &lt;/div&gt;
        &lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</description>
 <comments>http://www.blognone.com/node/44962#comments</comments>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/hacking">Hacking</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/ios">iOS</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/security">Security</category>
 <pubDate>Mon, 03 Jun 2013 14:14:30 +0000</pubDate>
 <dc:creator>ตะโร่งโต้ง</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">44962 at http://www.blognone.com</guid>
</item>
<item>
 <title>ออราเคิลออกนโยบายความปลอดภัยแก้ปัญหา Java รั่ว, ออก Server JRE รุ่นไร้ปลั๊กอิน</title>
 <link>http://www.blognone.com/node/44899</link>
 <description>&lt;p&gt;ปัญหาความปลอดภัยของ Java ในรอบปีสองปีที่ผ่านมาสร้างชื่อเสียงทางลบอย่างมาก จนออราเคิลต้องออกมาประกาศนโยบายด้านความปลอดภัยใหม่ของ Java ชุดใหญ่ ดังนี้&lt;/p&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;แยกรุ่นของ JRE เป็น &lt;strong&gt;Server JRE&lt;/strong&gt; โดยไม่มี Java Plug-in ที่เป็นปัญหาโดนเจาะมาตลอด เพื่อให้ปัญหาช่องโหว่ไม่กระทบงานด้านเซิร์ฟเวอร์ (เริ่มใช้ตั้งแต่ Java 7u21 เป็นต้นไป)&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;แยกกระบวนการออกแพตช์ความปลอดภัยเป็น 2 ประเภท คือ &lt;strong&gt;Critical Patch Update&lt;/strong&gt; รุ่นมาตรฐานออกปีละ 4 ครั้งตามรอบซอฟต์แวร์ตัวอื่นของบริษัท และ &lt;strong&gt;Security Alert&lt;/strong&gt; สำหรับแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นจุดๆ ไปเมื่อค้นพบช่องโหว่สำคัญ &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เปลี่ยนเงื่อนไขการรัน Java applet โดย applet ที่ถูก sign จะไม่จำเป็นต้องได้สิทธิรันนอก sandbox อัตโนมัติเหมือนก่อน และตัวปลั๊กอินจะตั้งค่าห้ามไม่ให้รัน applet ที่ไม่ถูก sign ตามกระบวนการของออราเคิลแล้ว&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ในอนาคต Java applet ที่ไม่ได้ sign ตามกระบวนการที่ถูกต้อง จะรันไม่ได้เลย&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;จากปัญหา &lt;a href=&quot;https://www.blognone.com/node/41884&quot;&gt;Java ไม่เช็คใบรับรองดิจิทัลที่ถูกเพิกถอนแล้ว&lt;/a&gt; ออราเคิลจะปรับปรุงวิธีการตรวจสอบใบรับรองดิจิทัลใหม่ในอนาคต แต่ในระยะสั้นจะปิดฟีเจอร์ด้านการตรวจสอบนี้ทิ้งไปก่อนด้วยเหตุผลด้านประสิทธิภาพ&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;p&gt;ที่มา - &lt;a href=&quot;https://blogs.oracle.com/security/entry/maintaining_the_security_worthiness_of&quot;&gt;The Oracle Software Security Assurance Blog&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div class=&quot;field field-type-text field-field-maintag&quot;&gt;
    &lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;
            &lt;div class=&quot;field-item odd&quot;&gt;
                    Java, Oracle, Security        &lt;/div&gt;
        &lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</description>
 <comments>http://www.blognone.com/node/44899#comments</comments>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/java">Java</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/oracle">Oracle</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/security">Security</category>
 <pubDate>Sat, 01 Jun 2013 04:08:39 +0000</pubDate>
 <dc:creator>mk</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">44899 at http://www.blognone.com</guid>
</item>
<item>
 <title>LinkedIn เริ่มใช้ระบบล็อกอินสองชั้น Two-Step Verification</title>
 <link>http://www.blognone.com/node/44895</link>
 <description>&lt;p&gt;LinkedIn เป็นบริการออนไลน์รายล่าสุดที่เริ่มใช้ระบบล็อกอินสองชั้น (two-step verification) เช่นเดียวกับบริการออนไลน์อีกหลายรายที่นำร่องไปก่อนแล้ว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กระบวนการทำงานก็ไม่ต่างจากยี่ห้ออื่นคือยืนยันตัวตนอีกชั้นผ่าน SMS และยังเป็นแค่ทางเลือก (optional) ให้ผู้ใช้เลือกเปิดใช้งานกันเองโดยไม่บังคับ วิธีการเปิดใช้คือเข้าไปยัง Settings &amp;gt;  Account &amp;gt; Manage Security ครับ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา - &lt;a href=&quot;http://blog.linkedin.com/2013/05/31/protecting-your-linkedin-account-with-two-step-verification/&quot;&gt;LinkedIn Blog&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;iframe src=&quot;https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/22217417&quot; width=&quot;427&quot; height=&quot;356&quot; frameborder=&quot;0&quot; marginwidth=&quot;0&quot; marginheight=&quot;0&quot; scrolling=&quot;no&quot; allowfullscreen webkitallowfullscreen mozallowfullscreen&gt; &lt;/iframe&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt; &lt;strong&gt; &lt;a href=&quot;http://www.slideshare.net/linkedin/two-step-verification-on-linked-in&quot; title=&quot;Two-step verification on LinkedIn&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;Two-step verification on LinkedIn&lt;/a&gt; &lt;/strong&gt; from &lt;strong&gt;&lt;a href=&quot;http://www.slideshare.net/linkedin&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;LinkedIn&lt;/a&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div class=&quot;field field-type-text field-field-maintag&quot;&gt;
    &lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;
            &lt;div class=&quot;field-item odd&quot;&gt;
                    LinkedIn, authentication, Security        &lt;/div&gt;
        &lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</description>
 <comments>http://www.blognone.com/node/44895#comments</comments>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/authentication">Authentication</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/linkedin">LinkedIn</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/security">Security</category>
 <pubDate>Sat, 01 Jun 2013 02:33:28 +0000</pubDate>
 <dc:creator>mk</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">44895 at http://www.blognone.com</guid>
</item>
<item>
 <title>ไมโครซอฟท์วิเคราะห์ข้อมูล Botnet แบบเรียลไทม์ด้วยพลังแห่งหมู่เมฆ Azure</title>
 <link>http://www.blognone.com/node/44881</link>
 <description>&lt;p&gt;ไมโครซอฟท์มีทีม Digital Crimes Unit ที่มีผลงานทลายกลุ่มเซิร์ฟเวอร์ติดโทรจัน (botnet) มาแล้วหลายครั้ง (&lt;a href=&quot;http://www.blognone.com/node/31094&quot;&gt;ข่าวเก่า 1&lt;/a&gt;, &lt;a href=&quot;http://www.blognone.com/node/36026&quot;&gt;ข่าวเก่า 2&lt;/a&gt;)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทีมนี้ของไมโครซอฟท์ทำงานร่วมกับ ISP และหน่วยงานด้านความปลอดภัยไซเบอร์ (Computer Emergency Response Teams - CERT) ทั่วโลก มีการแชร์ข้อมูล botnet ระหว่างกันอยู่เสมอ แต่กระบวนการแชร์ข้อมูลยังล้าสมัย (ผ่านอีเมล) แถมการตรวจสอบเซิร์ฟเวอร์จำนวนมหาศาลทั่วโลก (วันละหลายร้อยล้านครั้ง) ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ไมโครซอฟท์แก้ปัญหาข้างต้นโดยสร้างระบบการวิเคราะห์และแชร์ข้อมูลบนกลุ่มเมฆ (แน่นอนว่าเป็น Azure) ทำให้รองรับโหลดมหาศาลและสามารถวิเคราะห์ botnet ได้แบบ (เกือบ) เรียลไทม์แล้ว ระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบใหม่นี้เรียกว่า Cyber Threat Intelligence Program (C-TIP)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ตอนนี้ C-TIP ถูกใช้งานโดยทีม CERT จากหลายประเทศในยุโรปแล้ว อีกไม่ช้าคงขยายไปยังประเทศอื่นๆ มากขึ้นครับ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา - &lt;a href=&quot;http://www.microsoft.com/government/ww/safety-defense/blog/Pages/post.aspx?postID=312&amp;amp;aID=98&quot;&gt;Microsoft on Safety and Defense Blog &lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div class=&quot;field field-type-text field-field-maintag&quot;&gt;
    &lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;
            &lt;div class=&quot;field-item odd&quot;&gt;
                    Windows Azure, Microsoft, Cloud Computing, Botnet, Security        &lt;/div&gt;
        &lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</description>
 <comments>http://www.blognone.com/node/44881#comments</comments>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/botnet">Botnet</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/cloud-computing">Cloud Computing</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/microsoft">Microsoft</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/security">Security</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/windows-azure">Windows Azure</category>
 <pubDate>Fri, 31 May 2013 15:10:17 +0000</pubDate>
 <dc:creator>mk</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">44881 at http://www.blognone.com</guid>
</item>
<item>
 <title>ช่องโหว่ของ Ruby on Rails ถูกใช้เจาะเซิร์ฟเวอร์เป็นวงกว้าง</title>
 <link>http://www.blognone.com/node/44860</link>
 <description>&lt;p&gt;ช่องโหว่ของ Ruby on Rails ที่ถูกค้นพบในเดือนมกราคมปีนี้ กลายเป็นช่องทางสำคัญให้แฮ็กเกอร์เจาะเข้าไปยังเซิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้ง Rails เอาไว้ และเปลี่ยนเซิร์ฟเวอร์เหล่านี้เป็น botnet สำหรับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ด้านอื่นๆ (เช่น มัลแวร์) ต่อไป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ช่องโหว่ตัวนี้ของ Rails มีความรุนแรงในระดับสูง (critical) เพราะเปิดโอกาสให้แฮ็กเกอร์ส่งโค้ดอันตรายเข้ามารันบนเซิร์ฟเวอร์ได้จากระยะไกล ทางทีมพัฒนา Rails ออกแพตช์แก้นานแล้วแต่ก็ยังมีเซิร์ฟเวอร์อีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้อัพแพตช์ตาม และกลายเป็นเหยื่อของช่องโหว่นี้ในที่สุด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผู้ใช้ Rails ควรอัพเกรดเป็นเวอร์ชัน 3.2.11, 3.1.10, 3.0.19, 2.3.15 ขึ้นไปครับ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา - &lt;a href=&quot;http://arstechnica.com/security/2013/05/critical-ruby-on-rails-bug-exploited-in-wild-hacked-servers-join-botnet/&quot;&gt;Ars Technica&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div class=&quot;field field-type-text field-field-maintag&quot;&gt;
    &lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;
            &lt;div class=&quot;field-item odd&quot;&gt;
                    Rails, Botnet, Hacking, Ruby, Security        &lt;/div&gt;
        &lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</description>
 <comments>http://www.blognone.com/node/44860#comments</comments>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/botnet">Botnet</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/hacking">Hacking</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/rails">Rails</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/ruby">Ruby</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/security">Security</category>
 <pubDate>Fri, 31 May 2013 07:45:54 +0000</pubDate>
 <dc:creator>mk</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">44860 at http://www.blognone.com</guid>
</item>
<item>
 <title>Evernote เพิ่มระบบล็อกอินสองชั้น Two-Step Verification</title>
 <link>http://www.blognone.com/node/44838</link>
 <description>&lt;p&gt;&lt;a href=&quot;http://www.blognone.com/node/41578&quot;&gt;Evernote ถูกแฮ็กครั้งใหญ่ไปเมื่อต้นปี&lt;/a&gt; วันนี้บริษัทจึงประกาศฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยเพิ่มขึ้นอีก 3 อย่าง&lt;/p&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Two-Step Verification&lt;/strong&gt; ระบบล็อกอินสองชั้นด้วยโค้ดที่ส่งทาง SMS เหมือนกับบริการออนไลน์อื่นๆ ที่ทำกันไปก่อนแล้ว ระบบนี้ยังเป็นตัวเลือกที่ผู้ใช้ต้องเปิดใช้งานเอง ไม่บังคับใช้แต่อย่างใด (เบื้องต้นยังใช้ได้เฉพาะ  Evernote Premium/Evernote Business แต่อนาคตจะขยายไปยังผู้ใช้ทุกคน)&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Authorized Applications&lt;/strong&gt; แสดงรายชื่อของแอพที่ขอสิทธิเข้าถึงข้อมูลใน Evernote และสามารถยกเลิกการเข้าถึงได้จากหน้าเว็บ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Access History&lt;/strong&gt; แสดงประวัติการล็อกอินใช้งาน Evernote เพื่อดูว่ามีใครแปลกปลอมเข้ามาในบัญชีของเราหรือไม่&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;p&gt;ที่มา - &lt;a href=&quot;http://blog.evernote.com/blog/2013/05/30/evernotes-three-new-security-features/&quot;&gt;Evernote Blog&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div class=&quot;field field-type-text field-field-maintag&quot;&gt;
    &lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;
            &lt;div class=&quot;field-item odd&quot;&gt;
                    Evernote, authentication, Security        &lt;/div&gt;
        &lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
</description>
 <comments>http://www.blognone.com/node/44838#comments</comments>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/authentication">Authentication</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/evernote">Evernote</category>
 <category domain="http://www.blognone.com/topics/security">Security</category>
 <pubDate>Fri, 31 May 2013 01:03:02 +0000</pubDate>
 <dc:creator>mk</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">44838 at http://www.blognone.com</guid>
</item>
</channel>
</rss>
<!-- Page cached by Boost @ 2013-06-20 05:18:29, expires @ 2013-06-20 05:33:29 -->
