สืบเนื่องจากผลวิจัยเรื่องผู้ใช้ IE มีไอคิวน้อยกว่าผู้ใช้เบราเซอร์อื่นซึ่งต่อมากลายเป็นเรื่องโกหกไป ก็ดูเหมือนจะมีคนติดใจและอยากพิสูจน์สมมติฐานนี้อีกสักรอบ โดยคราวนี้เป็นบริษัทรับจัดทดสอบความฉลาดรู้ในความเสี่ยง (Risk intelligence quotient - RQ) ที่ชื่อ Projection Point เป็นผู้เสนอผลการวิจัยออกมาครับ
การทดสอบนี้ใช้กลุ่มตัวอย่าง 351 คน ให้ตอบคำถาม 50 ข้อ โดยคำถามจะเป็นประโยคแล้วให้ผู้ตอบพิจารณาว่าจริงหรือเท็จ โดยใช้วิธีให้คะแนนน้ำหนักความมั่นใจว่าจริงหรือเท็จโดยใส่ 100 ถ้ามั่นใจว่าจริงมากๆ ใส่ 0 ถ้ามั่นใจว่าเท็จมากๆ หรือให้คะแนนไล่ระหว่าง 0-100 ตามระดับความมั่นใจ ผลออกมาพบว่าผู้ใช้ Internet Explorer มีคะแนนความฉลาดรู้ในความเสี่ยงต่ำที่สุดเทียบกับผู้ใช้งานเบราเซอร์อื่น สอดคล้องกับรายงานว่ามัลแวร์ทั้งหลายสามารถแพร่กระจายทาง Internet Explorer ได้มากที่สุด ส่วนกลุ่มผู้ใช้เบราเซอร์ที่มีคะแนน RQ สูงสุดนั้นตกเป็นของ Safari
อย่างไรก็ตามทาง Projection Point ให้ความเห็นว่าผลที่ออกมานั้นใช้กลุ่มตัวอย่างที่เล็กมากเกินกว่าจะไปสรุปฟันธงอะไรได้ ผลการวิจัยน่าจะดีกว่านี้ถ้าใช้กลุ่มตัวอย่างที่มีปริมาณมากขึ้น
ที่มา: Projection Point
- 29 comments
- 3428 reads
- Read more
ถึงแม้ Safari จะมีส่วนแบ่งตลาดไม่หวือหวาแบบ Chrome แต่ด้วยปัจจัยเรื่องส่วนแบ่งตลาดของแมคที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็ช่วยให้ Safari มีส่วนแบ่งตลาดเบราว์เซอร์โตขึ้นแบบช้าๆ เช่นกัน
สถิติล่าสุดจากบริษัท Net Applications ระบุว่า Safari มีส่วนแบ่งตลาดโลก 5.02% แล้ว ถือเป็นครั้งแรกที่ Safari ขึ้นมาแตะระดับ 5% ได้สำเร็จ สำหรับส่วนแบ่งตลาดของแมคในการเข้าเว็บ (แปลว่าใช้แมค+เบราว์เซอร์อะไรก็ได้บนแมค) อยู่ที่ 6.45% ของตลาดโลก (ในสหรัฐจะเยอะกว่ามาก คือใช้แมค 13.7%)
สำหรับระบบปฏิบัติการอื่นๆ วินโดวส์ยังครองตลาด 92% ของโลก ลินุกซ์ประมาณ 1% ในส่วนของเบราว์เซอร์ IE 54.39%, Firefox 22.48%, Chrome 16.20%, Opera 1.67%
ที่มา - Net Applications, AllThingsD
- 18 comments
- 2298 reads
บริษัทที่ปรึกษาด้านจิตวิทยาของแคนาดา AptiQuant ได้รายงานผลการวิจัยว่าด้วยความสัมพันธ์ของระดับเชาวน์ปัญญา (ไอคิว) กับเว็บเบราเซอร์ที่ใช้ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างมากกว่าหนึ่งแสนคนทำแบบทดสอบวัดไอคิว จากนั้นก็เก็บผลคะแนนที่ได้กับเว็บเบราเซอร์ที่บุคคลนั้นใช้ พบผลลัพธ์ที่น่าสนใจดังนี้
ในภาพรวมแล้วผลการสำรวจพบว่าผู้ใช้ Internet Explorer มีระดับไอคิวอยู่ราว 80-90 ขณะที่กลุ่มผู้ใช้ Firefox, Chrome และ Safari มีไอคิวอยู่ในช่วง 100-110 ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเป็นผู้ใช้งาน Chrome Frame, Camino หรือ Opera จะมีระดับไอคิวสูงมากกว่า 120 กันเลย
เมื่อเทียบกับผลการวิจัยในปี 2006 เห็นได้ว่าระดับไอคิวของผู้ใช้ IE6, IE7 ในขณะนั้นสูงกว่าค่าที่ได้ในปัจจุบันอย่างมาก รวมถึงเมื่อแยกย่อย IE ลงไปในแต่ละเวอร์ชั่นก็จะเห็นว่าผู้ใช้ IE8, IE9 มีคะแนนสูงกว่า IE6, IE7 ที่เป็นเวอร์ชั่นเก่ากว่า
ข้อสรุปของงานวิจัยนี้ชี้ว่านอกจากจะเห็นความแตกต่างของผู้ใช้งานเบราเซอร์แต่ละชนิดแล้ว ยังใช้อธิบายไอคิวของผู้ใช้งานซอฟท์แวร์เวอร์ชั่นที่เก่าเกินไปและไม่ยอมเปลี่ยนไปใช้เวอร์ชั่นใหม่ๆ ได้ด้วยเช่นกัน
ที่มา: AptiQuant
อัพเดท: ทาง AptiQuant ออกมายอมรับแล้วครับว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องโกหก
- 226 comments
- 6197 reads
- Read more
หลังจากปล่อยให้ IE และ Firefox นำหน้าในเรื่อง Do Not Track หรือการกำหนดไม่ให้เว็บไซต์ "ตามรอย" เก็บข้อมูลของผู้ชมเว็บ ก็มีข่าวว่า Safari จะมีฟีเจอร์แบบเดียวกันตามมา
หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal รายงานว่าแอปเปิลได้เพิ่มฟีเจอร์ Do Not Track ให้กับ Safari รุ่นทดสอบที่มากับ Mac OS X 10.7 Lion แล้ว และผู้ที่ได้ทดสอบ Lion ก็เริ่มพูดถึงฟีเจอร์นี้กันแล้วตามกระดานสนทนาต่างๆ
ข่าวการเพิ่มฟีเจอร์ Do Not Track ของ Safari ทำให้ทุกคนจับตาไปยัง Chrome ซึ่งเป้นเบราว์เซอร์รายใหญ่รายเดียวที่ยังไม่มีฟีเจอร์นี้ และกูเกิลก็มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้โดยตรงอย่างโฆษณาหรือ Google Analytics
ที่มา - Wall Street Journal
- 5 comments
- 440 reads
เว็บไซต์ Blaze.io ได้ทดสอบเว็บเบราว์เซอร์ของ Android 2.3 กับ iOS 4.3 ด้วยเว็บไซต์จำนวน 45,000 หน้า ผลปรากฎว่า Android โหลดเร็วกว่าใน 84% ของเว็บไซต์ทั้งหมดที่ทดสอบ
เว็บไซต์เหล่านี้เป็นเว็บไซต์ของบริษัทใหญ่ใน Fortune 1000 และเมื่อคำนวณเวลาเฉลี่ยที่ใช้ในการโหลดหน้าเว็บแล้ว เบราว์เซอร์ของ Android เร็วกว่าถึง 52%
ความเร็วของเบราว์เซอร์ Android จะเห็นได้ชัดเจนเมื่อโหลดเว็บเพจแบบเต็ม แต่พอเป็นเว็บเพจสำหรับมือถือที่ซับซ้อนน้อยกว่า Android จะเร็วกว่า 3%
- 61 comments
- 1289 reads
- Read more
ที่งาน pwn2own ซึ่งเป็นงานแข่งขันการแฮกเบราว์เซอร์ประจำปี มีเบราว์เซอร์สามตัวที่ถูกทดสอบในวันแรกคือ Safari 5.0.4, IE8, และ Chrome 10
ตัว Safari นั้นถูกแฮกโดยบริษัทด้านความปลอดภัยจากฝรั่งเศสที่ชื่อว่า VUPEN โดยเมื่อผู้ทดสอบเข้าหน้าเว็บที่เตรียมเจาะเอาไว้ ทำให้โปรแกรมเครื่องคิดเลขถูกรันขึ้นมา และไฟล์ถูกเขียนลงดิสก์ โดย VUPEN สามารถเจาะผ่านโครงสร้างรักษาความปลอดภัยเช่น Data Execution Prevention (DEP) และ Address Space Layout Randomization (ASLR) ของตัว OS X ไปได้ ทีมงานต้องใช้เวลาสองสัปดาห์เพื่อเตรียมการแฮกนี้
- 24 comments
- 1274 reads
- Read more
ข่าวลือจากเว็บที่ไม่สามารถยืนยันความน่าเชื่อถือได้อย่าง Three Guys and a Podcast อ้างว่าแอปเปิลพยายามที่จะรวม iTunes เข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Safari ภายในปีนี้ โดย Safari จะกลายเป็นเบราว์เซอร์ที่สามารถเปิดได้ทั้งเว็บ และเป็นโปรแกรมเล่นไฟล์มีเดียด้วย
โดยจากรายงานดังกล่าว สาเหตุที่แอปเปิลต้องการรวมสองโปรแกรมเข้าด้วยกันก็เพื่อที่จะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของ Safari โดยทุกวันนี้แอปเปิลยังมีส่วนแบ่งตลาดเบราว์เซอร์ไม่ถึง 5% โดยการผูก iTunes เข้ากับ Safari แอปเปิลหวังว่าจะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเบราว์เซอร์ของ Safari ได้
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เว็บ MacRumors เองยังไม่เชื่อว่าข่าวลือนี้จะเป็นจริงแต่อย่างใด โดยทั้งหมดนี้ดูเหมือนว่ามาจากการคาดเดาทั้งสิ้น
ที่มา - MacRumors
- 64 comments
- 1463 reads
ข่าวลือจากเว็บที่ไม่สามารถยืนยันความน่าเชื่อถือได้อย่าง Three Guys and a Podcast อ้างว่าแอปเปิลพยายามที่จะรวม iTunes เข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Safari ภายในปีนี้ โดย Safari จะกลายเป็นเบราว์เซอร์ที่สามารถเปิดได้ทั้งเว็บ และเป็นโปรแกรมเล่นไฟล์มีเดียด้วย
โดยจากรายงานดังกล่าว สาเหตุที่แอปเปิลต้องการรวมสองโปรแกรมเข้าด้วยกันก็เพื่อที่จะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของ Safari โดยทุกวันนี้แอปเปิลยังมีส่วนแบ่งตลาดเบราว์เซอร์ไม่ถึง 5% โดยการผูก iTunes เข้ากับ Safari แอปเปิลหวังว่าจะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเบราว์เซอร์ของ Safari ได้
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เว็บ MacRumors เองยังไม่เชื่อว่าข่าวลือนี้จะเป็นจริงแต่อย่างใด โดยทั้งหมดนี้ดูเหมือนว่ามาจากการคาดเดาทั้งสิ้น
ที่มา - MacRumors
- 4 comments
- 727 reads
บริษัท Skyfire ได้ทำงานร่วมกับแอปเปิลในการพัฒนาเครื่องมือ "Skyfire 2.0" บนเบราว์เซอร์ Safari ให้เบราว์เซอร์รองรับการเล่น Flash วีดีโอได้แล้ว
หลักการทำงาน คือ เมื่อผู้ใช้เข้าถึงหน้าที่มี Flash วีดีโอ Skyfire จะดาวน์โหลดมาเก็บไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ของตน จากนั้นก็แปลงเป็น HTML5 แล้ว Skyfire จะแสดง thumbnail ให้ผู้ใช้กดเข้าไปดู Flash วีดีโอที่ถูกแปลงแล้วจากเซิร์ฟเวอร์ของบริษัท (ลองดูคลิปเดโมได้ที่ท้ายข่าว) แต่โปรแกรมดังกล่าวจะไม่รองรับการแปลงคอนเทนต์ที่เป็น Flash แต่ไม่ใช่คอนเทนต์ประเภทวีดีโอ (อาทิ เกม) รวมถึงไม่รองรับการแปลงคอนเทนต์จาก Hulu และคอนเทนต์ในเว็บไซต์ประเภทการทำธุรกรรมออนไลน์ [(เว็บไซต์ที่ใช้โปรโตคอล HTTPS)]
แอปเปิลได้ใช้เวลาไม่ถึง 2 เดือนเท่านั้นในการรับรองโปรแกรมดังกล่าว บริษัท Skyfire เตรียมวางขาย Skyfire 2.0 บน App Store ในวันพฤหัสบดีนี้ สนนราคาอยู่ที่ 2.99 ดอลลาร์ (ราว 90 บาท)
- 35 comments
- 3494 reads
- Read more
โหมด Private Browsing (หรือที่ Chrome เรียก Incognito และ IE เรียก InPrivate) กลายเป็นฟีเจอร์มาตรฐานของเบราว์เซอร์ 4 เจ้าใหญ่ ได้แก่ Chrome, Firefox, Safari และ IE แต่จากการวิจัยของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กลับพบว่าโหมด Private Browsing ไม่ทำให้ผู้ใช้ "ล่องหน" ทั้งหมดอย่างที่โฆษณา
ใน Firefox, Safari, IE พบปัญหาเดียวกันเมื่อเข้าเว็บผ่าน SSL ซึ่งเบราว์เซอร์ทั้งสามตัวจะเก็บไฟล์ certificate ของเว็บเหล่านี้ไว้บนคอมพิวเตอร์ ยังเหลือเป็นร่องรอยให้ตามได้อยู่ว่าผู้ใช้เข้าเว็บใดบ้าง นอกจากนี้เบราว์เซอร์แต่ละตัวยังทิ้งรอยในสถานการณ์ที่ต่างกันไป เช่น IE ถ้าเจอเว็บไซต์ที่ส่งข้อมูลผ่าน SMB ก็จะทิ้งรอยไว้ในวินโดวส์ เพราะมีส่วนที่แชร์โค้ดกับ Windows Explorer เป็นต้น
นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบวิธีตรวจว่าผู้ใช้เคยเข้าเว็บของเราหรือเปล่า (แม้ผู้ใช้จะเข้าผ่าน InPrivate) โดยใช้โค้ดจาวาสคริปต์เช็คจากสถานะของลิงก์ว่าเป็นสีม่วง (เคยเข้าแล้ว) ได้อีกด้วย
ที่มา - The Register
- 14 comments
- 3058 reads
หลังจากแอปเปิลเปิดตัว Safari 5 ในงาน WWDC 2010 ไปไม่นาน ตอนนี้ได้ออกรุ่นอัพเดตย่อย 5.0.1 แล้ว
การเปลี่ยนแปลงสำคัญมี 2 ประการ
- แก้ช่องโหว่ความปลอดภัยจากฟีเจอร์ AutoFill ตามที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้
- เปิดบริการ Safari Extensions Gallery เสียที หลังจากปล่อยให้คู่แข่งนำหน้าเรื่องนี้มานาน ตอนนี้ยังมี extension ไม่เยอะมากนัก แต่ก็มีตัวที่น่าสนใจอย่าง (Official) Twitter for Safari และ Bing Highlight!
ที่มา - TechCrunch
- 5 comments
- 1748 reads
มีคนพบช่องโหว่ของฟีเจอร์กรอกฟอร์มอัตโนมัติ หรือ AutoFill ของ Safari เวอร์ชัน 4 และ 5 ซึ่งจะดึงข้อมูลส่วนตัวของเรา เช่น ชื่อ อีเมล องค์กร จาก Address Book ของระบบ (ผมหาไม่เจอว่าเป็นเฉพาะแมค หรือรวมเวอร์ชันวินโดวส์ด้วย) ไปกรอกฟอร์มให้อัตโนมัติ
แฮ็กเกอร์สามารถใช้ช่องโหว่ที่ว่า สร้างเว็บไซต์ปลอมๆ ขึ้นมาดึงเอาข้อมูลส่วนตัวจาก Safari ไปได้เลย ตอนนี้มีคนสร้างเว็บตัวอย่างที่ทำงานขโมยข้อมูลได้จริงแล้ว แต่ยังไม่มีรายงานว่ามีแฮ็กเกอร์ประสงค์ร้าย ใช้โอกาสจากช่องโหว่นี้มาก่อนหรือไม่
ที่สำคัญคือพอช่องโหว่นี้ถูกเผยแพร่ออกมา ปรากฎว่ามันเป็นช่องโหว่เดิมที่ถูกเจอเมื่อ 1 ปีก่อน แต่แอปเปิลยังไม่ได้สนใจจะอุดช่องโหว่นี้ ทางแก้เบื้องต้นคือปิดการดึงข้อมูลจาก Address Book ไปก่อน (ภาพประกอบ)
ที่มา - Jeremiah Grossman, 9to5mac
- 15 comments
- 1815 reads
หลังจากที่กูเกิลเปิดตัว Android 2.2 ไปได้ไม่นาน และได้เห็นรีวิว กันไปแล้ว
ทาง Ars Technica ได้นำ Nexus One มาวัดประสิทธิภาพในการรัน JavaScript ด้วย SunSpider และ V8 benchmarks บนเบราว์เซอร์ของ Froyo ซึ่งเร็วกว่าเวอร์ชันก่อนหน้านี้พอสมควร และนำมาเปรียบเทียบกับการรันบน iPhone 4 โดยใช้ Safari ผลปรากฏว่า Nexus One ทิ้ง iPhone 4 แทบไม่เห็นฝุ่น โดยผลจากการรัน V8 นั้น Nexus One ได้ผลออกมามากกว่า iPhone 4 เกือบสี่เท่า (ดูภาพ benchmarks ได้จากที่มา)
แอปเปิลคงต้องทำการบ้านเยอะซักหน่อยแล้ว ถ้ายังอยากจะให้ Safari ครองบัลลังก์เรื่องของเบราว์เซอร์บนมือถือที่เร็วที่สุด
ที่มา: Ars Technica
- 13 comments
- 2325 reads
เว็บไซต์ Lifehacker ได้ทดสอบความเร็วในการทำงานของเบราว์เซอร์บนแมค 4 ตัวคือ Safari 5, Chrome 5, Opera 10.6 และ Firefox 3.6.6 โดยรวมซอฟต์แวร์รุ่นทดสอบเข้ามาอีก 2 ตัวคือ Firefox 4 และ Chrome 6 ผลเป็นดังนี้
- เปิดโปรแกรม: Safari 5 ชนะ (ช้าสุดคือ Firefox 4)
- โหลดแท็บ: Chrome 5 ชนะ (ช้าสุดคือ Opera 10.6)
- JavaScript: Opera 10.6 ชนะทิ้งห่าง (คะแนนน้อยสุดคือ Firefox 3.6.6)
- DOM/CSS: Safari 5 ชนะ (คะแนนน้อยสุดคือ Firefox 3.6.6)
- การใช้งานแรม แบบไม่มี Extension: Safari 5 ชนะ (กินแรมมากที่สุดคือ Chrome 6)
- การใช้งานแรม แบบมี Extension: Firefox 3.6.6 ชนะ (อันนี้แข่งกับ Chrome เท่านั้น)
แม้ว่า Safari จะชนะเยอะที่สุดถ้านับตามชุดทดสอบ แต่ทาง Lifehacker ได้คำนวณคะแนนรวมของการทดสอบทั้งหมด ปรากฎว่า Chrome 5 เอาชนะ Safari ไปแบบฉิวเฉียด ส่วน Firefox บ๊วยทั้งสองเวอร์ชัน
- 22 comments
- 2161 reads
Safari 5 ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อสัปดาห์ก่อน มีฟีเจอร์ Safari Reader ที่ช่วยให้ประสบการณ์ "การอ่านข้อความบนเว็บ" นั้นดีขึ้น ตัดโฆษณาออกไปและต่อบทความแบบหลายๆ หน้าให้เลย
แต่แท้จริงแล้ว Safari Reader เอาโค้ดมาจากโครงการโอเพนซอร์สชื่อ Readability ของบริษัท Arc90 ซึ่งเป็น Javascript Bookmarklet สำหรับงานแบบเดียวกัน
Readability นั้นใช้สัญญาอนุญาตแบบ Apache ซึ่งไม่บังคับให้ผู้นำโค้ดไปใช้ ต้องเปิดโค้ดกลับคืนสู่ชุมชนแบบ GPL และแอปเปิลได้ให้เครดิตกับ Arc90 เป็นตัวเล็กๆ ในหน้า Help > Acknowledgments ของ Safari ซึ่งถูกต้องตามสัญญาอนุญาตทุกอย่าง
ที่ไม่รู้ว่าจะฮาหรือเศร้าดีคือ บริษัท Arc90 ได้ออกมายกย่องแอปเปิลที่ "สร้างประสบการณ์การอ่านเว็บที่ดีขึ้น" โดยไม่รู้ว่าแอปเปิลใช้โค้ดของตัวเอง
ที่มา - The Register, Download Squad
- 35 comments
- 2992 reads








