BitTorrent Sync ซิงก์ไฟล์ข้ามเครื่องด้วย P2P ของบริษัท BitTorrent ที่เปิดตัวเมื่อต้นปี ตอนนี้เข้าสถานะ alpha ให้คนทั่วไปที่สนใจร่วมทดสอบแล้ว
BitTorrent บอกว่าในช่วง pre-alpha มีผู้ทดสอบในวงปิดถึง 20,000 ราย ซิงก์ไฟล์ขนาดรวมกันมากกว่า 200TB และผลการทดสอบก็ออกมาดี
ฟีเจอร์ที่สำคัญของ BitTorrent Sync คือการซิงก์ผ่านโพรโตคอล P2P ระหว่างเครื่องโดยตรง ไม่ต้องแวะพักบนกลุ่มเมฆแบบพวก Dropbox, เข้ารหัสไฟล์ระหว่างส่งข้อมูล, ออกแบบมาสำหรับการส่งไฟล์ขนาดใหญ่โดยตรง
ผู้สนใจดาวน์โหลดได้จาก BitTorrent Labs ใช้ได้ทั้งวินโดวส์ แมค ลินุกซ์
ที่มา - BitTorrent Blog
ระบบเงินดิจิทัล BitCoin นั้น แม้จะเป็นระบบไร้ศูนย์กลางอย่างเต็มรูปแบบ แต่สิ่งที่ใช้ร่วมกันของทั้งระบบคือตัวซอฟต์แวร์ BitCoin เองที่อัพเดตจากศูนย์กลาง ปรากฎว่า BitCoin 0.8 นั้นทำให้ผู้คำนวณ blockchain สร้างบล็อคที่เครือข่ายที่ใช้ซอฟต์แวร์รุ่นเก่าไม่ยอมรับ จนกระทั่งเกิดการแยกสายของเครือข่าย
บั๊กนี้ทำให้มูลค่าของ BitCoin ร่วงลง 23% ทันที จากเดิมเพิ่งทะยานขึ้นสูงสุดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาก่อนจะเกิดเหตุการณ์นี้มูลค่าของ BitCoin สูงถึง 48 ดอลลาร์ต่อ BTC และหลังจากปัญหานี้เกิดขึ้น มูลค่าตกลงไปต่ำสุด 37 ดอลลาร์ ก่อนจะกลับขึ้นมายืนที่มากกว่า 45 ดอลลาร์ได้อีกครั้ง
ซอฟต์แวร์ BitCoin จะมีสมการคำนวณช่วงเวลาของการสร้างบล็อคก่อนหน้าเพื่อกำหนด "ความยาก" ของบล็อคต่อไปที่จะต้องคำนวณให้ได้ตามเงื่อนไข ใน BitCoin 0.8 มีการแก้สมการนี้ (ไม่ชัดเจนว่าตั้งใจหรือไม่) แต่ค่าที่ได้ง่ายกว่าที่ซอฟต์แวร์รุ่นก่อนหน้านี้ยอมรับได้ ผลคือบล็อคใหม่ๆ ที่สร้างจากซอฟต์แวร์รุ่น 0.8 ถูกปฎิเสธจากซอฟต์แวร์รุ่นก่อนๆ
กระบวนการนี้ทำให้ฐานข้อมูลการโอนเงิน หรือ blockchain ของเครือข่ายถูกแยกเป็นสองสาย คือ สายของกลุ่มผู้ใช้ BitCoin 0.8 และกลุ่มผู้ใช้รุ่นก่อนหน้า มีบล็อคจำนวนหนึ่งถูกคำนวณได้สำเร็จแต่ไม่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป
ทีมงานพัฒนาอีเมลแจ้งกลุ่มผู้คำนวณบล็อคให้ย้อนกลับไปใช้ซอฟต์แวร์รุ่น 0.7 เพื่อความเข้ากันได้ของเครือข่ายในระหว่างที่กำลังสอบสวนว่าทำไมจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ภายในสถานการณ์แบบนี้ ห่วงโซ่ในสาย 0.8 ที่ถูกคำนวณไปแล้วจะถูกแซงหน้าโดยสายใหม่ และไม่ถูกใช้งานไปในที่สุด
ความเสียหายที่เกิดขึ้น ทำให้ Mt.Gox ต้องหยุดรับฝาก BitCoin เข้าบัญชีชั่วคราว ในระหว่างที่ราคากำลังตกอย่างหนัก
ที่มา - ArsTechnica
BitTorrent เปิดตัวบริการ SoShare ให้ทดสอบแล้ว โดยจุดประสงค์ของ SoShare คือการแบ่งปันไฟล์ขนาดใหญ่เป็นเทระไบต์ไว้ในฮาร์ดดิสก์ของผู้ใช้หลาย ๆ คน ซึ่ง BitTorrent บอกว่า SoShare จะเน้นไปที่ผู้ที่ต้องการส่งไฟล์ขนาดใหญ่ทุก ๆ วันเป็นประจำ
SoShare จะมีการส่งผ่านไฟล์แบบการแบ่งปันจากหลาย ๆ คน (distributed transfers) คล้าย BitTorrent โดยจะมีไฟล์ต้นฉบับเก็บไว้ในกลุ่มเมฆสำหรับการเข้าถึงได้ตลอดเวลา แต่ก็ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการส่งไฟล์แบบแบ่งปันที่ SoShare ใช้จะเป็นรูปแบบไหน
เข้าไปลองเล่นได้ที่ SoShare
ที่มา - The Verge
BitTorrent Inc. เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ชื่อ BitTorrent Sync ซึ่งใช้สำหรับการแชร์ไฟล์ข้ามเครื่องคอมพิวเตอร์ ในแง่การใช้งานจะคล้ายบริการเก็บข้อมูลบนกลุ่มเมฆอย่าง Dropbox
แต่การทำงานของมันจะต่างไปคือข้อมูลจะไม่ถูกเก็บลงบนเซิร์ฟเวอร์ของ BitTorrent Inc. เหมือนบริการกลุ่มเมฆรายอื่น แต่จะซิงก์ระหว่างเครื่องของผู้ใช้โดยตรง ผ่านโพรโตคอลแบบ P2P แทน
ข้อมูลเท่าที่มีตอนนี้คือไฟล์ที่รับ-ส่งจะเข้ารหัสแบบ 256-bit AES ตัวโปรแกรมทำงานได้บนวินโดวส์ แมค ลินุกซ์ และต่อเชื่อมกับ NAS ได้
ตอนนี้ BitTorrent Sync เปิดให้ทดสอบรุ่น pre-alpha คนที่สนใจต้องสมัครที่ BitTorrent Labs
ที่มา - BitTorrent Blog, GigaOm
หลายคนคงจำ Napster บริการแชร์เพลงเปลี่ยนโลกที่ก่อตั้งโดย Sean Parker กับ Shawn Fanning ได้ ถึงแม้ Napster จะโดนปัญหาฟ้องร้องจนต้องขายเปลี่ยนมือมาแล้วหลายครั้ง แต่วงการเพลงหลัง Napster ก็ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป
Downloaded เป็นภาพยนตร์สารคดีเล่าเรื่องราวของ Napster โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการต่อสู้ของสองผู้ก่อตั้งกับบรรดาค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ที่พยายามปิด Napster ลง เรื่องนี้กำกับโดย Alex Winter และมีกำหนดฉายเปิดตัวครั้งแรกในงาน SXSW เดือนมีนาคมนี้
หลังจาก Napster ล้มละลาย เส้นทางชีวิตของสองผู้ก่อตั้งก็แยกย้ายกันไป คนที่ดังหน่อยคือ Sean Parker ซึ่งหลายคนคงรู้จักเขาจากภาพยนตร์เรื่อง The Social Network ในฐานะผู้ลงทุนใน Facebook ส่วน Shawn Fanning เปิดอีกหลายบริษัท โดยบริษัทล่าสุดคือ Path นั่นเอง
ทั้งสองคนกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในบริษัท Airtime ทำเรื่องวิดีโอแชต นอกจากนี้ Parker ยังเป็นนักลงทุนในบริการเพลงออนไลน์ Spotify เพื่อ "สานต่อภารกิจของ Napster ที่ยังไม่สำเร็จ" อีกด้วย
ที่มา - The Next Web, BBC
The Pirate Bay เว็บไซต์แชร์ไฟล์ชื่อดังซึ่งมีข่าวโดนหน่วยงานภาครัฐบุกยึดเซิร์ฟเวอร์อยู่บ่อยครั้ง ประกาศย้ายระบบเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดขึ้นไปบนกลุ่มเมฆ โดยใช้วิธีกระจายโหลดไปยังผู้ให้บริการกลุ่มเมฆหลายๆ รายทั่วโลก
ความปลอดภัยของเซิร์ฟเวอร์ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ The Pirate Bay ตัดสินใจย้ายตัวเองขึ้นกลุ่มเมฆ แต่นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องค่าใช้จ่ายที่ถูกลงและเสถียรภาพที่ดีขึ้นอีกเช่นกัน ตัวแทนของ The Pirate Bay ระบุว่าการอยู่บนเมฆช่วยให้ย้ายเว็บข้ามประเทศได้ง่ายขึ้น แถมยังไม่มีดาวน์ไทม์ระหว่างการย้ายอีกด้วย การดูแลก็ง่ายมากเพียงแค่ย้ายไฟล์อิเมจของ virtual machine ไปยังผู้ให้บริการรายใหม่ และตั้งค่าอีกเล็กน้อยเท่านั้น
ที่มา - TorrentFreak
ต่อจากข่าว uTorrent จะมีโฆษณาแล้ว ผลลัพธ์ตรงตามที่คาดเดากันได้ว่ากลุ่มผู้ใช้ uTorrent ไม่พอใจและเข้าไปบ่นในเว็บบอร์ดของบริษัทเป็นจำนวนมาก
ทางต้นสังกัดคือ BitTorrent, Inc. จึงต้องยอมถอยลงมาครึ่งก้าว โดยเปิดตัวเลือกให้ผู้ใช้สามารถปิดการแสดงผลโฆษณาได้ แต่ก็ยังอ้อนแฟนๆ ว่ารายได้จากโฆษณาจะนำมาพัฒนาโปรแกรมให้ดีขึ้น รวมถึงพัฒนาเทคโนโลยี P2P ในภาพรวมด้วย
นอกจากนี้ BitTorrent, Inc. ยังยอมรับว่าฟีเจอร์ Apps ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คาด และจะถอดออกจาก uTorrent ในเร็วๆ นี้ แถมในระยะยาวแล้วบริษัทจะกลับสู่รากเหง้าของ uTorrent ที่เน้นความเล็กและความเร็ว โดยจะรีวิวฟีเจอร์ทั้งหมดและพิจารณาตัดสิ่งที่ไม่สำคัญทิ้งไป เพื่อให้โปรแกรมมีขนาดเล็กลงและทำงานเร็วขึ้น
ปัจจุบัน uTorrent และ BitTorrent ครองตลาด client อยู่ประมาณ 75%
ที่มา - TorrentFreak
หลายๆ คนแถวนี้คงรู้จักเว็บ Internet Archive ในฐานะเครื่องย้อนเวลากลับไปดูเว็บเก่าๆ ที่ล้มหายตายจากไปนานแล้ว แต่เป้าหมายจริงๆ ของโครงการนี้คือต้องการสร้าง "ห้องสมุดอินเทอร์เน็ต" เป็นคลังเก็บข้อมูลสื่อนานาชนิด ทั้งข้อความ เสียง วิดีโอ ซอฟต์แวร์ ฯลฯ เพื่อเป็นความทรงจำของมนุษยชาติ
ล่าสุดทางมูลนิธิ Internet Archive ประกาศจับมือกับ BitTorrent, Inc. นำสื่อมัลติมีเดียเหล่านี้ที่เดิมทีต้องโหลดผ่านทาง HTTP มาแจกบน BitTorrent ด้วย เป้าหมายสำคัญของการแจกสื่อผ่าน Torrent คือการเพิ่มประสิทธิภาพของการดาวน์โหลดไฟล์ให้มากขึ้น รวมไปถึงการขยายกลุ่มเป้าหมายของ Internet Archive ไปยัง "สังคมแห่งการแบ่งปัน" เหล่านี้ด้วย
ตอนนี้ตัวเลขบนหน้าเว็บ Internet Archive Torrents ระบุว่ามีไฟล์แจกให้ดาวน์โหลดมากกว่า 1.3 ล้านไฟล์แล้ว แบ่งเป็นหนังสือจำนวน 1.2 ล้านไฟล์ ภาพยนตร์ 9 พันไฟล์ และเพลง-ไฟล์เสียงอีก 1.2 แสนไฟล์ ใครสนใจก็ตามเข้าไปดูกันเองนะครับ
ที่มา - Internet Archive, TorrentFreak
เว็บไซต์ TorrentFreak ได้เปิดเผยเอกสารหลุดจากสมาคมผู้ประกอบกิจการเพลงของสหรัฐอเมริกา หรือ RIAA ซึ่งเป็นผลการศึกษาในประเด็นที่ว่าผู้คนได้เพลงมาจากแหล่งใดกันบ้างในช่วงปี 2010-2011 พบว่า 35% นั้นมาจากการซื้ออย่างถูกต้องไม่ว่าจะเป็นซื้อซีดีหรือดาวน์โหลดเอา ส่วนอีก 65% มาจากการได้มาแบบไม่ต้องเสียเงิน
ในส่วนของการได้เพลงมาแบบไม่เสียเงินที่มีถึง 65% นั้น เมื่อแยกย่อยลงมาพบว่าสัดส่วนการได้เพลงผ่านการแชร์ในเครือข่าย P2P มีเพียง 15% ขณะที่การโหลดจากเว็บรับฝากไฟล์นั้นคิดเป็นเพียง 4% เท่านั้น ส่วนกรณีที่เหลือของการได้เพลงแบบไม่ต้องเสียเงินนั้น กลับมาจากวิธีการที่ไม่ต้องพึ่งบริการออนไลน์ได้แก่การยืมฮาร์ดดิสก์มาก๊อปปี้ และเอาแผ่นเพื่อนมาไรท์กันตรงๆ เลย
TorrentFreak ตั้งข้อสังเกตว่าจากอัตราส่วนดังกล่าวนี้ ชี้ให้เห็นว่าถึง RIAA จะไล่ปิดเว็บและเครือข่ายแชร์ไฟล์เพลงได้สำเร็จทั้งหมด การละเมิดลิขสิทธิ์ก็จะยังคงอยู่ในอัตราส่วนที่สูงมากอยู่ดี
ที่มา: TorrentFreak
การโหลดบิตผ่านหน้าเว็บไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันกำลังจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญมากขึ้น เพราะบริษัท BitTorrent Inc. ได้เปิดตัว BitTorrent Torque ไลบรารีจาวาสคริปต์ที่คอยเชื่อมเว็บกับไคลเอนต์ BitTorrent เข้าด้วยกัน
BitTorrent Torque จะเป็นแพลตฟอร์มพื้นฐานให้เราเห็นการใช้งาน BitTorrent ผ่านเว็บในรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น ตัวอย่างขั้นต้นที่บริษัท BitTorrent Inc. โชว์ให้ดูมีสองอย่างคือการแชร์ไฟล์ข้ามเครื่องคอมพิวเตอร์โดยผ่านหน้าเว็บ (เบื้องหลังส่งข้อมูลกันผ่านไคลเอนต์ BitTorrent) และการดาวน์โหลดบิตเสมือนว่าดาวน์โหลดไฟล์ผ่านเบราว์เซอร์ (ใช้กับ Chrome)
ตอนนี้ Torque ยังมีสถานะเป็นรุ่นอัลฟ่า เดี๋ยวคงมีตัวอย่างการใช้งานและฟีเจอร์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ครับ
ที่มา - BitTorrent Blog
ตามที่เคยประกาศเอาไว้เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน เว็บไซต์ The Pirate Bay ได้ยกเลิกการลิงก์ไปยังไฟล์ .torrent เกือบทั้งหมดแล้ว และเปลี่ยนลิงก์ทั้งหมดเป็น magnet link แทน (ใครไม่รู้จัก ย้อนไปอ่านข่าวเก่านะครับ)
ที่บอกว่า "เกือบทั้งหมด" ก็เพราะ The Pirate Bay ยังเหลือไฟล์ .torrent เก่าที่มีคนแชร์น้อยกว่า 10 รายเอาไว้ เผื่อว่าเป็นไฟล์ที่ยังมีคนใช้อยู่ และยังไม่ได้เปลี่ยนระบบมาใช้ DHT แบบใหม่นั่นเอง
ในแง่การใช้งานคงไม่มีอะไรต่างจากเดิม ผู้ใช้แค่เปลี่ยนจากการคลิกลิงก์ดาวน์โหลดไฟล์ .torrent มาคลิกที่ลิงก์ magnet แทนเท่านั้น แต่ในแง่การจัดการของ The Pirate Bay จะง่ายขึ้นมาก เพราะการไม่โฮสต์ไฟล์เอง ทำให้ลดโหลดและเนื้อที่เก็บข้อมูลไปได้มาก แถมยังช่วยลดความเสี่ยงที่ The Pirate Bay จะโดนเล่นงานทางกฎหมายไปได้อีกเยอะ
ที่มา - The Pirate Bay, TorrentFreak
เว็บไซต์ BTjunkie ซึ่งเป็นเว็บไซต์ค้นหาไฟล์ .torrent ยอดนิยมอีกแห่งหนึ่ง ประกาศปิดตัวลงแล้ว หลังจากให้บริการมาตั้งแต่ปี 2005
ผู้ดูแลเว็บไซต์ BTjunkie บอกว่าการปิดตัวครั้งนี้ตัดสินใจปิดเอง (voluntarily shut down) แต่ก็ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ TorrentFreak ว่าคดีที่เกิดกับ The Pirate Bay และ Megaupload มีผลต่อการตัดสินใจครั้งนี้ ถึงแม้เว็บไซต์ BTjunkie จะไม่เคยโดนคดีใดๆ แต่เห็นปัญหาที่น่าจะเกิดขึ้นแล้วตัดสินใจปิดเองดีกว่า
ในอดีตนอกจากเว็บที่กล่าวมาแล้ว ยังมีการปิดเว็บ torrent ใหญ่ๆ อย่าง Mininova และ TorrentSpy มาก่อน อย่างไรก็ตามทางผู้ดูแล BTjunkie ก็บอกว่าศึกนี้ยังอีกยาวไกล และยังมีอนาคตในโลกของ BitTorrent อยู่
ที่มา - TorrentFreak
บริการแทรคเกอร์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกอย่าง The Pirate Bay กำลังย้ายบริการของตัวเองไปยังบริการผ่านฐานข้อมูลแบบกระจายตัวที่อาศัย DHT และ PEX และวันนี้ก็ก้าวไปอีกขั้นด้วยการยกเลิกการให้ดาวน์โหลดไฟล์ torrent แล้วให้ดาวน์โหลดผ่าน DHT กันเอง
ด้วยวิธีการใหม่ บนเว็บ The Pirate Bay จะมีเพียง magnet link ที่เป็น URL ที่บรรจุค่า hash ของไฟล์ torrent ไว้ภายในเพื่อใช้ค้นหาจาก DHT จากนั้นจึงดาวน์โหลดไฟล์ torrent แล้วค่อยเริ่มดาวน์โหลดไฟล์จริงต่อไป ซึ่งไฟล์จริงเองก็หาคนที่กำลังแชร์จาก DHT เหมือนกัน ทำให้บริการทั้งหมดแทบไม่ต้องการศูนย์กลางเลย
ด้วยแนวทางนี้ The Pirate Bay จะเป็นเพียงศูนย์รวมค่า hash ของไฟล์ torrent และรายละเอียดของไฟล์ torrent นั้นๆ
ระหว่างนี้ ทาง The Pirate Bay ยังให้บริการดาวน์โหลดไฟล์ torrent ต่อไปถ้าต้องการ แต่ magnet link จะเป็นทางเลือกหลัก และจะเหลือแต่ magnet link ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า หลังจากนั้นน่าสนใจว่าตัวเว็บจะเล็กลงมากจนสามารถขนไปมาผ่านไฟล์ขนาดไม่ใหญ่มากได้สบายๆ อนาคตเราอาจจะมีรายการแจก magnet link ของเว็บ The Pirate Bay เพื่อดาวน์โหลดมาหารายการชิ้นส่วนของไฟล์กันอีกต่อ
ที่มา - TorrentFreak
The Pirate Bay เว็บไซต์แห่งการ "แบ่งปัน" ที่พวกเราน่าจะรู้จักกันดีได้โพสต์บอกบนบล็อกของทางเว็บไซต์ว่าจะเลิกโฮสต์ไฟล์ torrent และเปลี่ยนมาใช้ magnet link เป็นหลักโดยทาง The Pirate Bay ให้เหตุผลว่าการเปลี่ยนไปใช้ magnet link จะช่วยให้ประหยัดแบนด์วิดท์มากขึ้นและ magnet link ยังถูกบล็อคได้ยากกว่า torrent อีกด้วย
ถ้าเราลองเข้าไปในเว็บไซต์ The Pirate Bay ในตอนนี้จะเห็นว่าทางเว็บยังคงโฮสต์ไฟล์ torrent ไว้อยู่แต่ว่า magnet link จะกลายเป็นตัวเลือกแรกสำหรับการดาวน์โหลดแทน โดย The Pirate Bay บอกกับทางเว็บไซต์ TorrentFreak ว่าจะใช้เวลา 1 เดือนในการเปลี่ยนไปใช้ magnet link โดยสมบูรณ์
ที่มา - The Pirate Bay, TorrentFreak
บริษัท BitTorrent, Inc. ออกซอฟต์แวร์ตัวใหม่ชื่อ "Share" มันเป็นบริการส่งไฟล์ขนาดใหญ่แบบ YouSendIt หรือ MediaFire แต่ใช้เทคโนโลยี P2P ในการส่งข้อมูลแทน
Share จะต่างจากเครือข่าย P2P แบบ BitTorrent ตรงที่เน้นการส่งไฟล์เฉพาะบุคคล ไม่ใช่การส่งไฟล์ผ่านสาธารณะ นอกจากนี้ถึงมันจะใช้เทคโนโลยี P2P ในการส่งข้อมูล แต่ผู้ใช้ก็ไม่จำเป็นต้องสร้างไฟล์ .torrent หรือทำระบบ tracker แต่อย่างใดครับ ลากไฟล์เข้าโปรแกรมก็ใช้ได้เลย (ในการทำงานเบื้องหลัง ไฟล์จะถูกฝากไว้บน Amazon S3 เป็นการชั่วคราว ทำให้สองฝั่งไม่จำเป็นต้องออนไลน์พร้อมกันตอนส่งไฟล์)
ตอนนี้โปรแกรม Share ยังมีเฉพาะเวอร์ชันบนวินโดวส์ แต่ในอนาคตมันจะถูกผนวกเข้ากับ uTorrent ทุกเวอร์ชัน ใครสนใจก็ลองดาวน์โหลดมาเล่นก่อนได้
ที่มา - GigaOm, TorrentFreak
ต่อจากข่าวก่อนหน้านี้ RIAA ละเมิดลิขสิทธิ์เสียเอง? พบหมายเลขไอพีจาก RIAA ดาวน์โหลดเพลงเถื่อน ทาง RIAA ออกมาชี้แจงแล้ว
RIAA บอกว่าสต๊าฟของตัวเองไม่มีใครดาวน์โหลดเพลงเถื่อน แต่ยอมรับว่าไอพีเจ้าปัญหาเป็นไอพีที่อยู่ในความครอบครองขององค์กรจริง อย่างไรก็ตามหมายเลขไอพีที่เป็นปัญหาถูกใช้โดยบริษัทภายนอกที่จ้างมาดูแลเว็บไซต์ของ RIAA ต่างหาก
RIAA ไม่ได้เปิดเผยว่าบริษัทที่ว่านี้ชื่ออะไร ซึ่งทางเว็บไซต์ TorrentFreak ก็ตั้งคำถามต่อคำชี้แจงของ RIAA ว่าไม่ค่อยชัดเจนนัก
ที่มา - CNET, TorrentFreak
YouHaveDownloaded เป็นเว็บไซต์ของรัสเซียที่นำหมายเลขไอพีของผู้ที่ดาวน์โหลดไฟล์ BitTorrent จาก public tracker มาค้นหากลับว่าไอพีเหล่านั้นมาจากที่ไหนบ้าง
กระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่เจ้าของลิขสิทธิ์อย่าง RIAA และ MPAA ในสหรัฐใช้ค้นหาตัวคนที่ดาวน์โหลดไฟล์ผิดกฎหมายเพื่อยื่นฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์
ปรากฏว่าสถิติของ YouHaveDownloaded (ซึ่งมีผู้ใช้กว่า 50 ล้านรายในฐานข้อมูล) เจอของดีมากมาย เพราะหนึ่งในผู้ดาวน์โหลดไฟล์ผิดกฎหมายบน BitTorrent มาจากไอพีของบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์เสียเอง เช่น Sony, Universal, Fox มิหนำซ้ำยังมีองค์กรรัฐอย่างทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศส และกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐ
เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2001 Bram Cohen ได้ประกาศซอฟต์แวร์ตัวใหม่ในเว็บบอร์ดของ Yahoo! ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของเทคโนโลยี Peer-to-Peer จนกระทั่งวันนี้ BitTorrent กลายเป็นโปรโตคอล P2P ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดตัวหนึ่งของโลก
ทุกวันนี้มีข้อมูลที่ส่งด้วยโปรโตคอล BitTorrent ในระดับเพตราไบต์ และยังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
Bram Cohen ระบุว่า "โดยพื้นฐานแล้วเขาคิดว่าเราควรใช้ความเร็วฝั่งอัพโหลดของทุกคนมาช่วยให้การส่งไฟล์ขนาดใหญ่ทำได้เร็วขึ้น"
Cohen ยังเปิดบริษัทพัฒนาโปรโตคอล BitTorrent ต่อไป โดยมีบริษัทจำนวนมากที่ใช้ BitTorrent ในการส่งข้อมูลภายในเนื่องจากข้อมูลที่ส่งนั้นมีขนาดใหญ่มาก และฟีเจอร์ของโปรโตคอลในอนาคตนั้นจะมีฟีเจอร์ในการสตรีมข้อมูล ทำให้เราอาจจะเห็นช่องโทรทัศน์ที่วิ่งบนโปรโตคอล BitTorrent ก็เป็นได้
ที่มา - TorrentFreak
สถาบันคลังสมอง (think tank) ของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ชื่อ Research Institute of Economy, Trade and Industry (RIETI) ออกรายงานผลการศึกษาว่าการเผยแพร่ภายนตร์แบบผิดกฎหมายจะมีผลกระทบต่อยอดขายของภาพยนตร์ถูกกฎหมายหรือไม่ โดยเน้นเฉพาะ "อนิเม" (anime) หรือการ์ตูนญี่ปุ่นที่เราคุ้นเคยกันดี
RIETI สุ่มตัวอย่างอนิเมจำนวน 105 ตอน โดยเทียบอนิเมที่ถูกอัพโหลดขึ้น YouTube และแชร์ผ่านเครือข่าย Winny (P2P ที่ได้รับความนิยมในญี่ปุ่น) ได้ผลลัพธ์ดังนี้
ผลวิจัยจากกลุ่มนักวิชาการ ซึ่งส่วนมากมาจาก Universidad Carlos III de Madrid พยายามศึกษาแรงจูงใจของคนปล่อยไฟล์ (seeder) ในเว็บ BitTorrent รายใหญ่ของโลกคือ The Pirate Bay และ Mininova
การศึกษาครั้งนี้พบประเด็นที่น่าสนใจว่า เจ้าของลิขสิทธิ์ทั้งค่ายหนังและค่ายเพลง พยายามตอบโต้การละเมิดลิขสิทธิ์บน BitTorrent โดยจ้างคนปล่อยไฟล์ปลอมขึ้นไปบนเว็บแลกเปลี่ยนไฟล์เหล่านี้ เพื่อให้การดาวน์โหลดไฟล์ละเมิดลิขสิทธิ์ทำได้ยากขึ้น
คณะผู้ศึกษาได้รวบรวมสถิติและพบว่าไฟล์ปลอมมีสัดส่วนประมาณ 30% ของไฟล์ที่นำมาตรวจสอบ (การศึกษานี้สุ่มตัวอย่าง 55,000 ไฟล์) และไฟล์เกือบทั้งหมดมีคนดาวน์โหลดไปจริงๆ คิดเป็น 25% ของไฟล์ที่ถูกดาวน์โหลดทั้งหมด
ที่มา - Ars Technica








