ผู้อ่าน Blognone คงคุ้นชื่อ OpenStack ซอฟต์แวร์สร้างกลุ่มเมฆแบบโอเพนซอร์สที่กำลังมาแรงในช่วงหลัง มีบริษัทใหญ่ๆ สนับสนุนมากมาย
อย่างไรก็ตาม OpenStack ประกอบด้วยซอฟต์แวร์ย่อยๆ จำนวนมาก (ซอฟต์แวร์หลัก 7 ตัว และซอฟต์แวร์ย่อยๆ อีกเป็นสิบ - OpenStack Projects) ทำให้กระบวนการติดตั้งระบบ OpenStack ให้ทำงานได้จริงกลายเป็นเรื่องยุ่งยากและต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูง
ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกโอเพนซอร์สที่มีซอฟต์แวร์จากต่างค่ายเป็นจำนวนมาก ซึ่งวงการลินุกซ์แก้ปัญหาด้วยการทำ "ดิสโทร" รวมซอฟต์แวร์หลายๆ ตัวเข้ามาและปรับแต่งให้เสร็จสรรพ ติดตั้งได้ง่าย ซึ่งคราวนี้ Red Hat ก็ทำแบบเดียวกันกับ OpenStack โดยรวมซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องแล้วสร้างเป็นดิสโทรชื่อ RDO (Red Hat Distribution OpenStack)
สงครามชิงกลุ่มเมฆระหว่างซอฟต์แวร์ค่ายต่างๆ เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยค่าย OpenStack มีผู้สนับสนุนรายใหม่เป็นยักษ์ใหญ่อย่าง IBM
IBM ออกมาประกาศว่าบริการ private cloud ของตัวเองจะพัฒนาขึ้นบน OpenStack (ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่เริ่มสร้างโดย NASA และ Rackspace) โดย IBM จะสนับสนุนมูลนิธิ OpenStack Foundation ในระดับสูงสุด (platinum member) และส่งนักพัฒนามากกว่า 500 คนเข้าร่วมพัฒนาโค้ด นอกจากนี้ซอฟต์แวร์ด้านกลุ่มเมฆของ IBM ที่แปะตรา SmartCloud จะใช้มาตรฐานเปิดด้านกลุ่มเมฆที่มีในท้องตลาดด้วย
หลายคนอาจมองว่าการหนุน OpenStack ครั้งนี้คล้ายกับครั้งที่ IBM ประกาศตัวว่าจะสนับสนุนลินุกซ์ในอดีต จนเป็นผลให้ลินุกซ์ได้รับการยอมรับในตลาดองค์กรอย่างรวดเร็ว
OpenStack มีบริษัทยักษ์ใหญ่ของวงการสนับสนุน เช่น HP, Dell, Red Hat, Cisco เป็นต้น
ที่มา - IBM
เวลาผ่านมา 6 เดือนนับจาก OpenStack "Essex" ก็ถึงเวลาของ OpenStack รุ่นที่หก รหัสตัว F คือ "Folsom"
Folsom มีฟีเจอร์ใหม่ทั้งสิ้น 185 อย่าง (นับแบบแอปเปิล) ของใหม่ที่สำคัญคือส่วนประกอบชื่อ "Quantum" หรือ OpenStack Networking ถูกรวมเข้ามาในชุด ช่วยให้บริหารเครือข่ายเสมือนได้ง่ายขึ้น ทีมพัฒนาหลักของ Quantum คือบริษัท Nicira ที่เพิ่งถูก VMware ซื้อไปเมื่อเร็วๆ นี้
นอกจาก Quantum แล้ว ส่วนประกอบใหม่อีกอย่างคือ "Cinder" หรือ OpenStack Block Storage สำหรับการเก็บข้อมูลเป็นบล็อค อย่างอื่นๆ คือปรับปรุงส่วนประกอบหลัก OpenStack Compute (Nova) และ OpenStack Object Storage (Swift) เพิ่มอีกหลายอย่าง (ที่เหลืออ่านใน Release Notes)
OpenStack Folsom ถือเป็นซอฟต์แวร์รุ่นแรกที่ดูแลโดย OpenStack Foundation ตอนนี้มีชุมชนนักพัฒนาเข้าร่วม 330 ราย และบริษัทใหญ่หนุนหลังอีกเพียบ
เมื่อเกือบปีที่แล้วเราเห็นข่าว Rackspace เดินหน้า เตรียมตั้ง OpenStack Foundation มาถึงวันนี้ OpenStack Foundation ถือกำเนิดขึ้นเรียบร้อย
OpenStack Foundation จะกลายเป็นองค์กรกลางที่ไม่หวังผลกำไร และไม่สังกัดบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ทำหน้าที่ดูแลโครงการโอเพนซอร์ส OpenStack ในลักษณะเดียวกับ Linux Foundation หรือ Apache Software Foundation
เดิมที OpenStack ก่อตั้งโดย Rackspace กับ NASA นำซอฟต์แวร์มารวมร่างกัน แต่ล่าสุด NASA หยุดบทบาทการเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ไปแล้ว ทำให้เหลือเพียง RackSpace ที่มีสถานะเป็นเจ้าของโครงการ การก่อตั้ง OpenStack Foundation ที่ไม่สังกัดใครเป็นพิเศษมาดูแลโครงการ น่าจะช่วยให้บริษัทอื่นๆ สะดวกใจต่อการร่วมพัฒนา OpenStack มากขึ้น
ประธานบอร์ดบริหารของ OpenStack Foundation คนแรกมาจาก SUSE (รายชื่อบอร์ดทั้งหมด)
ที่มา - InfoWorld
เซิร์ฟเวอร์ ARM ดูจะได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงหลัง อีกแนวทางที่เป็นไปได้คือการเอา ARM มาให้บริการเซิร์ฟเวอร์เสมือนในแบบเดียวกับ Amazon EC2 ล่าสุด TryStack บริการฟรีที่ดำเนินการโดย OpenStack ก็เปิดให้บริการเซิร์ฟเวอร์ ARM กันได้ฟรี ผ่าน OpenStack และ LXC แล้ว
ตัวเซิร์ฟเวอร์จริงที่นำมาใช้งานเป็น HP Redstone ในการใช้งานจริงมันก็คือเซิร์ฟเวอร์ลินุกซ์ตัวหนึ่งที่ให้เราเข้าไปใช้งานได้เท่านั้น ความแตกต่างคงเป็นพลังงานที่เซิร์ฟเวอร์ 4 คอร์นั้นกินพลังงานสูงสุดเพียง 5 วัตต์ และหากไม่ได้ประมวลผลหนักๆ จะกินพลังงานเพียง 0.5 วัตต์เท่านั้น
การขอใช้ TryStack จะต้องเข้าไปเป็นสมาชิกของกลุ่ม TryStack บนเฟชบุ๊กก่อน
ในยุคเซิร์ฟเวอร์ ARM เมื่อนำมาใช้ร่วมกับ IPv6 และ Virtualization การให้บริการเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็กๆ แบบนี้จะมีค่าใช้จ่ายที่ถูกลงเรื่อยๆ เพราะเครื่องราคาถูก, ไอพีมีแทบไม่จำกัด, และการกินพลังงานที่ต่ำมาก แอพพลิเคชั่นแบบใหม่ๆ ก็คงเกิดขึ้นอีกมากในอนาคต
ที่มา - TryStack, ARM servers, ArsTechnica, OpenStack
OpenStack เป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สสำหรับสร้างกลุ่มเมฆ มันถูกสร้างขึ้นโดยความร่วมมือของ Rackspace กับ NASA (นำซอฟต์แวร์ของทั้งสององค์กรนี้มารวมกัน) ภายหลังมีบริษัทจำนวนมากเข้าร่วมกับ OpenStack และเริ่มให้บริการกลุ่มเมฆเชิงพาณิชย์กันแล้ว เช่น Rackspace หรือ HP
ล่าสุด Karen Petraska ผู้บริหารของ NASA ออกมาให้ข่าวว่า NASA จะหยุดบทบาทการเป็นนักพัฒนา OpenStack ลง และหันมาเป็นผู้บริโภคบริการ OpenStack เชิงพาณิชย์ของบริษัทต่างๆ แทน
ท่าทีของ NASA ค่อนข้างสมเหตุสมผล เพราะภารกิจของ NASA เองไม่ได้เน้นการพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นหลัก และทีมพัฒนาของ NASA ที่เคยทำซอฟต์แวร์ส่วน Nebula ของ OpenStack ก็เป็นบริษัทภายนอกที่เป็นคู่สัญญาของ NASA ชื่อ ANSO Labs เสียมาก ซึ่งตอนนี้บริษัทนี้โดน Rackspace ซื้อไปเรียบร้อยแล้ว
ที่มา - GigaOm
OpenStack เป็นซอฟต์แวร์สำหรับสร้างระบบกลุ่มเมฆ (Infrastructure as a Service หรือ IaaS) ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
ล่าสุด Rackspace ซึ่งเป็นหนึ่งในสองผู้ก่อตั้งโครงการ OpenStack (อีกรายคือ NASA) ประกาศเริ่มให้บริการเซิร์ฟเวอร์กลุ่มเมฆแบบ public cloud ที่สร้างขึ้นด้วย OpenStack แล้ว (ก่อนหน้านี้เป็นซอฟต์แวร์เฉพาะทางของ Rackspace เอง)
บริการของ Rackspace มีชื่อเรียกแบบเต็มๆ ว่า Rackspace Next Generation Public Cloud โดยมีส่วนประกอบหลายส่วนตามซอฟต์แวร์ใน OpenStack ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ "Cloud Servers" ซึ่งเทียบได้กับ Amazon EC2 เปิดให้บริการเชิง production เต็มรูปแบบเรียบร้อยแล้ว
ส่วนบริการอื่นๆ ในชุดยังอยู่ในช่วงทดสอบ เช่น Cloud Databases หรือ Cloud Block Storage ที่จะค่อยๆ พัฒนาต่อจนถึงระดับ production ต่อไป
ใครสนใจเซิร์ฟเวอร์กลุ่มเมฆที่ไม่ใช่ Amazon Web Services อาจลองพิจารณาบริการของ Rackspace แทนได้ครับ
ที่มา - Rackspace, Rackspace Blog, VentureBeat
ซอฟต์แวร์กลุ่มเมฆยอดฮิตอย่าง OpenStack ออกรุ่นใหม่แล้ว โดยรุ่นล่าสุดใช้ชื่อว่า "Essex" (นับเป็นรุ่นที่ห้า วิธีการตั้งชื่อจะเรียงตามตัวอักษรภาษาอังกฤษ ออกทุก 6 เดือนแบบ Ubuntu)
ของใหม่ที่สำคัญของ Essex คือโครงการย่อย 2 โครงการที่เพิ่มเข้ามาในรุ่นก่อน (Diablo) ได้แก่ Horizon (ระบบแดชบอร์ดสำหรับตรวจสอบสถานะการทำงาน) และ Keystone (ระบบจัดการการล็อกอินและตรวจสอบตัวตน) มีสถานะเป็นรุ่นจริง (full release) เรียบร้อยแล้ว รายละเอียดที่เหลืออ่านได้ตามลิงก์ที่มา
จุดเด่นของ OpenStack คือการสนับสนุนจากบริษัทชั้นนำในวงการจำนวนมากมาย ที่สำคัญคือ Ubuntu 12.04 LTS จะรวม Essex รุ่นนี้เข้าไปด้วย ทำให้การใช้งาน Essex สำหรับสร้างกลุ่มเมฆบนแพลตฟอร์มลินุกซ์ง่ายขึ้นมาก
นอกจากนี้ เว็บไซต์ GigaOm ยังรายงานข่าวว่า OpenStack กำลังจะได้ผู้สนับสนุนรายใหม่อีก 2 รายที่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของวงการทั้งคู่ ได้แก่ IBM และ Red Hat ซึ่งข่าวอย่างเป็นทางการจะประกาศในเร็วๆ นี้ (ถ้า RHEL รองรับ OpenStack ก็จะยิ่งไปโลด)
เป็นอะไรที่ดีมากๆ ที่ซอฟต์แวร์เปิดอย่าง OpenStack จะได้รับเลือกจาก Attachmate เพื่อนำมาทำเป็นโซลูชั่นบน Enterprise Linux distribution อย่าง SUSE โดยการพัฒนาจะอยู่ภายใต้แพลตฟอร์ม OpenStack เวอร์ชันล่าสุด (2011.3) ชื่อรหัส "Diablo" ซึ่งรันบน SUSE Linux Enterprise Server 11 SP1
รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเข้าไปอ่านได้ที่ SUSE press release รวมถึงวิดีโอสาธิตสำหรับรุ่นอัลฟา และโซลูชั่นต่างๆ เช่น SUSE Snapshot & Rollback (ดูวิดีโอสาธิต Part 1, 2) โดยโซลูชั่นเน้นให้ลูกค้าและพันธมิตรสามารถที่จะปรับใช้ได้ง่ายและรวดเร็ว
การนำไปใช้งานง่ายมากเนื่องจากข้ามขั้นตอนการติดตั้งไปได้เลย เพราะมี image ให้ดาวน์โหลดฟรีที่ SUSE Gallery หรือจะว่า clone แล้ว build ใหม่ก็ได้เช่นกันครับ
OpenStack เป็นซอฟต์แวร์สำหรับสร้างระบบกลุ่มเมฆ ที่เริ่มโดย Rackspace และ NASA เมื่อประมาณ 1 ปีก่อน (นำระบบกลุ่มเมฆของทั้งสององค์กรมารวมกัน - ข่าวเก่า) แต่ทำไปทำมาฮิตกว่าที่คาด มีผู้ร่วมสนับสนุนมากมาย เช่น Dell, HP, Cisco
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ OpenStack จะเป็นโอเพนซอร์ส แต่การจัดการองค์กรยังมี Rackspace เป็นผู้นำอยู่ ซึ่งทาง Rackspace เองก็ประกาศแล้วว่า จะตั้งมูลนิธิ OpenStack Foundation เป็นองค์กรกลางมาจัดการโครงการแทน รวมถึงเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า OpenStack ด้วย
ตามแผนของ Rackspace บอกว่าจะตั้ง OpenStack Foundation ภายในปีหน้า ส่วนรูปแบบและกระบวนการจะขอหารือกับพันธมิตรก่อน
ที่มา - OpenStack
OpenStack คือซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สสำหรับสร้างระบบกลุ่มเมฆแบบ IaaS (infrastructure as a service) ที่เกิดจากความร่วมมือของ 2 องค์กรคือ NASA และ Rackspace (ข่าวเก่าเมื่อปีที่แล้ว) ซึ่งภายหลังได้รับความนิยมพอตัว บริษัทใหญ่ๆ หลายแห่งเริ่มนำไปใช้สร้างระบบกลุ่มเมฆของตัวเอง (เช่น HP Cloud)
OpenStack เดิมมีกำหนดออกทุกสามเดือน แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นทุกหกเดือน ส่วนวิธีตั้งชื่อรุ่นจะคล้ายกับ Ubuntu คือเรียงตามตัวอักษรภาษาอังกฤษ ที่ผ่านมาออกมาแล้ว 3 รุ่น คือ Austin, Bexar, Cactus และวันนี้มาถึงรุ่นที่สี่ "Diablo"
คำถามที่พบบ่อยหลังข่าว HP จะแยกธุรกิจพีซีออกไป ก็คือ "แล้ว HP จะทำอะไรต่อ" คำตอบแบบยาวๆ หน่อยก็คือธุรกิจพีซีเป็นเพียงแค่ 1/3 หรือ 1/4 ของ HP เท่านั้น ยังมีธุรกิจอื่นอีกเยอะ เช่น เครื่องพิมพ์ เซิร์ฟเวอร์ โซลูชัน
คำตอบแบบสั้นกว่าก็ยกตัวอย่างได้ด้วยข่าวนี้ นั่นคือ HP Cloud Services ที่จะออกมาแข่งกับ AWS โดยตรง
ในเบื้องต้น HP Cloud Services ประกอบด้วยส่วนประกอบสองส่วน ได้แก่ HP Cloud Compute (ประมวลผล) และ HP Cloud Object Storage (เก็บข้อมูล) บริการทั้งสองตัวทำงานอยู่บนฮาร์ดแวร์ของ HP ใช้ซอฟต์แวร์ OpenStack บริหารจัดการ แล้วเพิ่ม Web UI กับ REST API เข้ามา
ตอนนี้ HP Cloud Services เพิ่งเปิด private beta ทดสอบแบบไม่คิดเงิน ใครอยากลองก็ต้องไปลงชื่อกันก่อนที่ HPCloud.com
ที่มา - HP Blog
OpenStack เป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สสำหรับสร้างระบบ cloud computing เกิดจากความร่วมมือจาก NASA และโฮสติ้งรายใหญ่ Rackspace (ข่าวเก่า)
หลังจากเปิดตัวโครงการมาได้ครึ่งปี OpenStack ก็ออกซอฟต์แวร์รุ่นที่สอง 2011.1 หรือโค้ดเนม "Bexar" และก็มีข่าวดีเพิ่มเติมว่า Canonical จะนำ OpenStack เข้ามารวมใน Ubuntu รุ่นถัดไป 11.04 ที่จะออกเดือนเมษายนด้วย
OpenStack ชุดซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สำหรับสร้าง cloud computing (ข่าวเก่า) ได้ไมโครซอฟท์มาเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่อีกราย
ไมโครซอฟท์ประกาศความร่วมมือกับ Cloud.com ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนรายหนึ่งของ OpenStack เพื่อให้ Hyper-V ซอฟต์แวร์ทำ virtualization ที่อยู่ใน Windows Server 2008 ทำงานร่วมกับ OpenStack ได้ ซึ่งจะส่งผลให้ OpenStack สามารถทำงานกับวินโดวส์ได้ดีขึ้น
งานนี้ไมโครซอฟท์จะให้ความช่วยเหลือทางเทคนิค ส่วน Cloud.com รับหน้าที่พัฒนา โค้ดที่ได้จะส่งเข้ารวมกับ OpenStack
บริการประมวลผลบนกลุ่มเมฆ ไม่ว่าจะเป็น EC2, App Engine หรือ Azure ล้วนเป็นแพลตฟอร์มปิดด้วยกันทั้งสิ้น คำถามคือถ้าหากว่าเราต้องการสร้างกลุ่มเมฆขึ้นเองจะต้องทำอย่างไรดี คำตอบอาจเป็น OpenStack
OpenStack คือชุดซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สสำหรับสร้างระบบ cloud computing ตัวตั้งตัวตีในเรื่องนี้คือ Rackspace ผู้ให้บริการโฮสติ้งรายใหญ่ ซึ่งบริจาคโค้ดของระบบ cloud ที่ตัวเองใช้อยู่ (Rackspace Cloud Files) ให้เป็นโอเพนซอร์ส นอกจากนี้ยังมี NASA ที่บริจาคโค้ดโครงการ NASA Nebula มาร่วมอีกราย ซึ่งโค้ดสองชุดจะรวมเป็นซอฟต์แวร์ตัวเดียวกันในอนาคต
พันธมิตรรายอื่นๆ ที่เข้าร่วมเป็นผู้ให้บริการรายเล็กเสียเยอะ แต่ก็มีรายใหญ่อย่าง Dell, Citrix, AMD, Intel บ้างเช่นกัน ทางโครงการให้สัมภาษณ์ว่าตั้งเป้าหมายเพื่อเป็น "Android ของกลุ่มเมฆ"
ที่มา - GigaOm







