Barnes & Noble เครือร้านหนังสือใหญ่ของสหรัฐและคู่แข่งสำคัญของ Amazon เตรียมออกเครื่องอ่าน e-Book มาแข่งกับ Kindle ในปีหน้า
Barnes & Noble จะจับมือกับบริษัท Plastic Logic ซึ่งเป็นบริษัทผลิตจอภาพที่ทำด้วยพลาสติกและเครื่องอ่าน e-Book ที่จะเปิดตัวปลายปี เครื่องอ่านหนังสือของ Plastic Logic จะเทียบเท่ากับเครื่อง Kindle ส่วน Barnes & Noble จะเปิดร้านขาย e-Book ออนไลน์ ซึ่งผู้ใช้ iPhone, iPod touch, Windows Mobile, BlackBerry รวมถึงพีซีธรรมดาสามารถซื้อได้ แน่นอนว่าร้านออนไลน์ของ Barnes & Noble จะเป็นร้าน exclusive ร้านเดียวสำหรับเครื่องของ Plastic Logic
Barnes & Noble บอกว่าในร้านตอนนี้มีหนังสือกว่า 700,000 เล่ม (นับรวมทั้งแบบแจกฟรี ลิขสิทธิ์ขาดแล้ว และแบบเสียเงิน) ราคาขายเล่มละ 9.99 ดอลลาร์ ตัวเลขจำนวนหนังสือจะเพิ่มเป็น 1 ล้านเล่มในเร็ววัน ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าเครื่องของ Plastic Logic จะมีราคาเท่าไร (คาดว่าต่ำกว่า Kindle) และ Barnes & Noble จะเป็นคนขายเครื่องอ่าน e-Book เองหรือไม่ หรือว่าลูกค้าต้องซื้อแยกกัน กำหนดการเปิดตัวคือปี 2010 ครับ
ที่มา - ZDNet
ความเข้าใจที่ว่า "เราเป็นเจ้าของสิ่งที่เราซื้อ" คงจะไม่จริงเสมอไปสำหรับลูกค้า Kindle หลังจากที่ทางอเมซอนได้ทำการถอดถอนหนังสือของ George Orwell เรื่อง Animal Farm กับ Nineteen Eighty-Four ออกจากร้านขายหนังสือของ Kindle และเครื่อง Kindle ทุกเครื่อง โดยได้ทำการคืนเงินให้กับลูกค้าทุก ๆ คนที่ได้ทำการซื้อหนังสือเล่มดังกล่าวไปแล้ว
สำหรับต้นเหตุของปัญหานี้คือเกิดขึ้นจากการที่อเมซอนเปิดให้ผู้ที่ต้องการจะขายหนังสือทำการอัพโหลดหนังสือเข้าร้านขายของ Kindle ได้เอง โดยหนังสือสองเล่มนี้ MobileReference ได้เป็นผู้อัพโหลดเข้าไปเพื่อขายหนังสือสองเล่มนี้ แต่ผู้ที่ครองสิทธิของหนังสือสองเล่มนี้จริง ๆ ได้ทำการแจ้งกับอเมซอนให้ดึงหนังสือสองเล่มนี้ออก ทำให้อเมซอนไม่มีทางเลือกแต่จะดึงหนังสือออกแล้วคืนเงินให้กับลูกค้าเท่านั้น
ดูเหมือนว่าอเมซอนคงจะต้องหาวิธียืนยันความเป็นเจ้าของของหนังสือก่อนยินยอมให้บริษัทต่าง ๆ ทำการอัพโหลดหนังสือขึ้นเสียแล้ว ส่วนผู้ใช้ Kindle เองก็คงรู้แล้วว่าพวกเขาไม่ได้เป็นเจ้าของหนังสือที่เขาซื้อมาซะทีเดียว
ที่มา - Engadget
ดูเหมือนว่าจะมีปัญหาในการเปิดตัว Kindle นอกสหรัฐในประเทศเยอรมนีแล้ว เนื่องจากการที่อเมซอนยังตกลงกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือในประเทศไม่ได้
แต่ดูเหมือนว่าปัญหาหลักของ Kindle จะเป็นบริการติดต่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ตเพื่อใช้เช็คอีเมลหรือซื้อหนังสือเพิ่มภายใต้ชื่อ "Whispernet" ของอเมซอน โดยขณะนี้ทั้ง Vodafone และ T-Mobile ผู้ให้บริการมือถือของประเทศเยอรมนีต่างยังไม่ยอมรับข้อตกลงจากอเมซอน แต่ดูเหมือนว่าอเมซอนคงต้องจ่ายเงินมากพอสมควรเพื่อที่จะให้บริการ Whispernet ได้
Engadget ยังได้รายงานอีกว่าสาเหตุส่วนหนึ่งที่ T-Mobile ไม่ค่อยอยากจะทำธุรกิจกับอเมซอนเนื่องจากบริษัทแม่ Deutsche Telekom นั้นกำลังจะทำเครื่อง eBook เป็นของตัวเอง
ดูเหมือนว่าความต้องการเป็นผู้นำตลาดของ Kindle ยังมีหนทางอีกยาวไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการให้บริการนอกสหรัฐยังเป็นไปไม่ได้ซะทีและยังจะมีคู่แข่งเพิ่มมาอีก
ที่มา - Engadget
หลังจากที่มีการถกเถียงกันและได้ใจความส่วนหนึ่งมาว่าเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กโทรนิกส์ควรมีหน้าจอสี แต่ทว่า Jeff Bezos ซีอีโอของอเมซอนได้ออกมากล่าวว่า
"Kindle รุ่นหน้าจอสีจะไม่มีการดำเนินการในเร็วๆ นี้ คงต้องใช้เวลาอีกหลายปี แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหลายปีนี่คือกี่ปี"
แต่ถึงแม้ว่าจะมีการออกมาพูดแบบนี้ แต่อาจจะมีอะไรให้ประหลาดใจอีกก็ได้ ดีไม่ดี ปีหน้าอเมซอนอาจจะออกรุ่นหน้าจอสีก็ได้ ว่าแต่ จำเป็นไหมที่จะต้องมีการแสดงผลนอกเหนือจากสีขาวดำ?
เพิ่มเติม : หน้าจอแบบ E-Ink ที่แสดงผลเป็นสีได้มีการผลิตแล้วโดย Phillips
ที่มา : Gizmodo
นักศึกษาสื่อสารมวลชนแห่งมหาวิทยาลัยมิสซูรี่ (University of Missouri) ที่กำลังจะเริ่มเรียนเทอมแรกช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้จะต้องซื้อไอโฟนหรือ iPod touch ทุกคนไม่ว่าจะอยากได้หรือไม่ เพราะว่ามหาวิทยาลัยจะส่งข้อมูลเกี่ยวกับการเตรียมตัวเข้าเรียนมหาวิทยาลัยและข้อมูลรายวิชาต่าง ๆ ผ่านทาง iTunes University
บนเว็บของมหาวิทยาลัยได้เขียนไว้ว่า "หลาย ๆ มหาวิทยาลัยเริ่มที่จะทำแบบนี้กันแล้ว โดยเราจะเริ่มบันทึกเลกเชอร์ทั้งหมดเพื่อที่นักศึกษาจะสามารถดาวน์โหลดมาใช้กันได้ก่อนสอบ"
มหาวิทยาลัยอ้างว่า ถึงแม้ไอโฟนกับ iPod touch จะเป็นเพียงเครื่องเล่นเพลงก็ตาม แต่ว่าความสามารถที่จะดูวีดีโอได้หมายความว่านักศึกษาสามารถที่จะเข้าถึงเนื้อหาเลกเชอร์และอื่น ๆ อีกมากมายระหว่างเดินทางหรือออกกำลังกาย
เช่นกัน CEO ของอเมซอนก็ได้ออกมาประกาศแผนการที่จะเริ่มให้นักเรียนของห้ามหาวิทยาลัยใช้ Kindle แทนการใช้หนังสือเรียนแล้ว โดยหนังสือเรียนกว่า 60% ที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐใช้จะมีวางขายบน Kindle Store ภายในกลางปีนี้
ที่มา - eWeek
โอย อยากได้ Kindle จริง ๆ น่าเสียดายมากที่มันเป็น US-only
หลังจากที่มีข่าวลือหลุดออกมาได้ไม่นาน ล่าสุดอเมซอนก็ได้เปิดตัว Kindle DX ซึ่งเป็นเครื่องอ่าน eBook ยอดนิยมในสหรัฐอเมริกาใหม่แล้ว โดยตอนนี้คนที่สนใจสามารถสั่งซื้อล่วงหน้าได้แล้วในราคา 489 ดอลลาร์สหรัฐ โดยจะทำการจัดส่งช่วงหน้าร้อนในสหรัฐนี้
โดย Kindle DX มาพร้อมกับจอภาพ 9.7 นิ้ว ใหญ่กว่า Kindle รุ่นเก่า ๆ ที่มีขนาดจอภาพเพียง 6 นิ้ว โดยจอภาพที่ใหญ่ขึ้นนั้น ทำให้การอ่านหนังสือพิมพ์ หนังสือเรียนหรือรายงานการค้นคว้าและวิจัยง่ายกว่าเดิมมาก
สำหรับสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาใหม่ในคราวนี้คือการเพิ่ม Accelerometer เข้าไป ทำให้ Kindle DX นั้นมีความสามารถ Auto-rotate เองได้ นอกจากนี้แล้วยังมีการเพิ่มหน่วยความจำภายในมาเป็น 3.3GB จุหนังสือได้มากถึง 3,500 เล่ม และแน่นอน มาพร้อมกับ 3G ที่สามารถใช้กับเครือข่าย Sprint ภายในสหรัฐได้ ทำให้สามารถทำการดาวน์โหลดหรือสั่งซื้อหนังสือได้ทุกที่ทุกเวลา นอกจากนี้ Kindle DX ยังสนับสนุนการใช้ไฟล์ PDF อีกด้วย
พร้อม ๆ กันนี้ หนังสือพิมพ์ชั้นนำในสหรัฐอย่าง The Boston Globe, The New York Times หรือ The Washington Post ยังเปิดให้สมัครสมาชิกระยะยาวได้ในราคาพิเศษอีกด้วย เพื่อใช้กับ Kindle รุ่นต่าง ๆ
Engadget มี Live Coverage จากงานเปิดตัวให้ชมครับ
ที่มา - MacRumors
หลังจากที่ The New York Times ได้ออกข่าวเกี่ยวกับ Kindle รุ่นใหม่ซึ่งมีขนาดหน้าจอใหญ่ขึ้นไป ทางอเมซอนได้เชิญสื่อมวลชนเข้าไปร่วมงานเปิดแถลงข่าวในวันที่ 6 พฤษภาคม ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นการเปิดตัว Kindle รุ่นใหม่
ต่อมาก็มีรูปของเจ้า Kindle DX หรือ Kindle 3 หลุดออกมา พร้อมกับสเปคเบื้องต้นดังนี้
หลังจากเปิดตัว Kindle รุ่นใหม่ได้อาทิตย์หนึ่ง (ข่าวเก่า โดยคุณ mk) วันนี้ Amazon ก็เปิดตัวบริการสำหรับอ่านหนังสือที่ซื้อใน Kindle Store บนไอโฟนและไอพอดทัชครับ
บริการนี้ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดตัวอ่านมาติดตั้งได้ฟรีผ่านทาง iTunes Store หลังจากดาวน์โหลดมาแล้วก็สามารถที่จะดาวน์โหลดหนังสือที่ซื้อไว้ใน Kindle Store มาอ่านบนไอโฟนได้ นอกจากนี้ถ้าหากผู้ใช้มี Kindle อยู่แล้วก็สามารถที่จะสลับกันอ่านระหว่างทั้งบนไอโฟนและ Kindle ได้โดยเทคโนโลยี Whispersync ที่จะคงสภาพหน้าที่อ่านค้างไว้ และที่คั่นหน้าต่างๆ ที่ใส่ไว้ได้ด้วย
"เราคิดว่ามันจะเป็นส่วนเติมเต็มไปกับ Kindle" Ian Freed รองประธานของ Amazon ที่ดูแลเรื่อง Kindle กล่าว นอกจากนี้เขายังคิดว่ามันคงไม่สามารถมาทดแทน Kindle ได้เนื่องจากไอโฟนนั้นกินแบตเตอรี่มากกว่า และสภาพหน้าจอที่ไม่เหมาะสมสำหรับการอ่านนานๆ
อย่างไรก็ตามบริการนี้ยังไม่สนับสนุนการใช้งานนอกสหรัฐอเมริกาครับ
ที่มา: Kindle for iPhone FAQ, The New York Times, The iPhone Blog via Engadget
ฟีเจอร์อ่านหนังสือออกเสียงใน Kindle 2 นั้นโดนสมาคมนักเขียนออกมาเตือนว่าผิดลิขสิทธิ์ เพราะถือว่ามันเป็นหนังสือเสียง (audiobook) ซึ่งขายลิขสิทธิ์แยกกับหนังสือปกติ (ข่าวเก่า)
ทาง Amazon ออกมาตอบกลับแล้ว โดยยืนยันว่าไม่ละเมิดลิขสิทธิ์แต่อย่างใด เพราะเป็นการอ่านออกเสียงสด ไม่ได้มีการบันทึกข้อมูลไว้ และไม่ถือเป็นการแสดง ไม่ได้ดัดแปลงเนื้อหาอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม Amazon ได้ยอมถอยหนึ่งก้าว โดยให้สำนักพิมพ์ (ที่ขาย e-Book ผ่าน Kindle) สามารถเลือกปิดฟีเจอร์นี้ในตัวหนังสือ e-Book ที่ขายได้
Lawrence Lessig ผู้นำกลุ่มเคลื่อนไหว Free Culture ได้เขียนบล็อกตำหนิสมาคมนักเขียนที่บอกว่าผู้ใช้ไม่มีสิทธิ์ "อ่านออกเสียง" หนังสือที่ตัวเองซื้อมาได้ และบอกว่า Amazon ไม่น่าจะยอมถอยแบบนี้
ที่มา - New York Times
Paul Aiken ผู้อำนวยการบริหารของสมาคมนักเขียนให้สัมภาษณ์กับ Wall Street Journal ว่าการใช้คุณสมบัติการอ่านออกเสียงโดยซอฟท์แวร์ (Text-to-Speech) เป็นเรื่องผิดกฏหมาย ทั้งในแง่ลอกเลียนแบบจากหนังสือที่ืมีลิขสิทธิ์ ในแบบ Audio Book และการเผยแพร่เนื้อหาสู่สาธารณชน
"พวกมัน(Text-to-Speech)ไม่มีสิทธิ์อ่านออกเสียง" Paul Aiken กล่าว
"มันเป็นเสียงที่ลอกแบบมาจากหนังสือที่มีลิขสิทธิ์คุ้มครอง"
โดยเฉพาะ Kindle 2 ที่จะออกในเร็ววันนี้
ทางโฆษกของ Amazon ก็ออกมาตอบโต้ว่าคุณลักษณะการอ่านขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีของ Text-to-Speech และผู้อ่านจะไม่สับสนกับการฟังจาก Audio Book
ก็ว่ากันไปครับ ต่างคนต่างมุม
จาก boingboing,SlashDot
เปิดตัวตามข่าวที่ออกมาก่อนหน้า และหน้าตาเหมือนภาพที่เคยหลุดออกมาเมื่อไม่กี่วันก่อนทุกประการ
ความเปลี่ยนแปลงของ Kindle 2.0
- เครื่องบางลงครึ่งหนึ่ง ของเดิมหนา 0.8" ของใหม่ 0.36" ทางอเมซอนโฆษณาว่าหนาเท่ากับนิตยสารทั่วไปแล้ว
- น้ำหนักเบาขึ้นเล็กน้อย 10.2 ออนซ์ หรือประมาณ 289 กรัม
- หน้าจอ 6" ความละเอียด 800x600 เท่าเดิม แต่เพิ่มระดับความเข้มของสีเท่าจากเดิม 4 ขั้นมาเป็น 16 ขั้น และใช้เทคโนโลยี E-Ink เวลาพลิกหน้าจะเร็วขึ้นกว่าเดิม 20%
- พื้นที่เก็บข้อมูลภายใน 2GB (เก็บหนังสือได้ 1.6GB) ของเดิม 256MB ผมเข้าใจว่าช่องเสียบ SD ถูกตัดออกไปนะครับ
- แบตเตอรี่อยู่ได้นานขึ้น 25% ชาร์จหนึ่งครั้งเปิดไว้ได้ 4 วัน (เปิด wireless) หรือ 2 สัปดาห์ (ปิด wireless)
- เปลี่ยนปุ่มควบคุม จากปุ่ม scroll ขึ้นลง มาเป็นจอยสติ๊ก 5 ทิศทางแบบของมือถือ
- พจนานุกรมจาก New Oxford American Dictionary โดยจะแสดงขึ้นมาที่ด้านล่างของจอขณะอ่านหนังสือได้เลย ฟีเจอร์นี้ทีม Engadget ไปลองแล้วบอกว่าเยี่ยมมาก
- ฟีเจอร์ Text-to-Speech อ่านหนังสือให้ฟังได้ Engadget บอกว่ายังไม่ดีเท่าไรนัก
- Whispersync สำหรับย้ายข้อมูลระหว่าง Kindle 1-Kindle 2-พื้นที่เก็บข้อมูลของเราบนอเมซอน
ราคาอยู่ที่ $359 (ประมาณ 12,500 บาท) เปิดให้สั่งจองแล้ว ของส่งมอบวันที่ 24 ก.พ. นี้ (รุ่นแรกเปิดตัวที่ $399 และลดลงมาเหลือ $359) ภาพดูด้านใน (Gizmodo มีภาพเปรียบเทียบรุ่นใหม่-เก่า) วิดีโอมีให้ดูในลิงก์ของอเมซอน
Amazon จะเปิดตัวเครื่องอ่าน e-Book รุ่นสองของแบรนด์ Kindle ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์นี้ โดย Jeffrey P. Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon จะมาเป็นคนนำเสนอด้วยตัวเอง
หลังจากเปิดตัวมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2007 เครื่อง Kindle ก็ได้รับความนิยมอย่างสูงในสหรัฐ (เหตุผลหนึ่งก็เพราะได้โอปราห์ วินฟรีย์ มาช่วยโปรโมท) ฟีเจอร์ที่โดดเด่นของ Kindle คือการบอกรับแมกกาซีนหรือหนังสือพิมพ์ในรูป e-Book ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ซึ่งจะดาวน์โหลดไฟล์มาให้อัตโนมัติทุกเช้าพร้อมให้อ่านขณะนั่งกินกาแฟ
ส่วน Kindle 2.0 ยังไม่มีรายละเอียดของทาง Amazon ออกมา มีแต่ภาพหลุดจากเว็บไซต์ Boy Genius Report และข่าวว่าจะใช้เทคโนโลยี Broadsheet ของ Epson ทำงานร่วมกับ E-Ink ซึ่งจะทำให้การวาดหน้าจอ (เช่น ขณะซูมเข้า-ออก) ทำได้เร็วขึ้นมาก
ที่มา - New York Times
อะไรคือ Gadget โดนใจของคุณ? แต่ที่แน่ๆ ทันทีที่โอปราห์พูดในรายการของเธอว่า Gadget ที่โดนใจเธอคือ Amazon Kindle เธอบอกว่าเธอได้รับมันเป็นของขวัญและมันได้เปลี่ยนชีวิตเธอ "มันเป็นของชิ้นโปรดชิ้นใหม่ของฉันบนโลกใบนี้" ก็สร้างกระแสแบบฉุดไม่อยู่ เพิ่มยอดขายถล่มทลายขึ้นมาทันใด และเพื่อเป็นของขวัญแก่ผู้ชมรายการของเธอ คุณสามารถใช้คูปองรหัส OPRAHWINFREY เพื่อรับส่วนลดสำหรับการซื้อ Kindle มูลค่า 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ จากราคาเต็ม 359 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ใช้ได้จนถึง 1 พฤศจิกายนนี้)
"หากใครรู้จักฉันก็ต้องรู้ว่าฉันไม่ใช่คนประเภทชอบ gadget แต่ชั้นก็หลงรักเด็กน้อยนี่เสียแล้ว" เธอบอก "ถ้าคุณเป็นเช่นฉันและไม่ค่อยชอบคอมพิวเตอร์นัก อย่ากลัว Kindle -- อย่าไปกลัว -- เพราะคุณไม่จำเป็นต้องมีคอมพิวเตอร์เพื่อให้มันทำงานได้ นั่นคือสิ่งที่ยอดเยี่ยมสำหรับมัน"
ที่มา - CrunchGear, The Oprah Winfrey Show
Kindle หรือที่อ่านเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่มีหน้าจอขาวดำของ Amazon.com ได้รับการคัดเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนที่ Harvard Medical School (HMS) โดยเอกสารทั้งหมดทั้งในรูปแบบ Word หรือ PDF จะสามารถถ่ายโอนไปให้ Kindle ได้ด้วย
วิธีการดังกล่าวอาศัยหลักการที่เว็บของ HMS จะส่งเอกสารเป็นอีเมลไปยัง Amazon แล้วเอกสารจะถูกเปลี่ยนเป็นรูปแบบของ Kindle และส่งไปยังตัวเครื่องอีกทีหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ไม่สนใจก็ยังสามารถดาวน์โหลดลงมาอ่านที่ PC ได้ตามปกติ นอกจากนี้สำหรับนักศึกษาบางส่วนจะได้รับแจกตัวเครื่องดังกล่าวฟรีอีกด้วย
"จากวิธีนี้ผู้บริหารหวังว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายเกือบ $50,000 จากการพิมพ์เอกสาร และจะช่วยลดขยะดังกล่าวได้มากขึ้นด้วย" John Halamka CIO (Chief Information Officer) ของ HMS กล่าว
บ้านเราทำบ้างดีไหม? ที่คณะผมเคยแจก PocketPC ให้ยืมฟรีแต่ไม่ยักกะมีใครยืม (ซื้อเองกันเกือบหมด!)
New York Times ได้ทำสัมภาษณ์สตีฟ จ็อบส์เกี่ยวกับรายละเอียดของ MacBook Air และความคิดเห็นของเขาเรื่อง Android จากกูเกิลและ Kindle จากอเมซอน
สตีฟกล่าวว่ากว่าจะมาเป็น MacBook Air ได้นั้นพวกเขาต้องทำ Prototype ออกมากว่า 100 แบบเพื่อที่จะหาวัสถุและขนาดที่ถูกต้องสำหรับ MacBook Air ตัวจริง และยังมีปัญหาอีกว่าพวกเขาจะยัดคอมพิวเตอร์ลงไปในกล่องขนาดนี้ได้อย่างไร
เมื่อถามเรื่อง Kindle จากอเมซอนแล้ว สตีฟ จ็อบส์ก็ได้บอกว่าแค่คอนเซปมันก็มีปัญหาแล้ว เนื่องจากว่าสมัยนี้คนเราแทบไม่ค่อยอ่านหนังสือกันซะแล้ว โดยได้กล่าวว่า "มันไม่เกี่ยวหรอกว่าสินค้านั้นจะดีแค่ไหน เพราะความจริงแล้วคนเราเริ่มไม่อ่านหนังสือกันแล้ว ... 40% ของชาวอเมริกันอ่านหนังสือหนึ่งเล่นหรือน้อยกว่าเมื่อปีที่แล้ว"
ระหว่างสัมภาษณ์ มีการแอบชมบิล เกตส์ด้วย
เมื่อถามเกี่ยวกับเรื่อง Android แล้ว จ็อบส์เองก็ยังสงสัยว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป โดยได้บอกทิ้งไว้ว่า "การสร้างโทรศัพท์มือถือนั้นมันยากกว่าที่คิดเอาไว้ซะอีก"
ยากแค่ไหนไม่รู้ รู้อย่างเดียวว่า i-Mobile ของไทยเราขายดีไม่เบานะ
ที่มา - MacRumors
แม้ว่าจะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์มามากเกี่ยวกับ Kindle อุปกรณ์อ่านหนังสือพกพาอิเล็กโทรนิกส์ก็ตาม ล่าสุดดูเหมือนว่าเจ้า Kindle จะมาแรงกว่าที่หลาย ๆ คนคิดไว้
Amazon เริ่มขาย Kindle ในราคา 399 ดอลลาร์หรือประมาณ 13,000 บาทตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา ตอนนี้ขายหมดซะแล้ว กลายเป็นของขาดตลาดไปอย่างรวดเร็วราว ๆ กับสมัย Wii, เพลย์สเตชั่น 3 หรือไอโฟนเลยทีเดียว
Kindle จะออกวางขายอีกรอบวันที่ 7 ธันวาคมนี้ ลูกค้าที่สนใจควรจะสั่งซื้อเพื่อที่จะ "จองคิว" ล่วงหน้า
ก่อนหน้านี้หลาย ๆ บริษัทที่พยายามจะทำอุปกรณ์ E-book ทั้งหลายรวมถึงโซนี่นั้นไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร มาถึงตอนนี้ก็คงพูดไม่ได้แล้วว่า Kindle ไม่ประสบความสำเร็จ
แม้ว่าจอภาพของ Kindle ยังจะเป็นขาวดำและไม่มี Backlight ก็ตาม แต่แบตเตอรี่ของมันสามารถใช้ได้นานประมาณหนึ่งอาทิตย์ Amazon ได้ออกมาคอนเฟิร์มว่าซักวันเราคงจะได้เห็น Kindle จอสีอย่างแน่นอน
ที่มา - CNET News
จากข่าว Amazon เตรียมเปิดตัวอุปกรณ์อ่าน eBook ทำให้วันนี้เว็บจำนวนมากพูดถึงกันแต่เรื่องนี้ครับ
รายละเอียดของ Kindle เพิ่มเติมจากข่าวต้นฉบับ
- ถึงจะโฆษณาว่าอ่านบล็อกได้ แต่ไม่ใช่ผ่าน RSS มีเฉพาะบล็อกดังๆ ที่ทาง Amazon ไปทำสัญญาไว้เท่านั้น (มีเรื่องส่วนแบ่งรายได้มาเกี่ยวข้อง)
- ฟอร์แมตที่ใช้สำหรับ e-Book เป็นฟอร์แมตของ Kindle เอง (ซึ่งพัฒนาจาก HTML) แต่ก็สนับสนุน Word, PDF, HTML, txt แต่ไม่มี RTF
- หน่วยความจำใช้ SD ธรรมดา ไม่ใช่ SDHC
- บัญชีผู้ใช้ Amazon สามารถใช้กับ Kindle หลายเครื่องได้ (ในข่าวบอกว่า 5-6 เครื่อง) ไม่มีระบบล็อกว่าห้ามอ่านพร้อมกัน ดังนั้นถ้าที่บ้านมี Kindle มากกว่าหนึ่งเครื่อง สามารถซื้อหนังสือครั้งเดียว แล้วอ่านพร้อมกันได้
- Amazon ได้ออก Digital Text Platform สำหรับคนอยากขายหนังสือบน Kindle
- ราคาหนังสือมาตรฐาน 9.99 ดอลลาร์ แต่ถ้าเป็นหนังสือเก่าจากโครงการ Gutenberg (ซึ่งลิขสิทธิ์หลุดแล้ว) ราคาเริ่มต้นต่ำกว่า 1 ดอลลาร์
สำหรับคนที่สนใจอยากซื้อ Engadget ได้เครื่องมาลองและรีวิวไปบ้างแล้ว ว่าแต่มันใช้กับเมืองไทยได้รึ?
ที่มา - Engadget
นิตยสาร Newsweek รายงานเกี่ยวกับอุปกรณ์อิเลคโทรนิกส์ตัวใหม่่ที่กำลังจะออกมาชื่อ "Kindle" ที่จะเปิดตัวที่ราคา 399 ดอลลาร์ (เทียบเท่า iPod touch หรือ iPhone)
อุปกรณ์ตัวนี้ได้ชื่อว่าจะเป็น "ไอพ็อดแห่งโลกของคนรักการอ่าน" โดย Kindle นี้จะไม่เหมือนกับสินค้าอื่น ๆ ที่มีในตลาดอยู่แล้ว ด้วยเทคโนโลยี EV-DO และ WiFi ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถซื้อและดาวน์โหลดหนังสือดิจิตอลกว่า 88,000 เล่มในช่วงเปิดตัว แน่นอนที่สุด อุปกรณ์ตัวนี้ยังสามารถทำให้ผู้ใช้เลือกบอกรับบล็อกและหนังสือพิมพ์หรือข่าวต่าง ๆ ได้อีกด้วย
นอกจากนี้แล้วความสามารถอื่น ๆ ก็เป็นการรวมเว็บบราวเซอร์, อีเมล, ความสามารถในการอ่านไฟล์ Word และ PDF นอกจากนี้แล้วยังมีความสามารถอื่น ๆ อีกได้แก่:
- มีคีย์บอร์ดในตัว
- แบตเตอรี่ที่สามารถใช้ติดต่อกันได้ยาวนานถึง 30 ชั่วโมง
- ชาร์จแบตเตอรี่เพียงแค่ 2 ชั่วโมง
- น้ำหนักประมาณ300 กรัม
- จอภาพขนาดประมาณ4.9 x 7.5 x 0.7 นิ้วที่มีความละเอียด 800x600 พิกเซล
- ช่องใส่ SD การ์ด
- USB 2.0
- ใช้เทคโยโลยี E Ink
- เปลี่ยนขนาดฟอนท์ได้
- สามารถจุหนังสือได้กว่า 200 เล่ม
- สามารถหาหนังสือได้เพียงแค่มีชื่อหรือคำพูดในเรื่อง
- มีช่องเสียบ Headphone Minijack
ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ตลาดของผู้อ่านหนังสือดิจิตอลหรืออีบุ๊คส์นั้นไม่ค่อยประสบความสำเร็จเสียเท่าไหร่ แต่อุปกรณ์ตัวนี้มีความสามารถทับซ้อนกับอุปกรณ์ในตลาดอื่น ๆ เช่นการเปิดเว็บหรืออีเมล
Kindle คาดจะเปิดตัววันจันทร์ที่จะถึงนี้ ใครอยากเห็นรูปดูได้ที่นี่ครับ
ที่มา - MacRumors








