หลังจากมีข่าวว่าสินค้าเน็ตเวิร์คของซิสโก้มีใช้งานในอิหร่านซึ่งผิดกฎหมายการส่งออกของสหรัฐฯ เพราะอิหร่านอยู่ในรายชื่อประเทศที่ถูกคว่ำบาตรและห้ามขายสินค้าเทคโนโลยีชั้นสูงให้ (ประเทศที่มีรายชื่อเหล่านี้ เช่น พม่า, ลิเบีย, เกาหลีเหนือ) ซิสโก้ก็มีการสอบสวนภายในแล้วพบว่าสินค้าที่ถูกส่งไปยังอิหร่านนั้นไปทาง ZTE บริษัทที่เป็นพันธมิตรทางการขายมานานถึงเจ็ดปี
งานนี้ ZTE ออกแถลงกว้างๆ เพียงว่าบริษัทกังวลอย่างมากในเรื่องนี้และกำลังสื่อสารกับทางซิสโก้อยู่ พร้อมกับให้ความร่วมมือกับทางการสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ ส่วนทางซิสโก้ไม่พูดถึง ZTE ตรงๆ แต่บอกเพียงว่าบริษัทไม่อดทนต่อการการขายสินค้าไปยังอิหร่านไม่ว่าโดยตรงหรือทางอ้อมก็ตาม และเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้น บริษัทจะจัดการกับเหตุการณ์อย่างหนักแน่นเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก
สำนักข่าวรอยเตอร์พบเอกสารว่า ZTE เป็นคนจัดหาสินค้าด้านโทรคมนาคมให้กับการสื่อสารอิหร่านในปี 2011 และรายการสินค้ารวมถึงสวิตซ์ของซิสโก้ 5 ชุด
ที่มา - Reuters
เมื่อเดือนเมษายน อิหร่านประกาศเตรียมตัดอินเทอร์เน็ต สร้างบริการอินทราเน็ตใช้ในประเทศภายในห้าเดือน ล่าสุดรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงไอซีทีของอิหร่านได้ประกาศเปิดตัวเครือข่ายอย่างเป็นทางการแล้ว
หลังการประกาศไม่กี่ชั่วโมง รัฐบาลอิหร่านได้ทำการปิดการเข้าถึง Google Search และ Gmail ทันที พร้อมทั้งกรองข้อมูลจากบริการทั้งสองอย่างไม่มีกำหนด โดยประเด็นนี้ ISNA คาดว่าเป็นเหตุมาจากวิดีโอ Innocence of Muslims ที่เผยแพร่ใน YouTube ซึ่งสร้างความระส่ำระสายให้กับโลกมุสลิม แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีการยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับจริงหรือไม่
ส่วนเครือข่ายอินทราเน็ตของอิหร่านมีแผนจะเปิดใช้จริงภายในเดือนมีนาคม 2013 นี้ครับ
ที่มา - Reuters
ความพยายามของรัฐบาลอิหร่านในการตัดขาดจากระบบอินเทอร์เน็ตของโลกภายนอกยังคงดำเนินต่อไป โดยล่าสุดรัฐบาลอิหร่านได้สั่งห้ามธนาคาร บริษัทประกัน และบริษัทโทรคมนาคม ใช้งานหรือติดต่อกับลูกค้าที่ใช้ระบบอีเมลของต่างชาติ
คำสั่งนี้หมายความว่า นอกจากกลุ่มธุรกิจดังกล่าวจะไม่สามารถใช้งานบริการอีเมลของต่างประเทศแล้ว ลูกค้าที่ติดต่อกับธุรกิจเหล่านี้ ก็จะไม่สามารถใช้บริการอีเมลอย่าง GMail หรือ Hotmail ได้ โดยจะต้องติดต่อด้วยอีเมลภายในประเทศ (.ir) เท่านั้น
ที่ผ่านมา อิหร่านได้พยายามปิดกั้นระบบอินเทอร์เน็ตหลายครั้ง รวมถึงการปิดกั้นการเชื่อมต่อ HTTPS ด้วย และพยายามที่จะสร้างระบบภายในประเทศขึ้นมาทดแทนระบบอินเทอร์เน็ตจากโลกภายนอก (ดูข่าวเก่าในหมวดอิหร่าน)
ที่มา - AFP via The Next Web
Reza Taghipour รัฐมนตรีกระทรวงไอซีทีอิหร่านประกาศแผนการสร้าง "อินเทอร์เน็ตสะอาด" โดยการสร้างบริการต่างๆ ขึ้นทดแทนบริการจากโลกตะวันตก เช่น Iran Mail, Iran Search Engine โดยอิหร่านเคยประกาศแผนการนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้ว
แผนการนี้จะแบ่งออกเป็นช่วง ช่วงแรกจะตัดบริการใหญ่ๆ ที่มีรัฐบาลได้ทำขึ้นทดแทนแล้วเท่านั้น หลังจากนั้นภายในเดือนสิงหาคมจะตัดเว็บทั้งหมดออก เหลือให้เข้าได้เฉพาะเว็บที่อยู่ในรายการอนุญาตเท่านั้น
การสมัคร Iran Mail ทุกวันนี้ต้องอาศัย ชื่อจริง, บัตรประชาชน, และกรอกที่อยู่เต็ม โดยกระบวนการต้องได้รับการยืนยันจากหน่วยงานรัฐก่อนใช้งาน
ก่อนหน้านี้อิหร่านเป็นชาติที่พยายามเซ็นเซอร์หรือดักฟังการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างหนัก มีประชาชนจำนวนมากถูกจับเพราะโพสข้อความผิดกฏหมาย และมีความพยายามจะปิดกั้น Tor อย่างต่อเนื่อง
ที่มา - International Business Times
หลังจากครั้งล่าสุดที่อิหร่านบล็อค HTTPS ทั้งประเทศ เมื่อวันที่ 12/02/12 พอวันนี้ 21/02/12 ก็เกิดการบล็อคอินเทอร์เน็ตขึ้นอีกครั้ง โดยคราวนี้แม้แต่ VPN ก็โดนไปกับเขาด้วยครับ
รัฐบาลอิหร่านได้ทำการบล็อคทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตส่วนที่เป็น HTTPS/SSL อีกครั้ง ส่งผลให้เว็บไซต์ที่ใช้ HTTPS/SSL ไม่สามารถเข้าใช้งานได้ สำหรับการบล็อคครั้งล่าสุดนี้ส่งผลกระทบถึงการใช้งาน VPN ด้วย น่าจะมีสาเหตุมาจากการบล็อคครั้งที่แล้วได้มีความพยายามที่จะใช้ VPN ในการหลีกเลี่ยงการบล็อคของทางการ
คาดการณ์ว่าการบล็อคในครั้งนี้น่าจะกินเวลาประมาณสองสัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งของรัฐสภาที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้ ในการเลือกตั้งครั้งนี้นับเป็นการเลือกตั้งระดับชาติครั้งแรกตั้งแต่ปี 2009 โดยทางรัฐบาลอิหร่านยังไม่มีแถลงการณ์ใดๆ ต่อการบล็อคในครั้งนี้
ตัวเลขจากหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติแสดงให้เห็นว่าเปอร์เซ็นต์ของชาวอิหร่านที่ใช้อินเทอร์เน็ตได้เพิ่มขึ้นถึง 13% จาก 1% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
ความเดิมจากตอนที่แล้วที่ทางอิหร่านได้ทำการบล็อค HTTPS ทั่วประเทศ แต่เรื่องราวมันกลับไม่จบลงง่าย ๆ เพราะว่าล่าสุด ทางอิหร่านได้ทำการบล็อคเว็บไซต์เพิ่มเติมจากที่บล็อคอยู่แล้ว คือ Google แบบเข้ารหัส HTTPS, YouTube, Gmail รวมถึงบรรดาเว็บเมลต่าง ๆ อย่างเช่น Hotmail เป็นต้น
ซึ่งการบล็อคครั้งนี้เป็นสัญญาณอย่างแน่ชัดว่า อิหร่านเริ่มจะเอาจริงกับการปิดกั้นสื่อในประเทศแล้ว
ที่มา : Engadget
โครงการ Tor ที่ใช้ปกปิดตัวตนของผู้ใช้ที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมากในประเทศที่ปิดกั้นอินเทอร์เน็ตสูงๆ เช่นอิหร่านและจีน ตอบโต้มาตรการปิดกั้น HTTPS ของอิหร่านด้วย obfsproxy ซึ่งเป็นพรอกซี่ที่จะปลอมข้อความที่เข้ารหัสแบบ SSL ให้เป็นข้อความที่ดูเหมือนกับข้อความที่ไม่ได้เข้ารหัสทั่วไป
โดยทั่วไปแล้ว obfsproxy จะเปิดให้เลือกได้ว่าต้องการให้ปลอมข้อมูลที่จะส่งระหว่างกันเป็นข้อมูลประเภทใด โดยตอนนี้มันให้เลือกเป็น XMPP ซึ่งใช้แชตกับบริการใหญ่ๆ เช่น MSN Messenger, Google Talk, และ Facebook Chat โดยการปลอมแปลงนี้มากพอที่ระบบตรวจสอบแพ็กเก็ตระดับลึก (Deep Packet Inspection - DPI) จะไม่สามารถตรวจสอบแพ็กเก็ตได้ ตัว obfsproxy เองนั้นทำหน้าที่เป็น Tor Bridge เพื่อส่งต่อข้อมูลออกไปยังเครือข่าย Tor ทั่วโลกอีกต่อหนึ่ง
ในตอนนี้เอง obfsproxy ยังไม่สมบูรณ์ดีนัก โดยทีม Tor ระบุว่าทีมงานกำลังทำงานต่อเนื่องเพื่อให้มันเสร็จสมบูรณ์
Tor ในอิหร่านมีผู้ใช้ต่อเนื่อง 40,000-80,000 คน หลังจากอิหร่านบล็อก HTTPS แล้วตัวเลขนี้ตกลงเหลือศูนย์ในทันที
ที่มา - Forbes, Tor Project
กลุ่มผู้ใช้ Tor รายงานว่ารัฐบาลอิหร่านได้บล็อคทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตส่วนที่เป็น HTTPS/SSL ทำให้เว็บไซต์ที่เชื่อมต่อผ่าน HTTPS ไม่สามารถใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็น Google, Yahoo, Facebook อะไรก็ตามที่ผ่าน HTTPS ย่อมโดนบล็อคทั้งหมด
ทางการอิหร่านไม่ได้ให้ข้อมูลใดๆ ในเรื่องนี้ ซึ่งสื่อตะวันตกคาดการณ์ว่าการบล็อค HTTPS ครั้งนี้เป็นการทดลองระบบเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตของประเทศ (ลักษณะเดียวกับ Great Firewall ของจีน) ที่ทางรัฐบาลเคยประกาศไว้ว่าจะทำ และรอบนี้น่าจะทดสอบบล็อคเป็นการชั่วคราวเท่านั้น
ที่มา - The Register, ReadWriteWeb
หลายๆ คนคงทราบดีว่าอิหร่านเป็นประเทศที่มีความเข้มงวดกับอินเทอร์เน็ตและกิจกรรมออนไลน์ของประชาชนเป็นอย่างมาก (ใน Blognone ก็เคยรายงานอยู่หลายข่าว ติดตามได้จากแท็ก Iran) คดีล่าสุดที่ได้รับความสนใจจากต่างชาติเป็นเรื่องที่ศาลฎีกาของอิหร่านตัดสินพิพากษาประหารชีวิตโปรแกรมเมอร์คนหนึ่งด้วยข้อหา "ดูหมิ่นความเป็นที่สักการะของศาสนา"
นาย Saeed Malekpour ชาวอิหร่าน อายุ 35 ปี เป็นโปรแกรมเมอร์ที่ทำงานอยู่ในประเทศแคนาดา แต่ขณะที่กลับมาบ้านเกิดในปี 2008 ก็โดนรวบตัวจับไปขังคุกโดยไม่แจ้งข้อหาและไม่มีทนายความเป็นเวลาปีกว่า และถูกศาลตัดสินให้ประหารชีวิตในเดือนมิถุนายน 2011 โดยศาลอ้างว่า นาย Saeed เป็นผู้สร้างเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาอนาจาร แต่คดียืดเยื้อออกไปเนื่องจากองค์กรสิทธิต่างชาติรณรงค์ให้มีการพิจารณาคดีใหม่
ครอบครัวของนาย Saeed ให้ข้อมูลว่า นาย Saeed เขียนโปรแกรมสำหรับอัปโหลดรูปภาพขึ้นสู่เว็บไซต์ แต่โปรแกรมนี้ถูกขายให้กับเว็บโป๊โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่อง แล้วเว็บเหล่านี้ก็ใช้โปรแกรมของนาย Saeed นี้เพื่ออัปโหลดภาพขึ้นเว็บ
จากจดหมายที่นาย Saeed เขียนขึ้นอ้างว่าขณะถูกควบคุมตัวเขาถูกทรมานและข่มขู่ให้รับสารภาพ
หลังจากพิจารณาคดีใหม่แล้วศาลฎีกาของอิหร่านยืนยันคำตัดสินเดิม คือให้ประหารชีวิต
ที่มา - The Guardian, Mashable
กลุ่มแฮ็กเกอร์ Anonymous ที่เคยเป็นข่าวกรณีออกมาสู้เพื่อ WikiLeaks และประกาศสงครามกับโซนี่ ประกาศความสำเร็จในการเจาะเว็บของกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน
แรงจูงใจของ Anonymous คือครบรอบ 2 ปีเหตุการณ์ประท้วงใหญ่ในอิหร่านเมื่อปี 2009 โดยปฏิบัติการครั้งนี้ใช้ชื่อว่า #OpIran (Operation Iran) ผลคือ Anonymous ได้อีเมลกว่า 10,000 ชื่อซึ่งส่วนมากมาจากผู้สมัครขอวีซ่าเข้าประเทศอิหร่าน และไฟล์สแกนของพาสปอร์ตเจ้าของอีเมลเหล่านี้ (ไฟล์สแกนไม่ชัดนัก คุณภาพสูงสุดไฟล์ละ 40k) ข้อมูลเหล่านี้ทั้งหมดถูกโพสต์ลง BitTorrent เรียบร้อย
ที่มา - The Next Web, Ars Technica
ปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตและเครื่องมือออนไลน์ต่างๆ ในการต่อสู้กับรัฐบาลกลายเป็นประเด็นใหญ่ในช่วงต้นปีนี้ หลังจากประชาชนในตูนิเซีย อียิปต์ ลิเบีย และประเทศตะวันออกกลาง-แอฟริกาเหนืออื่นๆ ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อในการประท้วงต่อต้านรัฐบาล
ประเทศอิหร่านซึ่งเคยเผชิญสถานการณ์นี้มาก่อนในปี 2009 (แต่ปราบได้) จึงตัดสินใจใช้มาตรการขั้นสุดท้ายในการควบคุมอินเทอร์เน็ต นั่นคือ สร้าง "เน็ตภายในประเทศ" ขึ้นมาใช้แทนอินเทอร์เน็ตมันเสียเลย
มีรายงานว่าเวิร์มชื่อ Stuxnet โจมตีระบบคอมพิวเตอร์ในอินเดีย อินโดนีเซีย ปากีสถาน และที่โดนเยอะสุดคืออิหร่าน (30,000 ไอพี) เวิร์มตัวนี้ออกแบบมาโจมตีเครื่องวินโดวส์ที่รันระบบ SCADA (supervisory control and data acquisition) ซึ่งใช้ควบคุมการทำงานในโรงงาน และสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า ประปา โดยออกแบบมาโจมตีระบบของบริษัท Siemens โดยเฉพาะ
นักวิจัยด้านความปลอดภัยระบุว่าพบเวิร์มตัวนี้ในระบบของโรงไฟฟ้า โรงประปา โรงงานเคมี แต่ยังไม่พบว่ามันก่อปัญหาร้ายแรงผิดปกติอะไรบ้าง ปัญหาคือมันไปติดพีซีในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของอิหร่านด้วย เลยเกิดคำถามขึ้นมาทันทีว่าเวิร์มตัวนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยเหตุผลด้านการต่างประเทศหรือไม่ (คนที่โดนสงสัยทันทีคืออิสราเอล)
ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ของสหรัฐบอกว่า ยังไม่สามารถหาต้นตอของเวิร์มตัวนี้ได้ คาดว่าเริ่มแพร่ตั้งแต่เดือนมกราคมปีนี้ ส่วนไมโครซอฟท์ได้ออกแพตช์แก้ Stuxnet แล้ว
ที่มา - Computerworld, AFP, PC Mag
หน่วยงานด้านโทรคมนาคมของประเทศอิหร่าน ประกาศปิดไม่ให้คนในประเทศใช้ Gmail โดยจะเปิดบริการอีเมลแห่งชาติอิหร่านขึ้นมาให้ใช้ในเร็วๆ นี้
รายละเอียดของเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนนัก โฆษกของกูเกิลบอกแค่ว่ามีผู้ใช้รายงานเข้ามาจำนวนหนึ่งว่าใช้ Gmail ไม่ได้ และปริมาณทราฟฟิกที่มาจากอิหร่านก็ลดลงอย่างรวดเร็ว
ช่วงนี้สถานการณ์การเมืองของอิหร่านกำลังตึงเครียด เพราะผู้ประท้วงรัฐบาลอิหร่านได้นัดออกมาชุมนุมครั้งใหญ่ในวันนี้ (11 ก.พ.) ซึ่งเป็นวันครบรอบการปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน มีรายงานว่า SMS ใช้งานไม่ได้เป็นบางครั้ง แต่เครือข่ายโทรศัพท์มือถือยังใช้งานได้อยู่
ที่มา - FOXNews
Eric Schmidt ซีอีโอของกูเกิลให้สัมภาษณ์ว่าเขาหวังว่าคลิปจากฝ่ายประท้วงรัฐบาลอิหร่านที่เผยแพร่ใน YouTube จะช่วยแพร่ข่าวสารที่ถูกฝ่ายรัฐบาลสกัดกั้นไว้ได้ ที่ผ่านมาได้มีคลิปที่อัพโหลดจากมือถือขณะที่ Ndea Soltani วัยรุ่นหญิงชาวอิหร่านคนหนึ่งถูกยิงเสียชีวิต คลิปนี้อัพโหลดขึ้น YouTube และแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนอินเทอร์เน็ต
Schmidt เสริมว่า "รัฐบาลทั่วโลกแม้แต่ประเทศประชาธิปไตยก็ตาม กำลังพบปัญหาในการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารบนอินเทอร์เน็ต ในประเทศเผด็จการและเป็นสังคมปิดยิ่งพยายามปิดกั้นการสื่อสารกับภายนอกประเทศ แต่แนวทางนี้จะไม่มีวันสำเร็จ"
Schmidt ขยายบทสัมภาษณ์ของเขาเพิ่มเติมว่า ประชาชนไม่สามารถถูกกดขี่เอาไว้ได้ ประเทศไม่สามารถปิดกั้นประชาชนอยู่ในความมืดได้
ที่มา - Guardian
ภาคต่อจาก รัฐบาลอิหร่าน vs Twitter ภาคสอง
มีรายงานว่าทางการอิหร่านสามารถบล็อคสื่อออนไลน์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Facebook, MySpace, Twitter ได้หมดแล้วในตอนเช้าวันพุธ (เมื่อวานนี้) และตัวละครสำคัญอีกฝ่ายก็ออกมามีบทบาทแล้ว
อิหร่านปกครองด้วยระบอบผู้นำทางศาสนาคือ Ayatollah Ali Khamenei เป็นผู้นำสูงสุดของประเทศ ซึ่งระบอบนี้ใช้มาตั้งแต่ Ruhollah Khomeini ปฏิวัติอิสลามสำเร็จในปี 1979 ส่วนประธานาธิบดีเป็นผู้บริหารประเทศตามวาระจากการเลือกตั้ง ผู้นำสูงสุดของอิหร่านมีกองทหารส่วนตัวที่เรียกว่า Revolutionary Guard ซึ่งแยกจากระบบกองทัพปกติ และเป็นกองกำลังที่เข้มแข็งมากที่สุดในอิหร่าน รวมทหารชั้นหัวกะทิไว้ในนี้
Revolutionary Guard ออกแถลงการณ์ครั้งแรกหลังความรุนแรงในอิหร่านปะทุขึ้น มีใจความว่า
ขอเตือนให้ผู้ที่ก่อการประท้วงและปล่อยข่าวลือทราบว่า เราจะใช้มาตรการทางกฎหมายจัดการกับคุณ ดังนั้นขอให้คุณลบเนื้อหาที่ก่อให้เกิดความตึงเครียดออกทันที
นอกจากนี้มีรายงานว่าทหารอิหร่านได้จู่โจมหอพักนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเตหะรานเมื่อวันจันทร์ มีนักศึกษาเสียชีวิต 5 ราย ทำให้อาจารย์ 150 คนของมหาวิทยาลัยประกาศลาออกแล้ว
เพิ่มเติม: คำอธิบายเรื่องโครงสร้างทางการเมืองอิหร่านโดยสังเขป (พร้อมภาพประกอบ)
จากข่าว เมื่อสื่อออนไลน์มีบทบาทในเหตุการณ์ประท้วงที่อิหร่าน เรื่องราวยังดำเนินต่อไป การใช้ Twitter รายงานความเคลื่อนไหวในอิหร่านนั้นขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดความกลัวว่ารัฐบาลอิหร่านจะค้นหาข้อมูลและจับกุมผู้ที่ใช้ Twitter รายงานการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล และอย่างที่หลายๆ คนเดาได้ว่า Twitter รวมถึง social network ถูกบล็อคในอิหร่านแล้ว
เมื่อการสื่อสารหยุดชะงัก ประชาชนอิหร่านยิ่งออกมาในท้องถนน ฝั่งประชาคม Twitter โลกก็ได้เชิญชวนให้ผู้ใช้ Twitter เปลี่ยนเขตเวลาเป็น GMT +03:30 Tehran โดยหวังว่ามันจะช่วยให้ซอฟต์แวร์เซ็นเซอร์ Twitter ของอิหร่านทำงานไม่ทัน (ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าแนวคิดนี้ทำงานได้จริง)
บริษัท Twitter เองก็มีส่วนช่วยในเรื่องนี้ ตอนแรก Twitter วางแผนจะอัพเกรดระบบโดยหยุดให้บริการ Twitter ชั่วคราว แต่ว่า CNN ได้ลงข่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศ (State Department) ของสหรัฐขอให้ Twitter เลื่อนเวลาการอัพเกรดออกไปอยู่ในช่วงกลางดึกของอิหร่าน เพื่อให้ชาวอิหร่านยังมีเครื่องมือติดต่อสื่อสารในช่วงเวลากลางวันที่สำคัญกว่า ทาง Twitter กล่าวว่าการหยุดให้บริการนั้นจำเป็นเพื่ออัพเกรดอุปกรณ์เครือข่าย ซึ่งจะช่วยให้ระบบรวมรองรับผู้ใช้ได้มากขึ้น
ข่าวใหญ่รอบโลกวันนี้คือเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศอิหร่าน หลังจากประธานาธิบดี Ahmadinejad ประกาศชัยชนะการเลือกตั้งวาระที่สองของเขาไปแบบน่ากังขา ทำให้กลุ่มผู้สนับสนุนฝ่ายตรงข้าม Mousavi ออกมาเดินขบวนประท้วงในเมือง และปะทะกันไปหลายยก
สื่อออนไลน์ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในเหตุการณ์ครั้งนี้ สำหรับ Twitter ลองดูหัวข้อ #iranelection #iranian #Ahmadinejad #Mousavi และหน้ารวมที่ Twazzup ส่วน Twitpic ลองดูรูป 1/2/3/4 นอกจากนี้ยังมี Flickr, YouTube และรายการลิงก์เว็บเหล่านี้อย่างละเอียดดูได้จาก reddit
ในทางกลับกัน สำนักข่าวรายใหญ่อย่าง CNN กลับรายงานเรื่องอิหร่านน้อยมาก (โดยเฉพาะบนเว็บ) เลยเกิดคำถามและข้อสงสัยว่าประสิทธิภาพของสื่อแบบเก่าอย่าง CNN ที่เคยทรงพลังมากสมัยสงครามอ่าวเปอร์เซียรอบแรก (1991) ยังมีอยู่เช่นเดิมหรือเปล่า?
ที่มา - ReadWriteWeb
ทางการอิหร่านบล็อคเว็บไซต์ Facebook หลังพบการลงความคิดเห็น และมุมมองของผู้สมัครประธานาธิบดีอิหร่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวเก็งของการเลือกตั้งในเดือนหน้า
ข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ระบุว่ารัฐบาลอิหร่านบล็อกเว็บไซต์ Facebook ท่ามกลางการรณรงค์เลือกตั้งประธานาธิบดีอิหร่าน ซึ่งจะมีขึ้น ในวันที่ 12 มิ.ย. ซึ่งผู้ใช้งานที่พยายามเข้าใช้งานจะพบความข้อความ ไม่สามารถเข้าเว็บไซต์นี้ได้
ในข่าวยังระบุอีกว่า สาเหตุที่เกิดการบล็อกเว็บไซต์ Facebook ในครั้งนี้ เนื่องจากกลุ่มผู้สนับสนุนนายมีร์ ฮุสเซน มูซาวี หนึ่งในผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดี และเป็นคู่แข่งคนสำคัญของประธานาธิบดีมาห์มุด อาห์มาดิเนจาด ได้ใช้ Facebook เผยแพร่การแสดงความคิดเห็น โดยหน้า Facebook ของนายมูซาวีมีผู้เข้าชมและให้การสนับสนุนมากกว่า 5,000 คน
ทางด้านเว็บไซต์ Facebook ได้แสดงความผิดหวัง กับกรณีที่ถูกบล็อกในประเทศอิหร่าน
ที่มา - ไทยรัฐ











