และแล้ว Hi5 อดีตเครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดนิยมในอดีตอันไม่ไกลนัก ก็มีอันต้องขายกิจการให้เครือข่ายสังคมอีกรายหนึ่งคือ Tagged ด้วยมูลค่าไม่เปิดเผย
Hi5 เคยเป็นหนึ่งในสามเครือข่ายสังคมรายใหญ่ของโลก ควบคู่ไปกับ Myspace และ Facebook แต่การขยายตัวของ Facebook ในรอบปีหลังๆ ก็ทำให้ทั้ง Hi5 และ Myspace ถึงจุดตกต่ำ ในส่วนของ Hi5 เองก็พยายามปรับตัวสู้โดยดันเรื่องเกมมาเป็นจุดขาย แต่ก็ไม่สำเร็จจนต้องปลดพนักงานและปรับโครงสร้างองค์กร
ส่วน Tagged เป็นเครือข่ายสังคมเฉพาะด้าน คือเน้น "หาเพื่อนใหม่" เพียงอย่างเดียว ต่างไปจาก Facebook ที่เน้นเชื่อมสัมพันธ์กับเพื่อนที่รู้จักกันอยู่แล้ว ปัจจุบัน Tagged มีฐานผู้ใช้งานจริงๆ (active users) ประมาณ 10 ล้านคน แต่ธุรกิจสามารถทำกำไรได้ และการซื้อ Hi5 จะทำให้ฐานผู้ใช้เพิ่มเป็น 20 ล้านคน บวกกับผู้ใช้ที่เคยสมัครสมาชิกไว้อีก 200 ล้านคน
- 16 comments
- 4048 reads
- Read more
อดีตเว็บเครือข่ายสังคมยอดนิยมของคนไทย Hi5 ยืนยันวันนี้ว่าบริษัทได้ปลดพนักงานออกรวม 28 คนซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝ่ายดูแลระบบ โดย Alex St. John ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยีอธิบายเหตุผลว่ามาจากการที่เว็บย้ายโครงสร้างพื้นฐาน จากเดิมที่เป็นโอเพ่นซอร์สและจาวาไปเป็น Windows Server และ .NET framework แทน ซึ่งช่วยลดจำนวนเซิร์ฟเวอร์ได้ถึง 12:1 ทำให้สามารถลดจำนวนบุคลากรที่จำเป็นต้องมีในการดูแลระบบลงได้ เขายังกล่าวอีกว่า Hi5 มีแผนเปิดตัวเว็บในรุ่นถัดไปเพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มเว็บเครือข่ายสังคมขณะนี้
Hi5 เคยประสบปัญหาทางเศรษฐกิจจนต้องปลดพนักงานในปี 2009 และเมื่อปีที่แล้วหลังความนิยมลดลงไปมาก ก็ได้ประกาศปรับแผนให้เป็นเว็บที่เน้นเกมเป็นหลัก
คนแถวนี้ใครยังใช้ Hi5 อยู่บ้างไหมครับ?
ที่มา: TechCrunch
- 31 comments
- 3687 reads
จากตัวเลขเว็บที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเมืองไทยนั้น Facebook ก็แซง Hi5 ได้เป็นครั้งแรกในเดือนมีนาคม โดยยอดสมาชิกของ Hi5 จากทั่วโลกปัจจุบันมีอยู่ 47 ล้านคน ลดลงจากปีที่แล้วถึง 22% ซึ่งนอกจากเรื่องของการใช้งานที่ Hi5 ดูจะด้อยกว่าแล้ว (หลายคนมีไว้เม้นอย่างเดียว) อีกส่วนที่ต้องยอมรับคือโปรแกรมเสริมที่มีมาให้ใช้นั้น มีจำนวนและความน่าสนใจด้อยกว่า Facebook มากโดยเฉพาะเกมส์
- 35 comments
- 3783 reads
- Read more
MySpace ได้เปลี่ยนโครงสร้างผู้บริหารขนานใหญ่ โดย Chris DeWolfe ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ (คนที่เคยมีข่าวว่าไปเดทกับปารีส ฮิลตัน) ได้ก้าวลงจากตำแหน่ง ลงมาเป็นแค่ที่ปรึกษา และ Tom Anderson ผู้ก่อตั้ง/ประธานบริษัท (คนที่เป็นเพื่อนกับทุกคนใน MySpace) กำลังมองหาบทบาทใหม่ของตัวเองในบริษัทเช่นกัน
ซีอีโอคนใหม่ของ MySpace คือ Owen Van Natta ซึ่งเป็นการย้ายข้ามวิกมาจาก Facebook (เดิมเขาเป็น COO ของ Facebook แต่ตอนหลังออกไปเปิดบริษัทเอง) ผมมองว่าการสลับตำแหน่งครั้งนี้ เป็นผลมาจาก News Corporation บริษัทแม่ของ MySpace ที่มองว่าระยะหลัง MySpace นั้นเพลี่ยงพล้ำให้กับ Facebook จนต้อง "ล้างบางขั้วอำนาจเก่า" ของบริษัทออกไป เพื่อให้บริษัทได้ "คิดใหม่ทำใหม่"
อีกข่าวคือ Hi5 มีการเปลี่ยนตัวซีอีโอเช่นกัน Bill Gossman อดีตผู้ก่อตั้งบริษัทหน้าใหม่หลายแห่ง จะเข้ามากอบกู้วิกฤตทางการเงินของบริษัท โดยผู้ก่อตั้ง Ramu Yalamanchi จะถอยจากตำแหน่งซีอีโอลงไปเป็น Chief Product Officer แทน
ผมคิดว่าข่าวนี้เป็นสัญญาณที่ค่อนข้างชัด ว่าวงการ social network เริ่มถึงจุดอิ่มตัวในแง่จำนวนผู้ใช้ และเมื่อบริษัทโดนบีบให้มองถึงเรื่อง "การขยายตัวครั้งถัดไป" และการหารายได้อย่างจริงจัง กลุ่มผู้ก่อตั้งบริษัทเก่าที่เริ่มเจอปัญหาในการบริหาร ต้องเริ่มถอยออกจากตำแหน่งบริหารสูงสุด กลับไปดูงานด้านผลิตภัณฑ์ที่ตัวเองถนัดมากกว่า และหานักบริหาร (ที่น่าจะ) มืออาชีพจากภายนอกเข้ามาแทน Facebook เองก็ดึง Sheryl Sandberg จากกูเกิล เข้ามาเป็น COO เมื่อต้นปี หรือถ้าย้อนไปไกลหน่อย กูเกิลก็มีจังหวะที่จ้าง Eric Schmidt เข้ามาเช่นกัน
ที่มา - AllThingsD (MySpace), VentureBeat (Hi5)
- 6 comments
- 2938 reads
หลังจากที่มีนักศึกษาไทยได้อัพโหลดภาพล่อแหลมเพื่อขายบริการทางเพศผ่าน Hi5 มาแล้วทีนึง กลุ่มที่อ้างตนเองว่าเป็น "กลุ่มเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม" ได้เปิดเผยว่าตอนนี้มีการนำเสนอภาพและเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เกี่ยวกับการเสพกัญชามาโพสต์ไว้บนเว็บ
เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเรื่องจริง และคาดว่าเป็นเรื่องที่น่าตกใจ ห่วงว่าประชาชนคนไทยจะทำการลอกเลียนแบบ และยังถือว่าเป็น "การหมิ่นเหม่ต่อศีลธรรมอันดีงาม"
กระทรวงวัฒนธรรมจึงกำลังจะเตรียมนำข้อมูลเสนอไอซีทีให้สั่งปิด!
ที่มา - สำนักข่าว INN ผ่านทาง Mthai
- 125 comments
- 8228 reads
จากข่าวรายงานว่า เว็บเครือข่ายสังคม (Social networks) จะหาเงินอย่างไรให้รวดเร็ว? เนื่องจากการติดโฆษณาในเว็บก็ไม่ค่อยจะประสพผลสำเร็จมากนักในเว็บเครือข่ายเหล่านี้ ดังนั้นแหล่งทำเงินใหม่ของเว็บเหล่านี้คือขายของเสมือนจริงในเว็บแทน ซึ่งสามารถซื้อได้โดยการใช้เงินเสมือนในการซื้อเช่นกัน โดยที่เงินเสมือนเหล่านี้สามารถทำการแลกเปลี่ยนจากเงินจริงของเราๆ ได้เลย
ข่าวรายงานว่าในระดับโลกไฮไฟว์เองก็ได้สร้างกระแสวัฒนธรรมการซื้อของเสมือน โดยของเหล่านี้ราคาอยู่ที่ราวๆ 80 coins หรือประมาณ 1 ดอลลาร์สหรัฐ โดยทางไฮไฟว์เองก็ได้อ้างว่าตนเป็นผู้แรก (ในตลาดเว็บเครือข่าย) ที่มีค่าเงินเป็นของตัวเอง แต่ทางเฟซบุ๊คเองก็ได้ทำการขายสินค้าเสมือนบนเว็บมานานแล้วเหมือนกัน แม้ว่า CEO ของเว็บ Mark Zuckerberg จะไม่ค่อยอยากบอกนักว่าทำเงินได้จากการขายมากแค่ไหน ของเสมือนบนเว็บเฟซบุ๊คนั้นขายอยู่ที่ราวๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐเช่นกัน (แต่จะเท่ากับ 100 credit ต่างกับไฮไฟว์ที่อยู่ราวๆ 80 coin) โดยการทำงานสำหรับผู้ใช้ธรรมดาแล้วก็เหมือนๆกันคือจ่ายเงิน แล้วซื้อของเสมือนได้เลย
จากความรู้สึกส่วนตัวพบว่าคนไทยชักจะดังใหญ่แล้วในเว็บไฮไฟว์ ไม่เชื่อดูรูปในที่มาได้เลย
ที่มา Techcrunch
- 11 comments
- 2210 reads
เนคเทคได้สำรวจข้อมูลผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยเป็นประจำทุกปี รายงานของปี 2551 ซึ่งเก็บข้อมูลระหว่างเดือน ส.ค. และ ก.ย. เพิ่งออกมาเมื่อต้นเดือนนี้ มีผู้ตอบแบบสอบถาม 14,809 คน ผมคัดมาเฉพาะสถิติอันที่น่าสนใจ แบบเต็มๆ ดูกันเองตามลิงก์นะครับ
- สัดส่วนการใช้งานอินเทอร์เน็ตจากที่ทำงานเพิ่มมากขึ้น ใช้งานจากร้านเน็ตลดลงฮวบ และใช้งานจากที่บ้านลดลงเล็กน้อย (สรุปว่าแอบเล่นในเวลางานกันนั่นเอง)
- ADSL และใช้เน็ตผ่านมือถือเพิ่มขึ้น ส่วน dial-up ลดลงตามคาด
- กิจกรรมยอดนิยมออนไลน์ เรียงตามลำดับ: ค้นหาข้อมูล อีเมล อ่านข่าว
- ปัญหาที่คิดว่าสำคัญ เรียงตามลำดับ: ไวรัส แหล่งยั่วยุทางเพศ เน็ตช้า
- จำนวนคนตอบว่าไวรัสใกล้เคียงกับของปีก่อน แต่แหล่งยั่วยุทางเพศ ได้คะแนนเพิ่มขึ้นเกือบ 20% (42.6 มาเป็น 60.6)
- จำนวนคนเคยซื้อของออนไลน์ เพิ่มขึ้นจาก 28.9% มาเป็น 45.9% ในปีนี้
- ทำไมไม่ซื้อของออนไลน์ เรียงตามลำดับ: ไม่ไว้ใจผู้ขาย ไม่ได้ลองสินค้า ไม่มั่นใจระบบชำระเงิน ขั้นตอนยุ่งยาก ไม่อยากให้เลขบัตรเครดิต
- สินค้าที่นิยมซื้อออนไลน์ เรียงตามลำดับ: หนังสือ การสั่งจองต่างๆ ภาพยนตร์ (ส่งพัสดุ)
- อันดับสามของข้อที่แล้ว เปลี่ยนจากเพลงออนไลน์มาเป็นภาพยนตร์
- สาเหตุที่ไม่ใช้บรอดแบนด์ เรียงตามลำดับ: ราคาแพง ไม่จำเป็น ไม่รู้ข้อมูล
- 69.7% มีบล็อกหรือไดอารี
- วัตถุประสงค์การใช้บล็อก เรียงตามลำดับ: ค้นหาข้อมูล เขียนบันทึก แสดงตัวตน
- เว็บไซต์สังคมออนไลน์ยอดนิยม: Hi5 (47.5%) Wikipedia (14.4%) YouTube (12.6%) MySpace (3.8%)
- 66.8% มองว่าควรกำกับดูแลสังคมออนไลน์ เพื่อความปลอดภัยของเยาวชน (72.7%) และความสงบสุขของสังคม (17.7%)
ที่มา - NECTEC (PDF)
- 32 comments
- 4759 reads







