เฟซบุ๊กลงทุนกับ Asia Pacific Gateway บริษัททำเคเบิลใยแก้วใต้น้ำในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจำนวนเงิน 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรองรับการขยายตัวของบริษัทให้ครอบคลุมการใช้งานได้มากขึ้นในหลายทวีป
โดยเงินจำนวนดังกล่าวจะถูกนำไปสร้างเคเบิลใยแก้วเชื่อมต่อกับหลายประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เส้นหลักคือจากมาเลเซียต่อตรงไปญี่ปุ่น และเกาหลี รวมถึงเส้นย่อยอื่นๆ เพื่อแบ่งเบาภาระจากสิงคโปร์
การเคลื่อนไหวของเฟซบุ๊กครั้งนี้น่าจะเกี่ยวกับอัตราการเติบโตของผู้ใช้ในสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลง จึงต้องเน้นตลาดในทวีปอื่นให้มากขึ้นนั่นเอง
ที่มา - BBC
หลังจากปล่อยโฆษณาบนมือถือมาได้พักหนึ่งแล้ว ก็มีแหล่งข่าวแจ้งว่าเฟซบุ๊กเตรียมแผนเพิ่มวิธีโฆษณาแบบใหม่ที่จะเลือกแสดงผลโฆษณาโดยใช้ข้อมูลจากแอพที่ใช้ในเครื่อง
แน่นอนว่าวิธีการแสดงผลโฆษณาด้วยข้อมูลดังกล่าวหากเฟซบุ๊กเลือกใช้จริง จะต้องถูกตั้งคำถามในแง่ของความเป็นส่วนตัวอีกครั้งอย่างแน่นอน แม้ว่าก่อนหน้านี้วิธีการดังกล่าวจะถูกใช้โดยแอปเปิลแล้ว (ส่วนกูเกิลปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้ข้อมูลดังกล่าว)
แหล่งข่าวยังบอกอีกว่าระบบดังกล่าวจะเปิดตัวในวันที่ 16 กรกฎาคมนี้ ส่วนอีกคนก็บอกว่าจะพูดถึงในงานแถลงประกาศผลประกอบการวันที่ 26 กรกฎาคม และเปิดตัวตามมาในวันที่ 30 กรกฎาคม
ที่มา - The Wall Street Journal
ก่อนหน้านี้ Facebook กับ Yahoo! มีคดีฟ้องร้องกันในชั้นศาลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิบัตรเกี่ยวกับเครือข่ายสังคมออนไลน์และเทคโนโลยีโฆษณา ล่าสุดดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายจะเข้าใจกันดีแล้ว และได้เซ็นสัญญาให้สิทธิแลกใช้สิทธิบัตรกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นอกจากเรื่องสิทธิบัตร ทั้งสองฝ่ายยังได้ตกลงที่จะขายโฆษณาร่วมกันอีกด้วย นี่อาจจะแสดงให้เราเห็นว่าการฟ้องร้องกันในบางครั้งสุดท้ายก็ทำให้เกิด "ความเข้าใจ" กันก็เป็นได้
ที่มา - Engadget
วันนี้ Facebook ได้เพิ่มคุณสมบัติสำหรับ Timeline ใหม่ทำให้คู่รักร่วมเพศสามารถที่จะแสดงสถานภาพสมรสของตนเองได้อย่างเต็มตัวด้วยการเพิ่มไอคอนใหม่ที่ตรงไปตรงมามากกว่าเดิม โดยไอคอนใหม่นี้จะเป็นรูปผู้ชายสองคนอยู่ข้างกัน แทนที่จะเป็นคู่สมรสชายหญิงตามปกติ
โดยครั้งแรกที่คุณสมบัตินี้ถูกเผยแพร่แก่สาธารณชนก็เมื่อหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Facebook นาย Chris Hughes ได้แต่งงานกับคู่สมรสของเขา นาย Sean Eldridge โดยในอัพเดตบน Timeline ของเขามีการใช้ไอคอนนี้เป็นครั้งแรก และ Mark Zuckerberg ซีอีโอของ Facebook เองก็ได้มากด Like อัพเดตนี้ด้วย (กดอ่านต่อเข้ามาดูภาพ)
ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่ใช้งานแอพ Facebook บนมือถือบ่อยๆ หลังจากที่มีข่าวว่า Facebook เตรียมปรับปรุงแอพบนแพลตฟอร์ม iOS ใหม่เพื่อให้แอพทำงานได้รวดเร็วขึ้น
สำหรับใครที่ตามคอนเฟอเรนซ์ f8 เมื่อปลายปี 2011 จะรู้ว่า Facebook เลือกใช้ HTML5 ทำแอพบนมือถือ เพื่อให้สามารถใช้โค้ดเดียวกันกับหลายๆ แพลตฟอร์มได้ แต่จากข่าวที่ออกมาว่า Facebook มีแผนจะปรับปรุงแอพใหม่ แม้ว่าทาง Facebook จะไม่ตอบอะไร แต่วิศวกรสองคนที่ทำงานส่วนนี้บอกกับ Bits Blog ว่าแอพตัวใหม่จะเปลี่ยนไปเขียนด้วย Objective-C แทนการใช้ HTML5 ซึ่งการันตีประสิทธิภาพว่าดีกว่าเดิมอย่างแน่นอน
ส่วนคนที่หวังว่าจะมีการปรับอินเทอร์เฟซคงต้องรอกันต่อไป เพราะว่าการปรับปรุงครั้งนี้เน้นไปที่ประสิทธิภาพอย่างเดียว
ที่มา - Bits Blog
Friendthem เตรียมฟ้อง Facebook หลังจากที่เพิ่งปล่อยฟีเจอร์ Find Friends Nearby ได้ไม่นาน โดยอ้างว่าขโมยแนวคิดของตนเอง
Friendthem เป็นแอพสำหรับการขอเป็นเพื่อนบน Facebook โดยใช้ Location Service เข้ามาช่วยในการหาบุคคลที่อยู่ใกล้ตัวเรา แก้ปัญหาความสับสนจากการที่ผู้ใช้งานมีชื่อซ้ำกันหลายคน มีทั้งบน iOS และ Android
Charles Sankowich ซีอีโอของ Friendthem อ้างว่าในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น ตนเองได้บอกไอเดียนี้กับผู้บริหารระดับสูงของ Facebook และได้รับคำตอบว่า "I really like this idea." แต่ทาง Facebook เองก็ปฏิเสธว่าไอเดียนี้ได้มาจากงาน Hackathon ภายในบริษัทเอง ซึ่งในตอนแรกใช้ชื่อว่า Friendshake
ทนายความของ Friendthem กล่าวว่า เมื่อได้รับการยืนยันข้อมูลที่มีอยู่ก็จะทำการฟ้องร้องทันที
ที่มา - Mashable
ถ้ายังจำกันได้ Facebook นั้นเคยเปิดตัวระบบ Messages โฉมใหม่ ที่ไม่ใช่แค่อีเมล แต่สำหรับผู้ที่อยากมีอีเมล @facebook.com ก็สามารถไปสมัครกันได้ แน่นอนว่าส่วนมากมักจะสมัครกัน ... แต่ไม่ค่อยมีใครเอาไปใช้จริงๆ (ใครใช้จริงแสดงตัวหน่อย)
ล่าสุด Facebook พยายามดันให้คนใช้อีเมลของตัวเองมากขึ้น ด้วยการปรับให้อีเมลที่แสดงผลในหน้ารายละเอียดโปรไฟล์ของทุกบัญชี เปลี่ยนไปเป็นอีเมล @facebook.com ทั้งหมด พร้อมเพิ่มฟีเจอร์ให้เลือกแสดงผลอีเมลบนหน้าโปรไฟล์ได้
สำหรับใครที่อยากเปลี่ยนกลับ สามารถเข้าไปแก้ได้ที่ About และเลือกแก้ไข้ในกรอบ Contact Info ข้อมูลอีเมลของเดินยังอยู่ครบถ้วนครับ
ที่มา - Gizmodo
Facebook ออก Facebook Messenger 1.8 ทั้งเวอร์ชันบน Android และ iOS
ของใหม่ได้แก่
- สลับการสนทนาภายในแอพได้ง่ายขึ้น เพราะมี notification ภายในแอพเอง
- ดึงเพื่อนของเพื่อน (friends of friends) เข้ามาร่วมสนทนาได้แล้ว
- ดูได้ว่าใครออนไลน์อยู่บ้างตอนเริ่มการสนทนา
- แชร์ภาพขนาดใหญ่ขึ้น ดูภาพแบบเต็มหน้าจอและซูมภาพได้
- ปรับปรุงประสิทธิภาพของแอพ โหลดและส่งข้อความได้เร็วขึ้น
- ปรับปรุงเสถียรภาพของ push notificaiton
ที่มา - The Verge
The Telegraph รายงานว่า จากการที่เฟซบุ๊กยอมจ่ายเงินราว 10 ล้านดอลลาร์เพื่อให้ผู้ฟ้องร้องยอมความคดีที่บริษัทถูกฟ้องว่านำภาพของผู้ใช้ไปให้แบรนด์สินค้าหรือบริการใช้โฆษณาแบบเรื่องเล่าที่เรียกว่า Sponsored Stories บริษัทเตรียมเปิดให้ผู้ใช้สามารถเลือกที่จะไม่ให้ชื่อและรูปภาพของผู้ใช้ถูกนำไปใช้ในการโฆษณาได้
Sponsored Stories ใช้ประโยชน์จากข้อตกลงผู้ใช้งานฉบับปัจจุบันของเฟซบุ๊กที่ระบุว่า เมื่อผู้ใช้คลิกปุ่ม Like บนแบรนด์หรือเซอร์วิส เจ้าของแบรนด์นั้นสามารถนำชื่อและรูปภาพของของผู้ที่เข้ามากด Like ไปใช้เพื่อการโฆษณากับเพื่อนของคนดังกล่าวได้ ถ้านึกภาพโฆษณาไม่ออกลองดูได้จากข่าวเก่า
ระหว่างการสู้คดีนั้น Mark Zuckerberg ได้กล่าวว่าการอ้างอิงเพื่อนของผู้ใช้เป็นแหล่งข้อมูลอย่างดีสำหรับการทำโฆษณาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (social advertising) ซึ่งก็น่าจะเป็นเช่นนั้น เนื่องจากมีการประเมินว่านโยบายใหม่นี้จะทำให้เฟซบุ๊กเสียรายได้ในด้านโฆษณาไปกว่า 103 ล้านดอลลาร์
คดีนี้เป็นหนึ่งในสามคดีที่เว็บสังคมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกกำลังเผชิญอยู่ โดยอีกสองคดี คือ หนึ่ง คดีที่บริษัทถูกฟ้องว่าได้ติดตาม (track) ผู้ใช้ถึงแม้ผู้ใช้ล็อกเอาท์จากบริการเฟซบุ๊กไปแล้วก็ตาม และ สอง คดีที่บริษัทถูกฟ้องว่าเปิดเผยข้อมูลทางการเงินเฉพาะนักลงทุนบางกลุ่มในช่วงการทำ IPO
ที่มา: The Telegraph ผ่าน Electronista
Facebook แอบอัพเดตฟีเจอร์เงียบๆ ด้วยการปรับให้ผู้ใช้ทุกคนสามารถแก้ไขความเห็นได้แล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้จะสามารถแก้ไขได้แค่สามสิบวินาทีแรกหลังจากโพสต์เท่านั้น
ใครที่ได้ฟีเจอร์ใหม่แล้ว ตรงท้ายของความเห็นจะเปลี่ยนจากปุ่มกากบาท เป็นปุ่มดินสอ แล้วเปลี่ยนข้อความเป็น Edit or Delete ที่พอคลิกแล้วจะมีเมนูแบบ dropdown ลงมาให้เลือกอีกที
จริงๆ มันน่าจะมีตั้งนานแล้วนะ ...
ที่มา - The Next Web
ที่ผ่านมา ผู้ใช้ Facebook ที่เขียนคอมเมนต์ผิด (ไม่ว่าจะเป็นสะกดผิด ลิงก์ผิด พิมพ์ตก ฯลฯ) ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากลบคอมเมนต์แล้วพิมพ์ใหม่เท่านั้น แต่ล่าสุดตัวแทนของ Facebook ให้ข้อมูลกับเว็บไซต์ The Next Web ว่ากำลังทยอยปล่อยอัพเดตที่ผู้ใช้สามารถแก้คอมเมนต์ตัวเองได้แล้ว
และเช่นเคย อัพเดตของ Facebook จะค่อยๆ ปล่อยให้ผู้ใช้ทีละกลุ่ม โดยผู้ใช้ทุกคนจะใช้งานได้ในอีก 2-3 วันข้างหน้า ใครใช้ได้แล้วก็ช่วยแจ้งด้วยนะครับ
ที่มา - The Next Web
Facebook ออกมาเผยสถิติภาพรวมของการ "เช็คอิน" ตามสถานที่ต่างๆ โดยเป็นข้อมูลเฉพาะเมืองใหญ่ 25 แห่งทั่วโลก (ไม่มีไทยนะครับ ใกล้สุดคือสิงคโปร์)
จากสถานที่ที่คนเช็คอินมากที่สุดใน 25 เมือง
- 7 เมือง คนนิยมเช็คอินสนามกีฬา
- 6 เมือง เป็นจัตุรัสกลางเมืองหรือสวนสาธารณะ
- 2 เมือง เป็นสวนสนุก
- 2 เมือง เป็นที่แสดงคอนเสิร์ต
- 2 เมือง เป็นห้างสรรพสินค้า
ห้างสรรพสินค้าและแหล่งช็อปปิ้งต่างๆ ติดอันดับท็อป 10 ใน 19 เมือง ส่วนเมืองที่อากาศอบอุ่น คนนิยมเช็คอินในสถานที่กลางแจ้งมากกว่า ในขณะที่เมืองหนาวคนมักเช็คอินในร่ม เช่น ที่มอสโก 6 ใน 10 อันดับแรกเป็นบาร์และคลับต่างๆ
Facebook เริ่มขยายขอบเขตของปุ่ม like มายังแอพมือถือแล้ว การใช้งานจะเหมือนกับปุ่ม like บนเว็บ เพียงแต่ย้ายมาอยู่บนแอพแทน
อธิบายง่ายๆ ด้วยแอพอย่าง Instagram ครับ สมมติว่ามีคนกด like รูปของเราใน Instagram บนมือถือ และคนนี้เป็นเพื่อนกับเราใน Facebook ด้วย เราจะเห็นเพื่อนคนนี้กด like ภาพเดียวกันใน Facebook ด้วยเช่นกัน (แอพต้องได้รับอนุญาตจากผู้ใช้ก่อนด้วยนะครับ)
แอพอย่าง Instagram ไม่จำเป็นต้องทำปุ่ม like แบบของ Facebook แต่ใช้ปุ่ม like ของตัวเอง (ที่เป็นรูปหัวใจ) ได้เลย เพียงแต่ระบบหลังบ้านต้องไปเชื่อมกับแพลตฟอร์มของ Facebook เท่านั้น
ใครเป็นนักพัฒนาแอพและอยากเชื่อมกับความสามารถนี้ของ Facebook ก็เข้าไปดูที่ Built-in Like
ที่มา - Facebook Developers
หลังจาก Facebook เริ่มแสดงผลโฆษณาบนมือถือไปเมื่อเดือนมีนาคม แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลว่าโฆษณาแบบไหนที่ผู้ใช้งานสนใจมากกว่ากัน
คำถามนี้อาจมีคำตอบแล้ว หลังจากที่บริษัทโฆษณาบน Facebook ชื่อว่า TBG Digital ได้รวบรวมสถิติจากโฆษณาที่ลงบน Facebook ทั้งบนเดสก์ท็อป และมือถือ ซึ่งวัดจำนวน impressions รวมได้ 278,389,453 ครั้ง จำนวนคลิกโฆษณาจากมือถืออยู่ที่ 1.14% มากกว่าบนเดสก์ท็อปที่มีสัดส่วนเพียง 0.59% เท่านั้น
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ แม้แต่อัตราค่าใช้จ่ายต่อคลิกของโฆษณาบนมือถือก็สูงกว่าเดสก์ท็อปอีกด้วย โดยอยู่ที่ 0.86 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ 0.63 ดอลลาร์สหรัฐฯ
จากอัตราการคลิกที่เผยออกมานี้ ทำให้ Facebook กลับมาใกล้เคียงกับโซเชียลเน็ตเวิร์คเจ้าอื่นๆ จากข้อมูลเดิมที่ราว 0.8%-1.7% และยิ่งทำให้ข่าวลือว่า Facebook กำลังทำโฆษณาที่แสดงผลจากตำแหน่งของผู้ใช้เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นด้วย
ที่มา - TechCrunch
จากที่มีข่าวลือตั้งแต่เดือนที่แล้ว ทาง Facebook ก็ประกาศการเข้าซื้อกิจการ Face.com โดยไม่เปิดเผยมูลค่า
AllThingsD อ้างแหล่งข่าววงในว่ามูลค่าของการซื้อกิจการครั้งนี้อยู่ระหว่าง 55-60 ล้านดอลลาร์ โดยผสมกันระหว่างเงินสดกับหุ้นของ Facebook ด้วย
Face.com เป็นบริษัทจากอิสราเอล ก่อตั้งในปี 2007 โดยมีซอฟต์แวร์จดจำใบหน้าทั้งบนเดสก์ท็อปและมือถือ คาดว่า Facebook จะนำเทคโนโลยีของ Face.com มาใช้กับซอฟต์แวร์เวอร์ชันมือถือที่ยังไม่เก่งเรื่องนี้สักเท่าไร ส่วนทาง Face.com ก็ประกาศว่าจะยังให้บริการ API จดจำใบหน้ากับนักพัฒนาภายนอกต่อไป
ที่มา - Face.com, AllThingsD
Bret Taylor ผู้บริหารคนสำคัญของ Facebook (ตำแหน่งเป็น CTO หรือ Chief Technical Officer) ประกาศลาออกจากบริษัทแล้ว โดยเขาให้เหตุผลว่าต้องการเปิดบริษัทใหม่ที่ยังไม่บอกว่าจะทำอะไร เขายังบอกว่าเป็นความฝันของเขามานานที่จะเปิดบริษัทอีกแห่ง และช่วงเวลานี้ที่ Facebook เข้าตลาดหุ้นเรียบร้อย ก็ถือเป็นเวลาเหมาะสมแล้ว
Bret Taylor ไม่ได้ร่วมทำงาน Facebook มาตั้งแต่แรก แต่เขาเป็นผู้ก่อตั้ง Friendfeed บริการรวมข้อมูลจากเครือข่ายสังคมต่างๆ ที่ถูก Facebook ซื้อกิจการเมื่อปี 2009 เพื่อดึงตัวทีมงานและไอเดียหลายอย่างเข้ามาใช้กับ Facebook (ถึงจะไม่เคยบอกออกมาตรงๆ แต่ Timeline ก็ได้ไอเดียมาจาก Friendfeed พอสมควร)
น่าจับตาดูว่า Bret Taylor จะไปทำอะไรต่อครับ
ที่มา - Bret Taylor, AllThingsD
เว็บไซต์ TechCrunch ได้รับคำยืนยันจาก Facebook ว่าบริษัทเริ่มแสดงข้อความเตือนให้ผู้ใช้ทุกคนรับทราบถึงมาตรการด้านความปลอดภัยเบื้องต้นแล้ว โดยจะสอนการแยกแยะเว็บหลอก สอนให้ตั้งรหัสผ่านยากๆ และให้กรอกเบอร์โทรศัพท์เผื่อต้องรีเซ็ตรหัสผ่านในอนาคต
ข้อความนี้เริ่มแสดงให้ผู้ใช้บางกลุ่มแล้ว และ Facebook บอกว่าจะแสดงให้ผู้ใช้ทั้งหมดเห็นในอีก 2-3 วันข้างหน้านี้
การป้อนเบอร์โทรศัพท์เพื่อใช้แจ้งรหัสผ่านใหม่ น่าจะช่วยแก้ปัญหาการแฮ็กบัญชีได้มากขึ้น หลังจากมีข่าวเว็บดังๆ อย่าง LinkedIn และ Last.fm โดนเจาะกันอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
หลังจากมีข่าวนี้ออกมา ก็มีหลายคนกังวลเช่นกันว่าการบอกเบอร์โทรกับ Facebook จะเป็นเรื่องดีหรือไม่ เพราะในอดีต Facebook เองเคยมีปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้อยู่บ่อยครั้ง
ที่มา - TechCrunch
หลังจาก Facebook ได้ออกแอพฯ Facebook Camera ล่าสุด Facebook อัพเดตแอพฯ ตัวนี้ใหม่เป็นเวอร์ชั่น 1.0.2 พร้อมเปลี่ยนชื่อแอพฯ บน home screen เป็น Camera• (ดูไม่ผิดหรอกครับ มีจุดจริง ๆ ซึ่งทางเว็บไซต์ The Next Web ได้ตั้งขอสังเกตว่า Apple ได้ร้องขอเพราะชื่อแอพฯ ของ Facebook กับ Camera ใน iOS ที่แสดงบน home screen คล้ายเหมือนกัน อาจจะทำให้ผู้ใช้สับสนได้)
นอกจากนี้ Facebook Camera เวอร์ชั่นใหม่นี้ยังมีความสามารถที่ปรับปรุงและเพิ่มเติมมาเช่น เพิ่ม Help Center ในแอพฯ, ปรับปรุงการอัพโหลดรูปภาพใหม่ให้ดีขึ้น และอื่น ๆ ทั้งนี้ Facebook ได้แนะนำว่าถ้าต้องการใช้งานแอพฯ นี้ให้ดีขึ้นควรจะปิด GPS ด้วย
สามารถอัพเดตได้แล้ววันนี้ที่ App Store (ในไทยยังไม่มี)
ที่มา : The Next Web
ทางเว็บไซต์ WPCentral ได้รับรายงานเป็นจำนวนมากว่าแอพ Facebook และ People Hub บน Windows Phone ได้หยุดทำงาน โดยความผิดพลาดที่พบคือไม่สามารถเปิดแอพ Facebook ได้,แอพไม่ยอมรับพาสเวิร์ดและ Status ไม่ยอมอัพเดท ทาง WPCentral ยังได้กล่าวอีกว่าพวกเค้าได้หาทางแก้ไขทุกวิธี (ลองแม้กระทั่ง hard reset) แต่ก็ยังไม่สามารถกลับมาใช้งานได้ จึงเป็นไปได้ว่าปัญหาอาจจะเกิดจาก API จากทาง Facebook เอง
ผมเองพอได้อ่านข่าวก็พบว่า Facebook และ People Hub บนเครื่องที่ใช้อยู่ใช้งานไม่ได้เช่นกัน
ที่มา - WPCentral
Facebook ประกาศออกปลั๊กอิน Facebook for WordPress อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก
ปลั๊กอินตัวนี้จะช่วยให้ผู้สร้างเนื้อหาผ่าน WordPress แชร์ข้อมูลไปยัง Facebook ได้ง่ายขึ้นมาก เช่น เราสามารถแท็กเพื่อนๆ หรือสั่งโพสต์ลิงก์ในหน้าวอลล์ของตัวเองได้จากตอนเขียนเนื้อหาใน WordPress ได้เลย นอกจากนี้ ปลั๊กอินยังให้ WordPress widget มาอีกหลายอัน สำหรับแสดงข้อมูลต่างๆ อย่างการกด like/subscribe/send หรือ recommendation บทความอื่นๆ ของเว็บนั้น (ส่วนใหญ่มีอยู่แล้วในปลั๊กอินอื่นๆ เพียงแต่อันนี้เป็นเวอร์ชัน Facebook ทำเองครับ)
WordPress.com รุ่น VIP สามารถใช้งานปลั๊กอินตัวนี้ได้แล้ว แต่ยังไม่มีข้อมูลว่า WordPress.com รุ่นปกติจะได้ใช้กับเขาด้วยหรือไม่ (คาดว่าไม่) ส่วนผู้ที่โฮสต์ WordPress เองคงติดตั้งกันได้เองอยู่แล้วนะครับ
ที่มา - Facebook Developers, WordPress.com VIP










