ข่าวนี้มันจะชวนงงอยู่บ้างเพราะชื่อมันคล้ายๆ กันไปหมด ผมจะพยายามเขียนให้เข้าใจง่ายที่สุดนะครับ
เรื่องคือบริการด้าน cloud storage ของไมโครซอฟท์นั้นมีหลายตัวมากจนงง เช่น Windows Live Sync, Windows Live Mesh, SkyDrive ฯลฯ (อ่านที่ Ars Technica วิจารณ์) ไมโครซอฟท์เองก็คงรู้ปัญหานี้ เลยรวม Live Sync กับ Live Mesh เข้าด้วยกัน แล้วเรียกมันว่า Live Sync จากนั้นรวมมันเข้าในชุด Windows Live Essentials 2011 (หรือที่เราเรียกกันเองว่า Wave 4)
รอบล่าสุดนี้ ไมโครซอฟท์เปลี่ยนชื่อ Live Sync (เวอร์ชันรวมร่างแล้ว) เป็น Live Mesh โดยให้เหตุผลว่า "มันเป็นมากกว่า sync"
Amazon เป็นตัวอย่างที่ดีของบริษัทที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจเดิม (หนังสือและสินค้าปลีกออนไลน์) จากนั้นขยายกิจการมายังธุรกิจเกิดใหม่สองอย่าง (ซึ่งทำได้ดีทั้งคู่) อย่างแรกคือเว็บเซอร์วิสใต้แบรนด์ AWS และอย่างที่สองคือ Kindle
แต่เรากลับไม่มีรายละเอียดของสองธุรกิจนี้มากนัก ในส่วนของ Kindle นั้นบริษัทยังอุบเงียบ ไม่ยอมบอกว่าขายไปได้แล้วกี่เครื่อง (เพิ่งบอกตัวเลขของหนังสือไปนิดหน่อย) ส่วน AWS นั้นแทบไม่มีข้อมูลเลย
แม้จะไม่มีข้อมูลจากทาง Amazon แต่นักวิเคราะห์จากธนาคาร UBS ได้ประเมินว่าปีนี้ Amazon จะทำเงินจากเว็บเซอร์วิสได้ทั้งหมด 850 ล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้มาจาก AWS ราว 500 ล้านดอลลาร์ แม้จะดูเยอะแต่นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวของรายได้รวม Amazon ที่ 25,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี
รายละเอียดมีเยอะ อ่านต่อกันเองใน GigaOm
PEER 1 Hosting ผู้ให้บริการกลุ่มเมฆรายหนึ่ง ได้เปิดตัวบริการ GPU Cloud Computing เพื่อให้บริการพลังประมวลผลของ Tesla ซึ่งเป็นหน่วยประมวลผลกราฟิกหรือ GPU พลังเทราฟลอปของ NVIDIA โดยราคาของบริการอยู่ระหว่าง 0.70 ถึง 1.18 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง สำหรับแอพพลิเคชันที่เหมาะกับการประมวลผลในบริการดังกล่าว ได้แก่ งานเรนเดอร์กราฟิก, ระบบวิเคราะห์การเงิน, และงานทางด้านวิทยาศาสตร์ เป็นต้น
นอกจากบริการกลุ่มเมฆพลัง GPU จาก PEER 1 Hosting แล้ว ยังมีบริการกลุ่มเมฆอื่นๆที่มีลักษณะคล้ายกัน ได้แก่ Fusion Render Cloud จาก AMD (ข่าวเก่า), Cyclone จาก SGI (หรือ Silicon Graphics), และ hoopoe เป็นต้น
ที่มา - HPCwire
บริการนี้คงจะเป็นบริการในฝันของหลายคน ช่วยย่นเวลาจาก 5 วันบนเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไปเหลือเพียง 20 นาทีในการแกะรหัส WPA-PSK และ WPA2-PSK กับดิกชันนารี 135 ล้านคำบนคลัสเตอร์ขนาด 400 ซีพียูสนนราคาเพียง $35 หรือหากรอได้ก็จ่ายแค่ $14 เพื่อใช้คลัสเตอร์เพียงครึ่งหนึ่งแต่จะใช้เวลาเพิ่มเป็น 40 นาที และมีออปชั่นเพิ่มดิกชันนารีเป็นขนาด 284 ล้านคำที่ราคา $40 ใช้เวลาราว 55 นาที
นอกเหนือไปจากนี้ยังมีบริการแกะรหัสไฟล์ ZIP ราคาตั้งแต่ $34 ถึง $102 ขึ้นอยู่กับความยาวของรหัสผ่านที่ต้องการให้แกะ
อย่างไรก็ดีบริการนี้เป็นการแกะจากดิกชันนารีเพราะฉะนั้นมันมีโอกาสที่จะไม่เจอรหัสผ่าน และก็จะไม่คืนเงินโดยให้เหตุผลว่าหากคุณไปเสียเวลาแกะ 5 วันด้วยคอมพิวเตอร์ของคุณก็จะไม่เจอรหัสผ่านเช่นเดียวกัน
ที่มา - Boing, WPA Cracker
บริการประมวลผลบนกลุ่มเมฆ ไม่ว่าจะเป็น EC2, App Engine หรือ Azure ล้วนเป็นแพลตฟอร์มปิดด้วยกันทั้งสิ้น คำถามคือถ้าหากว่าเราต้องการสร้างกลุ่มเมฆขึ้นเองจะต้องทำอย่างไรดี คำตอบอาจเป็น OpenStack
OpenStack คือชุดซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สสำหรับสร้างระบบ cloud computing ตัวตั้งตัวตีในเรื่องนี้คือ Rackspace ผู้ให้บริการโฮสติ้งรายใหญ่ ซึ่งบริจาคโค้ดของระบบ cloud ที่ตัวเองใช้อยู่ (Rackspace Cloud Files) ให้เป็นโอเพนซอร์ส นอกจากนี้ยังมี NASA ที่บริจาคโค้ดโครงการ NASA Nebula มาร่วมอีกราย ซึ่งโค้ดสองชุดจะรวมเป็นซอฟต์แวร์ตัวเดียวกันในอนาคต
พันธมิตรรายอื่นๆ ที่เข้าร่วมเป็นผู้ให้บริการรายเล็กเสียเยอะ แต่ก็มีรายใหญ่อย่าง Dell, Citrix, AMD, Intel บ้างเช่นกัน ทางโครงการให้สัมภาษณ์ว่าตั้งเป้าหมายเพื่อเป็น "Android ของกลุ่มเมฆ"
ที่มา - GigaOm
อเมซอนได้เปิดตัวคอมพิวเตอร์เสมือนหรือ instance type ชนิดใหม่ชื่อ cluster compute เพื่อรองรับการประมวลผลสมรรถนะสูงโดยเฉพาะ และเหมาะต่อการติดตั้งคลัสเตอร์ ทั้งนี้ คอมพิวเตอร์เสมือนหนึ่งเครื่องของ cluster compute มีสมรรถนะเทียบเท่า Intel Nehalem ทั้งหมด 8 คอร์ มาพร้อมกับหน่วยความจำ 23 กิกะไบต์ พื้นที่จัดเก็บข้อมูล 1,690 กิกะไบต์ และติดตั้ง 10 Gigabit Ethernet โดยคิดค่าบริการที่ 1.60 เหรียญต่อชั่วโมง
อเมซอนได้วัดสมรรถนะการประมวลผลของ cluster compute ที่เชื่อมเป็นระบบเดียวกันจำนวน 880 เครื่อง แล้วได้ 41.82 เทราฟลอป ซึ่งเทียบเคียงกับซูเปอร์คอมพิวเตอร์อันดับที่ 146 ใน TOP500 และเมื่อเราพิจารณา cluster compute เพียงหนึ่งเครื่อง จะพบว่าเร็วถึง 47.52 กิกะฟลอปเลยทีเดียว
ที่มา - Amazon Web Services Blog
Ubuntu One บริการเก็บข้อมูลบนกลุ่มเมฆของ Ubuntu ได้ปรับโฉมของหน้าต่างตั้งค่าตัว client ที่มากับ Ubuntu ใหม่ จากเดิมที่เป็นหน้าต่างตั้งค่าปกติ (แอบใช้งานยาก) เปลี่ยนมาเป็นหน้าต่างสวยใสน่าใช้ขึ้นเยอะ
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการลงทะเบียนผู้ใช้ใหม่ ซึ่งสามารถทำได้จากหน้าต่างของ Ubuntu One เลย ก่อนหน้านี้ต้องทำผ่านเบราว์เซอร์เท่านั้น
ฟีเจอร์นี้ได้ใช้กันแน่ใน Ubuntu 10.10
ที่มา - OMG Ubuntu
กระแส Cloud Computing เป็นกระแสที่ค่อนข้างใหญ่ในโลกหน่วยงานระดับองค์กร Azure ของไมโครซอฟท์เองก็เป็นหนึ่งในกระแสนี้ มันเป็นบริการที่ถูกมองว่ามาแข่งกับ Google App Engine อย่างไรก็ตาม Azure เองไม่มีบริการฟรี เลยมีคำถามกันว่าจะแข่งกับ App Engine ที่ให้ฟรีค่อนข้างเยอะได้ และวันนี้คำตอบก็ออกมาเมื่อไมโครซอฟท์เปิด Windows Azure Platform Appliance (ต่อไปจะเรียกว่า Azure Appliance) ให้บริษัทต่างๆ สามารถติดตั้ง Azure ได้ในหน่วยงานกันเอง
ไมโครซอฟท์จับมือฟูจิตสึร่วมกันลุยตลาด cloud computing หรือ "บริการกลุ่มเมฆ" ทั้งนี้ ฟูจิตสึได้เตรียมศูนย์ข้อมูลสำหรับติดตั้ง Windows Azure ซึ่งเป็นแก่นของบริการกลุ่มเมฆของไมโครซอฟท์ และภายในสิ้นปีงบประมาณนี้ ฟูจิตสึจะก่อตั้งศูนย์ข้อมูลสำหรับบริการกลุ่มเมฆอีกหลายแห่ง ทั้งในสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย สิงคโปร์ เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา โดยฟูจิตสึวางแผนทุ่มงบถึง 1.1 พันล้านเหรียญสำหรับธุรกิจบริการกลุ่มเมฆ รวมไปถึงงานวิจัยและพัฒนาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบริการกลุ่มเมฆอีกด้วย
ที่มา - MarketWatch
เป็นข่าวลือที่มีมาได้สักระยะแล้ว แต่กลับไม่ถูกประกาศในงาน WWDC รอบล่าสุด
เว็บไซต์ Boy Genius Report ได้อ้างแหล่งข้อมูลภายในของแอปเปิล ระบุว่า iTunes เวอร์ชันกลุ่มเมฆกำลังจะมา และมันมีฟีเจอร์ 3 อย่างดังนี้
- สตรีมหนังและเพลงจากเซิร์ฟเวอร์ของแอปเปิล ตรงมายังคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์พกพา
- สตรีมหนังและเพลงจากคอมพิวเตอร์ของเรา ไปยังคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่นๆ (เหมือน Windows Media และอุปกรณ์ตระกูล DLNA)
- sync ข้อมูลกับอุปกรณ์ต่างๆ แบบไร้สาย (ไม่ต้องพึ่งสาย USB อีกต่อไป)
ที่มา - Boy Genius Report
ข่าวนี้ยกตัวอย่างของ Google Docs แต่ผมคิดว่ามันแทนแนวคิดของ cloud computing หรือ "บริการกลุ่มเมฆ" ที่ขึ้นมาเป็นคู่แข่งของระบบไอทีในองค์กรแบบเดิมๆ ได้เช่นกัน
เรื่องนี้ถูกเปิดเผยโดย Jim Whitehurst ซีอีโอของ Red Hat โดยเขาเล่าว่ามี CIO ของบริษัทลอจิสติกส์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งเล่าให้ฟัง
CIO คนนี้บอกว่า เขาได้รับมอบหมายงานจาก CMO (หัวหน้าฝ่ายการตลาด) ว่าต้องการระบบแชร์เอกสารระหว่างพนักงานของบริษัทที่อยู่ตามประเทศต่างๆ ทั่วโลก เขากลับไปปรึกษากับทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ภายใน ซึ่งได้คำตอบว่าสามารถทำได้ แต่ใช้ระยะเวลาพัฒนาโปรแกรม 9 เดือน และงบประมาณ 14 ล้านดอลลาร์
เมื่อ CMO ได้ยินคำตอบ เธอแสดงความตกใจออกมา แล้วบอกว่าสิ่งที่เธออยากได้นั้น ลูกสาวของเธอทำได้ทั้งหมดใน Google Docs ที่ใช้ได้แล้วตอนนี้และไม่ต้องเสียเงินเลยสักนิด
สุดท้าย Jim Whitehurst สรุปว่าแนวคิดของซอฟต์แวร์แบบเดิมๆ เริ่มใช้ไม่ได้แล้ว และขายฟีเจอร์ Cloud Foundations ของตัวเองตามระเบียบ แต่เรื่องที่เขาเล่ามาก็มีประเด็นให้ขบคิดสำหรับ CIO ทุกท่าน
ที่มา - Computerworld
AMD เคยเปิดตัว Opteron 6000 ซึ่งเป็นโปรเซสเซอร์ 8 และ 12 คอร์ ภายใต้รหัส Magny-Cours และ Opteron 4000 ซึ่งเป็นโปรเซสเซอร์ 4 และ 6 คอร์ ภายใต้รหัส Lisbon (ข่าวเก่า) ในข่าวล่าสุด AMD ตั้งใจปั้นให้ Opteron 4000 เจาะตลาดคลาวด์คอมพิวติงก์
AMD ให้เหตุผลว่า มีกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อเซิร์ฟเวอร์จำนวนมาก เพื่อรองรับการประมวลผลงานที่มีจำนวนมหาศาล และลูกค้าเหล่านี้ต้องการลดค่าใช้จ่ายจากการบริโภคไฟฟ้าและการใช้อุปกรณ์ทำความเย็นให้กับเซิร์ฟเวอร์เหล่านี้ โดย Opteron 4000 ตอบโจทย์ดังกล่าวได้ เนื่องจากบริโภคไฟฟ้าต่ำ มีทั้งรุ่น 32 50 และ 75 วัตต์ โดยรวมแล้ว ลดพลังงานได้ถึง 24 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนๆ และที่สำคัญคือ ราคาของโปรเซสเซอร์อยู่ระหว่าง 99 ถึง 698 เหรียญ ซึ่งเป็นราคาที่คุ้มสำหรับใช้กับเซิร์ฟเวอร์เพื่อขยายศูนย์ข้อมูลและเพิ่มสมรรถนะให้กับคลาวด์คอมพิวติงก์
ที่มา - eWEEK
เปิดบริการอย่างเป็นทางการแล้วครับสำหรับบริการ Cloud Gaming ที่ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของใครที่ไม่แรง สามารถเล่นเกมส์ที่ต้องใช้ทรัพยากรเครื่องมาก ๆ ได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาติดตั้งตัวเกมส์ก่อนให้ยุ่งยาก ถือว่าเป็นทางเลือกใหม่ของนักเล่นเกมส์ PC ที่ไม่อยากจะเสียเงิน upgrade เครื่องอีกต่อไป
คนแถวนี้คงรู้จักบริการจำพวก Amazon Web Service กันเป็นอย่างดี ที่ดังหน่อยคงหนีไม่พ้นบริการเก็บข้อมูลบนกลุ่มเมฆอย่าง Amazon S3
ปัญหาคือถ้าเรามีข้อมูลขนาดใหญ่มากๆ อยากส่งขึ้นไปเก็บบน S3 แต่เน็ตที่บ้านไม่ค่อยแรง กว่าจะอัพโหลดเสร็จคงใช้เวลาหลายวัน แบบนี้จะทำอย่างไรดี?
ทาง Amazon จึงออกบริการใหม่ Amazon Web Services Import/Export คือเรามีหน้าที่เอาข้อมูลใส่ฮาร์ดดิสก์หรือสื่ออื่นๆ ส่งเป็นพัสดุไปให้ถึง Amazon ในสหรัฐหรือไอร์แลนด์ จากนั้นพนักงานของ Amazon จะทำหน้าที่อัพโหลดข้อมูลของเราให้เอง แล้วค่อยส่งฮาร์ดดิสก์กลับคืนมา
Amazon คิดราคาอัพโหลดข้อมูล นับสื่อเป็นชิ้น ชิ้นละ 80 ดอลลาร์ ค่าอัพโหลดนับชั่วโมงละ 2.49 ดอลลาร์ ถ้าอยู่ในอเมริกา ค่าจัดส่งกลับฟรี (ใครไม่เชื่อว่าวิธีนี้เร็วกว่า Amazon มีตารางเปรียบเทียบให้ดูด้วย)
ที่มา - Computerworld
กูเกิลเปิดตัวบริการ Gone Google ซึ่งเป็นโปรแกรมเครื่องคิดเลขออนไลน์เอาไว้สำหรับคำนวณหาความคุ้มค่าในการใช้บริการ cloud computing อย่าง Google Apps ซึ่งตัวเลขที่ได้จาก Gone Google นั้นได้มาจากการประมาณค่าว่า เมื่อลูกค้าได้ใช้บริการ Google Apps แล้วจะลดค่าใช้จ่ายและเวลาได้มากน้อยเพียงใด
ช่วงงาน Google I/O ข่าวกูเกิลจะเยอะหน่อยนะครับ แม้จะถูกกลบด้วยข่าว Android 2.2 Froyo และ Google TV แต่ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่น่าสนใจอีกตัว (แถมมาเงียบๆ) คือ Google Storage for Developers
มันคืออะไร? อธิบายง่ายๆ ว่ามันคือ Amazon S3 เวอร์ชันกูเกิล ซึ่งเป็นพื้นที่เก็บข้อมูลบนกลุ่มเมฆของกูเกิล ตอนนี้มันยังเป็นผลิตภัณฑ์ใน Google Labs และมีชื่อ "for Developers" ห้อยท้ายอยู่ แต่อนาคตอีกไม่นานมันจะเหลือแค่ "Google Storage" แน่นอน
Google Storage for Developers คิดราคาพื้นที่ GB ละ 17 เซนต์ต่อเดือน ในช่วงแรกยังเปิดให้นักพัฒนาเฉพาะในสหรัฐเท่านั้น
ที่มา - Ars Technica
เมื่อปลายปีก่อน อเมซอนเคยประกาศแผนการตั้งฐานศูนย์ข้อมูลของกลุ่มบริการคลาวด์คอมพิวติงก์ที่ชื่อ AWS ไปยังภูมิภาคเอเชีย (ข่าวเก่า) และแล้วแผนการดังกล่าวก็เป็นจริง เมื่ออเมซอนได้เปิดฐานบริการ AWS ที่สิงคโปร์อย่างเป็นทางการ และตอนนี้อเมซอนเปิด Availability Zone ไปแล้วสองแห่งที่สิงคโปร์ โดยในขณะนี้ มีลูกค้าของบริการ AWS หลายเจ้ากำลังย้ายแอพพลิชันไปทำงานยังศูนย์ข้อมูล AWS ที่สิงคโปร์
ที่มา - Amazon Web Services Blog
เท่าที่ผมตรวจดูค่าบริการ AWS พบว่าค่าบริการในฝั่งสิงคโปร์แพงกว่าค่าบริการ AWS ในฝั่งรัฐเวอร์จิเนียที่สหรัฐอเมริกาเพียงเล็กน้อย (เล็กน้อยในแง่สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับค่าบริการของบริการ Amazon EC2 ดูได้ที่หน้านี้ ส่วนค่าบริการของบริการ Amazon S3 ดูได้ที่หน้านี้
สืบเนื่องมาจากข่าวเก่าที่ VMware และ Salesforce.com จับมือกันให้บริการ cloud computing ภายใต้ชื่อบริการ vmforce แต่ทว่าในข่าวนั้น ทั้งสองบริษัทไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของ vmforce แต่อย่างใด
แต่ท้ายที่สุดแล้ว VMware และ Salesforce.com ก็ได้เปิดเผยข้อมูลของ vmforce อย่างเป็นทางการผ่านทางเว็บไซต์ vmforce.com สรุปได้ว่า รูปแบบของบริการ vmforce จะคล้ายๆกับ Google App Engine และ Microsoft Windows Azure ซึ่งเป็นบริการโฮสต์แอพพลิเคชันออนไลน์ ทั้งนี้ vmforce จะรองรับแอพพลิเคชันที่ถูกพัฒนาโดยเทคโนโลยีจาวา โดยนักพัฒนาสามารถสร้างแอพพลิชันให้ไปโฮสต์บน vmforce ผ่านเครื่องมือของ SpringSource ที่ VMware ซื้อไปเมื่อปีก่อน (ข่าวเก่าโดยคุณ tekkasit) อย่างไรก็ดี vmforce ยังไม่เปิดให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นทางการ โดยภายในปีนี้ นักพัฒนาจะสามารถเข้าไปพริวิวบริการ vmforce ได้ แต่ต้องลงทะเบียนที่เว็บไซต์ vmforce.com ก่อน
VMware และ Salesforce.com ได้จัดทำวิดีโอแนะนำ vmforce ตามที่ได้แนบไว้ในท้ายข่าว
ที่มา - CNET
ไมโครซอฟท์เปิดตัวเครื่องมือใหม่สำหรับฝ่ายไอทีองค์กร มันคือ Windows Intune ระบบซ่อมบำรุงคอมผ่านกลุ่มเมฆของไมโครซอฟท์ ผู้ดูแลระบบสามารถเฝ้าดูสถานะ จัดการ แก้ไข ปรับแต่งคอมทั้งหมดในองค์กรได้จากเว็บ
เครื่องลูกข่ายจำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรม Windows Intune เพื่อส่งสถานะและเปิดช่องทางในการดูแลรักษาให้กับเซิร์ฟเวอร์ของไมโครซอฟท์ แล้วผู้ดูแลระบบค่อยจัดการผ่านเว็บของ Windows Intune อีกต่อหนึ่ง บริการนี้ไมโครซอฟท์คิดเงินครับ ตอนนี้ยังเป็นแค่รุ่นเบต้าและยังไม่เปิดเผยราคา แต่ในรุ่นจริง องค์กรที่ใช้ Windows Intune จะได้รับสิทธิ์อัพเกรดเครื่องลูกข่ายเป็น Windows 7 Enterprise ได้ฟรี (แปลว่าค่าสมาชิกน่าจะแพง)
ดูแล้วเหมาะกับฝ่ายไอทีขององค์กรขนาดใหญ่ที่ใช้โซลูชันของไมโครซอฟท์อยู่แล้ว
ที่มา - Windows Team Blog
ก่อนหน้านี้ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมของเบราว์เซอร์ Chrome และระบบปฏิบัติการ Chrome OS กล่าวไว้ว่าการเชื่อมต่อกับพริ้นเตอร์เป็นปัญหาหนักอกสุดของทีมพัฒนา (ดูข่าวเก่า) แต่ตอนนี้กูเกิลมีทางออกสำหรับปัญหานั้นแล้ว นั่นคือโยนการเชื่อมต่อพริ้นเตอร์เข้าสู่กลุ่มเมฆซะเลย โดยมีชื่อว่า Google Cloud Print
กูเกิลได้นำเสนอโซลูชันดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Chromium และ Chromium OS โดย Cloud Print มีเป้าหมายให้แอพพลิเคชันอะไรก็ได้บนแพลตฟอร์มอะไรก็ได้สามารถสั่งพิมพ์ไปยังพริ้นเตอร์อะไรก็ได้ กูเกิลเน้นว่า Chrome OS จะใช้ Cloud Print กับการพิมพ์ทุกรูปแบบ โดย Chrome OS จะไม่มี print stack และไดร์เวอร์มาให้









