เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกันมาได้ราว 1 เดือนแล้ว จึงต้องขอลำดับเหตุการณ์ก่อนครับ เรื่องนี้เริ่มต้นเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยประธานของ Olympus คือคุณ Tsuyoshi Kikukawa ได้แถลงว่าบอร์ดมีมติให้ซีอีโอ Michael C. Woodford พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากเขาบริหารงานโดยไม่สนใจคำเตือนของคนในบอร์ด ทีแรกเองนักข่าวก็มองว่าด้วยลักษณะของบริษัทญี่ปุ่นแล้วการสั่งกันไม่ได้ก็เป็นเหตุผลอันสมควรพอที่จะให้ซีอีโอต้องออกจากตำแหน่ง
ปัญหาคือหลังจากถูกปลดออกไม่กี่วัน อดีตซีอีโอ Woodford ก็เดินสายพบปะสื่อเพื่อจัดรายการ "แฉ" Olympus เองกับมือ โดยระบุว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้เขาถูกไล่ออกนั้น เป็นเพราะเขาได้เสนอขอรื้อโครงสร้างการบริหารภายใน Olympus ทั้งหมด เนื่องจากก่อนหน้านี้ Woodford ได้ว่าจ้างผู้ตรวจสอบกิจการภายนอกคือบริษัท PwC จึงพบว่าการเข้าซื้อกิจการบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ของอังกฤษ Gyrus Group ที่มีมูลค่าถึง 2 พันล้านดอลลาร์ในปี 2008 ของ Olympus นั้น มีรายการค่าใช้จ่ายที่ทำให้เกิดข้อสงสัย คือค่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาสองแห่งที่มีมูลค่าถึง 687 ล้านดอลลาร์
- 32 comments
- 4681 reads
- Read more
สำหรับผู้ทำธุรกิจไอที เมื่อโตไปถึงจุด ๆ หนึ่งแล้วก็คงหนีไม่พ้นกับการลงทุนในประเทศจีน หนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยสุดก็คือการที่ประเทศจีนได้ทำการบล็อคการเข้าถึงเว็บสาระข่าวสารต่าง ๆ มากมาย ตั้งแต่ Wikipedia จนถึงไปถึงเว็บประเภทเครือข่ายสังคมออนไลน์ ได้แก่ Facebook และ Twitter
ล่าสุด ประเทศจีนได้มีแผนที่จะสร้างศูนย์ออฟฟิศพาร์คขนาดหกตารางไมล์ ในเมือง Chongqing โดยจุดเด่นของออฟฟิศพาร์คแห่งนี้คือจะเป็นที่แห่งเดียวในประเทศ ที่บริษัทไอทีต่าง ๆ จะสามารถเชื่อมต่อเข้าถึงเว็บและบริการต่าง ๆ ที่ถูกบล็อคภายในประเทศจีนได้
มันคงเป็นเรื่องยากสำหรับธุรกิจรายย่อยของประเทศจีน ที่จะเข้าถึงตลาดโลกได้ หากไม่สามารถเข้าถึง Twitter หรือ Facebook แต่พวกเขาคงไม่จำเป็นต้องกังวลอีกต่อไปแล้ว
ที่มา - Engadget
- 14 comments
- 602 reads
เว็บ Quora ได้รวบรวมไอเดียหรือโมเดลทางธุรกิจออนไลน์สำหรับบริษัทหน้าใหม่ ที่ไม่ควรจะทำอีกต่อไปหรือยากที่จะประสบความสำเร็จในปัจจุบัน (หมายเหตุ: ทั้งหมดเป็นไอเดียจากมุมมองบริษัท Start Up ในสหรัฐ)
- เว็บหาคู่ : หาความแตกต่างจากคู่แข่งได้ยาก, เป็นแหล่งรวมการโกหกรูปร่างหน้าตา การศึกษาและความผิดหวัง
- แนะนำบริการจากที่เพื่อนๆ ของคุณชอบ (Social recommendations) : คนส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญ สร้างความรำคาญกับผู้ใช้
- ค้นหาเพื่อนหรือบริการที่อยู่รอบตัว ผ่านมือถือ : บริการประเภทนี้ยังไม่มีประโยชน์มากพอสำหรับผู้ใช้
- อะไรที่ทำให้การเขียนโปรแกรมง่ายสำหรับคนทั่วไป : เหมือนเราขายรถยนต์ที่ซ่อมง่ายโดยไม่ต้องใช้ช่าง แล้วหวังว่าผู้ซื้อจะซ่อมรถได้เอง ซึ่งมันไม่เป็นอย่างนั้นหรอก
- RSS Reader, เบราว์เซอร์ที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก : คนส่วนใหญ่ไม่สนใจที่จะเรียนรู้หรือใช้งาน
- ทุกอย่างที่เกี่ยวกับดนตรี : ค่ายเพลงส่วนใหญ่อยากทำตามโมเดลธุรกิจของตัวเอง
- ประชุมทางไกลผ่าน Video Conference : ค่าใช้จ่ายสูงมาก และความต้องการยังไม่แน่ชัดพอ
- เว็บขายเสื้อ : คู่แข่งมหาศาล และมีรายใหญ่จำนวนมากอยู่แล้ว
ที่มา - Quora
- 47 comments
- 1790 reads
สำนักข่าวหลายแห่งทั้งบนโลกออนไลน์ (Engadget) และบนโลกออฟไลน์ (BBC) ต่างก็รายงานถึงบันทึกภายในอันร้อนแรงที่ Stephen Elop ประธานกรรมการบริหารคนปัจจุบันของโนเกียส่งให้พนักงานทุกคนอ่าน ก่อนถึงวันประกาศทิศทางบริษัทครั้งสำคัญและมีหลายคนรอลุ้นอย่างใจจดจ่อในวันศุกร์นี้
บันทึกฉบับนี้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทันทีเมื่อถูกเปิดเฉยออกสู่สาธารณะ เพราะเป็นครั้งแรกที่ CEO ของบริษัทแจ้งกับพนักงานทั้งหมดว่า บริษัทอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่า "ฐานที่มั่นกำลังไฟลุกท่วม (Burning Platform)"
ในบันทึกนั้น Elop ได้แจ้งกับพนักงานว่า หลังจากได้มีการพูดคุยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทำให้เค้าเห็นภาพรวมตอนนี้ว่า โนเกียกำลังตกที่นั่งลำบากและบริษัทต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่างที่ต่างไปจากสิ่งเดิมๆที่เคยทำกันมา โดยได้สรุปสาเหตุของความถดถอยของโนเกียนั้นมาจากการยึดครองตลาด High-End ของ Apple การยึดครองตลาด Mid-End ของ Android และการคุกคามตลาดมือถือราคาถูกของผู้ผลิตมือถือจากจีน โดยที่โนเกียไม่มีอาวุธจะต่อกรด้วย และได้ยอมรับว่าในปีนี้ บริษัทคงสามารถออกผลิตภัณฑ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการณ์ MeeGo ได้เพียงรุ่นเดียว ซึ่งคงไม่เพียงพอกับการแข่งขัน ทำให้บริษัทต้องปรับตัวขนานใหญ่และต้องทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนที่ขัดกับสิ่งที่เคยๆทำมา นอกจากนี้ยังยอมรับกับพนักงานว่า โนเกียเองก็เป็นคนที่ราดน้ำมันลงบนเปลวไฟด้วยจากการบริหารงานและทิศทางที่ผิดพลาดของบริษัท
จากบันทึกฉบับนี้ ทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์แทบจะแน่นอนแล้วว่าวันศุกร์นี้ โนเกียจะประกาศ Platform ใหม่นอกเหนือจาก Symbian และ MeeGo
ตัวบันทึกสามารถอ่านได้จากที่มาของข่าวครับ
หมายเหตุ: บันทึกฉบับนี้ เป็นสานส์ที่ทรงพลังมากที่สุดอันหนึ่งที่ผมเคยอ่านมาครับ น่าจะกระตุกให้คนทั้งโนเกีย "ตื่น" อย่างเต็มตัว และเราคงจะได้เห็นอะไรมันๆจากงานแถลงข่าววันศุกร์นี้แน่นอน
ที่มา: My Nokia Blog และ Engadget
- 8 comments
- 502 reads
คนอย่างเราๆ อาจจะใช้งาน Google Analytics กันเป็นเรื่องปรกติจนชิน แต่กับองค์กรธุรกิจที่ต้องการวัดผลในรูปแบบเฉพาะและวิเคราะห์ทำรายงานในเชิงลึกแล้วก็เป็นจำต้องซื้อเครื่องมือมาใช้ในการวัดผล หนึ่งในนั้นคือ Cognos 10 ที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ
- 5 comments
- 1724 reads
- Read more
สี่ปีหลังจากที่กูเกิลเข้าซื้อ YouTube ด้วยมูลค่าถึง 1.65 พันล้านดอลลาร์ แม้ว่าจะแพงเกินไปถึงพันล้านดอลลาร์แต่กูเกิลก็ครองโลกวีดีโอบนเว็บแทบจะเบ็ดเสร็จ และวันนี้การลงทุนอันยาวนานก็กำลังจะสร้างผลกำไรเป็นครั้งแรกแล้ว
รายงานนี้เป็นการอ้างถึงตัวเลขจากนักวิเคราะห์ที่คาดกันว่า YouTube จะมีรายได้รวมในปีนี้ 450 ล้านดอลลาร์ แม้รายได้จะน่าประทับใจ แถมเพิ่มขึ้นเท่าตัวตลอดสามปีที่ผ่านมา แต่ค่าใช้จ่ายสำหรับ YouTube นั้นกลับมหาศาลจนทำให้รายได้ขนาดนี้เป็นเพียงจุดเริ่มทำกำไรเท่านั้น
น่าสนใจว่า Google TV นั้นกำลังจะเข้ามาเป็นส่วนเติมเต็มให้กับ YouTube อย่างไม่ต้องสงสัย และความสำเร็จของ Google TV ก็น่าจะพาให้ YouTube ทำรายได้ได้ดีกว่าตอนนี้ไปอีก แต่กว่าจะรู้ว่า Google TV จะทำได้ดีแค่ไหนในตลาดจริงก็ต้องดูกันต่อไป
ที่มา - New York Times
- 11 comments
- 1179 reads
ข่าวนี้อ่านมาจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ในส่วนกรุงเทพไอทีครับ เห็นว่ายังไม่มีใครลงก็เลยเอามาลง
Apple เดินเกมรุกตลาดธุรกิจเน้นกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก โดยแต่งตั้งให้มีวิศวกรประจำร้านแอปเปิลในสหรัฐอเมริกา เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้วางระบบคอมพิวเตอร์ให้ลูกค้า โดยค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งนี้สูงถึง 80,000 ดอลลาร์ต่อปี
ส่วนรายละเอียดการวิเคราะห์ทางธุรกิจ หาอ่านได้จากที่มาครับ
ที่มา - Wall Street Journal ผ่านทาง หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
- 19 comments
- 2840 reads
แม้จะผจญปัญหามากมายกับเรื่องสัญญาณหายใน iPhone 4 แต่สำหรับนักลงทุนแล้ว Apple กำลังจะส่งสัญญาณแรงเต็มหลอดมาว่ากำไรของบริษัทอาจจะเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัวทีเดียว
มีรายงานว่า Apple อาจจะประกาศรายได้สุทธิในไตรมาสที่สามของปีงบประมาณที่ขยายตัวอย่างมโหฬาร 2.87 พันล้านดอลลาร์หรือ 3.09 ดออลาร์ต่อหุ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่อยู่ที่ 1.28 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งผลประกอบการอันงดงามนี้ได้แรงหนุนจากความนิยมของ iPad ที่สามารถขายได้ถึง 3 ล้านเครื่องในเวลาแค่ 80 วัน รวมไปถึงการที่ iPhone 4 สามารถทำยอดขายได้ถึง 1.7 ล้านเครื่องก่อนปิดไตรมาส
แม้จะสามารถทำรายได้ได้อย่างสวยงาม แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างก็กังวลกับปัญหาเสารับสัญญาณใน iPhone 4 เป็นอย่างยิ่ง และอาจจะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในไตรมาสสุดท้ายได้
ข่าวนี้อาจจะสอดคล้องกับแฟนๆ ของ Apple หลายท่านที่ออกมายืนยันว่า ถึงสินค้า(อาจ)จะมีปัญหาแต่มันก็ยังขายดีเหมือนแจกฟรีอยู่ดี
ที่มา: BusinessWeek
- 28 comments
- 2253 reads
BusinessWeek ได้อันดับ 100 Best Global Brands โดยคิดจากการเก็บข้อมูลในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาจนถึง 30 มิ.ย.
สำหรับบริษัทไอทีใน 20 อันดับแรกจาก 100 อันดับ ประกอบด้วย IBM เป็นอันดับสองด้วยมูลค่าแบรนด์ถึง 60,211 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งชนะ Microsoft ตั้งแต่ปีที่แล้ว ส่วน Microsoft ตามมาอันดับสาม ด้วยมูลค่าแบรนด์ 56,647 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ (มูลค่าลดลงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์) ส่วน Apple ก็สามารถเข้ามาใน 20 อันดับแรกได้สำเร็จ ด้วยมูลค่าแบรนด์ 15,443 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นมา 12% จากปีที่แล้ว
สำหรับบริษัทที่อยู่ใน 20 อันดับแรก ดูได้ข้างล่าง
- 41 comments
- 3380 reads
- Read more
ผมคิดว่าบริษัทไอทีระดับ "ใหญ่ไม่มาก" ที่รักษาที่มั่นของตัวเองได้อย่างแข็งแกร่ง มีกำไรแม้อยู่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ และกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วสู่บริษัทขนาด "ใหญ่มาก" มีด้วยกันสองบริษัท นั่นคือ Oracle และ Cisco วันนี้เป็นเรื่องของ Cisco
คงไม่ต้องอธิบายว่า Cisco ทำธุรกิจอะไร แต่ในช่วงหลัง Cisco แผ่ขยายสายธุรกิจของตัวเองออกไปอย่างรวดเร็ว ถ้าดูจากข่าวเก่าที่ Blognone เคยลง Cisco กำลังบุกตลาดเซิร์ฟเวอร์ และตลาดผู้ใช้ตามบ้านจากการซื้อ Flip การขยายผลิตภัณฑ์ของ Cisco ทำให้บริษัทสามารถรองรับโอกาสธุรกิจแบบใหม่ๆ ได้อีกมาก เช่น ตอนนี้ Cisco เข้าไปวางระบบเครือข่ายให้กับสนามเบสบอลใน Major League, ระบบป้ายบิลบอร์ด, กล้องรักษาความปลอดภัย เป็นต้น ในปีนี้ Cisco มีแผนจะเปิดตลาดใหม่อีก 30 ชนิด และ John T. Chambers ซีอีโอคาดว่าตัวเลขนี้จะขึ้นไปเป็น 50 ในปีหน้า
อัตราการเติบโตของ Cisco อยู่ระหว่าง 12-17% ต่อปี ปัจจุบันบริษัทมีรายได้ปีละ 39.5 พันล้านดอลลาร์ (ถ้าให้เทียบ ไมโครซอฟท์มีรายได้ปีละ 60 พันล้าน, IBM ปีละ 103 พันล้าน) Cisco บอกว่ามีเงินซื้อบริษัทขนาด 10 พันล้านดอลลาร์ได้สบาย (Oracle ซื้อ Sun 7.4 พันล้านดอลลาร์) แต่บริษัทยังอยากซื้อกิจการขนาดย่อมๆ มากกว่า
แน่นอนว่าการเติบโตของ Cisco มีผลสะท้อนกลับในเชิงลบเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าไปกินตลาดเซิร์ฟเวอร์ เพราะว่าช่องทางการขายอุปกรณ์เครือข่ายของ Cisco มาจากพาร์ทเนอร์ขนาดใหญ่อย่าง IBM/HP/Dell ซึ่งขายผลิตภัณฑ์ของ Cisco รวมไปในโซลูชันไอที ปัจจุบัน HP กับ Cisco เริ่มระหองระแหงกันบ้างแล้ว ส่วนความสัมพันธ์กับ IBM ถึงแม้ว่าทั้งสองบริษัทยังมีทีท่ารักกันดี แต่ IBM เริ่มไปคุยกับ Juniper ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงของ Cisco แล้วเช่นกัน
ที่มา - BusinessWeek
- 13 comments
- 2207 reads
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ได้ว่าจ้าง David Porter ซึ่งมีประสบการณ์การทำงานกับห้าง Wal-Mart กว่า 27 ปีเพื่อดูแลกิจการด้านร้านค้าขายปลีกของบริษัทเอง โดย David นั้นจะเป็นผู้ตัดสินใจถึงรูปแบบ และสถานที่ที่จะตั้งขึ้น
"ยังมีอีกหลายสิ่งที่เราสามารถทำได้ ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะช่วยผู้บริโภคตัดสินใจเกี่ยวกับการเลือกซื้อคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ และเราจะแบ่งปันสิ่งที่เรียนรู้จากการจัดตั้งร้านนี้กับร้านที่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจด้วย" เขากล่าว
ยังไม่มีข่าวว่าร้านค้าปลีกดังกล่าวจะออกมาในรูปแบบไหน แต่หลายคนสงสัยว่าร้านดังกล่าวนอกจากจะขายผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟท์แล้วก็อาจจะมีบริการทางเทคนิคที่คล้ายกับ Genius Bar ของ Apple Store ก็ได้
- 22 comments
- 2184 reads
ตั้งแต่มีการซื้อขายสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ตขึ้นมา ไม่มีซักครั้งที่ปีต่อปี ยอดขายจะลดลง แต่ปีนี้ ยอดขายสินค้าช่วงคริสต์มาสกลับลดลงถึง 3% หากเทียบกับเวลาเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว
โดยยอดขายสินค้าช่วงคริสต์มาสหรือช่วงวันหยุดยาวของสหรัฐฯ จะนับตั้งแต่ช่วงวันที่ 1 พฤศจิกายนจนถึง 23 ธันวาคมของแต่ละปี โดยปีนี้ยอดขายรวมนั้นสิ้นมีเพียงแค่ 2.55 หมื่นล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ 2.63 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยสาเหตุส่วนใหญ่เอง ก็หนีไม่พ้นพิษเศรษฐกิจนั่นเอง
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม จำนวนการซื้อขายสินค้าออนไลน์อาจจะลดลง แต่ผู้ขายสินค้าบางรายพบกับจำนวนยอดขายที่สูงขึ้นกว่าปีก่อน ๆ เช่น Amazon หรือ Cyber Monday ที่บอกว่ายอดขายสินค้านั้นสูงขึ้นกว่าปีก่อน ๆ
สำหรับยอดการใช้งานเว็บขายสินค้าออนไลน์นั้นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด Amazon เองมีคนใช้เพิ่มขึ้น 7% ส่วน HP เพิ่มขึ้น 28%, แอปเปิล 19% และ Wal-Mart 4% ส่วน eBay พบกับจำนวนผู้ใช้ที่ลดลงไป 4%
ที่มา - C|net
- 1 comment
- 1502 reads
ช่วงนี้หลายบริษัทเริ่มทยอยรายงานผลประกอบการกันอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดหลังจากที่แอปเปิลเผยผลประกอบการไตรมาสที่สามของปีนี้ ที่ผลประกอบการดีขึ้นถึง 33% เมื่อเทียบกับปีก่อน รวมทั้งยอดขายของแมคอินทอชที่มากถึง 2,496,000 เครื่องทำสถิติสูงสุดอีกด้วย
ส่งผลให้ตอนนี้มูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) ของแอปเปิลขึ้นมาอยู่ระดับ 159.37 พันล้านดอลลาร์ แซงหน้ากูเกิลที่มีมูลค่าตามราคาตลาดอยู่ที่ 157.56 พันล้านดอลลาร์ เป็นรองเพียงไอบีเอ็มและไมโครซอฟท์ ที่อยู่ในธุรกิจเดียวกัน โดยรายชื่อบริษัทไอทีเรียงลำดับตามมูลค่าตามราคาตลาดมีดังนี้
- Microsoft (MSFT) - $255,648,204,000
- IBM (IBM) - $169,964,678,000
- Apple (AAPL) - $157,012,662,240
- Google (GOOG) - $156,392,862,560
- Cisco (CSCO) - $142,125,692,160
- Intel (INTC) - $135,658,860,000
- Hewlett-Packard (HPQ) - $111,866,423,760
- Nokia (NOK) - $97,746,699,520
- Research In Motion (RIMM) - $71,143,935,000
- Disney (DIS) - $59,257,501,500
- Dell (DELL) - $50,483,256,060
รายได้และมูลค่าของแอปเปิลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่เดือนมีนาคมเมื่อปีที่แล้วมูลค่าตามราคาตลาดพึ่งมาแตะระดับ 100 พันล้านดอลลาร์เท่านั้นเอง
- 14 comments
- 2248 reads
หลังจากที่ไมโครซอฟท์ได้ถอนตัวจากการซื้อหุ้นของยาฮูเพื่อควบรวมกิจการเนื่องจากตกลงเรื่องราคากันไม่ได้ ไมโครซอฟท์ได้ออกมาประกาศว่าจะเริ่มต้นการเจรจากับยาฮูยกใหม่ แต่ในครั้งนี้เป้าหมายอาจไม่ได้อยู่ที่การซื้อกิจการทั้งหมด (อาจเป็นการซื้อบางส่วน) ถือได้ว่าต่างฝ่ายต่างถอยกันคนละก้าวแล้วกลับมาคุยกันใหม่
ที่มา - Engadget
(ข่าวสั้นมาก เพราะข่าวที่แหล่งข่าวก็สั้นเช่นกัน)
- 20 comments
- 1035 reads
ไมโครซอฟท์เซ็นสัญญากับค่ายผู้ผลิตรถยนต์เกาหลีฮุนไดและเกียในการติดตั้งซอฟท์แวร์ Microsoft Auto ซึ่งมีความสามารถสั่งการด้วยเสียง, ควบคุมเครื่องเล่นเพลงพกพาและโทรศัพท์มือถือ โดยจะเริ่มติดตั้งไปกับรถที่จำหน่ายไปทั่วโลกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนหลังจากที่ไมโครซอฟท์หมดสัญญากับฟอร์ดในการนำระบบดังกล่าวไปติดตั้งในชื่อของ Sync ให้กับฟอร์ดแต่เพียงผู้เดียว
ในขณะนี้ไมโครซอฟท์กำลังเร่งเพิ่มคุณสมบัติใหม่ ๆ ใส่เข้าไปใน Microsoft Auto เช่น ระบบนำร่อง และระบบโทรฉุกเฉินเมื่อถุงลมนิรภัยทำงาน
ป.ล. ดีที่มันเป็นแค่ระบบเชื่อมต่อข้อมูลภายในรถ ถ้าลองเป็น OS ควบคุมรถทั้งคันล่ะก็...เกิด BSOD ขึ้นมาทีนี่ไม่อยากจะคิด
ที่มา - Time
- 53 comments
- 1131 reads










