LINE ออกมาประกาศบนบล็อกว่าผู้ใช้แอพบน iOS จะไม่สามารถส่งสติ๊กเกอร์เป็นของขวัญให้เพื่อนได้แล้ว โดยให้รายละเอียดสั้นๆ ว่าทางแอปเปิลเป็นคนขอให้ถอดฟีเจอร์นี้ออกเอง
อย่างไรก็ตามหากผู้ใช้ยังมีเหรียญที่ใช้ซื้อสติ๊กเกอร์เหลืออยู่จะสามารถส่งของขวัญให้กันได้จนกว่าเหรียญจะหมด แต่หากมีเหรียญเหลือเพียง 50 เหรียญให้ติดต่อทางทีมงาน
การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลเฉพาะแอพบน iOS ส่วนชาวแอนดรอยด์นั้นยังสามารถส่งสติ๊กเกอร์ให้กันได้ตามปกติครับ
ที่มา - LINE offcial blog
LINE ออกมาประกาศบนบล็อกว่าผู้ใช้แอพบน iOS จะไม่สามารถส่งสติ๊กเกอร์เป็นของขวัญให้เพื่อนได้แล้ว โดยให้รายละเอียดสั้นๆ ว่าทางแอปเปิลเป็นคนขอให้ถอดฟีเจอร์นี้ออกเอง
อย่างไรก็ตามหากผู้ใช้ยังมีเหรียญที่ใช้ซื้อสติ๊กเกอร์เหลืออยู่จะสามารถส่งของขวัญให้กันได้จนกว่าเหรียญจะหมด แต่หากมีเหรียญเหลือเพียง 50 เหรียญให้ติดต่อทางทีมงาน
การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลเฉพาะแอพบน iOS ส่วนชาวแอนดรอยด์นั้นยังสามารถส่งสติ๊กเกอร์ให้กันได้ตามปกติครับ
ที่มา - LINE official blog
Richard Shim นักวิเคราะห์จาก NPD DisplaySearch ประเมินว่า iPad mini รุ่นใหม่ซึ่งมาพร้อมหน้าจอ Retina Display จะเริ่มวางขายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ และยังลงลึกในรายละเอียดว่างานนี้ LG จะเป็นผู้ผลิตหน้าจอรายหลักให้แก่ Apple โดยจะเริ่มเดินเครื่องผลิตกันตั้งแต่เดือนหน้าเลยทีเดียว
Shim มองว่าการตัดสินใจเลือก LG ให้เป็นผู้ผลิตหน้าจอรายหลักสำหรับ iPad mini รุ่น Retina Display ในครั้งนี้ ยิ่งทำให้เห็นได้ชัดเจนขึ้นว่า Apple ตั้งใจเพิ่มระยะห่างระหว่างตนเองกับคู่แข่งตัวฉกาจอย่าง Samsung มากขึ้นเรื่อยๆ จากแต่เดิมที่เคยเลือกให้ Samsung เป็นผู้ผลิตหน้าจอ iPad มาหลายรุ่น ก่อนจะเริ่มงดการสั่งหน้าจอ Samsung ในช่วงที่ผลิต iPad mini
คาดว่าหน้าจอ Retina Display สำหรับ iPad mini รุ่นใหม่นี้จะมีขนาด 7.9 นิ้ว ความละเอียด 2048*1536 พิกเซล ซึ่งจะมีความหนาแน่นของเม็ดสีบนหน้าจอใกล้เคียงกับ iPhone 5 คือ 326PPI
ที่มา - Apple Insider, Ubergizmo
ก่อนหน้านี้กูเกิล ได้ใช้สิทธิบัตรเทคโนโลยี 3G ของโมโตโรล่าในการฟ้องแบนสินค้าของแอปเปิลจากสหภาพยุโรป ล่าสุดคณะกรรมการบริหารสหภาพยุโรป (European Commission) ได้ตัดสินแล้วว่าการที่กูเกิลเอาสิทธิบัตร 3G ของโมโตโรล่า ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมไปแล้วมาใช้ฟ้องแบนสินค้าของแอปเปิลเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ภายใต้กฎหมายป้องกันการผูกขาด
ตัวแทนจากสหภาพยุโรปบอกว่า สิทธิบัตรเหล่านี้ถือว่าเป็นสิทธิบัตรที่กลายเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรม ซึ่งเจ้าของสิทธิบัตรจะต้องขายไลเซ่นส์ให้กับผู้ผลิตรายอื่นด้วยข้อตกลงที่ยุติธรรมและมีเหตุผล สำหรับกรณีนี้แอปเปิลไม่สามารถตกลงหา "ราคาที่เหมาะสม" กับโมโตโรล่าและกูเกิลได้ ทำให้ไม่ได้ตกลงเรื่องการซื้อขายไลเซ่นส์แต่อย่างใด แต่คณะกรรมการ EU เห็นแล้วว่าแอปเปิลได้แสดงความพยายามที่จะซื้อไลเซ่นส์มาใช้จริง
ที่มา - New York Times
comScore ได้เผยตัวเลขส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนของสหรัฐอเมริกาในไตรมาสแรกของปีนี้ พบว่ามีเพียงแค่แอปเปิลและซัมซุงเท่านั้นที่มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่ม โดยแอปเปิลยังเป็นอันดับหนึ่ง มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจากไตรมาสก่อนหน้า 36.3% มาอยู่ที่ 39.0% ส่วนซัมซุงเพิ่มจาก 21.0% มาอยู่ที่ 21.7% โดยสำหรับแอปเปิลแล้วนี่ถือว่าเป็นส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนที่สูงที่สุดในประวัติของบริษัท
ขณะที่ผู้ผลิตรายอื่น ๆ อย่าง HTC, Motorola และ LG ต่างก็มีส่วนแบ่งตลาดที่ลดลง โดยเฉพาะ HTC ที่เสียส่วนแบ่งไปมากที่สุดที่ 1.2% จากเดิม 10.2% เหลือ 9.0%
แต่หากเปลี่ยนมาเปรียบเทียบที่ระบบปฏิบัติการ จะพบว่า Android ทั้งหมดยังนำหน้า iOS มีส่วนแบ่งที่ 52% ซึ่งตกลงมาจากเดิมที่มีส่วนแบ่งที่ 53.4% ในขณะที่ส่วนแบ่งตลาด iOS สูงขึ้น 2.7% จากไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ตามวิธีการเก็บข้อมูลของ comScore ต่างกับรายอื่นตรงที่พวกเขาดูยอดจำนวนผู้ใช้งาน แทนการดูยอดจำหน่าย
ที่มา - MacRumors
แอปเปิลออกอัพเดต iOS 6.1.4 สำหรับ iPhone 5 เพื่อปรับปรุงลำโพงสนทนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
อัพเดตนี้มีขนาด 11.5 MB สามารถอัพเดตกันได้แล้วผ่านทาง Software Update บน iPhone หรือผ่านสาย USB บน iTunes ครับ
ที่มา - Apple Support
แอปเปิลเริ่มนับถอยหลังสู่ยอดดาวน์โหลด 5 หมื่นล้านครั้งบน App Store โดยผู้ที่ดาวน์โหลดแอพครั้งที่ 5 หมื่นล้านพอดีจะได้รับเครดิตมูลค่า 10,000 ดอลลาร์ และรางวัลข้างเคียงอีก 50 คนจะได้รับเครดิตมูลค่า 500 ดอลลาร์
ในโอกาสนี้แอปเปิลยังประกาศแอพยอดนิยมตลอดกาล แยกตามอุปกรณ์และราคาดังนี้
- แอพฟรี iPhone: Facebook
- แอพเสียเงิน iPhone: Angry Birds
- แอพฟรี iPad: Skype
- แอพเสียเงิน iPad: Pages
แอปเปิลเพิ่งฉลองยอดดาวน์โหลด 2.5 หมื่นล้านครั้งไปเมื่อเดือนมีนาคม 2012 ครับ
ที่มา - CNET
IDC เปิดเผยข้อมูลส่วนแบ่งตลาดแท็บเล็ตโลกที่ขายในช่วงไตรมาสแรกของปี 2013
- แอปเปิลยังนำเป็นอันดับหนึ่งด้วยยอดขาย 19.5 ล้านเครื่อง ขายได้เพิ่มขึ้น 65.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ส่วนแบ่งลดลงจาก 58.1% เมื่อไตรมาสแรกของปีก่อนมาอยู่ที่ 39.6%
- อันดับสอง ซัมซุง ขายได้ 8.8 ล้านเครื่อง โต 282.6% ส่วนแบ่งตลาด 17.9%
- อันดับสาม เอซุส ขายได้ 2.7 ล้านเครื่อง โต 350% ส่วนแบ่งตลาด 5.5%
- อันดับสี่ อเมซอน ขายได้ 1.8 ล้านเครื่อง โต 157.1% ส่วนแบ่งตลาด 3.7%
- อันดับห้า ไมโครซอฟท์ ขายได้ 0.9 ล้านเครื่อง ส่วนแบ่งตลาด 1.8%
- ผู้ขายอันดับที่เหลือมีส่วนแบ่งตลาดรวมกัน 31.5%
ข่าวนี้เป็นข่าวเกี่ยวกับ iOS 7 สองข่าวรวมกันนะครับ เรื่องแรกคือเรื่องของหน้าตา iOS 7 ซึ่งทางเว็บ AllThingsD มีข่าวจากแหล่งภายในแอปเปิลว่า iOS 7 จะมีการเปลี่ยนหน้าตาครั้งใหญ่จริง และก็ได้มีการยืมตัวทีมงาน OS X มาเช่นเดียวกับสมัยปี 2007 ที่มีการดึงตัวทีมงาน Leopard มาช่วยฝั่งไอโฟน
ส่วนสิ่งที่ทีมงานกำลังเร่งทำอย่างหนัก คือการเอา UI แนว skeuomorphic ซึ่งมีความคล้ายกับสิ่งที่มีใช้ในชีวิตจริงออกทั้งหมด โดยขั้นตอนนี้เรียกกันเล่น ๆ ได้ว่าเป็นการ deForstallization หรือการเอาผลงานของ Scott Forstall ออกนั่นเอง
ข่าวที่สองคือเรื่องความล่าช้าของ iOS 7 ที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานไปก่อนหน้านี้ ทาง AllThingsD เองและนักข่าวผู้เชี่ยวชาญข่าวแอปเปิล Jim Dalrymple บอกว่า iOS 7 ไม่น่าจะล่าช้า และน่าจะเปิดตัวทันช่วงเดือนกันยายนนี้อย่างแน่นอน
เราได้รายงานไปแล้วว่า iOS 7 อาจจะมีการปรับเปลี่ยนหน้าตาครั้งใหญ่ หลังจากที่ Jonathan Ive ได้เข้ามาดูแลในส่วนของ user interface ทั้ง iOS และ OS X วันนี้สำนักข่าวบลูมเบิร์กได้เผยว่าแอปเปิลอาจจะปล่อย iOS 7 ช้ากว่ากำหนด เนื่องจากการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่นี้
ในรายงานบอกว่าแอปเปิลมีเป้าหมายที่จะ "เปิดตัว" iOS 7 ภายในเดือนกันยายนนี้ แต่ดูเหมือนว่า deadline ต่าง ๆ ภายในบริษัทได้ถูกเลื่อนไปเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันพนักงานฝ่ายซอฟต์แวร์ต่างก็รีบปั่นงานของตัวเองให้พร้อมสำหรับงาน WWDC ที่จะจัดขึ้นในเดือนหน้า บลูมเบิร์กเชื่อว่าพนักงาน OS X บางส่วนได้ถูกดึงตัวมาช่วยงาน iOS 7 ก่อน ซึ่งตรงกับข้อมูลจากเว็บ Daring Fireball
นอกจากเรื่อง user interface ทั่วไปแล้ว Ive ยังมีแผนที่จะเปลี่ยนหน้าตาของ Mail.app และ Calendar.app บน iOS ใหม่ทั้งหมด อีกทั้งยังต้องการที่จะเพิ่มวิธีการใช้งาน gesture control แบบใหม่ ๆ ที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสัมผัสกับอุปกรณ์อีกด้วย
แหล่งข่าวภายในแอปเปิลจากเว็บ 9to5Mac อ้างว่า iOS 7 ที่มีโค้ดเนมภายในว่า Innsbruck มีหน้าตาที่แตกต่างจากเดิมมาก มากถึงขั้นที่อาจทำให้คนที่คุ้นเคยกับหน้าตา iOS เดิมรู้สึกไม่ชิน ในขณะที่ผู้ใช้แพลทฟอร์มอื่นอาจจะหันมาสนใจ iOS มากกว่าเดิม
หนึ่งในแหล่งข่าวบอกว่า user interface ใหม่จะมีความเรียบและแบนกว่าเดิมมาก ส่วนอีกคนก็บอกว่า interface ใหม่จะไม่เหลือความนูน ความมน และความมันวาวอีกต่อไป และใกล้เคียงกับ Metro UI จาก Windows Phone มากขึ้น โดยแอปเปิลได้เตรียมชุดไอคอนใหม่ไว้หมดแล้ว รวมไปถึงหน้าตา toolbars และ tab bars แบบใหม่อีกด้วย
นอกจากแผน WWDC ที่จะเน้นการอัพเดตสเปคของแมคแล้ว KGI Securities ได้ออกมารายงานว่าแอปเปิลมีแผนที่จะหั่นราคา iPad mini ให้เหลือประมาณ 199 - 249 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อแข่งกับแท็บเล็ต Android ซึ่งแอปเปิลอาจจะต้องลดต้นทุนหรือตัดชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นออก เช่น กล้องด้านหลัง, ลดความจุมาอยู่ที่ 8GB
ในรายงานบอกว่าช่วงราคา 199 - 249 ดอลลาร์ เป็นความคาดหวังที่เกิดขึ้นก่อนหน้าการเปิดตัว iPad mini ในครั้งแรก แต่แล้วแอปเปิลกลับเปิดตัว iPad mini ที่ราคา 329 ดอลลาร์ ซึ่งแอปเปิลก็ยอมรับแล้วว่าที่ราคานี้ iPad mini สามารถทำกำไรต่อชิ้นได้น้อยกว่าสินค้าตัวอื่น
KGI Securities เชื่อว่าการที่แท็บเล็ต Android ทั้งหลายเริ่มมีส่วนแบ่งตลาดที่มากขึ้น แล้วทำให้แอปเปิลมีส่วนแบ่งตลาดน้อยกว่า 50% ทำให้แอปเปิลต้องหาทางทำอะไรซักอย่าง แอปเปิลเองอาจจะไม่เจอปัญหาอะไรมากมายนอกจากการมียอดเติบโตที่ไม่เร็วมาก จนกว่าจะเริ่มวางขาย Retina iPad mini
ที่มา - MacRumors
นักวิจัยตลาดจาก KGI Securities เผยว่าแอปเปิลจะอัพเดตสินค้าตระกูล MacBook Pro และ MacBook Air ในงาน WWDC ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 10 มิถุนายนนี้ โดย MacBook ทั้งหมดน่าเปลี่ยนมาใช้ชิปตระกูล Haswell
ในส่วนของ MacBook Pro เชื่อว่าแอปเปิลจะยังไม่ยกเลิกการวางจำหน่าย MacBook Pro รุ่นที่ไม่ได้ใช้จอภาพ Retina Display เพราะว่า MacBook Pro รุ่น 13 นิ้วยังเป็นแมคที่ขายดีอันดับหนึ่งสำหรับแอปเปิล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาที่ยังมีความต้องการใช้ optical drive อยู่
สำหรับ MacBook Air แอปเปิลน่าจะพร้อมวางจำหน่ายรุ่นใหม่เกือบทันทีหลังจากงาน WWDC อย่างไรก็ตามผู้ที่เล็งซื้อ MacBook Air ยังไม่ต้องหวังว่าจะได้เห็นจอภาพ Retina Display บน MacBook Air เนื่องจากต้นทุนที่สูงและความหนาของจอภาพ
ที่มา - MacRumors
บริษัทวิจัยตลาดจีน TrendForce เผยสถิติส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนโลกในไตรมาสแรกของปี 2013 ดังนี้
- ตลาดสมาร์ทโฟนรวมโต 9.4% จากไตรมาสแรกของปีก่อน ยอดขาย 216.4 ล้านเครื่อง
- ซัมซุงยังครองแชมป์ที่ 29.6% ใกล้เคียงกับส่วนแบ่งตลาดในไตรมาสแรกของปีก่อน คาดว่าจะแตะ 30% ในไตรมาสนี้
- แอปเปิลลดจาก 18.8% เหลือ 15.3% และไตรมาสนี้น่าจะลดลงเพราะผู้ผลิตแอนดรอยด์ทยอยเปิดตัวมือถือเรือธงรุ่นใหม่ๆ กันครบแล้ว
- อันดับสาม HTC 4.4%, อันดับสี่โนเกีย 4.3% (อันดับที่เหลือตามภาพ)
DisplayMate บริษัทที่เชี่ยวชาญเรื่องการประมวลผลและเปรียบเทียบคุณภาพของจอภาพได้ออกมาประกาศว่าหลังจากเปรียบเทียบความแม่นยำการแสดงผลของสี, ความสว่าง, color gamut, ความประหยัดพลังงานและประสิทธิภาพการทำงานในที่แสงจ้าพบว่าจอภาพ LCD ของ iPhone 5 มีคะแนนเท่ากับจอภาพ OLED ของ Galaxy S4
ทาง DisplayMate บอกว่า iPhone 5 มีหน้าจอที่มีคุณภาพมาก แม้ว่าจะมีอายุครึ่งหนึ่งของ product cycle แล้ว ต่างจากซัมซุงที่เพิ่งปล่อยสินค้าออกมา อย่างไรก็ตามเชื่อว่าแอปเปิลจะไม่เปลี่ยนไปใช้หน้าจอที่แตกต่างในมือถือรุ่นต่อไป
จอภาพของ iPhone 5 สว่างกว่าของ Galaxy S4 มาก หน้าจอ iPhone 5 ได้ถูก calibrate มาดีกว่า S4 แต่สีขาวสู้ S4 ไม่ได้ ในส่วนของ S4 เองมีจอภาพที่ใหญ่กว่า มีความละเอียดสูงกว่า มีสีดำที่ดำสนิทกว่า แต่ถ้าดูจากการเปรียบเทียบทั้งหมดแล้ว สามารถบอกได้ว่าจอภาพจากมือถือทั้งสองรุ่นมีคุณภาพสูงทัดเทียมกัน (ดูตารางเปรียบเทียบในข่าว)
ที่มา - 9to5Mac
วันนี้แอปเปิลได้ปล่อยโฆษณาตัวใหม่ออกมาในชื่อ "Photos Every Day" โดยโฆษณาตัวนี้อาจจะแตกต่างจากโฆษณาแอปเปิลอื่น ๆ ที่เราเคยเห็นมากอยู่พอสมควรตรงที่มันให้ความสำคัญกับผู้คนที่ใช้ไอโฟน มากกว่าตัวไอโฟนเอง
ในตัวโฆษณายังบอกอีกว่า "ทุกวันนี้ มีภาพที่ถูกถ่ายด้วยไอโฟน มากกว่ากล้องอื่นใด" (Everyday, more photos are taken with the iPhone than any other camera) ซึ่งชัดเจนว่าแอปเปิลพยายามกล่าวถึงสถิติจาก Flickr ที่ชี้ให้เห็นว่าไอโฟน กลายเป็นกล้องถูกใช้ถ่ายรูปที่ถูกอัพโหลดขึ้นไปบน Flickr มากที่สุด
กดอ่านต่อเพื่อเข้ามาชมโฆษณาครับ
ที่มา - MacRumors
Apple ขอจดสิทธิบัตรเทคนิคการใช้สัญญาณบลูทูธเพื่อค้นหาตำแหน่งของรถยนต์ รวมทั้งควบคุมการทำงานบางอย่างจากระยะไกลโดยใช้สมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือควบคุม
งานนี้ต้องใช้องค์ประกอบ 3 ส่วน ทั้งรถยนต์ที่ต้องเพิ่มชุดรับ-ส่งสัญญาณผ่านบลูทูธ, สมาร์ทโฟนที่ต้องมีแอพสำหรับใช้งานควบคู่กันพร้อมข้อมูลแผนที่ของพื้นที่จอดรถอย่างสมบูรณ์ และอย่างสุดท้ายคือภายในพื้นที่จอดรถซึ่งต้องมีเสาส่งสัญญาณกระจายเต็มบริเวณ พร้อมด้วยเซิร์ฟเวอร์ประมวลผลข้อมูล
หลักการคือเมื่อผู้ใช้ค้นหาตำแหน่งของรถด้วยสมาร์ทโฟน ข้อมูลจะถูกส่งสู่เซิร์ฟเวอร์ของที่จอดรถนั้น โดยเซิร์ฟเวอร์จะใช้เสาส่งสัญญาณในการสื่อสารเพื่อระบุตำแหน่งของรถยนต์ในพื้นที่ดังกล่าว เมื่อระบุตำแหน่งที่แน่ชัดได้แล้วจึงส่งข้อมูลกลับไปยังสมาร์ทโฟนของผู้ใช้งาน โดยในจุดนี้มีความแตกต่างกับระบบที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในปัจจุบันตรงที่รถยนต์จะไม่ส่งสัญญาณเสียงหรือไฟใดๆ แต่ะมีการระบุตำแหน่งของรถยนต์บนหน้าจอสมาร์ทโฟนด้วยแผนที่ภายในพื้นที่จอดรถนั้น
และด้วยเทคนิคการเชื่อมต่อระบบนี้ ก็สามารถต่อยอดให้ผู้ใช้ควบคุมระบบบางอย่างภายในรถได้จากระยะไกล เช่น การติดเครื่องยนต์, การสั่งเปิด-ปิดหน้าต่าง เป็นต้น
อีกหน่อยคงใช้สมาร์ทโฟนขับรถมารับตรงจุดรับ-ส่งได้เลย ไม่ต้องเดินไปหารถให้เมื่อย
ที่มา - SlashGear, ข้อมูลสิทธิบัตรจาก FPO
เมื่อ 2 วันก่อนเพิ่งประกาศกำหนดวันจัดงาน WWDC 2013 ไปหยกๆ พอเริ่มเปิดขายบัตรเข้างานเมื่อตอน 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกา ก็ปรากฏว่าบัตรถูกขายเกลี้ยงภายในเวลา 2 นาที
สถิติความเร็วในการขายบัตรเข้างานนั้นทิ้งปีก่อนอย่างไม่เห็นฝุ่น โดยงาน WWDC 2012 ในปีก่อนใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง จึงจะขายบัตรหมด
การที่บัตรเข้างานถูกขายหมดอย่างรวดเร็วนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังอย่างสูงต่อนวัตกรรมใหม่ หรือข้อมูลใหม่ที่จะได้รับจาก Apple ในงานนี้ ซึ่งก็มีการคาดเดาไปต่างๆ นานา ว่าอาจจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ใหม่ อดใจรออีกไม่นาน 10-14 มิถุนายนนี้รู้กัน
ที่มา - CNET
แม้ว่ามีข่าวลือออกมาก่อนหน้านี้ว่าแอปเปิลต้านกระแสจอภาพขนาดใหญ่ไม่ไหว จนต้องเริ่มผลิตมือถือที่มีขนาดจอภาพที่ใหญ่ขึ้น ล่าสุดทิม คุก ได้ออกมาดับกระแสข่าวลือนี้ระหว่างการรายงานผลประกอบการประจำไตรมาส ว่าแอปเปิลจะไม่ผลิตมือถือหน้าจอใหญ่กว่านี้ในช่วงนี้
ทิม คุก กล่าวว่า เขาเชื่อว่าหน้าจอของ iPhone 5 เป็นหน้าจอที่ดีที่สุดในตลาดตอนนี้จริง ๆ แม่้ว่าลูกค้าบางคนจะให้ความสำคัญกับขนาดหน้าจอเหนือสิ่งอื่นใด แต่ลูกค้าคนอื่น ๆ ให้ความสำคัญกับความละเอียดของหน้าจอ, คุณภาพการแสดงผลของสี, ความประหยัดพลังงาน, การมีแอพที่ออกแบบมาให้ตรงกับขนาดของหน้าจอโดยเฉพาะ และความสะดวกในการพกพามากกว่า
เขายังบอกอีกว่า คู่แข่งของแอปเปิลหลายรายได้ยอมที่จะแลกสิ่งเหล่านี้ไป เพื่อหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น แต่แอปเปิลจะไม่ยอมทำเช่นนี้ จนกว่าจะมีทางออกที่ดีกว่านี้
ที่มา - MacRumors
งานที่หลายคนทั่วโลกรอคอยอย่างงาน WWDC 2013 หรือ Worldwide Developer Conference 2013 ที่แอปเปิลจัดขึ้นทุกปี โดยในปีนี้ แอปเปิลประกาศว่าจะจัดวันที่ 10-14 มิถุนายนนี้ ที่ Moscone West ในซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา
ทั้งนี้ Phil Schiller ผู้บริหารระดับสูงของแอปเปิลกล่าวไว้ว่า แอปเปิลเชื่อว่านักพัฒนาทั้งหลายต่างก็ได้รับรายได้จากการทำแอพพอสมควร ในปีนี้ แอปเปิลมีความต้องการที่จะโชว์เทคโนโลยีก้าวล้ำตัวใหม่ล่าสุด และระบบพัฒนาแอพที่จะช่วยสร้างแอพได้สร้างสรรค์กว่าเดิม
นอกจากนี้ Schiller ก็เปรย ๆ ไว้ว่าจะโชว์ iOS และ OS X ตัวล่าสุดในงานนี้ด้วย แน่นอนใครอยากไปงานนี้เตรียมเงินและจ่อหน้าจอคอมให้ดี ซื้อบัตรพร้อมกัน 10 โมงเช้าตามเวลาท้องถิ่นในสหรัฐของวันพรุ่งนี้ครับ อย่าลืม คนทั่วไปสามารถซื้อได้ 1 คนต่อ 1 Apple ID ส่วนสำหรับองค์กรสามารถซื้อได้สูงสุด 5 คนนะครับ แต่ต้องรีบนะครับ เพราะจากสถิติเก่า ๆ ที่ผ่านมาอย่างปีที่แล้ว ก็ขายหมดเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น
ที่มา: Apple WWDC ผ่าน Engadget









