Tags:
Node Thumbnail

โซเชียลมีเดียมีมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว และมีมานานพอที่เด็กคนหนึ่งจะเกิดและเติบโตมาเห็นรูปภาพและข้อมูลของตัวเองที่พ่อแม่โพสต์ลงออนไลน์ได้

เว็บไซต์ The Atlantic สัมภาษณ์เด็กๆ หลายคน เช่น Cara เด็กหญิงวัย 11 ปี พยายามถามแม่ของเธอว่าโพสต์อะไรเกี่ยวกับตัวเองลงออนไลน์บ้าง ผลปรากฏว่า ข้อมูลในทุกช่วงชีวิตของ Cara อยู่ในออนไลน์หมด เธอยังบอกด้วยว่า มันน่าประหลาดที่เห็นตัวเองในนั้น และบางรูปที่เธอก็ไม่ได้รู้สึกชอบตัวเองเท่าไรนัก และเธอคาดหวังว่า ครั้งต่อไปก่อนที่แม่โพสต์อะไรเกี่ยวกับเธอ ก็อยากให้มาบอกกันก่อน

Ellen วัย 11 ปี ลองค้นข้อมูลตัวเองบน Google ในตอนแรกเธอไม่คิดว่าจะพบอะไรในนั้นมากนัก เพราะเธอไม่มีโซเชียลมีเดียของตัวเอง ปรากฏมันน่าตะลึง ว่าเธอเจอมากกว่าที่คาดไว้ สถิติว่ายน้ำ เรื่องส่วนตัวที่เธอเขียนตอน ป.3 ตีพิมพ์บนเว็บไซต์โรงเรียน พร้อมแนบชื่อเธอเสร็จสรรพ แม้จะไม่มีข้อมูลเซนซิทีฟ แต่มันก็ทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดที่ข้อมูลเธอถูกเผยแพร่ไปโดยไม่ได้ยินยอม คือแค่ว่ายน้ำ โลกก็รู้แล้ว

No Description
ภาพจาก Shutterstock

เราอยู่ในยุคที่เด็กๆ อายุประมาณ 14 ปี เกิดมาก็มีโซเชียลมีเดียแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพตอนเด็ก หรือแม้กระทั่งรูปอัลตร้าซาวด์ ตอนที่พูดได้ครั้งแรก ตอนทำกิจกรรมกีฬาในโรงเรียนอนุบาลต่างๆ ได้รับการโปรโมทโดยพ่อแม่ คุณครู โรงเรียน และข้อมูลทุกอย่างตั้งแต่เกิดก็อยู่ในโซเชียลมีเดีย ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ของเด็กวัยนี้ที่ต้องรับมือเมื่อพบว่าบนโซเชียลมีเดียมีข้อมูลตัวเองตั้งแต่เกิดจนถึงตอนนี้ โดยที่ตัวเองไม่เคยรับรู้มาก่อน

บริษัทรักษาความปลอดภัยอินเทอร์เน็ต AVG ได้ทำการสำรวจ พบว่าร้อยละ 92 ของเด็กวัยหัดเดินที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี มีเอกลักษณ์ดิจิทัลของตนเองแล้ว โดยผู้ปกครองได้กำหนดรูปแบบบนดิจิทัลให้กับเด็กๆ ได้ก่อนที่เด็กๆจะใช้งานโซเชียลมีเดียเป็นเสียอีก รายงานจาก University of Florida Levin College of Law ระบุด้วยว่าผู้ปกครองเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้รักษาประตูของข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กๆ และในอีกทางหนึ่งก็เป็นผู้เปิดเผยเรื่องส่วนตัวของเด็กๆ เสียเอง

อย่างไรก็ตามไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะรู้สึกไม่ดีที่เจอข้อมูลตัวเองบนออนไลน์ Nate อายุ 13 ลองค้นประวัติตัวเอง และพบข้อมูลที่เขาทำเบอร์ริโตยักษ์ในนั้น เขารู้สึกประหลาดใจ แต่ก็ทำให้เขารู้สึกมีชื่อเสียง เขายังชอบค้นหาประวัติตัวเองบน Google อีกเรื่อยๆ ด้วย

ในบทความต้นทางมีความรู้สึกของเด็กๆ อีกหลายคน สามารถไปตามอ่านกันได้ ในฝรั่งเศสยังเคยมีคดีเด็กฟ้องพ่อแม่ตัวเองที่เผยแพร่เรื่องส่วนตัวโดยไม่ได้รับความยินยอม ซึ่งถ้าเป็นพลเมืองยุโรปก็สามารถใช้สิทธิ์ right to be forgotten ให้ข้อมูลตัวเองถูกลืมบนออนไลน์ได้ แต่สิทธิ์ดังกล่าวยังจำกัดอยู่เฉพาะคนยุโรปเท่านั้น

ที่มา - The Atlantic

Get latest news from Blognone

Comments

By: whitebigbird
Contributor
on 23 February 2019 - 22:30 #1097975
whitebigbird's picture

ได้รับการโรโมท

โปรโมท

By: adente
ContributorSUSESymbianWindows
on 23 February 2019 - 22:48 #1097978
adente's picture

โชคร้ายของเด็กยุคนี้ครับ คงต้องทำใจและทนกันต่อไป

By: ปาโมกข์
iPhoneAndroidWindows
on 23 February 2019 - 23:01 #1097982
ปาโมกข์'s picture

ใครเอารูปเด็กๆของเรามาโชว์ยังอายแทบตาย แต่นี่ไลค์สด แถมเจาะลึกทุกแง่มุมของเด็กๆ

By: IDCET
Contributor
on 23 February 2019 - 23:09 #1097985

บางที พ่อแม่แบบนี้ก็สมควรโดนเด็กฟ้องครับ เด็กบางคนไม่ต้องการให้เปิดเผยแบบนั้นเลยนะ

By: huajaiplateen on 23 February 2019 - 23:19 #1097988
huajaiplateen's picture

ค้นชื่อสกุลใส่ "" สิ
อย่างหลอนอะ

By: port on 24 February 2019 - 01:33 #1097997

เด็ก(Gen.)รุ่นถัดไปเริ่ม Active แล้วสินะ

By: srps
iPhoneWindows
on 24 February 2019 - 01:37 #1097998
srps's picture

ที่ไทยจะไม่มีการฟ้องเกิดขึ้น
เพราะตามกฎหมาย ลูก ฟ้อง พ่อแม่ปู่ย่าตายายหรือบุพการีของตัวเอง ไม่ได้ (ยกเว้นอัยการส่งฟ้อง) ตามมาตรา 1562
https://deka.in.th/view-587638.html

By: moojiw
ContributoriPhoneWindows PhoneAndroid
on 24 February 2019 - 02:58 #1098001
moojiw's picture

ถึงกับต้องมาโพสเลยครับ เคสแบบนี้มีเพื่อนเจอแล้ว ตอนวัยรุ่นๆโพสรูปกินเหล้า เที่ยวผับ ฃุดเซ็กซี่ รูปวาบหวิวของตัวเอง และแฟนๆ เก่าหลายคนมาก ลูกสาวตัวเองโตมาอายุประมาณ 14 ปี เริ่มหารูปแม่ไปๆมาๆ เจอรูปเก่า ในเวบบ้าง เฟสบ้าง เด็กเองก็ไม่ใฃ่เด็กน้อยไม่รู้อะไรเลย รู้หมดแหละ นี่เพื่อนมันกลุ้มๆ ว่า ลูกเริ่มหมางเมินมาปีกว่าแล้ว ถึงว่าครับ ตอนที่ไปงานแต่งเพื่อนหลายๆคนถึงบอกว่า ถ้าแต่งแล้วให้เปลี่ยนเฟส หรือ ลบเฟส สื่อสังคมออกให้หมด เรื่องเท่ๆ ตอนวัยรุ่นทั้งชายโดยเฉพาะหญิงมันสร้างปัญหาให้มากครับ

By: ผลิตภัณฑ์ที่ทัน...
Android
on 24 February 2019 - 05:15 #1098005 Reply to:1098001

ลูกวัยรุ่น เบื่อพ่อแม่ เป็นเรื่องปกติครับ รูปพ่อแม่เที่ยวผับ ไม่ใช่ประเด็นหรอกครับ

By: จักรนันท์ on 24 February 2019 - 09:31 #1098018 Reply to:1098001

ความเห็นจากประสบการณ์การสร้างบุตรของผมเองนะครับ

ผมเห็นว่า ขึ้นอยู่กับเด็กจะถูกพ่อแม่เองสร้างให้ Self confidence สูงแค่ไหนครับ
ถ้าเด็กมั่นใจในตัวเองสูงมาก มีลักษณะผู้นำสูง เรื่องทั้งหมดที่เจอจะกลายเป็น "ตำนาน" ของตัวเองให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก
แต่ถ้าเป็นเด็กที่ความมั่นใจในตัวเองไม่มากพอ เรื่องทั้งหมดจะกลับกลายเป็นสิ่ง "น่าอาย" ครับ

ทั้ง Hero และ Assassin ไม่เคยอายใน Legend ของตัวเองครับ
มีแต่ Looser เท่านั้น ที่จะ Focus แต่จุดด้อยแล้วจิตตกในตำนานของตัวเอง

จะเท่ห์หรือจะอับอาย ล้วนแต่เป็นความสามารถในการจัดการกับความรู้สึกของตัวเองที่ถูกสร้างมาให้มีความสามารถนี้มาก/น้อยแค่ไหนเท่านั้น

By: whitebigbird
Contributor
on 24 February 2019 - 12:03 #1098029 Reply to:1098018
whitebigbird's picture

อายหรือเท่ห์นี่เป็นแค่ perception ของแต่ละคนครับ ไม่มีอะไรดีกว่าอะไร

คนเราให้คุณค่ากับสิ่งที่แตกต่างกัน ถ้าตัดสินเด็กด้วยคุณค่าของตัวเรา เราก็เป็นพ่อแม่จอมบงการครับ

จะสอนลูกทั้งที อย่าตัดสินแทนลูก แต่สอนเค้าว่าผลของทางเลือกเป็นอย่างไร ให้เค้าเลือก และอย่าตัดสินเค้าครับ

อย่าตัดสินลูกคนอื่นด้วยครับ

By: sunVSmoon
Windows
on 24 February 2019 - 12:28 #1098035 Reply to:1098029

+1
เด็กควรมีสิทธิ์ที่จะเลือกตำนานของตนเอง
ไม่ใช่เพียงยินดียินร้ายกับตำนานที่พ่อแม่คิด(ไปเอง)...ว่าดี

By: zerocool
ContributoriPhoneAndroid
on 24 February 2019 - 12:44 #1098037 Reply to:1098029
zerocool's picture

+1


That is the way things are.

By: จักรนันท์ on 24 February 2019 - 13:13 #1098040 Reply to:1098029

ผมไม่ได้ตัดสินใคร และไม่ได้พูดถึงกรณีซ้ายขัดหรือขวาจัดนะครับ กรุณาอย่าโต้แย้งผมด้วยความคิดที่ผลักผมไปทางซ้ายสุดหรือขวาสุดประมาณนั้น

รูปเด็กน้อยน่ารัก 1 คนเข้าโรงเรียนวันแรก อาจสร้างความภาคภูมิใจให้พ่อแม่และตัวลูกเองได้ ถ้าตัวลูกถูกสร้างมาให้เป็นคนที่มีความภูมิใจในตัวเองมากพอ
ในขณะเดียวกัน รูปเดียวกันนี้ อาจสร้างความอับอายให้เด็กได้กับเรื่องไฝบนหน้า เตี้ยไป สูงไป ดำไป ขาวไป เสื้อเก่า เสื้อใหม่ขาวเด่นไป ฯลฯ ถ้าเขาเติบโตมาโดยมีแต่ผู้ใหญ่แวดล้อมที่คอยเที่ยวชี้ให้ดูแต่ความสูงต่ำดำเตี้ยของผู้อื่น มีการเปรียบเทียบอยู่เสมอๆ

ลองสร้างลูกหลานดูจริงๆ เสียก่อนครับ แล้วพยายามปั้นให้เขาเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองมากๆ ให้ได้ดู แล้วคุณจะเข้าใจว่า ตลอดทางของการสร้างเขา คุณไม่ได้ตัดสินลูกคุณเองเลย (นี่ไม่ได้พูดถึงพวกพ่อแม่ซ้ายจัดหรืิอขวาจัดนะครับ) มันอยู่ที่ตัวคุณต่างหาก จะสามารถปั้นให้ลูกตัดสินตัวเขาเองอย่างไร

นอกจากในกลุ่มที่พ่อแม่ใช้ลูกเป็นเครื่องมือทางสังคมโดยจะรู้ตัวหรือไม่ตาม (ผมไม่ได้หมายถึงกลุ่มนี้) นอกนั้นการตัดสินตัวเองของเด็ก ล้วนเป็นผลจากการเลี้ยงดูของตัวพ่อแม่เองเช่นกันครับ

ประโยคที่คุณ whitebigbird ว่า "อย่าตัดสินลูกคนอื่นด้วยครับ" จึงทำให้ผมรู้ว่า คุณเติบโตมาโดยถูกเปรียบเทียบเสมอ จึง Sensitive กับทุกสิ่งที่ "ตีความ" เป็นการตัดสินได้ ทั้งที่ "ความเห็น" แรกทั้งหมดของผมมาจาก "ความเป็นจริง" โดยไม่มี "ประธาน" และ "กรรม" ที่เฉพาะเจาะจงในความเห็นเลย

ความเห็นแรก จึงไม่ใช่ "การตัดสิน" ใครๆ เลย นอกจากเป็น "ความคิดเห็น" แท้ๆ
เว้นแต่บังเอิญจะไปสะกิดรอยแผลในใจใครเข้าให้สะดุ้งเองครับ (นั่นคือสิ่งที่ใครคนนั้นถูกปั้น focus มาตั้งแต่เด็ก)

ซึ่งความเห็นนี้ ผมตัดสินคุณ whitebigbird แล้ว
และเป็นการจงใจแสดงให้เห็นระหว่าง "การออกความคิดเห็น" ซึ่งไม่ได้มี "กรรม" ในประโยคถึงใคร
และการตัดสิน ที่มี ประธาน กิริยา กรรม อย่างชัดเจน ว่ามันต่างกันอย่างไร

การโต้แย้งด้วยการกล่าวหาว่าผม "ตัดสิน" โดยไม่มีผู้ใดเสียหายในประโยคเลยนั่น... กินปูนร้อนท้องหรือเปล่าครับ?

By: whitebigbird
Contributor
on 24 February 2019 - 14:05 #1098045 Reply to:1098040
whitebigbird's picture

ซ้ายขวามาจากไหนเหรอครับ ผมไม่ได้พูดถึงเลย

คือคำพูดของคุณ อ่านแล้วเข้าใจได้ว่า คุณภูมิใจถ้าลูกจะมั่นใจและเป็นผู้นำ และคุณมองเชิงลบ กับเด็กที่อับอายว่าไม่มีความเป็นผู้นำ (เรียกคนที่อับอายจากอดีตที่ไม่ดีของพ่อแม่ว่า loser แปลเป็ทไยว่าขี้แพ้, ไม่เอาไหน)

และลูกที่คุณสร้าง มีความน่าภูมิใจต่อคุณอย่างมาก สามารถเอาเรื่องพ่อแม่ไปเล่าเป็นตำนานได้

สิ่งที่คุณพูดไม่ใช่ fact ครับแต่เป็น perception ว่าคนไหนจะรู้สึกอย่างไร และคุณมีทัศนคติอย่างไรต่อ perception เหล่านั้น

ส่วนเรื่องซ้ายหรือขวา ผมยังงงอยู่ดีว่าไปเรื่องซ้ายขวาได้ยังไง เกาหัวแบบงงๆ

ส่วนเรื่องถูกเปรียบเทียบมาตลอด อันนี้ยิ่งงงเข้าไปใหญ่เลยครับ ไม่มี fact ใดๆ เลย

เรื่องกินปูนร้อนท้องอีก ...

ผมแค่พูดถึงเรื่องการเลี้ยงเด็กคนนึงครับ มาเป็นชุดเลย แถมมั่วด้วย ...

ผมขอโทษละกันครับ ดูท่าทางว่าผมจะทำให้คุณโกรธถึงขนาดตำหนิผมแบบเหวี่ยงแหอย่างนี้

ขอโทษครับ

By: Fasndee
ContributorAndroidWindows
on 24 February 2019 - 14:23 #1098046 Reply to:1098045
Fasndee's picture

ผมว่าผมเข้าใจเจ้าของกระทู้นะครับ หลายท่านรวมทั้ง whitebigbird เหมือนจะเข้าใจผิดไปในจุดหมายในการบอกเนื้อหาเฉย ๆ

ส่วนเรื่องการสวนกลับของเขานั้น ผมไม่เห็นด้วย ไม่จำเป็นต้องยกตัวอย่างของคู่สนทนาแบบนั้น เพราะมันทำให้มีปัญหาเปล่า ๆ


https://www.facebook.com/ovwwwwvo

By: จักรนันท์ on 24 February 2019 - 17:04 #1098054 Reply to:1098045

ความเห็นของผม ผมไม่ได้ออกตัวแทนพ่อแม่ซ้ายจัด/ขวาจัด ซึ่งคือคำพูดผมเอง
และซ้ายจัด/ขวาจัด หมายถึงพวกผิดจริง ใช้ลูกเป็นเครื่องมือจริง และพวกเลี้ยงเป็นไข่ในหินครับ

แต่ความเห็นของผม ผมหมายถึงตามเนื้อข่าวเลย

ผมยอมรับตามที่คุณ Fasndee กล่าวคือ การสวนกลับของผมนั้น เป็นการกระทำเกินไปจริงๆ อันนี้ต้องขอโทษด้วย

แต่คุณ whitebigbird "ลาม" จากเนื้อข่าวครับ

คุณยกมาว่า... "เรียกคนที่อับอายจากอดีตที่ไม่ดีของพ่อแม่ว่า loser"

ตรงไหนในข่าว และตรงไหนในความเห็นของผมครับ ที่พูดเรื่อง "อดีตที่ไม่ดีของพ่อแม่" (คือกลุ่มพ่อแม่ซ้ายจัดในมุมมองของผม)

ในข่าวระบุออกชัดๆ ว่า "ไม่มีข้อมูลเซนซิทีฟ" "สถิติการว่ายน้ำ" "เรื่องส่วนตัวที่เธอเขียนตอน ป.3 ตีพิมพ์บนเว็บไซต์โรงเรียน"

คุณจะออกทะเลไปไหนครับ? ที่ว่า "อดีตที่ไม่ดีของพ่อแม่" มันอยู่ตรงไหนในข่าวและในความเห็นต้นของผมครับ?

แต่ละคำคุณ whitebigbird เสกสรรปั้นแต่งเพิ่มขึ้นมาเองทั้งสิ้น ไม่มีทั้งในเนื้อข่าวและต้นความเห็นของผมเลย หลงประเด็น ออกทะเล ยิ่งไปยิ่งกู่ไม่กลับ พาลไปถึงว่าผม "ตัดสินลูกคนอื่น" เสียนั่น

สถิติการว่ายน้ำ ต่างอะไรกับการประกาศลำดับที่การสอบไล่ในโรงเรียนครับ?
การตีพิมพ์ผลงานเรียงความนักเรียนของโรงเรียน ก็ทำกันมาแต่ไหนแต่ไร ที่โรงเรียนทำก็เพราะยกย่องในผลงานของนักเรียนคนนั้น

Loser นั่น ผมพูดถึงกรณีเด็กที่หงุดหงิดในข่าวครับ ที่ควรจะภูมิใจในผลงานตัวเองอย่างที่สังคมเขาภูมิใจและยกย่องครับ
แต่คุณออกทะเลไปไหนก็ไม่รู้ ถึงเด็กกลุ่มไหนก็ไม่รู้ จนผมอดคิดไม่ได้ว่า มันไปสะกิดปมอะไรในใจคุณหรือเปล่า? จนทำให้เกิดประโยคสวนกลับอันเกินไปดังที่คุณ Fasndee ตำหนิไว้

ผมไม่โกรธคุณหรือใครๆ ครับ คุณออกทะเลเอง คุณงงเอง ก็เท่านั้น
คุณจับประเด็นตรงหน้าในเนื้อข่าวไม่ได้ คุณอ่านแล้วมโนประเด็นออกไปนอกกรอบของตัวข่าวเองครับ

ผมไม่ได้พูดถึง "เด็กคนหนึ่ง" ของคุณ ซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้ พูดด้วยเรื่องอะไรก็ไม่รู้ (ใครมั่ว?)
แต่ผมพูดถึง "Ellen วัย 11 ปี" ในข่าว ซึ่งไม่ได้สมมุติขึ้นมาลอยๆ แบบคุณครับ (ใครกันแน่ ที่มั่ว?)

ถ้าคุณ "ยกหาง" ความหงุดหงิดของ Ellen ขนาดนั้น ก็ขอให้โชคดีในการสร้างบุตรหลานของคุณเถอะนะครับ

แต่ถ้า "เด็กคนหนึ่ง" ของคุณไม่ใช่ Ellen แล้วล่ะก็ ถ้างั้นต้องขอโทษด้วยที่จะขอสวนว่า "คุณแหละครับ มั่วมาตลอดการแลกความเห็นกับผม" เพราะไม่มีใครอื่นรู้ว่า "เด็กคนหนึ่ง" ของคุณ หมายถึงใคร โดนอะไรมา มีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตเขาบ้าง คุณมโนเอาเองคนเดียวทั้งสิ้น (แล้วจะไม่ให้ผมคาดเอาว่าเป็นชีวิตวัยเด็กของคุณเองได้ยังไง)

อย่างคุณ sunVSmoon เขาก็หลงประเด็นนะครับ แต่สิ่งที่เขาไม่ทำกับผมคือ "ตัดสินผม" ในความเห็นของเขา เขาแค่ออกความเห็นในแบบ "หลงประเด็น" ไปก็เท่านั้น ผมจึงไม่ตอบโต้เขา

แต่คุณ whitebigbird หลงประเด็น แล้วตัดสินผมในความเห็นของคุณเลยทันที (ด้วยความหลงประเด็น) และเพราะความเป็นคนด่วนตัดสินคนอื่นของคุณนั่นเอง จึงทำให้คุณเที่ยว "ตัดสินคนอื่น" ในความเห็นนั่นทันทีเสียเองนั่นเอง
ผมจึงพยายาม "สวนกลับ" ให้คล้าย "กระจก" ที่สุด แต่ยอมรับว่า "ล้มเหลว" ครับ

--------- มาเพิ่มเติมภายหลัง ---------

ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยครับ ผมพบความผิดพลาดของตัวเองแล้ว เมื่ออ่านความเห็นไล่รวมลงมาทั้งหมดอีกครั้ง

นั่นคือความเห็นแรกของผม ดันไปจิ้มเป็น Reply คุณ moojiw นั่นเอง
ทำให้ท่านอื่นๆ โต้แย้งผมตามกรอบประเด็นความเห็นของคุณ moojiw ในต่อๆ มานั่นเอง

ขอน้อมรับในความผิดพลาดทั้งหมดครับ นานๆ ผมจะผิดพลาดแบบหน้าแตกยับเยินแบบนี้ซักที

ที่จริงผมตั้งใจจะออกความเห็นเกี่ยวกับตัว Ellen โดยตรงในเนื้อข่าวน่ะครับ

และเพื่อแสดงความจริงใจต่อการยอมรับความผิดพลาดนี้ ผมจะไม่ลบ ไม่แก้ไข ทุกสิ่งที่ออกความเห็นไปแล้วนะครับ

ต้องขอโทษทุกๆ คนอย่างมากอีกครั้ง

By: whitebigbird
Contributor
on 26 February 2019 - 13:17 #1098516 Reply to:1098054
whitebigbird's picture

คุณจักรนันท์ ผมโควทสิ่งที่คุณพิมพ์มานะครับ

ประโยคที่คุณ whitebigbird ว่า "อย่าตัดสินลูกคนอื่นด้วยครับ" จึงทำให้ผมรู้ว่า คุณเติบโตมาโดยถูกเปรียบเทียบเสมอ จึง Sensitive กับทุกสิ่งที่ "ตีความ" เป็นการตัดสินได้ ทั้งที่ "ความเห็น" แรกทั้งหมดของผมมาจาก "ความเป็นจริง" โดยไม่มี "ประธาน" และ "กรรม" ที่เฉพาะเจาะจงในความเห็นเลย

ความเห็นแรก จึงไม่ใช่ "การตัดสิน" ใครๆ เลย นอกจากเป็น "ความคิดเห็น" แท้ๆ
เว้นแต่บังเอิญจะไปสะกิดรอยแผลในใจใครเข้าให้สะดุ้งเองครับ (นั่นคือสิ่งที่ใครคนนั้นถูกปั้น focus มาตั้งแต่เด็ก)

อันนี้คือความเป็นจริงรึเปล่าครับ โดยเฉพาะประโยคนี้มันเป็นข้อเท็จจริงไหมครับ

จึงทำให้ผมรู้ว่า คุณเติบโตมาโดยถูกเปรียบเทียบเสมอ จึง Sensitive กับทุกสิ่งที่ "ตีความ" เป็นการตัดสินได้

อีกส่วนนึงที่คุณบอกว่า

มีแต่ Looser เท่านั้น ที่จะ Focus แต่จุดด้อยแล้วจิตตกในตำนานของตัวเอง

และคุณยังบอกว่า

ผมจึงคาดว่ากระบวนคิดของ Ellen ต้องมีปัญหาแน่ๆ จึง คาดเดา เอาอย่างเบาๆ ว่าน่าจะ Lack confidence อยู่ดี

ซึ่งถ้าคุณมองว่า Ellen เป็นกลุ่ม Lack confidence นั่นตีความได้ว่าคุณมอง Ellen ว่าเป็น looser ถูกมั้ยครับ (จริงๆ ต้องเป็น loser นะครับ อันนี้ไม่ได้แกล้งติ หาจุดด้อยนะครับ ให้เป็นข้อมูล)

และการมอง Ellen ว่าเป็น Looser โดยตั้งอยู่บน perception ของตัวเอง แบบนี้เรียกว่าคุณตัดสิน Ellen ได้มั้ยครับ และนี่คือที่ผมบอกว่า อย่าไปตัดสินลูกคนอื่นครับ

มาอีกประโยคนึง

ผมไม่ได้พูดถึง "เด็กคนหนึ่ง" ของคุณ ซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้ พูดด้วยเรื่องอะไรก็ไม่รู้ (ใครมั่ว?)
แต่ผมพูดถึง "Ellen วัย 11 ปี" ในข่าว ซึ่งไม่ได้สมมุติขึ้นมาลอยๆ แบบคุณครับ (ใครกันแน่ ที่มั่ว?)

จากเรื่องปูมหลังของผมที่คุณบอกว่าผมเติบโตมาอย่างไรโดยไม่ได้มี fact ใดๆ ทั้งสิ้น และคุณไม่รู้จักผม ไม่เคยทราบว่าผมเติบโตมาอย่างไร และที่คุณบอกว่าผมเติบโตมาแบบถูกเปรียบเทียบตลอด ผมขอตอบคุณว่าผมไม่ได้เติบโตมาแบบนั้นครับ

ดังนั้น ผมจึงบอกว่า "แถมมั่วด้วย" อันนี้ถือว่าผมตอบคำถามที่คุณถามผมละกัน (ใครมั่ว?,ใครกันแน่ ที่มั่ว? )

และข้อเท็จจริงของคุณ มันไม่ใช่ fact ครับ มันเป็น perception โดยเฉพาะที่บอกว่าเป็นเรื่องของลิขสิทธ์ หรือเรื่อง lack of confident แต่เด็กหลายๆ คน ไม่ว่าผลจะดีหรือผลจะแย่ เค้าไม่ชอบให้ยุ่งเรื่องส่วนตัวครับ เค้าไม่ชอบเป็นที่รู้จัก แค่ไม่ชอบเฉยๆ ไม่ได้เกิดจาก scarcity mindset อะไรแบบที่คุณคิดครับ

ซึ่งผมอาจผิดก็ได้ เด็กอาจจะ lack of confident จริงๆ หรือเด็กอาจเป็นแบบที่ผมบอกคือไม่ชอบเป็นที่รู้จัก (ถ้าอยากเป็นที่รู้จัก ฉันจะเลือกทำด้วยตัวเอง ถ้าฉันอยากให้ข้อมูลของฉันไปอยู่บนเน็ต ฉันจะทำด้วยตัวเอง) ซึ่งเหล่านี้เป็นเพียง perception หรือ guess ของเราเท่านั้นครับ ตราบใดที่ไม่ได้ออกจากปากตัวของเด็กเอง มันไม่ใช่ข้อเท็จจริงครับ

และส่วนที่คุณอ้างถึง pedophile ว่าอาจเป็นอันตรายต่อตัวเด็ก เพราะอาจรู้จังหวะชีวิตของเด็ก ... มันมีมากกว่านั้นครับ เพราะ pedophile หลายคนสำเร็จความใคร่กับรูปของเด็กๆ ซึ่งเพิ่งจะมีข่าวลงบล็อกนันไปเอง

แต่ fact คือต่อให้ pedophile สำเร็จความใครกับรูปของเด็กมันก็ไม่เป็นอันตรายทางกายกับเด็กครับ แต่พ่อแม่เหล่านั้นไม่ชอบ และตัวเด็กเองก็ไม่ชอบ และไม่ยินดีให้รูปตัวเองถูกเอาไปทำแบบนั้นด้วย

อีกส่วนนึง

ตามปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นในโรงเรียนประถม สถิติเหล่านั้นย่อมดีแน่นอน

อะไรทำให้มั่นใจว่าดีแน่นอนครับ อันนี้ไม่ใช่ fact อีกแหละครับ พ่อแม่หลายคนลงเพื่อเก็บไว้เป็นบันทึกครับ ไม่ได้ลงไว้เพราะลูกชนะ หรือได้คะแนน หรือสถิติดี ในกรณีของ Ellen นี่ผมไม่รู้ว่าสถิติดีหรือไม่ดี หรือพ่อแม่ลงเพราะอะไรครับ ดังนั้นมันไม่มี fact ใดๆ เลยครับ เป็นแค่การคาดการณ์ของคุณกับผมอยู่ดี

เอาจริงๆ เรื่องในข่าวนี้ประเด็นเดียวหลักๆ คือเรื่องของ privacy ที่ถูกละเมิดจากพ่อแม่ ไม่ว่าจะทำด้วยความตั้งใจ ภูมิใจ หรืออะไรก็ตาม แต่การไม่ได้ขอ consent จากตัวเด็กเอง และยังใช้สถานะความเป็นผู้ปกครองละเมิด privacy ของลูกโดยไม่ได้คิดถึงผลเสียที่จะตามมา เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น หรือควรใช้ความระมัดระวังมากกว่านี้ครับ ซึ่งผมคงไม่พูดให้ระวังผลดีที่จะตามมานะครับ มันแปลกไปหน่อย

ผมไม่รู้ว่าคุณจักรนันท์เข้าใจที่ผมพิมพ์มากขึ้นรึเปล่าว่าผมพยายามสื่อสารอะไร ส่วนในมุมที่คุณจักรนันท์พยายามสื่อสารนั้นผมเข้าใจตั้งแต่แรกแล้วครับ (ตั้งแต่เม้นแรก)

ผมหายไปนาน ตอนแรกว่าจะไม่ตอบ เพราะอยากรอข้อมูล (fact) จากคุณก่อน (ถ้าไม่มี fact ผมก็ไม่ตอบ) พอดีเห็นคุณมาตอบเม้นด้านล่าง ที่คุณคาดว่า Ellen น่าจะไม่ชอบเพราะไม่มั่นใจ ซึ่งเป็น fact ที่ผมรออยู่ครับ

มีอีกส่วนนึงที่ผมจะแนะนำครับ คำว่าซ้ายขวาตอนแรกผมอ่านแล้วนึกว่าเป็นศัพท์ที่ใช้อธิบายฝั่งซ้ายกับขวาทางการเมืองครับ การที่คุณใช้คำว่าซ้ายขวาในบริบทที่เราคุยกัน อันนี้เป็น perception ของคุณนะครับ คือไม่มีใครรู้ซ้ายที่คุณใช้ เป็นตัวแทนของอะไร และไม่มีใครรู้ว่าขวาที่คุณใช้เป็นตัวแทนของอะไร เพราะคนส่วนมากเข้าใจคำว่าซ้ายขวาในเชิงตัวแทนของฝ่ายการเมืองฝ่ายอนุรักษ์กับฝ่ายก้าวหน้าครับ

คำแนะนำคือ พยายามเลี่ยงใช้คำที่มันกำกวมกับคำที่คนทั่วไปเข้าใจครับ เพราะตอนแรกผมเองก็งงว่าซ้ายขวาอะไร เกี่ยวอะไรกับการเมือง

By: จักรนันท์ on 26 February 2019 - 15:09 #1098549 Reply to:1098516

ขอแยกเรื่องนะครับ
เรื่องแรกที่ผมสวนคุณด้วยความไม่ควรทำ ผมผิดจริงตามที่คุณ Fasndee กล่าว และขอโทษคุณ whitebigbird ไว้ตรงนี้ จะได้จบจุดนี้ไป ดังนั้นตรงที่คุณ Quote การตอบโต้จุดนี้มา ผมขอไม่ต่อความยาวสาวความยิืดนะครับ เพราะผมยอมรับว่าผมกระทำผิดต่อคุณแล้ว จะได้มาที่เรื่อง Ellen ตามเนื้อข่าวกันต่อไปได้ เรื่องส่วนตัวอะไรของคุณผมไม่ขอก้าวล่วงนะครับ

ช่างพยายามหาจุดเล็กน้อยจังนะครับ กับที่ผมเบิ้ล O เกินมาตัวหนึ่งที่จุดเดียว อันนี้เจตนาอะไรครับ? ผมไม่ได้กำลังพิมพ์เรียงความที่ต้องสอบทานการพิมพ์ถูกพิมพ์ผิดให้ 100% อยู่นี่ครับ นี่ก็จงใจหาให้เป็นเรื่องจนออกนอกหน้าชัดเจนเกินไปหรือเปล่าครับ? ดังนั้นเรื่อง Looser จุดเดียวที่พิมพ์ O เกินมาตัวที่สู้อุตส่าห์ Scan ข้อความแกะยกมาเพื่อลดน้ำหนักความคิดเห็นของผมนี่ ผมขอข้ามไปและถือว่า "ไร้สาระ" นะครับ เป็นการจงใจชวนทะเลาะอย่างชัดเจน

การเป็น Loser ในสำนวนแรกของผมที่ไม่ได้คิดจะออกความเห็นยาวๆ จึงพยายามรวบความพิมพ์ไว้ให้สั้นๆ ครับ มันไม่ได้เกิดจากการพยายาม "ตัดสินลูกคนอื่น" และใจความของความเห็นนั้น ผมก็โทษพ่อแม่ด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะด้วยอะไร ผมก็โทษพ่อแม่ อันนี้คุณปฏิเสธไม่ได้ว่าผมชัดเจนตั้งแต่ความเห็นแรก ถ้าเช่นนั้นคุณทำเพื่ออะไรที่จะชี้ให้ได้ว่า "ผมตัดสินลูกคนอื่น"? มันช่วยส่งเสริมเหตุและผลอะไรในเนื้อข่าวครับ? ยังไงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัว Ellen ตามเนื้อข่าวก็เป็นการกระทำของโรงเรียน ที่สำคัญคือ....

ข้อเท็จจริงที่ผผมหยิบมาเป็นแกนหลักในการออกความเห็น มันเป็น Fact ครับ ต่อให้เป็นคำโกหก มันเป็นการให้สัมภาษณ์ของ Ellen เองจริงๆ (Ellen โกหกเอง) ถ้ามองไม่มุมของลิขสิทธิ์ ก็เป็นการละเมิดตามกฏหมาย ซึ่งก็ยังเป็น Fact ครับ (Fact ตามกฏหมายที่มนุษย์เราตั้งกันขึ้นมาเอง) ส่วนการ Lack confidence ของเด็กเอง นั่นไม่ใช่ Fact ครับ แต่ผมคาดเดาเอาอย่างเบาๆ และน่าจะเป็นไปได้ที่สุด ก็คงมีเรื่องนี้ที่ทำให้เด็กหงุดหงิดได้ ส่วนอื่นๆ อีก 2 ย่อหน้าผมไม่ขอถกนะครับ ไม่ได้มีอะไรที่เราเห็นแย้งกันหรือเป็นเหตุพอจะเอามาขยายกันต่อ (Pedophile)

สถิติว่ายน้ำ อันนี้มั่นใจครับ ว่าดีแน่นอน (หมายถึงผลการว่ายน้ำนะ) เพราะถ้าไม่ใช่สถิติที่ดี โรงเรียนไม่เอามาอวด และ Ellen คงมีปัญหาหนักกว่านี้ ข่าวนี้ก็คงไม่ใช่แค่นี้ พ่อและแม่ของ Ellen ก็คงไม่ยอมเช่นกันถ้าเอาผลการว่ายน้าที่ไม่ดีของ Ellen มาขึ้นเวปไซท์ของโรงเรียน แบบนั้นประเด็นจะกลายเป็น "ประจานโดยเจตนา" แล้วครับ อย่างเรื่องนี้ผมว่าคุณก็พยายามสุดโต่งเกินไป อะไรที่มันเป็นธรรมดาตามธรรมชาติ คุณก็พยายามมากที่จะบอกว่า "มันอาจไม่เป็นเช่นนั้น" พยายามอย่างมากที่จะไม่ยอมรับว่า มันเป็นเช่นนั้น และชวนออกถกแบบคิดเผื่อไปสุดโต่งให้ได้ว่า สถิตินั่นอาจจะไม่ดี (เอาแบบสุดโต่งก็ต้องว่า สถิติห่วย น่าอาย) มันใช่หรือ? มันเป็นไปได้หรือ? ถ้ามันเป็นไปได้ คิดว่าข่าวจะไม่นำเสนอข้อเท็จจริงนี้กับพวกเราหรือ? ตลกน่า....

จะยึดอัตตาเอาชนะคะคานกันไปถึงไหนครับ
อะไรผมผิด ผมพลาด ผมขอโทษ และขอโทษคุณด้วยทันที
ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเอาหัวชนฝากันนะครับ เอาความคิดเห็นมาถกกันดีกว่ามาเล่นตรงแค่ที่ว่า "สถิติว่ายน้ำอาจจะไม่ดีก็ได้" มันเป็นการพยายามแถกออกไปหาเรื่องเสียเปล่าๆ (หรือคุณอาจกำลังทดสอบผมด้วยการพยายามยั่วยุอยู่หรือครับ? งั้นก็ไม่สำเร็จนะครับ)

"สถิติการว่ายน้ำ" โดยธรรมเนียมของการแข่งขันกีฬาตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษชาติ มันไม่ใช่ Privacy ของตัว Ellen มาตั้งแต่แรกแล้ว ผมยังไม่เห็นว่า Privacy (ของ Ellen) จึงเป็นเหตุผลให้ Ellen ยกขึ้นมาอ้างได้อยู่ดี

จริงๆ แล้ว โดยเฉพาะถ้าดูกันจริงๆ 2 สิ่งที่เกิดกับ Ellen นั้น ไม่ได้กระทำโดยพ่อแม่เลยด้วยซ้ำ แต่ผู้สร้างข่าวเอามาปูประเด็นโจมตีพ่อแม่แทน

และขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำสุดท้ายนะครับ ต่อไปจะพยายามหาคำที่ง่ายกว่านี้ พิมพ์สดๆ บางทีมันก็นึกอะไรไม่ออกน่ะครับ ความที่พยายามจะลดทอนบางอย่างให้สั้นลง มันก็เลยเหลือซ้ายๆ/ขวาๆ งงกันไปใหญ่ ต้องขอโทษผู้อ่านทุกคนเรื่องซ้ายๆ/ขวาๆ นี่อีกครั้งครับ

--- เพิ่มเติมภายหลัง ---

ผมอ่านความเห็นคุณ whitebigbird อีกครั้งแล้วเพิ่งฉุกใจคิดได้ จากที่คุณว่า

"พ่อแม่ลงเพราะอะไรครับ"

ผมอยากให้คุณไปอ่านต้นฉบับข่าวด้วยนะครับ จะได้อ่านคำให้สัมภาษณ์ของ Ellen เองเต็มกว่าใน Blognone นี่ เพราะผมยึดถือจากปาก Ellen ว่าเป็น Fact ในการพิจารณา ผมเห็นว่าคุณน่าจะขาด Fact (จากปาก Ellen) ไปบางอย่างคือ...

1) Ellen เป็นนักว่ายน้ำเอง ด้วยตัวเอง อย่างสมัครใจเอง
2) พ่อแม่ ไม่ได้เกี่ยวเลย อย่างที่คนเขียนข่าวพยายามโยงเข้าไปให้เกี่ยว (เรื่อง post ข้อมูล)

ที่จริงยังมีอีกจุดที่คุณ sunnywalker ไม่ได้ยกมา คือเธอไม่อยากให้ใครรู้ว่าเป็นพูดภาษาสเปน (ทั้งที่เป็นคนเสปน) ซึ่ง Fact (จากปาก Ellen) ตรงนี้ ทำให้ผมเชื่อได้ว่าเข้าข่าย Lack confidence (คนที่ไม่ภูมิใจในชาติกำเนิดและ/หรือภาษาแม่ของตนเอง)

ก๊อปปี้มาให้เลยดีกว่า...

“No matter what you do, it’s out there for people to know,” she said. “Even if you’re just swimming—the rest of the world will know. My meet records are out there; now people know I’m a swimmer. [The internet] tells you where all the swim meets are, so that would probably tell my general location. It tells you my school. Parts of my story online were in Spanish. Now people know I speak Spanish.”

ไม่ขอถก 2 ประโยคที่ผมเห็นด้วยกับ Ellen อยู่แล้วต่อไปนี้นะครับ ไม่ต้องยกขึ้นมาให้เสียเวลา

"the rest of the world will know"
"so that would probably tell my general location."

By: whitebigbird
Contributor
on 26 February 2019 - 16:00 #1098570 Reply to:1098549
whitebigbird's picture

ส่วนอื่นอ่านแล้ว รับทราบแล้วครับ จะได้จบ จะได้ไม่กล่าวหาว่าผมอัตตาสูง หรือพยายามเอาชนะคะคานคุณ

แต่ส่วนนี้

ช่างพยายามหาจุดเล็กน้อยจังนะครับ กับที่ผมเบิ้ล O เกินมาตัวหนึ่งที่จุดเดียว อันนี้เจตนาอะไรครับ? ผมไม่ได้กำลังพิมพ์เรียงความที่ต้องสอบทานการพิมพ์ถูกพิมพ์ผิดให้ 100% อยู่นี่ครับ นี่ก็จงใจหาให้เป็นเรื่องจนออกนอกหน้าชัดเจนเกินไปหรือเปล่าครับ? ดังนั้นเรื่อง Looser จุดเดียวที่พิมพ์ O เกินมาตัวที่สู้อุตส่าห์ Scan ข้อความแกะยกมาเพื่อลดน้ำหนักความคิดเห็นของผมนี่ ผมขอข้ามไปและถือว่า "ไร้สาระ" นะครับ เป็นการจงใจชวนทะเลาะอย่างชัดเจน

นี่ผมพิมพ์ชัดเจนเพื่อกันเข้าใจผิดแล้วนะครับ ย้อนขึ้นไปดูได้

(จริงๆ ต้องเป็น loser นะครับ อันนี้ไม่ได้แกล้งติ หาจุดด้อยนะครับ ให้เป็นข้อมูล)

คือผมไม่รู้ว่าคุณบังเอิญพิมพ์ผิดหรือคุณจำผิด ผมเลยชี้จุดผิดให้ ถ้าคุณจำผิดจะได้จำใหม่ ถ้าคุณพิมพ์ผิดเฉยๆ (แบบมือไปกดโดน) มันก็น่าจะจบด้วยข้อความของผมได้นะครับ ผมบอกแล้วไม่ได้แกล้งติหาจุดด้อย

ส่วนเรื่องที่คุณขอโทษผม มันคนละเรื่องกับที่ผมชี้ให้ดูครับ และผมไม่ได้โกรธอะไร แค่ชี้ให้เห็นเฉยๆ ว่าที่คุณพูดถึงอดีตของผม คุณเองก็มโนครับ อันนี้ชี้แจงเฉยๆ ครับ ไม่ได้จะเอาผิด หรือต้องการคำขอโทษอะไร และไม่ได้จะทำให้ดูแย่ด้วย แค่ชี้ตามการกระทำเฉยๆ

By: Justin Harles
AndroidWindows
on 24 February 2019 - 13:11 #1098039 Reply to:1098018
Justin Harles's picture

อ่านจบ ผมเห็นภาพ โยนลูกเข้ากรงเสือโดยให้ดาบไปเล่มนึง กล้าสู้ก็รอด ไม่กล้าสู้ก็ตาย

ผมเข้าใจประเด็นของคุณแต่ผมไม่เห็นด้วย ที่คุณกล่าวมาไม่มีส่วนไหนเลยที่เป็นทางเลือกของตัวลูกเอง มีแต่ทางเลือกที่พ่อแม่เลือกไว้ให้แล้ว

By: จักรนันท์ on 24 February 2019 - 13:32 #1098041 Reply to:1098039

ผมเพิ่งตอบความเห็นคุณ whitebigbird ไปข้างบนนะครับ
อย่าทำให้สังคม blognone มันตกต่ำลงด้วยการผลักใครๆ ไปซ้ายขัดหรือขวาจัดแบบนี้เลยครับ
ลองอ่านที่ผมอธิบายไปแล้วดูนะครับ

พิจารณาดูด้วยความเป็นกลาง หากคุณได้เป็นพ่อแม่คนมาแล้วจริงๆ ได้เห็นลูกๆ เพื่อนๆ ลูก ได้เห็นทุกสิ่งในความจริง ว่าเด็กๆ ในสังคมส่วนใหญ่ วิตกกับอะไรที่ไม่เข้าท่ามากมาย ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเจตนารมณ์ที่ดีของผู้ใหญ่ ยิ่งโดยเฉพาะที่กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น

ผมกำลังพูดถึงเด็กส่วนใหญ่ในสังคมเหล่านั้น และไม่ได้โทษเด็กเลยด้วยครับ
อ่านดูดีๆ คือผมโทษการ "สร้าง" ของพ่อแม่นะครับ
ไม่มีตรงไหนที่โทษเด็กเลย

ลองดูในเนื้อข่าวนะครับ ที่ว่า....
"...แม้จะไม่มีข้อมูลเซนซิทีฟ แต่มันก็ทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิด..."

หงุดหงิด

อารมณ์หงุดหงิดนี่หรือครับ ที่เราใช้เป็นเหตุผลเข้าข้างเด็ก? เราต้องโอบอุ้มขนาดไม่ให้เขาจัดการกับความรู้สึกหงุดหงิดได้เองเป็นเลยหรือครับ?

ย้ำอีกครั้ง ว่าผมไม่ได้พูดถึงพวกพ่อแม่ที่ลงรูปลูกแก้ผ้า หรือภาพที่ลูกกำลังทำอะไรน่าอายจริงๆ

แต่เหตุการณ์ในข่าวคือ "สถิติการว่ายน้ำ" ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ควรรู้สึก "ภาคภูมิใจ" มากกว่าการ "หงุดหงิด" ครับ

ในฐานะที่ผมเป็นผู้ใหญ่ที่ปั้นคนมาแล้วจริงๆ เรื่องนี้ตามเนื้อข่าว ใครเข้าข้างที่เด็ก "หงุดหงิด" ผมว่ามันเป็นความ "หลงผิด" หรือ "หลงประเด็น" เสียมากกว่า

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "สถิติการว่ายน้ำ+ไม่มีข้อมูลเซนซิทีฟ" ไปเปรียบเทียบราวกับ "โยนลูกเข้ากรงเสือ" นี่...

ช่างกล้าขยายนะครับ... แล้วยังกล้าโยงไปว่า "เป็นทางเลือก" อีกด้วยนะ

By: Justin Harles
AndroidWindows
on 24 February 2019 - 21:07 #1098085 Reply to:1098041
Justin Harles's picture

ผมงง ที่ผมบอกว่าไม่เห็นด้วยผมหมายถึงข้อความที่คุณบอกว่า

"ผมเห็นว่า ขึ้นอยู่กับเด็กจะถูกพ่อแม่เองสร้างให้ Self confidence สูงแค่ไหนครับ
ถ้าเด็กมั่นใจในตัวเองสูงมาก มีลักษณะผู้นำสูง เรื่องทั้งหมดที่เจอจะกลายเป็น "ตำนาน" ของตัวเองให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก
แต่ถ้าเป็นเด็กที่ความมั่นใจในตัวเองไม่มากพอ เรื่องทั้งหมดจะกลับกลายเป็นสิ่ง "น่าอาย" ครับ"

ผมแทนตัวเองในฐานะ"เด็ก" ของข้อความนี้ และต้องการสื่อว่า ผมไม่ได้ต้องการสร้างตำนานหรือเรื่องน่าอายที่ผมไม่ได้เลือกเอง และอยากให้ confidence มันเป็นไปตามกลไกไม่ต้องโดนใคร "สร้าง" แค่นั้นครับ

ส่วนการเปรียบเทียบเรื่องโยนเข้ากรงเสือ ผมคงใช้การเปรียบเทียบที่มันสุดโต่งเกินไป แต่ความหมายของผมเป็นไปตามที่กล่าวไว้ด้านบน

ผมไม่ได้กล่าวถึงข้อความในข่าว เพราะฉะนั้นส่วนหลังที่คุณแก้ไขเพิ่มเข้ามาผมบอกตรงๆว่าผมไม่เข้าใจแต่ขอบคุณนะครับที่พยายามอธิบาย

By: จักรนันท์ on 24 February 2019 - 22:47 #1098092 Reply to:1098085

เพื่อไม่ให้ผมผิดพลาดอีกซ้ำสอง ผมขอย้ำว่าผมกล่าวถึง Ellen ในข่าว ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ถูกนำมายกอ้างจนเป็นข่าวขึ้นมา และมีข้อมูลของเธอในเนื้อข่าวประกอบด้วย ซึ่งแตกต่างจาก Cara ที่ในข่าวไม่ได้ทำให้เรารู้เลยว่า รูปที่เธอไม่ชอบคือรูปลักษณะใด
และที่จริง ถ้าผมจะยกในข่าวมาเข้าข้างตัวผมเอง ผมคงจะยกคนสุดท้ายคืิอ Nate มาชี้เป็นตัวอย่างให้เห็นได้ว่า ถ้าเด็กถูกพ่อแม่ปั้นมาให้ภูมิใจในตัวเอง เขาก็จะภูมิใจใน Legend ของตัวเอง (ซึ่งผมไม่ได้ยกมา จนกระทั่งตอนนี้)

ข้อความของผมที่คุณยกมา คุณแทนตัวเองในฐานะ "เด็ก" ของข้อความนั้น...
แต่ "ผม" ซึ่งเป็นเจ้าของข้อความนั้น ประกาศอยู่โต้งๆ ชัดๆ ว่า "เด็ก" ของข้อความนั้นผมหมายถึง Ellen วัย 11 ปีในข่าว
ย้ำว่า ผมเป็นเจ้าของข้อความนะครับ ผมประกาศ Target ของข้อความชัดๆ แล้วว่าผมหมายถึงใคร คุณจะเบนเข็มไปที่เด็กคนไหนๆ คนอื่นๆ เพื่ออะไรครับ?

"สถิติการว่ายน้ำ" Ellen เป็นคนสร้างเอง อยู่บนเวปแสดงคะแนนการแข่งขัน (จากต้นข่าว) มันคือตำนานของเธอถ้าเธอเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองพอ
"เรื่องส่วนตัวที่เขียนตอน ป.3 ที่โรงเรียนตีพิมพ์" (จากต้นข่าว ผมคาดว่าน่าจะเป็นงานเรียงความ) Ellen ก็เป็นคนเขียนเอง ส่งงานเอง และเพราะทำได้ดี ได้รับการชื่นชม โรงเรียนจึงตีพิมพ์ผลงานของเธอเพื่อเป็นการยกย่อง
ส่วนเรื่องอื่นๆ ไม่มีข้อมูลที่ Sensitive ใดๆ เลย และที่จริง ถ้าไปอ่านที่ต้นข่าวที่ Ellen เป็นคนให้สัมภาษณ์นักข่าวเอง คุณจะพบว่า ที่ Ellen เจอ ไม่ได้มาจากการ post อะไรของพ่อแม่เลยด้วยซ้ำ แต่เป็นการประกาศผลของโรงเรียน บนเวปไซท์การประกาศผลปกติ เหมือนประกาศผล Entrance อะไรทำนองนั้น

ตรงไหนครับ คือตำนานน่าอายที่ Ellen ไม่ได้เลือกเอง? ไม่ได้สร้างเอง? เช่นที่คุณมโนเป็น "เด็ก" ไร้ตัวตนอะไรนั่นขึ้นมาในใจ?
และในเมื่อผลงานของ Ellen ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ควรเป็นสิ่งที่เธอรู้สึกดีกับตัวเอง แต่เธอกลับรู้สึก "หงุดหงิด" ในเรื่องเหล่านั้น แบบนี้จะไม่ให้ผมโทษพ่อแม่ได้อย่างไรครับ ว่าปั้นลูกมาอย่างไร ที่ได้ Lack confidence เสียแบบนั้น

ในอีกด้านหนึ่งคือ Ellen เองก็อายุ 11 ปี กำลังเข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งผมก็เข้าใจได้เหมือนกันว่า บางทีมันก็ไม่ได้มีอะไรผิดเลยในเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ที่หงุดหงิดจนแสดงออกมาอย่างเป็นข่าวนั้น ผมเองก็ไม่เห็นว่าควรใส่ใจความ "หงุดหงิด" นั้น ซึ่งบางทีอาจเป็นแค่เรื่องของเด็กผู้หญิงที่ประจำเดือนกำลังจะมาแล้วพาลไปทั่ว ซึ่งเราเห็นได้โดยทั่วไปตามธรรมชาติของมนุษย์เพศหญิง จนกระทั่งมีการล้อเลียนในระดับโลกว่า "มนุษย์เมนส์"

ผมสรุปคือ... เรื่องทั้งหมดที่ทำให้เป็นข่าวโดย Ellen มันหาประเด็นที่ Over อย่างที่พยายามขยายๆ ความกันอยู่ไม่ได้เลย มันก็แค่วัยรุ่นที่ "หงุดหงิด" อะไรก็ไม่รู้... ของเด็กที่ Lack confidence คนหนึ่งเท่านั้น (โดยพ่อแม่เป็นผู้ปั้นมาผิดพลาดเอง)

และที่เป็นข่าวนี่ก็เป็นเพราะผู้ใหญ่ ที่หยิบความ "หงุดหงิด" ของเด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่งขึ้นมาขยายความ ละเลง ให้มี Content ในการสร้างข่าว โดยที่จริงแล้ว เด็กทั้ง 3 คนตลอดจนครอบครัวของเขา ไม่มีใครผิดพลาดอะไรอย่างมีสาระสำคัญในข่าวเลย ยิ่งกรณี Ellen นั้น ไม่ใช่พ่อแม่ด้วยซ้ำที่เป็นคน post

อย่า "แทน" ตัวเองในฐานะ "เด็ก" คนไหนก็ไม่รู้ที่คุณเพียงสมมุติขึ้นเองในใจสิครับ สมมุติแบบนี้ใครก็สมมุติได้ สมมุติเป็นเด็กแบบไหน สภาพแวดล้อมใดก็ได้ ถกกันไปก็ไร้สาระครับ เพราะ "เด็ก" ในมโนสมมุติของแต่ละคนไม่มีทางตรงกันเลย

แต่จงแทนตัวเองเป็น Cara, Ellen และ Nate ในข่าวดู มันจึงจะถกกันไปแล้วได้สาระ เพราะ Center ของเรื่องราวที่เราถกกันมันจะ "นิ่ง" และไม่ใช่เด็กในมโนสมมุติของใครๆ

อ่านข่าวแล้ว ผมก็เห็นชัดว่าคนสร้างข่าวเองก็ยก Nate มาเป็นคนสุดท้าย เพื่อไว้ Defence ตัวเองจากคนแบบผมอยู่แล้ว ในกรณีที่เจอคนแบบผมแย้งขึ้นมา

By: nitpum on 25 February 2019 - 22:59 #1098368 Reply to:1098092
nitpum's picture

ผมเห็นด้วยนะครับสิ่งที่ทำดีเด็กควรภูมิใจในตนเอง แต่ประเด็นมันอยู่ตรงที่เด็กเขาไม่ได้เลือกเองว่าจะให้เปิดเผยเรื่องพวกนี้มันเลยกลายเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดครับ "สถิติการว่ายน้ำ" กับ "เรื่องส่วนตัวที่เขียนตอน ป.3 ที่โรงเรียนตีพิมพ์" มันคือตำนวนก็จริง แต่ใช่ว่าทุกคนอยากจะให้ใครที่ไหนไม่รู้ในอินเทอร์เน็ตมารู้เรื่องพวกนี้นิครับ

ถึงแม้เรื่องพวกนี้มันไม่ได้ sentitive มากในตอนนี้แต่อย่าลืมนะครับว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคที่ข้อมูลมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ใครจะไปรู้ครับว่าข้อมูลพวกนี้อาจ sensitive ขึ้นมาก็ได้

ทั้งนี้ทั้งนั้นที่ผมต้องการจะสื่อก็คือ "ความหงุดหงิด" มันไม่ได้เกิดความ Lack confidence ครับ แต่คือพวกเขาไม่ได้เป็นคนเลือกเองว่าจะให้เปิดเผยเรื่องพวกนี้ไหม บางครั้งคนเราก็ต้องให้รู้กันแค่ในกลุ่มหรือสถานที่นั้น ๆ ไม่ใช่ว่าใครที่ไหนไม่รู้ในอินเทอร์เน็ต

By: จักรนันท์ on 26 February 2019 - 11:38 #1098491 Reply to:1098368

ก่อนจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ผมขอดักคอคนอื่นที่จะพาออกทะเลก่อนนะครับ

ขณะนี้ผมกำลังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอยู่บน "ความเป็นจริง" ที่เกิดขึ้นตามข่าวนะครับ ซึ่งเป็น "ข้อเท็จจริง" ตามข่าว ดังนั้นผมขอปฏิเสธที่จะไม่ต่อล้อต่อเถียงกับผู้ที่มโน "ข้อเท็จจริงส่วนตัว" ที่ไม่สามารถชี้เป้าไปยังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วจริงๆ ตลอดจนผู้ที่สมมุติไปซ้ายจัดหรือขวาจัด (สุดโต่งไปทั้ง 2 ทาง) ซึ่งจะทำให้เละเทะออกทะเล เข้าขั้นเพ้อเจ้อ ไร้สาระไปกันใหญ่
อันข้อเท็จจริงตามข่าว เฉพาะเด็กที่เราได้ข้อมูลมากพอจะใช้เป็นที่ถกประเด็นกันได้คือ Ellen เพศหญิง อายุ 11 ปี ข้อมูลของเธอที่ทำให้เธอหงุดหงิดได้แก่ "สถิติการว่ายน้ำ" และ "เรื่องส่วนตัวที่เธอเขียนเองตอน ป.3" ซึ่งทั้ง 2 ข้อมูลเป็นข้อมูลที่โรงเรียนนำขึ้นแสดงผลบนเวปไซท์ของโรงเรียน โดยโรงเรียน (ไม่ใช่พ่อแม่เป็นผู้กระทำ)
"เรื่องส่วนตัวที่เธอเขียน" ถึงจะ Lack ข้อมูลในข่าวไปหน่อยว่าเรื่องอะไร แต่เราก็ทราบได้จากที่ Ellen บอกเองว่า "ไม่ Sensitive" และโดยความเป็นจริงของโรงเรียนประถมส่วนใหญ่ในโลก เราก็พอคาดเดาได้ว่า น่าจะเป็นเรียงความชีวิตประจำวันจำพวก "ตื่นแต่เช้า รีบกินไข่ดาว จ้ำอ้าวไปเรียน..." อะไรประมาณนี้ ดังนั้นจึงไม่ต้องสมมุติสุดโต่งเลอะเทอะเพื่อจะเอามาถกกันว่าจะมีเรื่องราวชีวิตอันเหลวแหลกของพ่อแม่ ตลอดจนเรื่องน่าอายบัดสีอะไรขอครอบครัวทั้งสิ้น เพราะถ้ามีจริง ข่าวนี้จะเป็นข่าวฟ้องร้องไปแล้ว และกรณีพวกนั้นผมก็ย่อมเห็นว่าผิดจริงอยู่แล้ว ไม่ต้องผลักไสให้ผมไปเป็นพวกสุดโต่งคนละฝั่งกัน

ไม่น่าเชื่อเลยว่าวันนี้ผมจะต้องแถลงกรอบประเด็นในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในสังคม Blognone ก่อนเริ่มแชร์ความคิดเห็น

จากนี้ เรามาแลกเปลี่ยนความเห็นกันต่อนะครับ

"สำหรับเรื่องส่วนตัวที่เธอเขียนตอน ป.3" ถ้ามองว่ามันเป็นงานวรรณกรรม ผมยอมรับครับว่าไม่ใช่แค่ "หงุดหงิด" ได้ แต่จะมองว่าเป็นการ "ละเมิดลิขสิทธิ์" เลยก็ได้ด้วยซ้ำไป ซึ่งถ้าใช้ประเด็นนี้มาพิจารณา เช่นนั้นมันก็หลุดออกจากกรอบของประเด็นที่ข่าวยกขึ้นมาชู แต่มันจะกลายเป็นประเด็น "ลิขสิทธิ์" ไป ซึ่งอันนี้ผมเห็นด้วยว่าโรงเรียนผิดจริงแน่ๆ ครับ แต่โดยธรรมชาติความเป็นจริงที่เกิดขึ้นจริง เราผู้ใหญ่ก็ทราบกันดีว่าโรงเรียนเผยแพร่เพื่อ 2 ประโยชน์คือ

1) ได้เชิดชูผลงานของตัวเด็กเพื่อเป้นเกียรติแก่ตัวเด็กเอง เป็นตำนานของตัวเด็กเอง และได้ PR ตัวเด็กเอง ทำให้เด็กมีโอกาสที่ดีกว่าเด็กคนอื่นๆ (ที่ผลงานดีน้อยกว่า) ต่อไป เช่นได้งานจากภาครัฐ/เอกชนภายนอก ฯลฯ
2) ได้ PR ตัวโรงเรียนเอง ว่าสามารถสอนให้เด็กมีความสามารถในการเรียงความออกมาได้ดี จากชีวิตประจำวันธรรมดาๆ ที่ดูไม่มีแก่นสาร (ที่ผมว่าไม่มีแก่นสาร เพราะจากข้อเท็จจริงที่เราทราบว่า ไม่มีข้อมูล Sensitive นะครับ) ให้กลายเป็นร้อยแก้วสั้นๆ ที่น่าอ่านได้

ดังนั้น เมื่อเรายกประเด็น "ลิขสิทธิ์" ออกไปจากการพิจารณา ผมก็ยังเห็นว่าเป็นเรื่อง Lack confidence อยู่ดี เพราะโดยธรรมชาติแล้ว โรงเรียนประถมทำแบบนี้แทบทุกโรงเรียน ตั้งแต่สมัยก่อนยุค Internet ก็เอาเรียงความสั้นๆ ของนักเรียนขึ้นป้ายใหญ่แขวนโชว์หน้าโรงเรียน พร้อมรูป ชื่อ-สกุลของนักเรียนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ผมเห็นด้วยกับที่คุณ nitpum กล่าวในย่อหน้าสุดท้ายว่า "บางครั้งคนเราก็ต้องให้รู้กันแค่ในกลุ่มหรือสถานที่นั้น ๆ ไม่ใช่ว่าใครที่ไหนไม่รู้ในอินเทอร์เน็ต" ซึ่งตรงนี้ผมไม่ทันคิด ว่า Internet มันกว้างกว่าระดับตำบล อำเภอ หรือจังหวัด การขึ้นบนเวปไซท์ของโรงเรียนมันจึงเป็นการป่าวประกาศที่ออกไปไกลกว่าสมัยก่อนจริง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ Ellen หงุดหงิดได้จริงๆ แต่ไม่ใช่เรื่องที่ถึงขนาดกับบอกได้ว่า "โรงเรียนทำผิด" และใช้เป็นเหตุการณ์ที่นำมาอ้างอิงเป็นเหตุผลเพื่อชูประเด็นตามกรอบของคนเขียนข่าวได้อยู่ดี (ยิ่งโจมตีพ่อแม่ ยิ่งไม่ได้เลย)

อนึ่ง "เรื่องส่วนตัวที่เธอเขียน" นี้ ถ้าพิจารณาด้วยประเด็น Pedophile ตามที่คุณ osminumwo1f ออกความเห็นมาข้างล่าง อันนี้ผมก็เห็นด้วยครับ เพราะ "เรื่องส่วนตัว" ที่โรงเรียนเผยแพร่จะทำให้พวก Pedophile รู้จังหวะชีวิตประจำวันของ Ellen ได้และเป็นอันตรายต่อตัว Ellen เอง ในประเด็นนี้ โรงเรียนผิดชัดเจน และครอบครัวของ Ellen เป็นผู้เสียหายชัดเจนเช่นประเด็น "ลิขสิทธิ์" และที่ผมกล่าวขึ้นมาในย่อหน้านี้ ผมไม่ถกในประเด็นนี้นะครับ ผมแถลงแล้วว่าผมเห็นด้วยสุดลิ่มทิ่มประตูอยู่แล้ว (ขอตีกันคนสุดโต่ง)

ทีนี้มาเรื่อง "สถิติการว่ายน้ำ" เราทราบกันดีนะครับ ตามปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นในโรงเรียนประถม สถิติเหล่านั้นย่อมดีแน่นอน โรงเรียนจึงได้เอาขึ้นประกาศ ดังนั้นในแง่ "น่าอาย" หรือ "สถิติไม่ดี" เราไม่มโนกันขึ้นมาถกนะครับ ผมเห็นการแข่งขันว่ายน้ำในโรงเรียน ไม่ต่างอะไรกับกีฬาอื่นที่คุณไปเล่นตามสโมสรเลย ดังนั้นข้อมูลสถิติการแข่งขันนั้นเป็นลิขสิทธิของโรงเรียนนะครับ ไม่ใช่ลิขสิทธิของ Ellen เลย ไม่มีนะครับ นักกีฬาคนไหนๆ ในกีฬาอะไรจะประกาศความเป็นเจ้าของ Score การแข่งขันของตัวเองในสโมสรแล้วห้ามสโมสรประกาศ Score ได้ ดังนั้นการหวง "สถิติการว่ายน้ำ" ของ Ellen ผมเห็นว่าเป็นเรื่องผิดธรรมชาติตามธรรมเนียมและประเพณีปฏิบัติของสังคมมนุษย์ที่มีตั้งแต่เรามีโอลิมปิคโน่นเลย ผมจึงคาดว่ากระบวนคิดของ Ellen ต้องมีปัญหาแน่ๆ จึง คาดเดา เอาอย่างเบาๆ ว่าน่าจะ Lack confidence อยู่ดี (ซึ่งผิดที่พ่อแม่ผู้สร้าง Ellen นะครับ ผมไม่ได้จะโทษเด็กแต่อย่างใด) ซึ่งถ้าผมจะสุดโต่งคาดเดาอย่างหนักๆ ก็จะว่า "มีปัญหาทางจิต" ไปโน่นเลย ซึ่งแปลว่าผมก็ออกทะเลไปเลยเหมือนกัน

แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันต่อได้นะครับ ผมชอบอยู่ในประเด็นเป็นเรื่องเป็นราวแบบนี้ มันได้สาระเน้นๆ ไม่ต้องห่วงเรื่องอัตตา เมื่อผมผิดผมพลาด ผมขอโทษทุกคนที่ผมผิดหรือพลาดด้วยเสมอ ไม่เคยต้องมีฟอร์มอะไร แต่เมื่อผมคุยแล้ว ผมไม่เคยออกทะเลและพยายามดึงทุกคนให้อยู่ในประเด็นเสมอ อันนี้คือลักษณะเฉพาะตัวของผมครับ

By: nitpum on 26 February 2019 - 21:39 #1098665 Reply to:1098491
nitpum's picture

"สถิติการว่ายน้ำ" ก็จริงครับที่ปกติประกาศ Score เป็นธรรมเนียมและประเพณีปฏิบัติของสังคมมนุษย์ที่มีตั้งแต่เรามีโอลิมปิค แต่อย่าลืมนะครับการประกาศตั้งแต่สมัยก่อนเขาประกาศกันในงานหรือสถานที่นั้น ๆ ครับคนที่รู้คือคนในงานหรือสถานที่นั้น ๆ แต่พอมันประกาศออนไลน์มันกลายเป็นว่าคนทั่วโลกรู้หมด แล้วมันเหมือนเป็นการบอกแบบอ้อม ๆ ว่าเธอเป็นนักว่ายน้ำให้คนทั่วโลกรู้

Even if you’re just swimming—the rest of the world will know. My meet records are out there; now people know I’m a swimmer

"เรื่องส่วนตัวที่เธอเขียน" เรื่องลิขสิทธิ์ก็อย่างที่คุณว่าครับผมขอไม่พูดถึงเรื่องลิขสิทธ์นะครับ เพียงแต่ว่ามันมีอีกเรื่องนึงที่ผมลืมพูดไปตอนแรกครับคือ เรื่องที่โรงเรียนของเธอเป็นคนตีพิมพ์ครับนั้นเท่ากับว่าเรารู้ได้เลยว่าเธอเรียนที่ไหน

It tells you my school

และผมขอยกเรื่องภาษาสเปนที่คุณคุยกับคุณ whitebigbird มาอีกเรื่องนะครับ การที่เรารู้ภาษาชาติกำเนิดเธอเนี่ยมันพอที่จะเดาได้นะครับว่าเธอเป็นคนประเทศไหน

Now people know I speak Spanish

ซึ่งพอดูทั้ง 3 เรื่องที่ผมกล่าวมาแล้วจะได้ว่า
1. สถิติการว่ายน้ำ -> รู้ว่าเธอเป็นนักว่ายน้ำ เดาชีวิตประจำวันได้
2. เรื่องส่วนตัวที่เธอเขียน -> รู้โรงเรียนเธอและพอเดาที่อยู่ได้
3. ภาษา -> พอเดาได้ว่าเธออยู่ที่ไหนหรือเป็นคนประเทศไหน

แค่ข้อมูล 3 อย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย พอเอามารวมกันมันพอที่จะะเดาหรือตามหาเธอได้แล้วครับ
ที่ผมต้องการจะบอกก็คือที่เธอหงุดหงิดมันไม่ใช่เรื่องของ Lack confidence ครับ แต่เป็น Privacy ที่ซ่อนอยู่และเป็น Privacy ที่เธอเลือกเองไม่ได้ ซึ่งบางทีเราก็ลืมเรื่องพวกนี้ไปครับ

By: luna777
AndroidWindows
on 27 February 2019 - 20:16 #1098905 Reply to:1098018

ตัดสินคนว่าใครเป็น Looser หรือ winner แสดงว่าคุณล่นเกมไม่เป็น

By: จักรนันท์ on 28 February 2019 - 09:36 #1098996 Reply to:1098905

ยอมครับ
ผมตีความไม่ออกจริงๆ

By: pepporony
ContributorAndroid
on 24 February 2019 - 06:28 #1098006

พ่อแม่ก็จะใช้เหตุผลคลาสสิค ฉันทำได้เพราะเป็นพ่อแม่ยังไงล่ะ

เห็นบนเฟสบางที โพสต์กันแบบ โห.. ไม่คิดกันเลยหรือว่า มันไม่ได้ปลอดภัย ยิ่งอ่านข่าว Youtube ก่อนกน้านี้เรื่อง pedophile

By: readonly
iPhone
on 24 February 2019 - 06:53 #1098007
readonly's picture

พ่อแม่บางคนมองลูกเหมือนเป็นมือถือรุ่นล่าสุด เหมือนเป็น dinner หรูๆ ต้องแชะ ต้องแชร์ ไว้อวดความหรู ความดีงาม ความทุ่มเท ความเสียสละ ของตัวเอง

By: sunVSmoon
Windows
on 24 February 2019 - 07:42 #1098010

ถ้าโดนฟ้อง...น่าจะเป็นคดีสวมรอยแทนลูกนะ
ใช้รูป ชื่อ profile ลูกตัวเอง...แล้วโพสต์พิมพ์ตอบแทนลูกสนุกสนานกันเลย

By: carrot on 24 February 2019 - 09:21 #1098017

พ่อแม่พวกนี้ทำเพื่อตัวเองทั้งนั้นแหละ ยิ่งดาราสมัยนี้ที่ชอบเอาลูกมาออกทีวีหากินนี่ตัวดี

ไม่ต่างอะไรกับเอาเด็กมาโชว์ตามงานวัดแล้วเก็บตังก์ แล้วก็บอกว่า ตังก์นี้ให้เขานะ เมิงถามเขาก่อนมั๊ยว่าอยากได้ตังก์จากการโชว์ชีวิตส่วนตัวเหรอ ถรุ้ยย

By: Fourpoint
Windows PhoneAndroidSymbian
on 24 February 2019 - 10:50 #1098020

บ้านเรานี่บางรูปแทบจะpost รูปลูกแก้ผ้า หรือลงถี่ทำเป็น reality show เลยด้วยซ้ำ

จริงๆถ้า แชร์เฉพาะเพื่อนหรือญาติสนิทยังพอว่า ส่วนใหญ่เปิดสาธารณะ เผื่อให้คนนอกมาช่วยกด like ซะงั้น

By: whitebigbird
Contributor
on 24 February 2019 - 12:06 #1098031 Reply to:1098020
whitebigbird's picture

คนส่วนมากเลย แยกไม่ได้ว่าอันไหนเป็นความต้องการของตัวเอง อันไหนเป็นความต้องการคนอื่น

ตัวเองทำเพราะตัวเองพอใจ แต่คิดว่าทำเพื่อลูกอ่ะครับ

By: Fasndee
ContributorAndroidWindows
on 24 February 2019 - 14:44 #1098047
Fasndee's picture

ผมว่าบางครั้ง เรากำลังตัดสินใจเรื่องตรงหน้า ที่ไม่ได้เป็นเหมือนกันหมด โดยใช้คำว่า "บางคน" เกินขอบเขตในใจเรานะครับ

เราต่างรู้ว่า เด็กหลายคนมีปัญหาตามข่าวเพราะพ่อแม่สร้างปัญหาจริง ๆ แต่เด็กบางคนก็มีปัญหาคล้ายในข่าว แต่อาจจะเพราะตัวเด็กมีปัญหาอย่างอื่น ซึ่งแน่นอนพ่อแม่โพสต์ไป เด็กไม่พอใจ นั้นคือสิ่งที่ไม่สมควรที่พ่อแม่จะทำ แต่นั้นคือผลของเรื่องบางเรื่องที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่ใช่ความผิดพ่อแม่ก็ได้ครับ

แต่เรากำลังจะใช้ความเป็นส่วนน้อย และมาพูดถึงเพื่อสนับสนุนความคิดของเราให้ชัดเจนเกินไปทั้งที่มันก็เป็นแค่บางส่วน

ผมมองว่าคนโดยทั่วไปพยายามพูดสนับสนุนตัวเองเกินไปโดยพูดแบบเหมารวมในทิศทางที่ดูดีในแบบของตนเอง ในแบบมีเหตุผล ในแบบใด ๆ ก็ตามที่อาจจะเกี่ยวกับความถูกต้องหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นคือ เพราะต้องการให้เป็นแบบนั้น จึงพยายามนำความจริงแค่เกิดผลแค่บางส่วนมาพูดเหมือนมันคือเรื่องราวทั้งหมด ซึ่งมันไม่ใช่ผลดีเลย (จริง ๆ มีอีกประเด็นที่ผมเห็นบ่อย คือ คนมักจะพูดตามกันเมื่อมีคนเปิดประเด็นในลักษณะที่ตนเห็นด้วย ซึ่งไม่แปลก แต่มักจะใช้ความเห็นแรกที่เขาเห็นด้วย แต่เป็นความเห็นที่นำเรื่องที่เกิดผลกับคนบางส่วนมาพูดเหมือนเป็นเรื่องที่เกิดกับคนส่วนใหญ่ ทั้งที่จริงมันมีความซับซ้อนกว่านั้นมาก ผลคือ คนอื่นมาพูดในเชิงเดียวกันหมด แล้วหลายคนก็ดันเชื่อไปแบบนั้นด้วย ไอ้ปัญหาเนี้ย สร้างปัญหาสังคมมาก ๆ เลย)


https://www.facebook.com/ovwwwwvo

By: Nozomi
ContributorWindows PhoneAndroidSymbian
on 24 February 2019 - 17:41 #1098061
Nozomi's picture

เห็นแล้วอยากบอกว่า สงสารลูกมีพ่อแม่แบบนี้ หรือถูกเลี้ยงมาแบบนี้
บางที เจ้ากรรมนายเวรก็มาในรูป "บุพการี"

By: IDCET
Contributor
on 24 February 2019 - 18:27 #1098069 Reply to:1098061

ผมว่าเด็กดวงซวยมาเกิดกับพ่อแม่แบบนี้ ถ้าโชคดีอีกหน่อยก็คงต้องเป็นลูกกำพร้า เพเพราะไม่ต้องกังวล ปวดหัว หรือเจอพ่อแม่แบบนี้นะ

เด็กกำพร้าส่วนใหญ่อยากมีพ่อแม่เหมือนครอบครัวอื่น หรือเป็นโกรธเป็นแค้นตอนโดนล้อ แต่ถ้าดูอีกด้านของครอบครัวที่มีพ่อแม่ และได้รู้ถึงเด็กที่โดนพ่อแม่ทำร้าย หรือกระทำชำเรา ผมว่าพวกเขาอาจเลิกอยากมีพ่อแม่อีกเลยเลยก็เป็นไปได้

กลายเป็นว่าเกิดมาเป็นเดิกกำพร้านั้นโชคดีในหลายเรื่องไปเลย แถมเจอข่าวแบบนี้ก็ได้ข้อดีอีกข้อเลย คือ ไม่มีใครเอาเรื่องของตัวเองและความเป็นส่วนตัวของคุณไปแฉหรือเผยแพร่แบบเด็กในข่าวนะ

By: osmiumwo1f
ContributorWindows PhoneWindows
on 24 February 2019 - 21:32 #1098089

จริงๆ เรื่องนี้มีข้อน่าควรระวังอีกข้อ เพราะพวก pedophile ก็ชอบอะไรแบบนี้นะ