ในงานสัมมนา Techonomy ซึ่งเชิญนักคิดผู้มีอิทธิพลของโลกไฮเทคหลายคนมาแลกเปลี่ยนความเห็นถึงอนาคตของการศึกษา ที่โดดเด่นจนเป็นข่าวมีสองราย
รายแรกคือ Nicholas Negroponte หัวหน้าโครงการ OLPC ฟันธงชัดเจนว่า หนังสือแบบกระดาษจะเริ่มหมดความสำคัญลงไป ในอีก 5 ปีนับจากนี้ เขาดักคอว่า "หลังจากคนได้ฟังคำพูดของผมแล้วจะบอกว่า เป็นไปไม่ได้หรอก" เขายกตัวอย่างของฟิล์มถ่ายภาพ ซึ่งเคยมีคนพยากรณ์เอาไว้ และคนที่ปฏิเสธว่าเป็นไปไม่ได้คือโกดัก ซึ่งตอนนี้ต้องรับสภาพความจริงไปเรียบร้อยแล้ว เขายังยกกรณี Amazon ระบุ ยอดขาย E-Book แซงหนังสือจริงแล้ว มาอ้างด้วย - TechCrunch
รายที่สอง บิล เกตส์ ไม่ได้ฟันธงชัดเจนว่าหนังสือกระดาษจะตาย แต่เขาบอกว่าในอีก 5 ปี มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกคืออินเทอร์เน็ต โดยเราสามารถฟังเลคเชอร์ที่ดีที่สุดในโลกได้ฟรีๆ เป็นจำนวนมาก โดยไม่มีมหาวิทยาลัยแห่งใดแห่งหนึ่งในโลกสามารเทียบเคียงได้ เกตส์ยังเสริมว่าเราควรมีวิธีสอบวัดระดับและรับรองความรู้จากอินเทอร์เน็ต เขาบอกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนยังเป็นเรื่องจำเป็น แต่การศึกษาระดับอุดมศึกษาจะยึดติดกับสถานที่น้อยลง - TechCrunch




Comments
"โดยเราสามารถฟังเลคเชอร์ที่ดีที่สุดในโลกได้ฟรีๆ เป็นจำนวนมาก โดยไม่มีมหาวิทยาลัยแห่งใดแห่งหนึ่งในโลกสามารเทียบเคียงได้"
ใช่ บน iTunes U (อีกหนึงเหตุผลที่ยังคงมี iTunes ไว้ในเครื่อง)
My blog
+1 ทั้ง iTunes U และ YouTube เป็นคลังข้อมูลชัดยอดของผมเลย ผมว่าการศึกษาอะไรก็ตามผ่าน video เข้าใจได้รวดเร็วกว่าอ่านหนังสือ เยอะเลย แต่ถ้าลงลึกใน detail หนังสือยังคงจำเป็นอยู่ ณ.ตอนนี้
ถ้ามีใบรับรองแบบที่บิลบอกจริงๆคงจะดีไม่ใช่น้อย
อย่างน้อยๆคนไทยก็เริ่มอ่านหนังสือจริงๆน้อยลงแล้ว ฮิฮิฮิ
http://www.thaicyberu.go.th/
อดดูสาวที่มหาลัยแล้วละสิ ;P
ดูกล้องกบแืทนดิ
เห็นด้วยกับบิลเกตส์นะ
@korkid
+1 เห็นด้วย ด้วยคน.. ปัญหาที่ตามมาคือละเมิดลิขสิทธิ์ และผู้ค้ารายใหญ่ผูกขาด?
สถาบันกวดวิชาประเภทเปิดทีวีให้นั่งดูอาจจะพ้งย่อยยับ?
ป.ล.ล่าสุดเพิ่งได้พี่หน้ากากเสือช่วยชีวิตไว้ xD
ยักษ์อาศัยอยู่ใต้ดิน เอเลี่ยนอยู่หลังดวงจันทร์
เกาหลีใต้เปลี่ยนเป็นกวดวิชาผ่านเน็ตแทน นานแล้วครับ
my disclaimer
แบบนี้ต่อไปต้องใส่แว่นตาตี่แบบคนเกาหลีสินะ
"ไม่มี ไม่เป็น อะไร กับอะไร"
พี่หน้ากากเสื้อช่วยได้แค่มิดเทอมเองครับ หลังจากนั้นจะหาดูจากที่ไหนอ่ะ
ยิ้มหน่อยครับ :D
กวดวิชาแบบเปิดทีวีไม่พังหรอก ก็แค่ย้ายฐานทัพมาลงเน็ต จริงๆ เดี๋ยวนี้หลายที่ก็มีระบบออนไลน์นะ อย่าง enconcept ช่วงไข้หวัด 2009 ก็ให้นักเรียนเรียนที่บ้านผ่านระบบสมาชิกในเว็บได้เลย
หรืออย่างพวกออนดีมานด์ พวกนี้รู้สึกว่าจะเรียนในคอมอย่างเดียว ไม่ได้เปิดทีวีทิ้งไว้ แล้วให้นั่งเรียนนั่งหลับ :p
ยังไงซะ แบรนด์ก็สำคัญ เหมือนเคมี ใครๆ ก็อยากเรียนอุ๊ ถ้าในยูทูปก็อาจจะมี แต่ว่าไม่ใช่อุ๊นี่สิ
ผมว่าเป็นไปได้มากครับ และอีกไม่นานอาจยกระดับเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับการศึกษาเลย
ในต่างประเทศ 5 ปี กับการหายไปของหนังสือกระดาษผมเชื่อว่าน่าจะเป็นดังนั้น ในไทยอาจจะบวกเพิ่มเข้าไปอีกอย่างน้อยสัก 3 ปี แต่มหาลัยบนอินเตอร์เน็ตผมคิดว่ามันน่าจะมาเร็วกว่า 5 ปี
Amphur.in.th
แต่ทำไมเราโหลดแล้วค่อย print มาอ่านนะ จะนอนอ่านนั่งอ่าน ยังไงก็ได้ แต่ไม่น่าเปรียบกับฟิลม์ เพราะการใช้งานที่ต่างกัน แต่ความเห็นของเกตส์ต่างออกไป เกตส์พูดถึง knowledge บน internet ที่จะมีมากขึ้นจนไม่ต้องพึ่งพาสถานที่มากกว่า ไม่ใช่หนังสือจะตาย
ชอบ Zealot และ Anti เกทับกันอ่าน Comment แล้วมันส์มากก
ebook ไงครับ ราคาลดลงแบบกำลังจับต้องได้มากขึ้นเรื่อย ๆ นอนอ่านนั่งอ่านได้เหมือนกัน :) แต่ถึงขนาดหนังสือตายไปเลยก็คงไม่ใช่ แต่ที่เทียบกับฟิลม์น่าตรงนะ คือ ก็ไม่ตาย แต่ใช้น้อยลงมาก(ๆๆๆ)
อ่านในจอคอมปวดตาเกิ้นน
สังคมอุดมคติของคนรวยจริงๆ คนจนที่ไหนจะมีเงินไปซื้อเครื่องอ่าน แบบกระดาษมันให้ความรู้สึกหมึกติดมือ ซึ่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกมันให้ไม่ได้
คนใช้กล้องฟิล์มเขาก็ว่าฟิล์มยังมีความรู้สึกที่กล้องดิจิทัลให้ไม่ได้ครับ แต่ถึงตอนนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนทั่วไปไม่มีใครสนใจแล้ว
เรื่องราคา อะไรมันก็ไม่แน่หรอกครับ ไม่กี่ปีก่อน โทรศัพท์มือถือก็ยังเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยอยู่ มาถึงตอนนี้ ระดับชาวบ้านทั่วไปมีใช้กันแพร่หลายขนาดไหน
ผมพยายามเอากล้องฟิล์มครั้งสุดท้าย
ผมพบว่าผมจนเกินไป ถ่ายๆ ไปนี่โคตรเปลืองเลย
เลิก
LewCPE's Google+
ผมว่าตอนนี้สำหรับ e-Book เรากำลังเข้ายุคปี 90 ที่ MP3 กำลังมา เทคโนโลยีและแพร่ไปเร็วมาก มาก่อนเรื่องลิขสิทธิ์ ด้วยซ้ำ เจ้าของอุตสาหกรรมปรับตัวตามความต้องการไม่ทัน พยายามขวางเทคโนโลยี MP3 สุดชีวิต ผู้ที่เหลือรอดคือใคร? ไม่ใช่ iTunes Store รึ
ประเด็นคือทำให้มันซื้อหนังสือได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ซื้อได้ทุกทีทุกเวลาที่อยากจะซื้อ ราคารวมรับได้ สมเหตุสมผล (ไม่ใช่ e-Book แพงกว่าหนังสือเล่ม T_T) นั่นก็น่าจะเพียงพอแล้ว
อึ่มมม ลองตั้งสมการดู Rx + E = x เมื่อ R คืออัตราส่วนราคาระหว่างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ต่อหนังสือกระดาษ (ผมไม่มีข้อมูล ขอสมมติที่ 75% ครับ) E คือราคาเครื่องอ่าน E-book (สมมติว่าราคาอยู่ที่ 10,000 บาท) และ x คือเงินที่ต้องจ่าย
แก้สมการนี้ จะได้ว่า x = 40,000 บาท นั่นหมายความว่า ถ้าเราซื้อหนังสือปกแข็งด้วยเงินมากกว่า 40,000 บาทเมื่อไหร่ การลงทุนกับเครื่องอ่าน E-book และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ก็น่าสนใจกว่า
ทีนี้ ลองมองดูรอบๆ ตัวว่า เราเสียเงินกับหนังสือกระดาษไปมากน้อยแค่ไหนนะ? ถ้าเป็นคนเก่าคนแก่หน่อยที่ซื้อหนังสือพิมพ์เล่มละสิบบาทมาอ่านทุกวัน สี่หมื่นก็ใช้เวลา 11 ปี ถ้าเป็นวัยเด็กที่ซื้อการ์ตูนเล่มละห้าสิบมาอ่าน ก็ตกว่าซื้อการ์ตูนได้ 800 เล่ม (ดรากอนบอล 20 ชุด) ถ้าเป็นวัยรุ่นที่ตามเก็บนิยายตาหวานเล่มละสอง-สามร้อย ก็คงซื้อนิยายได้ซัก 150 เล่ม ถ้าเป็นนักศึกษาที่ต้องซื้อ text เล่มละพัน ก็เทียบกับซื้อ text ได้ 40 เล่ม (จบป.เอกพอดี 555+) ถ้าผู้นั้นมีนิตยสารในดวงใจให้ตามเก็บเดือนละเล่ม (เล่มละร้อย) ก็คิดเป็นเวลาประมาณ 7 ปีครึ่ง
ทั้งนี้ แนวโน้มเครื่องมือที่สามารถอ่าน E-book ได้น่าจะขยายวงกว้างและมีราคาถูกลง ไม่แน่ว่า มือถือในอนาคตอาจถูกใช้เป็นเครื่องอ่าน E-book พกพาก็ได้
ดังนั้น ไม่ว่าจะคิดยังไง ผมก็เห็นว่าผลลัพท์ในท้ายที่สุดแล้ว หนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะให้ราคาที่ถูกกว่าแน่นอน และต้นทุนแรกเข้า (ค่าเครื่อง E-book) จะถูกลงๆๆ เหมือนโทรศัพท์มือถือที่ราคา 700.- ในตอนนี้ครับ
มันไม่ใช่สังคมอุดมคติของคนรวยหรอกครับ มันคือสวรรค์ของคนจนชัดๆ
ลืมห้องสมุดไปรึเปล่าครับ ผมอยู่มหาลัยนี่แทบไม่ต้องซื้อเลย= ='
May the Force Close be with you.
ห้องสมุดมีแนวโน้มจะ Backup ข้อมูลเป็น Digital มากขึ้นเรื่องนะครับ เพราะมันมีทั้งค่าใช้จ่ายด้านพื้นที่ การบำรุงรักษา การจัดหา ความคงทน
My Blog
ห้องสมุดนี้ ลืมไป (ได้) เลยครับ สำหรับผม เพราะหนังสือนิยายที่อยากอ่าน หาอ่านไม่ได้เลย text ถ้าเป็นภาษาไทยก็มีแต่แบบเก่าเก็บ 10 ปีขึ้น เอาไปถามอาจารย์แกก็บอกว่าเก่าไป เค้าเปลี่ยนเนื้อหาใหม่แล้ว นิตยสารของเดือนนั้นๆ ไม่เคยพอ ไปทีไรหมดทุกที อยากอ่านจริงรอไปโน่น 3 เดือน
สงสัยเราไม่ได้อยู่มหาลัยเดียวกันแฮะ - -" อยากไปอยู่โน่นจัง
คนงานก่อสร้าง ยังมีมือถือเลยครับ แล้วฟัง mp3 ได้
อย่าลืมว่า เดี๋ยวนี้มี china factor ถ้าเทคโนโลยีมันเป็นไปได้ และไม่มีการปิดกั้น อีกไม่นานมันก็จะเข้าสู่ mass production และ mass market.
+1
คนจะเป็นโรควุ้นลูกตาเสื่อมกันมากกว่านี้อ่ะดิ พูดออกมาไม่คิดให้รอบคอบ
ผมว่าประโยคที่เขาพูด มันเป็น positive statement นะ
ใช้เครื่องอ่านจอ E-Ink สิครับ จอสำหรับโมเน็ตบุ๊คให้เป็น e-ink ยังมีเลย
The Phantom Thief
มันคงไม่ถึงกับตายไปจริงๆหรอก แต่ย้ายที่อยู่ใหม่
ถ้าเราเก่งภาษาอังกฤษก็คงดี
l2aelba & Mag.im
อีกหน่อย มีเซ็กส์ผ่านเนต
บีเบี้ยวกับบีบึ้ง
3G มาไวๆ เถอะ เด็กเลี้ยงควายแถวบ้าน จะได้สัมผัส MBA from Harvard
ขนาดปีสองปียังขนาดนี้อีก 5 ปีเทคโนโลยีในการอ่านก็คงสูงจนเรานึกไม่ถึงได้ แล้วเราจะพบความคลาสสิคในการเดินถนน เดินไปตามร้านหนังสือได้หรือเปล่าหว่า หรืออาจเปลี่ยนเป็นพกเครื่องอ่านหนังสือ และไปนั่งจิ้มๆที่ไหนเย็นๆแทน
test
กูเกิลทำหนังสือตาย
もういい
( My blog 077023.com )
เมื่อไรที่จอม้วนเก็บได้และถนอมสายตาเมื่อนั้นอาจแทนที่ได้โดยสมบูรณ์
ชอบ Zealot และ Anti เกทับกันอ่าน Comment แล้วมันส์มากก
5 ปีสำหรับการตายของหนังสือกระดาษ มันไม่น่าจะเป็นไปได้เลย เพราะมันต่างจากกรณีฟิล์มเอามากๆ กรณีฟิล์มนั่นเป็นเรื่องของการเก็บข้อมูล กับการแสดงผลล้วนๆเลย
การอ่านหนังสือมันไม่ใช่แค่การเก็บข้อมูล การแสดงผล แต่มีเรื่องของพฤติกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่นการเปิด พลิกสลับหน้า หรือการเอานิ้วขั้นหน้าหนังสือไว้ พร้อมกับเปิด อีกหน้าพร้อมกัน หรือว่าการเปิดผ่านๆ ยังไม่รวมเรื่องความรู้สึกไม่คุ้นชินอีก
ยกตัวอย่างง่ายที่สุด คงเรื่อง touch keyboard ยังแพ้ keyboard อยู่ ทุกวันนี้ยังมีคนที่ชอบกดปุ่มตัวเลขจริงๆ มากกว่ากดหน้าจออีกมาก
ebook ในปัจจุบันยังขาดการควบคุมที่ครอบคุมการใช้งาน ในหลายๆส่วน ที่ทำให้ยังสู้ กระดาษไม่ได้ แต่ที่เป็นไปได้ใน 5 ปี น่าจะเป็นการเก็บข้อมูลจาก analog > digital หรือถ้า e-ink มีมัลติทัช +ออกแบบ ui รวมถึงการควบคุมดีๆ ใน 5 ปี ผมเชื่อว่าส่วนแบ่งในตลาดน่าจะสูสีกันได้ แต่ก็ยังแทนที่ยังไม่ได้ ต้องค่อยๆซึมเข้าไปในพฤติกรรมมากกว่าจะเปลี่ยนทันที
จริงอยู่ที่ว่า 5 ปีสำหรับ (ความเคยชินของมนุษย์ที่ใช้) หนังสือกระดาษ (มาตลอดเป็นพันๆ ปี) มันน้อยมากที่จะทำให้ตายลงไป แต่ว่าลองมองในอีกแง่มุมหนึ่ง 5 ปีสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีมันเยอะมากเลยนะครับ
ผมว่าเมื่อถึงตอนนั้นแล้ว หนังสือกระดาษน่าจะยังไม่ตายไปหรอก (เพราะบางคนอาจต้องการ hard copy เก็บไว้อยู่) แต่ว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์น่าจะเป็น major สำคัญแทนหนังสือกระดาษแล้วนะครับ ไม่ใช่แค่สูสี (เหมือนกับที่เดี๋ยวนี้ทุกคนมีมือถือเป็นของตัวเองแล้วนั่นเองครับ)
ถ้าเด็กๆ เกิดและโตมาพร้อมกับ E-book Reader เขาก็จะบอกว่า ถนัดการใช้ E-book Reader มากกว่าหนังสือ
ผมมองว่าเป็นเรื่องของความถนัดมากกว่าครับ ใครถนัดแบบไหน สิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามย่อมเป็นความไม่ถนัดโดยปริยาย
เหมือนเรื่องรถยนต์เกียร์อัตโนมัติกับธรรมดา ที่ถกเถียงกันได้ตลอด ในเรื่องความถนัด ไม่ถนัด ชอบ ไม่ชอบ ดี ไม่ดี
[ kantiya.com ]
+1 แต่รถยนต์ผมชอบเกียร์มือนะ (ถึงจะไม่ถนัดเท่าไหร่ อิอิ)
ยังไงซะกระดาษก็คงไม่หมดไปง่ายๆ
หนังสือยังไม่ตายง่ายๆหรอก แต่ผมว่าที่จะตายในระยะเวลาอันใกล้นี้คือ หนังสือพิมพ์และนิตยสาร เสียมากกว่า
ปล.ผมเห็นด้วยกับคำพูดของ บิล เกตส์ นะ
ถึงจะยากเพียงใด ก็ต้องผ่านไปให้ได้
ส่วนตัวผม หนังสือพิมพ์จะยังไม่ตาย(ในไทย)ไปจนกว่ายุคสมัยจะเริ่มเปลี่ยนผ่านครับ
เพราะตอนนี้เองกลุ่มเป้าหมายหลักของหนังสือพิมพ์ก็ชัดเจนกว่าเมื่อก่อนมากแล้ว แนวทางออกจะคล้ายกับวิทยุ
Blog
ถ้ามี E-Book ก็ลงทะเบียนแล้วแล้วมันจะส่งให้ทุกวันเลยอ่ะครับ
The Phantom Thief
ส่งมาทางไหนดีล่ะครับ ?
แล้วก็ต่อให้ส่งมาทุกวันได้จริง (ซึ่งไม่รู้ว่าเมืองไทยจะรองรับแบบนั้นได้เมื่อไหร่) ยังมีประเด็นเรื่องตัวเครื่อง E-reader อีก ที่ถึงราคาจะตกลงมาแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าถูก
อย่างถ้าคนที่แค่อ่านนสพ.อย่างเดียว หัวเดียวต่อวัน เค้าคงไม่ซื้อเครื่องราคาห้าพันอัพมาเพื่ออ่านนสพ. แน่ๆ กว่าจะคุ้มก็อาจพังไปก่อนแล้ว
Blog
ส่งผ่าน 3G แบบ Kindle ก็สะดวกดีครับไม่เสียค่าบริการ Wi-Fi ก็ได้
ส่วนเรื่องความคุ้มค่า ต้องคนชอบอ่านหนังสือด้วยจริงๆ ครับ ไม่งั้นยังไงๆ ก็ไม่คุ้มอยู่ดี
The Phantom Thief
3G บ้านเรา คงต้องรออีกหลายปีเลยล่ะครับ
Blog
ตรงข้ามเลยครับ Kindle 2 Global ที่ผมใช้อยู่ในเมืองไทย มันขึ้นว่ารับสัญญาณ 3G นะครับ!
คนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ นะครับ
Blog
ตามคุณ tekkasit เลยครับ Kindle ในไทยก็ 3G แล้วครับถ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
The Phantom Thief
อืม ก็จริงนะครับ หนังสือพิมพ์ก็ยังไม่ตายในไทยง่ายๆ เดี๋ยวนี้หนังสือพิมพ์บ้านเราก็มีการพัฒนาด้วย หนังสือพิมพ์ 3 มิติครั้งแรกของไทย
แต่เดี๋ยวนี้ผมไม่อ่านหนังสือพิมพ์แล้วน่ะครับ เพราะเหตุผลหนึ่งคือ หนังสือพิมพ์ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นใดๆได้เลย ไม่เหมือน internet ที่สามารถแสดงความคิดเห็น และ แชร์องค์ความรู้ของแต่ละคนที่มีอยู่ได้ครับ
ถึงจะยากเพียงใด ก็ต้องผ่านไปให้ได้
กระดาษมันจะแพงนะสิ ไม้มันแพง
ข้อดีของ ebook คือช่วยลดโลกร้อน ^ ^
@korkid
textbook จะอยู่ได้เกิน10ปี
แต่ Magazine ไม่มั่นใจ คงอยู่ได้ แต่ร่อแร่
ใช้ OS หรือ mac เพื่อเข้าสังคม เป็นค่านิยมที่ผิด
เด็กรุ่นใหม่คงโตมากับ E-Book
... ตรงนี้พื้นที่เกรียน ส่วนบุคคล ขอสงวนสิทธิ์
ผมคนนึง อ่าน E-Book นานไม่ไหวจริง
20 ปีฟันธง
เคยบอกแบบนี้ใน Blognone มีคนไม่เชื่อแบบขาดใจดิ้นด้วย
เห็นป่าว ข่าวนี้ทายกันแค่ 5 ปีเอง 555+
ผมว่าอย่าไปคิดเลยว่าหนังสือมันอยู่ได้อีกกี่ปี เรามาคิดว่าใน 5 ปี นับจากนี้ เทคโนโลยี ด้านนี้จะพัฒนาไปสุดยอดขนาดไหน 5 ปี ในถนนเทคโนโลยี มันน่าจะพัฒนาอะไรได้เยอะมากๆ ตอนนั้นอาจจะมีกระดาษดิจิตอลบางๆใช้กันแล้ว
อยากรู้ว่าการจด short note ลงไปในหน้าหนังสือและการขัดไฮไลท์สามารถทำได้สะดวกแค่ไหนครับ เพราะรู้สึกว่าถ้าทำแล้วยุ่งยาก ยอมใช้หนังสือกระดาษต่อไปดีกว่า และท้ายสุด ผมเห็นด้วยกับเกตส์ครับ มุมมองเจ๋งจริง
"มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกคือ Internet" ชอบแฮะ แต่เด็กไทยยังมีความเป็น Learner น้อยไปหน่อย ยังติดที่ต้องให้คอยป้อนเป็นแค่ Student
รบกวนทุกท่านที่สนใจเรื่อง e-book ช่วยทำแบบสอบถามออนไลน์ให้หน่อยได้มั๊ยคะ http://spreadsheets.google.com/viewform?formkey=dE9NMlhRaDM2N1JteVpTS3E1VHZqbWc6MQ ผลการตอบจะนำไปใช้สำหรับงานวิจัยป.โท จุฬาเท่านั้น ขอบคุณมากค่า ^_^
แล้ว double A เราจะรอดไหม (คิดไกลกว่ากระดาษ) ?
ผมชอบอ่านหนังสือเป็นเล่มมากกว่า สบายตา อ่านได้ทุกท่า นุนนอนได้ ถึงมีเครื่องอ่านอีบุ๊ก ผมก็ยังปริ้นออกมาอ่านเป็นเล่มอยู่ดี ฮ่าๆ
"คอมไซน์" ไม่ได้เป็นแค่โปรแกรมเมอร์ - CS7th @MFU
กี่ปีไม่รู้ แต่สำหรับผมถ้าจะมีอะไรมาแทนหนังสือกระดาษได้ ก็ต้องเอาไปอ่านในห้องน้ำได้ ต้องทนทานกันน้ำหรือตกแล้วไม่พังง่ายๆ น้ำหนักต้องเบา เวลาอ่านแล้วรู้สึกสบายตาเหมือนเวลาอ่านกระดาษกรีนรีด และราคาถูก
เครื่องอ่าน E-Book เบาครับ อ่านแล้วสบายตากว่าหนังสือในไทยทั่วๆ ไป อาจจะใกล้เคียงกรีนรีด (จะใช้กระดาษสีขาวทำไมเนี่ย อ่านแล้วปวดตานะ T-T) อ่านในห้องน้ำได้แต่กันน้ำไม่ได้แถมทำตกไม่ได้ด้วย อันตรายมาก
The Phantom Thief
อีกไม่นานถ้ามันบูม มันจะมีคนบางคนที่พกไปอ่านทุกที่ครับ แล้วหลังจากนั้นก็จะมีคนมาบ่นว่า เอาไปอ่านในห้องน้ำไปม่เห็นได้เลยว่อย (ตกน้ำแล้วพัง) พอเป็นอย่างนั้นแล้ว ก็จะเกิดตลาดเฉพาะกลุ่มสำหรับผู้ต้องการอ่านในที่เสียงอันตรายต่อน้ำมากขึ้น (เหมือนกล้องดิจิตัลกันน้ำ นาฬิกาข้อมือกันน้ำ ...อึ่ม เคส iPod nano gen 5 สำหรับถ่ายวีดีโอใต้น้ำยังเคยเห็นมาแล้วเลย อิอิ)
ในอีกมุมหนึ่งของเทคโนโลยี การชาร์ตไฟแบบไร้สายจะเป็นมาตรฐาน (อันนี้ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่) และการใช้วิธีส่งข้อมูลไร้สาย (bluetooth, wifi, 3G-4G) ก็จะมาแทนที่พอร์ต USB ดังนั้น การออกแบบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในอนาคตแทบทุกชนิด อาจเป็นแบบไร้ช่องเชื่อมต่อก็ได้ ส่งผลให้ผู้ผลิตสามารถออกแบบอุปกรณ์เหล่านี้ให้กันน้ำได้ง่ายขึ้นในอีกทางนึงด้วยครับ ^^
ดังนั้น เรื่องเอาไปอ่านในห้องน้ำ ไม่ต้องห่วงครับ รอมันบูมอย่างเดียว อิอิ
สำหรับผมจะเป็นหนังสือเป็นเล่มหรือเครื่องอ่านก็ไม่สำคัญหรอกครับ ให้เนื้อหามันเยอะ แล้วถูกกว่าเยอะๆ หน่อยก็โอเคแล้ว
The Phantom Thief
"The Book of E.I.L"
มันกำลังจะมา 555+
"คอมไซน์" ไม่ได้เป็นแค่โปรแกรมเมอร์ - CS7th @MFU
การเรียนรู้ไร้พรมแดน ดีจริงๆ
รับสร้างเกมส์ Facebook Online www.orangeointeractive.com
5 ปียังเร็วไป จะแทน ได้เครื่องอ่านต้องทำได้เหมือน หนังสือทั้งหมด อ่านได้เขียนได้ ไม่ใช่แค่ ไฮไลท์ เพราะบางคนเขียนเป็นมายแมพ จอต้องสัมผัสได้ ราคาต้องถูก "199$ ถูกแล้วนะครับ" สำหรับตัวผมราคายอมรับได้ ตะโกนถาม ลูกค้าในร้านเมื่อกี๊ ถาม เรื่องนี้ บอกเช่าหนังสือ อ่านวันหละ 4 - 5 บาทดีกว่า หรือนั่งอ่านหน้าคอมที่ร้านที่หล่ะ ชั่วโมงอ่านได้เป็น สิบตอน(Cartoon)
Ton-Or
เรื่องหนังสือจะตาย ผมว่าเป็นการพูดเปรียบเทียบง่าย ๆ ตายไม่ได้แปลว่าหายไปเฉย ๆ หรือศูนย์พันธ์หรอกครับ
แต่มันหมายถึง มันสูญเสียความหมายเดิม ๆ ในมุมมองการใช้งาน ของคนจำนวนมาก
โดยส่วนตัวเปิดอ่านหนังสือเป็นเล่มน้อยลงมากเรื่อย ๆ ส่วนมาก จะเน้นอ่านในคอม
ส่วนเรื่อง การศึกษาอยู่บนเว็ป ผมว่าจุดเปลี่ยนสำคัญจุดนึง ที่มันเกิดขึ้นแล้ว คือการเกิดขึ้นของ wikipedia และ google
เราจะสังเกตได้ว่า บรรดาผู้เชี่ยวชาญแก่ ๆ ในไทย กลายเป็นผู้รู้ธรรมดา ๆ ไปหมด เพราะข้อมูลต่าง ๆ สามารถหามาอ่านมาเรียนรู้ได้ง่าย ๆ ในอินเตอร์เน็ต
ผมคิดว่าในไทยยังค่อนข้างยากอยู่ครับ เพราะ มีหลายคนที่ไม่เก่งคอม และหลายๆที่นั้นอินเตอร์เนตยังไม่เร็วเท่าที่ควร E-Book อาจจะเริ่มเข้ามาใช้ได้แต่คงต้องอีกหลายปีครับฃกว่าในไทยจะเริ่มใช้แบบจริงๆจังๆ (แต่สำหรับผมชอบอ่านหนังสือข้างนอกแบบสัมผัสได้มากกว่า ยิ่งเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาน่ะครับ) เพราะว่าผมจ้องคอมมาก ๆ แล้วปวดตา (สายตาคนเราจะแย่กันก็คราวนี้ล่ะครับ)
Thank You
+10 ผมว่าอ่านผ่าน hard copy จะไม่ปวดตาและทำให้ง่วงนอนได้ง่ายเท่ากับอ่านผ่านหน้าจอทั้งหลายนะ
น่าสนใจที่การศึกษาอยู่บนเว็บ หมายถึงมันไม่เรียงมาให้ ไม่มีคนป้อนให้ ทีนี้คนที่ถูกสอนมาให้มีความถนัดทางการศึกษาด้วยตัวเองแบบนี้น่าจะมีโอกาสมากกว่าคนที่ถูกสอนแบบคอยให้ป้อนตลอด
ถ้าหนังสือกระดาษตาย ซึ่งเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ แล้วการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไม่ทั่วถึงจริง หายนะจะมาเยือน คนจนจะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารความรู้อะไรใหม่ๆ ไม่ได้เลย น่ากลัวอยู่เหมือนกัน แต่ธุรกิจจะไม่สนใจ ขายอะไรแล้วมีกำไรก็ขายทั้งนั้น จะไฟล์หรือกระดาษ
มีประเด็นที่ผมสงสัย และคนจำนวนมากก็สงสัยเรื่องยอดขายหนังสือของอเมซอน ที่ไม่เคยบอกรายละเอียดจำนวนเล่ม หรือ ยอดขายเป็นเงินที่ชัดเจน กระทั่งยอดขายเครื่องคินเดิ้ลยังไม่เคยบอกจำนวนเลย ตัวเลขยอดขายคินเดิ้ลมาจากการประเมินของบริษัทภายนอกทั้งนั้น อเมซอนบอกแต่เปอร์เซ็นต์ แถมบอกอีกว่า 9-12 เดือนข้างหน้า ยอดขายอีบุ๊กจะแซงปกอ่อน
ถ้าเคยซื้อหนังสือจากคินเดิ้ล สโตร์ หนังสือฟรี ก็มีทรานแซคชั่นเหมือนหนังสือขาย ราคาจะโพรเซสออกมาเป็น 0 เหรียญ
เขานับโหลดฟรีอีบุ๊กแบบนี้ไปรวมแล้วเทียบกับหนังสือปกแข็งหรือเปล่า
ราคาอีบุ๊ก ต่ำกว่าปกแข็งมาก ถ้าจะแซงก็ไม่แปลก แต่ที่เห็นติดอันดับขายดี หรือพวกหนังสือใหม่ๆ จะแพงกว่าปกอ่อนเล็กน้อย
kidtalentz.com