comScore ได้เผยตัวเลขส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนของสหรัฐอเมริกาในไตรมาสแรกของปีนี้ พบว่ามีเพียงแค่แอปเปิลและซัมซุงเท่านั้นที่มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่ม โดยแอปเปิลยังเป็นอันดับหนึ่ง มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจากไตรมาสก่อนหน้า 36.3% มาอยู่ที่ 39.0% ส่วนซัมซุงเพิ่มจาก 21.0% มาอยู่ที่ 21.7% โดยสำหรับแอปเปิลแล้วนี่ถือว่าเป็นส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนที่สูงที่สุดในประวัติของบริษัท
ขณะที่ผู้ผลิตรายอื่น ๆ อย่าง HTC, Motorola และ LG ต่างก็มีส่วนแบ่งตลาดที่ลดลง โดยเฉพาะ HTC ที่เสียส่วนแบ่งไปมากที่สุดที่ 1.2% จากเดิม 10.2% เหลือ 9.0%
แต่หากเปลี่ยนมาเปรียบเทียบที่ระบบปฏิบัติการ จะพบว่า Android ทั้งหมดยังนำหน้า iOS มีส่วนแบ่งที่ 52% ซึ่งตกลงมาจากเดิมที่มีส่วนแบ่งที่ 53.4% ในขณะที่ส่วนแบ่งตลาด iOS สูงขึ้น 2.7% จากไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ตามวิธีการเก็บข้อมูลของ comScore ต่างกับรายอื่นตรงที่พวกเขาดูยอดจำนวนผู้ใช้งาน แทนการดูยอดจำหน่าย
ที่มา - MacRumors
ข่าวนี้เป็นข่าวเกี่ยวกับ iOS 7 สองข่าวรวมกันนะครับ เรื่องแรกคือเรื่องของหน้าตา iOS 7 ซึ่งทางเว็บ AllThingsD มีข่าวจากแหล่งภายในแอปเปิลว่า iOS 7 จะมีการเปลี่ยนหน้าตาครั้งใหญ่จริง และก็ได้มีการยืมตัวทีมงาน OS X มาเช่นเดียวกับสมัยปี 2007 ที่มีการดึงตัวทีมงาน Leopard มาช่วยฝั่งไอโฟน
ส่วนสิ่งที่ทีมงานกำลังเร่งทำอย่างหนัก คือการเอา UI แนว skeuomorphic ซึ่งมีความคล้ายกับสิ่งที่มีใช้ในชีวิตจริงออกทั้งหมด โดยขั้นตอนนี้เรียกกันเล่น ๆ ได้ว่าเป็นการ deForstallization หรือการเอาผลงานของ Scott Forstall ออกนั่นเอง
ข่าวที่สองคือเรื่องความล่าช้าของ iOS 7 ที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานไปก่อนหน้านี้ ทาง AllThingsD เองและนักข่าวผู้เชี่ยวชาญข่าวแอปเปิล Jim Dalrymple บอกว่า iOS 7 ไม่น่าจะล่าช้า และน่าจะเปิดตัวทันช่วงเดือนกันยายนนี้อย่างแน่นอน
เพียงแค่สี่เดือนหลังจากที่ประกาศไปว่ามีผู้ใช้มากถึง 100 ล้านคน ตอนนี้ LINE ได้ออกมาประกาศว่าพวกเขามีผู้ใช้เพิ่มอีก 50 ล้านคน รวมเป็น 150 ล้านคนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เว็บ Engadget บอกว่ายอดนี้ถือว่าไม่เลวเลยสำหรับแอพที่มีอายุไม่ถึงสองปี ส่วนการเติบโตอันรวดเร็วอาจจะมาจากสติกเกอร์น่ารัก ๆ (ที่เราชาวเอเชียรู้จักกันดีอยู่แล้ว)
การเติบโตของ LINE ในตอนนี้ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางและเอเชีย ประเทศที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดคือไต้หวัน ญี่ปุ่น และประเทศไทย โดยอีกสิ่งช่วยทำให้แอพนี้เติบโตอย่างรวดเร็วอาจจะเป็นเพราะแอพเกมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ที่มา - Engadget จากต้นฉบับ LINE Press
เราได้รายงานไปแล้วว่า iOS 7 อาจจะมีการปรับเปลี่ยนหน้าตาครั้งใหญ่ หลังจากที่ Jonathan Ive ได้เข้ามาดูแลในส่วนของ user interface ทั้ง iOS และ OS X วันนี้สำนักข่าวบลูมเบิร์กได้เผยว่าแอปเปิลอาจจะปล่อย iOS 7 ช้ากว่ากำหนด เนื่องจากการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่นี้
ในรายงานบอกว่าแอปเปิลมีเป้าหมายที่จะ "เปิดตัว" iOS 7 ภายในเดือนกันยายนนี้ แต่ดูเหมือนว่า deadline ต่าง ๆ ภายในบริษัทได้ถูกเลื่อนไปเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันพนักงานฝ่ายซอฟต์แวร์ต่างก็รีบปั่นงานของตัวเองให้พร้อมสำหรับงาน WWDC ที่จะจัดขึ้นในเดือนหน้า บลูมเบิร์กเชื่อว่าพนักงาน OS X บางส่วนได้ถูกดึงตัวมาช่วยงาน iOS 7 ก่อน ซึ่งตรงกับข้อมูลจากเว็บ Daring Fireball
นอกจากเรื่อง user interface ทั่วไปแล้ว Ive ยังมีแผนที่จะเปลี่ยนหน้าตาของ Mail.app และ Calendar.app บน iOS ใหม่ทั้งหมด อีกทั้งยังต้องการที่จะเพิ่มวิธีการใช้งาน gesture control แบบใหม่ ๆ ที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสัมผัสกับอุปกรณ์อีกด้วย
แหล่งข่าวภายในแอปเปิลจากเว็บ 9to5Mac อ้างว่า iOS 7 ที่มีโค้ดเนมภายในว่า Innsbruck มีหน้าตาที่แตกต่างจากเดิมมาก มากถึงขั้นที่อาจทำให้คนที่คุ้นเคยกับหน้าตา iOS เดิมรู้สึกไม่ชิน ในขณะที่ผู้ใช้แพลทฟอร์มอื่นอาจจะหันมาสนใจ iOS มากกว่าเดิม
หนึ่งในแหล่งข่าวบอกว่า user interface ใหม่จะมีความเรียบและแบนกว่าเดิมมาก ส่วนอีกคนก็บอกว่า interface ใหม่จะไม่เหลือความนูน ความมน และความมันวาวอีกต่อไป และใกล้เคียงกับ Metro UI จาก Windows Phone มากขึ้น โดยแอปเปิลได้เตรียมชุดไอคอนใหม่ไว้หมดแล้ว รวมไปถึงหน้าตา toolbars และ tab bars แบบใหม่อีกด้วย
หกเดือนผ่านมาแล้ว ตั้งแต่ไมโครซอฟท์เริ่มวางขาย Windows 8 อย่างเป็นทางการ โดยจุดประสงค์ของระบบปฏิบัติการใหม่จากไมโครซอฟท์ตัวนี้คือการกอบกู้อุตสาหกรรมพีซี ที่ถูกแท็บเล็ตกินส่วนแบ่งอยู่เรื่อย ๆ ด้วยการผสมผสานการใช้งานคีย์บอร์ดและเมาส์เข้ากับหน้าจอสัมผัส ในตอนแรก ไมโครซอฟท์ได้เผยตัวเลขยอดขาย แต่ตอนหลัง ๆ กลับเงียบหายไป
ในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ไมโครซอฟท์อ้างว่ายอดขายไลเซ่นส์อยู่ที่ 40 ล้านชุด ซึ่งมากกว่ายอดขาย Windows 7 อยู่พอสมควร หลังจากนั้นในเดือนมกราคม ไมโครซอฟท์ก็ออกมาประกาศว่ายอดขายรวมตั้งแต่เปิดตัวอยู่ที่ 60 ล้านชุด ซึ่งเป็นยอดที่ไม่ต่างจาก Windows 7 ในเวลาเดียวกันเท่าไรนัก แต่หลังจากนั้นมา ไมโครซอฟท์ก็ไม่ได้ให้ตัวเลขอะไรออกมาอีกเลย
นอกจากแผน WWDC ที่จะเน้นการอัพเดตสเปคของแมคแล้ว KGI Securities ได้ออกมารายงานว่าแอปเปิลมีแผนที่จะหั่นราคา iPad mini ให้เหลือประมาณ 199 - 249 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อแข่งกับแท็บเล็ต Android ซึ่งแอปเปิลอาจจะต้องลดต้นทุนหรือตัดชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นออก เช่น กล้องด้านหลัง, ลดความจุมาอยู่ที่ 8GB
ในรายงานบอกว่าช่วงราคา 199 - 249 ดอลลาร์ เป็นความคาดหวังที่เกิดขึ้นก่อนหน้าการเปิดตัว iPad mini ในครั้งแรก แต่แล้วแอปเปิลกลับเปิดตัว iPad mini ที่ราคา 329 ดอลลาร์ ซึ่งแอปเปิลก็ยอมรับแล้วว่าที่ราคานี้ iPad mini สามารถทำกำไรต่อชิ้นได้น้อยกว่าสินค้าตัวอื่น
KGI Securities เชื่อว่าการที่แท็บเล็ต Android ทั้งหลายเริ่มมีส่วนแบ่งตลาดที่มากขึ้น แล้วทำให้แอปเปิลมีส่วนแบ่งตลาดน้อยกว่า 50% ทำให้แอปเปิลต้องหาทางทำอะไรซักอย่าง แอปเปิลเองอาจจะไม่เจอปัญหาอะไรมากมายนอกจากการมียอดเติบโตที่ไม่เร็วมาก จนกว่าจะเริ่มวางขาย Retina iPad mini
ที่มา - MacRumors
นักวิจัยตลาดจาก KGI Securities เผยว่าแอปเปิลจะอัพเดตสินค้าตระกูล MacBook Pro และ MacBook Air ในงาน WWDC ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 10 มิถุนายนนี้ โดย MacBook ทั้งหมดน่าเปลี่ยนมาใช้ชิปตระกูล Haswell
ในส่วนของ MacBook Pro เชื่อว่าแอปเปิลจะยังไม่ยกเลิกการวางจำหน่าย MacBook Pro รุ่นที่ไม่ได้ใช้จอภาพ Retina Display เพราะว่า MacBook Pro รุ่น 13 นิ้วยังเป็นแมคที่ขายดีอันดับหนึ่งสำหรับแอปเปิล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาที่ยังมีความต้องการใช้ optical drive อยู่
สำหรับ MacBook Air แอปเปิลน่าจะพร้อมวางจำหน่ายรุ่นใหม่เกือบทันทีหลังจากงาน WWDC อย่างไรก็ตามผู้ที่เล็งซื้อ MacBook Air ยังไม่ต้องหวังว่าจะได้เห็นจอภาพ Retina Display บน MacBook Air เนื่องจากต้นทุนที่สูงและความหนาของจอภาพ
ที่มา - MacRumors
DisplayMate บริษัทที่เชี่ยวชาญเรื่องการประมวลผลและเปรียบเทียบคุณภาพของจอภาพได้ออกมาประกาศว่าหลังจากเปรียบเทียบความแม่นยำการแสดงผลของสี, ความสว่าง, color gamut, ความประหยัดพลังงานและประสิทธิภาพการทำงานในที่แสงจ้าพบว่าจอภาพ LCD ของ iPhone 5 มีคะแนนเท่ากับจอภาพ OLED ของ Galaxy S4
ทาง DisplayMate บอกว่า iPhone 5 มีหน้าจอที่มีคุณภาพมาก แม้ว่าจะมีอายุครึ่งหนึ่งของ product cycle แล้ว ต่างจากซัมซุงที่เพิ่งปล่อยสินค้าออกมา อย่างไรก็ตามเชื่อว่าแอปเปิลจะไม่เปลี่ยนไปใช้หน้าจอที่แตกต่างในมือถือรุ่นต่อไป
จอภาพของ iPhone 5 สว่างกว่าของ Galaxy S4 มาก หน้าจอ iPhone 5 ได้ถูก calibrate มาดีกว่า S4 แต่สีขาวสู้ S4 ไม่ได้ ในส่วนของ S4 เองมีจอภาพที่ใหญ่กว่า มีความละเอียดสูงกว่า มีสีดำที่ดำสนิทกว่า แต่ถ้าดูจากการเปรียบเทียบทั้งหมดแล้ว สามารถบอกได้ว่าจอภาพจากมือถือทั้งสองรุ่นมีคุณภาพสูงทัดเทียมกัน (ดูตารางเปรียบเทียบในข่าว)
ที่มา - 9to5Mac
ก่อนหน้านี้เว็บ Engadget ได้เผยภาพหลุด HTC One รุ่นสำหรับเครือข่าย China Unicom ที่สามารถเปิดฝาด้านหลังของเครื่องได้ สรุปแล้วว่าภาพนี้เป็นภาพจริง โดย HTC One รุ่นที่ว่านี้คือรุ่น 802w, 802t และ 802d โดยทุกรุ่นมีฝาหลังที่สามารถเปิดออกเพื่อให้ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนซิมได้ และแต่ละรุ่นก็มีช่องใส่ซิมการ์ดให้สองช่องสไตล์จีน ๆ แถมยังมีช่องสำหรับใส่การ์ด microSD อีกต่างหาก
สำหรับใครที่สงสัยว่าฝาหลังนี้เปิดออกได้อย่างไร คำตอบก็คือช่องสำหรับใส่ microSIM ของ HTC One รุ่นที่จำหน่ายทั่วโลก ในเวอร์ชันประเทศจีนนี้จะกลายเป็นคันโยกที่เมื่อดึงแล้วจะทำให้ฝาหลังเด้งขึ้น
สำหรับรูปภาพเข้ามาดูได้ข้างในข่าวครับ
ที่มา - Engadget
วันนี้แอปเปิลได้ปล่อยโฆษณาตัวใหม่ออกมาในชื่อ "Photos Every Day" โดยโฆษณาตัวนี้อาจจะแตกต่างจากโฆษณาแอปเปิลอื่น ๆ ที่เราเคยเห็นมากอยู่พอสมควรตรงที่มันให้ความสำคัญกับผู้คนที่ใช้ไอโฟน มากกว่าตัวไอโฟนเอง
ในตัวโฆษณายังบอกอีกว่า "ทุกวันนี้ มีภาพที่ถูกถ่ายด้วยไอโฟน มากกว่ากล้องอื่นใด" (Everyday, more photos are taken with the iPhone than any other camera) ซึ่งชัดเจนว่าแอปเปิลพยายามกล่าวถึงสถิติจาก Flickr ที่ชี้ให้เห็นว่าไอโฟน กลายเป็นกล้องถูกใช้ถ่ายรูปที่ถูกอัพโหลดขึ้นไปบน Flickr มากที่สุด
กดอ่านต่อเพื่อเข้ามาชมโฆษณาครับ
ที่มา - MacRumors
แม้ว่ามีข่าวลือออกมาก่อนหน้านี้ว่าแอปเปิลต้านกระแสจอภาพขนาดใหญ่ไม่ไหว จนต้องเริ่มผลิตมือถือที่มีขนาดจอภาพที่ใหญ่ขึ้น ล่าสุดทิม คุก ได้ออกมาดับกระแสข่าวลือนี้ระหว่างการรายงานผลประกอบการประจำไตรมาส ว่าแอปเปิลจะไม่ผลิตมือถือหน้าจอใหญ่กว่านี้ในช่วงนี้
ทิม คุก กล่าวว่า เขาเชื่อว่าหน้าจอของ iPhone 5 เป็นหน้าจอที่ดีที่สุดในตลาดตอนนี้จริง ๆ แม่้ว่าลูกค้าบางคนจะให้ความสำคัญกับขนาดหน้าจอเหนือสิ่งอื่นใด แต่ลูกค้าคนอื่น ๆ ให้ความสำคัญกับความละเอียดของหน้าจอ, คุณภาพการแสดงผลของสี, ความประหยัดพลังงาน, การมีแอพที่ออกแบบมาให้ตรงกับขนาดของหน้าจอโดยเฉพาะ และความสะดวกในการพกพามากกว่า
เขายังบอกอีกว่า คู่แข่งของแอปเปิลหลายรายได้ยอมที่จะแลกสิ่งเหล่านี้ไป เพื่อหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น แต่แอปเปิลจะไม่ยอมทำเช่นนี้ จนกว่าจะมีทางออกที่ดีกว่านี้
ที่มา - MacRumors
แอปเปิลได้เปิดเผยว่าบริษัทจะเก็บข้อมูลการโต้ตอบระหว่างผู้ใช้กับ Siri เป็นเวลาสองปี โดยข้อมูลเหล่านี้รวมไปถึงคลิปเสียงของผู้ใช้ด้วย โดยเหตุผลในการเก็บข้อมูลนี้ก็เพื่อเพิ่มความสามารถของ Siri ในการตีความคำสั่งทางเสียงของผู้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ข้อมูลที่แอปเปิลได้เก็บบันทึกไว้จากการใช้งาน Siri ได้แก่ข้อมูลการค้นหาที่ผ่านมา และชื่อของบุคคลในโฟนบุ้คของผู้ใช้ อย่างไรก็ตามแอปเปิลไมได้เผยรายละเอียดอย่างเจาะจงว่าข้อมูลอะไรถูกเก็บไว้บ้าง โดยบอกเพียงแค่ว่าข้อมูลทุกอย่างจะไม่สามารถระบุตัวผู้ใช้ได้
นักกฎหมายของสหภาพสิทธิและเสรีภาพของสหรัฐ (ACLU) Nicole Ozer บอกว่าแอปเปิลควรที่จะแจ้งให้ผู้ใช้ทราบ ว่าบทสำเนาของคำพูดทุกอย่างที่ผู้ใช้ได้ใช้กับ Siri จะถูกบันทึกไว้ รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลของตัวผู้ใช้และคนรอบข้าง ผู้ใช้ควรจำไว้ว่า Siri เป็นเครื่องมือของแอปเปิล เพราะฉะนั้นก่อนจะพูดอะไรควรคิดก่อน
ที่มา - 9to5Mac
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Richard Williamson อดีตหัวหน้าทีม Apple Maps ที่ถูกเด้งออกจากแอปเปิลได้เข้ามาทำงานกับ Facebook แล้ว โดยเขามีหน้าที่จัดการและบริหารทีมซอฟต์แวร์บนอุปกรณ์พกพาให้กับ Facebook
เช่นกัน Loren Brichter นักพัฒนาอิสระที่เคยทำงานให้กับแอปเปิล เจ้าของแอพ Tweetie (ก่อนที่จะโดนทวิตเตอร์ซื้อตัวไป) และ Letterpress ตอนนี้ก็ได้เข้ามาทำงานกับ Facebook แล้วในตำแหน่งที่ปรึกษา
นอกเหนือจากสองคนนี้แล้ว ระยะหลัง ๆ นี้ Facebook ได้จ้างอดีตพนักงานแอปเปิลมากมายเพื่อมาทำงานในโปรเจคต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Facebook Home และแอพ Facebook ที่ถูกพัฒนาให้รันบน iOS แบบ native
ที่มา - 9to5Mac
ครั้งแรกเมื่อ Foursquare เปิดตัวในปี 2009 คอนเซ็ปหลักเหมือนจะอยู่ที่การเช็คอิน และการดูว่าเพื่อน ๆ ของเรานั่งเล่นกันอยู่ที่ไหน แต่ในตอนนี้ หลังจากที่มีจำนวนเช็คอินรวมแล้วมากถึง 3.5 พันล้านครั้งท่ัวโลก CEO ของ Foursquare นาย Dennis Crowley จะเริ่มสับราง เปลี่ยนหน้าที่ของ Foursquare มาเป็นการหาที่นั่ง "ชิล ๆ" ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ใช้แต่ละคนแทน
วันนี้ Foursquare เวอร์ชัน 6.0 บนไอโฟน ผู้ใช้จะเห็นว่าคุณสมบัติ Explore ได้กลายเป็นคุณสมบัติหลักของแอพนี้ไปแล้ว กล่อง "ค้นหา" เปลี่ยนไปแทนที่โลโก้ด้านบน ส่วน Feeds ตอนนี้ก็เปลี่ยนไปจากการแจ้งข้อมูลเพื่อนของเรา ไปเป็นการรวม Trending places, สถานที่แนะนำและ "People you may know nearby" โดยคุณสมบัติเหล่านี้ได้ถูกทดสอบมาบ้างแล้วบนเวอร์ชันสำหรับ Android
FourSquare 6.0 เปิดให้ดาวน์โหลดแล้วบน iOS App Store ครับ
ที่มา - The Verge
จากสคริปแชทบน Branch เจ้าของบล็อก Daring Fireball นาย John Gruber ผู้เชี่ยวชาญเรื่องข่าววงในจากแอปเปิลอ้างว่า iOS 7 อาจจะมาไม่ทันตามกำหนดเดิม แต่จะมาพร้อมการเปลี่ยนแปลง UI ครั้งใหญ่
การเปลี่ยนแปลง UI บน iOS 7 ครั้งนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบปฏิบัติการ (system-wide overhaul) จนต้องดึงตัวทีมงาน OS X 10.9 เข้ามาช่วย ส่วนทีมงานที่ได้รับ iOS 7 ไปทดลองจะได้ใช้อุปกรณ์ iOS พิเศษที่ติดตั้งหน้าปัดที่ลด viewing angle เพื่อไม่ให้คนอื่นเห็น UI ใหม่ล่วงหน้า
เช่นกัน Rene Ritchie จากเว็บ iMore ก็ได้ออกมาบอกว่าผลงานดีไซน์ UI ใหม่ของ Jony Ive ทำให้ทีมงานหลายคนมีความสุขมาก แต่ก็ทำให้ดีไซน์เนอร์ในแอปเปิลบางคนที่ชอบดีไซน์แนว skeuomorphic หลายคน "เสียใจ"
ส่วน MG Siegler ก็ได้ออกมาอ้างว่าทีมงาน Passbook กำลังพบกับปัญหาอย่างหนัก หลังจากที่ Scott Forstall ถูกเด้ง
ที่มา - MacRumors
สมาคมภาษาของประเทศสวีเดนได้ตัดสินใจตัดคำว่า Ungoogleable ที่แปลว่า "ไม่สามารถกูเกิลได้เจอ" (ใช้คำว่ากูเกิลเป็นกริยา) ออกจากกลุ่มคำใหม่ที่ถูกบรรจุเข้าสู่พจนานุกรมภาษาสวีดิช หลังจากที่โดนแรงกดดันจากฝ่ายกฎหมายของกูเกิล
จากรายงานของสถานีวิทยุแห่งชาติ Sveriges Radio นาง Ann Cederberg ประธานสมาคมฯ ได้ออกมากล่าวว่านักกฎหมายของกูเกิลได้เสียเวลาและทรัพยากรมากเกินความจำเป็น กับการที่จะเอาคำคำนี้คำเดียวออกจากพจนานุกรม อย่างไรก็ตาม Cederberg เชื่อว่ากูเกิลไม่มีทางหลีกเลี่ยงการใช้คำ ๆ นี้ได้ เพราะมันกลายเป็นคำนิยมใช้กันในสังคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ตาม การกระทำของกูเกิลในครั้งนี้น่าจะเป็นการพยายามรักษาสิทธิในเครื่องหมายทางการค้าของตัวเอง นั่นก็คือ "Google" ก่อนที่มันจะกลายเป็นคำสามัญทั่วไป ซึ่งอาจจะมีผลทำให้กูเกิลไม่สามารถใช้เครื่องหมายทางการค้าของตัวเองได้ในอนาคต
ที่มา - The Verge
หนังสือพิมพ์ India Times รายงานว่าแอปเปิลมีแผนที่จะเปิดร้านเพื่อขายสินค้าแอปเปิลในอินเดียให้ครบ 200 แห่งภายในปี 2015 โดยในอินเดีย แอปเปิลได้ใช้กลยุทธการวางตลาดไม่ต่างจากประเทศไทย นั่นก็คือการใช้ระบบแฟรนไชส์ผ่านตัวแทนจำหน่ายที่แอปเปิลเรียกว่า Premium Reseller
ในรายงานมีการพูดถึงส่วนแบ่งตลาดที่ไม่ค่อยดีนักในอินเดีย และส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะระบบกระจายสินค้าที่ซับซ้อน และทำให้ต้นทุนในการค้าสูงขึ้น อีกปัญหาสำหรับแอปเปิลก็คือกฎหมายท้องถิ่นที่บังคับให้ร้านค้าแบรนด์ต่างชาติจะต้องมีสินค้าจากภายในประเทศ 30% วางขายในร้านด้วย
วิธีแก้ปัญหาสำหรับแอปเปิลในตอนนี้ จึงเป็นการขยายจำนวนร้านค้าภายใต้โปรแกรม Premium Reseller
ที่มา - C|net
ดูเหมือนว่าแอปเปิลจะเอาจริงกับบริการแผนที่ ล่าสุด The Wall Street Journal รายงานว่าแอปเปิลได้เข้าซื้อกิจการของ WiFiSlam บริษัทสตาร์ทอัพที่เชี่ยวชาญเรื่องการนำทางภายในอาคารด้วย Wi-Fi โดยเจ้าของของบริษัทนี้เคยเป็นพนักงานของกูเกิลที่ลาออกไปไม่กี่ปีที่แล้ว
ที่น่าสนใจอีกก็คือแอพที่มีการใช้เทคโนโลยีของ WiFiSlam ที่เคยวางขายอยู่บน Google Play ตอนนี้ถูกถอดลิงค์ออกหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แม้ว่าจะไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการในเรื่องของมูลค่าการซื้อขาย เชื่อว่ามูลค่าของ WiFiSlam น่าจะอยู่ที่ 20 ล้านดอลลาร์
ที่มา - Engadget
ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าบทบาทใหม่ของจอนนี่ ไอฟ์ อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของหน้าตาระบบปฏิบัติการและแอพต่าง ๆ จากแอปเปิล ล่าสุด The Wall Street Journal ได้ออกมารายงานว่าเรื่องนี้เป็นจริงแน่นอน
ในรายงาน ไอฟ์กำลังผลักดันให้ interface ใหม่ของ iOS 7 ให้ บาง, ตายตัว, และเรียบง่ายกว่าเดิม โดยข้อมูลนี้มาจากนักพัฒนารายหนึ่งได้ที่พูดคุยกับทีมงานของแอปเปิล อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงหน้าตาจะเป็นไปอย่างช้า ๆ สไตล์แอปเปิล
ทุกวันนี้แอปเปิลเปลี่ยนแปลงการทำงานให้มีความร่วมมือกันข้ามฝ่ายกันมากขึ้น โดยทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหลังจากการเปลี่ยนแปลงทีมผู้บริหารครั้งใหญ่ ที่มีผลทำให้ Scott Forstall ถูกบีบให้ลาออกจากแอปเปิล
รายงานนี้ยังบอกอีกว่า Craig Federighi หัวหน้าฝ่ายซอฟต์แวร์ของแอปเปิลมีความต้องการที่จะรวมทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ให้กับแมคและ iOS เพื่อลดการทำงานทับซ้อนกัน เช่น ทีมพัฒนาแอพปฏิทิน ที่ทุกวันนี้ทีมฝ่ายแมคกับ iOS ยังทำงานแยกกันอยู่
ที่มา - MacRumors



