เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในที่ประชุมคณะกรรมอำนวยการกำหนดนโยบายการป้องกันและปราบปรามการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ผิดกฎหมายหรือไม่เหมาะสมผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่า ได้เสนอสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเพื่อให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจัดงบซื้อเครื่อง "ตัดสัญญาณ" เว็บไซต์ต่างประเทศ มูลค่าประมาณ 400 ล้านบาท ตามคำแนะนำของตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีนายหนึ่ง หลังพบว่าเว็บไซต์จากต่างประเทศจำนวนมากที่เนื้อหาที่อาจผิดกฎหมายเพราะดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันกษัตริย์
เฉลิมกล่าวต่อถึงการ "ตัดสัญญาณ" เว็บไซต์ว่า "มีบางคนไปพูดมาก ถ้าไปทำเรื่องนี้เอ็นจีโอ หรือต่างชาติจะดูไม่ดี แต่ที่นี่เมืองไทย เราไม่ได้ละเมิดสิทธิ เพราอะไรที่แสดงออกตามพื้นฐานความชอบธรรม ก็ควรทำไป"
ว่าแต่ตัดสัญญาณเว็บไซต์นี่เขาทำกันยังไงหนอ
ที่มา - เดลินิวส์
หลังจากที่เป็นข่าวว่าปุ่ม Facebook Like นั้นเข้าข่ายผิดกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวในรัฐ Schleswig-Holstein ประเทศเยอรมนี เพราะเป็นการส่งข้อมูลไปยัง server ของ Facebook โดยผู้เข้าชมเว็บไซต์ไม่มีทางเลือก เว็บไซต์ข่าวเทคโนโลยีเยอรมัน heise online (ชื่อเว็บไซต์ตัวพิมพ์เล็ก) ก็หาทางให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ยังสามารถเลือกที่จะกด Like ข่าวต่าง ๆ ได้โดยไม่ผิดกฎหมายจนได้
ต่อเนื่องจากข่าวที่แล้ว Wikileaks ได้ออกมากล่าวหาผ่านทาง Twitter ว่า หนังสือพิมพ์ The Guardian ได้เปิดเผยรหัสที่ใช้สำหรับเปิดดูไฟล์โทรเลขฉบับที่ไม่มีการเซ็นเซอร์ และกำลังจะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป (ทวีตดังกล่าวถูกลบไปแล้ว แต่เว็บไซต์ WLCentral ได้บันทึกเอาไว้) ซึ่งเป็นที่เชื่อกันว่า ไฟล์ดังกล่าวคือไฟล์ชื่อ Wikileaks_insurance ขนาด 1.4 GB ที่ถูกเผยแพร่บน The Pirate Bay ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว
ข่าวรายงานว่ารหัสผ่านนั้นถูกเปิดเผยในหนังสือ Wikileaks: Inside Julian Assange’s War on Secrecy ที่ถูกตีพิมพ์และจำหน่ายโดย The Guardian ไปตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา (อ่านบางส่วนที่อาจหมายถึงรหัสผ่านดังกล่าวได้หลังเบรก)
อย่างไรก็ตาม The Guardian ก็ได้ออกมาปฏิเสธคำกล่าวหา และบอกว่าการส่งมอบไฟล์จาก Wikileaks ทำผ่านเครื่อง server ที่มีความปลอดภัย ซึ่งหลังส่งมอบก็มีการลบไฟล์ดังกล่าวออกจาก server นอกจากนี้ทางหนังสือพิมพ์ยังได้รับไฟล์ก่อนที่จะมีการเผยแพร่ทาง BitTorrent ซึ่ง Wikileaks เองย่อมสามารถเปลี่ยนรหัสผ่านของไฟล์ได้ตั้งนานแล้วก่อนเผยแพร่
ใครที่ดาวน์โหลดไว้ก็ลองเอามาถอดรหัสดูนะครับ
ที่มา - BoingBoing และ WLCentral
จำหน้าเว็บ What do you love? หรือรวมมิตรบริการของ Google กันได้หรือเปล่าครับ ถ้าเราพิมพ์คำหยาบเช่น fuck หรือ shit เข้าไป มันจะส่งเราไปหน้าของคำว่า kittens แทน (น่ารักซะไม่มี) ทีนี้ก็มีคนลองดูในโค้ด แล้วพบรายการ “คำหยาบ” อยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งก็ครอบคลุมทั้งคำธรรมดา ๆ ไปจนถึงคำประหลาดอย่าง rimjaw หรือ titwank (ช่างคิดกันจริง ๆ)
ดูรายการคำได้ในที่มาครับ
ที่มา - F.A.T.
Bitcoin สกุลเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กำลังถูกเพ่งเล็งโดยสมาชิกวุฒิสภาและหน่วยงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ หลังจากที่มันถูกใช้เป็นสกุลเงินหลักในการซื้อขายยาเสพติดจากเว็บไซต์ลับ
เว็บไซต์ Silk Road ที่ไม่ปรากฏบนอินเทอร์เน็ตธรรมดา แต่เข้าถึงได้จากเครือข่าย TOR เท่านั้น เป็นแหล่งซื้อขายสินค้าต่าง ๆ รวมถึงยาเสพติด โดยหลังจากที่ลูกค้าโอน bitcoin ให้แล้ว พ่อค้าก็จะบรรจุยาใส่ซองสุญญากาศส่งทางไปรษณีย์ ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถตรวจสอบได้
Google ตรวจพบว่ามีการพยายามขโมยรหัสผ่าน Gmail ของผู้ใช้จำนวนมากด้วยวิธี phishing โดยผู้ได้รับผลกระทบนั้นมีทั้งข้าราชการสหรัฐฯ ข้าราชการเกาหลีใต้ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวจีน และนักข่าว เป็นต้น ซึ่ง Google ก็ได้แจ้งเตือนผู้เสียหายทั้งหมดแล้ว
ทั้งนี้ Google พบว่าต้นตอของหน้าเว็บปลอมนั้นมาจากเมืองจี่หนาน มณฑลซานตง ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนอาชีวะซึ่งเคยเป็นข่าวว่าอาจจะเป็นต้นตอการโจมตี Google เมื่อปีที่แล้ว
อย่างไรก็ตาม โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนก็ได้ออกมาปฏิเสธคำกล่าวหาดังกล่าวแล้ว
ลองดูภาพเปรียบเทียบหน้าเว็บของจริงกับของปลอมกันครับ จะว่าเนียนก็เนียน จะว่าไม่เนียนก็ไม่ค่อยเนียนนะ
ที่มา - The Guardian
นักเรียนชายวัย 17 ปีในชิคาโกถูกจับกุมด้วยข้อหาประพฤติตนไม่เหมาะสม (disorderly conduct) หลังจากที่สร้างรายชื่ออันดับนักเรียนหญิงในโรงเรียนเดียวกัน ที่มีการเรียงตามการให้คะแนนหน้าตา รูปร่าง พร้อมฉายาและความเห็นเกี่ยวกับเชื้อชาติ และยังกล่าวหาเรื่องพฤติกรรมทางเพศ รายชื่อนี้ถูกโพสต์บน Facebook และพิมพ์แจกจ่ายในโรงเรียน
นักเรียนหญิงคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่านักเรียนในรายชื่อนั้น ต่างก็เป็นคนที่โดดเด่นกว่าคนอื่น ในด้านรูปร่างหน้าตาหรือความสามารถ
ทั้งนี้ หลักฐานอีกอย่างประกอบข้อกล่าวหาเป็นคลิปวิดีโอจากโทรศัพท์ ที่ถ่ายภาพนักเรียนคนนี้กำลังตะโกนว่า “ผู้หญิงคืออนาคต นอกจากพวกเราจะหยุดพวกเธอซะตอนนี้”
ที่มา - CNet และ Chicago Tribune Local
นักพัฒนาซอฟต์แวร์ Alasdair Allan และ Pete Warden ค้นพบว่าในไฟล์แบ็กอัปของ iPhone นั้นมีบันทึกตำแหน่งเครื่องและเวลาที่ค่อนข้างละเอียด พวกเขาจึงลองเอาข้อมูลมาปักลงแผนที่ให้ดูกันครับว่ามันเก็บข้อมูลเราไว้แค่ไหน
รายงานข่าวบอกว่าการเก็บข้อมูลประเภทนี้ถูกระบุไว้ในเงื่อนไขการใช้งาน (ความยาวกว่า 15,000 คำ) อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามยังไม่พบหลักฐานว่าข้อมูลชุดนี้ถูกเข้าถึงได้โดย Apple เองหรือผู้อื่นหรือเปล่าครับ
ที่มา - The Guardian, Information Aesthetics
ถึงตอนนี้หลายท่านคงเห็นแบนเนอร์ "ร่วมกันหยุดร่าง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์" ด้านบนนะครับ สำหรับท่านที่ยังไม่ทราบ มันเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ต่อต้านร่าง พ.ร.บ. ฉบับของกระทรวงไอซีที ที่มีการเพิ่มโทษและกลไกทางกฎหมายต่าง ๆ มากมาย ซึ่งสร้างความกังวลต่อผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบางกลุ่มว่ามันจะยิ่งกลายเป็นเครื่องมือแสนสะดวกของรัฐบาลในการปราบปรามผู้ต่อต้านมากขึ้นไปกว่านี้หรือเปล่า
วันนี้ iLaw หรือโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน และเครือข่ายพลเมืองเน็ต ก็ได้ไปยื่นจดหมายที่มีรายชื่อของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายใหม่นี้ให้กับนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกฯ ก็บอกว่าเห็นด้วยว่ามันยังมีปัญหาอยู่ และจะยังไม่พิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ก่อนยุบสภา ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีทีก็บอกว่าจะนำไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแก้ไขก่อน
การล่ารายชื่อยังไม่สิ้นสุดนะครับ ใครที่เห็นด้วยก็สามารถไปลงชื่อได้ทั้งในเว็บไซต์ ทางอีเมล ilaw@ilaw.or.th หรือทาง Facebook
แต่คุณยายชาวจอร์เจียคนนี้ไม่ใช่แฮกเกอร์แต่อย่างใดครับ เมื่อเย็นวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมาเธอแค่กำลังหาเก็บทองแดงไปขาย แล้วบังเอิญไปเจอสายเคเบิลที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศจอร์เจียและอาร์เมเนีย จึงตัดโดยที่ไม่รู้ว่าทำให้อินเทอร์เน็ตประเทศเพื่อนบ้านดับไปหลายชั่วโมง
ถ้าถูกตัดสินว่าผิด เธออาจจะต้องโทษจำคุกสามปี แต่ก็โชคดีที่เธอได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างที่คดียังไม่สิ้นสุดครับ
ว่าแต่มันหาเจอและตัดทิ้งง่ายขนาดนั้นจริง ๆ เหรอเนี่ย
ที่มา - BBC
หน่วยข่าวกรองออสเตรเลียได้รับแจ้งจาก CIA และ FBI ว่าคอมพิวเตอร์ของ Julia Gillard นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ รวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหม อาจจะถูกแฮ็ก และอีเมลนับพันฉบับอาจจะรั่วไหลไปแล้ว ซึ่งตอนนี้หน่วยข่าวกรองฯ ก็กำลังสอบสวนอยู่ครับ
ข่าวบอกว่าการโจมตีนั้นเกิดขึ้นที่คอมพิวเตอร์ในรัฐสภาและที่ระบบอีเมลของรัฐสภา ซึ่งมีความปลอดภัยน้อยกว่าระบบอีเมลระหว่างกระทรวง และเป้าหมายอาจจะอยู่ที่ข้อมูลอุตสาหกรรมเหมืองแร่ของออสเตรเลีย
ผมกำลังพยายามไม่นึกถึงท่าน ๆ ในรัฐสภาไทยนะ
ที่มา - BBC
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้รัฐบาลของประเทศอย่างบาห์เรน ซาอุดิอาระเบีย หรือเยเมน สามารถเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นไม่ใช่อะไรอื่นครับ เทคโนโลยีจากโลกตะวันตกนี่เอง
ข่าวบอกว่าบริษัทด้านความปลอดภัยดัง ๆ ในสหรัฐฯ และแคนาดา เช่น McAfee, Blue Coat, Netsweeper และ Websense ต่างก็มีลูกค้าเป็นรัฐบาลที่มีการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตอย่างเข้มงวดทั้งนั้น ซึ่งก็ดูขัดกับที่ Hilary Clinton เคยกล่าวประณามการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตไว้เมื่อปีที่แล้ว
ว่าแต่ ISP บ้านเราใช้ผลิตภัณฑ์ของเจ้าไหนครับ
ที่มา - The Wall Street Journal
ช่างอู่ซ่อมเรือชาวรัสเซียมีอันต้องติดคุกหนึ่งปีหกเดือน เนื่องจากอัปโหลดภาพยนตร์โป๊เปลือยขึ้นป้ายโฆษณาขนาด 6 x 9 ตารางเมตรกลางกรุงมอสโคว์ จนทำให้การจราจรติดขัด
ข่าวบอกว่านายคนนี้แฮ็กป้ายโฆษณาจากบ้านตนเองที่อยู่ห่างออกไปกว่า 1,200 กิโลเมตร โดยเจ้าตัวบอกว่าตนเองทำไปแค่เพราะ "อยากหาอะไรทำ" และไม่ได้เปิดเผยต่อนักข่าวถึงวิธีทำเพราะว่า "คงต้องอธิบายยาว"
ที่มา - BBC
ซูดานก็เป็นอีกประเทศหนึ่งในแอฟริกาเหนือที่ประชาชนกำลังประท้วงต่อต้านรัฐบาล ซึ่งก็รวมถึงการรณรงค์ออนไลน์ด้วย ล่าสุดสมาชิกรัฐสภาระดับสูงได้ออกมาประกาศเตือนว่า "กองกำลังไซเบอร์" ของรัฐบาลจะใช้ "นักรบไซเบอร์" (cyber jihadist) กวาดล้างผู้ต่อต้านให้หมด
ทั้งนี้ (ต่างจากประเทศใกล้เคียงอย่างอียิปต์และตูนิเซีย) ยังไม่เคยมีรายงานการติดตามจับกุมผู้ต่อต้านบนอินเทอร์เน็ตในซูดานแต่อย่างใด
ที่มา - Sudan Tribune
สำนักข่าวอังกฤษชื่อดัง The Guardian ออกมาเปิดเผยถึงโครงการของกองทัพสหรัฐฯ ในการสร้างระบบที่จะทำให้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุม "ตัวตน" ออนไลน์ได้คราวละเป็นจำนวนมาก เพื่อสร้างอิทธิพลต่อการสนทนาออนไลน์ และเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อในทางสนับสนุนสหรัฐฯ (ดูรายละเอียดโครงการ)
โฆษกของกองบัญชาการกลางกองทัพสหรัฐกล่าวว่า โครงการมูลค่า 2.76 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นี้จะถูกใช้กับเว็บไซต์ภาษาต่างประเทศเพื่อต่อต้านโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มหัวรุนแรง
อย่างไรก็ตาม มีความกังวลว่ารัฐบาลประเทศอื่น ๆ จะทำตามบ้าง นอกจากนี้ การสร้างตัวตนปลอมยังอาจขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการปลอมแปลงอีกด้วย
ที่มา - The Guardian

