เมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมากระทรวงยุติธรรมสหรัฐ (DoJ) ได้ยื่นฟ้อง Apple และสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ทั้ง 7 ราย อันได้แก่ Hachette, HarperCollins, Macmillan, Penguin, Simon & Schuster และ Georg von Holtzbrinck Publishing Group
เท่าที่อ่านในคำฟ้องมีประเด็นสำคัญๆ ที่สรุปได้มีดังนี้
หลังจากปล่อยให้แอปเปิลรุกตลาดหนังสือเรียน เปิดตัว iBooks 2 ที่เน้นสื่อการเรียนการสอนแบบอิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่เต็มรูปแบบ มาวันนี้อเมซอนเริ่มไล่ตามในตลาดหนังสือเรียนบ้าง
มาวันนี้อเมซอนประกาศฟีเจอร์หนังสืออีบุ๊คที่เหมือนจริง Print Replica Content ที่มีลักษณะคล้ายกับ PDF หนังสือจะถูกจัดหน้าเหมือนกับหนังสือเรียนฉบับเล่มจริง รวมถึงผู้ใช้สามารถบันทึกโน้ต,เน้นข้อความในหนังสือเรียนได้ และยังมาพร้อมกับฟีเจอร์เช่าหนังสือเรียน โดยนักเรียนสามารถเช่าซื้อหนังสือเรียนในราคาไม่แพง บางเล่มราคาเริ่มต้นสำหรับการเช่าอยู่ที่เพียงแค่ 30% ของราคาหนังสือเล่ม ซึ่งระยะเวลาเช่าก็เริ่มตั้งแต่ 30 วันจนถึง 360 วัน หรือบางเล่มซื้อขาดก็ไม่ถึง 80%
ในขณะนี้อุปกรณ์ที่รองรับฟีเจอร์เหล่านี้มีเฉพาะพีซี,แม็คและคินเดิลไฟร์เท่านั้น และสำหรับลูกค้าสหรัฐอเมริกาเท่านั้น
ที่มา: blog kindle
หลังจากที่ประกาศตัวเว็บไซต์ Pottermore ว่าจะเปิดตัวในเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา หลังจากเลื่อนแล้วเลื่อนอีกจนในที่สุด Pottermore ก็เปิดตัวให้ใช้ซื้อหนังสือ Harry Potter ได้แล้วเมื่อวานนี้ ซึ่งมีทั้งฉบับอีบุ๊คและฉบับหนังสือเสียงวางจำหน่าย
สำหรับอีบุ๊ครองรับการใช้งานบนหลายแพลตฟอร์มเรียกว่าครอบจักรวาลเลยก็ว่าได้ ทั้ง Sony Reader Online, Kindle, Nook, iBook และ Google Play Book รวมถึงมีให้เลือกซื้อทั้งปกเวอร์ชั่นอังกฤษและอเมริกา โดยที่ฉบับอเมริกาจะถูกกว่าเล็กน้อย แต่ก็ตกเล่มละ 8 ถึง 11 เหรียญสหรัฐต่อเล่ม ซึ่งก็พอๆกับราคาขายปลีกฉบับปกอ่อน แต่ที่พิเศษหน่อยคือแบบยกทั้งชุดยังลดได้อีก 10 เปอร์เซนต์
เรียกว่าความวัวไม่ทันหายความควายก็เข้ามาแทรกกันเลยทีเดียวสำหรับอเมซอนในช่วงนี้ หลังจากส่งท้ายปลายปีไปด้วย Kindle Fire โดน Acacia Research Corporation ฟ้องละเมิดสิทธิบัตร มาต้นปีนี้บริษัท Network Presentations Solutions ซึ่งเป็นบริษัทหน้าฉากของบริษัท Acacia เจ้าเก่าก็ยื่นฟ้องอเมซอน ในข้อหาที่ว่าฟีเจอร์ Special Offers and Sponsored Screensavers ละเมิดสิทธิบัตรเลขที่ 5,748,190 ซึ่งว่าด้วยระบบบริหารจัดการสกรีนเซฟเวอร์ที่บริหารจากส่วนกลาง
สำหรับคนที่ไม่รู้จักฟีเจอร์นี้ อเมซอนหาทางในการลดราคาเครื่องในสงครามอีบุ๊ครีดเดอร์ ด้วยการปล่อยเครื่องคินเดิลรุ่นที่มีโฆษณา (Special Offers) ออกมาแล้วลดราคาแต่ละเครื่องลงไป 40 เหรียญจากราคาเครื่องปกติ โดยจะมีโฆษณาแสดงให้เห็นในท้ายหน้าหลักกับเต็มจอตอนไม่ได้ใช้งาน โดยที่โฆษณาจะไม่โผล่มากวนใจเวลาอ่านหนังสือแต่อย่างใด ซึ่งภายหลังบริษัท Kobo ก็ได้นำแนวคิดไปใช้ในรุ่น Kobo Touch with Offers เช่นกัน
บริษัท Acacia เป็นบริษัทที่ไม่เคยผลิตผลิตภัณฑ์หรือบริการใดๆออกสู่ตลาด แต่ตั้งขึ้นมาเพื่อไล่กว้านซื้อสิทธิบัตรด้านเทคโนโลยีและการแพทย์มาอยู่ในมือและตระเวนค้าความกับบริษัททั้งหลายแหล่ ผลงานก็เคยมีคดีความกับบริษัทชื่อดังทั้งหลายแหล่กันมาแล้วไล่ตั้งแต่ IBM, BMW, D-Link, Creative Labs, Siemens, HP, Microsoft และส่วนใหญ่ก็จบด้วยยอมความนอกศาล
ถ้าดูจากหน่วยก้านและผลงานแล้วฝ่าย Acacia น่าจะเตรียมตัวมาดีมาก ก็คงต้องดูว่าอเมซอนจะรับมือกับกรณีนี้อย่างไร
ที่มา: blog kindle และ paidContent.org
แม้จะมีข่าวลือ ข่าวเลื่อน และข่าวลือต่างๆสารพัดกับเกมภาคต่อที่หลายคนตั้งหน้าตั้งตารอคอย คุณ Jay Wilson ผู้อำนวยการสร้างเกม Diablo III ได้ออกความเห็นในฟอรัม Battle.net ว่าเกมจะวางจำหน่ายในอนาคตอันใกล้ (the near feature) และออกมาเรียกความเชื่อมั่นต่อตัวเกม Diablo III ซึ่งถือเป็นการออกมาแก้ข่าวจากกรณีที่เจ้าหน้าที่ Community Manager คนหนึ่งเขียนความเห็นไว้ในฟอรัมในทำนองว่าอย่าไปตั้งความหวังกับเกมนี้สูงเกินไปนัก ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนในอินเทอร์เน็ตเรื่องคุณภาพของตัวเกมในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา
อันที่จริง ยังมีคนเห็นโฆษณาจากร้านขายของเล่น Bart Smit ในเนเธอร์แลนด์ลงโฆษณาอ้างว่าเกมชื่อดังนี้จะวางจำหน่าย 19 เมษายนนี้ (ผู้แปล: ก่อนจะเขียนข่าวก็ได้ไปตรวจสอบที่เว็บไซต์ของ Bart Smit เอง ก็ระบุเพียงแค่ว่าเกมนี้น่าจะวางจำหน่าย 30 พฤษภาคมแทนที่จะเป็น 19 เมษายน)
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ในฐานะที่แบกป้ายชื่อเจ้าหน้าที่บริษัทก่อนจะพิมพ์อะไรลงไปในฟอรัมอย่าใช้อารมณ์และเลือกใช้คำให้เหมาะสม ไม่งั้นจะกลายเป็นประเด็นร้อนไม่รู้จบ
ที่มา: Tom's Hardware และ Duimschroef
จากที่เขียนไว้เป็นเกร็ดเรื่องสำนักพิมพ์เพนกวินบุ๊คส์ในข่าวอเมซอนเปิดศึกดึงตัวนักเขียนขายอีบุ๊คกับอเมซอนเท่านั้นไว้เมื่อสองเดือนก่อน วันนี้มีความคืบหน้าแล้วครับว่า สำนักพิมพ์ชื่อดังอย่างเพนกวินบุ๊คส์ประกาศเพิ่มข้อจำกัดการให้บริการ OverDrive ว่าตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ.นี้เป็นต้นไป สำนักพิมพ์จะไม่ขายสิทธิ์หนังสือและหนังสือเสียงของสำนักเพนกวินบุ๊คส์ให้กับบริการ OverDrive เพิ่มเติม และยังเพิ่มข้อจำกัดว่าหนังสือในเครือสำนักพิมพ์เพนกวินบุ๊คส์ที่ยังให้บริการอยู่สำหรับคินเดิลจะต้องดาวน์โหลดผ่านสาย USB เท่านั้น ซึ่งนั้นหมายความว่าในที่สุดจะไม่มีหนังสือและหนังสือเสียงของเพนกวินบุ๊คส์ให้บริการผ่านบริการ OverDrive ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งในอเมริกา
หลายคนฟันธงว่าสำนักพิมพ์เพนกวินบุ๊คส์ต้องการทำให้การยืมหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ยากขึ้น เพราะทุกวันนี้ผู้ใช้งานห้องสมุดที่อเมริกาที่มีบริการ OverDrive สามารถเลือกยืมและคืนหนังสือได้โดยไม่ยุ่งยากเลย ไม่ต้องเดินทางไปห้องสมุด การเลือกหนังสือ,การยืม,การคืน ทั้งหมดสามารถทำได้ผ่านทางหน้าเว็บ หนังสือที่เลือกไว้สามารถถูกดาวน์โหลดผ่านไวร์เลส (WiFi/2G/3G) มายังเครื่องได้เลยโดยไม่ต้องเสียบสาย รวมถึงสามารถอ่านได้บนคินเดิลแอพฯบนอุปกรณ์อื่นๆ ดังวิดีโอสาธิต ซึ่งความที่ให้บริการยืมหนังสือผ่านห้องสมุดอย่างง่ายดายเช่นนี้ นับว่าไม่เป็นผลดีต่อยอดขายหนังสือของเพนกวินบุ๊คส์นั้นเอง
หรือว่านี่คือการดิ้นรนอีกเฮือกหนึ่งของสำนักพิมพ์ที่ยังติดอยู่ในโลกใบเก่า น่าจะเอาเวลาไปคิดโมเดลธุรกิจใหม่ๆว่าจะทำมูลค่าเพิ่มกับสินทรัพย์ที่มีที่มันเข้ากับความต้องการของลูกค้าปัจจุบันไม่ดีกว่าหรือ?
ที่มา: The Digital Shift via The Digital Reader
จากข่าวลือเรื่องที่ว่าอเมซอนกำลังวางแผนซื้อตัวนักเขียนเมื่อสามเดือนก่อน มาบัดนี้ข่าวเป็นจริงแล้วครับ
อเมซอนเปิดตัวแคมเปญที่ชื่อว่า "KDP Select" โดยที่ผู้เขียนที่ร่วมโครงการนี้ต้องขายอีบุ๊คเล่มนั้นกับอเมซอนเท่านั้น สิ่งที่นักเขียนจะได้รับพิเศษนอกเหนือจากส่วนแบ่งรายได้ซึ่งสูงสุดถึง 70% (นับว่าสูงสุดในบรรดาสำนักพิมพ์ทั้งหลาย) นั้นก็คือส่วนแบ่งในเงินกองกลาง 500,000 เหรียญต่อเดือนทุกๆเดือนนับตั้งแต่เดือนธันวาคมปีนี้ไปถึงสิ้นปีหน้า ถ้าอีบุ๊คของนักเขียนถูกยืมมากครั้งก็จะได้ส่วนแบ่งจากเงินก้อนนี้มากขึ้นโดยตามสัดส่วนไป ส่วนสิทธิ์ในการตีพิมพ์เป็นเล่มนั้นตัวนักเขียนจะเลือกพิมพ์กับสำนักพิมพ์ไหนก็ได้
สำหรับลูกค้าอเมริกา สามารถเลือกสั่งซื้อเครื่องคินเดิลแต่ละโมเดลมีสองแบบ แบบรุ่นธรรมดาและรุ่นคินเดิลรุ่นพิเศษ (with Special Offers) ซึ่งอย่างหลังจะมีราคาถูกลงไปยี่สิบถึงยี่สิบห้าเปอร์เซนต์แล้วแต่โมเดล ซึ่งสิ่งที่จะติดมาคือมันจะมาพร้อมกับโฆษณาหรือโปรโมชันกับสินค้าที่ร่วมรายการ เช่น โอเลย์, วีซ่า, อเมริกันเอ็กเพรส ฯลฯ หรือโฆษณาแจ้งส่วนลดบริการต่างๆของอเมซอนเอง เช่น ซื้อหนังสือคินเดิลได้ในราคาเล่มละเหรียญ, ซื้อกิฟท์การ์ดในราคาลดครึ่งหนึ่ง เป็นต้น
โฆษณาพวกนี้จะปรากฎในหน้าโฮมสกรีนและในหน้าสกรีนเซิร์ฟเวอร์ (แทนที่รูปภาพของนักเขียนหรือภาพงานศิลปะ) และจะสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปเรื่อย ซึ่งในบางครั้งพบว่าส่วนลดที่ได้มาคุ้มค่าจนเรียกได้ว่าเหมือนได้เครื่องฟรี สร้างความอิฉฉาสำหรับลูกค้าที่ไม่ได้ร่วมโครงการ
หลังจากที่ Amazon เปิดตัว Kindle Cloud Reader สำหรับหนังสือผ่านหน้าเว็บที่ทำงานได้บน Safari มาสามเดือน มาบัดนี้อเมซอนได้ปรับปรุงให้รองรับการทำงานบนเว็บเบราว์เซอร์ FireFox เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ความสามารถยังเท่าเดิม คือ เปลี่ยนขนาดฟอนต์ได้, เปลี่ยนสีพื้นหลังได้, อ่านออฟไลน์ได้, บุ๊คมาร์กได้, อ่านโน็ต/ไฮไลท์ได้ แต่ที่ยังทำไม่ได้ก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่มีพจนานุกรม, ทำไฮไลท์ข้อความ/โน้ตไม่ได้, เปลี่ยนฟอนต์เฟซไม่ได้
เนื่องจากฟีเจอร์ที่มีให้ใช้งานใน Kindle Cloud Reader ยังคงห่างไกลจากอุปกรณ์คินเดิลจริงๆหรือแม้แต่ Kindle for PC หรือ Kindle for Mac อยู่มาก สำหรับคนที่ชอบอ่านอย่างจริงๆจัง อยากจะให้ลองเลือกใช้ตัวเลือกอื่นๆที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่ถ้าใครมีข้อจำกัดไม่สามารถเลือกตัวเลือกอื่นๆได้ หรือ ใครอยากจะลอง ก็สามารถไปลองกันได้ที่ Kindle Cloud Reader
ที่มา: Amazon via blog kindle
อเมซอนประกาศโครงการ Kindle Owners’ Lending Library โดยอนุญาตให้ลูกค้าที่ซื้อบริการ Amazon Prime สามารถ 'ยืม' หนังสือได้ฟรี โดยมีโควต้าเดือนละหนึ่งเล่มและต้องโหลดผ่านทางเครื่องคินเดิลเท่านั้น สำหรับโปรแกรมคินเดิลบนอุปกรณ์อื่นๆ นั้นไม่สามารถใช้ฟีเจอร์ 'ยืมฟรี' ได้
นอกเหนือจากหนังสือแล้วหากผู้ใช้มีคินเดิลรุ่น Fire ที่กำลังจะส่งมอบ ถ้าสมัคร Prime ด้วยก็สามารถโหลดหนังและรายการทีวีต่างๆ ที่ร่วมโครงการกับอเมซอนมาดูบนเครื่องได้ฟรีๆ
จากข่าวรั่วเรื่องแท็บเล็ตของอเมซอนก่อนหน้านี้ ทั้ง ข่าวลือเรื่องแท็บเบล็ต และ ปัญหาด้านซอฟท์แวร์ นาย MG Siegler จาก TechCrunch ได้อ้างว่ามีโอกาสใช้งานเครื่องรุ่นทดสอบแท็บเบล็ตแล้วคาบข่าวมาเล่ากันให้พัง
เคยบ้างไหมว่า วันหนึ่งกลับมาดูที่ชั้นหนังสือตัวเอง พบว่ามีหนังสืออยู่เยอะแยะอยู่ในชั้น มีทั้งอ่านจบไปแล้วแต่จะทิ้งไปก็เสียดายเวลาจะหามาอ่านอีกรอบ หรือ ประเภทซื้อมาตุนแต่ยังไม่ได้อ่าน เพราะขี้เกียจอ่าน เพราะไม่สะดวกที่จะพกไปไหนมาไหน และนับวันหนังสือรออยู่ในคิวก็นับวันจะยาวขึ้น
และเคยไหมที่ความฝันว่าอยากจะแปลงมันให้อยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์ ในราคาเอื้อมถึง แล้วเราจะอ่านด้วยอุปกรณ์ต่างๆที่ไหนก็ได้ เมื่อไรก็ได้ และจะได้เคลียร์หนังสือเหล่านี้ออกไปจากชั้นเสียที แต่พอไปดูราคาค่าบริการสแกนหนังสือเล่มแล้วลมแทบจับ ราคาเอื้อมไม่ถึง (ราคาเหมือนซื้อหนังสือใหม่ได้สองสามเล่ม)
จากเดิมที่เคยปล่อยฟีเจอร์อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถยืมหนังสือกันได้ (ฟีเจอร์นี้เปิดให้ใช้เฉพาะในอเมริกาเท่านั้น) ตามสัญญาในสิ้นปีที่แล้ว แต่ก็ยังมีจุดอ่อนที่ว่า ยังยืมได้เฉพาะลูกค้าของอเมซอนเท่านั้น แต่ห้องสมุดส่วนใหญ่สนับสนุนหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบ epub ที่อเมซอนอย่างไรหัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมรับไฟล์ไฟลรูปแบบนี้
ล่าสุด อเมซอนประกาศอนุญาตให้ยืมหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ได้จากในห้องสมุดกว่า 11,000 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกาภายในปีนี้ ซึ่งจะใช้ได้กับอุปกรณ์คินเดิลทุกรุ่น รวมถึงคินเดิลบน Android, iPad, iPod touch, iPhone, PC, Mac, BlackBerry, Windows Phone
เมื่อวันที่ 16 ที่ผ่านมา เครือร้านหนังสือใหญ่ที่ชือ Borders (NYSE: BGP) ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์ล้มละลายตามมาตรา 11
อันที่จริง Borders ก็มีผลประกอบการไม่สู้ดีนักในช่วงหลังๆ ติดตัวแดงมาตั้งแต่ปี 2007 และมีข่าวลือหนาหูว่าจะถูกซื้อโดย Barnes & Noble ในปีที่ผ่านมา(ซึ่งก็ไม่เกิดขึ้น) ส่วนสาเหตุ นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งก็มองกันว่า สาเหตุหนึ่งที่ Borders ประสบปัญหาขาดทุน อาจจะมาจากส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถจับกระแสความต้องการตลาดที่เปลี่ยนแปลง และย้ายมาสู่โลกออนไลน์ได้ทัน รวมถึงการที่ไม่ลุยตลาด eBook อีกด้วย แม้จะมีการนำ Kobo eReader เข้ามาร่วมกันทำตลาดในช่วงท้าย แต่ Borders ก็ไม่ได้ประสานโมเดลธุรกิจกันจริงๆจังๆ
ตลาดหนังสือที่ต่างประเทศนี่แรงนะ แต่ตลาดหนังสือที่เมืองไทย ยังคงใช้ business model ได้เหมือนเดิม อย่างน้อยๆก็จนกว่าคนไทยจะคุ้นเคยกับการสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์และยังไม่เห็นของจนกว่ามันจะมาถึงบ้านได้นะ
ที่มา: Blog Kindle และ Wikipedia
สงครามราคา e-Book เริ่มแล้ว หลังจากที่ B&N ประกาศลดราคา Nook ลง Amazon ตัดสินใจเกทับประกาศหั่นราคาตาม โดย Kindle 2 Global จากเดิม 259 ดอลลาร์ลงมา 70 ดอลลาร์เหลือ 189 ดอลลาร์ โดยราคาต่ำกว่า Nook รุ่นที่เป็น 3G+Wi-Fi อยู่ 10 ดอลลาร์



