putchonguth's blog
คุยกันเล่นกับชาว HP
Submitted by putchonguth on 27 August, 2008 - 00:25. tags:วันนี้ มีฝรั่งกลุ่มหนึ่งมาเยี่ยมโดยมาจากบริษัท HP ที่เมือง Huston Texas มาจากทางด้าน marketing เขามาเพื่อมาสัมภาษณ์พวกเราว่าผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ในปีหน้าควรจะเป็นอย่างไร ทีมนี้มากันสามคน เวลานำเสนอคนที่เด็กหน่อยก็ update road map ของเขาให้ฟัง ส่วนตัวหัวหน้าคอยจด เขามาพร้อมกับรายการยาวเหยียดของคำถาม เช่น เรามองแนวโน้มอะไรเป็นเรื่องใหญ่ พวกนี้เขาไม่ได้มาขายของ แต่มาเก็บข้อมูลจาก reference customer เพื่อทำผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ มาให้เราใช้ คำถามบางเรื่องเป็นเรื่องเทคนิคสูงมาก เช่น ตอนนี้เราบริหารระบบเซิร์ฟเวอร์ แคร์เรื่อง IPMI หรือไม่ การใช้งาน workload ของกลุ่มผู้ใช้เรามีกี่กลุ่มและควรปรับปรุงผลิตภัณฑ์เซิร์ฟเวอร์ของเขาอย่างไรถึงจะดี
ระบบโครงสร้างไอทีแห่งชาติ ถนนสู่อนาคตเทคโนโลยีไทย ภาคสอง
Submitted by putchonguth on 31 July, 2008 - 09:24. tags:ถ้าเราจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศแห่งชาติ (NII) โครงสร้างนี้ควรมีหน้าตาอย่างไร?
คนส่วนใหญ่จะเริ่มนึกถึงอินเตอร์เน็ต ไวร์เลส ไวร์ไฟร์ 3G วาง fiber optic ผมก็คิดว่าน่าจะคิดกลับกัน เหมือนเราจะสร้างบ้าน คิดกันก่อนว่าเวลาอยู่อยากให้มีห้องไหนไว้ทำอะไร แล้วค่อยดูว่ามีวัสดุและเทคนิคการสร้างบ้านอย่างไร ดังนั้นผมขอให้เราคิดถึง เจ้า NII ในเชิงขีดความสามารถ (Capability)และการประยุกต์ใช้ก่อนครับ ก่อนครับ แล้วมาดูเทคโนโลยีว่าจะใช้อะไรสร้าง มองเป็นการคิดแบบ usability driven และ top down ไม่ใช่ technology driven แบบเก่าๆที่ลงท้ายทำให้ซื้อของมาเล่นนักต่อนัก
เอาว่าผมจะมองแบบของผมอย่างนี้แล้วกัน ให้สมมุติว่า ในที่สุดเรามีรัฐบาลอุดมคติที่คนมีความสามารถครองเมือง และเขาเข้าใจว่าการลงทุนที่สำคัญ คือการสร้างปัญญาให้ประเทศ ทำให้คนจำนวนมากฉลาด เราก็ได้เงินมาทำโครงการทำนองนี้จนประเทศไทยมีระบบ NII ดีเยี่ยม คนไทยจะใช้ระบบนี้พัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างไรบ้าง ระบบต้องทำให้เราสามารถ
- รอบรู้และเรียนรู้
- วิเคราะห์และสังเคราะห์
- สื่อสารและร่วมมือ
- บันเทิง
ดังนั้นระบบนี้จึงต้องเป็นระบบที่
- Content and knowledge rich เป็นแบบ multimedia ใครอยากรู้อะไรเรียนอะไรต้องได้หมด
- Analytic power
- Storage power
- Service rich environment
- Accessible
- Collaborate
- Security, privacy
เกิดมาต้องมี IT space ให้เล่นแบบ facebook รัฐบริการแต่สร้าง API ให้มีบริการเสริมได้
ประเทศจะได้อะไร คนไทยจะได้อะไร
ผลกระทบของระบบเครือข่ายต่อขีดความสามารถของประเทศ
เราต้องลงมือสักทีแหล๋ว
ระบบโครงสร้างไอทีแห่งชาติ ถนนสู่อนาคตเทคโนโลยีไทย ภาคหนึ่ง
Submitted by putchonguth on 30 July, 2008 - 04:01. tags:ในอดีตการพัฒนาประเทศเริ่มจากการทำการเกษตรให้เข้มแข็ง ปัญหาพื้นฐานของศตวรรษที่ 19 และ 20 คือ การหาอาหารเลี้ยงประชาชนให้พอเพียง หลังจากศตวรรษที่ 19 โลกเริ่มก้าวสู้การปฏิวัติอุตสาหกรรม ผลคือ การผลิตสินค้าจากโรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ การกระจายสินค้าออกสู่ตลาดอย่างทั่วถึงกลายเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นการสื่อสารคมนาคมจึงได้ถูกปรับปรุงอย่างรวดเร็วทั่วโลก อันที่จริงแล้วความสำคัญของการสร้างถนนเพื่อการเดินทางอย่างรวดเร็วนั้นเป็นที่ประจักษ์ตั้งแต่สมัยโรมัน หรือสมัยราชวงศ์ฉินและฮั่น รวมทั้งสมัยโตกุกาว่าในญี่ปุ่น แต่ยังมุ่งเน้นการใช้งานในแง่การสื่อสารเพื่อการปกครองมากกว่า แต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้การสร้างระบบคมนาคมเป็นหัวใจสำคัญยิ่งที่จะเชื่อมโยง แหล่งผลิตวัตถุดิบ โรงงานอุตสาหกรรม คลังสินค้า ตลาด และ ลูกค้าเข้าด้วยกัน เริ่มจากระบบรถไฟในสมัยวิคตอเรียที่กระจายทั่วยุโรป ระบบถนนที่ถูกผลักดันโดยการสร้าง เอาโตบาห์นในเยอรมันและระบบ อินเตอร์เสตทไฮเวย์ในสหรัฐ ท่าเรือระดับโลกในหลายประเทศ ประเทศที่มีระบบคมนาคมที่ดีจะมีค่าขนส่งต่ำทำให้เกิดขีดความสามารถในการแข่งขันที่ดีกว่าประเทศอื่น ประเทศไทยเราเองก็ทุ่มเทงบประมาณอย่างมหาศาลในการสร้างระบบขนส่งคมนาคมมาจนทุกวันนี้ ทำให้ไทยมีระบบการขนส่งที่ดีขนาดหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม การมาถึงของเทคโนโลยีใหม่ๆ หลายประการ ได้เปลี่ยนแปลงโลกโดยสิ้นเชิง โดยมีจุดเริ่มต้นจาก การสร้างเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ นำไปสู่การสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ต การสร้างคอมพิวเตอร์พกพา โน๊ตบุ๊กราคาถูก โทรศัพท์ที่มีเน็ตและ GPS การสร้างบริการต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต นวัตกรรมเหล่านี้ทำให้เกิดธุรกิจและโมเดลทางธุรกิจที่แปลกใหม่มากมาย อาทิ เช่น
การขาย PC ราคาถูกผ่านอินเทอร์เน็ตของเดลล์ที่ใช้ความเหนือกว่าในด้าน logistics เข้ามาสู้ด้านราคาและเสนอให้ผู้ใช้ออกแบบข้อกำหนดให้ตรงความต้องการได้ง่าย
การทำประมูลแบบทั่วโลกของอีเบย์ การขายของที่ใครซื้ออะไรจากที่ไหนก็ได้ทั่วโลกของอเมซอน
การสร้างระบบโฆษณาแบบปฏิวัติวงการของ Google ทำให้เกิดบริการฟรีมหาศาลตามมา เช่น Gmail, Google Maps หรือแบบไทยๆ เช่น Pantip, Sanook, Kapook
การสร้างสังคมเสมือนออนไลน์ ระบบเครือข่ายสังคม (social network) ของ Facebook , Myspace, Hi5
Interactive entertainment เช่น เกมส์ออนไลน์ที่เด็กติดทั้งเมือง ทีวีล้านช่องของ YouTube
โทรถามปัญหา support line ที่สหรัฐทำไมติดสำเนียงแขกที่แถวบังกะลอร์ตอบมาทุกที
ผลกระทบของเทคโนโลยีเหล่านี้ คือ
คนใช้เวลากับการท่องอินเทอร์เน็ตมากขึ้นทุกที ทำให้แนวโน้มในการบริโภค content บริการสาระแบบดิจิตอลและการโฆษณาเริ่มเคลื่อนย้ายมาบนอินเทอร์เน็ต
เปิดให้เกิดเสรีภาพทางความคิดแก่มนุษยชาติ ทุกคนสามารถสร้างหนัง เขียนข่าว แต่งนิยาย และเผยแพร่ให้คนนับล้านดูได้อย่างง่ายดาย (เช่นบทความนี้)
ทำให้เกิดการก้าวกระโดดแห่งการเรียนรู้ เนื่องจากความรู้ทั่วหล้าหาค้นได้ อ่านได้ ดูได้ อยากไปเรียน MIT หรือ Standford ก็เรียนได้ที่บ้าน ใครเก่งไม่เก่งขึ้นกับคนนั้นๆ มากขึ้น เด็กอาจเก่งกว่าครูในพริบตา
ทำให้เกิดการเชื่อมโยง สร้างทีม และใช้พลังทางปัญญาแก้ปัญหาร่วมกันมากขึ้น แทนที่จะทำงานคนเดียว เราสามารถเรียกรวมคนอย่างรวดเร็ว แก้ปัญหาและแยกย้ายได้ง่าย social network ทำให้การเข้าถึงผู้ชำนาญการเกิดง่ายขึ้น การเติบโตทางปัญญาขยายแบบ
N^2เนืองจากการต่อกัน คนNคน จะเกิดกการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายได้N(N-1)หรือN^2-Nซึ่งการเติบโตแบบนี้ทำให้เกิดการระเบิดของภูมิปัญญาแบบที่เรียกว่า collective intelligent through collaborationแนวโน้มที่สำคัญ คือ สินค้าไอทีเริ่มกลายเป็น Life Style Product คนยินยอมซื้อของที่แพงกว่าและด้อยความสามารถกว่าเนื่องจากความสวยงามของผลิตภัณฑ์ เหมือนรถยนตร์ ซึ่งความแตกต่างของ value ในรุ่นเดียวกันไม่ค่อยมากแล้วรูปลักษณ์และการโฆษณาจึงมีบทบาท ตัวอย่าง คือ ผลิตภัณฑ์ของ Apple, SONY, Samsung ครับ
การเปลี่ยนแปลงดังนี้ทำให้บทบาทและสัดส่วนใน value chain ของการขนส่งจริงลดลง เนื่องจากบริการนั้นทำผ่านอินเทอร์เน็ตได้โดยมีค่าใช้จ่ายน้อยและถึงกันทั่วโลก นอกจากนั้นคุณค่าที่เป็นเงินจากผลิตภัณฑ์เองจากการผลิตสินค้าลดลง แต่เพิ่มในส่วนนวัตกรรมการออกแบบและการทำการตลาด สรุป คือ คนทั้งโลกเริ่มต่อสู้กันด้วยสติปัญญาแทนการต่อสู้กันด้วยทรัพยากรและความสามารถในการผลิตสินค้าในราคาถูก ทำให้เกิดการเคลื่อนไปสู้ knowledge economy มาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่แล้ว
การแข่งขันในโลกแห่งความรอบรู้และนวัตกรรมนั้น หัวใจ คือ อินเทอร์เน็ต ตัวอย่างเช่น ในขณะที่บางประเทศเริ่มการบริการแบบวิดีโอ ผ่านมือถือ ประเทศไทยจะทำไม่ได้เพราะเราไม่มีโครงสร้างพื้นฐานทางไอทีที่ดีพอ
ถนนแห่งการแข่งขันในอนาคต คือ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครับ ไม่ใช่ถนนแปดเลนแบบเก่าๆอีกแล้ว แต่สัดส่วนการลงทุนทางภาครัฐให้อินเทอร์เน็ตถนนทางปัญญาสู่อนาคต ยังเทียบไม่ได้เลยกับการลงทุนสร้างถนนแบบเดิมๆ
ข้อมูลให้ดูเล่นครับ กรมทางของบไปปีละกว่าห้าหมื่นล้านบาท สะพานลอยแต่ละอันราคา 200-400 ล้านบาทนะครับ ผมไม่ทราบว่าเราลงทุนขยายเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและระบบที่เกี่ยวข้องปีละเท่าไหร่ ครับ
เราจะทำอะไรและทำอย่างไรดี? ติดตามตอนต่อไปครับ
** บทความนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาและเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน และจะเปลี่ยนเรื่อยตามอารมณ์สักพัก **
ไปบุกแล็บ Microsoft ที่เซี่ยงไฮ้
Submitted by putchonguth on 24 June, 2008 - 01:41. tags:ภุชงค์ อุทโยภาศ
พักนี้ชีพจรลงเท้าครับ เดินทางไม่ได้หยุดหย่อน คราวนี้ผมกับนายสมศักดิ์ นักวิจัยประจำศูนย์ไทยกริด และคุณนวพล ฝ่ายประสานงาน ได้รับเชิญจากไมโครซอฟต์ให้ไปเยือนศูนย์วิจัย Microsoft Shanghai ที่ Zizhu science park, เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 18 – 20 มิถุนายน 2551 เรื่องของเรื่อง คือ ตอนนี้เราช่วยร่วมมือกับไมโครซอฟต์ Windows HPC group , Microsoft Server and Tools Business ในการประเมินผลิตภัณฑ์ Microsoft Windows Compute Cluster Server 2008 รุ่น Beta ซึ่งยังไม่ถูกส่งออกสู่ตลาด โดยทางศูนย์ได้รับหน้าที่เป็นหนึ่งในไม่กี่ศูนย์ทดสอบในโลกที่ทดลองผลิตภัณฑ์นี้และทางทีมวิจัยได้ทำรายงานผลการประเมินโดยละเอียดเพื่อทางฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟต์จะได้นำความต้องการเหล่านี้ไปปรับปรุงและกำหนดทิศทางของผลิตภัณฑ์ต่อไป ก่อนหน้านี้ทาง Windows HPC group manager ที่เซี่ยงไฮ้ชื่อคุณ Alex Sutton เขาแวะมาที่ศูนย์ไทยกริดตอนวันที่ 5 มิถุนายน ให้เรานำเสนอผลงาน งานนี้มีนายสมศักดิ์หรือเซียนจุ๊เป็นคนทำ และผมเป็นกองเชียร์ ตามเคย จากนั้นเราก็ไปที่เซี่ยงไฮ้ไปเยี่ยมทีมของเขาบ้างงานนี้อยากจะขอเล่าสู่กันฟังว่าไปเจออะไรบ้าง
สำหรับการเดินทางครั้งนี้ทีมเราก็ไปทำงานสองสามอย่างครับ คือ
ทางไมโครซอฟต์ได้แสดงข้อมูลทางเทคนิคและทิศทางของ Microsoft Windows Compute Cluster Server 2008 เพื่อขอรับข้อเสนอแนะ
ทางศูนย์ได้นำเสนอความเป็นมาของศูนย์ไทยกริดและทิศทางของ Grid และ HPC ในประเทศไทย
ให้ทางนักวิจัยของศูนย์นำเสนอข้อคิดเห็นจากการทดสอบและประเมินผลิตภัณฑ์ของบริษัทไมโครซอฟต์
ทางไมโครซอฟต์ได้แสดงข้อมูลทางเทคนิคและทิศทางของ Microsoft Visual Studio Debugging และได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่อง Next generation parallel programming ทั้งแบบ multithreading และ parallel programming บนระบบ windows
อ้อคราวนี้ขาเข้าเมืองได้ขึ้นรถ MAGLEV ที่ลอยได้ด้วยวิ่งได้ตั้ง 300 กว่ากิโลเมตรต่อวินาที น่าทึ่งมากเนื่องจากสร้างมาได้ไม่นานก็เสร็จ(แล้วไม่มีน้ำรั่วด้วยครับ) ส่วนประเทศเราสร้างสนามบินทำลายสถิติความนานของโลก ผมว่าใช้เวลากว่าอียิปต์สร้างพีระมิดอีกครับ เอาเถอะไงก็เสร็จครับ ถึงจะร้าวๆหน่อยเหมือนหัวใจคนไทยก็ตามที
วันแรกเราก้ไปนอนที่โรงแรมก่อน ตอนเช้าวันที่ 19 คุณ George Yan ทาง Windows HPC group manager ของจีนก็ขับรถสวยๆมารับเป็น BMW แบบมี Sun roof เท่มากๆ ขับไปซักครึ่งชั่งโมงก็ถึง Zizhu science park ที่ตั้งชั่วคราวของไมโครซอฟต์ ตอนนี้ไมโครซอฟต์กำลังสร้าง campus มหึมาขนาด 5 ตึกอยู่ยังไม่เสร็จ เราก็ขึ้นลิฟต์ไปชั้น 4 ที่นี่ก็เป็น office แบบ partition แบบธรรมดาแต่ที่เสาเขาเล่นสี ส้มอ่อน เขียวอ่อน แดงอ่่อน สวยน่าทำงานมากครับ คนน่าจะราวสัก 50-100 คนได้ครับที่ทำงานที่นี่
มาถึงเราก็เริ่มสำรวจหาห้องน้ำกับของกิน พบห้อง pantry กระจกเห็นวิวไกลมากๆ สวยดี มีน้ำขวด น้ำชา กาแฟ ให้หยิบฟรีหมด มี fitness ขนาดย่อยๆ กลางห้องมีโต๊ะสนุกเกอร์และโต๊ะปิงปองให้เล่นได้ตลอดเวลา ท่าจะทำงานกันเครียดนะนี่
ตอนเช้าเขาก็เริ่มเลยครับ ทางทีมของเขาก็เป็นคนจีนหมด ท่าทางเก่่งจัดมาก มีราวสัก10 คนเห้นจะได้ เริ่มต้นทางทีม โดย Microsoft Windows Compute Cluster Server ได้นำเสนอการออกแบบและพัฒนา web service support ใน compute cluster server เพื่อทำให้การ integrate next generation application ทำได้อย่างง่ายดายและคล่องตัวมากขึ้น เราเกือบถึงจุดที่สามารถพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ที่เชื่อมกับระบบสมรรถนะสูงได้ง่ายแล้วครับ ใช้เวบเซอร์วิสธรรมดานี่เองก็สามารถสร้างโปรแกรมสำหรับซูปเปอร์คอมพิวเตอร์ได้ง่ายๆ
หลังเที่ยงหนังตากำลังหย่อนเขาก็ให้ทางศูนย์พูดบ้างแก้ง่วง ผมเลยได้นำเสนอความเป็นมาและทิศทางของประเทศไทย จากนั้นสมศักดิ์ก็ได้นำการสนทนาเรื่องการเปรียบเทียบ windows cluster solution และ linux cluster solution โดยมีการแลกเปลี่ยนความเห็นในทางเทคนิคด้านลึกลับกับนักพัฒนาของไมโครซอฟต์อย่างเข้มข้น ทางเราได้เสนอให้ปรับใส่ขีดความสามารถต่างๆไปพอสมควร ตอนนี้ยังไม่สามารถบอกได้เนื่องจากอาจถูกตามล่าสุดขอบโลกเหมือนอินเดียน่าโจนส์ครับ แต่เราพบว่าผลิตภัณฑ์ WCCS2008 ใช้งานง่ายขึ้นมากกว่าเก่าการทำโปรแกรมประยุกต์ที่เชื่อมกับระบบคลัสเตอร์โดยตรงและมีส่วน user interface สวยๆก็ทำได้ดี
ทีเด็ดคือ ตอนเย็นเขาชวนออกไปกินข้าว เป็นอาหารจีนที่อร่อยมากๆ และยังได้นั่งคุยกับคุณ Chris Philips ซึ่งเป็น General manager ของ Windows Server Solution Group ทั้งโลก ได้ฟังเรื่องเด็ดๆหลายเรื่อง ตอนนี้ Microsoft พยายามนำจุดเด่นเรื่อง usability เข้ามาเปลี่ยนวงการ high performance computing ครับเนื่องจากการพัฒนาแบบเก่านั้นมี productivity ต่ำเกินไปทำให้การประยุกต์ใช้ ระบบคลัสเตอร์ไม่แพร่หลายเท่าที่ควรเนื่องจากมีคนรู้เรื่องการพัฒนาน้อย ทั้งวงการก็ติดกับ software crisis มากว่า 10 ปีแล้ว ผมเองเสนอให้เขาเข้ามาดึงเด็กไทยไปทำงานบ้างเพราะเรามีคนเก่งๆพอควร เขาก็รับว่าจะดูให้ ทางเขาขอบคุณเรามาก เขาอยากให้ทีมพัฒนาคุยกับลูกค้า จะได้รับความต้องการมาได้ดี นอกจากนั้นเขาอยากให้ทีมเห็นว่างานที่พัฒนามีคนใช้จริง คนพัฒนาจะได้มีแรงบันดาลใจในการพัฒนาที่ดีขึ้น
กินเสร็จเขาก็เอาไปปล่อยที่โรงแรม
วันรุ่งขึ้นเราก้ไปกันเองด้วยแท๊กซี่ เช้าก็ลุยเลยครับเริ่มด้วยทาง Goerge Yan, HPC HPC Group manager ได้แนะนำถึง product development life cycle ที่ทางไมโครซอฟต์ใช้อยู่ ว่ามีการศึกษาความต้องการลูกค้า มาสู่การเขียนความต้องการและ feature จากนั้นก็ทำ architectural design เสร็จแล้วก็พัฒนาโดยแยกเป็น mile stone เป็นช่วงๆ สุดท้ายก็มีการทดสอบรวมอย่างหนักและวางโครงสร้าง support รวมไปถึงเขาวงจรการวางแผนพัฒนารอบใหม่ แต่ละงานมีการทำเอกสารละเอียดและ review อย่างมาก ดูการทำงานเป็นระบบมากแต่ท่าทาง cycle การทำงานค่อนข้าง fixed และยาว open source ดูเหมือนจะได้เปรียบตรงนี้ครับ
พอตอนบ่ายถึงคิวของทางทีมงานของศูนย์ได้พบปะกับทาง Microsoft Visual Studio development team เพื่อเสนอเรื่อง next generation parallel programming บนระบบคลัสเตอร์ และการทำ debugging support ที่ควรเป็น ทางทีมได้ไมโครซอฟต์แนะนำแนวทางพัฒนาเทคโนโลยี many core ซึ่งเป็นจุดเน้นในช่วงนี้ ทางไมโครซอฟต์กำลังพัฒนา Visual Studio ให้ทำงานพัฒนาและดีบักโปรแกรมแบบ multicore ได้ นอกจากนั้นยังใส่การสนับสนุน parallel language ใหม่ดูเหมือนจะชื่อ concert ครับ ต้องรอสักพักถึงออกมาได้ พอคุยเสร็จเขาก็เรียก taxi ให้ ร่ำลาอาลัยกันพักหนึ่งผมกับเด็กก็เผ่นตรงไปสนามบินเลยครับ
จากการไปเยี่ยมศูนย์วิจัยบริษัทไมโครซอฟต์ในครั้งนี้ ขอสังเกตุอะไรนิดหน่อยครับ
- ทางศูนย์วิจัยที่เยี่ยมชมเป็นการลงทุนของรัฐบาลเพื่อดึงบริษัทระดับโลกมาสร้างศูนย์วิจัย สิ่งที่สำคัญ คือ ได้มีการขอให้มหาวิทยาลัยที่มีขีดความสามารถทางเทคโนโลยีสูงมาก คือ Shanghai Jiao Tong University มาเปิดวิทยาเขตที่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งทางไมโครซอฟต์ได้บอกว่ากำลังคนถึง 40% ก็มาจากมหาวิทยาลัยนี้ รวมทั้งการดึงเอานักศึกษามาฝึกงานในไมโครซอฟต์ด้วย น่าจะมีการพิจารณาเรื่องกำลังคนหากประเทศไทยต้องการดึงบริษัทขนาดใหญ่มาบ้าง
- ไมโครซอฟต์จ่ายเงินเดือนพนักงานคนจีนสูงมากถึง 15000 RMB ประเด็นที่มาตั้งที่จีนจึงไม่ใช่เรื่องค่าแรงแต่จีนมี คนเก่งคุณภาพสูงให้จ้างได้มากกว่า ในขณะนี้ไมโครซอฟต์กำลังหาคนเก่งร่วมทีมจากทั่วโลก ประเทศไทยจึงน่าคำนึงถึงการสร้าง Talented work force และ talented management มากขึ้นเพื่อให้ดึงดูดการจ้างงาน ผมประชุมมาหลายนัดพบว่าเราไม่ค่อยเน้นการสร้างขีดความสามารถระดับโลกให้คนไทยเลย จะเอาแต่ทำเทคโนโลยี short term ที่ train กันง่ายๆ certify กันเร็วๆ
- ทางไมโครซอฟต์ยังต้องการคนอีกมากเนื่องจากการขยายตัวในเทคโนโลยีแนวนี้มีอยู่สูงทางศูนย์ได้พบปะกับ Chris Philips, General Manager, Windows Server Solution Group ได้มีการคุยเรื่อง recruiting คนไทยและความเป็นไปได้ในการทำ student internship ซึ่งผมคงลงมือตาม อยากให้คนไทยได้สัมผัสบรรยากาศการทำงานระดับโลกบ้างครับ
- การทำงานเขามีวินัยสูงมาก ประชุม 10โมงตอน 9:50 เขาจะมาเรียกที่โตีะ ทุกคนถึงห้องประชุมพร้อมกันพรึบ คุยตรงเป้า ก่อนหมดเวลาสัก 5-10 นาทีเขาจะสรุป หมดเวลาเป๋งหยุดเลยครับ ทุกคนแตกฮือกลับไปทำงานต่อ ผมว่าเรายังไม่สามารถฝึกวินัยคนรุ่นใหม่ให้ขนาดนี้ท่าจะแข่งยาก
- ถ้าจะให้ทันเทคโนโลยีเราต้องทำงานกับเจ้าของผลิตภัณฑ์ด้วยครับ จะได้รู้ทิศทางและไปดักได้
ขอเขียนไปแก้ไปนะครับ กำลังเอารูปขึ้นด้วย รอหน่อยครับ
ข้อคิดจากบิดาของแบวูฟล์คลัสเตอริ่งเทคโนโลยี
Submitted by putchonguth on 10 June, 2008 - 10:21. tags:ภุชงค์ อุทโยภาศ ศูนย์ไทยกริดแห่งชาติ
วันนี้ผมไปงาน WTTC2008 ที่โรงแรมเซ็นจูรี่ปาร์คจัดโดยศูนย์ไทยกริดร่วมกับกระทรวงวิทย์ หน้าที่ตามเคยของผม คือคุยกับชาวบ้านและนักข่าว พยายามให้เขาเข้าใจว่า ประเทศไทยควรจะรับรู้ว่าเทคโนโลยีใหม่ๆมีอะไรกัน จะได้ไม่ตกรถไฟ ปีนี้เราเชิญ ดร.โทมัส เสตอริ่ง บิดาของแบวูฟล์คลัสเตอริ่งเทคโนโลยีมาได้ ท่านได้ทิ้งข้อคิดไว้หลายประการครับ
ทิศทางของ HPC จากงานสัมนา HPCast 10 ที่ประเทศสิงค์โปร์
Submitted by putchonguth on 7 June, 2008 - 06:53. tags:ผมมีโอกาสเดินทางไปบรรยายที่งานสัมมนา HPCast10 ระหว่างวันที่ 18 – 22 พฤษภาคม 2551 ที่โรงแรม Grand Hyatt ประเทศ Singapore ตามคำเชิญของบริษัท HP Asia Pacific ที่สิงค์โปร์ งาน HPCast10 เป็นงานสัมมนาระดับโลกที่จัดเป็นประจำโดยบริษัท HP เพื่อให้กลุ่มลูกค้าด้าน Grid และ High Performance Computing จากทั่วโลก มานั่งคุย พบปะกัน และยังเอาตัวแทนจากบริษัทใหญ่ๆ เช่น Intel, Microsoft, AMD และอีกหลายบริษัท มาคุยให้ฟังเรื่องแนวโน้มทางเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อให้เราได้เห็นทิศทางทั้งหมด พร้อมกันทีเดียว
การบรรยายในครั้งนี้มีผู้ฟังประมาณ 100 คนจากทั่วโลก หน้าที่ของผม คือ ไปเล่าความก้าวหน้าและทิศทางของโครงการกริดแห่งชาติของเรา ซึ่งผมอยากจะคุยว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่โครงการที่ เราทัดเทียมกับสิงค์โปร์ นำหน้ามาเลเซีย และทิ้งที่เหลือในอาเซียนไม่เห็นฝุ่นครับ




