อเมซอนเปิดศูนย์บริการกลุ่มเมฆแห่งใหม่ในอเมริกาใต้เป็นครั้งแรกที่เซาเปาโล ประเทศบราซิล และพร้อมให้บริการกลุ่มเมฆที่หลากหลาย อาทิเช่น Amazon EC2 (บริการเช่าเซิร์ฟเวอร์เสมือน), Amazon S3 (บริการเช่าพื้นที่จัดเก็บข้อมูล), Amazon SNS (บริการระบบแจ้งเตือน) และ Amazon RDS (บริการระบบฐานข้อมูล) เป็นต้น โดยค่าเช่าเซิร์ฟเวอร์ลินุกซ์แบบมาตรฐานของ Amazon EC2 ที่เซาเปาโลมีราคาเริ่มต้นที่ 0.115 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ส่วนค่าเช่าพื้นที่จัดเก็บข้อมูลของ Amazon S3 ที่เซาเปาโล สำหรับข้อมูล 1 เทราไบต์แรกมีราคา 0.190 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิกะไบต์ต่อเดือน
ขณะนี้เริ่มมีลูกค้ารายใหญ่ในบราซิลเข้ามาใช้บริการกลุ่มเมฆแห่งใหม่นี้แล้ว เช่น Peixe Urbano (เว็บขายคูปองออนไลน์), R7 (เว็บท่าที่ได้รับความนิยมมากในบราซิล) และ Casa & Video (ผู้จัดจำหน่ายสินค้าตกแต่งบ้านและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์) เป็นต้น
ที่มา - Amazon Web Services Blog
- 1 comment
- 1394 reads
กลุ่มนักวิจัยจากไมโครซอฟท์และมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียเสนอแนวคิดในการติดตั้งศูนย์ข้อมูลไว้ในบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ในเมืองหนาว เพื่อให้ความอบอุ่นภายในบ้าน แนวคิดดังกล่าวเกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่า ศูนย์ข้อมูลปลดปล่อยความร้อนออกมาเป็นปกติอยู่แล้ว และเพื่อไม่ให้ความร้อนเหล่านั้นสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ นักวิจัยจึงเสนอให้นำความร้อนดังกล่าวมาใช้ทดแทนฮีตเตอร์หรือเครื่องทำความร้อน
แนวคิดนี้มีชื่อเรียกว่า เตาข้อมูล (data furnace) ถูกนำเสนอที่งาน USENIX Workshop ครั้งล่าสุด ผลงานวิจัยนี้ได้จำลองการติดตั้งศูนย์ข้อมูลภายในบ้านพักอาศัยที่มีพื้นที่ประมาณ 158 ตารางเมตร ภายในบ้านบุฉนวนเพื่อรักษาอุณหภูมิความร้อนให้ได้ 21 องศาเซลเซียส และติดตั้งระบบกระจายความร้อนภายในบ้าน จากนั้น นักวิจัยได้ประเมินผลการจำลองและพบว่า เตาข้อมูลสามารถประหยัดค่าไฟรายปีได้ 280 ถึง 324 เหรียญต่อเซิร์ฟเวอร์หนึ่งเครื่อง
- 32 comments
- 2104 reads
- Read more
เมื่อ TOP500 ประกาศรายชื่อซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุด 500 ระบบของโลกไปแล้ว จะมีการรวบรวมข้อมูลความเร็วในการประมวลผลและการใช้พลังงานไฟฟ้าของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ใน TOP500 เพื่อจัดอันดับ Green500 หรือรายชื่อซูเปอร์คอมพิวเตอร์ประหยัดพลังงานมากที่สุด 500 ระบบแรกของโลก ทั้งนี้ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่สามารถคว้าอันดับหนึ่งใน Green500 ได้นั้นจะต้องให้ความเร็วในการประมวลผลสูงที่สุดต่อการใช้พลังงานไฟฟ้า 1 วัตต์ หรือวัดออกมาเป็นหน่วยเมกะฟลอปต่อวัตต์ (MFLOPS/W) ยิ่งตัวเลขของหน่วยนี้มีค่ามากก็ถือว่ายิ่งประหยัดพลังงาน
จากการรายงานผลของ TOP500 ครั้งล่าสุด (ข่าวเก่า) Green500 ได้ทำการจัดอันดับใหม่ โดยซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Blue Gene/Q จากไอบีเอ็มคว้า 5 อันดับแรกไปครอง และผมได้สรุปผลเฉพาะ 10 อันดับแรกของ Green500 ไว้ดังต่อไปนี้
- 6 comments
- 1925 reads
- Read more
ผลการจัดอันดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลก 500 อันดับแรก (หรือ TOP500) ครั้งที่ 38 ได้ประกาศแล้วว่า ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในนามว่า K Computer จากญี่ปุ่นยังคงครองแชมป์ระบบคอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลกเป็นสมัยที่สอง ในครั้งนี้ K Computer มาพร้อมความเร็วในการประมวลผลถึง 10.51 เพตาฟลอป ทำให้มีความเร็วทิ้งห่างอันดับสอง นั่นคือ Tienhe-1A จากจีนไปอย่างขาดลอย โดย Tienhe-1A มีความเร็วอยู่ที่ 2.57 เพตาฟลอป
ผลประกาศครั้งนี้ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ของ TOP500 ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตั้งแต่มีการจัดอันดับ TOP500 ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1993 นั่นคือ สิบอันดับแรกใน TOP500 ครั้งนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจาก TOP500 ครั้งก่อน (ข่าวเก่าเกี่ยวกับ TOP500 ในครั้งก่อน)
- 12 comments
- 2901 reads
- Read more
เมื่อปี ค.ศ. 2008 ไอบีเอ็มเซ็นสัญญากับหน่วยงานวิจัยของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (หรือ DARPA) ว่าจะพัฒนาซูเปอร์คอมพิวเตอร์พลังเพตาฟลอปชื่อ Blue Water ให้เร็วกว่า Roadrunner ซึ่งเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในสมัยนั้น (ข่าวเก่า) โดยไอบีเอ็มได้พัฒนา Blue Water มาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเดือนสิงหาคมปีนี้ ไอบีเอ็มได้ยุติสัญญาที่จะพัฒนา Blue Water ต่อไป สาเหตุเพราะไอบีเอ็มไม่ได้กำไรจากโครงการนี้ ในแหล่งข่าวกล่าวว่าเป็นการถอนตัวที่น่าอัปยศอดสูของไอบีเอ็มกันเลยทีเดียว
หลังการถอนตัวของไอบีเอ็ม หน่วยงาน National Center for Supercomputing Applications (NCSA) และ National Science Foundation (NSF) ได้ค้นหาบริษัทเจ้าใหม่ที่จะมารับช่วงต่อ และในที่สุดก็ได้บทสรุปว่า บริษัทเครย์จะได้รับงบประมาณจาก NSF จำนวน 188 ล้านเหรียญเพื่อพัฒนา Blue Water ให้แล้วเสร็จ ทั้งนี้ Blue Water ชุดใหม่จะใช้ระบบการประมวลผลลูกผสม Cray XE6 และ Cray XK6 ที่ติดตั้งซีพียูจาก AMD และจีพียูจาก NVIDIA (Blue Water ชุดเดิมของไอบีเอ็มใช้โปรเซสเซอร์ POWER7) โดยเครย์มีนัดส่งมอบ Blue Water ที่มาพร้อมความเร็วสูงสุดที่ 11.5 เพตาฟลอปให้กับมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ในปีหน้า และ Blue Water จะถูกนำไปใช้ในงานทางด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม เช่น การพยากรณ์อากาศ โลกศาสตร์ วิทยาศาสตร์แห่งชีวิต และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ เป็นต้น
- 7 comments
- 1976 reads
- Read more
ผลการศึกษาขององค์กร Carbon Disclosure Project (CDP) รายงานว่า บริษัทที่ใช้บริการกลุ่มเมฆสามารถลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 50% และจากการวิเคราะห์ข้อมูลของหน่วยงานที่ใช้บริการกลุ่มเมฆทั้งในสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา มาเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี ทาง CDP ทำนายว่าหากบริษัทต่างๆย้ายไปใช้บริการกลุ่มเมฆ ในปี ค.ศ. 2020 บริษัทในสหรัฐอเมริกาที่มีรายได้สูงกว่า 1 พันล้านเหรียญต่อปีจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ถึง 12.3 ล้านเหรียญต่อปีและลดปริมาณคาร์บอนได้เทียบเท่าการใช้น้ำมันถึง 200 ล้านบาร์เรล ส่วนบริษัทยักษ์ใหญ่ในสหราชอาณาจักรจะสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้มากกว่า 1 พันล้านปอนด์ต่อปี
ที่มา - Reuters ท่านที่สนใจสามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่ Carbon Disclosure Project
- 15 comments
- 1739 reads
บริษัทฟูจิตสึเคยมีส่วนร่วมในการพัฒนา K Computer ซึ่งเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลกระบบล่าสุด จัดอันดับโดย TOP500 (ข่าวเก่า) และด้วยสมรรถนะล่าสุดของ K Computer ที่เร็วถึง 10.51 เพตาฟลอป จึงเป็นที่คาดกันว่า K Computer จะยังคงรักษาแชมป์ไว้ได้ในการจัดอันดับของ TOP500 ครั้งถัดไปที่จะประกาศภายในเดือนนี้ แต่ว่าข่าวที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ เมื่อเร็วๆนี้ ฟูจิตสึได้ประกาศว่า บริษัทมีแผนพัฒนาซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระบบใหม่ที่เร็วกว่า K Computer ชนิดทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่นกันเลยทีเดียว
- 13 comments
- 2639 reads
- Read more
เมื่อเร็วๆนี้ ศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์แห่งชาติในเมืองจี้หนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เปิดตัวซูเปอร์คอมพิวเตอร์พลังเพตาฟลอปตัวแรกที่ใช้โปรเซสเซอร์ตระกูล ShenWei อันเป็นโปรเซสเซอร์ที่ออกแบบและผลิตโดยบริษัทจีน
ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระบบนี้มีชื่อว่า Sunway BlueLight MPP มีพลังประมวลผลสูงสุดอยู่ที่ 1 เพตาฟลอป (หรือ 1 ล้านกิกะฟลอป) ติดตั้งโปรเซสเซอร์ ShenWei SW1600 จำนวน 8,700 หน่วย โปรเซสเซอร์รุ่นนี้หนึ่งหน่วยมีพลังประมวลผลที่ 115 กิกะฟลอป หรือมีสมรรถนะเทียบเคียงโปรเซสเซอร์ตระกูล x86 แบบ 4 คอร์รุ่นล่าสุด นอกจากนี้แล้ว Sunway BlueLight MPP ยังถือว่าเป็นสุดยอดซูเปอร์คอมพิวเตอร์ประหยัดพลังงานอีกด้วย โดยใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด 1 ล้านวัตต์ หรือน้อยกว่า 50% ของพลังงานไฟฟ้าที่ใช้โดยซูเปอร์คอมพิวเตอร์ JUGENE ของเยอรมนี หนึ่งในซูเปอร์คอมพิวเตอร์ประหยัดพลังงานที่สุดในโลก
ที่มา - HPCwire
- 12 comments
- 2477 reads
Cisco เคยเปิดเผยศูนย์ข้อมูลเคลื่อนที่ไปแล้ว [ข่าวเก่า] ในสัปดาห์นี้ ถึงคราว HP ประกาศส่งมอบศูนย์ข้อมูลเคลื่อนที่ของ HP ให้กับบริษัทแอร์บัส และ HP ยังกล่าวว่า ศูนย์ข้อมูลนี้เป็นศูนย์ข้อมูลเพื่อการประมวลผลสมรรถนะสูงเชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และให้พลังประมวลผลรวดเร็วอันดับที่ 29 ของโลกที่จัดโดย TOP500 ครั้งล่าสุดอีกด้วย
ศูนย์ข้อมูลที่ HP ส่งมอบให้บริษัทแอร์บัสในครั้งนี้มีชื่อว่า Performance Optimized Datacenter (POD) มีลักษณะเป็นตู้คอนเทนเนอร์ยาว 40 ฟุต รวมทั้งหมด 2 ตู้ แต่ละตู้บรรจุเซิร์ฟเวอร์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ระบบเครือข่าย อุปกรณ์จ่ายไฟ และอุปกรณ์ทำความเย็น โดยทั้งสองตู้มีจำนวนเซิร์ฟเวอร์รวมกันได้ 2,016 เครื่อง ซึ่งสามารถให้บริการเทียบเคียงกับศูนย์ข้อมูลขนาด 1,000 ตาราเมตร
- 8 comments
- 1839 reads
- Read more
Texas Advanced Computing Center (TACC) เปิดเผยแผนจัดซื้อซูเปอร์คอมพิวเตอร์พลังเพตาฟลอปในนามว่า Stampede ด้วยงบสนับสนุนจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติอเมริกาถึง 27.5 ล้านเหรียญ โดยเดลล์ได้รับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ในการสร้างซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระบบนี้ให้พร้อมใช้งานในเดือนมกราคม ค.ศ. 2013 ทั้งนี้ Stampede จะเปิดให้บริการประมวลผลแอพพลิเคชันที่ต้องการพลังประมวลผลสมรรถนะสูงหรือต้องประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ อาทิเช่น ชีวสารสนเทศ ธรณีศาสตร์ และดาราศาสตร์ เป็นต้น
Stampede จะมีขุมพลังในการประมวลผลสูงถึง 10 เพตาฟลอป โดย 2 เพตาฟลอปมาจากเซิร์ฟเวอร์จำนวน 6,400 เครื่อง แต่ละเครื่องติดตั้งโปรเซสเซอร์ตระกูล Sandy Bridge-EP จำนวน 2 หน่วย (หน่วยละ 8 คอร์) พร้อมติดตั้งหน่วยความจำหลักขนาด 32 กิกะไบต์ และเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดต่อเชื่อมกันผ่านเครือข่าย Infiniband ความเร็ว 56 กิกะบิตต่อวินาที โดยในกลุ่มเซิร์ฟเวอร์ 6,400 เครื่องนี้ จะมีเซิร์ฟเวอร์ 16 เครื่องได้รับการติดตั้งหน่วยความจำเครื่องละ 1 เทราไบต์ และจะมีเซิร์ฟเวอร์ 128 เครื่องติดตั้งหน่วยประมวลผลกราฟิกตระกูล Kepler จาก NVIDIA (เป็นรุ่นที่ถัดจาก Fermi) ส่วนขุมพลังอีก 8 เพตาฟลอปนั้นมาจากโปรเซสเซอร์แบบ Many Integrated Core (MIC) ตระกูล Knights Corner แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าเซิร์ฟเวอร์ตระกูล Knights Corner จะมีทั้งหมดกี่เครื่อง เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนจากอินเทลว่าจะผลิตและส่ง Knights Corner เข้าตลาดได้เมื่อไหร่
ที่มา - HPCwire
- 15 comments
- 2139 reads
Dr. Jack Dongarra นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ผู้มีชื่อเสียงทางด้านการประมวลผลสมรรถนะสูง ได้เริ่มโครงการวิจัยเพื่อวัดสมรรถนะการประมวลผลของ iPad ด้วยโปรแกรม LINPACK แต่ข้อมูลล่าสุดของโครงการเผยว่า นักวิจัยยังวัดสรรถนะของโปรเซสเซอร์ได้เพียงแค่คอร์เดียวของ iPad 2 ที่มีอยู่จริง 2 คอร์ อย่างไรก็ตาม Dr. Dongarra กล่าวว่า หากโครงการนี้เสร็จสิ้น ค่าสมรรถนะโดยประมาณของ iPad 2 ที่ใช้โปรเซสเซอร์ 2 คอร์ น่าจะอยู่ระหว่าง 1.5 ถึง 1.65 กิกะฟลอป ซึ่งเร็วกว่า iPad รุ่นแรกประมาณ 10 เท่า
ถ้า iPad 2 สามารถให้สมรรถนะ 1.65 กิกะฟลอปได้จริง iPad 2 น่าจะเป็นคู่แข่งของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ CRAY-2 ที่เร็วที่สุดในโลกในปี ค.ศ. 1985 นอกจากนี้ Dr. Dongarra ยังให้ความเห็นในเรื่องการติดตั้ง iPad หลายๆเครื่องให้เป็น computer cluster ว่าเป็นงานที่ท้าทายและต้อง jailbreak อีกทั้งต้องใช้การติดต่อสื่อสารระหว่าง iPad ผ่านเครือข่ายไร้สายที่มีแบนด์วิธต่ำ ถึงแม้ iPad จะประหยัดพลังงาน แต่ราคาต่อประสิทธิภาพก็ยังไม่ถือว่าถูก
ที่มา - The New York Times ผ่านทาง HPCwire
- 16 comments
- 1437 reads
บริษัท Cycle Computing ได้เปิดตัวซูเปอร์คอมพิวเตอร์ภายใต้ชื่อ Tanuki ซึ่งมีจำนวนโปรเซสเซอร์รวมทั้งหมด 10,014 คอร์ มีหน่วยความจำชั่วคราวรวมทั้งหมด 8.6 เทราไบต์ และฮาร์ดดิสก์รวม 2 เพตาไบต์ ทั้งนี้ สมรรถนะโดยประมาณของ Tanuki นั้นใกล้เคียงกับซูเปอร์คอมพิวเตอร์อันดับที่ 114 ของโลก ด้วยสมรรถนะการประมวลผลสูงสุดที่ 127.33 เทราฟลอป
เบื้องหลังการสร้างซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Tanuki นั้นมาจากบริการ CycleCloud ที่ตั้งอยู่บนบริการกลุ่มเมฆ Amazon EC2 อีกทอดหนึ่ง โดย Cycle Computing ใช้เวลาติดตั้ง Tanuki ภายใน 45 นาที เพื่อประมวลผลงานทางด้านวิทยาศาสตร์ของลูกค้าเจ้าหนึ่ง และใช้เวลาประมวลผลงานดังกล่าวทั้งสิ้น 8 ชั่วโมงก่อนที่จะปิดระบบ Tanuki โดยบริษัทคิดค่าเช่าระบบ Tanuki เป็นเงิน 1,060 เหรียญต่อชั่วโมง
ที่มา - Cycle Computing Blog ผ่านทางทวีตของ @Werner CTO ของอเมซอน
- 26 comments
- 842 reads
อเมซอนมีแผนเปิดศูนย์ข้อมูลหลายแห่งสำหรับให้บริการกลุ่มเมฆ AWS ในเอเชีย (ข่าวเก่า) และแล้วเมื่อปีก่อน อเมซอนได้เปิดศูนย์ข้อมูลแห่งแรกในเอเชียที่สิงคโปร์ (ข่าวเก่า) ข่าวล่าสุด อเมซอนได้ตั้งศูนย์ข้อมูลเพื่อให้บริการ AWS ที่ญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการแล้ว ทำให้ตอนนี้อเมซอนมีเครือข่ายบริการกลุ่มเมฆขนาดใหญ่ที่ครอบคลุม 5 ภูมิภาค ได้แก่ สหรัฐอเมริกาตะวันออก สหรัฐอเมริกาตะวันตก ไอร์แลนด์ สิงคโปร์ และญี่ปุ่น
จากแหล่งข่าว ดูเหมือนว่าอเมซอนตั้งใจลุยตลาดกลุ่มเมฆในญี่ปุ่น เช่น อเมซอนเตรียมเอกสารเป็นภาษาญี่ปุ่นสำหรับเข้าถึงบริการกลุ่มเมฆ เปิดบล็อกของ AWS ที่มีเนื้อหาเป็นภาษาญี่ปุ่น มีสมาคมกลุ่มผู้ใช้บริการ AWS ในญี่ปุ่นชื่อ JAWS-UG และเปิดรับสมัครงานเพื่อลุยตลาดดังกล่าวในญี่ปุ่นอีกด้วย เป็นต้น
ที่มา - Amazon Web Services Blog
- 4 comments
- 450 reads
ฝ่ายบริหารประเทศของประธานาธิบดีบารัค โอบามา กำหนดแผนการประหยัดงบประมาณสำหรับเทคโนโลยีสารสนเทศ และตั้งเป้าไว้ว่าจะสามารถลดค่าใช้จ่ายบางส่วนได้ไม่ต่ำกว่า 3 พันล้านเหรียญ โดยกลยุทธ์ที่ใช้คือ การรวมระบบสารสนเทศจากหลายหน่วยงาน และนำระบบไปติดตั้งรวมกันที่กลุ่มเมฆ นอกจากนี้ รัฐบาลกลางยังมีแผนในการปิดศูนย์ข้อมูลของหน่วยงานรัฐบาลกว่า 800 แห่งจากทั้งหมดที่มีอยู่ 2,100 แห่งให้แล้วเสร็จในปี 2015
รัฐบาลกลางได้ตั้งงบสำหรับเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับปีงบประมาณ 2012 ไว้ที่ 79,500 ล้านเหรียญ โดย Vivek Kundra ซึ่งเป็น CIO ของรัฐบาลกลางกล่าวไว้ว่า จะแบ่งงบออกมา 20,000 ล้านเหรียญไปใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีกลุ่มเมฆ และ Kundra กล่าวว่ากลุ่มเมฆจะลดค่าใช้จ่ายสำหรับศูนย์ข้อมูลประมาณ 30 เปอร์เซ็น ทั้งนี้ Kundra เรียกกลยุทธ์ดังกล่าวว่า "cloud first" อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ในภาคเอกชนกล่าวว่า กลยุทธ์ดังกล่าวทำได้ยากและน่าจะใช้เวลาในการพัฒนายาวนานกว่าแผนที่ตั้งไว้
- 18 comments
- 830 reads
- Read more
Amazon Elastic Compute Cloud (Amazon EC2) ได้เปิดตัวบริการโฮสต์เซิร์ฟเวอร์ประเภทใหม่ชื่อว่า Cluster GPU Instances ซึ่งทำให้ลูกค้าสามารถใช้พลังประมวลผลจากโปรเซสเซอร์กราฟิก NVIDIA Tesla GPU ได้ โดยเซิร์ฟเวอร์ประเภทนี้มาพร้อมกับ Tesla M2050 (Fermi) จำนวน 2 หน่วย, โปรเซสเซอร์ Intel Nahalem X5570 ทั้งหมด 8 คอร์, หน่วยความจำหลัก 22 กิกะไบต์, พื้นที่จัดเก็บข้อมูล 1,690 กิกะไบต์ และมาพร้อมกับ 10 Gigabit Ethernet อีกทั้งสนับสนุนการพัฒนาโปรแกรมด้วย CUDA และ OpenCL
ในตอนนี้ Cluster GPU Instances เปิดให้บริการโฮสต์เซิร์ฟเวอร์ได้เพียงในสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันออก (US - North Virginia) และสนับสนุนแค่เพียง Linux มีราคาค่าเช่าที่ 2.10 เหรียญต่อชั่วโมง
ที่มา - Amazon Web Services Blog
- 11 comments
- 1089 reads


