จากเว็บผู้รวมตัวของผู้ใช้ Zune ทั้งหลาย (ตั้งแต่รุ่นแรกจนปัจจุบัน) ในเว็บ Zune Boards ได้มีกลุ่มแฮกเกอร์ที่ประกาศถึงผลการแฮก Zune HD และรุ่นก่อนๆ หน้าได้สำเร็จ แม้ว่าจะไม่ใช่การแฮกสำเร็จเป็นครั้งแรกก็ตาม แต่การแฮกครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็นการแฮกที่ประสพผลสำเร็จอย่างแท้จริงครั้งแรก ทำให้สามารถทำ OpenZDK สำหรับนักพัฒนาได้เป็นผลสำเร็จ
ผลจากการแฮกครั้งนี้ทำให้นักพัฒนาสามารถเข้าถึงทุกอย่างที่ XNA ปิดกั้นเอาไว้ก่อนหน้าได้ จากการเปิดประตูของการพัฒนาแอพลิเคชันอย่างไร้ขีดจำกัดบน Zune ทำให้สามารถพัฒนาเกมส์, อีมูเลเตอร์ หรือแอพสโตร์ก็ได้ (การแฮคครั้งนี้เทียบเท่ากับการเจลเบรกของไอพอดทัช) คำถามที่ต้องการคำตอบในตอนนี้ก็คือ "ยังเหลือนักพัฒนาอิสระที่สนใจในการพัฒนาแอพลิเคชันบน Zune อยู่ไหม?"
ที่มา - Engadget
หลังจากที่ปีที่แล้วกูเกิลได้ทำการปล่อยเบราเซอร์ตัวแรกออกมาให้ผู้ใช้ทั่วไปได้ลองใช้กัน เกิดเสียงฮือฮาขึ้นมากมาย และบัดนี้กูเกิลกลับมาพร้อมกับ Google Chrome Operating System
โดยในบล็อกได้บอกไว้ว่าระบบปฏิบัติการนั้นจะเป็นโอเพ่นซอร์ส ที่มีเป้าหมายผู้ใช้อยู่บนเครื่องเน็ทบุค ตามแผนคือจะทำการเปิดซอร์สโค้ดช่วงหลังของปีนี้ ส่วนเน็ทบุคที่ใช้ระบบปฏิบัติการจะเริ่มให้เห็นได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2010
ตัวระบบปฏิบัติการนั้นจะเน้นที่ความเร็ว ความเรียบง่าย และความปลอดภัย โดยบอกว่าจะสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ทได้ในไม่กี่วินาทีหลังจากเปิดเครื่องเลยทีเดียว โดยระบบปฏิบัติการจะมีหน้าตาเข้าใจง่ายเช่นเดียวกับตัวโครมที่เป็นเบราเซอร์ และทางกูเกิลยังได้ทำการออกแบบสถาปัตยกรรมทางด้านความปลอดภัยใหม่ ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับมัลแวร์ ไวรัส หรือแพทช์อัพเดทอุดช่องโหว่ใดๆ
ตัวระบบปฏิบัติการนั้นรองรับทั้ง X86 และ ARM แต่จุดประสงค์ของ Chrome OS นั้นแตกต่างจากแอนดรอยด์อยู่พอควร เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายของแอนดรอยด์คือตั้งแต่มือถือไปจนถึงเน็ทบุค แต่กลุ่มเป้าหมายของ Chrome OS นั้นอยู่ที่เน็ทบุคขนาดเล็กไปจนถึงเครื่องตั้งโต๊ะที่มีผู้ใช้แต่ละวันใช้เวลากับการทำงานต่างๆบนอินเทอร์เน็ท แน่นอนว่ามีจุดที่ทับซ้อนกันอยู่ระหว่างสองระบบนี้ และทางกูเกิลหวังว่านวัตกรรมจะผลักดันตัวเลือกที่ดีที่สุดในส่วนที่ทับซ้อนกันนี้แก่ทุกคน รวมถึงตัวกูเกิลเองด้วย
ที่มา - Official Google Blog
นอกเรื่องนิด - ช่วงนี้หวัดระบาดรุนแรงมากทั้งหวัดธรรมดา และหวัดพันธุ์ใหม่ (ไม่อยากเรียกว่า 2009 เท่าใหร่) แต่ไม่ว่าจะหวัดชนิดใดตอนนี้ก็ระบาดเยอะทั้งคู่ ระมัดระวังตัวด้วยนะครับ ผู้เขียนเองก็หวัดกินไปแล้ว ขอให้ผู้อ่านสุขภาพแข็งแรงครับ
คุณเคยมีปัญหาหรือไม่ ว่าไม่ทราบว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกเช่นไร? จากคำพูดก่อนหน้าคู่สนทนากำลังโมโหจัดหรือแค่คำพูดเหน็บแนมธรรมดา แน่นอนว่าการสนทนาผ่านอินเทอร์เน็ทนั้นไม่สามารถเทียบเคียงกับของการพบปะหน้าจริงๆได้ เนื่องจากเราไม่สามารถได้ยินเสียงหรือเห็นท่าทางของบุคคลเหล่านั้น
ปัญหาเหล่านี้กำลังจะหมดไปแล้ว เนื่องจากทีม Windows Live Messenger ได้ออกมาประกาศว่าได้ทำการพัฒนาระบบอัจฉริยะที่สามารถเรียนรู้ถึงอารมณ์คู่สนทนาได้ โดยที่ในวินโดวส์ไลฟ์เวอร์ชันล่าสุดได้ใส่การพัฒนาดังกล่าวลงไปบ้างแล้ว ได้แก่ Dynamic Photos ซึ่งจะทำให้เราสามารถระบุอารมณ์ให้กับภาพได้ว่ากำลังเป็นอารมณ์ประเภทใด
ผู้พัฒนากล่าวว่าด้วยการคิดนอกกรอบของ Microsoft Research ขณะนี้มีเวอร์ชันอัลฟา ที่จะทำการตรวจสอบผู้ใช้แบบทันเวลาและแปลงออกมาเป็นอารมณ์ (เช่นมีความสุข , เสียใจ , ประหม่า และอื่นๆ) ด้วยวิธีนี้เองจะทำให้ไม่ต้องใส่อีโมติคอนอีกต่อไป โดยการตรวจสอบจะทำตั้งแต่การตรวจอุณหภูมิร่างกาย กล้องเว็บแคม และการวัดแรงกดแป้นพิมพ์ เพื่อวินิจฉัยว่าผู้ใช้กำลังมีอารมณ์เช่นไร เพื่อประหยัดพลังงานและเวลา
ตัวอย่างการทำงานบนอัลฟาเวอร์ชันในห้องแล็บนั้น เช่นการตรวจจับใบหน้าเพื่อวินิจฉัยว่ากำลังหัวเราะถึงมุกตลกใดๆแล้วใส่ :D ลงไป หรือถ้าคุณแลบลิ้นก็ใส่ ;p ลงไป ถ้าหัวเราะเสียงดัง เสียงที่ส่งเข้าไมโครโฟนและภาพที่เข้าเว็บแคมก็จะแปลงมาเป็น 'lol' ถ้าหัวเราะดังกว่า 95เดซิเบล (เทียบเท่ารถไฟใต้ดินวิ่งที่ 200ฟุต) จะเป็น 'LOL!’ แทน แล้วถ้าคุณหัวเราะก๊ากจนตกจากเก้าอี้แล้วยังหัวเราะชักดิ้นชักงอก็จะกลายเป็น ‘ROFLMAO’ แทน
ด้วยเซ็นเซอร์แป้นพิมพ์ทำให้สามารถตรวจวัดความเร็วในการพิมพ์ว่ากำลังพิมพ์ด้วยความรุนแรงเพียงใด ซึ่งจะบ่งบอกถึงอารมณ์ว่าผ่อนคลายหรือโมโหโกรธา ตัวเซ็นเซอร์นั้นยังไม่มีการผลิตจริงในปัจจุบัน แต่คาดได้ว่าผู้พัฒนาจะออกระบบตรวจสอบอารมณ์อัตโนมัติตัวเต็มได้ในต้นเมษา ปี2010
ที่มา - Windows Live Messenger Team
มีอะไรใหม่บ้าง
1. SDK ใหม่ มี API ใหม่ๆกว่าพันฟังก์ชัน สนับสนุนการเขียนเกมส์มากขึ้น (เช่น Peer-to-Peer) ออกเบต้าสำหรับคนที่เป็นสมาชิก Apple's iPhone Developer program ตั้งแต่วันนี้ ข่าวเรื่องของโปรแกรมกับการพัฒนาที่เด่นๆได้แก่
- การเชื่อมต่อแบบ Peer-to-peer ผ่านบลูทูธ สำหรับการเล่นเกมส์และการแลกเปลี่ยนข้อมูล
- สามารถพัฒนาซอฟต์แวร์ให้เชื่อมต่อข้อมูลระหว่างฮาร์ดแวร์เสริมได้ เช่น วัดความดัน หรืออาจจะเป็นคีย์บอร์ดในอนาคต เชื่อมต่อผ่านบลูทูธ
- ฟังก์ชัน push ที่สัญญากันมานานแสนนานจะอยู่ในเฟิร์มแวร์นี้ด้วย แต่จะไม่รันเป็นแบคกราวด์แอพพลิเคชัน
- สามารถใส่สตรีมมิ่งไฟล์วิดิโอหรือเสียงลงในแอพพลิเคชันได้ (เล่นเกมส์กันสนุกละงานนี้)
อินเทลประเทศไทย ประกาศว่าจะทำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์จัดเก็บข้อมูลโซลิตสเตทไดรฟ์ (Solid-State-Drive หรือ SSD) รุ่น X-25 ขนาด 80GB ในตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการในงานคอมมาร์ตที่จะถึงนี้ โดยจะมีโปรโมชันคือลูกค้าที่ซื้อโปรเซสเซอร์ คอร์ ไอเซเว่นแบบบรรจุกล่อง หรือคอมพิวเตอร์ทุกแบรนด์ที่ใช้ อินเทล™ คอร์™ ไอเซเว่น โปรเซสเซอร์ หรือ อินเทล™ เซนทริโน™ 2 โปรเซสเซอร์ สำหรับโน้ตบุ๊ก สามารถนำใบเสร็จมาใช้เป็นส่วนลดมูลค่า 2,000 บาทในการซื้อ SSD รุ่น X25-M ขนาด 80 GB ที่มา - Intel Thailand
ไมโครซอฟท์มาแล้ว ใครไม่ใหญ่จริงถอยไป งานนี้ไมโครซอฟท์กระโดดเข้าร่วมวงพัฒนาแอพพลิเคชันสำหรับไอโฟนด้วยแล้ว โดยครั้งนี้มาเป็นแอพพลิเคชันที่ทำหน้าที่ซูมมมม ไม่อั้น จะกี่สิบเท่าร้อยเท่าหรือจะพันเท่าก็ย่อมได้ โดยที่ Seadragon สำหรับเดสก์ทอปนั้นเป็น Silverlight Application แต่เนื่องจากแอปเปิลคงไม่ยอมให้ silverlight ไปลงง่ายๆแน่ เพราะขนาดแฟลชเองทุกวันนี้ยังไม่มีแววจะได้โผล่ไป ดังนั้นเราจึงคาดเดากันได้ไม่ยากว่าน่าจะเป็นเพียง AJAX หรือลูกเล่นที่ไม่พ้นจากนี้มากนัก
ที่มา - Engadget
จากแบบสอบถามทางอินเทอร์เน็ตผู้ใหญ่จำนวน 2,119 คน แบบสอบถามนี้ทำให้กับทางอินเทลโดย Harris Interactive พบว่า 95% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดขอให้มี 'อะไรก็ได้ที่ออนไลน์ได้' 65% บอกว่ามีชีวิตอยู่ไม่ไหวถ้าขาดอินเทอร์เน็ต เกือบครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามเพศหญิง (ประมาณ 46% ) บอกว่าเลือกอินเทอร์เน็ตมากกว่าเซ็กซ์ ถ้าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเวลาสองสัปดาห์ โดยเพศหญิงกลุ่มนี้เกือบครึ่ง(ประมาณ 49%) อายุอยู่ระหว่าง 18-34 ปี เลือกอินเทอร์เน็ตมากกว่าร่วมรักอย่างอ่อนโยน และ 52% ของช่วงอายุ 35-44 ปี ก็ตอบแบบสอบถามเช่นเดียวกัน (เลือกอินเทอร์เน็ตมากกว่าการร่วมรัก) ตัวเลขดังกล่าวดูจะลดลงเมื่อสังเกตในกลุ่มผู้ที่มีอายุสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ผู้ชายเองก็เช่นกัน คนที่เลือกอินเทอร์เน็ตมากกว่าอยู่ที่ 30% (น้อยกว่าผู้หญิงเยอะเลย) ในกลุ่มนี้ 39% อายุอยู่ในช่วงระหว่าง 18-34 ปียินดีที่จะเลือกอินเทอร์เน็ตแทนเป็นเวลาสองสัปดาห์ และกลุ่มอายุ 35-44 ปี มีเพียง 23% เท่านั้นที่เลือกอินเทอร์เน็ต
แต่อย่าเพิ่งคิดว่ามีแค่เซ็กซ์เท่านั้นที่ถูกจัดอันดับตำกว่าอินเทอร์เน็ตในแบบสอบถามของอินเทล การดูทีวีผ่านเคเบิล,ออกไปรับประทานอาหารข้างนอก,ซื้อเสื้อผ้า,ออกกำลังกาย สิ่งเหล่านี้ถูกจัดอันดับตำกว่าอินเทอร์เน็ตในแบบสอบถามของอินเทลทั้งหมด
แล้วคุณล่ะ จัดอันดับอินเทอร์เน็ตอยู่ในตำแหน่งไหนของชีวิตคุณ
ที่มา Arstechnica
ถึงสาวกและ zealot ทุกท่าน หลังจากนี้ท่านมีสิ่งที่จะนำไปค้านกับบรรดา Hater ในเรื่องของการ copy & paste ได้แล้ว โดยวิธีนี้ต้องการเพียงบุคมาร์คจาวาสคริปต์สองตัวไว้ และเว็บเซอร์วิสทั่วๆ ไปที่มีที่ให้วางตัวอักษร
จากวิดิโอในที่มาแสดงให้เห็นว่าสามารถใช้จาวาสคริปต์ก็อปปี้เนื้อหาตัวอักษรจาก Safari แล้วนำไปแปะใน Mail ได้เลย ถ้าถามว่านี่เป็นอะไรที่สมบูรณ์แบบหรือไม่ล่ะก็คงตอบได้ว่ายังไม่ดีนัก แต่ถือว่าเป็นก้าวกระโดดสำหรับการพลิกแพลงช่องโหว่ในไอโฟนมาเติมเต็มความต้องการที่ขาดหายไปได้อย่างดี
ที่มา - CrunchGear
Motorola Aura เปลี่ยนสถานะในเว็บโมโตโรลาสโตร์เป็น in-stock แล้ว โดยที่ราคาอยู่ที่ $2,000 ตามที่เคยเป็นข่าวก่อนหน้านี้ แล้ว โดยที่จะจำหน่ายผ่านทางเว็บเท่านั้น สำหรับคนที่เพิ่งจะเห็นข่าวนี้ Motorola Aura เป็นโทรศัพท์จับผู้ใช้ระดับบนสุดๆเท่านั้น โดยที่เครื่องมีแซฟไฟร์ 62 กะรัตทนทานต่อการขูดขีดเป็นรอยอย่งดี, กล้อง 2 ล้านพิกเซล, Bluetooth, microSD, microUSB และจอ 16 ล้านสี ที่มา - phonearena
อดีตประธานบริษัทอินเทล แอนดี้ โกรฟ หนึ่งในคนที่สนับสนุนรถยนตร์ไฮบริดมาตลอด ตอนนี้รับหน้าที่เป็นผู้ให้คำแนะนำแก่บริษัทอินเทล ได้พยายามผลักดันพอล โอเทลลินี ซีอีโอของบริษัทให้ไปทำตลาดอื่นๆ นอกเหนือจากปัจจุบัน สิ่งที่โกรฟแนะนำโอเทลลินีคือทำแบตเตอรี่สำหรับรถยนตร์พลังงานไฟฟ้า เหตุผลสองข้อหลักก็คือ
- ตลาดใหญ่มาก นั่นหมายถึงกำไรที่สูง!
- ถ้าแผนการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว รถขายได้มาก สิ่งที่ต้องการก็คือแบตเตอรี่จำนวนมาก จากกำลังการผลิตที่น้อยในสหรัฐ ใครซักคนอย่างไม่รับหน้าเป็นแม่ทัพใหญ่ ตลาดแบตเตอรี่รถยนต์ก็คงไม่พ้นจีนหรือญี่ปุ่นเป็นตาอยู่คว้าไปกินเป็นแน่แท้
โดยเฉพาะล่าสุด ซันโยกับพานาโซนิคก็เพิ่งรวมบริษัทกันไป สองบริษัทนี้อาจจะเข็นแบตเตอรี่รถยนตร์ออกมาเร็วกว่าที่ใครคิดก็เป็นได้ ว่าแต่อินเทลจะขยับไปทำอย่างอื่นอีกแล้วเหรอเนี่ย อนาคตจะได้ใช้โน้ตบุคที่เป็นอินเทลทั้งเครื่องจริงๆ เลยมั้ยเนี่ย (ตั้งแต่แบตเตอรี เมนบอร์ด การ์ดจอ ชิปเซ็ท ไวร์เลส ทำไปเกือบหมดเครื่องแล้วนะเนี่ย)
ที่มา - Engadget, Wall Street Journal
จากข่าวรายงานว่า เว็บเครือข่ายสังคม (Social networks) จะหาเงินอย่างไรให้รวดเร็ว? เนื่องจากการติดโฆษณาในเว็บก็ไม่ค่อยจะประสพผลสำเร็จมากนักในเว็บเครือข่ายเหล่านี้ ดังนั้นแหล่งทำเงินใหม่ของเว็บเหล่านี้คือขายของเสมือนจริงในเว็บแทน ซึ่งสามารถซื้อได้โดยการใช้เงินเสมือนในการซื้อเช่นกัน โดยที่เงินเสมือนเหล่านี้สามารถทำการแลกเปลี่ยนจากเงินจริงของเราๆ ได้เลย
ข่าวรายงานว่าในระดับโลกไฮไฟว์เองก็ได้สร้างกระแสวัฒนธรรมการซื้อของเสมือน โดยของเหล่านี้ราคาอยู่ที่ราวๆ 80 coins หรือประมาณ 1 ดอลลาร์สหรัฐ โดยทางไฮไฟว์เองก็ได้อ้างว่าตนเป็นผู้แรก (ในตลาดเว็บเครือข่าย) ที่มีค่าเงินเป็นของตัวเอง แต่ทางเฟซบุ๊คเองก็ได้ทำการขายสินค้าเสมือนบนเว็บมานานแล้วเหมือนกัน แม้ว่า CEO ของเว็บ Mark Zuckerberg จะไม่ค่อยอยากบอกนักว่าทำเงินได้จากการขายมากแค่ไหน ของเสมือนบนเว็บเฟซบุ๊คนั้นขายอยู่ที่ราวๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐเช่นกัน (แต่จะเท่ากับ 100 credit ต่างกับไฮไฟว์ที่อยู่ราวๆ 80 coin) โดยการทำงานสำหรับผู้ใช้ธรรมดาแล้วก็เหมือนๆกันคือจ่ายเงิน แล้วซื้อของเสมือนได้เลย
จากความรู้สึกส่วนตัวพบว่าคนไทยชักจะดังใหญ่แล้วในเว็บไฮไฟว์ ไม่เชื่อดูรูปในที่มาได้เลย
ที่มา Techcrunch
ทางทรู ดิจิตอลเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ได้ส่งจดหมายหาผู้ใช้บริการแล้วว่าจะทำการปิดการให้บริการ e-book เนื่องจากสัญญากับทาง Zinio หมดลง ส่วนลูกค้าที่ยังมีเงินอยู่ในระบบทางทรูจะจัดการโอนยอดเงินคงเหลือเข้าบัญชีธนาคารของลูกค้าให้ สำหรับผู้ที่สมัครหนังสือรายปี ก็จะได้รับหนังสือรูปเล่มแทนในเดือนถัดไป แต่กรณีนี้ไม่รวมผู้ที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ จะได้รับการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่มีในประเทศไทยแทน
ที่มา - True E-book Forum
จากข่าวเก่า Silverlight เองก็ออกตาม IE8 มาติดๆ ไม่รู้วางแผนให้ออกต่อเนื่องกันรึเปล่า เนื่องจาก Silverlight 2.0 beta นี้เองก็ยังคงเป็น Developer Tool เหมือนกับ IE8 แต่โดยรวมแล้วเวอร์ชันนี้ถูกอัพเกรดในเรื่องของการทำงานอื่นๆนอกจากวิดิโอมากขึ้น (แหล่งข่าวบอกว่าเวอร์ชันแรกออกแบบมาเพื่อวิดิโอซะส่วนใหญ่ แต่ในเวอร์ชัน 2.0 นี้ มีการยัดชิ้นส่วนของ .Net framework มาอย่างมากมาย)
ฟีเจอร์ใหม่ๆที่เห็นว่าน่าสนใจก็มี "adaptative streaming" หรือการปรับความเร็วในการสตรีมมิ่งบิทเรทวิดิโอ โดยอิงจากความเร็วของเครื่องและเน็ทเวิร์ค (แปลว่าถ้าเน็ทแรงเครื่องห่วย หรือไม่ก็เน็ทห่วยเครื่องแรง บิทเรทก็จะลดลงตามความเหมาะสมในขณะนั้น)
ขอแถมอีกนิดว่าเว็บไซท์โอลิมปิกปี 2008 ของจีนนี้ก็จะใช้ Silverlight-base เหมือนกัน เพราะฉะนั้นช่วงโอลิมปิกคิดว่าคงมีสตรีมมิ่งวิดิโอจากการแข่งอยู่ในเว็บสดๆแบบ HD หลากมุมมองให้เลือกสรรเหมือนกัน คิดว่าคำว่าหลากมุมมองคงคล้ายๆกดปุ่ม angle ในเครื่องเล่นดีวีดี (แต่คงบิทเรทต่ำ เพราะเน็ทบ้านเราแบนด์วิธกว๊างกว้าง)
ถ้าแถมอีกข่าวคงต้องบอกว่าในแหล่งข่าวบอกไว้ว่า AOL เองก็จะออกแบบ Mail client ใหม่ด้วย Silverlight เหมือนกัน แปลว่า Silverlight ก็เนื้อหอมไม่ใช่เล่นนะ
ที่มา - informationweek
จากข่าวเก่าที่ว่า ทรูวิชั่นส์พร้อมออกอากาศ HD ในไทย มาถึงบัดนี้ก็ยังไม่สามารถเปิดให้บริการได้ (คงต้องรออีกซักระยะกว่าอะไรจะลงตัว) แต่ถ้าเป็น HD Cinema คุณสามารถดู HDTV ได้แล้ว
เมื่อวานซืนไปเดินงาน ICT Expo เห็นว่ามีบูทแถวๆ True Vision แต่ว่าเปิดให้บริการในปัจจุบันแล้ว ชื่อว่า HD Cinema (ของ Shin Broadband) โดยทำการยิงสัญญาณจากดาวเทียม iPSTAR เข้าเซ็ทท็อปบอกซ์ แล้วก็เรียกดูยามที่ต้องการได้ทันที (ไม่ On demand ซะทีเดียว เพราะว่ารายการถูกยัดเยียดมาอยู่แล้ว)
ค่าบริการกระอักกันนิดนึง เท่าที่ถามมาเหมือนประมาณว่าค่าแรกเข้า 5,800บาท แล้วค่าบริการรายเดือนอีกประมาณสองพันกว่าบาท จ่ายไปซักสองปี ซื้อเครื่องเล่น HD มาไว้ที่บ้านได้เลยนะเนี่ย
ปล.พนักงานในบูทคุยไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าใหร่ หรือผม geek เกินไปก็ไม่รู้ แต่รายการจะถูกส่งมาประมาณ 30 ชั่วโมงต่อเดือนอยู่แล้ว แบบว่าเลือกชมไม่ได้ ถือว่าเป็นก้าวแรกของ HD ในประเทศไทย อะไรๆมันก็ยังไม่ลงตัวซะทีเดียว เอาเป็นว่าก็รอดูอนาคตกันต่อไป
ที่มา - hd-cinema
หลังจากที่ ออกเวอร์ชัน 0.98 และถูกรีวิวเมื่อนานมาแล้ว ตอนนี้ก็ได้ฤกษ์ออกเวอร์ชัน 1.0 ให้ผู้ใช้ทั่วไปได้ลองใช้งานซะที ซึ่ง Miro (หรือชื่อเดิมคือ Democracy Player) อยู่ภายใต้การดูแลของ Participatory Culture Foundation ดังนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องการใช้งาน ฟรีแน่นอน โดยโปรแกรมใช้สำหรับดูวิดิโอออนไลน์ แนวคิดเดียวกับ Joost คือช่วยกันโหลดผ่าน BitTorrent แต่แตกต่างกันที่ว่า Miro นั้นเปิดให้โหลดได้โดยไม่มี DRM มาคอยกวนใจ ตอนนี้หาโหลดมาลงได้ทั้ง วินโดวส์ แมค ส่วนลินุกซ์ต้องไปคอมไพล์โค้ดเอง ผู้ใช้ ubuntu โชคดีหน่อย ทางผู้พัฒนาทำแพคเกจมาให้แล้วโหลดแล้วลองได้เลย
เขียนบล็อกแรก ผิดอะไรรบกวนติเพื่อแก้ด้วยครับยังมึนกับ markdown
ปล.บ้านเราจะมีมหาวิทยาลัยไหนจะเปิดให้เรียน on demand ผ่าน Miro มั้ยครับ
ที่มา - slashdot





