<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom">
  <title>Blognone blogs</title>
  <subtitle>Tech News That's Worth</subtitle>
  <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/blog"/>
  <link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blognone.com/blog/atom/feed"/>
  <id>http://www.blognone.com/blog/atom/feed</id>
  <updated>2008-10-05T21:32:23+07:00</updated>
  <entry>
    <title>Rebirth AES_airborne</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9174" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9174</id>
    <published>2008-10-07T12:38:29+07:00</published>
    <updated>2008-10-07T12:38:30+07:00</updated>
    <author>
      <name>aes_airborne</name>
    </author>
    <category term="AES" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>สวัสดีครับทุกๆทาน
พวกเราแผนกวิศวการภาคอากาศได้เกิดขึ้นแล้วครับ</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>สวัสดีครับทุกๆทาน
พวกเราแผนกวิศวการภาคอากาศได้เกิดขึ้นแล้วครับ</p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ซีพียูมัลติคอร์กับแนวโน้มของการพัฒนาซอฟต์แวร์แห่งอนาคต</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9170" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9170</id>
    <published>2008-10-07T00:21:11+07:00</published>
    <updated>2008-10-07T07:40:36+07:00</updated>
    <author>
      <name>putchonguth</name>
    </author>
    <category term="intel" />
    <category term="Multi-core" />
    <category term="Processor" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>เมื่อหลายปีก่อนนั้น คอมพิวเตอร์มีความเร็วเริ่มที่ 1 เมกะเฮิร์ต ( เครื่อง Apple II+) ต่อมาไอบีเอ็มสร้าง PC XT เริ่มที่ 4.77 เมกะเฮิร์ต ในยุคถัดมา PC AT ก็เร็วขึ้นอีกเป็น 6 เมกะเฮิร์ต ขณะนี้ เราใช้เครื่องที่ซีพียูเร็วราว 2-3 กิกะเฮิร์ตกันอยู่ ทุกครั้งที่คอมพิวเตอร์เร็วขึ้นผู้ใช้ก็จะได้ใช้ซอฟต์แวร์ที่รวดเร็วอยู่พักหนึ่งก่อนที่บริษัทจะออกโปรแกรมใหม่ๆ ที่เพิ่มความสามารถ แต่กินแรงเครื่องจนช้าเท่าเดิม อย่างไรก็ตามไม่มีใครห่วงมากนักเพราะสักพัก ซีพียูใหม่ๆก็เพิ่มความเร็วสัญญาณนาฬิกาอีก ทำให้เครื่องเร็วขึ้นเอง ผู้ใช้แค่เก็บเงินไว้เปลี่ยนเครื่องใหม่ๆเป็นระยะก็พอ   ในหลายปีที่ผ่านมา วิธีการเพิ่มสัญญาณนาฬิกาแบบเดิมเริ่มไม่ได้ผล ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ความร้อนที่เพิ่มขึ้น ได้กลายเป็นขีดจำกัดที่ยังไม่สามารถหาทางแก้ไขได้ ทำให้ยังไม่มี ซีพียูที่มีความเร็วเกินกว่า 4 กิกะเฮิร์ต ทางเลือกใหม่ที่ทุกบริษัทใช้ คือ เทคโนโลยีมัลติคอร์</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>เมื่อหลายปีก่อนนั้น คอมพิวเตอร์มีความเร็วเริ่มที่ 1 เมกะเฮิร์ต ( เครื่อง Apple II+) ต่อมาไอบีเอ็มสร้าง PC XT เริ่มที่ 4.77 เมกะเฮิร์ต ในยุคถัดมา PC AT ก็เร็วขึ้นอีกเป็น 6 เมกะเฮิร์ต ขณะนี้ เราใช้เครื่องที่ซีพียูเร็วราว 2-3 กิกะเฮิร์ตกันอยู่ ทุกครั้งที่คอมพิวเตอร์เร็วขึ้นผู้ใช้ก็จะได้ใช้ซอฟต์แวร์ที่รวดเร็วอยู่พักหนึ่งก่อนที่บริษัทจะออกโปรแกรมใหม่ๆ ที่เพิ่มความสามารถ แต่กินแรงเครื่องจนช้าเท่าเดิม อย่างไรก็ตามไม่มีใครห่วงมากนักเพราะสักพัก ซีพียูใหม่ๆก็เพิ่มความเร็วสัญญาณนาฬิกาอีก ทำให้เครื่องเร็วขึ้นเอง ผู้ใช้แค่เก็บเงินไว้เปลี่ยนเครื่องใหม่ๆเป็นระยะก็พอ   ในหลายปีที่ผ่านมา วิธีการเพิ่มสัญญาณนาฬิกาแบบเดิมเริ่มไม่ได้ผล ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ความร้อนที่เพิ่มขึ้น ได้กลายเป็นขีดจำกัดที่ยังไม่สามารถหาทางแก้ไขได้ ทำให้ยังไม่มี ซีพียูที่มีความเร็วเกินกว่า 4 กิกะเฮิร์ต ทางเลือกใหม่ที่ทุกบริษัทใช้ คือ เทคโนโลยีมัลติคอร์ 
<!--break-->
เทคโนโลยีที่เรียกว่า มัลติคอร์ (multi-core) หรือ เมนี่คอร์ (many core) คือ การสร้างซีพียูหลายๆชุดลงในชิบเดียวและให้ซีพียูเหล่านี้ช่วยกันทำงาน การที่เทคโนโลยีนี้ถูกเลือกให้เป็นทางออกในการออกแบบซีพียูรุ่นใหม่ๆ ของปริษัทเช่น อินเทลและเอเอ็มดี นั้นเพราะความก้าวหน้าด้านกระบวนการผลิต (process technology) ของสารกึ่งตัวนำยังคงดำเนินต่อไป ทำให้สามารถสร้างวงจรได้ซับซ้อนมากขึ้นในชิปเดียว   ดังนั้นทางเลือกนี้จึงชัดเจนและกลายเป็นทางเลือกที่จำเป็น  ขณะทางอินเทลมีชิปขนาด 80 คอร์ที่ทำงานได้แล้วอยู่ในแลป เป็นที่คาดหมายกันว่าภายใน 10 ปีนี้จะมีชิปกว่า 256 คอร์ออกสู่ตลาดให้ได้ใช้งานกัน แน่นอนว่าโลกของคอมพิวเตอร์ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่</p>

<p>เมื่อใช้มัลติคอร์ซีพียูแล้ว โปรแกรมที่ใช้งานจะเร็วขึ้นโดยอัตโนมัติไหม คำตอบ คือ ไม่ใช่  เนื่องจากการทำงานของโปรแกรมจะมีสองลักษณะ ลักษณะแรกเป็นการรับงานจำนวนมากมาทำและต้องการจำนวนงานต่อหน่วยเวลามากๆ เช่น โปรแกรมเวบเซอร์ฟเวอร์  ระบบฐานข้อมูล งานแบบนี้ที่เรียกว่าการประมวลผลแบบ High throughput นั้น สามารถใช้งานมัลติคอร์ได้ระดับหนึ่ง เนื่องจากระบบปฏิบัติการจะช่วยกระจายการทำงานไปบนหลายคอร์ให้ได้บ้าง แต่ไม่ได้ความเร็วเต็มที่มากนัก  ส่วนงานที่ต้องการประมวลผลให้เร็วขึ้นหรือ High Performance Computing นั้นโปรแกรมจะไม่เร็วขึ้นเลยนอกจากจะเขียนโปรแกรมให้รู้จักและใช้งานระบบมัลติคอร์ ให้ได้  อย่างรก็ตาม การที่โปรแกรมจะใช้งานซีพียูแบบมัลติคอร์ให้ได้อย่างดีนั้นนั้น จะต้องเขียนให้ประมวลผลแบบขนานได้</p>

<p>การประมวลผลแบบขนานนั้นเป็นอย่างไร การทำงานแบบนี้นั้นอัลกอริทึมที่ใช้ต้องพยายามแตกกระจายงานทุกอย่างให้เป็นงานย่อยๆที่ทำพร้อมกันให้ได้มากที่สุด ตัวอย่างหนึ่ง คือ การทำ graphics rendering  ซึ่งสามารถกระจายภาพแต่ละภาพในหนังแอนิเมชั่นให้ทำงานเรนเดอร์ไปพร้อมๆกันได้ เนื่องจากแต่ละเฟรมจะไม่ขึ้นต่อกัน ปัญหาหลักของการทำงานแบบขนาน คือปัญหาย่อยยังมีความขึ้นต่อกัน (dependency) ทำให้ต้องแก้ปัญหาเป็นลำดับเนื่องจากปัญหาย่อยหนึ่งต้องแก้ให้ได้ก่อนจึงจะแก้อีกปัญหาได้ไม่เช่นนั้นผลจะผิดพลาดได้ เนื่องจากการใช้ตัวแปรร่วมกันแล้วควบคุมการใช้งานไม่ถูกต้อง สรุปแล้วการพัฒนาโปรแกรมแบบขนานบนซีพียูมัลติคอร์ให้เต็มที่นั้นโปรแกรมเมอร์ต้อง หนึ่ง ออกแบบอัลกอริทึมที่ใช้ให้มีความขนานแฝงเร้นมากที่สุด สอง พัฒนาโปรแกรมให้ทำงานแบบขนานได้ดีที่สุด</p>

<p>การพัฒนาโปรแกมแบบขนานบนซีพียูมัลติคอร์นั้นมีหลายวิธี แต่ที่ใช้กันมาก คือ การพัฒนาโปรแกรมให้ทำงานแบบมัลติเทรด การทำงานแบบมัลติเทรด คือการเขียนโปรแกรมโดยสร้างส่วนของโปรแกรมที่เรียกว่า เทรด ขึ้นมาหลายเทรด เมื่อต้องการประมวลผล ก็จะมีการสร้างเทรดมาอย่างรวดเร็ว โดยในระบบปฏิบัติการหรือระบบโปรแกรมกระจาย เทรดเหล่านี้ไปบนหลายๆคอร์ทำให้ แต่ละคอร์ช่วยกันทำงานได้ ภาษาสมัยใหม่ เช่น C# หรือ Java จะสนับสนุนการเขียนโปรแกรมแบบนี้ในตัวภาษาเลย  ปัญหาที่ต้องเผชิญ คือ การเขียนโปรแกรมในลักษณะนี้ไม่ใช่งานง่ายๆ  วารสาร Fortune เดือนสิงหาคมลงบทความไว้โดยระบุว่า วงการซอฟต์แวร์ทั่วโลกต้องมีการปรับตัวเนื่องจาก การพัฒนาซอฟต์แวร์ต้องเปลี่ยนไปมากเนื่องจากเทคโนโลยีมัลติคอร์  ปัญหาที่ท้าทายโปรแกรมเมอร์ คือ</p>

<p>หนึ่ง โปรแกรมเมอร์ไม่เคยถูกสอนมาให้คิดอัลกอริทึมเป็นแบบขนาน ทำให้โปรแกรมส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกออกแบบมาจากรากฐานให้ทำงานได้ดีกับระบบมัลติคอร์  ในเรื่องนี้จะต้องปรับหลักสูตรการสอนใหม่ให้นำเรื่องการประมวลผลแบบขนานมาสอนแต่เนิ่นๆ หัดให้โปรแกรมเมอร์รุ่นใหม่คิดอัลกอริทึมออกมาเป็นแบบขนานตั้งแต่ต้น</p>

<p>สอง เครื่องมือพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้กันยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการหาจุดผิดพลาดในโปรแกรมแบบมัลติเทรด การพัฒนาโปรแกรมแบบมัลติเทรดมีความซับซ้อนในกรณีที่มีการใช้ข้อมูลในหน่วยความจำร่วมกันจะต้องล๊อคตัวแปรนั้นให้ทีการแก้ไขได้โดยเทรดเดียว มิฉนั้นแล้วจะเกิดการทำงานที่ผิดพลาดเรียกว่า Race Condition หากปราศจาเครื่องมือพัฒนาที่ทรงประสิทธิภาพ โปรแกรมเมอร์ต้องพึ่งสัญชาตญาณและความคิดที่เป็นระบบสูงมากจึงจะพัฒนา โปรแกรมที่เร็วและเสถียรได้  ตอนนี้บริษัททั่วโลก เช่น อินเทล และ ไมโครซอฟต์เริ่มสนใจอย่างจริงจังในการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ช่วยตรวจจับความผิดพลาดในการเขียนโปรแกรมแบบมัลติคอร์เพื่อให้การพัฒนาเกิดได้เร็วขึ้น ไมโครซอฟต์เริ่มพัฒนาให้ Visual Studio รุ่นใหม่ๆทำงานแบบขนาน ในขณะที่อินเทลก็ปรับเครื่องมือทางซอฟต์แวร์ เช่น Intel Parallel Studio ให้ช่วยเร่งการพัฒนาได้ดีขึ้น</p>

<p>สุดท้ายเราต้องไม่ลืมว่าคอมพิวเตอร์แบบลำดับปกตินั้นหมดไปแล้ว นับแต่นี้คอมพิวเตอร์ใหม่ๆทุกเครื่องเป็นคอมพิวเตอร์ที่ซีพียูทำงานแบบขนานหมด ถ้าไม่เร่งพัฒนาขีดความสามารถของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยแล้ว เราก็จะสร้างได้แต่ซอฟต์แวร์ที่ทำงานช้ากว่าคนอื่นๆทั่วโลก   อันที่จริงสำหรับโปรแกรมเมอร์ชาวไทยเทคโนโลยีนี้นับเป็นโอกาสที่จะพัฒนาขีดความสามารถให้เท่ากับคนทั้งโลก เนื่องจากมัลติคอร์เป็น disruptive technology ดังนั้นทุกคนทั่วโลกจะมีความรู้ที่แตกต่างกันไม่มากนักเนื่องจากทุกคนใหม่หมด ประเทศเราจึงมีโอกาสใช้เทคโนโลยีนี่พัฒนาโปรแกรมใหม่ๆที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงได้ก่อนใคร ภาคการศึกษาควรพิจารณาบรรจุเรื่องการพัฒนาอัลกอริทึมและโปรแกรมบนซีพียูแบบมัลติคอร์ให้เป็นมาตรฐาน ให้โปรแกรมเมอร์ไทยทุกคนรู้เรื่องนี้ ภาคเอกชนอาจจะต้องจับโปรแกรมเมอร์ระดับเทพในบริษัทมาเรียนเรื่องนี้กันใหม่ เพื่อให้เรามีขีดความสามารถในการสร้างนวัตกรรมระดับโลกกับเขาบ้าง</p>

<p>ข้อมูลเพิ่มเติม-</p>

<p><a href="http://www.reghardware.co.uk/2006/09/26/intel_teraflop_processor/">Intel Teraflop Processor, Register Hardware</a></p>

<p><a href="http://www.youtube.com/watch?v=TAKG0UvtzpE">Video Explaining Intel Teraflop Research Chip</a></p>

<p><a href="http://money.cnn.com/2008/08/13/technology/microchips_copeland.fortune/">A chip too far?, Michael Copeland, Fortune Magazine, August 14, 2008</a></p>

<p><a href="http://www.intel.com/cd/software/products/asmo-na/eng/399359.htm">Intel Parallel Studio</a></p>

<p><a href="http://www.go-parallel.com/">Go Parallel ข้อมูลเกี่ยวกับเทคนิคการพัฒนาโปรแกรมแบบมัลติคอร์</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ประกาศผลรางวัล Ig Nobel</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9168" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9168</id>
    <published>2008-10-07T00:00:12+07:00</published>
    <updated>2008-10-07T00:35:59+07:00</updated>
    <author>
      <name>pawinpawin</name>
    </author>
    <category term="Nobel" />
    <category term="Research" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ตามวาระที่รางวัล Nobel กำลังจะประกาศในช่วงนี้ (จริงๆ แล้วของการแพทย์<a href="http://www.medgadget.com/archives/2008/10/the_2008_nobel_prize_in_medicine_awarded_for_viral_discoveries.html">ประกาศแล้ว</a>นะครับ) รางวัล <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Ig_Nobel_Prize">Ig Nobel</a> หรือ Nobel สำหรับงานวิจัยที่(ดูเหมือน)น่าขำ ก็ได้ประกาศออกมาแล้วครับ</p>

<ul>
<li><b>การแพทย์</b> ให้งานวิจัยที่สรุปว่า ยาหลอก (Placebo) ราคาแพง มีประสิทธิภาพดีกว่ายาหลอกราคาถูก โดย RL Waber, B Shiv (สหรัฐ), Z Carmon (สิงคโปร์)</li>
<li><b>ชีววิทยา</b> ให้กับงานวิจัยที่พบว่าเห็บที่อาศัยอยู่บนสุนัขสามารถกระโดดได้สูงกว่าเห็บที่อาศัยอยู่บนแมว โดย M Cadiergues, C Joubert, M Franc (ฝรั่งเศส)</li>
<li><b>ฟิสิกส์</b> ให้แก่งานวิจัยที่ใช้คณิตศาสตร์ในการพิสูจน์ว่าเส้นลวด เส้นผม หรือเส้นอะไรก็ตามสามารถพันกันได้เองจนเป็นปม โดย D Raymer และ D Smith (สหรัฐ)</li>
<li><b>เคมี</b> มีผู้ได้รับสองกลุ่มครับ คือ SA Umpierre, JA Hill, DJ Anderson (สหรัฐ) ในการค้นพบว่าโค้กสามารถฆ่าสเปิร์มได้ และอีกกลุ่มคือ CY Hong, CC Shieh, P Wu และ BN Chang (ไต้หวัน) ในการค้นพบว่าจริงๆ แล้วโค้กไม่สามารถฆ่าสเปิร์มได้หรอก</li>
</ul>

<p>(มีต่อ)</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ตามวาระที่รางวัล Nobel กำลังจะประกาศในช่วงนี้ (จริงๆ แล้วของการแพทย์<a href="http://www.medgadget.com/archives/2008/10/the_2008_nobel_prize_in_medicine_awarded_for_viral_discoveries.html">ประกาศแล้ว</a>นะครับ) รางวัล <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Ig_Nobel_Prize">Ig Nobel</a> หรือ Nobel สำหรับงานวิจัยที่(ดูเหมือน)น่าขำ ก็ได้ประกาศออกมาแล้วครับ</p>

<ul>
<li><b>การแพทย์</b> ให้งานวิจัยที่สรุปว่า ยาหลอก (Placebo) ราคาแพง มีประสิทธิภาพดีกว่ายาหลอกราคาถูก โดย RL Waber, B Shiv (สหรัฐ), Z Carmon (สิงคโปร์)</li>
<li><b>ชีววิทยา</b> ให้กับงานวิจัยที่พบว่าเห็บที่อาศัยอยู่บนสุนัขสามารถกระโดดได้สูงกว่าเห็บที่อาศัยอยู่บนแมว โดย M Cadiergues, C Joubert, M Franc (ฝรั่งเศส)</li>
<li><b>ฟิสิกส์</b> ให้แก่งานวิจัยที่ใช้คณิตศาสตร์ในการพิสูจน์ว่าเส้นลวด เส้นผม หรือเส้นอะไรก็ตามสามารถพันกันได้เองจนเป็นปม โดย D Raymer และ D Smith (สหรัฐ)</li>
<li><b>เคมี</b> มีผู้ได้รับสองกลุ่มครับ คือ SA Umpierre, JA Hill, DJ Anderson (สหรัฐ) ในการค้นพบว่าโค้กสามารถฆ่าสเปิร์มได้ และอีกกลุ่มคือ CY Hong, CC Shieh, P Wu และ BN Chang (ไต้หวัน) ในการค้นพบว่าจริงๆ แล้วโค้กไม่สามารถฆ่าสเปิร์มได้หรอก</li>
</ul>

<p>(มีต่อ)
<!--break--></p>

<ul>
<li><b>โภชนาการ</b> ให้แก่ M Zampini (อิตาลี), C Spence (สหราชอาณาจักร) ในการค้นพบวิธีเปลี่ยนเสียงของการเคี้ยวมันฝรั่งทอดกรอบเพื่อที่จะทำให้คนที่เคี้ยวรู้สึกว่ามันกรอบใหม่กว่าปกติ</li>
<li><b>สันติภาพ</b> ให้งานวิจัยที่ศึกษาจริยธรรมของพืช และแสดงให้เห็นว่าพืชก็มีเกียรติเหมือนกัน โดย Swiss Federal Ethics Committee on Non-Human Biotechnology (สวิสเซอร์แลนด์)</li>
<li><b>โบราณคดี</b> ให้งานวิจัยที่ศึกษาว่าการขุดดินของตัวนิ่มสามารถทำให้พื้นที่ที่ทำการศึกษาทางโบราณคดีเปลี่ยนแปลงได้ โดย AG Araujo, JC Marcelino (บราซิล)</li>
<li><b>วิทยาการปัญญา</b> (Cognitive Science) ให้กับการศึกษาที่ศึกษาการแก้ปัญหาเขาวงกตโดยตัวอะมีบา โดย T Nakagaki, H Yamada, R Kobayashi และคณะ (ญี่ปุ่น)</li>
<li><b>เศรษฐศาสตร์</b> ให้กับการศึกษาที่บอกว่ารอบประจำเดือนของคนเต้นอะโกโก้สัมพันธ์กับทิปที่เธอจะได้ โดย G Miller, J Tyber, B Jordan (สหรัฐ)</li>
<li><b>วรรณกรรม</b> ให้กับงานวิจัยอันแสนยาวเกี่ยวกับ &#8220;ไอ้ตัวแสบ: การศึกษาเชิงบรรยายพรรณนาเกี่ยวกับความขุ่นเคืองในองค์กร&#8221; โดย D Sims (สหราชอาณาจักร)</li>
</ul>

<p>ก็ขอแสดงความยินดี (รึเปล่า) กับผู้ได้รับรางวัลดังกล่าวนะครับ</p>

<p>ที่มา: <a href="http://improbable.com/ig/winners/#ig2008">Improbable Research</a> via <a href="http://www.medgadget.com/archives/2008/10/ig_nobel_prizes_highlight_excellence_in_improbable_research.html">MedGadget</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>โลกกำลังก้าวสู่อินเทอร์เน็ตที่ปลอดภัยกว่าเดิม</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9169" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9169</id>
    <published>2008-10-06T23:32:02+07:00</published>
    <updated>2008-10-07T08:02:40+07:00</updated>
    <author>
      <name>lew</name>
    </author>
    <category term="Core" />
    <category term="intel" />
    <category term="Processor" />
    <category term="Security" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>โลกอินเทอร์เน็ตถูกสร้างขึ้นมาบนพื้นฐานของความเชื่อใจกันนับแต่วันแรก เราคงจำกันได้กับวันที่เราเคย finger ว่าใครออนไลน์บนเครื่องไหนกันบ้าง เพราะยุคแรกของอินเทอร์เน็ตนั้นมันเป็นช่องทางเชื่อมต่อระหว่างนักวิจัยเป็นหลัก</p>

<p>แต่ในยุคนี้ที่อินเทอร์เน็ตนั้นเต็มไปด้วยอันตราย ความเชื่อใจแบบเดียวกันนี้ แม้จะลดลงอย่างมากในช่วงหลายปีมานี้ แต่เรายังคงล็อกอินเว็บด้วยการเชื่อมต่อแบบไม่เข้ารหัส ไวร์เลสแลนของเราส่วนมากมีการป้องกันเพียงเล็กน้อย หรือไม่มีการป้องกันใดๆ เลย ปัญหาหลักในเรื่องนี้คงเป็นเรื่องของความยุ่งยากในการติดตั้ง แต่ความเป็นจริงอีกอย่างหนึ่งคือการเพิ่มความปลอดภัยให้อินเทอร์เน็ตนั้นมีค่าใช้จ่ายที่แพงมาก การเข้ารหัสแบบ TLS ให้กับการเชื่อมต่อทั้งหมด หมายถึงการคำนวณปริมาณมากมายให้กับผู้ใช้ทุกๆ คนโดยที่เซิร์ฟเวอร์ไม่สามารถแคชผลการคำนวณไว้ใช้งานได้</p>

<p>แต่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปด้วยสองเทคโนโลยีหลัก</p>

<ol>
<li>การทำงานแบบมัลติเธรด ที่กระจายงานไปยังหลายๆ ซีพียูได้ เมื่อผู้ใช้เพิ่มขึ้น การเพิ่มจำนวนคอร์ของซีพียูช่วยให้เราสามารถรองรับผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นเหล่านั้นได้

<ol>
<li>Multi-Core เช่น Core 2 เป็นการใส่ซีพียูจำนวนมากกว่าหนึ่งชุดเข้าไปในแพคเกจเดียวกัน ทั้งสองคอร์มักจะสามารถสื่อสารถึงกันได้เร็วเป็นพิเศษทำให้แชร์ข้อมูลกันได้ง่าย</li>
<li>SMT เป็นการแยกร่างซีพียูคอร์เดี่ยวให้ทำงานเสมือนว่ามีสองคอร์ไป ผลที่ได้อาจทำให้หลายๆ คนแปลกใจคือหากเราสามารถแยกงานออกเป็นสองเธรด แล้วทำงานบนซีพียูแบบ SMT แล้ว ผลลัพธ์จะเร็วขึ้น 14-200% เลยทีเดียว</li>
</ol></li>
<li>การใช้ซีพียูแบบเฉพาะทาง ลองนึกถึงการ์ดกราฟิกที่ทำหน้าที่คำนวณข้อมูลสามมิติโดยเฉพาะ ทำให้มันทำงานได้เร็วอย่างไม่น่าเชื่อ การเข้ารหัสก็สามารถใช้ชิปแบบเฉพาะได้เช่นกัน แต่ใน Core Microarchitecture ได้มีการใส่คำสั่งหลายคำสั่งเพื่อเพิ่มความเร็วการเข้ารหัสมาอยู่แล้ว คือ

<ol>
<li>ชุดคำสั่ง AES ได้แก่ AESENC, AESENCLAST, AESDEC, และ AESDECLAST ชุดคำสั่งเหล่านี้สามารถเร่งความเร็วการเข้ารหัสในแบบ AES ให้เร็วกว่าการใช้คำสั่ง x86 ตามปรกติได้ประมาณสามถึงสี่เท่าตัว</li>
<li>ชุดคำสั่งการคูณแบบเป็นชุด ได้แก่ PCLMULQDQ ซึ่งเป็นคำสั่งคูณเลข 64 บิตทีละสี่ชุดพร้อมๆ กัน การคุณจำนวนมากๆ นั้นเป็นเรื่องปรกติมากในการเข้ารหัสแทบทุกอัลกอลิธึ่ม ดังนั้นคำสั่งแบบนี้จึงสามารถช่วยเพิ่มความเร็วการเข้ารหัสได้แทบทุกรูปแบบ</li>
</ol></li>
</ol>

<p>การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ยังต้องการการปรับปรุงจากโลกซอฟต์แวร์อีกมากให้สามารถทำงานโดยใช้ทรัพยากรในซีพียูได้อย่างเต็มที นับแต่การคอมไพล์ใหม่เพื่อให้ซอฟต์แวร์ใช้คำสั่งใหม่ๆ ได้ หรือการออปติไมซ์ในด้วยมือ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ใหม่ทั้งหมด</p>

<p>อ้างอิง - <a href="http://blogs.intel.com/research/2008/10/httpseverywhere_encrypting_the.php">Bookmark on Delicious
https://everywhere! Encrypting the Internet</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>โลกอินเทอร์เน็ตถูกสร้างขึ้นมาบนพื้นฐานของความเชื่อใจกันนับแต่วันแรก เราคงจำกันได้กับวันที่เราเคย finger ว่าใครออนไลน์บนเครื่องไหนกันบ้าง เพราะยุคแรกของอินเทอร์เน็ตนั้นมันเป็นช่องทางเชื่อมต่อระหว่างนักวิจัยเป็นหลัก</p>

<p>แต่ในยุคนี้ที่อินเทอร์เน็ตนั้นเต็มไปด้วยอันตราย ความเชื่อใจแบบเดียวกันนี้ แม้จะลดลงอย่างมากในช่วงหลายปีมานี้ แต่เรายังคงล็อกอินเว็บด้วยการเชื่อมต่อแบบไม่เข้ารหัส ไวร์เลสแลนของเราส่วนมากมีการป้องกันเพียงเล็กน้อย หรือไม่มีการป้องกันใดๆ เลย ปัญหาหลักในเรื่องนี้คงเป็นเรื่องของความยุ่งยากในการติดตั้ง แต่ความเป็นจริงอีกอย่างหนึ่งคือการเพิ่มความปลอดภัยให้อินเทอร์เน็ตนั้นมีค่าใช้จ่ายที่แพงมาก การเข้ารหัสแบบ TLS ให้กับการเชื่อมต่อทั้งหมด หมายถึงการคำนวณปริมาณมากมายให้กับผู้ใช้ทุกๆ คนโดยที่เซิร์ฟเวอร์ไม่สามารถแคชผลการคำนวณไว้ใช้งานได้</p>

<p>แต่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปด้วยสองเทคโนโลยีหลัก</p>

<ol>
<li>การทำงานแบบมัลติเธรด ที่กระจายงานไปยังหลายๆ ซีพียูได้ เมื่อผู้ใช้เพิ่มขึ้น การเพิ่มจำนวนคอร์ของซีพียูช่วยให้เราสามารถรองรับผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นเหล่านั้นได้

<ol>
<li>Multi-Core เช่น Core 2 เป็นการใส่ซีพียูจำนวนมากกว่าหนึ่งชุดเข้าไปในแพคเกจเดียวกัน ทั้งสองคอร์มักจะสามารถสื่อสารถึงกันได้เร็วเป็นพิเศษทำให้แชร์ข้อมูลกันได้ง่าย</li>
<li>SMT เป็นการแยกร่างซีพียูคอร์เดี่ยวให้ทำงานเสมือนว่ามีสองคอร์ไป ผลที่ได้อาจทำให้หลายๆ คนแปลกใจคือหากเราสามารถแยกงานออกเป็นสองเธรด แล้วทำงานบนซีพียูแบบ SMT แล้ว ผลลัพธ์จะเร็วขึ้น 14-200% เลยทีเดียว</li>
</ol></li>
<li>การใช้ซีพียูแบบเฉพาะทาง ลองนึกถึงการ์ดกราฟิกที่ทำหน้าที่คำนวณข้อมูลสามมิติโดยเฉพาะ ทำให้มันทำงานได้เร็วอย่างไม่น่าเชื่อ การเข้ารหัสก็สามารถใช้ชิปแบบเฉพาะได้เช่นกัน แต่ใน Core Microarchitecture ได้มีการใส่คำสั่งหลายคำสั่งเพื่อเพิ่มความเร็วการเข้ารหัสมาอยู่แล้ว คือ

<ol>
<li>ชุดคำสั่ง AES ได้แก่ AESENC, AESENCLAST, AESDEC, และ AESDECLAST ชุดคำสั่งเหล่านี้สามารถเร่งความเร็วการเข้ารหัสในแบบ AES ให้เร็วกว่าการใช้คำสั่ง x86 ตามปรกติได้ประมาณสามถึงสี่เท่าตัว</li>
<li>ชุดคำสั่งการคูณแบบเป็นชุด ได้แก่ PCLMULQDQ ซึ่งเป็นคำสั่งคูณเลข 64 บิตทีละสี่ชุดพร้อมๆ กัน การคุณจำนวนมากๆ นั้นเป็นเรื่องปรกติมากในการเข้ารหัสแทบทุกอัลกอลิธึ่ม ดังนั้นคำสั่งแบบนี้จึงสามารถช่วยเพิ่มความเร็วการเข้ารหัสได้แทบทุกรูปแบบ</li>
</ol></li>
</ol>

<p>การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ยังต้องการการปรับปรุงจากโลกซอฟต์แวร์อีกมากให้สามารถทำงานโดยใช้ทรัพยากรในซีพียูได้อย่างเต็มที นับแต่การคอมไพล์ใหม่เพื่อให้ซอฟต์แวร์ใช้คำสั่งใหม่ๆ ได้ หรือการออปติไมซ์ในด้วยมือ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ใหม่ทั้งหมด</p>

<p>อ้างอิง - <a href="http://blogs.intel.com/research/2008/10/httpseverywhere_encrypting_the.php">Bookmark on Delicious
https://everywhere! Encrypting the Internet</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>eBay ตัดพนักงานออก 10%</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9167" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9167</id>
    <published>2008-10-06T20:35:54+07:00</published>
    <updated>2008-10-06T20:42:06+07:00</updated>
    <author>
      <name>pawinpawin</name>
    </author>
    <category term="eBay" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p><a href="http://www.ebay.com/">eBay</a> ออกมาให้สัมภาษณ์วันนี้ว่าบริษัทกำลังจะตัดพนักงานออก 10% ซึ่งคิดเป็นพนักงานประจำประมาณ 1,000 คน และลูกจ้างชั่วคราวประมาณหลายร้อยคน</p>

<p>การตัดพนักงานออกในครั้งนี้ eBay อ้างว่าไม่เกี่ยวกับ<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Economic_crisis_of_2008">วิกฤตทางเศรษฐกิจ</a>ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่เกี่ยวกับการปรับประสิทธิภาพในการทำงานของหน่วยงานภายใน &#8220;ผมลำบากใจที่จะต้องทำเช่นนี้ แต่การตัดพนักงานออกจะช่วยให้การทำงานของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มความแข่งแกร่งของธุรกิจในอนาคต&#8221; John J. Donahoe CEO ของ eBay กล่าว</p>

<p>นอกจากนี้ eBay ได้ประกาศออกมาด้วยว่ากำลังจะซื้อ <a href="http://www.billmelater.com/">Bill Me Later</a> (บริษัทให้สินเชื่อส่วนบุคคลออนไลน์) เพื่อมารวมกับ PayPal ที่อยู่ในมือ</p>

<p>ที่มา: <a href="http://www.nytimes.com/2008/10/07/technology/07ebay.html">The New York Times</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p><a href="http://www.ebay.com/">eBay</a> ออกมาให้สัมภาษณ์วันนี้ว่าบริษัทกำลังจะตัดพนักงานออก 10% ซึ่งคิดเป็นพนักงานประจำประมาณ 1,000 คน และลูกจ้างชั่วคราวประมาณหลายร้อยคน</p>

<p>การตัดพนักงานออกในครั้งนี้ eBay อ้างว่าไม่เกี่ยวกับ<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Economic_crisis_of_2008">วิกฤตทางเศรษฐกิจ</a>ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่เกี่ยวกับการปรับประสิทธิภาพในการทำงานของหน่วยงานภายใน &#8220;ผมลำบากใจที่จะต้องทำเช่นนี้ แต่การตัดพนักงานออกจะช่วยให้การทำงานของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มความแข่งแกร่งของธุรกิจในอนาคต&#8221; John J. Donahoe CEO ของ eBay กล่าว</p>

<p>นอกจากนี้ eBay ได้ประกาศออกมาด้วยว่ากำลังจะซื้อ <a href="http://www.billmelater.com/">Bill Me Later</a> (บริษัทให้สินเชื่อส่วนบุคคลออนไลน์) เพื่อมารวมกับ PayPal ที่อยู่ในมือ</p>

<p>ที่มา: <a href="http://www.nytimes.com/2008/10/07/technology/07ebay.html">The New York Times</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ข่าวลือ: MacBook ใหม่ใช้ชิปเซตจาก Nvidia</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9165" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9165</id>
    <published>2008-10-06T12:45:58+07:00</published>
    <updated>2008-10-06T12:49:14+07:00</updated>
    <author>
      <name>infernohellion</name>
    </author>
    <category term="Apple" />
    <category term="MacBook" />
    <category term="Nvidia" />
    <category term="Rumors" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>TUAW รายงานว่า MacBook รุ่นต่อไปนั้นจะใช้ชิปเซตจาก NVIDIA และคาดว่าอาจจะได้เห็นตัวจริงภายในวันที่ 14 ตุลาคมที่จะถึงนี้</p>

<p>จากการรายงานของ TUAW หนึ่งในเครือเว็บของ Engadget อ้างว่า Nvidia ได้นำตัวอย่าง MacBook ใหม่มาโชว์กับพนักงานพวกเขาเอง และที่พูด ๆ กันภายในบริษัทนั้น คาดว่าแอปเปิลจะเปิดตัว MacBook ตัวชิปเซตใหม่ภายในวันที่ 14 ตุลาคม</p>

<p>ก่อนหน้านี้มี<a href="http://www.blognone.com/node/8479">ข่าวลือ</a>ออกมาว่าแอปเปิลเตรียมที่จะเปลี่ยนไปใช้ชิปเซตจากบริษัทอื่น แต่แม้ว่าจะมีการใช้ชิปเซตจากบริษัทอื่นแล้วก็ตาม ตัวซีพียูของโน้ตบุคแอปเปิล ยังคงเป็นของอินเทลอยู่</p>

<p>สำหรับ Nvidia นั้น ถือว่าเป็นหนึ่งในทางเลือกต้น ๆ สำหรับแอปเปิล หากแอปเปิลต้องการที่จะเปลี่ยนชิปเซต ตามการรายงานจาก MacSoda คาดว่าภายในอนาคตอันใกล้ MacBook จะมีการเปลี่ยนมาใช้ชิปเซตรุ่น MCP7A-U ของ Nvidia ซึ่งเป็นรุ่นท็อปของชิปเซตตระกูล MCP7A ที่สนับสนุน DDR3-1333</p>

<p>หากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้เป็นจริง จะทำให้ปัญหาเกี่ยวกับการประมวลผลที่ช้าของชิปกราฟฟิคออนบอร์ดของอินเทลนั้นหมดไป และทำให้ MacBook พร้อมที่จะรับรองการประมวลผลทั่วไปบนชิปกราฟฟิคของ Snow Leopard อีกด้วย</p>

<p><strong>ที่มา</strong> - <a href="http://www.macrumors.com/2008/10/05/nvidia-powered-macbooks-on-ocotber-14th/">MacRumors</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>TUAW รายงานว่า MacBook รุ่นต่อไปนั้นจะใช้ชิปเซตจาก NVIDIA และคาดว่าอาจจะได้เห็นตัวจริงภายในวันที่ 14 ตุลาคมที่จะถึงนี้</p>

<p>จากการรายงานของ TUAW หนึ่งในเครือเว็บของ Engadget อ้างว่า Nvidia ได้นำตัวอย่าง MacBook ใหม่มาโชว์กับพนักงานพวกเขาเอง และที่พูด ๆ กันภายในบริษัทนั้น คาดว่าแอปเปิลจะเปิดตัว MacBook ตัวชิปเซตใหม่ภายในวันที่ 14 ตุลาคม</p>

<p>ก่อนหน้านี้มี<a href="http://www.blognone.com/node/8479">ข่าวลือ</a>ออกมาว่าแอปเปิลเตรียมที่จะเปลี่ยนไปใช้ชิปเซตจากบริษัทอื่น แต่แม้ว่าจะมีการใช้ชิปเซตจากบริษัทอื่นแล้วก็ตาม ตัวซีพียูของโน้ตบุคแอปเปิล ยังคงเป็นของอินเทลอยู่</p>

<p>สำหรับ Nvidia นั้น ถือว่าเป็นหนึ่งในทางเลือกต้น ๆ สำหรับแอปเปิล หากแอปเปิลต้องการที่จะเปลี่ยนชิปเซต ตามการรายงานจาก MacSoda คาดว่าภายในอนาคตอันใกล้ MacBook จะมีการเปลี่ยนมาใช้ชิปเซตรุ่น MCP7A-U ของ Nvidia ซึ่งเป็นรุ่นท็อปของชิปเซตตระกูล MCP7A ที่สนับสนุน DDR3-1333</p>

<p>หากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้เป็นจริง จะทำให้ปัญหาเกี่ยวกับการประมวลผลที่ช้าของชิปกราฟฟิคออนบอร์ดของอินเทลนั้นหมดไป และทำให้ MacBook พร้อมที่จะรับรองการประมวลผลทั่วไปบนชิปกราฟฟิคของ Snow Leopard อีกด้วย</p>

<p><strong>ที่มา</strong> - <a href="http://www.macrumors.com/2008/10/05/nvidia-powered-macbooks-on-ocotber-14th/">MacRumors</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>กูเกิลรักษ์โลกสีเขียว</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9162" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9162</id>
    <published>2008-10-06T00:50:27+07:00</published>
    <updated>2008-10-06T11:11:12+07:00</updated>
    <author>
      <name>javaboom</name>
    </author>
    <category term="Data Center" />
    <category term="Environment" />
    <category term="Google" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>กูเกิล (Google) ประกาศความเป็นผู้นำด้านศูนย์ข้อมูลอนุรักษ์ธรรมชาติ  จากการที่กูเกิลใส่ใจกับการประหยัดพลังงานไฟฟ้าที่ถูกใช้โดยศูนย์ข้อมูล และการใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิดประสิทธิภาพ ตลอดจนการนำเซิร์ฟเวอร์เก่ากลับมาใช้งานใหม่และนำชิ้นส่วนของเซิร์ฟเวอร์เหล่านั้นไปรีไซเคิล</p>

<p>กูเกิลเปิดเผยตัวเลขอัตราการให้ประสิทธิผลของการใช้พลังงานไฟฟ้า (Power Usage Effectiveness หรือ PUE) *   ของศูนย์ข้อมูล  6 แห่งของกูเกิล มีอัตรา PUE เฉลี่ยอยู่ที่ 1.21 และหนึ่งในนั้นให้อัตรา PUE ต่ำที่สุดในโลก นั่นคือ 1.13 ซึ่งศูนย์ข้อมูลโดยส่วนใหญ่นั้นจะให้อัตราของ PUE ตั้งแต่ 2 ขึ้นไป นอกจากนี้ กูเกิลยังออกแบบและพัฒนาศูนย์ข้อมูลเพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า โดยกูเกิลอ้างว่า ในช่วงเวลาที่เราใช้บริการค้นหาข้อมูลของกูเกิล คอมพิวเตอร์ของเราใช้พลังงานไฟฟ้ามากกว่าพลังงานที่กูเกิลใช้เพื่อประมวลผลให้ได้ผลลัพธ์ของการค้นหานั้นซะอีก นอกจากนี้ การลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ทำให้ในแต่ละปี กูเกิลประหยัดทรัพยากรน้ำสำหรับผลิตไฟฟ้าได้เป็นอย่างมาก ** และกูเกิลยังมีกระบวนการรีไซเคิลน้ำที่ใช้แล้ว ไปใช้กับระบบทำความเย็นของศูนย์ข้อมูลอีกด้วย</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>กูเกิล (Google) ประกาศความเป็นผู้นำด้านศูนย์ข้อมูลอนุรักษ์ธรรมชาติ  จากการที่กูเกิลใส่ใจกับการประหยัดพลังงานไฟฟ้าที่ถูกใช้โดยศูนย์ข้อมูล และการใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิดประสิทธิภาพ ตลอดจนการนำเซิร์ฟเวอร์เก่ากลับมาใช้งานใหม่และนำชิ้นส่วนของเซิร์ฟเวอร์เหล่านั้นไปรีไซเคิล</p>

<p>กูเกิลเปิดเผยตัวเลขอัตราการให้ประสิทธิผลของการใช้พลังงานไฟฟ้า (Power Usage Effectiveness หรือ PUE) *   ของศูนย์ข้อมูล  6 แห่งของกูเกิล มีอัตรา PUE เฉลี่ยอยู่ที่ 1.21 และหนึ่งในนั้นให้อัตรา PUE ต่ำที่สุดในโลก นั่นคือ 1.13 ซึ่งศูนย์ข้อมูลโดยส่วนใหญ่นั้นจะให้อัตราของ PUE ตั้งแต่ 2 ขึ้นไป นอกจากนี้ กูเกิลยังออกแบบและพัฒนาศูนย์ข้อมูลเพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า โดยกูเกิลอ้างว่า ในช่วงเวลาที่เราใช้บริการค้นหาข้อมูลของกูเกิล คอมพิวเตอร์ของเราใช้พลังงานไฟฟ้ามากกว่าพลังงานที่กูเกิลใช้เพื่อประมวลผลให้ได้ผลลัพธ์ของการค้นหานั้นซะอีก นอกจากนี้ การลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ทำให้ในแต่ละปี กูเกิลประหยัดทรัพยากรน้ำสำหรับผลิตไฟฟ้าได้เป็นอย่างมาก ** และกูเกิลยังมีกระบวนการรีไซเคิลน้ำที่ใช้แล้ว ไปใช้กับระบบทำความเย็นของศูนย์ข้อมูลอีกด้วย</p>

<!--break-->

<p>กูเกิล กล่าวว่า เซิร์ฟเวอร์แต่ละเครื่องของกูเกิลสามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้าถึง 500 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kilowatt-hour) ต่อปี เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดการใช้ทรัพยากรน้ำได้ถึง 1,000 แกลลอน และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 300  กิโลกรัม อีกทั้งประหยัดเงินค่าไฟได้ถึง 30 เหรียญต่อเครื่องต่อปี</p>

<p>* PUE เป็นมาตรวัดความคุ้มค่าของการใช้พลังงานไฟฟ้าในศูนย์ข้อมูล เป็นอัตราของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดที่ใช้โดยศูนย์ข้อมูล หารด้วยพลังไฟฟ้าทั้งหมดที่ใช้โดยระบบสารสนเทศในศูนย์ข้อมูล ซึ่งอัตรา PUE มีค่าได้ตั้งแต่ 1 ขึ้นไป ยิ่งศูนย์ข้อมูลให้ค่า PUE เข้าใกล้ 1 มากเท่าไหร่ ยิ่งหมายถึงว่า ศูนย์ข้อมูลแห่งนั้นใช้พลังงานไฟฟ้าคุ้มค่ากับการให้บริการระบบสารสนเทศมากยิ่งขึ้นเท่านั้น</p>

<p>** น้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับการผลิตไฟฟ้า ในสหรัฐอเมริกา การผลิตพลังงานไฟฟ้า 1 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ต้องใช้ปริมาณน้ำ 2 แกลลอนโดยเฉลี่ย</p>

<p>ข่าวที่เกี่ยวข้อง  <a href="http://www.blognone.com/node/9036">จัดอันดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ประหยัดไฟ</a></p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.datacenterknowledge.com/archives/2008/10/01/google-the-worlds-most-efficient-data-centers/">DATACENTER  KNOWLEDGE</a>,  <a href="http://www.google.com/corporate/datacenters/">Google</a>, และ  <a href="http://www.thegreengrid.org/gg_content/TGG_Data_Center_Power_Efficiency_Metrics_PUE_and_DCiE.pdf">the green grid</a> (ข้อมูลมาตรวัด PUE และ DCiE ของ Green Grid)</p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>เดินหน้าแก้ปัญหาภาษาไทยใน Flash Player</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9161" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9161</id>
    <published>2008-10-06T00:20:04+07:00</published>
    <updated>2008-10-06T08:25:49+07:00</updated>
    <author>
      <name>sugree</name>
    </author>
    <category term="Adobe" />
    <category term="Ask Blognone" />
    <category term="Bug" />
    <category term="Flash" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>สืบเนื่องจากการ<a href="http://www.blognone.com/node/9065">ระดมสมอง</a>เมื่อปลายเดือนกันยายน บัดนี้ถึงเวลาที่จะเดินหน้าแก้ปัญหาทั้งหลายแล้ว เท่าที่นั่งอ่านปัญหาจะมี 2 อย่าง</p>

<ol>
<li>แสดงผลผิด</li>
<li>พิมพ์ไม่ได้</li>
</ol>

<p>เพื่อให้การรายงานปัญหามีความชัดเจนและทำซ้ำได้โดยผู้ที่ไม่สามารถอ่านเขียนหรือพิมพ์ภาษาไทย เราก็ต้องมีการเตรียมพร้อมกันเล็กน้อย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกัน</p>

<p>ในขั้นตอนนี้เราต้องการอาสาสมัครที่สามารถะเขียน Flash ได้ให้เขียนโปรแกรมสั้น 2 ตัว</p>

<ol>
<li>แสดงผลข้อความด้วยฟอนต์ต่างๆ เท่าที่ Flash จะทำได้ โดยมีรูปของผลลัพธ์ที่ถูกต้องประกอบด้านข้าง</li>
<li>รับข้อมูลด้วย textbox textarea หรืออะไรก็ตามของ Flash โดยมีรูปของผลลัพธ์ที่ถูกต้องพร้อมปุ่มที่ต้องกดทั้งหมด เช่น &#8220;ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่ กำขี้ดีกว่ากำตด&#8221; คือ &#8220;z^h.sPjskzhk.s,j de-uhfud;jkde9f&#8221; เป็นต้น</li>
</ol>

<p>ง่ายๆ ไม่ยาก เขียนเร็วแจ้งเร็วครับ</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>สืบเนื่องจากการ<a href="http://www.blognone.com/node/9065">ระดมสมอง</a>เมื่อปลายเดือนกันยายน บัดนี้ถึงเวลาที่จะเดินหน้าแก้ปัญหาทั้งหลายแล้ว เท่าที่นั่งอ่านปัญหาจะมี 2 อย่าง</p>

<ol>
<li>แสดงผลผิด</li>
<li>พิมพ์ไม่ได้</li>
</ol>

<p>เพื่อให้การรายงานปัญหามีความชัดเจนและทำซ้ำได้โดยผู้ที่ไม่สามารถอ่านเขียนหรือพิมพ์ภาษาไทย เราก็ต้องมีการเตรียมพร้อมกันเล็กน้อย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกัน</p>

<p>ในขั้นตอนนี้เราต้องการอาสาสมัครที่สามารถะเขียน Flash ได้ให้เขียนโปรแกรมสั้น 2 ตัว</p>

<ol>
<li>แสดงผลข้อความด้วยฟอนต์ต่างๆ เท่าที่ Flash จะทำได้ โดยมีรูปของผลลัพธ์ที่ถูกต้องประกอบด้านข้าง</li>
<li>รับข้อมูลด้วย textbox textarea หรืออะไรก็ตามของ Flash โดยมีรูปของผลลัพธ์ที่ถูกต้องพร้อมปุ่มที่ต้องกดทั้งหมด เช่น &#8220;ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่ กำขี้ดีกว่ากำตด&#8221; คือ &#8220;z^h.sPjskzhk.s,j de-uhfud;jkde9f&#8221; เป็นต้น</li>
</ol>

<p>ง่ายๆ ไม่ยาก เขียนเร็วแจ้งเร็วครับ</p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>BenQ เปิดตัว MID S6</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9160" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9160</id>
    <published>2008-10-05T23:40:19+07:00</published>
    <updated>2008-10-06T08:33:18+07:00</updated>
    <author>
      <name>lew</name>
    </author>
    <category term="Atom" />
    <category term="BenQ" />
    <category term="MID" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ผมไม่แน่ใจว่าต่างประเทศเป็นยังไงกันบ้าง แต่ตลาด MID (Mobile Internet Device) บ้านเรานี่เงียบกันมากๆ จนดูไม่มีใครสนใจเท่าใหร่ แต่การเปิดตัวของ BenQ MID S6 ก็นับว่าน่าสนใจมาก โดยทาง BenQ โฆษณาอุปกรณ์ชิ้นนี้เป็นอุปกรณ์เพื่อการท่องเว็บโดยเฉพาะ จากความได้เปรียบของจอภาพขนาด 4.8 นิ้วความละเอียด 800x480</p>

<p>สเปคนั้นเป็น Atom รุ่น 800 เมกะเฮิร์ต แรม 512 เมกกะไบต์ แฟลชขนาด 2 กิกะไบต์ พร้อมการเชื่อมต่อ 3.5G, WLAN, Bluetooth, USB</p>

<p>ที่มา - <a href="http://benq.com/products/MobileInternetDevice/?product=1402&amp;page=specifications">BenQ</a></p>

<p>ว่าแล้วก็ดูภาพและวีดีโอ</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ผมไม่แน่ใจว่าต่างประเทศเป็นยังไงกันบ้าง แต่ตลาด MID (Mobile Internet Device) บ้านเรานี่เงียบกันมากๆ จนดูไม่มีใครสนใจเท่าใหร่ แต่การเปิดตัวของ BenQ MID S6 ก็นับว่าน่าสนใจมาก โดยทาง BenQ โฆษณาอุปกรณ์ชิ้นนี้เป็นอุปกรณ์เพื่อการท่องเว็บโดยเฉพาะ จากความได้เปรียบของจอภาพขนาด 4.8 นิ้วความละเอียด 800x480</p>

<p>สเปคนั้นเป็น Atom รุ่น 800 เมกะเฮิร์ต แรม 512 เมกกะไบต์ แฟลชขนาด 2 กิกะไบต์ พร้อมการเชื่อมต่อ 3.5G, WLAN, Bluetooth, USB</p>

<p>ที่มา - <a href="http://benq.com/products/MobileInternetDevice/?product=1402&amp;page=specifications">BenQ</a></p>

<p>ว่าแล้วก็ดูภาพและวีดีโอ
<!--break-->
<object width="425" height="344"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/Bfkp4-8dz_w&amp;color1=0xb1b1b1&amp;color2=0xcfcfcf&amp;hl=en&amp;fs=1"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/Bfkp4-8dz_w&amp;color1=0xb1b1b1&amp;color2=0xcfcfcf&amp;hl=en&amp;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowfullscreen="true" width="425" height="344"></embed></object></p>

<p><a href="http://picasaweb.google.com/lh/photo/7HY5ECC7IR-w3MHWFT2emg"><img src="http://lh3.ggpht.com/lewcpe/SOjxPVGxqVI/AAAAAAAAHsA/UfPr_PbC54A/s288/MIDS6_left%20top_BenQimage.jpg" /></a><a href="http://picasaweb.google.com/lh/photo/HKN4tA24BbzzS6_uwTNvNQ"><img src="http://lh6.ggpht.com/lewcpe/SOjxPuvTnaI/AAAAAAAAHsI/4DmXoq6gX2g/s288/MIDS6_rightimage.jpg" /></a><a href="http://picasaweb.google.com/lh/photo/dcKr2m5mhWJAY0SZzIlf1A"><img src="http://lh3.ggpht.com/lewcpe/SOjxPSqtHRI/AAAAAAAAHr4/BOEyRF_iOpU/s288/MIDS6_leftimage.jpg" /></a><a href="http://picasaweb.google.com/lh/photo/EoOOapIABt67Xxqt0gWMaA"><img src="http://lh5.ggpht.com/lewcpe/SOjxPByk7cI/AAAAAAAAHrw/PbeXKTS6mQE/s288/MIDS6_front_BenQimage.jpg" /></a><a href="http://picasaweb.google.com/lh/photo/0dHkfKJN8ynyrJRoOQmnSA"><img src="http://lh4.ggpht.com/lewcpe/SOjxPOwvDJI/AAAAAAAAHro/y5L8b1yohxc/s288/MIDS6_back_BenQimage.jpg" /></a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ข่าวลือสตีฟ จ๊อบส์หัวใจวายทำแอปเปิ้ลหุ้นร่วง</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9158" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9158</id>
    <published>2008-10-05T21:10:14+07:00</published>
    <updated>2008-10-05T21:11:59+07:00</updated>
    <author>
      <name>molecularck</name>
    </author>
    <category term="Apple" />
    <category term="Rumors" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>หุ้นบริษัทแอปเปิ้ลนั้นร่วงสู่จุดต่ำสุดตั้งแต่เมษายาปี 2007 ปิดที่ 97.07 ตกลงมา 3.03 จุดในวันที่ 3 ตุลาคม ซึ่งเป็นการร่วงของหุ้นนี้เกิดจากข่าวลือที่ไม่เป็นความจริงจาก CNN iReport ว่าสตีฟ จ๊อบส์นั้นหัวใจวาย ซึ่งหลายเว็บได้ทำการติดต่อไปทางแอปเปิ้ลแล้วพบว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง</p>

<p>หลังจากความจริงกระจ่างชัดหุ้นของแอปเปิ้ลก็ไม่เคยขึ้นถึงจุดสูงสุดก่อนวันที่มีข่าวลือ ซึ่งหุ้นของแอปเปิ้ลมีมูลค่า 94.65 ดอลลาห์สหรัฐต่อหุ้นในตอนนี้เมื่อเทียบกับก่อนข่าวลือจะอยู่ที่ 105 ดอลลาห์สหรัฐ</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.tuaw.com/2008/10/03/aapl-touches-52-week-low-closes-under-100/">tuaw.com</a></p>

<p>ปล. ข่าวนี้สั้นจริง ๆ แต่นี้แสดงถึงผลกระทบต่อคนใช้ apple เลยว่าถ้าไม่มีสตีฟ จ๊อบส์แล้ว Apple จะเป็นอย่างไรต่อไป</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>หุ้นบริษัทแอปเปิ้ลนั้นร่วงสู่จุดต่ำสุดตั้งแต่เมษายาปี 2007 ปิดที่ 97.07 ตกลงมา 3.03 จุดในวันที่ 3 ตุลาคม ซึ่งเป็นการร่วงของหุ้นนี้เกิดจากข่าวลือที่ไม่เป็นความจริงจาก CNN iReport ว่าสตีฟ จ๊อบส์นั้นหัวใจวาย ซึ่งหลายเว็บได้ทำการติดต่อไปทางแอปเปิ้ลแล้วพบว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง</p>

<p>หลังจากความจริงกระจ่างชัดหุ้นของแอปเปิ้ลก็ไม่เคยขึ้นถึงจุดสูงสุดก่อนวันที่มีข่าวลือ ซึ่งหุ้นของแอปเปิ้ลมีมูลค่า 94.65 ดอลลาห์สหรัฐต่อหุ้นในตอนนี้เมื่อเทียบกับก่อนข่าวลือจะอยู่ที่ 105 ดอลลาห์สหรัฐ</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.tuaw.com/2008/10/03/aapl-touches-52-week-low-closes-under-100/">tuaw.com</a></p>

<p>ปล. ข่าวนี้สั้นจริง ๆ แต่นี้แสดงถึงผลกระทบต่อคนใช้ apple เลยว่าถ้าไม่มีสตีฟ จ๊อบส์แล้ว Apple จะเป็นอย่างไรต่อไป</p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>จีนดักข้อมูล skype</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9157" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9157</id>
    <published>2008-10-05T20:58:22+07:00</published>
    <updated>2008-10-05T20:58:22+07:00</updated>
    <author>
      <name>molecularck</name>
    </author>
    <category term="China" />
    <category term="Internet Censorship" />
    <category term="Skype" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ทางการจีนได้ทำการสอดส่องและเซ็นเซอร์ข้อมูลที่ส่งผ่านบริการทางอินเทอร์เนตที่เรียกว่า skype  ซึ่งนักวิจัยจากแคนาดาพบว่าฐานข้อมูลที่ประกอบด้วยคำที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองกว่าพันคำนั้นถูกทางการจีนปิดกั้น</p>

<p>ฐานข้อมูลดังกล่าวยังแสดงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้บริการ และทาง skype กล่าวว่ามีการเปิดให้กรองข้อมูลนั้นโดยบริษัทร่วมของจีน ซึ่งมีระบบความปลอดภัยที่ต่ำ ทางนักวิจัยนั้นได้พบระบบตรวจตราขนาดใหญ่ที่คอยดักเก็บและเก็บข้อความที่ส่งผ่านการสนทนาออนไลน์และข้อความที่พิมพ์หากันผ่านบริการนี้</p>

<p>ฐานข้อมูลนั้นมีข้อความมากกว่า 150,000 ข้อความที่จะรวมคำอย่างเช่น ประชาธิปไตย ทิเบต หรือวลีที่เกี่ยวกับการแบนลัทธิอย่าง ฟาหลุนกง ซึ่งข้อมูลนั้นจะการบันทึกว่าล้านครั้งรวมถึงข้อมูลส่วนตัวจะถูกเก็บในส่วนของเว็บที่ไม่มีความปลอดภัยที่สามารถเข้าถึงได้ ด้วยการใช้เพียง username เดียวก็สามารถจะจำแนกผู้คนที่ส่งข้อมูลหรือรับข้อมูลนั้นได้</p>

<p>ที่มา - <a href="http://news.bbc.co.uk/2/hi/technology/7649761.stm">bbc.co.uk</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ทางการจีนได้ทำการสอดส่องและเซ็นเซอร์ข้อมูลที่ส่งผ่านบริการทางอินเทอร์เนตที่เรียกว่า skype  ซึ่งนักวิจัยจากแคนาดาพบว่าฐานข้อมูลที่ประกอบด้วยคำที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองกว่าพันคำนั้นถูกทางการจีนปิดกั้น</p>

<p>ฐานข้อมูลดังกล่าวยังแสดงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้บริการ และทาง skype กล่าวว่ามีการเปิดให้กรองข้อมูลนั้นโดยบริษัทร่วมของจีน ซึ่งมีระบบความปลอดภัยที่ต่ำ ทางนักวิจัยนั้นได้พบระบบตรวจตราขนาดใหญ่ที่คอยดักเก็บและเก็บข้อความที่ส่งผ่านการสนทนาออนไลน์และข้อความที่พิมพ์หากันผ่านบริการนี้</p>

<p>ฐานข้อมูลนั้นมีข้อความมากกว่า 150,000 ข้อความที่จะรวมคำอย่างเช่น ประชาธิปไตย ทิเบต หรือวลีที่เกี่ยวกับการแบนลัทธิอย่าง ฟาหลุนกง ซึ่งข้อมูลนั้นจะการบันทึกว่าล้านครั้งรวมถึงข้อมูลส่วนตัวจะถูกเก็บในส่วนของเว็บที่ไม่มีความปลอดภัยที่สามารถเข้าถึงได้ ด้วยการใช้เพียง username เดียวก็สามารถจะจำแนกผู้คนที่ส่งข้อมูลหรือรับข้อมูลนั้นได้</p>

<p>ที่มา - <a href="http://news.bbc.co.uk/2/hi/technology/7649761.stm">bbc.co.uk</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>CERN คอมพิวเตอร์กริดจะเชื่อมนักวิทยาศาสตร์ 7,000 คนเข้าด้วยกัน</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9156" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9156</id>
    <published>2008-10-05T20:27:14+07:00</published>
    <updated>2008-10-06T10:54:53+07:00</updated>
    <author>
      <name>molecularck</name>
    </author>
    <category term="CERN" />
    <category term="High Performance Computing" />
    <category term="LHC" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>CERN หลายคนรู้จักในว่าเป็นหน่วยงานที่ควบคุม LHC หรือ Large Hadron Collider หรือชื่อไทยว่าเครื่องเร่งอนุภาค ที่มีหลาย ๆ คนเข้าใจผิดว่าจะมาทำลายโลก ได้ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาในการเปิดศูนย์เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่จะอนุญาตให้นักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกเข้ามาเอาข้อมูลการทดลองที่ยิ่งใหญ่นี้</p>

<p>นักวิทยาศาสตร์จาก 7,000 คนจาก 33 ประเทศได้เชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์จาก CERN เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อวิิเคราะห์ข้อมูลจากเครื่องชนอนุภาคที่ทดสอบไปเมื่อเดือนที่แล้ว</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>CERN หลายคนรู้จักในว่าเป็นหน่วยงานที่ควบคุม LHC หรือ Large Hadron Collider หรือชื่อไทยว่าเครื่องเร่งอนุภาค ที่มีหลาย ๆ คนเข้าใจผิดว่าจะมาทำลายโลก ได้ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาในการเปิดศูนย์เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่จะอนุญาตให้นักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกเข้ามาเอาข้อมูลการทดลองที่ยิ่งใหญ่นี้</p>

<p>นักวิทยาศาสตร์จาก 7,000 คนจาก 33 ประเทศได้เชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์จาก CERN เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อวิิเคราะห์ข้อมูลจากเครื่องชนอนุภาคที่ทดสอบไปเมื่อเดือนที่แล้ว 
<!--break-->
ในขณะการทดลองจริงจะเริ่มปีหน้า นักฟิสิกส์ที่เกี่ยวข้องกับการทดลองจะสามารถจะได้รับข้อมูล real-time มาสู่คอมพิวเตอร์ตัวเองในที่ใดก็ได้ ต้องขอบคุณคอมพิวเตอร์กริด CERN ที่เชื่อมหน่วยประมวลผลกว่า 100,000 processor จากสถาบันการศึกษา 140 แห่งทั่วโลกเข้าด้วยกัน</p>

<p>ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ขนาดยักษ์นี้สร้างขึ้นเพื่อโครงการ LHC ก็จริงแต่ก็ยังสามารถไปใช้งานอื่นได้อีก ซึ่งนักวิจัยอื่นและโครงการอื่นจะได้รับประโยชน์ด้วย คอมพิวเตอร์กริดแห่งนี้สามารถเปิดทางใหม่ ๆ ในการศึกษาวิทยาศาสตร์ที่มีจำนวนข้อมูลมหาศาลที่จะต้องจัดการและต้องการความสามารถที่จะวิเคราะห์มันได้ ซึ่งข้อมูลที่จะได้จาก LHC นั้นจะมากมายมหาศาลเท่าที่เคยมีมาซึ่งยากเกินกว่าจะทำความเข้าใจได้ด้วยเครื่องมือปัจจุบัน</p>

<p>ซึ่งการชนของอนุภาคใน LHC นั้นจะเกิดการชนของอนุภาคโปรตรอนกว่า 600 ล้านอนุภาคชนกันต่อวินาทีและสร้างข้อมูลจำนวน 40 ล้านครั้งต่อวินาที ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกกรองออกด้วยสถานีตรวจจับขนาดยักษ์ 4 แห่งใต้ดิน ข้อมูลที่ได้รับจะได้ประมาณ 700 MB ต่อวินาทีหรือ 15 ล้าน GB ต่อปี ซึ่งเป็นจำนวนมากพอที่จะเขียนลงแผ่นดีวีดีได้ 3 ล้านแผ่นต่อปีหรือสร้างหอคอยซีดีที่สูงกว่าภูเขาเอเวอร์เรสต์ 2 เท่า</p>

<p>เพื่อจะวิเคราะห์ข้อมูลขนาดนั้นได้ นักวิจัยต้องการไม่เพียงต้องการการคำนวณจำนวนมากเท่านั้น แต่ยังรวมถึงรูปแบบใหม่ของการคำนวรวิเคราะห์ด้วย จากที่ CERN เป็นผู้คิด WWW ในปี 1990 ซึ่งทำให้คนสามารถส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เนตได้ คอมพิวเตอร์กริดนี้จะเชื่อมแหล่งทรัพยากรคอมพิวเตอร์เช่นแหล่งเก็บข้อมูลหรือแหล่งประมวลผลเข้าด้วยกัน</p>

<p>CERN มีเพียง 10% ของความสามารถคอมพิวเตอร์กริดที่ต้องการในการทดลอง LHC  ซึ่งจะทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถสังเกตการณ์การทดลองได้จากความสามารถของคอมพิวเตอร์ที่เหลือทั้งหมด</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.reuters.com/article/technologyNews/idUSTRE49259220081003?pageNumber=2&amp;virtualBrandChannel=10339">reuters.com</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>Steve Ballmer เมิน Android</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9155" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9155</id>
    <published>2008-10-05T18:42:33+07:00</published>
    <updated>2008-10-05T21:22:31+07:00</updated>
    <author>
      <name>pawinpawin</name>
    </author>
    <category term="Android" />
    <category term="Microsoft" />
    <category term="Windows Mobile" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ระหว่างที่ Mobile OS ต่างๆ กำลังพยายามปรับตัวเองให้เป็นของฟรี (ทั้ง <a href="http://www.blognone.com/node/8151">Symbian</a> และ Android) Steve Ballmer CEO ของไมโครซอฟท์ให้<a href="http://news.bbc.co.uk/1/hi/business/7647399.stm">สัมภาษณ์</a>ว่าไมโครซอฟท์ไม่คิดว่าการเป็น open source จะเป็นจุดดึงดูดผู้ผลิต และ Android นั้นยังใหม่อยู่</p>

<p>&#8220;อย่าลืมว่า Android ยังเป็นแค่เวอร์ชันแรก และก็ดูสภาพเหมือนเป็นเวอร์ชันแรกเท่านั้น พวกเขามีบริษัทผลิตเครื่องแค่รายเดียว เรา [Windows Mobile] มีเกือบ 55 ราย และเขามีเครือข่ายที่ขายเครื่องแค่เครือข่ายเดียว ส่วนเรามีตั้ง 175&#8221; เขากล่าว</p>

<p>อย่างไรก็ตามเขากล่าวยอมรับว่าไมโครซอฟท์พลาดที่เมินการเข้ามาของอินเทอร์เน็ตและพ่ายแพ้ต่อ Google ในเรื่องดังกล่าว แต่บริษัทก็กำลังจะพยายามล้มยักษ์ตัวนี้ให้ได้</p>

<p>ที่มา: <a href="http://www.coolsmartphone.com/news4318.html">Coolsmartphone</a> via <a href="http://www.engadget.com/2008/10/02/ballmer-keeps-talking-says-android-looks-like-version-one/">Engadget</a>, <a href="http://news.bbc.co.uk/1/hi/business/7647399.stm">BBC News</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ระหว่างที่ Mobile OS ต่างๆ กำลังพยายามปรับตัวเองให้เป็นของฟรี (ทั้ง <a href="http://www.blognone.com/node/8151">Symbian</a> และ Android) Steve Ballmer CEO ของไมโครซอฟท์ให้<a href="http://news.bbc.co.uk/1/hi/business/7647399.stm">สัมภาษณ์</a>ว่าไมโครซอฟท์ไม่คิดว่าการเป็น open source จะเป็นจุดดึงดูดผู้ผลิต และ Android นั้นยังใหม่อยู่</p>

<p>&#8220;อย่าลืมว่า Android ยังเป็นแค่เวอร์ชันแรก และก็ดูสภาพเหมือนเป็นเวอร์ชันแรกเท่านั้น พวกเขามีบริษัทผลิตเครื่องแค่รายเดียว เรา [Windows Mobile] มีเกือบ 55 ราย และเขามีเครือข่ายที่ขายเครื่องแค่เครือข่ายเดียว ส่วนเรามีตั้ง 175&#8221; เขากล่าว</p>

<p>อย่างไรก็ตามเขากล่าวยอมรับว่าไมโครซอฟท์พลาดที่เมินการเข้ามาของอินเทอร์เน็ตและพ่ายแพ้ต่อ Google ในเรื่องดังกล่าว แต่บริษัทก็กำลังจะพยายามล้มยักษ์ตัวนี้ให้ได้</p>

<p>ที่มา: <a href="http://www.coolsmartphone.com/news4318.html">Coolsmartphone</a> via <a href="http://www.engadget.com/2008/10/02/ballmer-keeps-talking-says-android-looks-like-version-one/">Engadget</a>, <a href="http://news.bbc.co.uk/1/hi/business/7647399.stm">BBC News</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>แคนนอนยอมรับว่า 5D Mark II  ให้ภาพที่ดีกว่า 1Ds Mark III</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9154" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9154</id>
    <published>2008-10-05T15:42:14+07:00</published>
    <updated>2008-10-05T20:58:16+07:00</updated>
    <author>
      <name>elyouseekay</name>
    </author>
    <category term="Camera" />
    <category term="Canon" />
    <category term="Photography" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>อย่างที่ทราบกันไปแล้วว่า 5D Mark II เป็นกล้อง DSLR ตัวล่าสุดที่แคนนอนเพิ่งจะเปิดตัวต่อชาวโลกไปหมาดๆ ถ้าเทียบชื่อชั้นของเจ้า 5D ตัวใหม่นี้ ก็ต้องนับว่าเป็น <strong>เบอร์ 3</strong> ของค่าย แต่ถ้านับเฉพาะตัวที่มีเซ็นเซอร์เต็มเฟรม (ขนาดเท่าฟิล์ม) แล้ว ก็จะเป็น <strong>เบอร์ 2</strong> รองจาก 1Ds Mark III เท่านั้นเอง</p>

<p>สิ่งที่น่าสนใจก็คือ แคนนอนนั้นไม่ได้สนใจว่าใครเป็นมือหนึ่งหรือมือสอง (มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว) แคนนอนได้ขนเอาเทคโนโลยีใหม่ๆยัดใส่ 5D ตัวใหม่นี้เพียบ ซึ่งมีหลายๆอย่างใหม่กว่าพี่เบิ้มอย่าง 1Ds Mark III ด้วยซ้ำไป หนึ่งในนั้นก็คือ image processor ตัวใหม่ ซึ่งก็คือ DIGIC 4 (ใน 1Ds Mark III เป็น DIGIC 3)</p>

<p>ทั้งนี้ผู้บริหารระดับสูงของแคนนอนออกมายอมรับในการให้สัมภาษณ์กับ Dpreview.com ในงาน Photokina 2008 ว่าคุณภาพของภาพที่ได้จาก 5D นั้นเหนือกว่า 1Ds Mark III แน่นอน อีกทั้งยังมีช่วง ISO ที่กว้างกว่าอีกด้วย (6400 เทียบกับ 1600) ส่วน 1Ds Mark III นั้นยังคงมีข้อดีกว่าในด้านความทนทานและความเสถียรในการทำงาน</p>

<p>ที่มา-<a href="http://www.dpreview.com/news/0810/08100302_canoninterview.asp">Dpreview</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>อย่างที่ทราบกันไปแล้วว่า 5D Mark II เป็นกล้อง DSLR ตัวล่าสุดที่แคนนอนเพิ่งจะเปิดตัวต่อชาวโลกไปหมาดๆ ถ้าเทียบชื่อชั้นของเจ้า 5D ตัวใหม่นี้ ก็ต้องนับว่าเป็น <strong>เบอร์ 3</strong> ของค่าย แต่ถ้านับเฉพาะตัวที่มีเซ็นเซอร์เต็มเฟรม (ขนาดเท่าฟิล์ม) แล้ว ก็จะเป็น <strong>เบอร์ 2</strong> รองจาก 1Ds Mark III เท่านั้นเอง</p>

<p>สิ่งที่น่าสนใจก็คือ แคนนอนนั้นไม่ได้สนใจว่าใครเป็นมือหนึ่งหรือมือสอง (มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว) แคนนอนได้ขนเอาเทคโนโลยีใหม่ๆยัดใส่ 5D ตัวใหม่นี้เพียบ ซึ่งมีหลายๆอย่างใหม่กว่าพี่เบิ้มอย่าง 1Ds Mark III ด้วยซ้ำไป หนึ่งในนั้นก็คือ image processor ตัวใหม่ ซึ่งก็คือ DIGIC 4 (ใน 1Ds Mark III เป็น DIGIC 3)</p>

<p>ทั้งนี้ผู้บริหารระดับสูงของแคนนอนออกมายอมรับในการให้สัมภาษณ์กับ Dpreview.com ในงาน Photokina 2008 ว่าคุณภาพของภาพที่ได้จาก 5D นั้นเหนือกว่า 1Ds Mark III แน่นอน อีกทั้งยังมีช่วง ISO ที่กว้างกว่าอีกด้วย (6400 เทียบกับ 1600) ส่วน 1Ds Mark III นั้นยังคงมีข้อดีกว่าในด้านความทนทานและความเสถียรในการทำงาน</p>

<p>ที่มา-<a href="http://www.dpreview.com/news/0810/08100302_canoninterview.asp">Dpreview</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>มาลองเล่น T-Mobile G1 ผ่าน Emulator กัน</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9153" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9153</id>
    <published>2008-10-05T14:47:53+07:00</published>
    <updated>2008-10-05T21:32:23+07:00</updated>
    <author>
      <name>Composure</name>
    </author>
    <category term="Android" />
    <category term="HTC" />
    <category term="T-Mobile G1" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ยังไงก็อีกนาน(หรืออาจจะไม่มี)กว่าเราจะได้จับมือถือตัวนี้ตัวเป็น ๆ ในไทย มาลองทดลองใช้มือถือเครื่องนี้ผ่านเว็บกัน</p>

<p><a href="http://tmobile.modeaondemand.com/htc/g1/">Emulator T-Mobile G1</a> 
ในเว็บมีข้อมูลดังนี้</p>

<ul> <li>ภาพตัวเครื่อง G1 360 องศา</li> <li>คู่มือตัวเครื่อง</li>
<li>Emulator G1 </ul>

<p><a href="http://www.blognone.com/node/9049">ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโทรศัพท์</a></p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.engadget.com/2008/10/04/emulator-gives-you-the-t-mobile-g1-experience-now/">Engadget</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ยังไงก็อีกนาน(หรืออาจจะไม่มี)กว่าเราจะได้จับมือถือตัวนี้ตัวเป็น ๆ ในไทย มาลองทดลองใช้มือถือเครื่องนี้ผ่านเว็บกัน</p>

<p><a href="http://tmobile.modeaondemand.com/htc/g1/">Emulator T-Mobile G1</a> 
ในเว็บมีข้อมูลดังนี้</p>

<ul> <li>ภาพตัวเครื่อง G1 360 องศา</li> <li>คู่มือตัวเครื่อง</li>
<li>Emulator G1 </ul>

<p><a href="http://www.blognone.com/node/9049">ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโทรศัพท์</a></p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.engadget.com/2008/10/04/emulator-gives-you-the-t-mobile-g1-experience-now/">Engadget</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
</feed>
