LINE แอพสนทนาข้ามแพลตฟอร์มยอดนิยมในตอนนี้ได้ออกรุ่นสำหรับ BlackBerry เป็นที่เรียบร้อยแล้วตามที่มีรายงานข่าวก่อนหน้า โดยคุณสมบัติเพิ่มเติมสำหรับบน BlackBerry ก็คือความสามารถในการทำงานร่วมกับ BBM นั่นเอง ผู้ใช้งานต้องมี BlackBerry OS 5.0 เป็นขั้นต่ำ และต้องลง BBM เป็นรุ่นล่าสุดด้วย
แต่ข่าวร้ายในตอนนี้คือใน App World ได้กำหนดประเทศที่สามารถดาวน์โหลดได้ซึ่งมีแทบทุกประเทศในโลก ยกเว้นไทย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ซึ่งน่าจะมาจากการที่เอไอเอสประกาศเปิดตัว LINE เป็นแอพพิเศษเฉพาะลูกค้าเอไอเอสเท่านั้น (แต่ถึงที่สุด ก็น่าจะลงกันได้หมดอยู่ดีไม่ว่าเครือข่ายไหน)
คนไทยก็รอไปก่อนนะครับ
บริษัทวิจัยตลาดส่วนฮาร์ดแวร์ IHS iSuppli รายงานตัวเลขของผู้จำหน่ายแท็บเล็ตในไตรมาสที่ 2 ของปี 2012 ออกมาดังนี้ครับ
- แอปเปิล ยอดส่ง 17 ล้านเครื่อง ส่วนแบ่งตลาด 69.6% สูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ปี 2011
- ซัมซุง ยอดส่ง 2.3 ล้านเครื่อง ส่วนแบ่งตลาด 9.2%
- Amazon ยอดส่ง 1 ล้านเครื่อง ส่วนแบ่งตลาด 4.2%
- Asus ยอดส่ง 688,000 เครื่อง ส่วนแบ่งตลาด 2.8%
- B&N ยอดส่ง 459,000 เครื่อง ส่วนแบ่งตลาด 1.9%
ส่วนแบ่งของรายอื่นที่เหลือ คิดรวมเป็น 3 ล้านเครื่อง ที่ 12.3% อย่างไรก็ตามตัวเลขในไตรมาสถัดไปน่าจะมีการปรับเปลี่ยนเมื่อรวม Nexus 7 ของกูเกิลเข้ามาคำนวณด้วยครับ
ที่มา: IHS iSuppli
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเว็บข่าวหลายแห่งได้เผยแพร่ภาพ "น็อต" iPhone ซึ่งเชื่อว่าเป็นชิ้นส่วนหลุดอีกชิ้นหนึ่งของ iPhone รุ่นใหม่ ซึ่งก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก เนื่องจากหัวน็อตนั้นมีลักษณะที่ไม่สมมาตรและแปลกจนไม่มีอุปกรณ์ใดในตอนนี้ที่จะไขน็อตรูปร่างประหลาดนี้ได้ ซึ่งข่าวลือก็เชื่อกันไปถึงขั้นว่าน็อตตัวนี้อาจเป็นมาตรฐานใหม่ของอุปกรณ์ชิ้นต่อๆ ไปของแอปเปิลเลยก็เป็นได้
แต่หยุดความเชื่อเหล่านั้นได้เลย เมื่อบริษัท Day4 ซึ่งเป็นบริษัทรับออกแบบผลิตภัณฑ์จากประเทศสวีเดน ได้สารภาพความจริงในบล็อกของบริษัทว่าน็อต iPhone นี้เป็นเรื่องโกหกที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเองเพื่อทดลองกระบวนการของข่าวลือสินค้าแอปเปิล ซึ่งวิธีการก็ง่ายมากคือใช้โปรแกรม 3D วาดรูปน็อตแปลกๆ มาหนึ่งชิ้น จากนั้นก็อีเมลภาพนี้หาตนเอง ถ่ายภาพอีเมลจากจอคอมพิวเตอร์ ให้แลดูเหมือน "ภาพหลุด" จากนั้นก็นำไปโพสต์ในเว็บชุมชนที่น่าจะมีผู้หาข่าวลือแอปเปิลอยู่กันเยอะอย่าง Reddit ซึ่งมันก็ได้ผล เพราะภายในเวลาเพียง 12 ชั่วโมง บรรดาบล็อกและเว็บข่าวต่างๆ ก็เร่งรีบเสนอข่าวนี้กันอย่างหนักหน่วง ถึงแม้จะแปะท้ายว่าเป็นข่าวลือ แต่ในเวลาอันสั้นการกระจายของข่าวเมื่อไปถึงระดับเครือข่ายสังคมอย่าง Facebook หรือ Twitter ก็ทำให้คนเชื่อกันไปแล้วว่าเป็นเรื่องจริง
สุดท้ายทีมงานของ Day4 ได้กล่าวขอโทษหากเรื่องนี้จะทำให้ใครไม่พอใจ แต่เจตนาพวกเขาคืออยากให้บรรดาเว็บข่าวทั้งหลาย ใช้วิจารณญาณต่อข้อมูลในอินเทอร์เน็ตที่ไหลเข้ามามหาศาลว่ามีความสมเหตุสมผลแค่ไหน และถ้าหากน็อต iPhone รุ่นใหม่ออกมาหน้าตาประหลาดคล้ายแบบนี้จริง พวกเขาก็ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นแต่อย่างใด
บริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือทั้ง 3 รายในไทยได้รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ไปเรียบร้อยแล้ว ที่ผ่านมาเราได้นำเสนอว่าเหล่าผู้ให้บริการเริ่มมีรายได้จากบริการข้อมูล (data, non-voice) แทนที่บริการเสียง (voice) มากขึ้น รวมทั้งบริษัทเหล่านี้ยังมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายสมาร์ทโฟนโดยเฉพาะ iPhone 4S ส่วนในไตรมาสนี้ผลการดำเนินงานของแต่ละค่ายก็ออกมาดังนี้ครับ
ดีแทค
ดีแทคมีรายได้ในไตรมาสที่สอง 21,641 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 2,828 ล้านบาท ลดลง 6.5% โดยเป็นผลจากค่าส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องจ่ายให้กสท. และกสทช. ที่เพิ่มขึ้นมาก และยังมีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนอุปกรณ์เครือข่าย 3G ที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน โดยสิ้นสุดไตรมาสนี้ดีแทคมีผู้ใช้บริการในระบบ 23.6 ล้านเลขหมาย เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าเพียง 166,699 ราย
ในส่วนของรายได้จากบริการเสริมโดยเฉพาะบริการด้านข้อมูลในไตรมาสของดีแทคเติบโตอย่างมาก โดยมีรายได้เฉพาะส่วนนี้ถึง 3,566 ล้านบาท เติบโตถึง 50.7% จากปีก่อน ขณะที่รายได้จากการขายโทรศัพท์ลดลง 25% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้านี้ อันเป็นผลจากปัจจัยด้านฤดูกาลและการรอซื้อ iPhone รุ่นใหม่
Groupon รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ของปี 2012 กำไรสุทธิ 53.8 ล้านดอลลาร์ ยังคงมีกำไรต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้านี้ ขณะที่รายได้ค่อนข้างทรงตัวจากไตรมาสก่อนโดยอยู่ที่ 568 ล้านดอลลาร์
ถึงแม้ตัวเลขรวมจะออกมาดี แต่นักลงทุนก็ตั้งคำถามถึงสองปัญหาที่รายงานอยู่ในผลประกอบการไตรมาสนี้ ประเด็นแรกคือการเติบโตในตลาดต่างประเทศที่โตเพียง 31% ขณะที่ตลาดอเมริกาบ้านเกิดยังโตได้ถึง 65.5% สะท้อนว่าการขยายตลาดออกไปทั่วโลกของ Groupon นั้นไม่ได้ผลดีอย่างที่คาด ซึ่งซีอีโอ Andrew Mason อธิบายว่ามาจากสภาพเศรษฐกิจในยุโรปและการแข็งค่าของเงินดอลลาร์เป็นสำคัญ ส่วนอีกประเด็นคือโครงสร้างรายได้ของ Groupon ไตรมาสนี้นั้นยอดขายดีลคูปองร้านค้าเริ่มลดลง ขณะที่ธุรกิจใหม่ Groupon Goods ที่จัดจำหน่ายสินค้าทั่วไปในราคาพิเศษกลับเติบโตมากขึ้น ทำให้นักลงทุนเกิดข้อสงสัยในการเติบโตของธุรกิจหลัก รวมถึงธุรกิจใหม่เองก็ไม่ต่างอะไรกับร้านค้าปลีกออนไลน์ จึงส่งผลให้ราคาหุ้น Groupon ร่วงลงถึง 20% ในช่วงแถลงผลประกอบการ
ในส่วนของเว็บขายดีลรายใหญ่อีกราย LivingSocial ก็รายงานผลประกอบการไตรมาสออกมาเช่นกัน โดยรายงานผ่านผลประกอบการของ Amazon ที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ มีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเป็น 138 ล้านดอลลาร์ แต่สุทธิแล้วยังขาดทุนอยู่ 93 ล้านดอลลาร์
ที่มา: Groupon, Business Insider, Barron's และ Bloomberg
กูเกิลประกาศว่าตั้งแต่สัปดาห์หน้าจะมีการปรับปรุงอัลกอริทึมการค้นหาเพิ่มอีกหนึ่งคุณสมบัติ โดยจะลดอันดับผลการค้นหาในเว็บที่ถูกแจ้งละเมิดลิขสิทธิ์บ่อยครั้ง ซึ่งกูเกิลอ้างว่าการทำแบบนี้จะช่วยให้ผู้ใช้งานได้ผลลัพธ์เป็นเนื้อหาจากต้นฉบับที่มีคุณภาพง่ายมากขึ้น
ปัจจุบันกูเกิลได้รับการร้องเรียนเว็บที่ละเมิดลิขสิทธิ์ถึง 4.3 ล้านเว็บในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ซึ่งข้อมูลนี้ก็มากพอที่จะช่วยให้กูเกิลนำมาพิจารณาปรับจัดอันดับผลการค้นหาบนเงื่อนไขดังกล่าวได้ดีขึ้นนั่นเอง
อย่างไรก็ตามกูเกิลย้ำว่าการลงโทษจะเป็นแค่การลดอันดับผลการค้นหาเท่านั้นไม่ใช่การลบออกจากผลการค้นหา กูเกิลจะลบเว็บนั้นออกไปก็ต่อเมื่อศาลพิจารณาคดีและตัดสินว่าละเมิดลิขสิทธิ์แล้วเท่านั้น นอกจากนี้กูเกิลจะสร้างเครื่องมือโต้แย้งด้วยหากเจ้าของเว็บเชื่อว่าตนได้รับการปรับอันดับลงอย่างไม่ถูกต้อง
ที่มา: Google Search Blog
สำนักข่าว Bloomberg อ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวว่ายักษ์สีฟ้า ไอบีเอ็ม กำลังยื่นข้อเสนออย่างไม่เป็นทางการกับ RIM เพื่อขอซื้อกิจการเฉพาะแผนกบริการลูกค้าองค์กร (Enterprise Services) ซึ่งเป็นแผนกที่ดูแลโครงข่ายเซิร์ฟเวอร์สำหรับองค์กรที่เน้นความปลอดภัย
นักวิเคราะห์มองว่าข้อเสนอนี้จากฝั่งไอบีเอ็มก็มีความเป็นไปได้ว่าเกิดขึ้นจริง เพราะไอบีเอ็มเน้นยุทธศาสตร์องค์กรอยู่แล้วจึงอาจต้องการเครื่องมือมาเสริมทัพ แต่ต้องไม่ลืมว่าสำหรับ RIM ลูกค้าองค์กรคือจุดแข็งที่สุดที่มีในมือบริษัทตอนนี้
ตัวแทนทั้งไอบีเอ็มและ RIM ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นครับ
ที่มา: Bloomberg
สืบเนื่องจากเหตุการณ์นักข่าวของ Gizmodo ถูกขโมยบัญชี iCloud ซึ่ง Wired เปิดเผยต่อมาว่าแฮกเกอร์ใช้วิธีการโทรศัพท์เข้าไปที่แผนกบริการหลังการขายของแอปเปิล โดยตอบคำถามพื้นฐานอีกเล็กน้อยก็สามารถขอรับรหัสผ่านใหม่ได้แล้ว ล่าสุดคุณ Natalie Kerris โฆษกของแอปเปิลก็ชี้แจงมาดังนี้ครับ
เราได้ระงับการให้บริการขอรับรหัสผ่าน Apple ID ใหม่ทางโทรศัพท์เป็นการชั่วคราวแล้ว โดยเราจะแจ้งลูกค้าที่ต้องการขอรับรหัสผ่านให้ไปใช้บริการ iForgot ที่ iforgot.apple.com แทน โดยระบบจะให้ขอรับรหัสผ่านใหม่โดยส่งไปที่อีเมลสำรอง หรือลูกค้าสามารถเลือกตอบคำถามเพื่อความปลอดภัยที่ตั้งไว้ก่อนหน้านี้ และเมื่อเรากลับมาให้บริการขอรับรหัสผ่านทางโทรศัพท์อีกครั้ง ลูกค้าจะถูกร้องขอให้เปิดเผยข้อมูลยืนยันตัวตนที่มากขึ้นกว่าเดิม
ที่มา: Wired
การพิจารณาคดีของแอปเปิล-ซัมซุงเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 แล้ว โดยแค่วันแรกของสัปดาห์นี้ แอปเปิลได้งัดหลักฐานชิ้นสำคัญเป็นอีเมลที่ส่งกันภายในซัมซุง โดยอีเมลฉบับนี้เขียนโดย JK Shin หัวหน้าฝ่ายอุปกรณ์สื่อสาร ส่งถึงทีมออกแบบโทรศัพท์ในช่วงต้นปี 2010 (ก่อน Galaxy S เปิดตัว) โดยมีใจความบางตอนที่ทนายของแอปเปิลได้ชี้ให้ลูกขุนเห็นว่า iPhone มีผลอย่างมากต่อการปรับเปลี่ยนวิธีการออกแบบโทรศัพท์ของซัมซุง จนมีหน้าตาคล้ายกับ iPhone ซึ่งก็มีเนื้อหาบางตอนดังนี้ครับ
- ผู้ให้บริการเครือข่ายบางรายถึงกับบอกเราว่า "เรามาทำโทรศัพท์ที่เหมือน iPhone เถอะ"
- เวลาพูดถึงประสบการณ์การใช้งาน ทุกคนก็นึกถึง iPhone จนมันกลายเป็นมาตรฐานไปแล้ว
- รู้ไหมว่า Omnia ใช้ยากแค่ไหน ให้เทียบกับ iPhone รุ่นปี 2007 ก็ได้ แล้วคุณยังจะกล้าพูดไหมว่า Omnia ดีกว่า ถ้าเทียบกันแล้วมันก็สวรรค์กับผืนดินชัดๆ
จากประเด็น iOS 6 beta 4 มีความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือแอพ YouTube ถูกถอดออกไป โดยแอปเปิลบอกเพียงสัญญาที่ทำกับกูเกิลหมดลง ล่าสุดตัวแทนของกูเกิลได้ชี้แจงผ่านสื่อว่า ทางกูเกิลยังคงร่วมมือกับแอปเปิลเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ใช้ iOS จะยังได้ประสบการณ์การใช้งาน YouTube ที่ดีที่สุด
แต่ที่เป็นคำถามต่อมาคือในเมื่อสัญญาระหว่างกูเกิลกับแอปเปิลหมดลง แล้วฝ่ายไหนกันแน่ที่เลือกไม่ต่อสัญญา โดย Ryan Lawler แห่ง TechCrunch ได้อ้างบททสนทนากับผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ของกูเกิล ซึ่งระบุว่าปัจจุบันการชมวิดีโอบน YouTube นั้น 20% มาจากบนอุปกรณ์พกพา ซึ่งการผูกแอพ YouTube ไว้กับ iOS โดยตรงนั้นทำให้กูเกิลปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานได้ยากกว่า ฉะนั้นการขอแยกมาทำแอพเองเลยจึงดีกว่า สอดคล้องกับ Peter Kafka แห่ง All Things D บอกว่า YouTube บน iOS นั้นติดเงื่อนไขไม่สามารถแสดงผลได้ทุกวิดีโอที่มีใน YouTube โดยเฉพาะคลิปที่มีการแบ่งรายได้โฆษณา รวมถึงการออกอัพเดตแอพนั้นก็ต้องทำไปพร้อมกับอัพเดตของ iOS และที่สำคัญคือ YouTube บน iOS นั้นไม่สามารถแทรกโฆษณาเข้าไปได้ จึงเป็นไปได้ว่ากูเกิลเองน่าจะเป็นฝ่ายที่พอใจมากกว่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้
หลังเป็นประเด็นกันพอสมควรที่ค่ายเพลงจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ได้สั่งห้ามค่ายเพลงในสังกัดเผยแพร่เอ็มวีเพลงใหม่ใน YouTube โดยมีผลทันที แต่ก็ไม่มีการชี้แจงอย่างเป็นทางการจากทางแกรมมี่ ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจากตัวแทนของแกรมมี่บ้างแล้วครับ
เริ่มที่คุณกริช ทอมมัส ซีอีโอสายงานธุรกิจเพลงของแกรมมี่ ได้โพสต์บน Facebook ของตนเอง บอกว่ารูปแบบธุรกิจของ YouTube นั้นสามารถแบ่งรายได้จากโฆษณาให้เจ้าของคลิปวิดีโอได้จากจำนวนวิว แต่สำหรับประเทศไทยมีเงื่อนไขหลายอย่างทำให้รูปแบบรายได้นี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ฉะนั้นการเลือกไม่เผยแพร่บน YouTube เลยจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะถ้าปล่อยไว้ก็เกิดการดาวน์โหลดแบบผิดกฎหมายนั่นเอง
ซึ่งหลังมีผู้แสดงความคิดเห็นหลายราย คุณกริชก็ได้ตอบว่าแกรมมี่ได้วางทางออกของปัญหานี้ไว้แล้ว เพียงแต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ตอนนี้
หลังเปิดตัวให้ฮือฮาเมื่อเดือนก่อน ในที่สุด LINE เวอร์ชัน 3.0.0 ก็ออกมาแล้วครับ โดยมีคุณสมบัติใหม่คือ Home ที่เปรียบเหมือนห้องส่วนตัวของเรา และ Timeline ซึ่งแสดงข้อมูลความเคลื่อนไหวของเพื่อนเราใน LINE (รายละเอียดเต็มดูในข่าวเก่าครับ)
สำหรับใครที่กังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว สามารถปรับตั้งค่าระดับการแสดงเนื้อหาให้ Home ของเราบน Timeline เพื่อนๆ ได้ที่ Settings ครับ
สำหรับอัพเดตนี้ผู้ใช้ Android จะได้ลองเล่นกันก่อนโดยดาวน์โหลดได้แล้วที่ Google Play ส่วนผู้ใช้ iPhone ทาง Naver เขาบอกว่ารอหน่อย เดี๋ยวได้ใช้เหมือนกันครับ
ที่มา: LINE Blog
Business Insider รายงานว่าแอปเปิลอยู่ในขั้นตอนเจรจาเพื่อขอซื้อกิจการ The Fancy ซึ่งเป็นบริการแนว social commerce ที่ให้ผู้ใช้งานโพสต์แชร์ภาพสินค้าและสามารถซื้อขายกันเองได้โดยสะดวก ซึ่ง The Fancy ถูกมองว่าเป็นคู่แข่งโดยตรงของ Pinterest แม้จะมีฐานผู้ใช้งานน้อยกว่า แต่ถึงอย่างนั้นก็มียอดซื้อขายผ่านเว็บต่อวันสูงถึง 10,000 ดอลลาร์
ยังมีเหตุผลที่สนับสนุนว่าแอปเปิลน่าจะรุกเข้ามาในธุรกิจอี-คอมเมิร์ซจริงจังมากขึ้นก็คือบริการ PassBook ใน iOS 6 ที่อาจทำให้แอปเปิลต้องสร้างตลาดของตนเองมารองรับไว้ด้วย อีกทั้งซีอีโอทิม คุก ผู้ซึ่งไม่ปรากฏตัวในโลกออนไลน์มากนักก็กลับมีบัญชี The Fancy ของตนเองซึ่งเป็นบัญชีแบบยืนยันตัวตนด้วย แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของซีอีโอผู้นี้กับ The Fancy
The Fancy เพิ่มทุนครั้งล่าสุด 10 ล้านดอลลาร์ ทำให้มูลค่ากิจการตอนนี้อยู่ที่ราว 100 ล้านดอลลาร์ โดย The Fancy มีกรรมการบอร์ดทั้ง Jack Dorsey ผู้ร่วมก่อตั้ง Twitter, Chris Hughes ผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook แถมยังมีผู้ลงทุนรายใหญ่อย่างกองทุน Andreessen Horowitz อีกด้วย โดย The Fancy มี Joe Einhorn เป็นผู้ก่อตั้งและเป็นซีอีโอ มีพนักงานปัจจุบัน 20 คน
ที่มา: Business Insider
ในงานสัมมนา Casual Connect 2012 เมื่อสัปดาห์ก่อน บริษัทวิจัยตลาดด้านแอพโดยเฉพาะ App Annie ได้นำเสนอผลการศึกษาในหัวข้อ Mobile App Stores Economy ซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจในตลาดแอพบนมือถือหลายประเด็นครับ
- รายได้หลักของธุรกิจแอพยังอยู่ที่กลุ่มอเมริกา แต่การเติบโตทางรายได้ในจีนและญี่ปุ่นก็สูงขึ้นมาก
- แอพประเภทเกม เฉพาะในญี่ปุ่นมีการจ่ายเงินซื้อแอพโดยเฉลี่ยสูงกว่าอเมริกาสามเท่า
- ส่วนแบ่งจำนวนดาวน์โหลด Google Play สูงกว่า iOS แต่เมื่อวัดเป็นรายได้แล้วน้อยกว่ามาก
- ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของรายได้สูงมาก ใน iOS เพิ่มถึง 163% ใน Play Store เพิ่ม 175% โดย iOS ถือเป็นอันดับหนึ่งของโลก ส่วน Google Play เป็นอันดับสอง
- โดยรวมแล้วตลาดเอเชียมีการเติบโตสูงมากทั้งรายได้และจำนวนดาวน์โหลด
- เกมที่เติบโตดีใน iOS เป็นเกมแนววางแผน ผจญภัย ซึ่งชื่อเกมมีผลอย่างมาก
สไลด์ของ App Annie ฉบับเต็มดูได้ท้ายข่าวครับ
ที่มา: ไทยรัฐ และ Rude Baguette
โซนี่รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2012 ซึ่งนับตามปฏิทินการเงินบริษัท มียอดขายเพิ่มขึ้น 1.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีก่อนอยู่ที่ 19,180 ล้านดอลลาร์ แต่สุทธิแล้วยังขาดทุนถึง 312 ล้านดอลลาร์ และเป็นการขาดทุนที่หนักกว่าปีก่อน
โซนี่อธิบายว่ากลุ่มธุรกิจที่ค่อนข้างอาการหนักจนทำให้ภาพรวมบริษัทขาดทุนมากกว่าเดิมก็คือกลุ่มอุปกรณ์สื่อสาร ที่ลำพังขาดทุนถึง 356 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อความบันเทิงในบ้านที่ขาดทุนหนักเช่นกัน 126 ล้านดอลลาร์ ส่วนธุรกิจที่ดูสดใสคือกล้องถ่ายรูปซึ่งมียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 7%
โซนี่ได้ปรับลดคาดการณ์รายได้ตลอดปีนี้ลงอีก 27.8% โดยมองว่าสินค้าหลักของบริษัทจะยังมียอดขายลดลง นอกจากนี้สถานการณ์ค่าเงินเยนแข็งค่าก็จะยังกดดันบริษัทต่อเนื่อง
เว็บไซต์ TorrentFreak ได้เปิดเผยเอกสารหลุดจากสมาคมผู้ประกอบกิจการเพลงของสหรัฐอเมริกา หรือ RIAA ซึ่งเป็นผลการศึกษาในประเด็นที่ว่าผู้คนได้เพลงมาจากแหล่งใดกันบ้างในช่วงปี 2010-2011 พบว่า 35% นั้นมาจากการซื้ออย่างถูกต้องไม่ว่าจะเป็นซื้อซีดีหรือดาวน์โหลดเอา ส่วนอีก 65% มาจากการได้มาแบบไม่ต้องเสียเงิน
ในส่วนของการได้เพลงมาแบบไม่เสียเงินที่มีถึง 65% นั้น เมื่อแยกย่อยลงมาพบว่าสัดส่วนการได้เพลงผ่านการแชร์ในเครือข่าย P2P มีเพียง 15% ขณะที่การโหลดจากเว็บรับฝากไฟล์นั้นคิดเป็นเพียง 4% เท่านั้น ส่วนกรณีที่เหลือของการได้เพลงแบบไม่ต้องเสียเงินนั้น กลับมาจากวิธีการที่ไม่ต้องพึ่งบริการออนไลน์ได้แก่การยืมฮาร์ดดิสก์มาก๊อปปี้ และเอาแผ่นเพื่อนมาไรท์กันตรงๆ เลย
TorrentFreak ตั้งข้อสังเกตว่าจากอัตราส่วนดังกล่าวนี้ ชี้ให้เห็นว่าถึง RIAA จะไล่ปิดเว็บและเครือข่ายแชร์ไฟล์เพลงได้สำเร็จทั้งหมด การละเมิดลิขสิทธิ์ก็จะยังคงอยู่ในอัตราส่วนที่สูงมากอยู่ดี
ที่มา: TorrentFreak
มีรายงานข่าวจากในเครือข่ายสังคมออนไลน์ว่าบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ได้กำหนดนโยบายลงมายังค่ายเพลงในเครือว่าห้ามเผยแพร่มิวสิควิดีโอเพลงใหม่ๆ ของศิลปินใน YouTube โดยให้ไปรับชมผ่านทางช่องโทรทัศน์หรือรายการในเครือ GMM หรือดาวน์โหลดผ่านแพลตฟอร์มของแกรมมี่ *123 หรือผ่าน iTunes แทน ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มยอดขายมิวสิควิดีโอหรือขยายจำนวนผู้ชมทางโทรทัศน์นั่นเอง
อย่างไรก็ตามทางแกรมมี่ไม่ได้ออกมาประกาศถึงนโยบายดังกล่าวอย่างเป็นทางการ แต่เนื่องจากช่วง 1-2 วันที่ผ่านมาเป็นวันกำหนดเปิดตัวมิวสิควิดีโอเพลง คนไหนโสด ของแกงส้มเดอะสตาร์ และไม่รัก...ไม่ต้อง ของนิวจิ๋ว ซึ่งปรากฏว่ามีการเผยแพร่ในทุกช่องทางยกเว้น YouTube จึงเกิดการสอบถามไปยังผู้เกี่ยวข้อง โดยคุณ @meyuyui ประชาสัมพันธ์เอ็กแซ็กท์ ต้นสังกัดของแกงส้มได้ทวีตข้อความว่าจะไม่มีการลงเอ็มวีใน YouTube สอดคล้องกับคุณถกลเกียรติ วีรวรรณ ผู้บริหารเอ็กแซ็กท์ก็ได้ทวีตเช่นกันว่าเรื่องนี้อยู่เหนือการดูแลและไม่สามารถทําอะไรได้
สงสัยใช้เครื่องมือแปลงไฟล์โหลดคลิปออกมากันเยอะเกิน
ที่มา: Pantip กระทู้ C12454282, @meyuyui [1] [2], @BoyTakonkiet และ แฟนเพจแกงส้มเดอะสตาร์
บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทคได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าบริษัท ไทย เทลโก้ โฮลดิ้ง จำกัดซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่รายหนึ่งของบริษัทได้มีการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่ โดยมีบริษัท บีซีทีเอ็น โฮลดิ้ง ของตระกูลเบญจรงคกุล ที่มีนายบุญชัย เบญจรงคกุลผู้ก่อตั้งดีแทคเป็นผู้บริหารอยู่ถือหุ้นเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10 มาเป็นเป็นร้อยละ 51 และกลุ่มเทเลนอร์ถือหุ้นที่เหลืออีกร้อยละ 49 ทั้งนี้ไทยเทลโก้ถือหุ้นดีแทคอยู่ประมาณร้อยละ 22
โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่นี้จะทำให้เทเลนอร์ ที่มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศนอร์เวย์ซึ่งถือหุ้นดีแทคตรงอยู่ประมาณร้อยละ 42 และถือหุ้นทางอ้อมผ่านไทยเทลโก้อีกจำนวนหนึ่งมีสัดส่วนการถือครองหุ้นลดลง และจะทำให้สัดส่วนผู้ถือหุ้นชาวไทยอยู่ในระดับร้อยละ 51 ช่วยลดข้อครหาในการเป็นบริษัทต่างชาติที่จะเข้าร่วมประมูล 3G ได้
คาดว่าเราน่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่คล้ายกันนี้จากฝั่งเอไอเอสซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยความเป็นบริษัทต่างชาติอยู่เช่นกัน
ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, มติชน และไทยรัฐ
Mike McCue ซีอีโอและผู้ก่อตั้งแอพสำหรับอ่านข่าว Flipboard ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งกรรมการบอร์ดของ Twitter แล้ว ซึ่งเขาก็ได้ทวีตขอบคุณทีมงาน Twitter สำหรับช่วงเวลาอันน่าอัศจรรย์ที่ผ่านมา โดย McCue นั้นได้เข้ามาเป็นบอร์ดเนื่องจากผู้ลงทุนใน Twitter รายใหญ่อย่างกองทุน Kleiner Perkins เสนอชื่อเขาเข้ามา เพราะกองทุน Kleiner นี้ก็ลงทุนใน Flipboard เช่นกัน
นี่ควรจะเป็นข่าวการสับเปลี่ยนโยกย้ายตำแหน่งทั่วไป แต่สำนักข่าวหลายแห่งมองว่าการลาออกของซีอีโอ Flipboard นี้ ได้สะท้อนปัญหาของ Twitter ที่มีต่อนักพัฒนารุนแรงขึ้นไปอีก เพราะ Flipboard ก็เป็นอีกบริการหนึ่งที่ดึงข้อมูลจาก Twitter มาแสดงผลในรูปแบบที่น่าสนใจและเป็นอีกแนวทางที่ Twitter กำลังลอกเลียนแบบอยู่
สำหรับปัญหา Twitter กับนักพัฒนาภายนอกช่วงที่ผ่านมามีทั้งการบล็อค Instagram และล่าสุดกับคุณสมบัติค้นหาหุ้นที่เหมือน StockTwits
ที่มา: Business Insider
บริษัท Electronic Arts หรือ EA รายงานผลประกอบการประจำไตรมาส มีรายได้รวม 491 ล้านดอลลาร์ ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสเดียวกันในปีก่อน แต่ผลคือขาดทุนสุทธิ 130 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ก็คาดกันไว้แล้วว่าไตรมาสนี้ EA จะออกมาขาดทุน
ซีเอฟโอรักษาการ Ken Barker กล่าวว่าเกม Battlefield 3 แบบพรีเมี่ยมที่จำหน่ายแบบออนไลน์ได้รับเสียงตอบรับดีมาก โดยมีผู้สมัครถึง 1.3 ล้านบัญชี แต่ด้วยระเบียบทางบัญชีจึงยังไม่สามารถบันทึกรับรู้เป็นรายได้ในตอนนี้ได้ จึงส่งผลให้งบไตรมาสนี้ออกมาขาดทุน ส่วนเกม FIFA 13 ก็จำหน่ายได้ถึง 2 ล้านชุด ขณะที่ส่วนธุรกิจเกมบนมือถือและแท็บเล็ตเติบโตดีมากถึง 37%
นอกจากนี้ EA ยังประกาศว่าเกม Star Wars: The Old Republic ซึ่งเดิมจำกัดเฉพาะผู้เล่นที่เสียเงินเท่านั้น จะเปิดให้เล่นฟรีในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยผู้เล่นที่เลือกเสียเงินจะได้ไอเท็มและเลือกตัวละครที่หลากหลายมากขึ้น


