<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom">
  <title>ZooRider's blog</title>
  <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/blog/770"/>
  <link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blognone.com/blog/770/atom/feed"/>
  <id>http://www.blognone.com/blog/770/atom/feed</id>
  <updated>2007-12-29T22:15:24+07:00</updated>
  <entry>
    <title>คนแก่ กินกาแฟเยอะ ความจำดี</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5482" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5482</id>
    <published>2007-08-07T10:43:37+07:00</published>
    <updated>2007-08-08T12:03:06+07:00</updated>
    <author>
      <name>ZooRider</name>
    </author>
    <category term="Science" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>คุณมักจะแนะนำให้ญาติผู้ใหญ่ที่บ้านลดปริมาณการกินกาแฟลงหรือเปล่า? ถ้าใช่ คุณอาจจะต้องคิดใหม่ในเรื่องกาแฟกับคนแก่แล้วสิครับ มีผลการศึกษาล่าสุดจากฝรั่งเศสพบว่า ผู้หญิงโดยเฉพาะคนที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปที่ดืมกาแฟอย่างน้อยวันละ 3 แก้วจะมีความจำดีกว่าคนที่ดื่มน้อยกว่าหรือไม่ดื่มเลย </p>
<p>	"คาเฟอีนมีคุณสมบัติบางอย่าง ที่ช่วยลดอาการความทรงจำถดถอยในผู้หญิง" คำกล่าวของคุณ Karen Ritchie เจ้าของรายงานฉบับดังกล่าว, การทดสอบกระทำกับผู้ร่วมทดสอบ 7,000 คนตลอดระยะเวลา 4 ปี โดยพิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อความจำด้วย ไม่ว่าจะเป็น อายุ, การศีกษา, สภาพจิตใจ, การใช้ยา รวมถึงโรคประจำตัว พบว่าผู้หญิงที่มีประวัติดื่มกาแฟมากกว่า 3 แก้วต่อวันมีอาการความจำถดถอยน้อยกว่าคนที่ดื่มน้อยกว่า หรือไม่ดื่มเลย โดยผลการศึกษายังพบว่ามันจะมีผลดีสำหรับคนที่อายุมากกว่าด้วย โดยคนที่อายุ 65 มีโอกาสสูญเสียความจำน้อยกว่าคนทั่วไป (ที่บริโภคน้อยกว่า 3 แก้วต่อวัน) ถึง 30% และเพิ่มเป็น 70% ในคนอายุเกิน 80</p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>คุณมักจะแนะนำให้ญาติผู้ใหญ่ที่บ้านลดปริมาณการกินกาแฟลงหรือเปล่า? ถ้าใช่ คุณอาจจะต้องคิดใหม่ในเรื่องกาแฟกับคนแก่แล้วสิครับ มีผลการศึกษาล่าสุดจากฝรั่งเศสพบว่า ผู้หญิงโดยเฉพาะคนที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปที่ดืมกาแฟอย่างน้อยวันละ 3 แก้วจะมีความจำดีกว่าคนที่ดื่มน้อยกว่าหรือไม่ดื่มเลย </p>
<p>	"คาเฟอีนมีคุณสมบัติบางอย่าง ที่ช่วยลดอาการความทรงจำถดถอยในผู้หญิง" คำกล่าวของคุณ Karen Ritchie เจ้าของรายงานฉบับดังกล่าว, การทดสอบกระทำกับผู้ร่วมทดสอบ 7,000 คนตลอดระยะเวลา 4 ปี โดยพิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อความจำด้วย ไม่ว่าจะเป็น อายุ, การศีกษา, สภาพจิตใจ, การใช้ยา รวมถึงโรคประจำตัว พบว่าผู้หญิงที่มีประวัติดื่มกาแฟมากกว่า 3 แก้วต่อวันมีอาการความจำถดถอยน้อยกว่าคนที่ดื่มน้อยกว่า หรือไม่ดื่มเลย โดยผลการศึกษายังพบว่ามันจะมีผลดีสำหรับคนที่อายุมากกว่าด้วย โดยคนที่อายุ 65 มีโอกาสสูญเสียความจำน้อยกว่าคนทั่วไป (ที่บริโภคน้อยกว่า 3 แก้วต่อวัน) ถึง 30% และเพิ่มเป็น 70% ในคนอายุเกิน 80<br />
<br />
	อย่างไรก็ตาม อย่าพึ่งไปเริ่มรับประทานกาแฟกันเอาเป็นเอาตายนะครับ เพราะเจ้าของบทความเขาขอไปศึกษาให้ชัดเจนเรื่องผลของคาเฟอีนต่อสมองให้ชัดเจนก่อนที่จะยืนยันผล และผลที่ได้คือสถิติที่ผ่านมาเท่านั้นเองครับ ปกติทานกาแฟใส่น้ำตาลหรือนมข้นหวานกันบ้างหรือเปล่าครับ ของพวกนี้อาจจะเป็นอันตรายจริงๆ ที่มากับกาแฟหนึ่งแก้วที่ท่านดื่มก็เป็นได้</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.sciam.com/article.cfm?articleID=3CFB0625-E7F2-99DF-39C4208D730BE244&amp;chanID=sa003">Scientific American</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>การใช้งาน Automatix อาจส่งผลร้ายสำหรับชาว Ubuntu</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5466" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5466</id>
    <published>2007-08-05T13:30:31+07:00</published>
    <updated>2007-08-06T18:43:52+07:00</updated>
    <author>
      <name>ZooRider</name>
    </author>
    <category term="Debian" />
    <category term="Linux" />
    <category term="Ubuntu" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>	<a href="http://www.getautomatix.com/">Automatix</a> คือโปรแกรมที่ทำหน้าที่จัดการ package ในเครื่องของเรา (สำหรับ Linux ที่มีรากฐานมาจาก Debian เช่นตระกูล *ubuntu ทั้งหลาย) ความโดดเด่นของ Automatix คือความสดใหม่ของ package ร่วมถึง package ที่ยังไม่ได้รับรองอย่างเป็นทางการจาก distribution นั้นๆ แต่เราสามารถหาได้จาก Automatix ล่าสุดจากข้อเขียนของ Matthew Garrett หนึ่งในทีมพัฒนาของ Ubuntu ได้มีการวิเคราะห์ถึงความจำเป็นของการใช้ Automatix รวมถึงทดสอบผลได้ผลเสียต่อผู้ใช้ที่ทำการติดตั้ง Automatix ใช้งานด้วย<br />
	และเท่าที่เขาลองใช้งาน ทดสอบ อยู่สักพักเขาได้ แจ้งจุดบกพร่องของ Automatix คร่าวๆ ตามนี้ครับ</p>
<ul>
<li> Automatix เป็น package ที่คุณภาพต่ำ และยังไม่ได้รับการรับรองจาก Debian หรือ Ubuntu
<li> ใน debug mode มีการเขียนไฟล์ลงใน directory ของผู้โดยใช้สิทธิ์ root
<li>เพิ่มเติมคลิ๊ก <a href="http://mjg59.livejournal.com/77440.html">ที่นี่</a> ครับ
</ul>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>	<a href="http://www.getautomatix.com/">Automatix</a> คือโปรแกรมที่ทำหน้าที่จัดการ package ในเครื่องของเรา (สำหรับ Linux ที่มีรากฐานมาจาก Debian เช่นตระกูล *ubuntu ทั้งหลาย) ความโดดเด่นของ Automatix คือความสดใหม่ของ package ร่วมถึง package ที่ยังไม่ได้รับรองอย่างเป็นทางการจาก distribution นั้นๆ แต่เราสามารถหาได้จาก Automatix ล่าสุดจากข้อเขียนของ Matthew Garrett หนึ่งในทีมพัฒนาของ Ubuntu ได้มีการวิเคราะห์ถึงความจำเป็นของการใช้ Automatix รวมถึงทดสอบผลได้ผลเสียต่อผู้ใช้ที่ทำการติดตั้ง Automatix ใช้งานด้วย<br />
	และเท่าที่เขาลองใช้งาน ทดสอบ อยู่สักพักเขาได้ แจ้งจุดบกพร่องของ Automatix คร่าวๆ ตามนี้ครับ</p>
<ul>
<li> Automatix เป็น package ที่คุณภาพต่ำ และยังไม่ได้รับการรับรองจาก Debian หรือ Ubuntu
<li> ใน debug mode มีการเขียนไฟล์ลงใน directory ของผู้โดยใช้สิทธิ์ root
<li>เพิ่มเติมคลิ๊ก <a href="http://mjg59.livejournal.com/77440.html">ที่นี่</a> ครับ
</ul>
<p><br />
	ผมเองก็ใช้ Automatix อยู่เหมือนกัน เดิมทีก็เพราะต้องการ codec ใหม่ๆ และด้วยความที่อยากลองติดตั้ง package บางอัน ที่ยังไม่ได้รับรองจาก Ubuntu (แต่มีขั้นตอนติดตั้งตามกระดานข่าว ที่ยุ่งยากเอาการ) ถึงตอนนี้อาจจะต้องมาพิจารณาอีกทีแล้วแหละครับ ว่า จะรอให้ Ubuntu รองรับ แล้วค่อย update ซึ่งกินเวลานานแต่ปลอดภัย, เลือกลงเองตามที่มีขั้นตอนจากกระดานข่าว ยุ่งยากแต่ก็ทำให้เรารู้ว่าเราลงอะไรไปบ้าง หรือเลือกเจ้า Automatix ที่ง่าย สะดวก แต่ก็เสี่ยงถึงขั้นอาจจะ boot ไม่ได้ในการเปิดเครื่องคราวหน้า อันนี้ เป็นหน้าที่ที่ผู้ใช้ต้องเลือกเองครับ</p>
<p>ที่มา - <a href="http://linux.slashdot.org/linux/07/08/04/1944211.shtml">SlashDot</a>, <a href="http://mjg59.livejournal.com/77440.html">LiveJornal</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>สหรัฐส่งหุ่นยนต์ติดอาวุธเข้าประจำการในอิรัก</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5456" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5456</id>
    <published>2007-08-03T11:51:16+07:00</published>
    <updated>2007-08-06T02:32:09+07:00</updated>
    <author>
      <name>ZooRider</name>
    </author>
    <category term="Technology" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>	อันที่จริง มันก็มีการส่งหุ่นยนต์พวกนี้เข้าไปทำภารกิจต่างๆ ในอิรักอยู่แล้วแต่มีจำนวนไม่มาก ส่วนมากจะทำภารกิจประเภทกู้ภัยซะมากกว่า แต่นี่เป็นครั้งแรกที่จะมีการส่งหุ่นยนต์ติดอาวุธเข้าไปยังสนามรบ ชื่ออย่างเป็นทางการของมันคือ SWORDS (special weapons observation remote reconnaissance direct action system) โดยเริ่มแรกจะมีการส่งไปทั้งสิ้น 3 ตัว โดยที่ทั้งสาม (ตัว) มีอาวุธประจำกายคือ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/M249_Squad_Automatic_Weapon">ปืนกล M249</a><br />
	"หุ่นพวกนี้มันยังไม่เคยยิงใครจริงๆ ด้วยซ้ำ" - Michael Zecca หัวหน้าทีมพัฒนากล่าว,<br />
	SWORDS ถูกพัฒนามาจากหุ่นยนต์เก็บกู้กับระเบิดที่ใช้งานอยู่ในอิรัก และค่อนข้างจะมีปัญหาอยู่พอสมควรหากต้องส่งมันออกไปยังสนามรบเพราะอาการติดๆ ขัดๆ ของระบบสื่อสารในช่วงที่มีการยิงอาวุธหนัก แต่ล่าสุดได้มีการออกแบบระบบรับคลื่นวิทยุใหม่ทำให้มันมีความปลอดภัยมากขึ้น ระบบเดิมมันยังพอจะทำงานได้ภายใต้คลื่นวิทยุอ่อนๆ แต่ก็ทำให้มันทำงานได้ช้าลงมาก ส่วนที่สำคัญที่เพิ่มเข้าไปคือมันมีระบบหยุดการทำงานเมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับการทำงานของเจ้าหุ่นตัวนี้</p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>	อันที่จริง มันก็มีการส่งหุ่นยนต์พวกนี้เข้าไปทำภารกิจต่างๆ ในอิรักอยู่แล้วแต่มีจำนวนไม่มาก ส่วนมากจะทำภารกิจประเภทกู้ภัยซะมากกว่า แต่นี่เป็นครั้งแรกที่จะมีการส่งหุ่นยนต์ติดอาวุธเข้าไปยังสนามรบ ชื่ออย่างเป็นทางการของมันคือ SWORDS (special weapons observation remote reconnaissance direct action system) โดยเริ่มแรกจะมีการส่งไปทั้งสิ้น 3 ตัว โดยที่ทั้งสาม (ตัว) มีอาวุธประจำกายคือ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/M249_Squad_Automatic_Weapon">ปืนกล M249</a><br />
	"หุ่นพวกนี้มันยังไม่เคยยิงใครจริงๆ ด้วยซ้ำ" - Michael Zecca หัวหน้าทีมพัฒนากล่าว,<br />
	SWORDS ถูกพัฒนามาจากหุ่นยนต์เก็บกู้กับระเบิดที่ใช้งานอยู่ในอิรัก และค่อนข้างจะมีปัญหาอยู่พอสมควรหากต้องส่งมันออกไปยังสนามรบเพราะอาการติดๆ ขัดๆ ของระบบสื่อสารในช่วงที่มีการยิงอาวุธหนัก แต่ล่าสุดได้มีการออกแบบระบบรับคลื่นวิทยุใหม่ทำให้มันมีความปลอดภัยมากขึ้น ระบบเดิมมันยังพอจะทำงานได้ภายใต้คลื่นวิทยุอ่อนๆ แต่ก็ทำให้มันทำงานได้ช้าลงมาก ส่วนที่สำคัญที่เพิ่มเข้าไปคือมันมีระบบหยุดการทำงานเมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับการทำงานของเจ้าหุ่นตัวนี้<br />
<br />
	ผมเคยดูรายการเกี่ยวกับหุ่นพวกนี้ทาง Discovery Channel ดูเหมือนมันจะได้รับรางวัลสุดยอดอาวุธเลยมั๊ง ด้วยความแม่นยำของการทำลายเป้าหมาย ที่สำคัญคือมันไม่มีความกลัว ไปได้ทุกที่โดยไม่ลังเล ดูไปก็ภาวนาไปว่าอย่าให้มีใช้งานจริง เพราะแค่ควบคุมด้วยคน คนที่ลั่นไกผ่านจอมอนิเตอร์จะเหลือความรู้สึกแบบมนุษย์ซักแค่ไหนกัน เมื่อการฆ่าเกิดโดยผู้ฆ่าที่นั่งกดปุ่มในห้องแอร์</p>
<p>ที่มา - <a href="http://blog.wired.com/defense/2007/08/httpwwwnational.html">Wired</a>, <a href="http://www.nationaldefensemagazine.org/issues/2007/August/RifleToting.htm">nationaldefensemagazine.org</a>, </p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ดาต้าเซนเตอร์ใน San Francisco หยุดทำงานเอาดื้อๆ เพราะบั๊ก</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5445" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5445</id>
    <published>2007-08-02T11:46:54+07:00</published>
    <updated>2007-08-03T07:29:47+07:00</updated>
    <author>
      <name>ZooRider</name>
    </author>
    <category term="Energy" />
    <category term="USA" />
    <category term="Web" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>	จากเหตุการณ์ไฟดับใน San Francisco เมื่ออาทิตย์ก่อน สงผลกระทบต่อดาต้าเซ็นเตอร์ชื่อ <a href="http://www.365main.com/">365 Main</a> โดยไม่คาดคิด เนื่องด้วยเครื่องปั่นไฟสำรองเจ้ากรรม ดันไม่ทำงานเอาดื้อๆ เนื่องจากปัญหาของเมมโมรี่ในส่วนตรวจจับและควบคุมการทำงานของเครื่องปั่นไฟ (ชื่อทางการคือ Detroit Diesel Electronic Controller หรือ DDEC) โดยจาก<a href="http://www.365main.com/press_releases/pr_8_1_07_365_main_report.html">รายงานสรุปปัญหาที่เกิดขึ้น</a>ระบุว่าในขณะที่เกิดไฟดับมีเครื่องปั่นไฟยี่ห้อ <a href="http://www.hitecusa.com/">Hitec</a> จำนวน 10 เครื่องไม่สามารถทำงานได้ เนื่องจากปัญหาของเมมโมรี่ โดยมีความผิดพลาดของชุดคำสั่งที่ทำให้ไม่สามารถเริ่มการทำงานของเครื่องปั่นไฟได้เมื่อเกิดไฟดับ ความผิดพลาดของการเขียนชุดคำสั่งหรือเรียกง่ายๆ ก็คือบั๊กนั่นเอง</p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>	จากเหตุการณ์ไฟดับใน San Francisco เมื่ออาทิตย์ก่อน สงผลกระทบต่อดาต้าเซ็นเตอร์ชื่อ <a href="http://www.365main.com/">365 Main</a> โดยไม่คาดคิด เนื่องด้วยเครื่องปั่นไฟสำรองเจ้ากรรม ดันไม่ทำงานเอาดื้อๆ เนื่องจากปัญหาของเมมโมรี่ในส่วนตรวจจับและควบคุมการทำงานของเครื่องปั่นไฟ (ชื่อทางการคือ Detroit Diesel Electronic Controller หรือ DDEC) โดยจาก<a href="http://www.365main.com/press_releases/pr_8_1_07_365_main_report.html">รายงานสรุปปัญหาที่เกิดขึ้น</a>ระบุว่าในขณะที่เกิดไฟดับมีเครื่องปั่นไฟยี่ห้อ <a href="http://www.hitecusa.com/">Hitec</a> จำนวน 10 เครื่องไม่สามารถทำงานได้ เนื่องจากปัญหาของเมมโมรี่ โดยมีความผิดพลาดของชุดคำสั่งที่ทำให้ไม่สามารถเริ่มการทำงานของเครื่องปั่นไฟได้เมื่อเกิดไฟดับ ความผิดพลาดของการเขียนชุดคำสั่งหรือเรียกง่ายๆ ก็คือบั๊กนั่นเอง<br />
<br />
	ทาง 365 Main ได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยการขยายช่วงเวลาในการส่งคำสั่งระหว่าง shutdown และ reset ให้ยาวนานขึ้น  ทั้งนี้คุณ Miles Kelly ผู้บริหารของทาง 365 Main ระบุว่า ตอนนี้ปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไขทั้งที่ San Francisco และ Los Angeles แล้ว ทั้งนี้เค้ายังแจ้งข้อมูลไปยังบริษัทอื่นๆ ที่ใช้เครื่องปั่นไฟสำรองรุ่นเดียวกันนี้ด้วย</p>
<p>	ผลกระทบครั้งนี้ก็ส่งผลให้เว็บไซต์หลายๆ แห่งหยุดการทำงานไป อย่างเช่น AdBrite.com, CurrentTV.com, Craigslist.org, RedEnvelope.com, SecondLife.com, LiveJournal.com, TypePad.com, Vox.com, Technorati.com, รวมถึง Yelp.com </p>
<p>	บั๊กมันซ่อนอยู่ในโปรแกรมที่เราเขียน และจะปรากฏออกมาเมื่อองค์ประกอบพร้อม ปกติเกิดยาก หรือเกิดในกรณีของการใช้งานอื่นๆ นอกเหนือจากการใช้งานโดยทั่วๆ ไป เพราะคนทดสอบบั๊ก มักจะทดสอบกรณีทั่วๆ ไปอยู่แล้ว แต่เครื่องปั่นไฟสำรอง ทำงานไม่ได้เมื่อไฟดับ ผมว่าแปลกดีนะ  		 		</p>
<p>ที่มา: <a href="http://www.informationweek.com/news/showArticle.jhtml;jsessionid=1BWSOBGAHASCWQSNDLPCKH0CJUNN2JVN?articleID=201202385`">InformationWeek</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>Microsoft เสนอเทคโนโลยี HD Photo เข้าเป็นมาตรฐานใหม่ของรูปภาพดิจิทัล</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5436" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5436</id>
    <published>2007-08-01T17:28:31+07:00</published>
    <updated>2007-08-02T20:04:13+07:00</updated>
    <author>
      <name>ZooRider</name>
    </author>
    <category term="Microsoft" />
    <category term="Technology" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>	อะไรๆ ก็ HD ล่าสุด Microsoft ได้ส่งเทคโนโลยี HD Photo ให้ทาง Joint  Photographic Expert Group (JPEG) เพื่อพิจารณาเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับรูปแบบการบีบอัดรูปภาพคุณภาพสูง ใช้ชื่ออย่างไม่เป็นทางการคือ JPEG XR<br />
	<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/HD_Photo">HD Photo</a> หรืออีกชื่อนึงคือ Windows Media Photo เป็นเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลแบบใหม่สำหรับภาพดิจิทัล โดยทาง Microsoft ยืนยันคุณภาพไม่ว่าจะเป็นความถูกต้องของภาพ การบีบอัดที่มากกว่า ง่ายต่อการตกแต่งแก้ไข สนับสนุนทั้งการบีบอัดแบบ lossy และ lossless ใช้ทรัพยากรเครื่องน้อยกว่าเมื่อเทียบกับ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/JPEG_2000">JPEG-2000</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>	อะไรๆ ก็ HD ล่าสุด Microsoft ได้ส่งเทคโนโลยี HD Photo ให้ทาง Joint  Photographic Expert Group (JPEG) เพื่อพิจารณาเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับรูปแบบการบีบอัดรูปภาพคุณภาพสูง ใช้ชื่ออย่างไม่เป็นทางการคือ JPEG XR<br />
	<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/HD_Photo">HD Photo</a> หรืออีกชื่อนึงคือ Windows Media Photo เป็นเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลแบบใหม่สำหรับภาพดิจิทัล โดยทาง Microsoft ยืนยันคุณภาพไม่ว่าจะเป็นความถูกต้องของภาพ การบีบอัดที่มากกว่า ง่ายต่อการตกแต่งแก้ไข สนับสนุนทั้งการบีบอัดแบบ lossy และ lossless ใช้ทรัพยากรเครื่องน้อยกว่าเมื่อเทียบกับ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/JPEG_2000">JPEG-2000</a><br />
<br />
	อย่างไรก็ดีการออกเสียงจะรับหรือไม่รับ JPEG XR เป็นมาตรฐาน คงต้องรอพิจารณากันถึงเดือนตุลาคมปีนี้ ถึงแม้จะได้รับการพิจารณาเห็นชอบ แต่ก็คงต้องรอกันเป็นปีครับกว่าที่มาตรฐานจะสมบูรณ์จนพร้อมที่จะนำมาใช้งาน</p>
<p>	อนึ่ง Microsoft เองถือครองสิทธิบัตรเทคโนโลยีหลายๆ อย่างที่ใช้กับ HD Photo แต่ข่าวดีคือ Microsoft เองมีแผนการที่จะเผยแพร่ข้อมูลสำหรับการพัฒนาภายใต้ข้อตกลงที่ผู้พัฒนาฝั่ง opensource สามารถนำไปใช้ได้</p>
<p>ที่มา: <a href="http://www.pcworld.com/article/id,135302-c,establishedtechnologystandards/article.html">PCWorld</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>McAfee แจกฟรีโปรแกรมตรวจจับ Rootkit</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5411" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5411</id>
    <published>2007-07-29T16:02:33+07:00</published>
    <updated>2007-12-19T23:57:43+07:00</updated>
    <author>
      <name>ZooRider</name>
    </author>
    <category term="Antivirus" />
    <category term="McAfee" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>	ปัจจุบัน <a href="http://th.wikipedia.org/wiki/Rootkit">Rootkit</a> เป็นเทคนิคที่ผู้ไม่ประสงค์ดีนิยมใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา โดยในปี 2006 มีการตรวจพบโปรแกรมลักษณะนี้ถึง 3,284 ตัว และตรวจพบตัวใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีก 7,325 ตัวในปีนี้ ล่าสุด McAfee ออกโปรแกรมตรวจจับ Rootkit ให้ดาวน์โหลดมาใช้กันได้ฟรีครับ โดยชื่ออย่างเป็นทางการคือ <a href="http://vil.nai.com/vil/stinger/rkstinger.aspx">Rootkit Detective</a> ใครสงสัยว่าเครื่องเรามีใครมาฝังอะไรไว้หรือเปล่า สามารถไปหามาใช้ได้ <a href="http://download.nai.com/products/mcafee-avert/McafeeRootkitDetective.zip">ที่นี่</a> เลยครับ </p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>	ปัจจุบัน <a href="http://th.wikipedia.org/wiki/Rootkit">Rootkit</a> เป็นเทคนิคที่ผู้ไม่ประสงค์ดีนิยมใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา โดยในปี 2006 มีการตรวจพบโปรแกรมลักษณะนี้ถึง 3,284 ตัว และตรวจพบตัวใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีก 7,325 ตัวในปีนี้ ล่าสุด McAfee ออกโปรแกรมตรวจจับ Rootkit ให้ดาวน์โหลดมาใช้กันได้ฟรีครับ โดยชื่ออย่างเป็นทางการคือ <a href="http://vil.nai.com/vil/stinger/rkstinger.aspx">Rootkit Detective</a> ใครสงสัยว่าเครื่องเรามีใครมาฝังอะไรไว้หรือเปล่า สามารถไปหามาใช้ได้ <a href="http://download.nai.com/products/mcafee-avert/McafeeRootkitDetective.zip">ที่นี่</a> เลยครับ<br />
<br />
	Rootkit คือชุดของซอฟต์แวรที่สร้างขึ้นในระดับที่ใกล้ชิดกับระบบปฏิบัติการ นิยมใช้สำหรับการตรวจสอบการทำงานของโพรเซสต่างๆ ที่กำลังทำงานอยู่ หรือแฟ้มข้อมูลประเภทที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบปฏิบัติการ อย่างเช่นคำสั่ง ps, netstat, w หรือ passwd ในระบบปฏิบัติการ Linux หรือ Unix อื่นๆ ที่เรียก Rootkit คงมาจากเมื่อเราเรียกคำสั่งเหล่านี้ชุดคำสั่งจะใช้สิทธิ์สูงสุด (หรือเรียกง่ายๆ ว่าสิทธิ์ root) เพื่อให้การดำเนินคำสั่งนั้นสำเร็จลงได้ และชุดคำสั่งที่ทำงานในลักษณะเดียวกันนี้ในระบบปฏิบัติการอื่นๆ ที่นอกเหนือจาก Unix ก็ถูกเรียกว่า Rootkit เช่นเดียวกัน<br />
	ปัจจุบันเทคนิคแบบนี้ถูกนำไปใช้โดยผู้ไม่ประสงค์ดี จุดประสงค์เพื่อหลบหลีกการตรวจสอบของโปรแกรมประเภทดักจับไวรัสเพราะเมื่อเราโดนฝัง Rootkit เข้าไป Rootkit จะหลอกโปรแกรมตรวจจับไวรัสได้โดยการเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่สื่อสารระหว่างระบบปฏิบัติการกับโปรแกรมตรวจจับไวรัส อย่างเช่นทำให้โปรแกรมตรวจสอบไวรัสมองไม่เป็นไฟล์ดังกล่าว</p>
<p>ที่มา - <a href="">PCWorld</a>, <a href="http://vil.nai.com/vil/stinger/rkstinger.aspx">McAfee</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ผู้บริหาร Mozilla ระบุ Google ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจอนาคตของ Thunderbird</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5409" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5409</id>
    <published>2007-07-29T00:31:47+07:00</published>
    <updated>2007-07-29T15:04:40+07:00</updated>
    <author>
      <name>ZooRider</name>
    </author>
    <category term="Google" />
    <category term="Mozilla" />
    <category term="Thunderbird" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>	หลังจากที่มีข่าวว่า <a href="http://www.blognone.com/node/5371">Mozilla อาจจะแยก Thunderbird ออกจาก Mozilla Foundation</a> ก็มีกระแสวิจารณ์กันอย่างหนักว่า แท้จริงแล้ว Google มีส่วนกดดันในการตัดสินใจครั้งนี้หรือเปล่า เพราะทาง Google เองก็ให้บริการในส่วนที่เกี่ยวกับอีเมลทั้งในส่วนของ Gmail และ Google Apps ถึงกับคิดกันว่า Google อาศัยการเป็นผู้สนับสนุนหลักของ Mozilla กดดันให้ Mozilla รีบตัดสินใจในส่วนของ Thunderbird มีข้อสงสัยมากมายถูกถามไปยัง <a href="http://weblogs.mozillazine.org/mitchell/archives/2007/07/email_futures.html#comments">blog ของ Mitchell Baker</a></p>
<p>	ล่าสุด Mitchell Baker ได้ออกมายืนยังเสียงแข็งว่า Google หรือโปรดักอะไรก็ตามของ Google ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในเรื่องนี้ และไม่เคยไปถามด้วยซ้ำว่า Google คิดยังไงกับการตัดสินใจครั้งนี้ Google จะมีแผนในการให้บริการ Gmail ยังไงไม่ได้เกี่ยวกับเขา แล้วเขาก็ไม่ได้เอามาเป็นปัจจัยในการตัดสินใจเรื่องนี้ด้วย</p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>	หลังจากที่มีข่าวว่า <a href="http://www.blognone.com/node/5371">Mozilla อาจจะแยก Thunderbird ออกจาก Mozilla Foundation</a> ก็มีกระแสวิจารณ์กันอย่างหนักว่า แท้จริงแล้ว Google มีส่วนกดดันในการตัดสินใจครั้งนี้หรือเปล่า เพราะทาง Google เองก็ให้บริการในส่วนที่เกี่ยวกับอีเมลทั้งในส่วนของ Gmail และ Google Apps ถึงกับคิดกันว่า Google อาศัยการเป็นผู้สนับสนุนหลักของ Mozilla กดดันให้ Mozilla รีบตัดสินใจในส่วนของ Thunderbird มีข้อสงสัยมากมายถูกถามไปยัง <a href="http://weblogs.mozillazine.org/mitchell/archives/2007/07/email_futures.html#comments">blog ของ Mitchell Baker</a></p>
<p>	ล่าสุด Mitchell Baker ได้ออกมายืนยังเสียงแข็งว่า Google หรือโปรดักอะไรก็ตามของ Google ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในเรื่องนี้ และไม่เคยไปถามด้วยซ้ำว่า Google คิดยังไงกับการตัดสินใจครั้งนี้ Google จะมีแผนในการให้บริการ Gmail ยังไงไม่ได้เกี่ยวกับเขา แล้วเขาก็ไม่ได้เอามาเป็นปัจจัยในการตัดสินใจเรื่องนี้ด้วย<br />
<br />
	จะไม่ให้แฟนๆ Thunderbird สงสัยก็คงลำบาก เพราะ Google เอง เป็นแหล่งเงินทุนหลักของ Mozilla โดยในปี 2005 เอง Google จ่ายให้กับ Mozilla เป็นเงินถึง $52 ล้านเหรียญ  (แต่ในปี 2006 ทาง Mozilla ยังไม่ได้แจ้งออกมา) และโปรดักของ Mozilla ที่ Google ให้การสนับสนุนอย่างออกหน้าออกตาก็คงหนีไม่พ้น Firefox จนแฟนๆ บางคนเสนอให้ MoCo (ย่อมาจาก Mozilla Corp.) เปลี่ยนชื่อเป็น Firefox Corporation ด้วยซ้ำไป </p>
<p>	อย่างไรก็ตามก็ยังไม่ได้มีการกำหนดเวลาที่แน่นอนในการแยก Thunderbird ออกจาก Mozilla แต่อย่างใด</p>
<p>	ผมเองนอกจากจะใช้ Firefox เป็น Browser หลักแล้ว Thunderbird เองก็เป็นโปรแกรมอ่านเมลหลักของผมเช่นเดียวกัน Mozilla เป็นองค์กรที่ค่อนข้างมีความมั่นคง ถ้า Thunderbird ต้องโดนแยกออกไป อนาคตของโปรแกรมอ่านเมลตัวนี้คงน่าเป็นห่วงไม่น้อยทีเดียว</p>
<p>อ้างอิง: <a href="http://www.pcworld.com/article/id,135180-c,mozilla/article.html">PCWorld</a>, <a href="http://weblogs.mozillazine.org/mitchell/archives/2007/07/email_futures.html">mitchell's blog - Email Call to Action</a>, <a href="http://weblogs.mozillazine.org/mitchell/archives/2007/07/thunderbird_google_question.html">mitchell's blog - Thunderbird -- Google question</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>PS3 ถูกวางจำหน่ายไปแล้วกว่า 4.48 ล้านเครื่องทั่วโลก</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5398" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5398</id>
    <published>2007-07-28T02:16:46+07:00</published>
    <updated>2007-07-28T18:13:24+07:00</updated>
    <author>
      <name>ZooRider</name>
    </author>
    <category term="Sony" />
    <category term="PlayStation" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>	โซนี่ออกมาประกาศยอดส่งมอบเครื่อง PS3 โดยอ้างว่ามีการส่งออกไปจำหน่ายแล้วกว่า 4.48 ล้านเครื่องจนถึงไตรมาสแรกของปี 2007 และทางโซนี่เอง คาดว่าจะทำยอดไปได้ถึง 14.5 ล้านเครื่องภายในเดือนเมษายนปี 2008  เมื่อพิจารณาจากข้อมูลการส่งออกจำหน่ายที่ผ่านมาพบว่าในไตรมาสแรกของปี 2007 เครื่อง PS3 ขายได้เพียง 0.71 ล้านเครื่อง และยอดขายส่วนใหญ่ก็ได้มาจากช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปี 2006 โดยถ้าต้องการให้บรรลุเป้าหมายที่ทางโซนี่คาดไว้ ภายในสามไตรมาสที่เหลือของปีนี้ PS3 ต้องทำยอดขายให้ได้กว่า 10 ล้านเครื่องเลยทีเดียว<br />
	ถ้ามองจากยอดขาย PS3 อย่างเดียวโซนี่ดูจะน่าเป็นห่วงไม่น้อย แต่ทางโซนี่ก็ยังทำตลาดกับเครื่องเกมส์ก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็น PS2 หรือ PSP ได้อย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสแรกของปี 2007 PS2 ขายไปได้ 2.7 ล้านเครื่องขณะที่ PSP ขายไปได้ 2.14 ล้านเครื่อง </p>
<p>	ผมลองหาข้อมูลยอดขายจากแหล่งที่พอหาได้ พบว่ายอดขายของ PS3 ยังตามหลังคู่แข่งอย่าง Xbox 360 อยู่หลายช่วงตัว และยอดส่งมอบที่ทางโซนี่แจ้งก็ยังเยอะกว่ายอดการจำหน่ายจากร้านค้าอยู่เยอะมาก แต่กระนั้นต้องอย่าลืมนะครับว่า Xbox 360 ได้วางขายก่อนหน้า PS3 ถึงหนึ่งปีเต็มๆ  มาตรการณ์ ที่ทางโซนี่ออกกระตุ้นยอดขายโดยการลดราคาลงมาทำให้ยอดขายตั้งแต่ลดราคาจนถึงวันที่ 9 กรกฏาคม เพิ่มขึ้นถึง 161%  ปัจจัยอีกหลายๆ อย่างที่โซนี่อาจจะพึ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีหาก Blu-ray กลายเป็นสื่อบันทึกข้อมูลหลัก หรือบรรดาเกมส์ที่แฟนๆ รอคอยออกสู่ท้องตลาด ดูแล้วยังพอเป็นไปได้ที่จะพยุงตัวให้ยังอยู่ในสนามแข่งขันได้ เพราะหากจำนวนยอดขายยังไม่กระเตื้อง แล้วบรรดาเกมส์ exclusive หายไปแล้วหล่ะก็ คงดูไม่จืดล่ะครับ หรืออาจจะต้องทำ Spider Man อีกหลายภาคก็เป็นได้</p>
<ul>** ยอดจำหน่ายจริงของเครื่อง Next-gen ตามนี้ครับ</p>
<li>Xbox 360: 10.08m (0.41m Japan 6.50m America 3.16m Others)
<li>Wii: 9.05m (2.98m Japan, 3.64m America, 2.42m Others)
<li>PS3: 3.69m (1.00m Japan, 1.58m America, 1.11m Others)
</ul>
<p><br></p>
<p>ที่มา: <a href="http://play.tm/story/12089">play.tm</a><br />
อ้างอิง: <a href="http://nexgenwars.com/">NextGenWars</a>, <a href="http://www.vgchartz.com/">Video Game Chartz</a>, <a href="http://babelfish.altavista.com/babelfish/trurl_pagecontent?lp=nl_en&amp;trurl=http%3a%2f%2fwww.xbox360only.nl%2fnieuwsitem.php%3fnid%3d7065">babelfish.altavista.com</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>	โซนี่ออกมาประกาศยอดส่งมอบเครื่อง PS3 โดยอ้างว่ามีการส่งออกไปจำหน่ายแล้วกว่า 4.48 ล้านเครื่องจนถึงไตรมาสแรกของปี 2007 และทางโซนี่เอง คาดว่าจะทำยอดไปได้ถึง 14.5 ล้านเครื่องภายในเดือนเมษายนปี 2008  เมื่อพิจารณาจากข้อมูลการส่งออกจำหน่ายที่ผ่านมาพบว่าในไตรมาสแรกของปี 2007 เครื่อง PS3 ขายได้เพียง 0.71 ล้านเครื่อง และยอดขายส่วนใหญ่ก็ได้มาจากช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปี 2006 โดยถ้าต้องการให้บรรลุเป้าหมายที่ทางโซนี่คาดไว้ ภายในสามไตรมาสที่เหลือของปีนี้ PS3 ต้องทำยอดขายให้ได้กว่า 10 ล้านเครื่องเลยทีเดียว<br />
	ถ้ามองจากยอดขาย PS3 อย่างเดียวโซนี่ดูจะน่าเป็นห่วงไม่น้อย แต่ทางโซนี่ก็ยังทำตลาดกับเครื่องเกมส์ก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็น PS2 หรือ PSP ได้อย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสแรกของปี 2007 PS2 ขายไปได้ 2.7 ล้านเครื่องขณะที่ PSP ขายไปได้ 2.14 ล้านเครื่อง </p>
<p>	ผมลองหาข้อมูลยอดขายจากแหล่งที่พอหาได้ พบว่ายอดขายของ PS3 ยังตามหลังคู่แข่งอย่าง Xbox 360 อยู่หลายช่วงตัว และยอดส่งมอบที่ทางโซนี่แจ้งก็ยังเยอะกว่ายอดการจำหน่ายจากร้านค้าอยู่เยอะมาก แต่กระนั้นต้องอย่าลืมนะครับว่า Xbox 360 ได้วางขายก่อนหน้า PS3 ถึงหนึ่งปีเต็มๆ  มาตรการณ์ ที่ทางโซนี่ออกกระตุ้นยอดขายโดยการลดราคาลงมาทำให้ยอดขายตั้งแต่ลดราคาจนถึงวันที่ 9 กรกฏาคม เพิ่มขึ้นถึง 161%  ปัจจัยอีกหลายๆ อย่างที่โซนี่อาจจะพึ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีหาก Blu-ray กลายเป็นสื่อบันทึกข้อมูลหลัก หรือบรรดาเกมส์ที่แฟนๆ รอคอยออกสู่ท้องตลาด ดูแล้วยังพอเป็นไปได้ที่จะพยุงตัวให้ยังอยู่ในสนามแข่งขันได้ เพราะหากจำนวนยอดขายยังไม่กระเตื้อง แล้วบรรดาเกมส์ exclusive หายไปแล้วหล่ะก็ คงดูไม่จืดล่ะครับ หรืออาจจะต้องทำ Spider Man อีกหลายภาคก็เป็นได้</p>
<ul>** ยอดจำหน่ายจริงของเครื่อง Next-gen ตามนี้ครับ</p>
<li>Xbox 360: 10.08m (0.41m Japan 6.50m America 3.16m Others)
<li>Wii: 9.05m (2.98m Japan, 3.64m America, 2.42m Others)
<li>PS3: 3.69m (1.00m Japan, 1.58m America, 1.11m Others)
</ul>
<p><br></p>
<p>ที่มา: <a href="http://play.tm/story/12089">play.tm</a><br />
อ้างอิง: <a href="http://nexgenwars.com/">NextGenWars</a>, <a href="http://www.vgchartz.com/">Video Game Chartz</a>, <a href="http://babelfish.altavista.com/babelfish/trurl_pagecontent?lp=nl_en&amp;trurl=http%3a%2f%2fwww.xbox360only.nl%2fnieuwsitem.php%3fnid%3d7065">babelfish.altavista.com</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ฟูจิพาเหรดเปิดตัวกล้องใหม่หลายรุ่น</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5376" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5376</id>
    <published>2007-07-27T13:20:56+07:00</published>
    <updated>2007-07-27T13:21:35+07:00</updated>
    <author>
      <name>ZooRider</name>
    </author>
    <category term="Camera" />
    <category term="Fujifilm" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>	เห็นมีข่าวกล้องแซมๆ มาบ้าง ผมเองสนใจกล้องเป็นทุนเดิม เลยนำข่าวนี้มาฝากกันเผื่อใครคิดจะซื้อกล้อง แล้วก็คิดว่าจะรอรุ่นใหม่ออกมาให้ตัดสินใจ สาวกหัวฟูเตรียมตัวเลยครับฟูจิเปิดตัวพร้อมกันหลายรุ่นรายละเอียดคร่าวๆ ตามนี้ครับ (รายละเอียดมากว่านี้ติดตามได้จากลิงก์ต้นขั้วเลยครับ)</p>
<p><a href="http://www.dpreview.com/news/0707/07072607fujifilms5800.asp">FinePix S5800</a><br />
	รุ่นนี้มาพร้อมกับความละเอียด 8 ล้านพิกเซล เหมาะกับผู้ที่ชื่อชอบบอดี้คล้ายๆ SLR แต่มีน้ำหนักเบา พร้อมกับอัตราซูม 10x (optical) ฟังก์ชั่นในการบันทึกวีดีโอพร้อมเสียง และสามารถรับภาพที่ ISO 1600 พ่วงด้วยระบบกันภาพสั่นไหว Anti-blur (ของฟูจิเค้าใช้ software ช่วย ต่างกับ IS ของ canon, VR ของ Nikon หรือ Mega-IOS ของ Panasonic เค้านะครับ) น่าสนใจอย่างอื่นก็คือใช้ SD ได้ด้วยนอกจากใช้ xD ซึ่งเป็นปกติของค่ายนี้แล้ว</p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>	เห็นมีข่าวกล้องแซมๆ มาบ้าง ผมเองสนใจกล้องเป็นทุนเดิม เลยนำข่าวนี้มาฝากกันเผื่อใครคิดจะซื้อกล้อง แล้วก็คิดว่าจะรอรุ่นใหม่ออกมาให้ตัดสินใจ สาวกหัวฟูเตรียมตัวเลยครับฟูจิเปิดตัวพร้อมกันหลายรุ่นรายละเอียดคร่าวๆ ตามนี้ครับ (รายละเอียดมากว่านี้ติดตามได้จากลิงก์ต้นขั้วเลยครับ)</p>
<p><a href="http://www.dpreview.com/news/0707/07072607fujifilms5800.asp">FinePix S5800</a><br />
	รุ่นนี้มาพร้อมกับความละเอียด 8 ล้านพิกเซล เหมาะกับผู้ที่ชื่อชอบบอดี้คล้ายๆ SLR แต่มีน้ำหนักเบา พร้อมกับอัตราซูม 10x (optical) ฟังก์ชั่นในการบันทึกวีดีโอพร้อมเสียง และสามารถรับภาพที่ ISO 1600 พ่วงด้วยระบบกันภาพสั่นไหว Anti-blur (ของฟูจิเค้าใช้ software ช่วย ต่างกับ IS ของ canon, VR ของ Nikon หรือ Mega-IOS ของ Panasonic เค้านะครับ) น่าสนใจอย่างอื่นก็คือใช้ SD ได้ด้วยนอกจากใช้ xD ซึ่งเป็นปกติของค่ายนี้แล้ว<br />
</p>
<p>	<a href="http://www.dpreview.com/news/0707/07072606fujifilmz100fd.asp">FinePix Z100fd</a><br />
	รุ่นนี้เหมาะกับคุณสุภาพสตรี ขนาดเล็กบางหนาเพียง 19.8mm แต่มาพร้อมกับความสามารถขนาด 8 ล้านพิกเซล, ซูม 5x แล้วระบบตรวจจับใบหน้าอย่างที่ค่ายๆ อื่นๆ เค้านิยมใส่มาให้กันด้วยครับ (ผมว่าสีชมพูสวยดีครับ)</p>
<p>	<a href="http://www.dpreview.com/news/0707/07072605fujifilms8000fd.asp">FinePix S8000fd</a><br />
	รุ่นนี้สำครับผู้ที่ชื่อชอบการซูมโดยเฉพาะ ซูมได้ถึง 18x (เท่ากับ <a href="http://www.dpreview.com/reviews/olympussp550uz/">SP-550UZ</a>, และ FZ18 ของ Panasonic ที่กำลังจะออกมา) คุณสมบัติอื่นๆ ก็ประกอบไปด้วยเซลรับภาพขนาด 8 ล้านพิเซล มาพร้อมกับระบบป้องกันภาพสั่นไหว (โดยการขยับ CCD รับภาพ) , ระบบตรวจจับใบหน้า, ความไวแสง (ISO) ปรับได้ถึง 6400 และสำคัญคือรองรับหน่วยความจำทั้ง xD แล้ว SD/SDHC</p>
<p>	<a href="http://www.dpreview.com/news/0707/07072604fujifilmf50fd.asp">FinePix F50fd</a><br />
	พัฒนามาจากรุ่น F31fd จากกล้องขนาด 6 ล้านพิกเซล เพิ่มเป็น 12 ล้านพิกเซล รุ่นนี้ยังได้รับการติดตั้งระบบป้องการการสั่นไหวแบบขยับ CCD อีกด้วย, ISO ที่ปรับได้ถึง 1600 พร้อมด้วยจอ LCD แสดงผลขนาด 2.7 นิ้ว คาดกันว่าจะวางจำหน้าช่วงเดือนกันยายน โดยราคาจะอยู่ที่ราวๆ $300 เหรียญ</p>
<p>	<a href="http://www.dpreview.com/news/0707/07072603fujifilmz10fd.asp">FinePix Z10fd</a><br />
	มาด้วยขนาดกระทัดรัด ที่ความละเอียดภาพสูงสุด 7.2 ล้านพิกเซล เหมาะแกการพกพาถ่ายภาพเสร็จส่งให้เพื่อนได้เลย เพราะมีโหมดที่ถ่ายภาพขนาด 640x480 หรือ 320x240 ถ่ายเสร็จพร้อมลงเว็บเลยครับ คาดว่าราคาวางจำหน่ายจะอยู่ที่ราวๆ $200 เหรียญ</p>
<p>	<a href="http://www.dpreview.com/news/0707/07072602fujifilmf480.asp">FinePix F480</a><br />
	รุ่นนี้มาด้วยมุมมองภาพที่กว้าง (28-112 mm) เซลรับภาพขนาด 8 ล้านพิกเซล จอ LCD แสดงผลขนาดใหญ่ถึง 2.7 นิ้ว ราคาเบาๆ (น่าจะอยู่ที่ $180 เหรียญ)</p>
<p><a href="http://www.dpreview.com/news/0707/07072601fujifilma920.asp">FinePix A920</a><br />
	กล้องเอนกประสงค์ขนาด 8 ล้านพิกเซล (SuperCCD เซนเซอร์) ISO ปรับได้ถึง 800 จอแสดงผลขนาด 2.7 นิ้วและซูมได้ 4x  ราคาน่าจะอยู่ที่ $200 เหรียญ</p>
<p><strong>เพิ่มเติม</strong>
<ul>
<li>ระบบป้องกันภาพสั่นไหวในกล้องหลักๆ มีอยู่ 3 แบบครับ คือปรับที่ ISO เพื่อให้ความเร็วชัตเตอร์สูงๆ ขยับที่เซลรับภาพเพื่อรองรับการสั่นไหว และ มีชิ้นเลนส์พิเศษเพื่อปรับภาพที่ตกบนเซลรับภาพไม่ให้สั่นไหว
<li>ฟูจิ นิยมใช้ xD เป็นหน่วยความจำหลักของกล้อง ซึ่งข้อเสียคือราคาที่แพงกว่าชาวบ้าน รุ่นหลังๆเริ่มใช้ SD ได้แล้ว ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
<li>SuperCCD ของฟูจิ ค่อนข้างจะเป็นที่ยอมรับในเรื่องของคุณภาพ
<li>สังเกตุว่ารุ่นที่ลงท้ายด้วย fd จะมีระบบตรวจจับใบหน้า (หรือ Face Detection)
<li>ผมไม่ใช่สาวกฟูจินะครับ เพียงแต่ไหนๆ ก็เขียนแล้วก็เอามาให้ชมกันให้ครบเลยละกัน :)
</ul>
<p>ที่มา - <a href="http://www.dpreview.com">DPreview</a>	</p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>Target ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกของสหรัฐเลือกขายเฉพาะ Blu-ray</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5385" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5385</id>
    <published>2007-07-27T10:44:07+07:00</published>
    <updated>2007-07-28T02:36:09+07:00</updated>
    <author>
      <name>ZooRider</name>
    </author>
    <category term="Blu-ray" />
    <category term="HD DVD" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>	ขณะที่การแข่งขันระหว่างเทคโนโลยีการบันทึกข้อมูลกำลังเป็นไปอย่างเข้มข้น ล่าสุด Blu-ray ชิงความได้เปรียบเหนือกว่าคู่แข่งอย่าง HD DVD ไปอีกก้าว โดยบริษัทค้าปลีกของอเมริกาชื่อ Target ได้ออกมากล่าวว่าช่วงเทศกาลวันหยุดปลายปีที่จะถึงทางบริษัทจะวางจำหน่ายเพียงเครื่องเล่น Blu-ray เท่านั้น</p>
<p>	นับเป็นบริษัทใหญ่รายที่สองที่ตัดสินใจเลือกเพียงอย่างใดอย่างนึงระหว่าง Blu-ray ของ Sony ที่มีแนวร่วมหลักคือ Samsung, Apple และ Dell และ HD DVD ของ Toshiba ที่มี Microsoft หนุนหลัง โดยก่อนหน้านี้ Blockbuster ก็ประกาศใช้ Blu-ray เป็นสื่อบันทึกข้อมูลหลักภายในร้านเช่นกัน</p>
<p>	อย่างไรก็ตาม มีแหล่งข่าวทางฝั่ง HD DVD แจ้งว่ายอดขายของเครื่องเล่น HD DVD มีมากกว่า Blu-ray ถึงสามเท่าในทวีปยุโรป เมื่อการแข่งขันยังไม่มีผู้ชนะอย่างเด็ดขาด ผู้บริโภคอย่างเราๆ อาจจะต้องรอไปก่อน เพราะถึงแม้จะมีการลดราคาเครื่องเล่นไม่ว่าจะเป็น Blu-ray เองหรือแม้แต่ HD DVD ลงมากแล้วก็ตาม แต่แผ่นข้อมูลก็ยังมีราคาสูงอยู่</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.reuters.com/article/technologyNews/idUSN2643741920070726">Reuters</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>	ขณะที่การแข่งขันระหว่างเทคโนโลยีการบันทึกข้อมูลกำลังเป็นไปอย่างเข้มข้น ล่าสุด Blu-ray ชิงความได้เปรียบเหนือกว่าคู่แข่งอย่าง HD DVD ไปอีกก้าว โดยบริษัทค้าปลีกของอเมริกาชื่อ Target ได้ออกมากล่าวว่าช่วงเทศกาลวันหยุดปลายปีที่จะถึงทางบริษัทจะวางจำหน่ายเพียงเครื่องเล่น Blu-ray เท่านั้น</p>
<p>	นับเป็นบริษัทใหญ่รายที่สองที่ตัดสินใจเลือกเพียงอย่างใดอย่างนึงระหว่าง Blu-ray ของ Sony ที่มีแนวร่วมหลักคือ Samsung, Apple และ Dell และ HD DVD ของ Toshiba ที่มี Microsoft หนุนหลัง โดยก่อนหน้านี้ Blockbuster ก็ประกาศใช้ Blu-ray เป็นสื่อบันทึกข้อมูลหลักภายในร้านเช่นกัน</p>
<p>	อย่างไรก็ตาม มีแหล่งข่าวทางฝั่ง HD DVD แจ้งว่ายอดขายของเครื่องเล่น HD DVD มีมากกว่า Blu-ray ถึงสามเท่าในทวีปยุโรป เมื่อการแข่งขันยังไม่มีผู้ชนะอย่างเด็ดขาด ผู้บริโภคอย่างเราๆ อาจจะต้องรอไปก่อน เพราะถึงแม้จะมีการลดราคาเครื่องเล่นไม่ว่าจะเป็น Blu-ray เองหรือแม้แต่ HD DVD ลงมากแล้วก็ตาม แต่แผ่นข้อมูลก็ยังมีราคาสูงอยู่</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.reuters.com/article/technologyNews/idUSN2643741920070726">Reuters</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>Samsung เตรียมส่ง LCD 30 นิ้วจอแรกของโลกที่เชื่อมต่อผ่าน DisplayPort</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5372" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5372</id>
    <published>2007-07-26T16:45:49+07:00</published>
    <updated>2007-07-28T18:12:31+07:00</updated>
    <author>
      <name>ZooRider</name>
    </author>
    <category term="DisplayPort" />
    <category term="LCD" />
    <category term="Samsung" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>ปัจจุบันเทคโนโลยีการแสดงผลมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเมื่อจอภาพมีความละเอียดสูง การส่งข้อมูลปริมาณมากๆ ไปยังจอภาพเพื่อแสดงผลมีความจำเป็น ซึ่งเทคโนโลยีการเชื่อมต่อปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น VGA หรือแม้แต่ DVI อาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการ </p>
<p>Samsung เตรียมก้าวนำคู่แข่งรายอื่นโดยการผลิตจอ LCD ขนาด 30 นิ้ว ที่ใช้การเชื่อมต่อผ่าน <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/DisplayPort">DisplayPort</a>  โดย DisplayPort คือมาตรฐานการเชื่อต่อสัญญาณภาพความเร็วสูง มีอัตราการส่งข้อมูลสูงถึง 10.8Gbps ทำให้สามารถส่งสัญญาณไปแสดงภาพความละเอียด 2560x1600 ได้โดยปราศจากความผิดเพี้ยน ทั้งนี้คาดกันว่า DisplayPort อาจจะเป็นมาตรฐานใหม่ที่จะมาแทน DVI, LVDS รวมถึง VGA  และมีบริษัทชั้นนำหลายแห่งที่เริ่มให้การสนับสนุน DisplayPort ที่ว่านี้แล้ว (อย่างเช่น AMD, Intel, Dell, Genesis Microchip, Hewlett-Packard, Lenovo, Molex, NVIDIA, Philips, Samsung, Analogix, และ Tyco Electronics)</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.itwire.com.au/content/view/13715/53/">iTWire.com.au</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>ปัจจุบันเทคโนโลยีการแสดงผลมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเมื่อจอภาพมีความละเอียดสูง การส่งข้อมูลปริมาณมากๆ ไปยังจอภาพเพื่อแสดงผลมีความจำเป็น ซึ่งเทคโนโลยีการเชื่อมต่อปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น VGA หรือแม้แต่ DVI อาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการ </p>
<p>Samsung เตรียมก้าวนำคู่แข่งรายอื่นโดยการผลิตจอ LCD ขนาด 30 นิ้ว ที่ใช้การเชื่อมต่อผ่าน <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/DisplayPort">DisplayPort</a>  โดย DisplayPort คือมาตรฐานการเชื่อต่อสัญญาณภาพความเร็วสูง มีอัตราการส่งข้อมูลสูงถึง 10.8Gbps ทำให้สามารถส่งสัญญาณไปแสดงภาพความละเอียด 2560x1600 ได้โดยปราศจากความผิดเพี้ยน ทั้งนี้คาดกันว่า DisplayPort อาจจะเป็นมาตรฐานใหม่ที่จะมาแทน DVI, LVDS รวมถึง VGA  และมีบริษัทชั้นนำหลายแห่งที่เริ่มให้การสนับสนุน DisplayPort ที่ว่านี้แล้ว (อย่างเช่น AMD, Intel, Dell, Genesis Microchip, Hewlett-Packard, Lenovo, Molex, NVIDIA, Philips, Samsung, Analogix, และ Tyco Electronics)</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.itwire.com.au/content/view/13715/53/">iTWire.com.au</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>โอโซนเยอะ พืชไม่ปลื้ม</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5369" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5369</id>
    <published>2007-07-26T15:46:35+07:00</published>
    <updated>2007-07-27T19:48:43+07:00</updated>
    <author>
      <name>ZooRider</name>
    </author>
    <category term="Science" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>        จากรายงานของนักวิทยาศาสตร์พบว่า การเพิ่มขึ้น	ของปริมาณโอโซนใกล้พื้นผิวโลกส่งผลกระทบต่อการจัดการกับคาร์บอนไดออกไซด์ของพืช และยังลดความสามารถในการรักษาสมดุลของปริมาณก๊าซเรือนกระจกของมันอีกด้วย โดยการเพิ่มขึ้นของปริมาณโอโซนในชั้นบรรยากาศที่ระดับความสูงปกติ จะลดความสามารถในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ของพืชถึงหนึ่งในสามเมื่อเทียบกับสภาพปกติ ซึ่งหลังจากบทความนี้ได้รับการออนไลน์ ก็สงผลกระทบต่อความเข้าใจของเราๆ ท่านๆ ต่อโอโซนและพืชไม่น้อยเลยทีเดียว      </p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>        จากรายงานของนักวิทยาศาสตร์พบว่า การเพิ่มขึ้น	ของปริมาณโอโซนใกล้พื้นผิวโลกส่งผลกระทบต่อการจัดการกับคาร์บอนไดออกไซด์ของพืช และยังลดความสามารถในการรักษาสมดุลของปริมาณก๊าซเรือนกระจกของมันอีกด้วย โดยการเพิ่มขึ้นของปริมาณโอโซนในชั้นบรรยากาศที่ระดับความสูงปกติ จะลดความสามารถในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ของพืชถึงหนึ่งในสามเมื่อเทียบกับสภาพปกติ ซึ่งหลังจากบทความนี้ได้รับการออนไลน์ ก็สงผลกระทบต่อความเข้าใจของเราๆ ท่านๆ ต่อโอโซนและพืชไม่น้อยเลยทีเดียว<br />
<br />
        โอโซนก่อตัวจากไนโตรเจนออกไซด์และการระเหยของไฮโดรคาร์บอนโดยความร้อนจากแสงอาทิตย์ โดยหนึ่งในองค์ประกอบหลักของโอโซนได้มาจากการเผาไหม้ของน้ำมัน และคาร์บอนที่ได้จากการเผาไหม้นั่นเองทำให้เกิดปฎิกิริยาทางเคมีก่อเกิดเป็นโอโซนขึ้นมา<br />
        ในชั้นบรรยากาศระดับสูงแล้วโอโซนมีประโยชน์อย่างมากในการป้องการรังสีต่างๆ จากนอกโลกไม่ให้ผ่านชั้นบรรยากาศเข้ามาแต่ในระดับพื้นผิวมันทำหน้าที่เป็นก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นพิษและทำให้เรารู้สึกหายใจไม่สะดวก นอกจากนี้ก๊าซดังกล่าวยังส่งผลต่อเซลของพืชโดยจะหยุดการทำงานของเซล สงผลให้ชะงักการเจริญเติบโตและมีสภาพแคระแกร็น<br />
        ในขณะที่สหรัฐเองพยายามที่จะจำกัดปริมาณของไนโตรเจนออกไซด์แต่ปริมาณโอโซนก็เพิ่มขึ้นเนื่องจากการเผาไหม้ของเชื่อเพลิงที่ได้จากฟอสซิล ในบางแห่งของโลกปริมาณโอโซนสูงกว่าระดับ 40 ส่วนต่อพันล้านส่วน โดยระดับปกติที่ได้จากการคำนวนของคอมพิวเตอร์จะอยู่ที่ 40 ส่วน แต่คาดกันว่าในปี 2100 อาจจะมีบางพิ้นที่ที่ปริมาณอาจจะสูงขึ้นไปถึง 70 ส่วนเลยทีเดียว<br />
        จากโมเดลในคอมพิวเตอร์ของนายสตีเฟน สิท (Stephen Sitch) นักวิทยาศาสตร์ทางด้านสภาวะแวดล้อมโลกพร้อมทั้งทีมงานได้ประเมินว่าพื้นที่ที่มีความเสี่ยงคือละแวก อเมริกาเหนือ ยุโรป จีน และอินเดีย<br />
        อย่างไรก็ดี ยังไม่ได้มีการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณของโอโซนต่อสภาวะโลกร้อน แต่อย่างใด ... </p>
<p>ที่มา: <a href="http://www.latimes.com/news/science/la-sci-ozone26jul26,0,4110666,print.story?coll=la-home-center">www.latimes.com</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ยาปัจจุบันช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งใช้ชีวิตได้ยาวนานขึ้น</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5366" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5366</id>
    <published>2007-07-26T13:46:25+07:00</published>
    <updated>2007-12-29T22:15:24+07:00</updated>
    <author>
      <name>ZooRider</name>
    </author>
    <category term="Cancer" />
    <category term="Health" />
    <category term="Science" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>	มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งอันดับต้นๆ ที่พบได้ในบรรดาคุณผู้หญิง ซ้ำร้ายการตรวจพบก็เป็นไปได้ยาก แต่มีข้อมูลที่พอทำให้เราอุ่นใจขึ้นมาได้บ้าง ด้วยคุณภาพของตัวยา และวิธีการรักษาที่มีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยการยื้อชีวิตผู้ป่วยก็ทำได้ยาวนานขึ้นในปัจจุบัน</p>
<p>	ตามรายงานของคุณหมอสตีเฟน เขีย (Stephen Chia) และทีมงานจากมหาวิทยาลัยบริสติท โคลัมเบียร์เมืองแวนคูเวอร์ โดยศึกษาประวัติการรักษาของผู้ป่วย 2,150 ราย ที่มีอาการป่วยด้วยมะเร็งเต้านมก่อนที่มะเร็งจะกระจายตัวไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย พบว่า ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ในช่วง เดือนมกราคม 1991 ถึง ธันวาคม 1992 ผู้ป่วยมีชีวิตรอดหลังจากการตรวจพบมะเร็งเฉลี่ย 438 วัน และเพื่มเป็น 450 วันในช่วง ปี 1994-1995 ส่วน ในปี 1997-1998 และ 1999-2001 คือ 564 วันและ 667 วัน ตามลำดับ ด้วยระยะเวลาที่แพทย์ยื้อชีวิตผู้ป่วยได้ยาวนานขึ้น ชี้ให้เห็นว่าคุณภาพของยารวมถึงวิธีที่ใช้ในการรักษาได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง </p>
<p>	ทางที่ดีอย่าเอาชีวิตไปเสื่ยงกับสารหรือพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความเสี่ยงจะดีกว่ามั๊ยครับ อย่างน้อยมันก็ยืดเวลาในการเป็นมะเร็งเราออกไป (ถ้าโชคร้ายเราต้องเป็นมะเร็ง) ...</p>
<p>ที่มา: <a href="http://www.sciam.com/article.cfm?alias=new-drugs-improve-breast&amp;chanID=sa003&amp;modsrc=reuters">www.sciam.com</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>	มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งอันดับต้นๆ ที่พบได้ในบรรดาคุณผู้หญิง ซ้ำร้ายการตรวจพบก็เป็นไปได้ยาก แต่มีข้อมูลที่พอทำให้เราอุ่นใจขึ้นมาได้บ้าง ด้วยคุณภาพของตัวยา และวิธีการรักษาที่มีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยการยื้อชีวิตผู้ป่วยก็ทำได้ยาวนานขึ้นในปัจจุบัน</p>
<p>	ตามรายงานของคุณหมอสตีเฟน เขีย (Stephen Chia) และทีมงานจากมหาวิทยาลัยบริสติท โคลัมเบียร์เมืองแวนคูเวอร์ โดยศึกษาประวัติการรักษาของผู้ป่วย 2,150 ราย ที่มีอาการป่วยด้วยมะเร็งเต้านมก่อนที่มะเร็งจะกระจายตัวไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย พบว่า ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ในช่วง เดือนมกราคม 1991 ถึง ธันวาคม 1992 ผู้ป่วยมีชีวิตรอดหลังจากการตรวจพบมะเร็งเฉลี่ย 438 วัน และเพื่มเป็น 450 วันในช่วง ปี 1994-1995 ส่วน ในปี 1997-1998 และ 1999-2001 คือ 564 วันและ 667 วัน ตามลำดับ ด้วยระยะเวลาที่แพทย์ยื้อชีวิตผู้ป่วยได้ยาวนานขึ้น ชี้ให้เห็นว่าคุณภาพของยารวมถึงวิธีที่ใช้ในการรักษาได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง </p>
<p>	ทางที่ดีอย่าเอาชีวิตไปเสื่ยงกับสารหรือพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความเสี่ยงจะดีกว่ามั๊ยครับ อย่างน้อยมันก็ยืดเวลาในการเป็นมะเร็งเราออกไป (ถ้าโชคร้ายเราต้องเป็นมะเร็ง) ...</p>
<p>ที่มา: <a href="http://www.sciam.com/article.cfm?alias=new-drugs-improve-breast&amp;chanID=sa003&amp;modsrc=reuters">www.sciam.com</a></p>    ]]></content>
  </entry>
</feed>
