<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom">
  <title>javaboom's blog</title>
  <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/blog/javaboom"/>
  <link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blognone.com/blog/7354/atom/feed"/>
  <id>http://www.blognone.com/blog/7354/atom/feed</id>
  <updated>2008-11-07T12:38:08+07:00</updated>
  <entry>
    <title>อินเทลและจ็อบส์โดนฟ้อง 5 พันล้าน!</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/10258" />
    <id>http://www.blognone.com/node/10258</id>
    <published>2009-01-07T16:04:24+07:00</published>
    <updated>2009-01-07T23:43:00+07:00</updated>
    <author>
      <name>javaboom</name>
    </author>
    <category term="Apple" />
    <category term="intel" />
    <category term="Intellectual Property" />
    <category term="Lawsuits" />
    <category term="Processor" />
    <category term="Steve Jobs" />
    <category term="Virtualization" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ข่าวสดๆร้อนๆ และ(น่า)จะร้อนไปถึงอินเทลและลุงสตีฟ จ็อบส์ด้วย เรื่องก็มีอยู่ว่า นายแมทธิว โรเบิร์ต ยัง ได้ยื่นฟ้องศาลสหรัฐฯ โดยนายยังอ้างว่า นายจ็อบส์ได้ขโมยผลงานของนายยังไปให้บริษัทอินเทลโดยไม่ได้รับอนุญาตจากตน ซึ่งนายยังอ้างว่า ผลงานชิ้นนั้นก็คือต้นแบบของ Intel Core-2 Duo และเทคโนโลยี virtualization ที่อินเทลกำลังขายในท้องตลาด และนายยังได้เรียกร้องค่าเสียหายจากอินเทลและจ็อบส์เป็นเงินถึง 5 พันล้านเหรียญ</p>

<p>รายละเอียดของการฟ้องร้องด้วยจำนวนเงินมหาศาลครั้งนี้แสดงไว้ในไฟล์ <a href="http://www.doctorspinola.co.uk/Docs/young.pdf">PDF</a> ที่ลิงค์ในแหล่งข่าว ซึ่งมีรายละเอียดยาวพอสมควร แต่สรุปคร่าวๆได้ว่า นายยังเคยได้แสดงผลงานของเขาต่อนายจ็อบส์ที่บริษัทแอปเปิลในปี 2003 ซึ่งนายยังเรียกผลงานของเขาว่า คอมพิวเตอร์ที่ทนต่อแฮกเกอร์และไวรัสโดยใช้โปรเซสเซอร์แบบมัลติเฟส ซึ่งมีชื่อเรียกสั้นๆว่า LANCELOT อย่างไรก็ตาม นายจ็อบส์ไม่เคยตอบตกลงยอมรับเอางานของเขาไปผลิตแต่อย่างใด จนกระทั่งในปี 2006 บริษัทอินเทลได้ประกาศทุ่มงบ 218 ล้านเหรียญให้กับเทคโนโลยี virtualization ร่วมกับ VMware และในข่าวมีรูปภาพที่ท่านรองประธานอาวุโสของอินเทล นาย Pat Gelsinger กำลังถือเมนบอร์ดตัวหนึ่งด้วยมือข้างซ้าย ซึ่งนายยังอ้างว่า เมนบอร์ดตัวนั้นสร้างจากทรัพย์สินทางปัญญาที่เขาคิดค้นขึ้นมาในนามว่า LANCELOT นั่นเอง</p>

<p>ผมได้เรียบเรียงข้อกล่าวหาที่นายยังได้ยื่นต่อศาล ด้วยลำดับเหตุการณ์ ดังต่อไปนี้</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ข่าวสดๆร้อนๆ และ(น่า)จะร้อนไปถึงอินเทลและลุงสตีฟ จ็อบส์ด้วย เรื่องก็มีอยู่ว่า นายแมทธิว โรเบิร์ต ยัง ได้ยื่นฟ้องศาลสหรัฐฯ โดยนายยังอ้างว่า นายจ็อบส์ได้ขโมยผลงานของนายยังไปให้บริษัทอินเทลโดยไม่ได้รับอนุญาตจากตน ซึ่งนายยังอ้างว่า ผลงานชิ้นนั้นก็คือต้นแบบของ Intel Core-2 Duo และเทคโนโลยี virtualization ที่อินเทลกำลังขายในท้องตลาด และนายยังได้เรียกร้องค่าเสียหายจากอินเทลและจ็อบส์เป็นเงินถึง 5 พันล้านเหรียญ</p>

<p>รายละเอียดของการฟ้องร้องด้วยจำนวนเงินมหาศาลครั้งนี้แสดงไว้ในไฟล์ <a href="http://www.doctorspinola.co.uk/Docs/young.pdf">PDF</a> ที่ลิงค์ในแหล่งข่าว ซึ่งมีรายละเอียดยาวพอสมควร แต่สรุปคร่าวๆได้ว่า นายยังเคยได้แสดงผลงานของเขาต่อนายจ็อบส์ที่บริษัทแอปเปิลในปี 2003 ซึ่งนายยังเรียกผลงานของเขาว่า คอมพิวเตอร์ที่ทนต่อแฮกเกอร์และไวรัสโดยใช้โปรเซสเซอร์แบบมัลติเฟส ซึ่งมีชื่อเรียกสั้นๆว่า LANCELOT อย่างไรก็ตาม นายจ็อบส์ไม่เคยตอบตกลงยอมรับเอางานของเขาไปผลิตแต่อย่างใด จนกระทั่งในปี 2006 บริษัทอินเทลได้ประกาศทุ่มงบ 218 ล้านเหรียญให้กับเทคโนโลยี virtualization ร่วมกับ VMware และในข่าวมีรูปภาพที่ท่านรองประธานอาวุโสของอินเทล นาย Pat Gelsinger กำลังถือเมนบอร์ดตัวหนึ่งด้วยมือข้างซ้าย ซึ่งนายยังอ้างว่า เมนบอร์ดตัวนั้นสร้างจากทรัพย์สินทางปัญญาที่เขาคิดค้นขึ้นมาในนามว่า LANCELOT นั่นเอง</p>

<p>ผมได้เรียบเรียงข้อกล่าวหาที่นายยังได้ยื่นต่อศาล ด้วยลำดับเหตุการณ์ ดังต่อไปนี้
<!--break--></p>

<p><strong>หมายเหตุ ขอย้ำอีกทีว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ยังไม่ได้รับการตัดสินในชั้นศาล</strong></p>

<ul>
<li><p>ประมาณเดือนมีนาคมปี 2003 นายยังได้แสดงผลงาน LANCELOT ของเขาให้นายจ็อบส์ดู แต่ไม่ได้ส่งรายละเอียดของงานนี้ให้กับจ็อบส์ (น่าจะเป็นพิมพ์เขียว) โดยนายยังเสนอกับจ็อบส์ว่า เขาจะช่วยแอปเปิลพัฒนาผลิตภัณฑ์และช่วยในเรื่องการตลาด หากจ็อบส์ยอมเซ็นสัญญาและจ่ายค่าตอบแทนให้เขาเป็นเงิน 250 ล้านเหรียญ แต่ท้ายที่สุด จ็อบส์ก็ไม่ได้ตอบตกลงในสัญญาดังกล่าว</p></li>
<li><p>ในปลายปี 2003 นายจ็อบส์ได้มอบทรัพย์สินทางปัญญาของนายยัง ไปให้บริษัทอินเทลโดยไม่ได้รับอนุญาต และจ็อบส์ไม่ได้บอกอินเทลด้วยว่าเอามาจากใคร ซึ่งในเวลาต่อมา งานดังกล่าวได้ถูกนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ Dual-Core/Core-2 Duo และเทคโนโลยี virtualization</p></li>
<li><p>เดือนมิถุนายนปี 2006 บริษัทอินเทลได้ออกข่าวที่มีภาพรองประธานอาวุโสของอินเทลกำลังถือเมนบอร์ดที่สร้างจากผลงานของนายยัง</p></li>
<li><p>นายยังกล่าวว่า มีมูลเค้าที่อินเทลเคยได้เอางานของเขาไปใช้ก่อนปี 2006 โดยในปลายปี 2005 อินเทลได้ออกผลิตภัณฑ์ไมโครเซสเซอร์ dual-core และได้ขอการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งและโปรแกรมเมอร์หลายท่าน ให้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องมัลติเทรด โดยนายยังอ้างว่า อินเทลเอาเทคโนโลยีของเขาไปใช้ แต่ยังไม่รู้วิธีใช้ที่ถูกต้อง อินเทลเลยต้องยืมมือคนอื่นให้เข้ามาช่วย ซึ่งนายยังกล่าวว่าเขารู้วิธีดังกล่าว</p></li>
<li><p>ในปี 2006 นายยังพบว่าอินเทลได้ประโยชน์จากงานของเขาเป็นเงินมากกว่า 2 แสนล้านเหรียญ นายยังจึงส่งจดหมายไปหาอินเทล เพื่ออ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในผลงานของเขาในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2007 (ลองไปอ่านได้ที่หน้า 12 ของไฟล์ <a href="http://www.doctorspinola.co.uk/Docs/young.pdf">PDF</a>)  โดยนายยังได้เรียกร้องให้อินเทลจ่ายชดเชยให้เขาเป็นเงินมูลค่า 70% ของรายได้ที่อินเทลหาประโยชน์จากงานของเขา และเขาทิ้งท้ายว่าหากไม่ทำตาม เขาจะส่งมอบงานของเขาไปให้คู่แข่งของอินเทลอย่าง AMD</p></li>
<li><p>ผ่านไปไม่ถึงเดือน อินเทลตอบจดหมายกลับไปหานายยังด้วยใจความนิ่มๆ ว่า &#8220;อินเทลขอไม่ดำเนินการกับเรื่องนี้&#8221; อย่างไรก็ดี อินเทลไม่ได้คัดค้านหรือยอมรับว่านายยังคือเจ้าของผลงาน</p></li>
<li><p>หลังได้รับจดหมายตอบกลับจากอินเทล นายยังเขียนจดหมายไปหาอินเทลอีกครั้ง โดยเรียกร้องเงิน 15% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์ทุกตัวที่พัฒนาโดยใช้ผลงานของเขา</p></li>
<li><p>อินเทลได้ตอบจดหมายกลับไปหาเขา แต่ผมไม่เจอหลักฐานประกอบดังกล่าวในไฟล์ <a href="http://www.doctorspinola.co.uk/Docs/young.pdf">PDF</a> ซึ่งผมคิดว่าคำตอบจากอินเทลคงขัดแย้งกับสิ่งที่นายยังต้องการ ทำให้นายยังต้องฟ้องศาลเพื่อขอความเป็นธรรม</p></li>
<li><p>ในเวลาต่อมา นายยังพบว่า หนังสือพิมพ์หลายแห่งให้ข่าวว่าอินเทลสร้างกำไรกว่า 5 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งนายยังกล่าวว่าเป็นเม็ดเงินที่เกิดจากงานของเขา</p></li>
<li><p>นายยังกล่าวว่าอินเทลจะไม่ได้เป็นผู้นำระดับโลกในตลาดไมโครโปรเซสเซสเซอร์เลย หากว่าวันนั้น สตีฟ จ็อบส์แห่งแอปเปิลไม่ได้ขโมยเอาผลงานของนายยังไปให้อินเทล และเป็นเรื่องง่ายที่บริษัท AMD หรือบริษัท Micron Technology จะได้เป็นผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมไมโครเซสเซอร์ หากว่าได้ผลงานของเขาไปพัฒนา</p></li>
</ul>

<p>ที่มา - <a href="http://www.tgdaily.com/content/view/40839/135/">TG Daily</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ห้าเทคโนโลยีแห่งปี 2009 ที่ SME ควรจับตามอง</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/10243" />
    <id>http://www.blognone.com/node/10243</id>
    <published>2009-01-06T14:38:47+07:00</published>
    <updated>2009-01-07T08:59:17+07:00</updated>
    <author>
      <name>javaboom</name>
    </author>
    <category term="Cloud Computing" />
    <category term="Netbook" />
    <category term="Notebook" />
    <category term="Open Source" />
    <category term="Social Network" />
    <category term="Virtualization" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ในปีที่ผ่านมา บริษัทหลายแห่งต้องเจอวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นไปได้สูงมากที่ในปีนี้ ผู้บริหารบริษัทต้องควบคุมงบประมาณสำหรับไอทีให้รอบคอบยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจจะสาหัสเพียงใดก็ตาม บริษัทน้อยใหญ่ก็ยังต้องพึ่งพาไอที ดังนั้น ทาง eWEEK จึงได้แนะนำ 5 เทคโนโลยีที่บริิษัทขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SME ควรจับตามอง อันได้แก่</p>

<ol>
<li>Cloud Computing</li>
<li>Virtualization</li>
<li>Notebook/Netbook</li>
<li>Open Source Software</li>
<li>Social Network</li>
</ol>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ในปีที่ผ่านมา บริษัทหลายแห่งต้องเจอวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นไปได้สูงมากที่ในปีนี้ ผู้บริหารบริษัทต้องควบคุมงบประมาณสำหรับไอทีให้รอบคอบยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจจะสาหัสเพียงใดก็ตาม บริษัทน้อยใหญ่ก็ยังต้องพึ่งพาไอที ดังนั้น ทาง eWEEK จึงได้แนะนำ 5 เทคโนโลยีที่บริิษัทขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SME ควรจับตามอง อันได้แก่</p>

<ol>
<li>Cloud Computing</li>
<li>Virtualization</li>
<li>Notebook/Netbook</li>
<li>Open Source Software</li>
<li>Social Network</li>
</ol>

<!--break-->

<p><strong>1.Cloud Computing</strong></p>

<p>Cloud Computing หรือการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆจะช่วยให้บริษัทสามารถเช่าระบบสารสนเทศขององค์กรขนาดใหญ่ด้วยการลงทุนต่ำได้ และยังมีผู้เชี่ยวชาญดูแลระบบสารสนเทศตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ ผู้ให้บริการกลุ่มเมฆจะจัดเตรียมบริการไว้หลากหลาย อาทิเช่น บริการจัดเก็บข้อมูลออนไลน์, บริการโฮสต์ระบบสารสนเทศ, และบริการเว็บแอพพลิเคชัน (หรือ SaaS) โดยบริษัทสามารถเลือกบริการที่เหมาะกับความต้องการ และสามารถจ่ายค่าบริการตามที่ใช้งานจริงได้</p>

<p><strong>2.Virtualization</strong></p>

<p>เทคโนโลยี virtualization สามารถช่วยลดต้นทุนสำหรับการจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เกินความจำเป็นและยังช่วยประหยัดค่าดูแลรักษาได้ อีกทั้งช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้อีกด้วย โดยเทคโนโลยี virtualization สามารถทำให้คอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องทำงานได้หลากหลายมากขึ้น จากการติดตั้งคอมพิวเตอร์เสมือนหลายๆเครื่องไว้บนคอมพิวเตอร์จริงเครื่องเดียว ยกตัวอย่างเช่น การใช้วิธีการรวมระบบ (consolidation) จะช่วยประหยัดงบในการรันระบบสารสนเทศได้เป็นอย่างมาก ลองดูตัวอย่่างหนึ่งได้ที่<a href="http://www.blognone.com/node/10207">ข่าวเก่า</a></p>

<p><strong>3.Notebook/Netbook</strong></p>

<p>จาก<a href="http://blognone.com/node/10142">ข่าวเก่า</a> โดยคุณ pawinpawin ยอดจำหน่ายโน้ตบุ๊คในหลายประเทศได้แซงหน้าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะไปแล้ว ด้วยขนาดเล็กจึงกินพื้นที่ทำงานน้อย เคลื่อนย้ายสะดวก ประหยัดไฟ และยังมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น มากไปกว่านั้นคือ ราคาที่ถูกลงไปมากกว่าเมื่อก่อน โน้ตบุ๊คจึงเป็นตัวเลือกที่น่าจับตามองสำหรับยุคนี้ ส่วนเน็ตบุ๊คก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ควรพิจารณา ซึ่งสามารถทำให้องค์กรประหยัดงบไปได้มาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น eWEEK ก็ได้แนะนำว่า อย่าคำนึงแต่ราคาที่ถูกเพียงอย่างเดียว เพราะโน้ตบุ๊คหรือเน็ตบุ๊คคงมีความสามารถสู้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะไม่ได้ เราจึงควรเลือกคอมพิวเตอร์ที่เหมาะกับงานที่จะเอาไปใช้ด้วย</p>

<p><strong>4.Open Source Software</strong></p>

<p>ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สสามารถช่วยบริษัท SME ประหยัดงบไอทีได้เป็นอย่างมาก แม้ในบางกรณี บริษัทอาจต้องลงทุนกับค่าติดตั้ง ดูแลรักษาและค่าอบรม แต่ในภาพรวมแล้ว ค่าใช้จ่ายสำหรับโอเพนซอร์ส ยังถือว่าน้อยกว่าซอฟต์แวร์เพื่อการค้าเป็นอย่างมาก</p>

<p><strong>5.Social Network</strong></p>

<p>บริษัท SME สามารถนำ social network (เช่้น Facebook และ hi5) ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในทา่งธุรกิจได้ ด้วยสาเหตุที่ social network คือช่องทางการเข้าถึงผู้คนหรือลูกค้าได้ในวงกว้าง และบริษัทไม่ต้องเสียงบในการสมัครใช้บริการเลย ทั้งนี้ บริษัทสามารถใช้ social network ในการติดต่อกับลูกค้าหรือพนักงานของบริษัท และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของบริษัทได้</p>

<p>ตามที่ eWEEK รายงานนี้ มีเทคโนโลยีถึง 3 ตัวด้วยกันที่ตรงกับที่การ์ตเนอร์เคยได้วิเคราะห์ไว้ในรายงาน 10 กลยุทธ์เทคโนโลยีแห่งปี 2009 [<a href="http://www.blognone.com/node/9294">ข่าวเก่า</a>] นั่นคือ cloud computing, virtualization และ social network</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.eweek.com/c/a/Midmarket/Five-Tech-Trends-to-Watch-in-2009/">eWEEK</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>Alibaba ลงทุน 100 ล้านหยวนปั้นกลุ่มเมฆในจีน</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/10224" />
    <id>http://www.blognone.com/node/10224</id>
    <published>2009-01-05T14:11:11+07:00</published>
    <updated>2009-01-05T22:17:38+07:00</updated>
    <author>
      <name>javaboom</name>
    </author>
    <category term="Alibaba" />
    <category term="China" />
    <category term="Cloud Computing" />
    <category term="IBM" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>บริษัท Alibaba ผู้นำธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของจีน ประกาศแผนก่อตั้งศูนย์ประมวลผลแบบกลุ่มเมฆเชิงพาณิชย์ โดยจะเริ่มสร้างศูนย์ดังกล่าวในต้นปีนี้ที่เมืองหนานจิง และคาดว่าจะใช้งบสำหรับช่วงเริ่มต้นประมาณ 100 ล้านหยวน ทั้งนี้ศูนย์ดังกล่าวจะให้บริการลูกค้าในประเทศด้วยบริการอย่าง บริการการประมวลผลออนไลน์ (อาจจะเป็นแบบ Amazon EC2) และการจัดเก็บข้อมูลออนไลน์ นอกจากนี้  Alibaba ยังมีแผนก่อตั้งศูนย์การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆเพิ่มที่เมืองอื่นๆในภายภาคหน้า</p>

<p>จากแหล่งข่าว Alibaba อ้างว่า ศูนย์แห่งนี้จะเป็นศูนย์การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆเชิงพาณิชย์แห่งแรกของประเทศจีน แต่หากจะกล่าวถึงศูนย์การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆแห่งแรกของจีนแล้ว ควรเป็นของไอบีเอ็ม อันเป็นศูนย์ที่เพิ่งก่อตั้งในเมืองอู๋ซีเมื่อต้นปีที่ผ่านมา [<a href="http://www-03.ibm.com/press/us/en/pressrelease/23426.wss">ข่าวเก่า</a>] และเป็นศูนย์ที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกันกับ IBM Blue Cloud  โดยบริการหลักของศูนย์แห่งนี้ คือ บริการเซิร์ฟเวอร์เสมือนและซอฟต์แวร์ออนไลน์ และเจาะกลุ่มเป้าหมายไปที่บริษัทซอฟต์แวร์ที่มีอยู่จำนวนมากในจีน</p>

<p>ที่มา - <a href="http://news.alibaba.com/article/detail/business-in-china/100036212-1-alibaba-build-cloud-computing-center.html">Alibaba.com</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>บริษัท Alibaba ผู้นำธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของจีน ประกาศแผนก่อตั้งศูนย์ประมวลผลแบบกลุ่มเมฆเชิงพาณิชย์ โดยจะเริ่มสร้างศูนย์ดังกล่าวในต้นปีนี้ที่เมืองหนานจิง และคาดว่าจะใช้งบสำหรับช่วงเริ่มต้นประมาณ 100 ล้านหยวน ทั้งนี้ศูนย์ดังกล่าวจะให้บริการลูกค้าในประเทศด้วยบริการอย่าง บริการการประมวลผลออนไลน์ (อาจจะเป็นแบบ Amazon EC2) และการจัดเก็บข้อมูลออนไลน์ นอกจากนี้  Alibaba ยังมีแผนก่อตั้งศูนย์การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆเพิ่มที่เมืองอื่นๆในภายภาคหน้า</p>

<p>จากแหล่งข่าว Alibaba อ้างว่า ศูนย์แห่งนี้จะเป็นศูนย์การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆเชิงพาณิชย์แห่งแรกของประเทศจีน แต่หากจะกล่าวถึงศูนย์การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆแห่งแรกของจีนแล้ว ควรเป็นของไอบีเอ็ม อันเป็นศูนย์ที่เพิ่งก่อตั้งในเมืองอู๋ซีเมื่อต้นปีที่ผ่านมา [<a href="http://www-03.ibm.com/press/us/en/pressrelease/23426.wss">ข่าวเก่า</a>] และเป็นศูนย์ที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกันกับ IBM Blue Cloud  โดยบริการหลักของศูนย์แห่งนี้ คือ บริการเซิร์ฟเวอร์เสมือนและซอฟต์แวร์ออนไลน์ และเจาะกลุ่มเป้าหมายไปที่บริษัทซอฟต์แวร์ที่มีอยู่จำนวนมากในจีน</p>

<p>ที่มา - <a href="http://news.alibaba.com/article/detail/business-in-china/100036212-1-alibaba-build-cloud-computing-center.html">Alibaba.com</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ไมโครซอฟท์รักษ์โลกสีเขียว</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/10207" />
    <id>http://www.blognone.com/node/10207</id>
    <published>2009-01-02T16:57:04+07:00</published>
    <updated>2009-01-05T22:14:13+07:00</updated>
    <author>
      <name>javaboom</name>
    </author>
    <category term="Environment" />
    <category term="Green IT" />
    <category term="Microsoft" />
    <category term="Virtualization" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>กูเกิลได้ขึ้นชื่อว่าเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอันดับต้นในวงการไอที [<a href="http://www.blognone.com/node/9162">ข่าวเก่า</a>] หรือเรียกกันว่าเป็นผู้นำด้าน &#8220;กรีนไอที&#8221; ข่าวล่าสุดจากคู่กัดของกูเกิลอย่างไมโครซอฟท์ ได้ออกมาเปิดเผยให้ชาวโลกทราบว่า ไมโครซอฟท์ก็ไม่ยิ่งหย่อนในเรื่องกรีนไอทีเช่นกัน</p>

<p>ไมโครซอฟท์ออกวารสาร The Architecture Journal ฉบับที่ 18 ภายใต้หัวข้อชื่อ Green Computing ซึ่งเน้นไปที่การออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม อาทิเช่น การออกแบบศูนย์ข้อมูลที่ใช้ต้นทุนต่ำ แต่ให้ประสิทธิภาพการทำงานที่สูงและประหยัดไฟ, การใช้เทคโนโลยี virtualization เพื่อกรีนไอที และการออกแบบแอพพลิชันที่ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้า เป็นต้น ในบทสุดท้ายได้ยกตัวอย่างการบริหารจัดการ SQL Server โดยใช้วิธีการรวมระบบ (server consolidation) ของเทคโนโลยี virtualization อันทำให้ประหยัดต้นทุนในการรันระบบ (รวมค่าไฟด้วย) ได้กว่า 11 ล้านเหรียญต่อปี</p>

<p>จากการที่ผมอ่านวารสารฉบับนี้ในบางบท พบว่าเนื้อหามีประโยชน์มากสำหรับผู้ที่ต้องการออกแบบระบบสารสนเทศที่คำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม ท่านที่สนใจสามารถดาวน์โหลดวารสารเล่มนี้ได้ฟรีที่ <a href="http://download.microsoft.com/download/4/8/0/48030820-12A4-4FE9-B001-C2CF56BC42A5/AJ18_EN.zip">MSDN</a></p>

<p>ที่มา - <a href="http://weblog.infoworld.com/sustainableit/archives/2008/12/microsoft_green_1.html">InfoWorld</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>กูเกิลได้ขึ้นชื่อว่าเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอันดับต้นในวงการไอที [<a href="http://www.blognone.com/node/9162">ข่าวเก่า</a>] หรือเรียกกันว่าเป็นผู้นำด้าน &#8220;กรีนไอที&#8221; ข่าวล่าสุดจากคู่กัดของกูเกิลอย่างไมโครซอฟท์ ได้ออกมาเปิดเผยให้ชาวโลกทราบว่า ไมโครซอฟท์ก็ไม่ยิ่งหย่อนในเรื่องกรีนไอทีเช่นกัน</p>

<p>ไมโครซอฟท์ออกวารสาร The Architecture Journal ฉบับที่ 18 ภายใต้หัวข้อชื่อ Green Computing ซึ่งเน้นไปที่การออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม อาทิเช่น การออกแบบศูนย์ข้อมูลที่ใช้ต้นทุนต่ำ แต่ให้ประสิทธิภาพการทำงานที่สูงและประหยัดไฟ, การใช้เทคโนโลยี virtualization เพื่อกรีนไอที และการออกแบบแอพพลิชันที่ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้า เป็นต้น ในบทสุดท้ายได้ยกตัวอย่างการบริหารจัดการ SQL Server โดยใช้วิธีการรวมระบบ (server consolidation) ของเทคโนโลยี virtualization อันทำให้ประหยัดต้นทุนในการรันระบบ (รวมค่าไฟด้วย) ได้กว่า 11 ล้านเหรียญต่อปี</p>

<p>จากการที่ผมอ่านวารสารฉบับนี้ในบางบท พบว่าเนื้อหามีประโยชน์มากสำหรับผู้ที่ต้องการออกแบบระบบสารสนเทศที่คำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม ท่านที่สนใจสามารถดาวน์โหลดวารสารเล่มนี้ได้ฟรีที่ <a href="http://download.microsoft.com/download/4/8/0/48030820-12A4-4FE9-B001-C2CF56BC42A5/AJ18_EN.zip">MSDN</a></p>

<p>ที่มา - <a href="http://weblog.infoworld.com/sustainableit/archives/2008/12/microsoft_green_1.html">InfoWorld</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ประหยัดไฟตระกูล Blue Gene/P</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/10114" />
    <id>http://www.blognone.com/node/10114</id>
    <published>2008-12-22T16:19:01+07:00</published>
    <updated>2008-12-23T22:22:07+07:00</updated>
    <author>
      <name>javaboom</name>
    </author>
    <category term="Green IT" />
    <category term="High Performance Computing" />
    <category term="IBM" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ IBM Blue Gene/P ที่ศูนย์วิจัยอาร์กอนน์ติดอันดับ 5 ใน <a href="http://top500.org/list/2008/11/100">TOP500 ครั้งล่าสุด</a> นอกเหนือพลังประมวลผลที่มากถึง 450.30 เทราฟลอปแล้ว ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระบบนี้ยังช่วยประหยัดค่าไฟต่อปีได้มากกว่าหนึ่งล้านเหรียญ (เมื่อเทียบกับระบบที่มีสมรรถนะการประมวลผลเท่าๆกัน) สำหรับเคล็ดลับของความสำเร็จนี้ เกิดจากการออกแบบสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์และสร้างระบบทำความเย็นที่มีประสิทธิภาพ</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ IBM Blue Gene/P ที่ศูนย์วิจัยอาร์กอนน์ติดอันดับ 5 ใน <a href="http://top500.org/list/2008/11/100">TOP500 ครั้งล่าสุด</a> นอกเหนือพลังประมวลผลที่มากถึง 450.30 เทราฟลอปแล้ว ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระบบนี้ยังช่วยประหยัดค่าไฟต่อปีได้มากกว่าหนึ่งล้านเหรียญ (เมื่อเทียบกับระบบที่มีสมรรถนะการประมวลผลเท่าๆกัน) สำหรับเคล็ดลับของความสำเร็จนี้ เกิดจากการออกแบบสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์และสร้างระบบทำความเย็นที่มีประสิทธิภาพ</p>

<!--break-->

<p>Blue Gene/P ใช้พลังงานไฟฟ้าปริมาณต่ำ เพราะว่าใช้โปรเซสเซอร์ที่กินไฟน้อยและทำงานที่ความเร็วสัญญาณนาฬิกาเพียง 850 เมกะเฮิร์ต ซึ่งถือว่าช้ากว่าโปรเซสเซอร์สำหรับเซิร์ฟเวอร์ปัจจุบันถึง 3 เท่า * และเพื่อทดแทนความเร็วที่ช้านี้ Blue Gene/P จึงติดตั้งโปรเซสเซอร์ชนิดนี้ถึง 163,840 คอร์ นอกจากนี้ Blue Gene/P เลือกใช้สถาปัตยกรรมแบบซิสเต็มออนชิป  ซึ่งมีลักษณะเป็นบอร์ดที่รวมเอาโปรเซสเซอร์ 4 คอร์และวงจรที่สำคัญไว้บนบอร์ดเดียว ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลและประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ Blue Gene/P ยังมีระบบจัดการพลังงาน โดยงดการจ่ายไฟฟ้าไปที่ชิปและอุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้งาน</p>

<p>ศูนย์วิจัยอาร์กอนน์จัดการระบบทำความเย็นของ Blue Gene/P โดยใช้พัดลมแทนเครื่องปรับอากาศ ซึ่งพัดลมดังกล่าวจะใช้ในการไหลเวียนความเย็นที่เกิดจากระบบทำความเย็นด้วยน้ำ ทั้งนี้ อาร์กอนน์มีถังเก็บน้ำเย็นที่ติดตั้งไว้นอกอาคาร หากว่าสภาพอากาศภายนอกอาคารต่ำกว่า 35 องศาฟาเรนไฮน์ จะทำให้ได้น้ำเย็นมาโดยไม่ต้องใช้เครื่องทำความเย็นเลย และประหยัดค่าไฟได้มากถึง 25,000 เหรียญต่อเดือน</p>

<p>* ความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วสัญญาณนาฬิกาของโปรเซสเซอร์และการใช้พลังงานไฟฟ้า เป็นแบบเอกซ์โพเนนเชียล ดังนั้น ทางออกในการแก้ปัญหาคือ เพิ่มจำนวนคอร์ของโปรเซสเซอร์ แต่ไม่เพิ่มความเร็วให้เกินไปกว่า 4 กิกะเฮิร์ต หากสูงกว่านี้ ระบบคอมพิวเตอร์จะใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมากและสร้างความร้อนที่มากขึ้นตามมาด้วย</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.eetimes.com/news/latest/showArticle.jhtml?articleID=212501170">EETimes</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงาน Live Services Jumpstart 2009</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/10022" />
    <id>http://www.blognone.com/node/10022</id>
    <published>2008-12-16T10:11:48+07:00</published>
    <updated>2008-12-18T17:21:53+07:00</updated>
    <author>
      <name>javaboom</name>
    </author>
    <category term="Special Report" />
    <category term="Cloud Computing" />
    <category term="Microsoft" />
    <category term="Windows Live" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 10 - 11 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ที่ผ่านมา ผมได้เข้าคอร์สอบรมของไมโครซอฟท์ ในหัวข้อ <a href="http://www.lsjumpstart.com">Live Services Jumpstart 2009</a> จัดขึ้นที่โรงแรมแมริออท ประเทศสิงคโปร์ ทั้งนี้ Live Services Jumpstart จัดว่าเป็นการอบรมครั้งยิ่งใหญ่ของไมโครซอฟท์ เพราะจัดอบรมในเวลาไล่เลี่ยกันในหลายประเทศ และใช้งบในการจัดอบรมไม่น้อยทีเดียว (ดูจากจำนวนผู้เข้าอบรม และสถานที่อบรมกับอาหารชั้นดี) ขอแนะนำสั้นๆก่อนว่า การอบรมนี้เป็นภาคปฏิบัติที่แนะนำให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์เข้าใจวิธีการพัฒนาแอพพลิเคชันเพื่อทำงานอยู่บน &#8220;กลุ่มเมฆของไมโครซอฟท์&#8221;</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 10 - 11 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ที่ผ่านมา ผมได้เข้าคอร์สอบรมของไมโครซอฟท์ ในหัวข้อ <a href="http://www.lsjumpstart.com">Live Services Jumpstart 2009</a> จัดขึ้นที่โรงแรมแมริออท ประเทศสิงคโปร์ ทั้งนี้ Live Services Jumpstart จัดว่าเป็นการอบรมครั้งยิ่งใหญ่ของไมโครซอฟท์ เพราะจัดอบรมในเวลาไล่เลี่ยกันในหลายประเทศ และใช้งบในการจัดอบรมไม่น้อยทีเดียว (ดูจากจำนวนผู้เข้าอบรม และสถานที่อบรมกับอาหารชั้นดี) ขอแนะนำสั้นๆก่อนว่า การอบรมนี้เป็นภาคปฏิบัติที่แนะนำให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์เข้าใจวิธีการพัฒนาแอพพลิเคชันเพื่อทำงานอยู่บน &#8220;กลุ่มเมฆของไมโครซอฟท์&#8221;</p>

<!--break-->

<p>ต่อไปนี้ ผมจะใช้คำว่า &#8220;กลุ่มเมฆ&#8221; แทนแพลตฟอร์มของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ทำงานอยู่บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อให้บริการในรูปแบบต่างๆแก่ผู้ใช้</p>

<h2>การอบรม Live Services Jumpstart</h2>

<p>Live Services Jumpstart เป็นคอร์สอบรมภาคปฏิบัติ ส่วนใหญ่ผู้เข้าอบรมเป็นบริษัทพาร์ทเนอร์ของไมโครซอฟท์ ส่วนบริษัทอื่นๆหรือบุคคลทั่วไปก็สามารถลงทะเบียนเข้าอบรมได้ด้วยเช่นกัน โดยไม่เสียค่าลงทะเบียนใดๆทั้งสิ้น ซึ่งเนื้อหาอบรมจะเน้นไปที่ แนวทางการพัฒนาแอพพลิเคชันด้วยเครื่องมือต่างๆที่จัดเตรียมโดย Live Services สำหรับตารางหัวข้ออบรม ท่านสามารถดูได้จาก <a href="http://www.lsjumpstart.com/content/info.asp?CcpSubsiteID=91&amp;vdid=0&amp;infoid=30&amp;mscssid=ADFK5MVU8W109KRAULJQCU7UHE75FMA5&amp;hdnPrivateEventID=&amp;PreRegistrationID=">Agenda</a> สำหรับข้อมูลอื่นๆของการอบรมสามารถดูได้ที่เว็บ <a href="http://www.lsjumpstart.com">lsjumpstart.com</a></p>

<p>ผมขอออกตัวก่อนว่า รายงานครั้งนี้ จะไม่รายงานในส่วนภาคปฏิบัติ ซึ่งเป็นการลงมือเขียนโปรแกรมแบบเป็นขั้นเป็นตอน แต่ผมจะรายงานแบบสรุปว่า เนื้อหาของการอบรมครอบคลุมเรื่องอะไรบ้าง และผมจะอ้างอิงเรื่องอื่นที่นอกเหนือจากการอบรมด้วย เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ทราบวิสัยทัศน์ของไมโครซอฟท์ และเนื่องจากผมห่างหายจากวงการพัฒนาซอฟต์แวร์ไปนานแล้ว ทำให้ผมไม่ถนัดที่จะอธิบายเทคโนโลยีต่างๆที่ไมโครซอฟท์ใช้อยู่ ดังนั้น หากท่านมีประสบการณ์และความรู้ในเรื่องนี้ ท่านสามารถแชร์สิ่งที่ท่านรู้ให้พวกเราได้อ่าน ก็จะเป็นพระคุณอย่างมาก</p>

<p>สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาวิธีการพัฒนาโปรแกรมด้วย Live Services จริงๆ ท่านสามารถศึกษาได้ด้วยตนเองที่ <a href="http://msdn.microsoft.com/en-us/library/bb264574.aspx">MSDN</a></p>

<h2>Windows Live  กับ Live Services</h2>

<p>ก่อนที่จะลงรายละเอียดของเนื้อหาอบรมจริงๆ ผมขออธิบายความหมายของ Windows Live กับ Live Services</p>

<p>Windows Live เป็นบริการบนอินเทอร์เน็ต สำหรับหน้าเว็บหลักของ Windows Live อยู่ที่ <a href="http://home.live.com/">home.live.com</a> ส่วน <a href="http://www.live.com">live.com</a> เป็นหน้าหลักของบริการ Live Search หากจะลงรายละเอียดไปอีกนิดนึง Windows Live ก็คือ ศูนย์กลางของบริการต่างๆที่ทำงานอยู่บนกลุ่มเมฆของไมโครซอฟท์ โดยมีบริการอยู่หลายตัวด้วยกันตามที่แสดงไว้ในภาพต่อไปนี้  ก่อนอื่นขอบอกไว้ล่วงหน้าก่อนว่า บริการบนกลุ่มเมฆของไมโครซอฟท์ไม่ได้มีแค่เพียง Windows Live เท่านั้น แต่ยังมีบริการอื่นอีก ซึ่งจะกล่าวในรายงานนี้นิดหน่อยในส่วนของ Azure</p>

<p><img src="http://lh3.ggpht.com/_smry6tg7VxQ/SUPxXd3KW6I/AAAAAAAAAv4/zpbMVq_xzws/s400/Windows%20Live.jpg" alt="alt text" title="Windows Live" /></p>

<p>ผมเชื่อว่าหลายท่านรู้จักและได้ใช้หรือกำลังใช้บริการของ Windows Live กันแล้ว บริการของ Windows Live มีมากมาย อันได้แก่ <a href="http://www.hotmail.com">Windows Live Hotmail</a>,  <a href="http://calendar.live.com">Windows Live Calendar</a>, <a href="http://alerts.live.com">Windows Live Alerts</a>, <a href="http://favorites.live.com">Windows Live Favorites</a>, <a href="http://skydrive.live.com">Windows Live SkyDrive</a>, <a href="http://spaces.live.com">Windows Live Spaces</a>, <a href="http://messenger.live.com">Windows Live Messenger</a> และอีกมากมาย (เคยใช้กันหมดหรือยังครับ) ส่วนท่านที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถอ่านข้อมูลคร่าวๆได้ที่ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Windows_Live#Windows_Live_services">Wikipedia</a></p>

<p>ส่วน Live Services คือ ศูนย์กลางของเครื่องมือสำหรับพัฒนาแอพพลิเคชันที่สามารถเข้าถึงผู้คนที่มีมากกว่า 400 ล้านรายที่กำลังใช้บริการต่างๆของ Windows Live อยู่ ถ้าหากมองความสัมพันธ์ระหว่าง Windows Live กับ Live Services แล้วจะกล่าวได้ว่า Live Services จัดเตรียมเครื่องมือสำหรับการพัฒนาแอพพลิเคชันเพื่อเรียกบริการของ Windows Live ทั้งนี้ หน้าเว็บหลักของ Live Services จะอยู่ที่ <a href="http://dev.live.com/">dev.live.com</a></p>

<h2>เกาะทั้งสี่</h2>

<p>การอบรมเริ่มที่การอธิบายถึง การดำรงชีวิตในยุคดิจิตอล (digital lives) ที่ต้องเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบทั้งหมด 4 กลุ่ม ซึ่งไมโครซอฟท์เรียกแต่ละกลุ่มว่า เกาะ (island) ได้แก่ เกาะของผู้คน (people), เกาะของอุปกรณ์ (devices), เกาะของแอพพลิเคชัน (applications), และ เกาะของข้อมูลที่เป็นหนึ่งเดียวกัน (data synchronization) โดยเกาะทั้งสี่นี้ก็คือวิสัยทัศน์ของไมโครซอฟท์ และไมโครซอฟท์ตั้งเป้าหมายไว้ว่าต้องพิชิตเกาะทั้งสี่นี้ให้ได้ ด้วยการรวมเกาะทั้งสี่ภายใต้กลุ่มเมฆเดียวกัน ซึ่งไมโครซอฟท์เรียกกลุ่มเมฆของตนว่า Azure</p>

<ul>
<li><p>เกาะของผู้คน คือ มนุษย์ที่ใช้ชีวิตในยุคดิจิตอล</p></li>
<li><p>เกาะของอุปกรณ์ เกิดจากการที่ไมโครซอฟท์เล็งเห็นว่าเกาะ people เป็นเจ้าของหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์หรือ device เป็นอย่างมาก ตัวอย่่างของอุปกรณ์ ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ (อย่าง Windows Mobile), พีดีเอ (เช่น Pocket PC), เครื่องเกมคอลโซล (เช่น XBOX 360), โทรทัศน์, เครื่อง set-top-box, Microsoft Surface, เครื่องเล่น MP3 แบบพกพา (เช่น Zune) และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ</p></li>
<li><p>เกาะของแอพพลิเคชัน เป็นเกาะของกลุ่มซอฟต์แวร์ ซึ่งต้องยอมรับเลยว่า ไมโครซอฟท์เป็นเจ้าพ่อที่สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์หลากหลายประเภทและครอบคลุมความต้องการได้อย่างกว้าง ตั้งแต่ Microsoft Windows สำหรับเป็นระบบปฏิบัติการ, Microsoft Office สำหรับจัดการงานเอกสารสำนักงาน, Microsoft Encarta สำหรับการศึกษา, และซอฟต์แวร์เกมต่างๆในเครือ Microsoft Game Studios เป็นต้น</p></li>
<li><p>เกาะของข้อมูลที่เป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นเกาะที่เกิดจากการประสานข้อมูลที่แชร์กันระหว่าง ผู้คน อุปกรณ์ และแอพพลิเคชัน หรือเรียกง่ายๆว่า เป็นการทำให้เกาะต่างๆเห็นข้อมูลเหมือนกัน ซึ่งระบบที่ใช้ในการประสานข้อมูลนี้มีชื่อว่า Live Mesh</p></li>
</ul>

<p>วิสัยทัศน์ของไมโครซอฟท์ คือ เกาะทั้งสี่ ได้แก่</p>

<blockquote>
  <p>People, Devices, Applications, Data Synchronization</p>
</blockquote>

<p>ผมขอเปรียบเทียบเกาะทั้งสี่ของไมโครซอฟท์ กับ กลยุทธ์ C3 ​​(Client Connectivity Cloud) ของกูเกิล ขออ้างอิงจาก<a href="http://www.blognone.com/node/8987​​">รายงาน Google Developer Day 2008</a> นำเสนอโดย <a href="http://www.blognone.com/blog/mk">mk</a></p>

<p>กูเกิลมีวิสัยทัศน์ว่า ผู้ใช้ ซึ่งเทียบได้กับ &#8220;เกาะของผู้คน&#8221; สามารถเข้าถึงบริการต่างๆที่ทำงานบนกลุ่มเมฆของกูเกิลผ่านเบราว์เซอร์ ทั้งนี้บริการของกูเกิลก็เทียบได้กับ &#8220;เกาะของแอพพลิเคชัน&#8221; โดยมีเบราว์เซอร์ทำหน้าที่เป็น client หรือตัวแทนของผู้คนในการเข้าถึงบริการต่างๆ และกูเกิลก็มี Gears สำหรับประสานข้อมูลระหว่างกลุ่มเมฆ กับ client ซึ่งเทียบได้กับ &#8220;เกาะของข้อมูลที่เป็นหนึ่งเดียวกัน&#8221; นอกจากนี้แล้ว กูเกิลยังมี Android ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ทำให้ผู้คนเข้าถึงบริการผ่านโทรศัพท์มือถือได้อีกด้วย และอุปกรณ์อย่างโทรศัพท์มือถือก็เทียบได้กับ &#8220;เกาะของอุปกรณ์&#8221;</p>

<h2>กลุ่มเมฆของไมโครซอฟท์ ในนามว่า Azure</h2>

<p>Azure คือ กลุ่มเมฆของไมโครซอฟท์ มีสถาปัตยกรรมดังภาพต่อไปนี้</p>

<p><img src="http://lh6.ggpht.com/_smry6tg7VxQ/SUQMWqOTLeI/AAAAAAAAAwA/MYOsjUyPF7o/s400/azure_services_platform.jpg" alt="alt text" title=" &quot;Azure Services Platform" /></p>

<p>ภาพรวมของสถาปัตยกรรมAzure มีอยู่ 3 ชั้น โดยชั้นล่างจะให้บริการงานเฉพาะทางแก่ชั้นบน ขออธิบายจากชั้นล่างขึ้นบน ดังนี้</p>

<ul>
<li><p>Windows Azure คือ ระบบปฏิบัติการของกลุ่มเมฆ</p></li>
<li><p>องค์ประกอบหลักทั้งห้า (หรือ building blocks ทั้งห้า) ประกอบด้วยเฟรมเวิร์คและรันไทม์สำหรับการทำงานของบริการและซอฟต์แวร์ต่างๆที่อยู่ชั้นบนสุด ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ประเภท อันได้แก่ Live Services, .NET Services, SQL Services, Sharepoint Services, และ CRM Services โดยเราจะเรียกองค์ประกอบในชั้นนี้กับชั้นของ Windows Azure รวมกันว่า <a href="http://www.microsoft.com/azure/default.mspx">Azure Services Platform</a></p></li>
<li><p>ชั้นบนสุด เป็นซอฟต์แวร์และบริการที่ใช้โดยเกาะทั้งสี่ตามที่กล่าวไปแล้ว ทั้งนี้ การอบรมจะครอบคลุมเพียง Windows Live</p></li>
</ul>

<p>ขออนุญาตไม่ลงรายละเอียดของ Azure เพราะผมยังไม่ได้มีโอกาสริวิวมันแบบจริงจัง ดังนั้น ขอย้อนกลับมาที่ Live Services อันเป็นหัวข้อหลักของการอบรมนะครับ</p>

<h2>พัฒนาแอพพลิเคชันด้วย Live Services</h2>

<p>ขอกล่าวถึง Live Services แบบกว้างๆว่า Live Services เป็น ชุดพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ประกอบด้วยเฟรมเวิร์คและ API มากมายสำหรับการพัฒนาแอพพลิเคชันเพื่อเข้าถึงบริการต่างๆของ Windows Live และยังมีชุดพัฒนาสำหรับการประสานข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ  ทั้งนี้ Live Services ได้จัดเตรียมเครื่องมือสำหรับพัฒนาแอพพลิเคชันโดย Visual Studio .NET และที่สำคัญไปกว่านั้น Live Services ยังจัดเตรียมวิธีการพัฒนาแอพพลิเคชันที่อิงกับมาตรฐานสากล ทำให้รองรับภาษาคอมพิวเตอร์และแพลตฟอร์มอื่นๆได้อีกด้วย</p>

<p><img src="http://lh3.ggpht.com/_smry6tg7VxQ/SUZFL5HZkEI/AAAAAAAAAxM/V4QzBoFiFCU/s400/Live%20Services.jpg" alt="alt text" title="Live Services" /></p>

<p>ภาพข้างบน แสดงองค์ประกอบของ Live Services ทั้งหมด 6 องค์ประกอบด้วยกัน คือ Identity, Directory, Storage, Communications and Presence, Search and Geospatial, และ Mesh Services ผมจะไม่ลงรายละเอียดขององค์ประกอบทั้งหมดนี้ ผมเพียงอยากแสดงให้เห็นว่า แต่ละองค์ประกอบได้จัดเตรียมเครื่องมือและวิธีการพัฒนาซอฟต์แวร์ (เช่น API) ไว้สำหรับเรียกบริการเฉพาะทางที่อยู่บนกลุ่มเมฆ มาดูตัวอย่างส่วนหนึ่งของเครื่องมือเหล่านี้ว่ามีอะไรบ้าง</p>

<ul>
<li><p><a href="http://msdn.microsoft.com/en-us/library/bb404787.aspx">Windows Live ID SDK</a> สำหรับจัดการข้อมูลประจำตัวของผู้ใช้ (ผู้ใช้อยู่บนเกาะของผู้คน) ที่เรียกว่า Windows Live ID (ชื่อเดิมคือ Microsoft Passport) ซึ่งตอนนี้สนับสนุน <a href="http://winliveid.spaces.live.com/Blog/cns!AEE1BB0D86E23AAC!1745.entry">OpenID</a> แล้วด้วย</p></li>
<li><p><a href="http://msdn.microsoft.com/en-us/library/aa905677.aspx">Live Framework SDK</a> สำหรับพัฒนาแอพพลิเคชันที่เรียกว่า Mesh-enabled ซึ่งจะกล่าวต่อไป</p></li>
<li><p><a href="http://msdn.microsoft.com/en-us/library/aa905676.aspx">Live Search API</a> สำหรับพัฒนาแอพพลิเคชันเพื่อค้นหาข้อมูลผ่านบริการ Live Search</p></li>
<li><p><a href="http://msdn.microsoft.com/en-us/library/aa905677.aspx">Microsoft Virtual Earth SDK</a> สำหรับพัฒนาแอพพลิเคชันเพื่อค้นหาข้อมูลอย่างเช่น ค้นหาแผนที่ของสถานที่ และพิกัดเส้นรุ่งเส้นแวงของสถานที่ ผ่านบริการของ Microsoft Virtual Earth</p></li>
<li><p><a href="http://msdn.microsoft.com/en-us/library/aa905675.aspx">Live Services Communications and Messaging APIs</a> สำหรับพัฒนาแอพพลิเคชันเพื่อรับส่งข้อความระหว่าง Windows Live Messenger, กำหนดสถานะของผู้ใช้ (Windows Live Presence), และรับส่งข้อความแจ้งเตือนของบริการ Windows Live Alerts นอกจากนี้แล้ว ยังจัดเตรียมไลบรารี JavaScript สำหรับพัฒนาโปรแกรมให้มีความสามารถอย่าง Windows Live Messenger อีกด้วย</p></li>
<li><p><a href="http://msdn.microsoft.com/en-us/library/bb406005.aspx">Windows Live Spaces SDK</a> สำหรับพัฒนาแอพพลิเคชันสำหรับจัดการข้อมูลข่าวสารบนบริการ Windows Live Spaces</p></li>
<li><p><a href="http://msdn.microsoft.com/en-us/library/bb851621.aspx">Silverlight Streaming SDK</a> สำหรับพัฒนาแอพพลิเคชันเพื่อจัดการไฟล์ที่อยู่บนบริการ Silverlight Streaming (เป็นบริการคล้ายๆ YouTube)</p></li>
</ul>

<p>เราสามารถสร้างแอพพลิเคชันโดยใช้ API หลายชนิดเพื่อเข้าถึงบริการที่หลากหลายพร้อมกันได้ ท่านสามารถดูตัวอย่างของเว็บแอพพลิเคชันที่ใช้ Live Services ได้ที่ <a href="http://dev.live.com/quickapps/">Quick Applications</a>  ในนั้นมีแอพพลิเคชันกว่า 10 ตัวให้เราได้ชม โดยกดที่ลิงค์ชื่อ Tour the Demo Site ของแอพพลิเคชันที่เราต้องการชม ลองเริ่มดูสาธิตที่ <a href="http://tafiti.mslivelabs.com/">Tifiti</a> และ <a href="http://contosobicycleclub.mslivelabs.com/">Contoso Bicycle Club</a> และถ้าท่านไม่สามารถเปิดแอพพลิเคชันบางตัวใน Quick Applications ได้ แนะนำว่าให้ท่าน sign in ด้วย Windows Live ID ของท่านผ่านการกดที่แท็ปชื่อ sign in นอกจากนี้ แอพพลิเคชันอาจต้องใช้ Silverlight ดังนั้นอย่าลืมติดตั้ง Silverlight ด้วย เท่าที่ผมทดลองใช้งาน แอพพลิเคชันเหล่านี้จะทำงานได้ดีบน IE และ Firefox</p>

<p>วิทยากรได้สาธิตวิธีการใช้เครื่องมือพัฒนาของ Live Services เพื่อเรียกบริการต่างๆ เริ่มตั้งแต่ Live ID, Live Search, Virtual Earth, Messenger, Presence, Alerts และ Silverlight Streaming ตามลำดับ ซึ่งหัวข้อทั้งหมดนี้ได้ถูกอบรมแบบอัดแน่นภายในวันเดียว นั่นคือวันแรกของการอบรม ส่วนวันที่สองซึ่งเป็นวันสุดท้ายจะเน้นไปที่ Live Framework SDK อันเป็นเครื่องมือพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับ Live Mesh</p>

<h2>เชื่อมทุกเกาะด้วย Live Mesh</h2>

<p><img src="http://lh5.ggpht.com/_smry6tg7VxQ/SUUbKteldEI/AAAAAAAAAwo/8Iis_GWgVLA/s400/Mesh.jpg" alt="alt text" title="Live Mesh" /></p>

<p>Live Mesh คือ ระบบสำหรับประสานข้อมูลระหว่างแอพพลิเคชันและอุปกรณ์ต่างๆ  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ เชื่อมเกาะต่างๆให้อยู่ภายใต้กลุ่มเมฆเดียวกัน (นั่นคือ Azure)  มากไปกว่านั้น Live Mesh ยังทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานแอพพลิเคชันได้ทุกเวลาแม้ว่าจะเชื่อมต่อหรือไม่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตก็ตาม ทำให้ผู้ใช้สามารถเปิดดูข้อมูลและแก้ไขข้อมูลได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าอุปกรณ์ต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา แต่ทว่า การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจะทำให้ผู้ใช้ได้ข้อมูลที่ทันสมัย ทั้งนี้ เราจะเรียกแอพพลิเคชันที่สนับสนุนการประสานข้อมูลโดย Live Mesh ว่า Mesh-enabled (เวลาผมฟังวิทยากรออกเสียงคำนี้ เขาออกเสียงคล้ายคำว่า Meshable)</p>

<p>วิทยากรได้เปิดวิดีโอแนะนำ Live Mesh ด้วย อาทิเช่น วิดีโอชื่อ Synchronizing life ต่อไปนี้ (ผมเอามาจาก YouTube แนะนำให้เปิดดูแบบ HD)</p>

<p><object width="425" height="344"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/lFpwzg-AP_Q&amp;hl=en&amp;fs=1"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/lFpwzg-AP_Q&amp;hl=en&amp;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"></embed></object></p>

<p>คลิปวิดีโออีก 2 คลิปที่วิทยากรเปิดให้ดูช่วงพัก ดูได้จาก Channel 9 MSDN ในหัวข้อ <a href="http://channel9.msdn.com/posts/Dan/Ori-Amiga-Programming-the-Mesh/">Ori Amiga: Programming the Mesh</a> และ <a href="http://channel9.msdn.com/posts/Charles/Ori-Amiga-Mesh-Mobile/">Ori Amiga: Mesh Mobile</a></p>

<p>ลองเข้าไปใช้บริการ Live Mesh ได้ที่ <a href="http://www.mesh.com">mesh.com</a> ผมเชื่อว่าหลายท่านในที่นี้ได้ลองใช้ Live Mesh แล้ว และเชื่อว่าหลายท่านยังไม่ประทับใจในความสามารถของ Live Mesh แต่ทางวิทยากรบอกว่า ตอนนี้ Live Mesh ยังอยู่ในช่วงทดลอง (หรือเบต้า) ดังนั้น ความสามารถของ Live Mesh ยังจำกัดอยู่เยอะ</p>

<p>เมื่อเราเข้าไปที่ Live Mesh ด้านบนจะมีแท็ปชื่อ Desktop กับ Devices ในส่วนแท็ป Devices เราสามารถเพิ่มอุปกรณ์ (ได้แก่ คอมพิวเตอร์, โทรศัพท์มือถือ, และอุปกรณ์อื่นๆ) ที่เราต้องการประสานข้อมูลระหว่างอุปกรณ์เหล่านั้น ส่วนแท็ป Desktop เป็นการเข้าไปจัดการ Desktop (เหมือน Desktop ของระบบปฏิบัติการ) ซึ่งเรียกว่า Mesh Desktop ส่วนนี้ เราสามารถสร้างโฟลเดอร์ใหม่ อัพโหลดไฟล์เข้าโฟลเดอร์ โพสต์ข้อความลงโฟลเดอร์ และอัพโหลดแอพพลิเคชันใหม่ๆลงไปได้ ซึ่งข้อมูลและแอพพลิเคชันเหล่านี้สามารถซิงค์หรือประสานให้อุปกรณ์ทุกตัวที่เราใส่ในแท็ป Devices สามารถได้รับข้อมูลเดียวกัน (ทั้งโฟลเดอร์ ไฟล์ ข้อความ และแอพพลิเคชัน)</p>

<p>ใน Live Mesh คำว่า ประสานข้อมูลหรือซิงค์ข้อมูล หมายถึง เป็นการประสานทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่บน Mesh Desktop ให้ทุกๆอุปกรณ์มองเห็นและใช้งานเหมือนกัน ในเวอร์ชันเบต้าของ Live Mesh เราอาจไม่เห็นอะไรมากมายนัก แต่ในเวอร์ชันเต็ม เราจะไม่ได้เห็นแค่เพียงโฟลเดอร์วางอยู่บน Mesh Desktop เท่านั้น แต่ว่าจะมีแอพพลิเคชันที่หลากหลายวางอยู่บน Mesh Desktop อีกด้วย ซึ่งแอพพลิเคชันเหล่านี้ก็เหมือนกับแอพพลิเคชันที่ทำงานได้บนคอมพิวเตอร์ทั่วๆไป เช่น Notepad, Calculator, Paintbrush, Windows Media Player, เกม, หรือแม้แต่ Microsoft Office เป็นต้น และเราสามารถซิงค​์ให้อุปกรณ์ทุกๆเครื่องมีแอพพลิเคชันแบบเดียวกันได้</p>

<p>คำถามมีอยู่ว่าเราจะพัฒนาแอพพลิเคชันบน Mesh Desktop ได้อย่างไร ? คำตอบคือ Ajax กับ Silverlight ซึ่งจะอยู่ในหัวข้อ Live Framework</p>

<h2>สร้าง Mesh ด้วย Live Framework</h2>

<p><img src="http://lh5.ggpht.com/_smry6tg7VxQ/SUZwlEIC-KI/AAAAAAAAAx4/N8AWwwZHd7M/s400/LiveFXNutshell.013.jpg" alt="alt text" title="Live FX Nutshell" /></p>

<p>Live Framework หรือเรียกสั้นๆว่า Live FX (ก่อนหน้านี้เรียกว่า Mesh FX) เป็นเครื่องมือสำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อการประสานข้อมูลระหว่างเกาะต่างๆ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ Live FX เอาไว้พัฒนาแอพพลิเคชันให้มีความสามารถแบบ Mesh-enabled โดย Live FX จะจัดเตรียมวิธีการพัฒนาที่อิงกับมาตรฐานหรือเป็นที่ยอมรับกว้างขวาง อาทิเช่น <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/REST">REST</a>, <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Atom_(standard)">Atom</a>, <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/JSON">JSON</a>, <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/RSS">RSS</a>, <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Plain_Old_XML">POX</a>, และ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/FeedSync">FeedSync</a> และแน่นอน Live FX ยังมี API สำหรับสาวก .NET นอกจากนี้ Live FX ยังจัดเตรียม API สำหรับพัฒนาแอพพลิเคชันบน Mesh Desktop ด้วย Ajax และ Silverlight อีกด้วย</p>

<p>โจทย์ปัญหาที่ว่าจะทำอย่างไรให้ประสานข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ที่มีอยู่หลากหลายชนิดได้ คำตอบของไมโครซอฟท์คือ​ จัดเตรียมวิธีการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่อิงกับมาตรฐานดั่งที่กล่าวไปแล้ว ดังนั้น นักพัฒนาต้องเข้าใจการจัดการข้อมูลด้วย REST และมีวิธีจัดการรูปแบบของการนำเสนอข้อมูลอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ Atom, JSON, RSS และ POX และก็เข้าใจโปรโตคอล FeedSync ซึ่งวิธีการเหล่านี้ก็ไม่ได้จำกัดภาษาคอมพิวเตอร์หรือแพลตฟอร์มที่จะใช้ในการพัฒนาเลย</p>

<p>แผนภาพข้างล่างนี้แสดงให้เห็นถึงแพลตฟอร์มและภาษาคอมพิวเตอร์ส่วนหนึ่งที่เอาไปใช้กับ Live FX ได้ ซึ่งไมโครซอฟท์เรียกการพัฒนาแอพพลิเคชันด้วย Live FX ว่าเป็นแบบ &#8220;Write Once, Run Anywhere&#8221; อย่างไรก็ดี ไมโครซอฟท์ก็ไม่ลืมที่จะจัดเตรียม API สำหรับนักพัฒนาที่ต้องการใช้ .NET Framework</p>

<p><img src="http://lh4.ggpht.com/_smry6tg7VxQ/SUUbKcullYI/AAAAAAAAAwg/BAl0Vn6FEy0/s400/LiveFX%20APIs.003.jpg" alt="alt text" title="Write Once, Run Anywhere" /></p>

<p>สถาปัตยกรรมของ Live FX ออกจะซับซ้อน ผมเลยไม่แสดงภาพไว้ในที่นี้ ท่านใดสนใจสามารถเปิดดูจากลิงค์ต่อไปนี้ สถาปัตยกรรม Live FX <a href="http://picasaweb.google.co.th/lh/photo/ymU1jFUXUJexX-vXm9TAYQ">ฉบับย่อ</a> กับ <a href="http://picasaweb.google.co.th/lh/photo/viUj5fKuPfbRAl4P84BxEA">ฉบับเต็ม</a></p>

<p>การอบรมได้จบที่ภาคปฏิบัติ โดยผู้เข้าอบรมต้องเขียนแอพพลิเคชันเล็กๆให้ทำงานบน Mesh Desktop นั่นคือแอพพลิเคชันสำหรับโหลดรูปภาพที่เก็บอยู่บน <a href="http://www.flickr.com">Flickr</a> ขึ้นมาแสดง จากนั้น วิทยากรกล่าวว่า ถ้าหากเราสามารถพัฒนาแอพพลิเคชันบน Mesh Desktop ได้ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ยากเลยที่เราจะพัฒนาแอพพลิเคชันลักษณะเดียวกันให้รันบนแพลตฟอร์มหรืออุปกรณ์อื่นๆ เช่น iPhone, Android, XBOX 360, PlayStation 3, Linux และ Mac OS X เป็นต้น แน่นอนว่าเราไม่จำเป็นต้องใช้ Siverlight หรือ Ajax ในการสร้างแอพพลิเคชัน เราอาจจะใช้ Java FX, Adobe AIR, C++, หรือตัวอื่นๆก็ได้ ขอเพียงแค่ภาษาคอมพิวเตอร์หรือเฟรมเวิร์คสามารถพัฒนาแอพพลิเคชันที่เข้าใจมาตรฐานในการจัดการข้อมูลดั่งที่ได้กล่าวไว้ก็พอ</p>

<h2>หลังการอบรม</h2>

<p>หลังจบการอบรม ในขณะที่ผมกำลังเดินทางกลับบ้าน ผมหวนคิดถึงเนื้อหาในหนังสือที่ผมเพิ่งอ่านไป ชื่อ <a href="http://www.amazon.com/Big-Switch-Rewiring-Edison-Google/dp/0393062287">The Big Switch Rewiring the World, from Edison to Google</a> ในหนังสือได้อ้างถึงไมโครซอฟท์ในบทที่ 4 ชื่อ Goodbye, Mr. Gates ซึ่งกล่าวไว้ว่า ในวันที่ 30 ตุลาคม ปี พ.ศ. 2548 บิล เกตส์ ได้ส่งสารถึงบรรดาผู้บริหารระดับสูงและทีมวิศวกรของไมโครซอฟท์ ให้เริ่มแผนกลยุทธ์เทคโนโลยี ภายใต้ชื่อ &#8220;Internet Software Services&#8221; ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นก่อนไมโครซอฟท์ก้าวเข้าสู่ยุค &#8220;กลุ่มเมฆ&#8221; ผมเรียบเรียงใจความสำคัญส่วนหนึ่งของข้อความที่เกตส์ได้ส่งถึงกองทัพไมโครซอฟท์ไว้ว่า</p>

<blockquote>
  <p>เราไม่จำเป็นต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ที่คอมพิวเตอร์ของเราเอง แต่เราสามารถใช้ซอฟต์แวร์ที่ให้บริการบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยองค์กรที่สาม (third-party company) และผู้ให้บริการสามารถรองรับผู้ใช้ได้เป็นหลักสิบล้านถึงร้อยล้านรายพร้อมๆกันได้ ซึ่งนี่จะเป็นเทคโนโลยีดิสรัปทีฟ (disruptive technology) ที่ครองตลาดและถูกใช้กันอย่างกว้างขวางต่อไป</p>
</blockquote>

<p>จากข้อความดังกล่าว ผมมีความเห็นว่า การอบรม Live Services Jumpstart ครั้งนี้คงจะสอดคล้องกับแผนที่เกตส์เคยวางไว้เมื่อ 3 ปีก่อน โดยการอบรมนี้ก็เสมือนเป็นการสอนหรือสร้างกองกำลังเสริมของไมโครซอฟท์ ซึ่งเป็นกองกำลังที่ประกอบด้วยบุคคลภายนอก (นอกบริษัทไมโครซอฟท์) เป็นการอบรมให้กองกำลังเรียนรู้วิธีพัฒนาแอพพลิเคชันเพื่อทำงานกับ &#8220;กลุ่มเมฆของไมโครซอฟท์&#8221; การอบรมครั้งนี้ นับว่าเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดเลยทีเดียว เพราะด้วยทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟท์เพียงลำพัง คงมีกำลังไม่มากพอที่จะนำกลุ่มเมฆของตนครอบครองเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้เป็นกลุ่มเมฆอันดับหนึ่งได้ ทั้งนี้ การยืมมือของกองกำลังเสริม ต้องเริ่มจากการปูทางให้กองกำลังเสริมได้ &#8220;เริ่มกระโดด&#8221; (Jumpstart) เข้ามาใน Live Services ซึ่งนับว่าเป็นการซ้อมรบครั้งยิ่งใหญ่ของไมโครซอฟท์ในศึกสงครามกลุ่มเมฆเลยก็ว่าได้</p>

<blockquote>
  <p>ขอขอบคุณบริษัท ไมโครซอฟท์ ที่เอื้ออำนวยให้ไฟล์ต้นฉบับของสไลด์ส่วนหนึ่งที่ใช้ในการอบรมครั้งนี้แก่ผม และผมได้รับอนุญาตให้นำสไลด์มาใช้ประกอบเป็นภาพของรายงานครั้งนี้ด้วย และเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจ ผมได้อัพโหลดสไลด์ดังกล่าวไว้ที่ <a href="http://www.scribd.com/people/documents/2578357/folder/55785">Scribd</a></p>
</blockquote>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>จับตาดูคลื่นลูกใหม่ในนามว่า Blue Waters จากไอบีเอ็ม</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9950" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9950</id>
    <published>2008-12-11T20:05:44+07:00</published>
    <updated>2008-12-11T20:49:16+07:00</updated>
    <author>
      <name>javaboom</name>
    </author>
    <category term="High Performance Computing" />
    <category term="IBM" />
    <category term="Processor" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>เราได้รู้จัก Roadrunner กับ Jaguar ซูเปอร์คอมพิวเตอร์สองระบบที่มีพลังประมวลผลระดับเพตาฟลอป (PetaFLOPS) ไปแล้ว [<a href="http://www.blognone.com/node/9701">ข่าวเก่า</a>]​ สำหรับข่าวนี้ ผมขอนำเสนอโครงการใหญ่ของไอบีเอ็ม ที่กำลังพัฒนาซูเปอร์คอมพิวเตอร์อีกระบบในนามว่า Blue Waters โดยในขณะที่ Roadrunner แชมป์ปัจจุบันมีพลังประมวลผลอยู่ที่ 1.1 เพตาฟลอป ทางไอบีเอ็มตั้งเป้าไว้ว่าจะทำให้ Blue Waters ประมวลผลได้เร็วกว่า Roadrunner อีกหลายเท่า</p>

<p>ขอเล่าข่าวเก่าของปี พ.ศ. 2549 ไอบีเอ็มเคยเซ็นสัญญากับ DARPA หน่วยงานวิจัยของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เพื่อพัฒนาซูเปอร์คอมพิวเตอร์พลังเพตาฟลอป * โดยไอบีเอ็มประกาศว่าจะใช้โปรเซสเซอร์ POWER7 สำหรับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระบบนี้ ซึ่ง POWER7 เป็นโปรเซสเซอร์แบบ 8 คอร​์ พร้อมด้วยความเร็วสัญญาณนาฬิกา 4 กิกะเฮิร์ต หลังจากนั้น ไอบีเอ็มเปิดเผยชื่อซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระบบนี้ โดยให้ชื่อว่า Blue Waters และทางทีมงาน The Register เคยคำนวณแล้วว่า Blue Waters จะประมวลผลได้เร็วถึง 10 เพตาฟลอป​ **</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>เราได้รู้จัก Roadrunner กับ Jaguar ซูเปอร์คอมพิวเตอร์สองระบบที่มีพลังประมวลผลระดับเพตาฟลอป (PetaFLOPS) ไปแล้ว [<a href="http://www.blognone.com/node/9701">ข่าวเก่า</a>]​ สำหรับข่าวนี้ ผมขอนำเสนอโครงการใหญ่ของไอบีเอ็ม ที่กำลังพัฒนาซูเปอร์คอมพิวเตอร์อีกระบบในนามว่า Blue Waters โดยในขณะที่ Roadrunner แชมป์ปัจจุบันมีพลังประมวลผลอยู่ที่ 1.1 เพตาฟลอป ทางไอบีเอ็มตั้งเป้าไว้ว่าจะทำให้ Blue Waters ประมวลผลได้เร็วกว่า Roadrunner อีกหลายเท่า</p>

<p>ขอเล่าข่าวเก่าของปี พ.ศ. 2549 ไอบีเอ็มเคยเซ็นสัญญากับ DARPA หน่วยงานวิจัยของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เพื่อพัฒนาซูเปอร์คอมพิวเตอร์พลังเพตาฟลอป * โดยไอบีเอ็มประกาศว่าจะใช้โปรเซสเซอร์ POWER7 สำหรับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระบบนี้ ซึ่ง POWER7 เป็นโปรเซสเซอร์แบบ 8 คอร​์ พร้อมด้วยความเร็วสัญญาณนาฬิกา 4 กิกะเฮิร์ต หลังจากนั้น ไอบีเอ็มเปิดเผยชื่อซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระบบนี้ โดยให้ชื่อว่า Blue Waters และทางทีมงาน The Register เคยคำนวณแล้วว่า Blue Waters จะประมวลผลได้เร็วถึง 10 เพตาฟลอป​ **</p>

<!--break-->

<p>แต่เนื่องด้วยอุปสรรคในการออกแบบศูนย์ข้อมูลสำหรับ Blue Waters โดยเฉพาะปัญหาการใช้พลังงานไฟฟ้าและการปล่อยความร้อนที่มากเกินไป ทางทีมพัฒนาจึงต้องลดเสปคของ Blue Waters และเปิดเผยข้อมูลล่าสุดว่า Blue Waters จะใช้โปรเซสเซอร์ POWER7 ประมาณ 200,000 หน่วย มีหน่วยความจำหลักประมาณ 1 เพตาไบต์  พร้อมพื้นที่จัดเก็บข้อมูลสำหรับผู้ใช้ของระบบกว่า 10 เพตาไบต์  และพื้นที่บันทึกข้อมูลอื่นๆอีกกว่า 500 เพตาไบต์ (หรือ 0.5 Exabyte) ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาพัฒนาให้แล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2554</p>

<p>ทีมข่าวของ The Register ได้คำนวณหาประสิทธิภาพของ Blue Waters อิงตามเสปคล่าสุด ว่าจะมีพลังประมวลผลอยู่ที่ 6.8 เพตาฟลอป ถ้าหากอีก 3 ปีข้างหน้านี้ Roadrunner กับ Jaguar ไม่ได้มีการปรับปรุงระบบมากนัก เราคงจะได้ยินข่าวในอีก 3 ปีข้างหน้าว่า Blue Waters เป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลก ยกเว้นว่าจะมีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระบบอื่นที่เร็วกว่านี้อีก (ใครทราบช่วยเปิดเผยข้อมูลทีครับ) ณ ตอนนี้ คู่แข่งรายสำคัญของ Roadrunner คือ Jaguar จากบริษัทเครย์ (Cray) ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงมากที่เครย์จะปล่อย Jaguar ตัวใหม่ที่เร็วกว่า Roadrunner แต่จะเร็วมากจนกระทั่งเทียบชั้น Blue Waters ได้หรือเปล่า เครย์ยังมีเวลาอีก 3 ปีเพื่อพิสูจน์ตัวเองครับ **</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.theregister.co.uk/2008/12/08/power7_bluewaters_data_center/">The Register</a> สำหรับเสปคของ Blue Waters ผมอ้างอิงมาจากเอกสารแบบร่างที่ <a href="http://www.ncsa.uiuc.edu/">NCSA</a> ซึ่งเป็นองค์กรที่ร่วมออกแบบ Blue Waters</p>

<p>* ข่าวในปี พ.ศ. 2549 ของ <a href="http://www.theregister.co.uk/2006/11/21/darpa_petascale/">The Register</a>  รายงานว่า นอกจากไอบีเอ็มที่ได้งบประมาณถึง 244 ล้านเหรียญจาก DARPA แล้ว ยังมีเครย์ที่ได้งบจาก DARPA ไปถึง 250 ล้านเหรียญเพื่อพัฒนาซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระดับเพตาฟลอปอีกระบบ นอกจากนี้แล้ว จริงๆยังมี ซัน​ ไมโครซิสเต็มส์ ที่เคยได้เข้าชิงงบประมาณพัฒนาซูเปอร์คอมพิวเตอร์จาก DARPA ด้วยเช่นกัน แต่ท้ายที่สุดก็สอบตก เหลือเพียงผู้ชนะสองรายคือ ไอบีเอ็มกับเครย์เท่านั้น</p>

<p>** เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา <a href="http://www.theregister.co.uk/2008/07/11/ibm_power7_ncsa/">The Register</a> เคยให้ข้อมูลว่า POWER7 นั้นมี 16 คอร์ และรันได้ 64 เทรดพร้อมๆกัน (หรือ 4 เทรดต่อคอร์) แต่ข้อมูลล่าสุด ได้รับการยืนยันจากไอบีเอ็มแล้วว่า POWER7 จะมีเพียง 8 คอร์</p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ไมโครซอฟท์กับศูนย์ข้อมูลยุคที่สี่</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9897" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9897</id>
    <published>2008-12-09T01:00:31+07:00</published>
    <updated>2008-12-10T07:34:16+07:00</updated>
    <author>
      <name>javaboom</name>
    </author>
    <category term="Special Report" />
    <category term="Cloud Computing" />
    <category term="Data Center" />
    <category term="Microsoft" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ไมโครซอฟท์เปิดเผยว่า ไมโครซอฟท์ได้พัฒนาต้นแบบของศูนย์ข้อมูลยุคที่สี่ ที่เรียกสั้นๆว่า Gen 4 หรือชื่อเต็มคือ Generation 4 Modular Data Centers โดยไมโครซอฟท์วางแผนไว้ว่าจะใช้ต้นแบบดังกล่าวในการสร้างศูนย์ข้อมูลที่จะเกิดขึ้นอีกหลายแห่งใน 5 ปีข้างหน้านี้ เพื่อรองรับการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ และบริการแบบกลุ่มเมฆ* อาทิเช่น Hotmail, Live Search, Virtual Earth และ Azure เป็นต้น มากไปกว่านั้น ไมโครซอฟท์กล่าวว่าจะเปิดเผยข้อมูลของต้นแบบนี้ต่อสาธารณะ และบริษัทอื่นๆสามารถนำต้นแบบดังกล่าวไปพัฒนาศูนย์ข้อมูลยุคที่สี่ของตนเองได้อีกด้วย</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ไมโครซอฟท์เปิดเผยว่า ไมโครซอฟท์ได้พัฒนาต้นแบบของศูนย์ข้อมูลยุคที่สี่ ที่เรียกสั้นๆว่า Gen 4 หรือชื่อเต็มคือ Generation 4 Modular Data Centers โดยไมโครซอฟท์วางแผนไว้ว่าจะใช้ต้นแบบดังกล่าวในการสร้างศูนย์ข้อมูลที่จะเกิดขึ้นอีกหลายแห่งใน 5 ปีข้างหน้านี้ เพื่อรองรับการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ และบริการแบบกลุ่มเมฆ* อาทิเช่น Hotmail, Live Search, Virtual Earth และ Azure เป็นต้น มากไปกว่านั้น ไมโครซอฟท์กล่าวว่าจะเปิดเผยข้อมูลของต้นแบบนี้ต่อสาธารณะ และบริษัทอื่นๆสามารถนำต้นแบบดังกล่าวไปพัฒนาศูนย์ข้อมูลยุคที่สี่ของตนเองได้อีกด้วย</p>

<!--break-->

<p>ลักษณะของศูนย์ข้อมูลยุคที่สี่ ได้แก่ ถอดและประกอบได้ง่าย, ย้ายที่ไปติดตั้งตำแหน่งอื่นที่อยู่ห่างไกลได้สะดวก, ประกอบได้อย่างรวดเร็ว, ยืดขยายศูนย์ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ, และประหยัดต้นทุน โดยเท่าที่ผมอ่านหลักการของต้นแบบศูนย์ข้อมูลยุคที่สี่ ผมคิดว่าวิธีการนี้เหมือนกับวิธีการก่อสร้างสำเร็จรูปหรือเรียกสั้นๆกันว่า พรีแฟบ (Prefabs หรือเต็มๆคือ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Prefabricated_buildings">Prefabricated building</a>) ท่านลองดูตัวอย่างภาพการสร้างบ้านแบบพรีแฟบ หรือบ้านแบบประกอบสำเร็จรูปได้ที่ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Image:Prefabricated_house_construction.gif">Wikipedia</a> อย่างไรก็ดี ศูนย์ข้อมูลยุคที่สี่ อันเป็นศูนย์ข้อมูลแบบพรีแฟบตามที่ไมโครซอฟท์ออกแบบไว้มีความแปลกประหลาดพอควร นั่นคือ ตั้งบนสถานที่ที่มีชั้นเดียวและไม่มีหลังคา</p>

<p>จากแหล่งข่าวกล่าวว่า ศูนย์ข้อมูลยุคที่สี่เป็นวิวัฒนาการแบบถอนรากถอนโคน และต้องการความร่วมมือจากเหล่าบรรดาโรงงานผู้ผลิต เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมาตรฐาน ให้สามารถประกอบเข้ากันและทำงานร่วมกันได้ โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะถูกพัฒนาเป็นชิ้นส่วนหรือโมดูลที่ถอดและประกอบได้ และเคลื่อนย้ายได้ง่าย อาทิเช่น โมดูลสำหรับประกอบระบบเซิรฟ์เวอร์, โมดูลสำหรับประกอบระบบปั่นไฟ, โมดูลสำหรับประกอบระบบทำความเย็น, และโมดูลระบบรักษาความปลอดภัย เป็นต้น โดยโมดูลต่างๆเหล่านี้ควรประกอบให้เสร็จสิ้นให้เกิดเป็นระบบพร้อมใช้งาน ก่อนที่จะนำไปติดตั้ง​ ณ สถานที่ตั้งจริงของศูนย์ข้อมูล</p>

<p><object width="425" height="344"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/M36YrqMhrcY&amp;hl=en&amp;fs=1"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/M36YrqMhrcY&amp;hl=en&amp;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"></embed></object></p>

<p>จากวีดีโอต้นฉบับที่ <a href="http://video.msn.com/video.aspx?mkt=en-us&amp;vid=b4d189d3-19bd-42b3-85d7-6ca46d97fe40">MSN Video</a> หรือวิดีโอจาก YouTube ตามที่แสดงไว้ด้านบน ได้สาธิตหลักการของศูนย์ข้อมูลยุคที่สี่ที่เรียกว่า Container Assembly ในวีดีโอยกตัวอย่างการประกอบโมดูลของเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งแสดงให้เห็นเป็นตู้เรียงกันหลายสิบตู้ แต่ละตู้อาจจะบรรจุเซิร์ฟเวอร์แบบเบลดที่มีจำนวนโปรเซสเซอร์หลายร้อยหรือหลายพันคอร์ จากนั้น ตู้เหล่านี้จะถูกขนไปวางบนรถบรรทุกเพื่อลำเลียงไปติดตั้งยังตำแหน่งของศูนย์ข้อมูลที่อยู่ไกลออกไป ซึ่งเป็นไปได้ว่า รถบรรทุกแต่ละคันอาจลำเลียงอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แตกต่างกัน (ดูวิดีโอประกอบแล้วจะเข้าใจมากขึ้น) และอาจจะถูกประกอบมาจากโรงงานที่แตกต่างกันก็ได้</p>

<p>สาเหตุที่ศูนย์ข้อมูลประเภทนี้มีชั้นเดียวก็เพื่อให้รถบรรทุกหรือรถขนของสามารถลำเลียงชิ้นส่วนต่างๆไปติดตั้งได้สะดวก และการที่ไม่มีหลังคาก็สามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์ทำความเย็นหรือเครื่องปรับอากาศ ดังนั้น สถานที่ติดตั้งศูนย์ข้อมูลคงต้องมีอากาศเย็นและอุณหภูมิไม่เปลี่ยนแปลงมาก ส่วนข้อมูลจาก LooseBolts กล่าวว่า การไม่มีหลังคานั้น อุปกรณ์ต่างๆจะต้องทนต่ออุณหภูมิภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ 10 - 35 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ สถานที่ตั้งของศูนย์ควรเป็นที่โล่งกว้างเพื่อการขยายอาณาบริเวณของศูนย์ข้อมูลได้อีกต่อไป</p>

<p>สำหรับกลยุทธ์ในตลาดการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ เท่าที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ได้เพิ่มเซิร์ฟเวอร์กว่า 10,000 เครื่องเข้าไปในศูนย์ข้อมูลที่มีอยู่เดิมทุกๆ 1 เดือน แต่แผนการที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นคือ ในระยะเวลาไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ไมโครซอฟท์วางแผนสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดยักษ์ถึง 20 แห่ง โดยแต่ละแห่งจะลงทุนด้วยงบกว่า 1 พันล้านเหรียญ และคาดว่าถ้าพัฒนาให้ได้ตามแบบศูนย์ข้อมูลยุคที่สี่แล้ว จะสามารถลดเวลาในการพัฒนาให้เสร็จภายในครึ่งปีถึงหนึ่งปี และประหยัดงบไปกว่า 40%</p>

<p>* คำว่า บริการแบบกลุ่มเมฆ (Cloud services) หมายถึง ระบบสารสนเทศหรือบริการสารสนเทศที่ถูกประมวลผลโดยการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ (Cloud Computing)</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.computerworld.com/action/article.do?command=viewArticleBasic&amp;taxonomyName=knowledge_center&amp;articleId=9122198&amp;taxonomyId=1&amp;intsrc=kc_top">COMPUTERWORLD</a>, <a href="http://virtualizationreview.com/news/article.aspx?editorialsid=10426">VIRTUALIZATION REVIEW</a> และข้อมูลแบบละเอียดยิ่งขึ้นจะกล่าวไว้ที่ <a href="http://loosebolts.wordpress.com/2008/12/02/our-vision-for-generation-4-modular-data-centers-one-way-of-getting-it-just-right/">LooseBolts</a> โดยจะกล่าวถึงศูนย์ข้อมูลในยุคก่อนหน้ายุคที่สี่ไว้ที่หัวข้อสุดท้าย</p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>20% ของปริมาณทราฟฟิกวิ่งผ่านบริการของ Akamai</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9832" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9832</id>
    <published>2008-12-03T21:57:20+07:00</published>
    <updated>2008-12-03T23:12:55+07:00</updated>
    <author>
      <name>javaboom</name>
    </author>
    <category term="Cloud Computing" />
    <category term="High Performance Computing" />
    <category term="Internet" />
    <category term="Network" />
    <category term="traffic" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>บริษัท Akamai เปิดเผยว่า ตั้งแต่ Akamai ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน นับรวมเวลาได้สิบปี 20% ของปริมาณทราฟฟิกหรือการขนส่งข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตต่างพึ่งพาบริการของบริษัท Akamai</p>

<p>บริษัท Akamai เป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มประเภท <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Content_Delivery_Network">CDN</a> อันทำให้ข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์ทางฝั่งลูกค้าของ Akamai สามารถขนส่งไปถึงกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าด้วยความเร็วสูง ความสำเร็จในการให้บริการของ Akamai มาจากการติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ถึง 40,000 เครื่อง ที่กระจายไปตามพื้นที่ต่างๆถึง 70 ประเทศ โดยเซิร์ฟเวอร์เหล่านี้มีหน้าที่สำเนาข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์ของฝั่งลูกค้าด้วยวิธี mirror ทำให้ข้อมูลลูกค้าถูกกระจายไปติดตั้งตามที่ต่างๆและใกล้ชิดกับกลุ่มเป้าหมายของลูกค้ามากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ข้อมูลขนส่งถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วไปด้วยนั่นเอง จากแหล่งข่าวอ้างว่า บริการของ Akamai ช่วยเพิ่มความเร็วในการขนส่งเว็บเพจไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้นสูงสุดถึง 400%</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.itnews.com.au/News/90269,40000-servers-20-of-the-worlds-traffic-akamai-ten-years-on.aspx">iTnews</a> และรายงานข้อมูลสดจาก <a href="http://www.akamai.com/html/technology/dataviz3.html">Akamai</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>บริษัท Akamai เปิดเผยว่า ตั้งแต่ Akamai ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน นับรวมเวลาได้สิบปี 20% ของปริมาณทราฟฟิกหรือการขนส่งข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตต่างพึ่งพาบริการของบริษัท Akamai</p>

<p>บริษัท Akamai เป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มประเภท <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Content_Delivery_Network">CDN</a> อันทำให้ข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์ทางฝั่งลูกค้าของ Akamai สามารถขนส่งไปถึงกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าด้วยความเร็วสูง ความสำเร็จในการให้บริการของ Akamai มาจากการติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ถึง 40,000 เครื่อง ที่กระจายไปตามพื้นที่ต่างๆถึง 70 ประเทศ โดยเซิร์ฟเวอร์เหล่านี้มีหน้าที่สำเนาข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์ของฝั่งลูกค้าด้วยวิธี mirror ทำให้ข้อมูลลูกค้าถูกกระจายไปติดตั้งตามที่ต่างๆและใกล้ชิดกับกลุ่มเป้าหมายของลูกค้ามากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ข้อมูลขนส่งถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วไปด้วยนั่นเอง จากแหล่งข่าวอ้างว่า บริการของ Akamai ช่วยเพิ่มความเร็วในการขนส่งเว็บเพจไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้นสูงสุดถึง 400%</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.itnews.com.au/News/90269,40000-servers-20-of-the-worlds-traffic-akamai-ten-years-on.aspx">iTnews</a> และรายงานข้อมูลสดจาก <a href="http://www.akamai.com/html/technology/dataviz3.html">Akamai</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>Dawning ซูเปอร์คอมพิวเตอร์สายเลือดจีน</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9794" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9794</id>
    <published>2008-12-02T12:00:10+07:00</published>
    <updated>2008-12-02T12:00:10+07:00</updated>
    <author>
      <name>javaboom</name>
    </author>
    <category term="China" />
    <category term="High Performance Computing" />
    <category term="Processor" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p><a href="http://www.blognone.com/node/8794">จากข่าวเก่า</a> จีนได้ตั้งเป้าผลิตซูเปอร์คอมพิวเตอร์พลัง PetaFLOPS โดยใช้โปรเซสเซอร์ Godson (หรืออีกชื่อคือ Loongson) อันเป็นผลิตภัณฑ์ของประเทศจีน โดยซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระบบนี้จะมีชื่อเรียกว่า Dawning 6000 และคาดว่าจะใช้เวลาในการพัฒนา 2 ปี</p>

<p>ในการจัดอันดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์โดย TOP500 ครั้งล่าสุด ซูเปอร์คอมพิวเตอร์จากจีนในนามว่า Dawning 5000A ติดอันดับที่ 10 ของโลก ซึ่ง Dawning 5000A ใช้โปรเซสเซอร์ตระกูล AMD Opteron แต่ทว่าครั้งนี้ ถึงคิวของ Dawning 6000 ที่จะพิสูจน์ให้ชาวโลกเห็นว่า จีนจะสามารถส่งซูเปอร์คอมพิวเตอร์ตระกูล Godson ไปต่อกรกับ Roadrunner และ Jaguar ได้หรือไม่ ? [<a href="http://www.blognone.com/node/9701">ข่าวเก่า</a>]</p>

<p>ที่มา - <a href="http://english.people.com.cn/90001/90776/90881/6543567.html">People&#8217;s Daily Online</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p><a href="http://www.blognone.com/node/8794">จากข่าวเก่า</a> จีนได้ตั้งเป้าผลิตซูเปอร์คอมพิวเตอร์พลัง PetaFLOPS โดยใช้โปรเซสเซอร์ Godson (หรืออีกชื่อคือ Loongson) อันเป็นผลิตภัณฑ์ของประเทศจีน โดยซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระบบนี้จะมีชื่อเรียกว่า Dawning 6000 และคาดว่าจะใช้เวลาในการพัฒนา 2 ปี</p>

<p>ในการจัดอันดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์โดย TOP500 ครั้งล่าสุด ซูเปอร์คอมพิวเตอร์จากจีนในนามว่า Dawning 5000A ติดอันดับที่ 10 ของโลก ซึ่ง Dawning 5000A ใช้โปรเซสเซอร์ตระกูล AMD Opteron แต่ทว่าครั้งนี้ ถึงคิวของ Dawning 6000 ที่จะพิสูจน์ให้ชาวโลกเห็นว่า จีนจะสามารถส่งซูเปอร์คอมพิวเตอร์ตระกูล Godson ไปต่อกรกับ Roadrunner และ Jaguar ได้หรือไม่ ? [<a href="http://www.blognone.com/node/9701">ข่าวเก่า</a>]</p>

<p>ที่มา - <a href="http://english.people.com.cn/90001/90776/90881/6543567.html">People&#8217;s Daily Online</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>Roadrunner โดน Jaguar วิ่งไล่หลังมาติดๆ</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9701" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9701</id>
    <published>2008-11-24T15:50:48+07:00</published>
    <updated>2008-11-24T22:21:01+07:00</updated>
    <author>
      <name>javaboom</name>
    </author>
    <category term="High Performance Computing" />
    <category term="IBM" />
    <category term="Opteron" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ผลการจัดอันดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงที่สุดในโลกครั้งที่ 32 จาก TOP500 ได้ประกาศไปแล้วว่า <a href="http://www.blognone.com/node/8129">Roadrunner</a> จากไอบีเอ็มยังคงครองแชมป์โลกไปอีกสมัย แต่ผลประกาศครั้งนี้ เราได้เห็นคู่ปรับคนสำคัญของ Roadrunner ที่น่าจับตามองนั่นคือ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์จากบริษัท Cray Inc. รุ่น <a href="http://www.cray.com/products/XT.aspx">Cray XT</a> หรือเป็นที่รู้จักกันในนามว่า Jaguar</p>

<p>Jaguar ได้อันดับ 2 ไล่หลัง Roadrunner มาติดๆ โดย Jaguar รุ่นนี้มีชื่อเรียกทางการว่า Cray XT5 มาพร้อมกับโปรเซสเซอร์ตระกูล AMD Opteron จำนวน 150,152 คอร์  ด้วยพลังการประมวลผลถึง 1.059 PetaFLOPS อันทำให้ Jaguar ถูกจัดให้เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ทะลุขีดจำกัด 1 PetaFLOPS ระบบที่ 2 ของโลก รองจาก Roadrunner ที่มีพลังการประมวลผล 1.105 PetaFLOPS ทั้งนี้ Jaguar ถูกติดตั้งไว้ที่ Oak Ridge National Laboratory ซึ่งจริงๆแล้ว ทั้ง Jaguar และ Roadrunner ต่างถูกใช้ในหน่วยงานวิจัยที่กำกับโดยกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกา</p>

<p>ในการจัดอันดับครั้งนี้ 9 อันดับแรกล้วนแล้วเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์จากฝั่งสหรัฐอเมริกา ส่วนอันดับที่ 10 เป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์จากจีน ในนามว่า Dawning 5000A มาพร้อมกับ AMD Opteron 30,720 คอร์ ด้วยพลังประมวลผล 180.6 TeraFLOPS และถูกจัดให้เป็นระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่สุดที่รัน Windows HPC 2008</p>

<p>ที่มา - <a href="http://top500.org/lists/2008/11/press-release">TOP500</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ผลการจัดอันดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงที่สุดในโลกครั้งที่ 32 จาก TOP500 ได้ประกาศไปแล้วว่า <a href="http://www.blognone.com/node/8129">Roadrunner</a> จากไอบีเอ็มยังคงครองแชมป์โลกไปอีกสมัย แต่ผลประกาศครั้งนี้ เราได้เห็นคู่ปรับคนสำคัญของ Roadrunner ที่น่าจับตามองนั่นคือ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์จากบริษัท Cray Inc. รุ่น <a href="http://www.cray.com/products/XT.aspx">Cray XT</a> หรือเป็นที่รู้จักกันในนามว่า Jaguar</p>

<p>Jaguar ได้อันดับ 2 ไล่หลัง Roadrunner มาติดๆ โดย Jaguar รุ่นนี้มีชื่อเรียกทางการว่า Cray XT5 มาพร้อมกับโปรเซสเซอร์ตระกูล AMD Opteron จำนวน 150,152 คอร์  ด้วยพลังการประมวลผลถึง 1.059 PetaFLOPS อันทำให้ Jaguar ถูกจัดให้เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ทะลุขีดจำกัด 1 PetaFLOPS ระบบที่ 2 ของโลก รองจาก Roadrunner ที่มีพลังการประมวลผล 1.105 PetaFLOPS ทั้งนี้ Jaguar ถูกติดตั้งไว้ที่ Oak Ridge National Laboratory ซึ่งจริงๆแล้ว ทั้ง Jaguar และ Roadrunner ต่างถูกใช้ในหน่วยงานวิจัยที่กำกับโดยกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกา</p>

<p>ในการจัดอันดับครั้งนี้ 9 อันดับแรกล้วนแล้วเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์จากฝั่งสหรัฐอเมริกา ส่วนอันดับที่ 10 เป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์จากจีน ในนามว่า Dawning 5000A มาพร้อมกับ AMD Opteron 30,720 คอร์ ด้วยพลังประมวลผล 180.6 TeraFLOPS และถูกจัดให้เป็นระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่สุดที่รัน Windows HPC 2008</p>

<p>ที่มา - <a href="http://top500.org/lists/2008/11/press-release">TOP500</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>เอชพีครองอันดับใน TOP500 ครั้งที่ 32 มากที่สุด</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9644" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9644</id>
    <published>2008-11-19T11:40:37+07:00</published>
    <updated>2008-11-19T12:52:22+07:00</updated>
    <author>
      <name>javaboom</name>
    </author>
    <category term="High Performance Computing" />
    <category term="HP" />
    <category term="IBM" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>เว็บไซต์ <a href="http://www.top500.org/">TOP500</a> ได้ทำการจัดอันดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงที่สุด 500 อันดับแรกของโลกครั้งใหม่หรือเรียกกันว่า TOP500 ครั้งนี้เป็นการจัดอันดับประจำเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2008 หรือครั้งที่ 32 โดยแชมป์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงที่สุดในโลกยังคงเป็น Roadrunner จากไอบีเอ