<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom">
  <title>putchonguth's blog</title>
  <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/blog/putchonguth"/>
  <link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blognone.com/blog/6696/atom/feed"/>
  <id>http://www.blognone.com/blog/6696/atom/feed</id>
  <updated>2008-06-09T18:09:09+07:00</updated>
  <entry>
    <title>ซีพียูมัลติคอร์กับแนวโน้มของการพัฒนาซอฟต์แวร์แห่งอนาคต</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9170" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9170</id>
    <published>2008-10-07T00:21:11+07:00</published>
    <updated>2008-10-08T06:04:41+07:00</updated>
    <author>
      <name>putchonguth</name>
    </author>
    <category term="intel" />
    <category term="Multi-core" />
    <category term="Processor" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>เมื่อหลายปีก่อนนั้น คอมพิวเตอร์มีความเร็วเริ่มที่ 1 เมกะเฮิร์ต (เครื่อง Apple II+) ต่อมาไอบีเอ็มสร้าง PC XT เริ่มที่ 4.77 เมกะเฮิร์ต ในยุคถัดมา PC AT ก็เร็วขึ้นอีกเป็น 6 เมกะเฮิร์ต ขณะนี้ เราใช้เครื่องที่ซีพียูเร็วราว 2-3 กิกะเฮิร์ตกันอยู่ ทุกครั้งที่คอมพิวเตอร์เร็วขึ้นผู้ใช้ก็จะได้ใช้ซอฟต์แวร์ที่รวดเร็วอยู่พักหนึ่งก่อนที่บริษัทจะออกโปรแกรมใหม่ๆ ที่เพิ่มความสามารถ แต่กินแรงเครื่องจนช้าเท่าเดิม อย่างไรก็ตามไม่มีใครห่วงมากนักเพราะสักพัก ซีพียูใหม่ๆก็เพิ่มความเร็วสัญญาณนาฬิกาอีก ทำให้เครื่องเร็วขึ้นเอง ผู้ใช้แค่เก็บเงินไว้เปลี่ยนเครื่องใหม่ๆเป็นระยะก็พอ   ในหลายปีที่ผ่านมา วิธีการเพิ่มสัญญาณนาฬิกาแบบเดิมเริ่มไม่ได้ผล ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ความร้อนที่เพิ่มขึ้น ได้กลายเป็นขีดจำกัดที่ยังไม่สามารถหาทางแก้ไขได้ ทำให้ยังไม่มี ซีพียูที่มีความเร็วเกินกว่า 4 กิกะเฮิร์ต ทางเลือกใหม่ที่ทุกบริษัทใช้ คือ เทคโนโลยีมัลติคอร์</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>เมื่อหลายปีก่อนนั้น คอมพิวเตอร์มีความเร็วเริ่มที่ 1 เมกะเฮิร์ต (เครื่อง Apple II+) ต่อมาไอบีเอ็มสร้าง PC XT เริ่มที่ 4.77 เมกะเฮิร์ต ในยุคถัดมา PC AT ก็เร็วขึ้นอีกเป็น 6 เมกะเฮิร์ต ขณะนี้ เราใช้เครื่องที่ซีพียูเร็วราว 2-3 กิกะเฮิร์ตกันอยู่ ทุกครั้งที่คอมพิวเตอร์เร็วขึ้นผู้ใช้ก็จะได้ใช้ซอฟต์แวร์ที่รวดเร็วอยู่พักหนึ่งก่อนที่บริษัทจะออกโปรแกรมใหม่ๆ ที่เพิ่มความสามารถ แต่กินแรงเครื่องจนช้าเท่าเดิม อย่างไรก็ตามไม่มีใครห่วงมากนักเพราะสักพัก ซีพียูใหม่ๆก็เพิ่มความเร็วสัญญาณนาฬิกาอีก ทำให้เครื่องเร็วขึ้นเอง ผู้ใช้แค่เก็บเงินไว้เปลี่ยนเครื่องใหม่ๆเป็นระยะก็พอ   ในหลายปีที่ผ่านมา วิธีการเพิ่มสัญญาณนาฬิกาแบบเดิมเริ่มไม่ได้ผล ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ความร้อนที่เพิ่มขึ้น ได้กลายเป็นขีดจำกัดที่ยังไม่สามารถหาทางแก้ไขได้ ทำให้ยังไม่มี ซีพียูที่มีความเร็วเกินกว่า 4 กิกะเฮิร์ต ทางเลือกใหม่ที่ทุกบริษัทใช้ คือ เทคโนโลยีมัลติคอร์ 
<!--break-->
เทคโนโลยีที่เรียกว่า มัลติคอร์ (multi-core) หรือ เมนี่คอร์ (many core) คือ การสร้างซีพียูหลายๆ ชุดลงในชิบเดียวและให้ซีพียูเหล่านี้ช่วยกันทำงาน การที่เทคโนโลยีนี้ถูกเลือกให้เป็นทางออกในการออกแบบซีพียูรุ่นใหม่ๆ ของบริษัทอย่างอินเทลและเอเอ็มดี นั้นเป็นเพราะความก้าวหน้าด้านกระบวนการผลิต (process technology) ของสารกึ่งตัวนำยังคงดำเนินต่อไป ทำให้สามารถสร้างวงจรได้ซับซ้อนมากขึ้นในชิปตัวเดียว ทางเลือกนี้จึงชัดเจนและกลายเป็นทางเลือกที่จำเป็น  ขณะทางอินเทลมีชิปขนาด 80 คอร์ที่ทำงานได้แล้วอยู่ในแล็บ เป็นที่คาดหมายกันว่าภายใน 10 ปีนี้จะมีชิปกว่า 256 คอร์ออกสู่ตลาดให้ได้ใช้งานกัน แน่นอนว่าโลกของคอมพิวเตอร์ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่</p>

<p>เมื่อใช้มัลติคอร์ซีพียูแล้ว โปรแกรมที่ใช้งานจะเร็วขึ้นโดยอัตโนมัติไหม?</p>

<p>คำตอบ คือ ไม่ใช่</p>

<p>เนื่องจากการทำงานของโปรแกรมจะมีสองลักษณะ ลักษณะแรกเป็นการรับงานจำนวนมากมาทำและต้องการจำนวนงานต่อหน่วยเวลามากๆ เช่น โปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์  ระบบฐานข้อมูล งานแบบนี้ที่เรียกว่าการประมวลผลแบบ High throughput นั้น สามารถใช้งานมัลติคอร์ได้ระดับหนึ่ง เนื่องจากระบบปฏิบัติการจะช่วยกระจายการทำงานไปบนหลายคอร์ให้ได้บ้าง แต่ไม่ได้ความเร็วเต็มที่มากนัก</p>

<p>ส่วนงานที่ต้องการประมวลผลให้เร็วขึ้นหรือ High Performance Computing นั้นโปรแกรมจะไม่เร็วขึ้นเลยนอกจากจะเขียนโปรแกรมให้รู้จักและใช้งานระบบมัลติคอร์ ให้ได้  อย่างไรก็ตามการที่โปรแกรมจะใช้งานซีพียูแบบมัลติคอร์ให้ได้อย่างดีนั้นนั้น จะต้องเขียนให้ประมวลผลแบบขนานได้</p>

<p>การประมวลผลแบบขนานนั้นเป็นอย่างไร การทำงานแบบขนานนั้นอัลกอริทึมที่ใช้ต้องพยายามแตกกระจายงานทุกอย่างให้เป็นงานย่อยๆที่ ทำพร้อมกันให้ได้มากที่สุด ตัวอย่างหนึ่งคือการทำ graphics rendering ซึ่งสามารถกระจายภาพแต่ละภาพในหนังแอนิเมชั่นให้ทำงานเรนเดอร์ไปพร้อมๆ กันได้ เนื่องจากแต่ละเฟรมจะไม่ขึ้นต่อกัน</p>

<p>ปัญหาหลักของการทำงานแบบขนาน คือปัญหาย่อยยังมีความขึ้นต่อกัน (dependency) ทำให้ต้องแก้ปัญหาเป็นลำดับ เนื่องจากปัญหาย่อยหนึ่งต้องแก้ให้ได้ก่อนจึงจะแก้อีกปัญหาได้ไม่เช่นนั้นผลจะผิดพลาดได้ เนื่องจากการใช้ตัวแปรร่วมกันแล้วควบคุมการใช้งานไม่ถูกต้อง สรุปแล้วการพัฒนาโปรแกรมแบบขนานบนซีพียูมัลติคอร์ให้เต็มที่นั้น โปรแกรมเมอร์ต้อง หนึ่ง ออกแบบอัลกอริทึมที่ใช้ให้มีความขนานแฝงเร้นมากที่สุด สอง พัฒนาโปรแกรมให้ทำงานแบบขนานได้ดีที่สุด</p>

<p>การพัฒนาโปรแกมแบบขนานบนซีพียูมัลติคอร์นั้นมีหลายวิธี แต่ที่ใช้กันมากคือการพัฒนาโปรแกรมให้ทำงานแบบมัลติเทรด การทำงานแบบมัลติเทรด คือการเขียนโปรแกรมโดยสร้างส่วนของโปรแกรมที่เรียกว่า &#8220;เทรด&#8221; ขึ้นมาหลายเทรด เมื่อต้องการประมวลผล ก็จะมีการสร้างเทรดมาอย่างรวดเร็ว โดยในระบบปฏิบัติการหรือระบบโปรแกรมกระจาย เทรดเหล่านี้ไปบนหลายๆ คอร์ทำให้ แต่ละคอร์ช่วยกันทำงานได้ ภาษาสมัยใหม่ เช่น C# หรือ Java จะสนับสนุนการเขียนโปรแกรมแบบนี้ในตัวภาษาเลย</p>

<p>ปัญหาที่ต้องเผชิญคือการเขียนโปรแกรมในลักษณะนี้ไม่ใช่งานง่ายๆ วารสาร Fortune ฉบับเดือนสิงหาคมลงบทความไว้โดยระบุว่า วงการซอฟต์แวร์ทั่วโลกต้องมีการปรับตัวขนานใหญ่ เนื่องจากการพัฒนาซอฟต์แวร์ต้องเปลี่ยนไปมากเนื่องจากเทคโนโลยีมัลติคอร์</p>

<p>ปัญหาที่ท้าทายโปรแกรมเมอร์ในโลกมัลติคอร์คือ</p>

<p>หนึ่ง โปรแกรมเมอร์ไม่เคยถูกสอนมาให้คิดอัลกอริทึมเป็นแบบขนาน ทำให้โปรแกรมส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกออกแบบมาจากรากฐานให้ทำงานได้ดีกับระบบมัลติคอร์  ในเรื่องนี้จะต้องปรับหลักสูตรการสอนใหม่ให้นำเรื่องการประมวลผลแบบขนานมาสอนแต่เนิ่นๆ หัดให้โปรแกรมเมอร์รุ่นใหม่คิดอัลกอริทึมออกมาเป็นแบบขนานตั้งแต่ต้น</p>

<p>สอง เครื่องมือพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้กันยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการหาจุดผิดพลาดในโปรแกรมแบบมัลติเทรด การพัฒนาโปรแกรมแบบมัลติเทรดมีความซับซ้อนในกรณีที่มีการใช้ข้อมูลในหน่วยความจำร่วมกันจะต้องล็อคตัวแปรนั้นให้ทีการแก้ไขได้โดยเทรดเดียว มิฉนั้นแล้วจะเกิดการทำงานที่ผิดพลาดเรียกว่า Race Condition หากปราศจากเครื่องมือพัฒนาที่ทรงประสิทธิภาพ โปรแกรมเมอร์ต้องพึ่งสัญชาตญาณและความคิดที่เป็นระบบสูงมากจึงจะพัฒนาโปรแกรมที่เร็วและเสถียรได้ ตอนนี้บริษัททั่วโลก เช่น อินเทล และ ไมโครซอฟต์ กำลังเริ่มสนใจอย่างจริงจังในการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ช่วยตรวจจับความผิดพลาดในการเขียนโปรแกรมแบบมัลติคอร์เพื่อให้การพัฒนาเกิดได้เร็วขึ้น ไมโครซอฟต์เริ่มพัฒนาให้ Visual Studio รุ่นใหม่ๆ ทำงานแบบขนาน ในขณะที่อินเทลก็ปรับเครื่องมือทางซอฟต์แวร์ เช่น Intel Parallel Studio ให้ช่วยเร่งการพัฒนาได้ดีขึ้น</p>

<p>สุดท้ายเราต้องไม่ลืมว่าคอมพิวเตอร์แบบลำดับปกตินั้นหมดไปแล้ว นับแต่นี้คอมพิวเตอร์ใหม่ๆ ทุกเครื่องเป็นคอมพิวเตอร์ที่ซีพียูทำงานแบบขนานหมด ถ้าไม่เร่งพัฒนาขีดความสามารถของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยแล้ว เราก็จะสร้างได้แต่ซอฟต์แวร์ที่ทำงานช้ากว่าคนอื่นทั่วโลก</p>

<p>อันที่จริงสำหรับโปรแกรมเมอร์ชาวไทยเทคโนโลยีนี้นับเป็นโอกาสที่จะพัฒนาขีดความสามารถให้เท่ากับคนทั้งโลก เนื่องจากมัลติคอร์เป็น disruptive technology ดังนั้นทุกคนทั่วโลกจะมีความรู้ที่แตกต่างกันไม่มากนักเนื่องจากทุกคนใหม่หมด ประเทศเราจึงมีโอกาสใช้เทคโนโลยีนี่พัฒนาโปรแกรมใหม่ๆที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงได้ก่อนใคร ภาคการศึกษาควรพิจารณาบรรจุเรื่องการพัฒนาอัลกอริทึมและโปรแกรมบนซีพียูแบบมัลติคอร์ให้เป็นมาตรฐาน ให้โปรแกรมเมอร์ไทยทุกคนรู้เรื่องนี้ ภาคเอกชนอาจจะต้องจับโปรแกรมเมอร์ระดับเทพในบริษัทมาเรียนเรื่องนี้กันใหม่ เพื่อให้เรามีขีดความสามารถในการสร้างนวัตกรรมระดับโลกกับเขาบ้าง</p>

<p>ข้อมูลเพิ่มเติม</p>

<ul>
<li><a href="http://www.reghardware.co.uk/2006/09/26/intel_teraflop_processor/">Intel Teraflop Processor, Register Hardware</a></li>
<li><a href="http://www.youtube.com/watch?v=TAKG0UvtzpE">Video Explaining Intel Teraflop Research Chip</a></li>
<li><a href="http://money.cnn.com/2008/08/13/technology/microchips_copeland.fortune/">A chip too far?, Michael Copeland, Fortune Magazine, August 14, 2008</a></li>
<li><a href="http://www.intel.com/cd/software/products/asmo-na/eng/399359.htm">Intel Parallel Studio</a></li>
<li><a href="http://www.go-parallel.com/">Go Parallel ข้อมูลเกี่ยวกับเทคนิคการพัฒนาโปรแกรมแบบมัลติคอร์</a></li>
</ul>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>จีนเปิดตัวซีพียูแบบ quad core  ในงาน HOT CHIP ที่แสตนฟอร์ด</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/8919" />
    <id>http://www.blognone.com/node/8919</id>
    <published>2008-09-12T05:20:55+07:00</published>
    <updated>2008-09-12T18:19:09+07:00</updated>
    <author>
      <name>putchonguth</name>
    </author>
    <category term="China" />
    <category term="CPU" />
    <category term="Processor" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ในงาน <a href="http://www.hotchips.org/hc20/main_page.htm">HOT CHIPS</a> ที่มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ดระหว่างวันที่ 24-26 สิงหาคมปีนี้ ทาง Chinese Academy of Science (CAS) ได้นำผลงานการออกแบบซีพียูแบบ 4 คอร์ของจีนมานำเสนอ   โดยโปรเซสเซอร์ Godson นี้เป็นโครงการที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2001 แล้วเนื่องจากระเทศจีนมองว่าเทคโนโลยีในการออกแบบซีพียูเป็นเทคโนโลยีที่มีความสำคัญกับยุทธศาสตร์ของประเทศ  สำหรับซีพียูที่นำมาแสดงนี้จัดเป็นรุ่นที่สามแล้ว ถึงแม้ว่าทาง CAS จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของโปรเซสเซอร์ได้มากกว่าสามเท่าทุกรุ่น แต่ประสิทธิภาพก็ยังไล่ตามซีพียูของอินเทลและเอเอ็มดีอยู่บ้าง</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ในงาน <a href="http://www.hotchips.org/hc20/main_page.htm">HOT CHIPS</a> ที่มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ดระหว่างวันที่ 24-26 สิงหาคมปีนี้ ทาง Chinese Academy of Science (CAS) ได้นำผลงานการออกแบบซีพียูแบบ 4 คอร์ของจีนมานำเสนอ   โดยโปรเซสเซอร์ Godson นี้เป็นโครงการที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2001 แล้วเนื่องจากระเทศจีนมองว่าเทคโนโลยีในการออกแบบซีพียูเป็นเทคโนโลยีที่มีความสำคัญกับยุทธศาสตร์ของประเทศ  สำหรับซีพียูที่นำมาแสดงนี้จัดเป็นรุ่นที่สามแล้ว ถึงแม้ว่าทาง CAS จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของโปรเซสเซอร์ได้มากกว่าสามเท่าทุกรุ่น แต่ประสิทธิภาพก็ยังไล่ตามซีพียูของอินเทลและเอเอ็มดีอยู่บ้าง 
<!--break-->
บริษัทชื่อ Sinomanic ในประเทศจีนได้นำ ซีพียู Godson-1 ไปสร้างคอมพิวเตอร์ราคาถูกสำหรับนักเรียนขายในประเทศจีนแล้ว เครื่องทำงานที่ความเร็ว 400 MHz ใช้จอภาพ 10.2-inch TFT มีฮาร์ดดิสก์ขนาด 40GB แรม 128MB built-in networking ราคา 1998 หยวนหรือ 10,000 บาท</p>

<p>ซีพียู Godson รุ่น 2 เป็นแบบ 64 บิตมี 1 คอร์และใช้เทคโนโลยี 90 นาโนเมตรทำงานที่ 1GHz  กินพลังงาน 3-7 วัตต์ โดยมีชุดคำสั่งเหมือนกับ MipsIII ทำให้ใช้งานกับระบบปฏิบัติการลินุกซ์ได้</p>

<p>ในงานนี้ทางจีนได้เปิดตัวสถาปัตยกรรมสำหรับ Godson-3 ซึ่งจะเป็นแบบ 4 คอร์ใช้เทคโนโลยี 65 นาโนเมตรทำงานที่ 1GHz  กินพลังงาน 10 วัตต์ ซึ่งมี x86 compatibility mode ด้วย เป้าหมายคือ พยายามทำให้การทำงานของ x86 โหมดมีความเร็วกว่า 80 เปอร์เซ็นของการทำงานแบบ Mips</p>

<p>ซีพียูตัวนี้จะมีระบบแบบครอสบาร์เชื่อมคอร์ข้างในโดยเมื่อสร้างเสร็จจะทำงานได้ราว 16 กิกะฟลอบที่ 1GHz ซึ่งจะทำงานงานได้ใกล้เคียงกับซีพียูแบบสี่คอร์ในท้องตลาดจากอินเทล</p>

<p>ทางจีนได้ตั้งเป้าว่าในปี 2009 จะสร้างซีพียูแบบ 8 คอร์ออกมาใช้งานโดยจะกินไฟเพียง 20 วัตต์เท่านั้น</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.internetnews.com/hardware/article.php
/3767911/Made+in+China+The+Godson+Processor.htm">InternetNews</a>, <a href="
http://www.engadget.com/2006/10/14/sinomanic-godson-based-student-laptop/">Engadget</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>Google Chrome อาวุธใหม่แห่งมหาสงครามยึดโลกอินเทอร์เน็ต</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/8896" />
    <id>http://www.blognone.com/node/8896</id>
    <published>2008-09-09T23:11:07+07:00</published>
    <updated>2008-09-11T16:41:27+07:00</updated>
    <author>
      <name>putchonguth</name>
    </author>
    <category term="Special Report" />
    <category term="Browser" />
    <category term="Google" />
    <category term="Internet" />
    <category term="Microsoft" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ข่าวใหญ่ที่สุดข่าวหนึ่งในวงการคอมพิวเตอร์ช่วงนี้ คือ การที่บริษัทกูเกิลส่งเบราว์เซอร์ใหม่เรียกว่า Google Chrome ออกมาลงสนามแข่งกับเบราว์เซอร์ของบริษัทต่างๆ เช่น  Internet Explorer ของไมโครซอฟท์, Safari ของแอปเปิล ทำไมกูเกิลต้องออกเบราว์เซอร์ของตัวเองด้วย ในเมื่อกูเกิลเองก็ร่วมสนับสนุนจิ้งจอกไฟ Firefox อยู่เต็มเหนี่ยวแล้ว  คำตอบ คือ Chrome เป็นอาวุธใหม่ที่กูเกิลปล่อยออกมาแสดงแสนยานุภาพในมหาสงครามยึดโลกอินเทอร์เน็ตครับ</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ข่าวใหญ่ที่สุดข่าวหนึ่งในวงการคอมพิวเตอร์ช่วงนี้ คือ การที่บริษัทกูเกิลส่งเบราว์เซอร์ใหม่เรียกว่า Google Chrome ออกมาลงสนามแข่งกับเบราว์เซอร์ของบริษัทต่างๆ เช่น  Internet Explorer ของไมโครซอฟท์, Safari ของแอปเปิล ทำไมกูเกิลต้องออกเบราว์เซอร์ของตัวเองด้วย ในเมื่อกูเกิลเองก็ร่วมสนับสนุนจิ้งจอกไฟ Firefox อยู่เต็มเหนี่ยวแล้ว  คำตอบ คือ Chrome เป็นอาวุธใหม่ที่กูเกิลปล่อยออกมาแสดงแสนยานุภาพในมหาสงครามยึดโลกอินเทอร์เน็ตครับ
<!--break-->
ในขณะนี้ สถาปัตยกรรมของการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการมาถึงของสถาปัตยกรรมการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ (Cloud Computing) ซึ่งทำให้องค์การสามารถสร้างระบบขนาดใหญ่ที่ขยายตัวให้รับคนเป็นล้านๆ ที่เข้ามาใช้พลังการประมวลผลหรือเก็บข้อมูลได้ ตัวอย่างเช่น Google Search, Google Maps, YouTube, Facebook, MSN Spaces ดังนั้นโครงสร้างระบบไอทีสมัยใหม่จะประกอบด้วย</p>

<ol>
<li>ระบบแบบกลุ่มเมฆขนาดใหญ่ที่รองรับบริการหรือโปรแกรมประยุกต์ </li>
<li>เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ที่ใช้ในการทำงานหรือเข้าสู่ระบบ </li>
<li>ระบบอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมโยงผู้ใช้และบริการเข้าหากัน  </li>
</ol>

<p>การใช้งานและพัฒนาโปรแกรมในสภาพแวดล้อมด้านไอทีแบบนี้นั้นจะมีสองโมเดลหลัก คือ SaaS (Software as a Service) และ Software+Services  การทำงานแบบ SaaS นั้นเน้นระบบที่การบริการรวมศูนย์อยู่บนกลุ่มเมฆ ข้อดี คือ ผู้ใช้ไม่ต้องดูแลรักษาระบบเนี่องจากผู้ให้บริการต้องดูแลข้อมูลให้ถูกต้อง เข้าถึงได้ มีเสถียรภาพและปลอดภัยตลอด นอกจากนั้นการเข้าถึงบริการทำผ่านเบราว์เซอร์อย่างเดียว ทำให้สามารถใช้กับคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ที่มีสมรรถนะไม่สูง โทรศัพท์มือถือ หรือ MID (Mobile Internet Device) ได้ดี ข้อเสีย คืองานที่ใช้ส่วนติดต่อกับผู้ใช้ที่ซับซ้อน การประมวลผลภาพและเสียง การเล่นเกมส์จะทำไม่ได้ดี การทำงานแบบนี้จะมองระบบเป็น Infrastructure Centric ครับ แน่นอน ผู้ให้บริการบน อินเทอร์เน็ตกลุ่มใหญ่ เช่น กูเกิล, ไอบีเอ็ม จะสนับสนุนแนวทางนี้</p>

<p>สำหรับการทำงานแบบ Software + Services นั้นจะตรงกันข้าม โดยจะมองเป็น Client Centric คือมองว่าระบบคอมพิวเตอร์ของเรามีซอฟต์แวร์ บริการบนอินเทอร์เน็ตเข้ามาสร้างคุณค่าเพิ่มให้ซอฟต์แวร์ เช่น การพิมพ์งานสามารถดึงคลิปอาร์ทมาจากอินเทอร์เน็ตได้ง่ายๆ มีข้อดี คือการตอบสนองดี ใช้งานมัลติมีเดียดี เป็นโมเดลแบบเดิมที่เราคุ้นกันดี และมีไมโครซอฟท์หนุนหลังอย่างเข้มแข็ง</p>

<p><strong>มหาสงครามยึดโลกอินเทอร์เน็ตและผู้ใช้ทั่วโลกนั้นขึ้นกับใครผลักดันโมเดลการประมวลผลที่ตนได้เปรียบให้เป็นมาตรฐานครับ</strong></p>

<p>แน่นอนว่าทางกูเกิลที่ีหนุน SaaS อยู่นั้นต้องการถือเทคโนโลยีให้ครบวงจร การพึ่ง Internet Explorer นั้นเสี่ยงมากกับการที่ถูกไมโครซอฟท์ ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และสร้างปัญหาให้ ส่วนการพึ่ง Firefox นั้น ในระยะสั้นก็จะดี แต่ระยะยาวทางกูเกิล ไม่สามารถควบคุมความเห็นของประชาคมได้ร้อยเปอร์เซ็น ทำให้บางความสามารถที่กูเกิล ต้องการมากอาจไม่ได้รับการพัฒนาเต็มที่ ในขณะที่บางอย่างที่ไม่ต้องการอาจจะรุดหน้าไปเร็วกว่า นอกจากนั้นถ้าอ่านการ์ตูนเรื่อง Chrome จะพบว่า ปัญหาหนึ่ง ที่กูเกิล เน้น คือการปรับสมรรถนะของ JavaScript engine ให้แกร่งจนรองรับการสร้างโปรแกรมประยุกต์ขนาดใหญ่ได้ดีกว่าเก่ามาก ซึ่งตรงนี้ต้องกูเกิลลงไปทำเองเลย  อันที่จริงแล้วกูเกิลได้ใช้วิธีปล่อย Google Gears ออกมาก่อน ทำให้เราสามารถปรับเบราว์เซอร์ทุกตัวให้รองรับการทำงานตามที่โปรแกรม Google ในอนาคตต้องการได้ ขอให้จับตาดูครับ เพราะ Gears น่าจะสำคัญกับ กูเกิล พอๆกับ .NET สำคัญกับ ไมโครซอฟท์</p>

<p><strong>ความท้าทายที่กูเกิลต้องเผชิญ คือ ทำอย่างไรผู้ใช้จึงจะมาใช้ Chrome มากกว่า IE ครับ</strong></p>

<p>ตอบได้ว่า ยากครับ ข้อได้เปรียบ คือ ไมโครซอฟท์นั้นคุมระบบปฎิบัติการ Windows ที่ครองโลกอยู่แล้วได้ติดตั้ง IE มาเลย ทำให้ผู้ใช้สมัครเล่นและผู้ใช้ตามองค์กรซึ่งไม่ได้ใช้งานหนักมากไม่ติดตั้งเบราว์เซอร์ใหม่และใช้ IE กันหมด อันมีผลให้โปรแกรมประยุกต์แบบเวบส่วนใหญ่ทำงานกับ IE ได้ดี นอกจากนั้นในองค์กรขนาดใหญ่มีคอมพิวเตอร์หลายพันหลายหมื่นเครื่อง 
การที่จะต้องมาติดตั้งและบำรุงรักษาเบราว์เซอร์ใหม่จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงพอสมควร ถ้าให้วิจารณ์แล้วทางสู้ที่เป็นไปได้ คือ</p>

<ol>
<li>ทาง กูเกิล ต้องสร้างแอพพลิเคชันใหม่ๆที่น่าสนใจให้ผู้ใช้เพื่อดึงผู้ใช้เข้ามา และใช้ Google Chrome ดึงผู้ใช้ให้ติดกับเบราว์เซอร์นี้ซึ่งจะทำงานกับระบบของ กูเกิล ได้ดีเป็นพิเศษ </li>
<li>กูเกิล ต้องหันไปเน้นเครื่องเล็กๆ  Ultra Mobile PC ที่สมรรถนะของ Chrome จะได้เปรียบ โดยเน้นการใช้เครื่องเหล่านี้เป็นประตูสู่บริการของกูเกิล</li>
<li>ประสานงานกับผู้ผลิตให้ติดตั้ง Chrome มาทันที อาจทำได้กับ Dell, HP, ไอบีเอ็ม ที่ขายคอมพิวเตอร์ให้องค์การต่างๆหลายล้านเครื่องต่อปี </li>
<li>ทำให้ระบบลีนุกซ์หลักๆ เช่น Ubuntu, Debian, Fedora, Red Hat มี Chrome ติดตั้งมาเลยทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องติดตั้งเอง</li>
</ol>

<p>สถานการณ์การแข่งขันกันครองยึดโลกอินเทอร์เน็ต แรง เร็ว ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ  ทางไมโครซอฟท์คงเตรียมตอบโต้ไว้เหมือนกัน ต้องคอยติดตามนะครับว่า จะมีอะไรใหม่ๆออกมาให้ตื่นตาตื่นใจบ้าง</p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>คุยกันเล่นกับชาว HP</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/8753" />
    <id>http://www.blognone.com/node/8753</id>
    <published>2008-08-27T00:25:18+07:00</published>
    <updated>2008-08-28T20:09:10+07:00</updated>
    <author>
      <name>putchonguth</name>
    </author>
    <category term="Special Report" />
    <category term="HP" />
    <category term="Technology trends" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>วันนี้ มีฝรั่งกลุ่มหนึ่งมาเยี่ยมโดยมาจากบริษัท HP ที่เมือง Huston Texas มาจากทางด้าน marketing เขามาเพื่อมาสัมภาษณ์พวกเราว่าผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ในปีหน้าควรจะเป็นอย่างไร ทีมนี้มากันสามคน เวลานำเสนอคนที่เด็กหน่อยก็ update road map ของเขาให้ฟัง ส่วนตัวหัวหน้าคอยจด  เขามาพร้อมกับรายการยาวเหยียดของคำถาม เช่น เรามองแนวโน้มอะไรเป็นเรื่องใหญ่ พวกนี้เขาไม่ได้มาขายของ แต่มาเก็บข้อมูลจาก reference customer เพื่อทำผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ มาให้เราใช้ คำถามบางเรื่องเป็นเรื่องเทคนิคสูงมาก เช่น ตอนนี้เราบริหารระบบเซิร์ฟเวอร์ แคร์เรื่อง IPMI หรือไม่ การใช้งาน workload ของกลุ่มผู้ใช้เรามีกี่กลุ่มและควรปรับปรุงผลิตภัณฑ์เซิร์ฟเวอร์ของเขาอย่างไรถึงจะดี</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>วันนี้ มีฝรั่งกลุ่มหนึ่งมาเยี่ยมโดยมาจากบริษัท HP ที่เมือง Huston Texas มาจากทางด้าน marketing เขามาเพื่อมาสัมภาษณ์พวกเราว่าผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ในปีหน้าควรจะเป็นอย่างไร ทีมนี้มากันสามคน เวลานำเสนอคนที่เด็กหน่อยก็ update road map ของเขาให้ฟัง ส่วนตัวหัวหน้าคอยจด  เขามาพร้อมกับรายการยาวเหยียดของคำถาม เช่น เรามองแนวโน้มอะไรเป็นเรื่องใหญ่ พวกนี้เขาไม่ได้มาขายของ แต่มาเก็บข้อมูลจาก reference customer เพื่อทำผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ มาให้เราใช้ คำถามบางเรื่องเป็นเรื่องเทคนิคสูงมาก เช่น ตอนนี้เราบริหารระบบเซิร์ฟเวอร์ แคร์เรื่อง IPMI หรือไม่ การใช้งาน workload ของกลุ่มผู้ใช้เรามีกี่กลุ่มและควรปรับปรุงผลิตภัณฑ์เซิร์ฟเวอร์ของเขาอย่างไรถึงจะดี 
<!--break-->
ระหว่างการสนทนาคำบางคำถูกอ้างอิงตลอดเวลาครับ คำเหล่านี้คือ</p>

<blockquote>
  <p>การประหยัดพลังงาน เวอร์ชวลไลเซชั่น และ มัลติคอร์</p>
</blockquote>

<p>ดูเหมือนสามคำนี้กำลังฮอตและเป็น Magic word อยู่ขณะนี้ครับ</p>

<p>ตอนนี้ค่าใช้จ่ายเรื่องพลังงานกลายเป็นสัดส่วนสูงมากของ total cost of ownership ในสามปีแรก บางทีซื้อระบบราคาถูกอาจจะแพงกว่าระบบบที่ราคาเริ่มต้นสูงกว่าก็ได้ ถ้าไม่ระวังเรื่องการใช้พลังงาน</p>

<p>ส่วนการทำ เวอร์ชวลไลเซชั่น จะช่วยให้เราวางโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นได้ ในส่วนงานของเรา มองเทคโนโลยีนี้ในการสร้างระบบที่แยกการใช้ของผู้ใช้ออกอย่างขัดเจนเพื่อพิทักษ์เรื่อง ความปลอดภัยของข้อมูลครับ</p>

<p>มัลติคอร์กำลังจะเข้ามาเร่งพลังระบบไอที บ้านเรายังขาดความเข้าใจอยู่มากว่าต้องเขียนโปรแกรมแบบมัลติเทรดด้วยเพื่อรีดเร้นพลังของมัลติคอร์ออกมา เรื่องนี้สำคัญมากๆ กรณีที่เราทำงานกับระบบที่ต้องการรับ load สูงมากๆ</p>

<p>สุดท้ายทีมที่มาก็ไปเยี่ยมชมเซิร์ฟเวอร์ที่เรามีอยู่ราว 200 เครื่อง หลังจากได้แลกความคิดกันมากมาย สุดท้ายเขาก็ถามผมว่าอยากได้อะไรในผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ บ้าง ผมก็แซวว่าต้องขอคิดดีหน่อย นานๆ จะได้ออกความเห็นที่จะกลายเป็นของขายทั่วโลกสักครั้ง   หลังจากอึ้งไปสักพักผมเลยผมเสนอไปว่า การออกแบบในอนาคตควรคำนึงเรื่อง Serviceability ในระบบให้มาก เนื่องจากค่าแรงคนด้านงานบริหารระบบจะแพงมากขึ้นทุกที ดังนั้นการถอดประกอบระบบเซิฟเวอร์รุ่นใหม่ ควรเป็น Modular สูงมากๆ เพื่อลดเวลาการซ่อมบำรุงซึ่งจะกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากในอนาคตสำหรับการดูแลศูนย์ข้อมูล</p>

<p>เขาเองบอกว่าตอนนี้คนสนใจทำ Cloud Computing มากขึ้นทุกที โดยเอาไปให้บริการ Web 2.0 ขนาดใหญ่มากๆ ผมเองเห็นว่าแนวโน้มของโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีกำลังก้าวไปสู่การทำระบบ Cloud Computing โดยใช้เบลดเซิร์ฟเวอร์จำนวนมาก รวมกับการใช้เทคโนโลยีมิดเดิ้ลแวร์มาทำให้รองรับงานประยุกต์ขนาดใหญ่ได้ แล้วใช้เทคนิคของ web 2.0 กับสถาปัตยกรรมแบบ SaaS (Software as a Service) หรือ Software + Services ครับ สิ่งที่ยังขาดคือ มาตรฐาน ทั้งในแง่การพัฒนาโปรแกรมและการสร้างโครงสร้างพื้นฐานระบบครับ คงต้องตามดูกันอย่างใกล้ชิดต่อไปครับ</p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ระบบโครงสร้างไอทีแห่งชาติ ถนนสู่อนาคตเทคโนโลยีไทย ภาคสอง</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/8505" />
    <id>http://www.blognone.com/node/8505</id>
    <published>2008-07-31T09:24:06+07:00</published>
    <updated>2008-08-01T22:14:22+07:00</updated>
    <author>
      <name>putchonguth</name>
    </author>
    <category term="Special Report" />
    <category term="High Performance Computing" />
    <category term="Internet" />
    <category term="National Competitiveness" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ถ้าเราจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศแห่งชาติ (NII) โครงสร้างนี้ควรมีหน้าตาอย่างไร?</p>

<p>คนส่วนใหญ่จะเริ่มนึกถึงอินเตอร์เน็ต ไวร์เลส ไวร์ไฟร์  3G วาง fiber optic ผมก็คิดว่าน่าจะคิดกลับกัน เหมือนเราจะสร้างบ้าน คิดกันก่อนว่าเวลาอยู่อยากให้มีห้องไหนไว้ทำอะไร แล้วค่อยดูว่ามีวัสดุและเทคนิคการสร้างบ้านอย่างไร ดังนั้นผมขอให้เราคิดถึง  เจ้า NII ในเชิงขีดความสามารถ (Capability)และการประยุกต์ใช้ก่อนครับ ก่อนครับ แล้วมาดูเทคโนโลยีว่าจะใช้อะไรสร้าง    มองเป็นการคิดแบบ usability driven และ top down ไม่ใช่ technology driven  แบบเก่าๆที่ลงท้ายทำให้ซื้อของมาเล่นนักต่อนัก</p>

<p>เอาว่าผมจะมองแบบของผมอย่างนี้แล้วกัน ให้สมมุติว่า ในที่สุดเรามีรัฐบาลอุดมคติที่คนมีความสามารถครองเมือง และเขาเข้าใจว่าการลงทุนที่สำคัญ คือการสร้างปัญญาให้ประเทศ ทำให้คนจำนวนมากฉลาด เราก็ได้เงินมาทำโครงการทำนองนี้จนประเทศไทยมีระบบ NII ดีเยี่ยม คนไทยจะใช้ระบบนี้พัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างไรบ้าง ระบบต้องทำให้เราสามารถ</p>

<ol>
<li>รอบรู้และเรียนรู้</li>
<li>วิเคราะห์และสังเคราะห์</li>
<li>สื่อสารและร่วมมือ</li>
<li>บันเทิง</li>
</ol>

<p>ดังนั้นระบบนี้จึงต้องเป็นระบบที่</p>

<ol>
<li>Content and knowledge rich เป็นแบบ multimedia ใครอยากรู้อะไรเรียนอะไรต้องได้หมด</li>
<li>Analytic power</li>
<li>Storage power </li>
<li>Service rich environment </li>
<li>Accessible</li>
<li>Collaborate</li>
<li>Security, privacy </li>
</ol>

<p>เกิดมาต้องมี IT space ให้เล่นแบบ facebook รัฐบริการแต่สร้าง API ให้มีบริการเสริมได้</p>

<blockquote>
  <p>ประเทศจะได้อะไร คนไทยจะได้อะไร<br />
  ผลกระทบของระบบเครือข่ายต่อขีดความสามารถของประเทศ<br />
  เราต้องลงมือสักทีแหล๋ว</p>
</blockquote>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ถ้าเราจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศแห่งชาติ (NII) โครงสร้างนี้ควรมีหน้าตาอย่างไร?</p>

<p>คนส่วนใหญ่จะเริ่มนึกถึงอินเตอร์เน็ต ไวร์เลส ไวร์ไฟร์  3G วาง fiber optic ผมก็คิดว่าน่าจะคิดกลับกัน เหมือนเราจะสร้างบ้าน คิดกันก่อนว่าเวลาอยู่อยากให้มีห้องไหนไว้ทำอะไร แล้วค่อยดูว่ามีวัสดุและเทคนิคการสร้างบ้านอย่างไร ดังนั้นผมขอให้เราคิดถึง  เจ้า NII ในเชิงขีดความสามารถ (Capability)และการประยุกต์ใช้ก่อนครับ ก่อนครับ แล้วมาดูเทคโนโลยีว่าจะใช้อะไรสร้าง    มองเป็นการคิดแบบ usability driven และ top down ไม่ใช่ technology driven  แบบเก่าๆที่ลงท้ายทำให้ซื้อของมาเล่นนักต่อนัก</p>

<p>เอาว่าผมจะมองแบบของผมอย่างนี้แล้วกัน ให้สมมุติว่า ในที่สุดเรามีรัฐบาลอุดมคติที่คนมีความสามารถครองเมือง และเขาเข้าใจว่าการลงทุนที่สำคัญ คือการสร้างปัญญาให้ประเทศ ทำให้คนจำนวนมากฉลาด เราก็ได้เงินมาทำโครงการทำนองนี้จนประเทศไทยมีระบบ NII ดีเยี่ยม คนไทยจะใช้ระบบนี้พัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างไรบ้าง ระบบต้องทำให้เราสามารถ</p>

<ol>
<li>รอบรู้และเรียนรู้</li>
<li>วิเคราะห์และสังเคราะห์</li>
<li>สื่อสารและร่วมมือ</li>
<li>บันเทิง</li>
</ol>

<p>ดังนั้นระบบนี้จึงต้องเป็นระบบที่</p>

<ol>
<li>Content and knowledge rich เป็นแบบ multimedia ใครอยากรู้อะไรเรียนอะไรต้องได้หมด</li>
<li>Analytic power</li>
<li>Storage power </li>
<li>Service rich environment </li>
<li>Accessible</li>
<li>Collaborate</li>
<li>Security, privacy </li>
</ol>

<p>เกิดมาต้องมี IT space ให้เล่นแบบ facebook รัฐบริการแต่สร้าง API ให้มีบริการเสริมได้</p>

<blockquote>
  <p>ประเทศจะได้อะไร คนไทยจะได้อะไร<br />
  ผลกระทบของระบบเครือข่ายต่อขีดความสามารถของประเทศ<br />
  เราต้องลงมือสักทีแหล๋ว</p>
</blockquote>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ระบบโครงสร้างไอทีแห่งชาติ ถนนสู่อนาคตเทคโนโลยีไทย ภาคหนึ่ง</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/8487" />
    <id>http://www.blognone.com/node/8487</id>
    <published>2008-07-30T04:01:11+07:00</published>
    <updated>2008-08-30T23:49:12+07:00</updated>
    <author>
      <name>putchonguth</name>
    </author>
    <category term="Special Report" />
    <category term="High Performance Computing" />
    <category term="National Competitiveness" />
    <category term="Networking" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ในอดีตการพัฒนาประเทศเริ่มจากการทำการเกษตรให้เข้มแข็ง ปัญหาพื้นฐานของศตวรรษที่ 19 และ 20 คือ การหาอาหารเลี้ยงประชาชนให้พอเพียง หลังจากศตวรรษที่ 19 โลกเริ่มก้าวสู้การปฏิวัติอุตสาหกรรม ผลคือ การผลิตสินค้าจากโรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ การกระจายสินค้าออกสู่ตลาดอย่างทั่วถึงกลายเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นการสื่อสารคมนาคมจึงได้ถูกปรับปรุงอย่างรวดเร็วทั่วโลก อันที่จริงแล้วความสำคัญของการสร้างถนนเพื่อการเดินทางอย่างรวดเร็วนั้นเป็นที่ประจักษ์ตั้งแต่สมัยโรมัน หรือสมัยราชวงศ์ฉินและฮั่น รวมทั้งสมัยโตกุกาว่าในญี่ปุ่น แต่ยังมุ่งเน้นการใช้งานในแง่การสื่อสารเพื่อการปกครองมากกว่า แต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้การสร้างระบบคมนาคมเป็นหัวใจสำคัญยิ่งที่จะเชื่อมโยง แหล่งผลิตวัตถุดิบ โรงงานอุตสาหกรรม คลังสินค้า ตลาด และ ลูกค้าเข้าด้วยกัน เริ่มจากระบบรถไฟในสมัยวิคตอเรียที่กระจายทั่วยุโรป ระบบถนนที่ถูกผลักดันโดยการสร้าง เอาโตบาห์นในเยอรมันและระบบ อินเตอร์เสตทไฮเวย์ในสหรัฐ ท่าเรือระดับโลกในหลายประเทศ ประเทศที่มีระบบคมนาคมที่ดีจะมีค่าขนส่งต่ำทำให้เกิดขีดความสามารถในการแข่งขันที่ดีกว่าประเทศอื่น ประเทศไทยเราเองก็ทุ่มเทงบประมาณอย่างมหาศาลในการสร้างระบบขนส่งคมนาคมมาจนทุกวันนี้ ทำให้ไทยมีระบบการขนส่งที่ดีขนาดหนึ่ง</p>

<p>อย่างไรก็ตาม การมาถึงของเทคโนโลยีใหม่ๆ หลายประการ ได้เปลี่ยนแปลงโลกโดยสิ้นเชิง โดยมีจุดเริ่มต้นจาก การสร้างเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ นำไปสู่การสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ต  การสร้างคอมพิวเตอร์พกพา โน๊ตบุ๊กราคาถูก โทรศัพท์ที่มีเน็ตและ GPS การสร้างบริการต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต  นวัตกรรมเหล่านี้ทำให้เกิดธุรกิจและโมเดลทางธุรกิจที่แปลกใหม่มากมาย อาทิ เช่น</p>

<ol>
<li><p>การขาย PC ราคาถูกผ่านอินเทอร์เน็ตของเดลล์ที่ใช้ความเหนือกว่าในด้าน logistics เข้ามาสู้ด้านราคาและเสนอให้ผู้ใช้ออกแบบข้อกำหนดให้ตรงความต้องการได้ง่าย</p></li>
<li><p>การทำประมูลแบบทั่วโลกของอีเบย์ การขายของที่ใครซื้ออะไรจากที่ไหนก็ได้ทั่วโลกของอเมซอน</p></li>
<li><p>การสร้างระบบโฆษณาแบบปฏิวัติวงการของ Google ทำให้เกิดบริการฟรีมหาศาลตามมา เช่น Gmail, Google Maps หรือแบบไทยๆ เช่น Pantip, Sanook, Kapook</p></li>
<li><p>การสร้างสังคมเสมือนออนไลน์ ระบบเครือข่ายสังคม (social network) ของ Facebook , Myspace, Hi5</p></li>
<li><p>Interactive entertainment เช่น เกมส์ออนไลน์ที่เด็กติดทั้งเมือง ทีวีล้านช่องของ YouTube</p></li>
<li><p>โทรถามปัญหา support line ที่สหรัฐทำไมติดสำเนียงแขกที่แถวบังกะลอร์ตอบมาทุกที</p></li>
</ol>

<p>ผลกระทบของเทคโนโลยีเหล่านี้ คือ</p>

<ol>
<li><p>คนใช้เวลากับการท่องอินเทอร์เน็ตมากขึ้นทุกที ทำให้แนวโน้มในการบริโภค content บริการสาระแบบดิจิตอลและการโฆษณาเริ่มเคลื่อนย้ายมาบนอินเทอร์เน็ต</p></li>
<li><p>เปิดให้เกิดเสรีภาพทางความคิดแก่มนุษยชาติ ทุกคนสามารถสร้างหนัง เขียนข่าว แต่งนิยาย และเผยแพร่ให้คนนับล้านดูได้อย่างง่ายดาย (เช่นบทความนี้)</p></li>
<li><p>ทำให้เกิดการก้าวกระโดดแห่งการเรียนรู้ เนื่องจากความรู้ทั่วหล้าหาค้นได้ อ่านได้ ดูได้ อยากไปเรียน MIT หรือ Standford ก็เรียนได้ที่บ้าน ใครเก่งไม่เก่งขึ้นกับคนนั้นๆ มากขึ้น เด็กอาจเก่งกว่าครูในพริบตา</p></li>
<li><p>ทำให้เกิดการเชื่อมโยง สร้างทีม และใช้พลังทางปัญญาแก้ปัญหาร่วมกันมากขึ้น แทนที่จะทำงานคนเดียว เราสามารถเรียกรวมคนอย่างรวดเร็ว แก้ปัญหาและแยกย้ายได้ง่าย social network ทำให้การเข้าถึงผู้ชำนาญการเกิดง่ายขึ้น การเติบโตทางปัญญาขยายแบบ <span class="geshifilter"><code class="geshifilter-text">N^2</code></span> เนืองจากการต่อกัน คน <span class="geshifilter"><code class="geshifilter-text">N</code></span> คน จะเกิดกการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายได้ <span class="geshifilter"><code class="geshifilter-text">N(N-1)</code></span> หรือ <span class="geshifilter"><code class="geshifilter-text">N^2-N</code></span> ซึ่งการเติบโตแบบนี้ทำให้เกิดการระเบิดของภูมิปัญญาแบบที่เรียกว่า collective intelligent through collaboration</p></li>
<li><p>แนวโน้มที่สำคัญ คือ สินค้าไอทีเริ่มกลายเป็น Life Style Product คนยินยอมซื้อของที่แพงกว่าและด้อยความสามารถกว่าเนื่องจากความสวยงามของผลิตภัณฑ์ เหมือนรถยนตร์ ซึ่งความแตกต่างของ value ในรุ่นเดียวกันไม่ค่อยมากแล้วรูปลักษณ์และการโฆษณาจึงมีบทบาท ตัวอย่าง คือ ผลิตภัณฑ์ของ Apple, SONY, Samsung ครับ</p></li>
</ol>

<p>การเปลี่ยนแปลงดังนี้ทำให้บทบาทและสัดส่วนใน value chain ของการขนส่งจริงลดลง เนื่องจากบริการนั้นทำผ่านอินเทอร์เน็ตได้โดยมีค่าใช้จ่ายน้อยและถึงกันทั่วโลก นอกจากนั้นคุณค่าที่เป็นเงินจากผลิตภัณฑ์เองจากการผลิตสินค้าลดลง แต่เพิ่มในส่วนนวัตกรรมการออกแบบและการทำการตลาด  สรุป คือ คนทั้งโลกเริ่มต่อสู้กันด้วยสติปัญญาแทนการต่อสู้กันด้วยทรัพยากรและความสามารถในการผลิตสินค้าในราคาถูก ทำให้เกิดการเคลื่อนไปสู้ knowledge economy มาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่แล้ว</p>

<p>การแข่งขันในโลกแห่งความรอบรู้และนวัตกรรมนั้น หัวใจ คือ อินเทอร์เน็ต ตัวอย่างเช่น ในขณะที่บางประเทศเริ่มการบริการแบบวิดีโอ ผ่านมือถือ ประเทศไทยจะทำไม่ได้เพราะเราไม่มีโครงสร้างพื้นฐานทางไอทีที่ดีพอ</p>

<blockquote>
  <p>ถนนแห่งการแข่งขันในอนาคต คือ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครับ ไม่ใช่ถนนแปดเลนแบบเก่าๆอีกแล้ว แต่สัดส่วนการลงทุนทางภาครัฐให้อินเทอร์เน็ตถนนทางปัญญาสู่อนาคต ยังเทียบไม่ได้เลยกับการลงทุนสร้างถนนแบบเดิมๆ</p>
</blockquote>

<p><a href="http://www.thaiengineering.com/viewnew.php?id=506" title="ข่าว">ข้อมูลให้ดูเล่นครับ</a> กรมทางของบไปปีละกว่าห้าหมื่นล้านบาท สะพานลอยแต่ละอันราคา 200-400 ล้านบาทนะครับ ผมไม่ทราบว่าเราลงทุนขยายเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและระบบที่เกี่ยวข้องปีละเท่าไหร่ ครับ</p>

<p>เราจะทำอะไรและทำอย่างไรดี? ติดตามตอนต่อไปครับ</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ในอดีตการพัฒนาประเทศเริ่มจากการทำการเกษตรให้เข้มแข็ง ปัญหาพื้นฐานของศตวรรษที่ 19 และ 20 คือ การหาอาหารเลี้ยงประชาชนให้พอเพียง หลังจากศตวรรษที่ 19 โลกเริ่มก้าวสู้การปฏิวัติอุตสาหกรรม ผลคือ การผลิตสินค้าจากโรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ การกระจายสินค้าออกสู่ตลาดอย่างทั่วถึงกลายเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นการสื่อสารคมนาคมจึงได้ถูกปรับปรุงอย่างรวดเร็วทั่วโลก อันที่จริงแล้วความสำคัญของการสร้างถนนเพื่อการเดินทางอย่างรวดเร็วนั้นเป็นที่ประจักษ์ตั้งแต่สมัยโรมัน หรือสมัยราชวงศ์ฉินและฮั่น รวมทั้งสมัยโตกุกาว่าในญี่ปุ่น แต่ยังมุ่งเน้นการใช้งานในแง่การสื่อสารเพื่อการปกครองมากกว่า แต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้การสร้างระบบคมนาคมเป็นหัวใจสำคัญยิ่งที่จะเชื่อมโยง แหล่งผลิตวัตถุดิบ โรงงานอุตสาหกรรม คลังสินค้า ตลาด และ ลูกค้าเข้าด้วยกัน เริ่มจากระบบรถไฟในสมัยวิคตอเรียที่กระจายทั่วยุโรป ระบบถนนที่ถูกผลักดันโดยการสร้าง เอาโตบาห์นในเยอรมันและระบบ อินเตอร์เสตทไฮเวย์ในสหรัฐ ท่าเรือระดับโลกในหลายประเทศ ประเทศที่มีระบบคมนาคมที่ดีจะมีค่าขนส่งต่ำทำให้เกิดขีดความสามารถในการแข่งขันที่ดีกว่าประเทศอื่น ประเทศไทยเราเองก็ทุ่มเทงบประมาณอย่างมหาศาลในการสร้างระบบขนส่งคมนาคมมาจนทุกวันนี้ ทำให้ไทยมีระบบการขนส่งที่ดีขนาดหนึ่ง</p>

<p>อย่างไรก็ตาม การมาถึงของเทคโนโลยีใหม่ๆ หลายประการ ได้เปลี่ยนแปลงโลกโดยสิ้นเชิง โดยมีจุดเริ่มต้นจาก การสร้างเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ นำไปสู่การสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ต  การสร้างคอมพิวเตอร์พกพา โน๊ตบุ๊กราคาถูก โทรศัพท์ที่มีเน็ตและ GPS การสร้างบริการต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต  นวัตกรรมเหล่านี้ทำให้เกิดธุรกิจและโมเดลทางธุรกิจที่แปลกใหม่มากมาย อาทิ เช่น</p>

<ol>
<li><p>การขาย PC ราคาถูกผ่านอินเทอร์เน็ตของเดลล์ที่ใช้ความเหนือกว่าในด้าน logistics เข้ามาสู้ด้านราคาและเสนอให้ผู้ใช้ออกแบบข้อกำหนดให้ตรงความต้องการได้ง่าย</p></li>
<li><p>การทำประมูลแบบทั่วโลกของอีเบย์ การขายของที่ใครซื้ออะไรจากที่ไหนก็ได้ทั่วโลกของอเมซอน</p></li>
<li><p>การสร้างระบบโฆษณาแบบปฏิวัติวงการของ Google ทำให้เกิดบริการฟรีมหาศาลตามมา เช่น Gmail, Google Maps หรือแบบไทยๆ เช่น Pantip, Sanook, Kapook</p></li>
<li><p>การสร้างสังคมเสมือนออนไลน์ ระบบเครือข่ายสังคม (social network) ของ Facebook , Myspace, Hi5</p></li>
<li><p>Interactive entertainment เช่น เกมส์ออนไลน์ที่เด็กติดทั้งเมือง ทีวีล้านช่องของ YouTube</p></li>
<li><p>โทรถามปัญหา support line ที่สหรัฐทำไมติดสำเนียงแขกที่แถวบังกะลอร์ตอบมาทุกที</p></li>
</ol>

<p>ผลกระทบของเทคโนโลยีเหล่านี้ คือ</p>

<ol>
<li><p>คนใช้เวลากับการท่องอินเทอร์เน็ตมากขึ้นทุกที ทำให้แนวโน้มในการบริโภค content บริการสาระแบบดิจิตอลและการโฆษณาเริ่มเคลื่อนย้ายมาบนอินเทอร์เน็ต</p></li>
<li><p>เปิดให้เกิดเสรีภาพทางความคิดแก่มนุษยชาติ ทุกคนสามารถสร้างหนัง เขียนข่าว แต่งนิยาย และเผยแพร่ให้คนนับล้านดูได้อย่างง่ายดาย (เช่นบทความนี้)</p></li>
<li><p>ทำให้เกิดการก้าวกระโดดแห่งการเรียนรู้ เนื่องจากความรู้ทั่วหล้าหาค้นได้ อ่านได้ ดูได้ อยากไปเรียน MIT หรือ Standford ก็เรียนได้ที่บ้าน ใครเก่งไม่เก่งขึ้นกับคนนั้นๆ มากขึ้น เด็กอาจเก่งกว่าครูในพริบตา</p></li>
<li><p>ทำให้เกิดการเชื่อมโยง สร้างทีม และใช้พลังทางปัญญาแก้ปัญหาร่วมกันมากขึ้น แทนที่จะทำงานคนเดียว เราสามารถเรียกรวมคนอย่างรวดเร็ว แก้ปัญหาและแยกย้ายได้ง่าย social network ทำให้การเข้าถึงผู้ชำนาญการเกิดง่ายขึ้น การเติบโตทางปัญญาขยายแบบ <code>N^2</code> เนืองจากการต่อกัน คน <code>N</code> คน จะเกิดกการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายได้ <code>N(N-1)</code> หรือ <code>N^2-N</code> ซึ่งการเติบโตแบบนี้ทำให้เกิดการระเบิดของภูมิปัญญาแบบที่เรียกว่า collective intelligent through collaboration</p></li>
<li><p>แนวโน้มที่สำคัญ คือ สินค้าไอทีเริ่มกลายเป็น Life Style Product คนยินยอมซื้อของที่แพงกว่าและด้อยความสามารถกว่าเนื่องจากความสวยงามของผลิตภัณฑ์ เหมือนรถยนตร์ ซึ่งความแตกต่างของ value ในรุ่นเดียวกันไม่ค่อยมากแล้วรูปลักษณ์และการโฆษณาจึงมีบทบาท ตัวอย่าง คือ ผลิตภัณฑ์ของ Apple, SONY, Samsung ครับ</p></li>
</ol>

<p>การเปลี่ยนแปลงดังนี้ทำให้บทบาทและสัดส่วนใน value chain ของการขนส่งจริงลดลง เนื่องจากบริการนั้นทำผ่านอินเทอร์เน็ตได้โดยมีค่าใช้จ่ายน้อยและถึงกันทั่วโลก นอกจากนั้นคุณค่าที่เป็นเงินจากผลิตภัณฑ์เองจากการผลิตสินค้าลดลง แต่เพิ่มในส่วนนวัตกรรมการออกแบบและการทำการตลาด  สรุป คือ คนทั้งโลกเริ่มต่อสู้กันด้วยสติปัญญาแทนการต่อสู้กันด้วยทรัพยากรและความสามารถในการผลิตสินค้าในราคาถูก ทำให้เกิดการเคลื่อนไปสู้ knowledge economy มาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่แล้ว</p>

<p>การแข่งขันในโลกแห่งความรอบรู้และนวัตกรรมนั้น หัวใจ คือ อินเทอร์เน็ต ตัวอย่างเช่น ในขณะที่บางประเทศเริ่มการบริการแบบวิดีโอ ผ่านมือถือ ประเทศไทยจะทำไม่ได้เพราะเราไม่มีโครงสร้างพื้นฐานทางไอทีที่ดีพอ</p>

<blockquote>
  <p>ถนนแห่งการแข่งขันในอนาคต คือ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครับ ไม่ใช่ถนนแปดเลนแบบเก่าๆอีกแล้ว แต่สัดส่วนการลงทุนทางภาครัฐให้อินเทอร์เน็ตถนนทางปัญญาสู่อนาคต ยังเทียบไม่ได้เลยกับการลงทุนสร้างถนนแบบเดิมๆ</p>
</blockquote>

<p><a href="http://www.thaiengineering.com/viewnew.php?id=506" title="ข่าว">ข้อมูลให้ดูเล่นครับ</a> กรมทางของบไปปีละกว่าห้าหมื่นล้านบาท สะพานลอยแต่ละอันราคา 200-400 ล้านบาทนะครับ ผมไม่ทราบว่าเราลงทุนขยายเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและระบบที่เกี่ยวข้องปีละเท่าไหร่ ครับ</p>

<p>เราจะทำอะไรและทำอย่างไรดี? ติดตามตอนต่อไปครับ</p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ไปบุกแล็บ Microsoft  ที่เซี่ยงไฮ้</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/8144" />
    <id>http://www.blognone.com/node/8144</id>
    <published>2008-06-24T01:41:37+07:00</published>
    <updated>2008-10-07T00:26:35+07:00</updated>
    <author>
      <name>putchonguth</name>
    </author>
    <category term="High Performance Computing" />
    <category term="Microsoft" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ภุชงค์ อุทโยภาศ</p>

<p>พักนี้ชีพจรลงเท้าครับ เดินทางไม่ได้หยุดหย่อน คราวนี้ผมกับนายสมศักดิ์ นักวิจัยประจำศูนย์ไทยกริด และคุณนวพล ฝ่ายประสานงาน ได้รับเชิญจากไมโครซอฟต์ให้ไปเยือนศูนย์วิจัย Microsoft Shanghai ที่ Zizhu science park, เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 18 – 20 มิถุนายน 2551 เรื่องของเรื่อง คือ ตอนนี้เราช่วยร่วมมือกับไมโครซอฟต์  Windows HPC group , Microsoft Server and Tools Business ในการประเมินผลิตภัณฑ์ Microsoft Windows Compute Cluster Server 2008 รุ่น Beta ซึ่งยังไม่ถูกส่งออกสู่ตลาด โดยทางศูนย์ได้รับหน้าที่เป็นหนึ่งในไม่กี่ศูนย์ทดสอบในโลกที่ทดลองผลิตภัณฑ์นี้และทางทีมวิจัยได้ทำรายงานผลการประเมินโดยละเอียดเพื่อทางฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟต์จะได้นำความต้องการเหล่านี้ไปปรับปรุงและกำหนดทิศทางของผลิตภัณฑ์ต่อไป ก่อนหน้านี้ทาง Windows HPC group manager ที่เซี่ยงไฮ้ชื่อคุณ Alex Sutton เขาแวะมาที่ศูนย์ไทยกริดตอนวันที่ 5 มิถุนายน ให้เรานำเสนอผลงาน  งานนี้มีนายสมศักดิ์หรือเซียนจุ๊เป็นคนทำ และผมเป็นกองเชียร์ ตามเคย จากนั้นเราก็ไปที่เซี่ยงไฮ้ไปเยี่ยมทีมของเขาบ้างงานนี้อยากจะขอเล่าสู่กันฟังว่าไปเจออะไรบ้าง
<!--Break-->
สำหรับการเดินทางครั้งนี้ทีมเราก็ไปทำงานสองสามอย่างครับ คือ</p>

<ol>
<li><p>ทางไมโครซอฟต์ได้แสดงข้อมูลทางเทคนิคและทิศทางของ Microsoft Windows Compute Cluster Server 2008 เพื่อขอรับข้อเสนอแนะ</p></li>
<li><p>ทางศูนย์ได้นำเสนอความเป็นมาของศูนย์ไทยกริดและทิศทางของ Grid และ HPC ในประเทศไทย</p></li>
<li><p>ให้ทางนักวิจัยของศูนย์นำเสนอข้อคิดเห็นจากการทดสอบและประเมินผลิตภัณฑ์ของบริษัทไมโครซอฟต์</p></li>
<li><p>ทางไมโครซอฟต์ได้แสดงข้อมูลทางเทคนิคและทิศทางของ Microsoft Visual Studio Debugging และได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่อง Next generation parallel programming  ทั้งแบบ multithreading และ parallel programming บนระบบ windows</p></li>
</ol>

<p>อ้อคราวนี้ขาเข้าเมืองได้ขึ้นรถ MAGLEV ที่ลอยได้ด้วยวิ่งได้ตั้ง 300 กว่ากิโลเมตรต่อวินาที น่าทึ่งมากเนื่องจากสร้างมาได้ไม่นานก็เสร็จ(แล้วไม่มีน้ำรั่วด้วยครับ) ส่วนประเทศเราสร้างสนามบินทำลายสถิติความนานของโลก ผมว่าใช้เวลากว่าอียิปต์สร้างพีระมิดอีกครับ เอาเถอะไงก็เสร็จครับ ถึงจะร้าวๆหน่อยเหมือนหัวใจคนไทยก็ตามที</p>

<p>วันแรกเราก้ไปนอนที่โรงแรมก่อน ตอนเช้าวันที่ 19 คุณ George Yan ทาง Windows HPC group manager ของจีนก็ขับรถสวยๆมารับเป็น BMW แบบมี Sun roof เท่มากๆ ขับไปซักครึ่งชั่งโมงก็ถึง Zizhu science park ที่ตั้งชั่วคราวของไมโครซอฟต์ ตอนนี้ไมโครซอฟต์กำลังสร้าง campus มหึมาขนาด 5 ตึกอยู่ยังไม่เสร็จ 
เราก็ขึ้นลิฟต์ไปชั้น 4 ที่นี่ก็เป็น office แบบ partition แบบธรรมดาแต่ที่เสาเขาเล่นสี ส้มอ่อน เขียวอ่อน แดงอ่่อน สวยน่าทำงานมากครับ คนน่าจะราวสัก 50-100 คนได้ครับที่ทำงานที่นี่</p>

<p>มาถึงเราก็เริ่มสำรวจหาห้องน้ำกับของกิน พบห้อง pantry กระจกเห็นวิวไกลมากๆ สวยดี
มีน้ำขวด น้ำชา กาแฟ ให้หยิบฟรีหมด มี fitness ขนาดย่อยๆ กลางห้องมีโต๊ะสนุกเกอร์และโต๊ะปิงปองให้เล่นได้ตลอดเวลา ท่าจะทำงานกันเครียดนะนี่</p>

<p>ตอนเช้าเขาก็เริ่มเลยครับ ทางทีมของเขาก็เป็นคนจีนหมด ท่าทางเก่่งจัดมาก มีราวสัก10 คนเห้นจะได้ เริ่มต้นทางทีม โดย Microsoft Windows Compute Cluster Server ได้นำเสนอการออกแบบและพัฒนา web service support ใน compute cluster server เพื่อทำให้การ integrate next generation application ทำได้อย่างง่ายดายและคล่องตัวมากขึ้น เราเกือบถึงจุดที่สามารถพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ที่เชื่อมกับระบบสมรรถนะสูงได้ง่ายแล้วครับ ใช้เวบเซอร์วิสธรรมดานี่เองก็สามารถสร้างโปรแกรมสำหรับซูปเปอร์คอมพิวเตอร์ได้ง่ายๆ</p>

<p>หลังเที่ยงหนังตากำลังหย่อนเขาก็ให้ทางศูนย์พูดบ้างแก้ง่วง ผมเลยได้นำเสนอความเป็นมาและทิศทางของประเทศไทย จากนั้นสมศักดิ์ก็ได้นำการสนทนาเรื่องการเปรียบเทียบ windows cluster solution และ linux cluster solution โดยมีการแลกเปลี่ยนความเห็นในทางเทคนิคด้านลึกลับกับนักพัฒนาของไมโครซอฟต์อย่างเข้มข้น
ทางเราได้เสนอให้ปรับใส่ขีดความสามารถต่างๆไปพอสมควร ตอนนี้ยังไม่สามารถบอกได้เนื่องจากอาจถูกตามล่าสุดขอบโลกเหมือนอินเดียน่าโจนส์ครับ แต่เราพบว่าผลิตภัณฑ์ WCCS2008 ใช้งานง่ายขึ้นมากกว่าเก่าการทำโปรแกรมประยุกต์ที่เชื่อมกับระบบคลัสเตอร์โดยตรงและมีส่วน user interface สวยๆก็ทำได้ดี</p>

<p>ทีเด็ดคือ ตอนเย็นเขาชวนออกไปกินข้าว เป็นอาหารจีนที่อร่อยมากๆ และยังได้นั่งคุยกับคุณ Chris Philips ซึ่งเป็น General manager ของ Windows Server Solution Group ทั้งโลก ได้ฟังเรื่องเด็ดๆหลายเรื่อง  ตอนนี้ Microsoft พยายามนำจุดเด่นเรื่อง usability เข้ามาเปลี่ยนวงการ high performance computing ครับเนื่องจากการพัฒนาแบบเก่านั้นมี productivity ต่ำเกินไปทำให้การประยุกต์ใช้ ระบบคลัสเตอร์ไม่แพร่หลายเท่าที่ควรเนื่องจากมีคนรู้เรื่องการพัฒนาน้อย ทั้งวงการก็ติดกับ software crisis มากว่า 10 ปีแล้ว ผมเองเสนอให้เขาเข้ามาดึงเด็กไทยไปทำงานบ้างเพราะเรามีคนเก่งๆพอควร เขาก็รับว่าจะดูให้ ทางเขาขอบคุณเรามาก เขาอยากให้ทีมพัฒนาคุยกับลูกค้า จะได้รับความต้องการมาได้ดี นอกจากนั้นเขาอยากให้ทีมเห็นว่างานที่พัฒนามีคนใช้จริง คนพัฒนาจะได้มีแรงบันดาลใจในการพัฒนาที่ดีขึ้น</p>

<p>กินเสร็จเขาก็เอาไปปล่อยที่โรงแรม</p>

<p>วันรุ่งขึ้นเราก้ไปกันเองด้วยแท๊กซี่ เช้าก็ลุยเลยครับเริ่มด้วยทาง Goerge Yan, HPC HPC Group manager ได้แนะนำถึง product development life cycle ที่ทางไมโครซอฟต์ใช้อยู่ ว่ามีการศึกษาความต้องการลูกค้า มาสู่การเขียนความต้องการและ feature จากนั้นก็ทำ architectural design เสร็จแล้วก็พัฒนาโดยแยกเป็น mile stone เป็นช่วงๆ สุดท้ายก็มีการทดสอบรวมอย่างหนักและวางโครงสร้าง support รวมไปถึงเขาวงจรการวางแผนพัฒนารอบใหม่ แต่ละงานมีการทำเอกสารละเอียดและ review อย่างมาก ดูการทำงานเป็นระบบมากแต่ท่าทาง cycle การทำงานค่อนข้าง fixed และยาว open source ดูเหมือนจะได้เปรียบตรงนี้ครับ</p>

<p>พอตอนบ่ายถึงคิวของทางทีมงานของศูนย์ได้พบปะกับทาง Microsoft Visual Studio development team เพื่อเสนอเรื่อง next generation parallel programming บนระบบคลัสเตอร์ และการทำ debugging support ที่ควรเป็น ทางทีมได้ไมโครซอฟต์แนะนำแนวทางพัฒนาเทคโนโลยี many core ซึ่งเป็นจุดเน้นในช่วงนี้ ทางไมโครซอฟต์กำลังพัฒนา Visual Studio ให้ทำงานพัฒนาและดีบักโปรแกรมแบบ multicore ได้ นอกจากนั้นยังใส่การสนับสนุน parallel language ใหม่ดูเหมือนจะชื่อ concert ครับ ต้องรอสักพักถึงออกมาได้
พอคุยเสร็จเขาก็เรียก taxi ให้ ร่ำลาอาลัยกันพักหนึ่งผมกับเด็กก็เผ่นตรงไปสนามบินเลยครับ</p>

<p>จากการไปเยี่ยมศูนย์วิจัยบริษัทไมโครซอฟต์ในครั้งนี้ ขอสังเกตุอะไรนิดหน่อยครับ</p>

<ol>
<li>ทางศูนย์วิจัยที่เยี่ยมชมเป็นการลงทุนของรัฐบาลเพื่อดึงบริษัทระดับโลกมาสร้างศูนย์วิจัย สิ่งที่สำคัญ คือ ได้มีการขอให้มหาวิทยาลัยที่มีขีดความสามารถทางเทคโนโลยีสูงมาก คือ Shanghai Jiao Tong University มาเปิดวิทยาเขตที่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งทางไมโครซอฟต์ได้บอกว่ากำลังคนถึง 40% ก็มาจากมหาวิทยาลัยนี้ รวมทั้งการดึงเอานักศึกษามาฝึกงานในไมโครซอฟต์ด้วย น่าจะมีการพิจารณาเรื่องกำลังคนหากประเทศไทยต้องการดึงบริษัทขนาดใหญ่มาบ้าง</li>
<li>ไมโครซอฟต์จ่ายเงินเดือนพนักงานคนจีนสูงมากถึง 15000 RMB ประเด็นที่มาตั้งที่จีนจึงไม่ใช่เรื่องค่าแรงแต่จีนมี คนเก่งคุณภาพสูงให้จ้างได้มากกว่า ในขณะนี้ไมโครซอฟต์กำลังหาคนเก่งร่วมทีมจากทั่วโลก ประเทศไทยจึงน่าคำนึงถึงการสร้าง Talented work force และ talented management มากขึ้นเพื่อให้ดึงดูดการจ้างงาน  ผมประชุมมาหลายนัดพบว่าเราไม่ค่อยเน้นการสร้างขีดความสามารถระดับโลกให้คนไทยเลย จะเอาแต่ทำเทคโนโลยี short term ที่ train กันง่ายๆ certify กันเร็วๆ </li>
<li>ทางไมโครซอฟต์ยังต้องการคนอีกมากเนื่องจากการขยายตัวในเทคโนโลยีแนวนี้มีอยู่สูงทางศูนย์ได้พบปะกับ Chris Philips, General Manager, Windows Server Solution Group ได้มีการคุยเรื่อง recruiting คนไทยและความเป็นไปได้ในการทำ student internship ซึ่งผมคงลงมือตาม อยากให้คนไทยได้สัมผัสบรรยากาศการทำงานระดับโลกบ้างครับ</li>
<li>การทำงานเขามีวินัยสูงมาก ประชุม 10โมงตอน 9:50 เขาจะมาเรียกที่โตีะ ทุกคนถึงห้องประชุมพร้อมกันพรึบ คุยตรงเป้า ก่อนหมดเวลาสัก 5-10 นาทีเขาจะสรุป หมดเวลาเป๋งหยุดเลยครับ ทุกคนแตกฮือกลับไปทำงานต่อ ผมว่าเรายังไม่สามารถฝึกวินัยคนรุ่นใหม่ให้ขนาดนี้ท่าจะแข่งยาก</li>
<li>ถ้าจะให้ทันเทคโนโลยีเราต้องทำงานกับเจ้าของผลิตภัณฑ์ด้วยครับ จะได้รู้ทิศทางและไปดักได้</li>
</ol>

<p>ขอเขียนไปแก้ไปนะครับ กำลังเอารูปขึ้นด้วย รอหน่อยครับ</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ภุชงค์ อุทโยภาศ</p>

<p>พักนี้ชีพจรลงเท้าครับ เดินทางไม่ได้หยุดหย่อน คราวนี้ผมกับนายสมศักดิ์ นักวิจัยประจำศูนย์ไทยกริด และคุณนวพล ฝ่ายประสานงาน ได้รับเชิญจากไมโครซอฟต์ให้ไปเยือนศูนย์วิจัย Microsoft Shanghai ที่ Zizhu science park, เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 18 – 20 มิถุนายน 2551 เรื่องของเรื่อง คือ ตอนนี้เราช่วยร่วมมือกับไมโครซอฟต์  Windows HPC group , Microsoft Server and Tools Business ในการประเมินผลิตภัณฑ์ Microsoft Windows Compute Cluster Server 2008 รุ่น Beta ซึ่งยังไม่ถูกส่งออกสู่ตลาด โดยทางศูนย์ได้รับหน้าที่เป็นหนึ่งในไม่กี่ศูนย์ทดสอบในโลกที่ทดลองผลิตภัณฑ์นี้และทางทีมวิจัยได้ทำรายงานผลการประเมินโดยละเอียดเพื่อทางฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟต์จะได้นำความต้องการเหล่านี้ไปปรับปรุงและกำหนดทิศทางของผลิตภัณฑ์ต่อไป ก่อนหน้านี้ทาง Windows HPC group manager ที่เซี่ยงไฮ้ชื่อคุณ Alex Sutton เขาแวะมาที่ศูนย์ไทยกริดตอนวันที่ 5 มิถุนายน ให้เรานำเสนอผลงาน  งานนี้มีนายสมศักดิ์หรือเซียนจุ๊เป็นคนทำ และผมเป็นกองเชียร์ ตามเคย จากนั้นเราก็ไปที่เซี่ยงไฮ้ไปเยี่ยมทีมของเขาบ้างงานนี้อยากจะขอเล่าสู่กันฟังว่าไปเจออะไรบ้าง
<!--Break-->
สำหรับการเดินทางครั้งนี้ทีมเราก็ไปทำงานสองสามอย่างครับ คือ</p>

<ol>
<li><p>ทางไมโครซอฟต์ได้แสดงข้อมูลทางเทคนิคและทิศทางของ Microsoft Windows Compute Cluster Server 2008 เพื่อขอรับข้อเสนอแนะ</p></li>
<li><p>ทางศูนย์ได้นำเสนอความเป็นมาของศูนย์ไทยกริดและทิศทางของ Grid และ HPC ในประเทศไทย</p></li>
<li><p>ให้ทางนักวิจัยของศูนย์นำเสนอข้อคิดเห็นจากการทดสอบและประเมินผลิตภัณฑ์ของบริษัทไมโครซอฟต์</p></li>
<li><p>ทางไมโครซอฟต์ได้แสดงข้อมูลทางเทคนิคและทิศทางของ Microsoft Visual Studio Debugging และได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่อง Next generation parallel programming  ทั้งแบบ multithreading และ parallel programming บนระบบ windows</p></li>
</ol>

<p>อ้อคราวนี้ขาเข้าเมืองได้ขึ้นรถ MAGLEV ที่ลอยได้ด้วยวิ่งได้ตั้ง 300 กว่ากิโลเมตรต่อวินาที น่าทึ่งมากเนื่องจากสร้างมาได้ไม่นานก็เสร็จ(แล้วไม่มีน้ำรั่วด้วยครับ) ส่วนประเทศเราสร้างสนามบินทำลายสถิติความนานของโลก ผมว่าใช้เวลากว่าอียิปต์สร้างพีระมิดอีกครับ เอาเถอะไงก็เสร็จครับ ถึงจะร้าวๆหน่อยเหมือนหัวใจคนไทยก็ตามที</p>

<p>วันแรกเราก้ไปนอนที่โรงแรมก่อน ตอนเช้าวันที่ 19 คุณ George Yan ทาง Windows HPC group manager ของจีนก็ขับรถสวยๆมารับเป็น BMW แบบมี Sun roof เท่มากๆ ขับไปซักครึ่งชั่งโมงก็ถึง Zizhu science park ที่ตั้งชั่วคราวของไมโครซอฟต์ ตอนนี้ไมโครซอฟต์กำลังสร้าง campus มหึมาขนาด 5 ตึกอยู่ยังไม่เสร็จ 
เราก็ขึ้นลิฟต์ไปชั้น 4 ที่นี่ก็เป็น office แบบ partition แบบธรรมดาแต่ที่เสาเขาเล่นสี ส้มอ่อน เขียวอ่อน แดงอ่่อน สวยน่าทำงานมากครับ คนน่าจะราวสัก 50-100 คนได้ครับที่ทำงานที่นี่</p>

<p>มาถึงเราก็เริ่มสำรวจหาห้องน้ำกับของกิน พบห้อง pantry กระจกเห็นวิวไกลมากๆ สวยดี
มีน้ำขวด น้ำชา กาแฟ ให้หยิบฟรีหมด มี fitness ขนาดย่อยๆ กลางห้องมีโต๊ะสนุกเกอร์และโต๊ะปิงปองให้เล่นได้ตลอดเวลา ท่าจะทำงานกันเครียดนะนี่</p>

<p>ตอนเช้าเขาก็เริ่มเลยครับ ทางทีมของเขาก็เป็นคนจีนหมด ท่าทางเก่่งจัดมาก มีราวสัก10 คนเห้นจะได้ เริ่มต้นทางทีม โดย Microsoft Windows Compute Cluster Server ได้นำเสนอการออกแบบและพัฒนา web service support ใน compute cluster server เพื่อทำให้การ integrate next generation application ทำได้อย่างง่ายดายและคล่องตัวมากขึ้น เราเกือบถึงจุดที่สามารถพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ที่เชื่อมกับระบบสมรรถนะสูงได้ง่ายแล้วครับ ใช้เวบเซอร์วิสธรรมดานี่เองก็สามารถสร้างโปรแกรมสำหรับซูปเปอร์คอมพิวเตอร์ได้ง่ายๆ</p>

<p>หลังเที่ยงหนังตากำลังหย่อนเขาก็ให้ทางศูนย์พูดบ้างแก้ง่วง ผมเลยได้นำเสนอความเป็นมาและทิศทางของประเทศไทย จากนั้นสมศักดิ์ก็ได้นำการสนทนาเรื่องการเปรียบเทียบ windows cluster solution และ linux cluster solution โดยมีการแลกเปลี่ยนความเห็นในทางเทคนิคด้านลึกลับกับนักพัฒนาของไมโครซอฟต์อย่างเข้มข้น
ทางเราได้เสนอให้ปรับใส่ขีดความสามารถต่างๆไปพอสมควร ตอนนี้ยังไม่สามารถบอกได้เนื่องจากอาจถูกตามล่าสุดขอบโลกเหมือนอินเดียน่าโจนส์ครับ แต่เราพบว่าผลิตภัณฑ์ WCCS2008 ใช้งานง่ายขึ้นมากกว่าเก่าการทำโปรแกรมประยุกต์ที่เชื่อมกับระบบคลัสเตอร์โดยตรงและมีส่วน user interface สวยๆก็ทำได้ดี</p>

<p>ทีเด็ดคือ ตอนเย็นเขาชวนออกไปกินข้าว เป็นอาหารจีนที่อร่อยมากๆ และยังได้นั่งคุยกับคุณ Chris Philips ซึ่งเป็น General manager ของ Windows Server Solution Group ทั้งโลก ได้ฟังเรื่องเด็ดๆหลายเรื่อง  ตอนนี้ Microsoft พยายามนำจุดเด่นเรื่อง usability เข้ามาเปลี่ยนวงการ high performance computing ครับเนื่องจากการพัฒนาแบบเก่านั้นมี productivity ต่ำเกินไปทำให้การประยุกต์ใช้ ระบบคลัสเตอร์ไม่แพร่หลายเท่าที่ควรเนื่องจากมีคนรู้เรื่องการพัฒนาน้อย ทั้งวงการก็ติดกับ software crisis มากว่า 10 ปีแล้ว ผมเองเสนอให้เขาเข้ามาดึงเด็กไทยไปทำงานบ้างเพราะเรามีคนเก่งๆพอควร เขาก็รับว่าจะดูให้ ทางเขาขอบคุณเรามาก เขาอยากให้ทีมพัฒนาคุยกับลูกค้า จะได้รับความต้องการมาได้ดี นอกจากนั้นเขาอยากให้ทีมเห็นว่างานที่พัฒนามีคนใช้จริง คนพัฒนาจะได้มีแรงบันดาลใจในการพัฒนาที่ดีขึ้น</p>

<p>กินเสร็จเขาก็เอาไปปล่อยที่โรงแรม</p>

<p>วันรุ่งขึ้นเราก้ไปกันเองด้วยแท๊กซี่ เช้าก็ลุยเลยครับเริ่มด้วยทาง Goerge Yan, HPC HPC Group manager ได้แนะนำถึง product development life cycle ที่ทางไมโครซอฟต์ใช้อยู่ ว่ามีการศึกษาความต้องการลูกค้า มาสู่การเขียนความต้องการและ feature จากนั้นก็ทำ architectural design เสร็จแล้วก็พัฒนาโดยแยกเป็น mile stone เป็นช่วงๆ สุดท้ายก็มีการทดสอบรวมอย่างหนักและวางโครงสร้าง support รวมไปถึงเขาวงจรการวางแผนพัฒนารอบใหม่ แต่ละงานมีการทำเอกสารละเอียดและ review อย่างมาก ดูการทำงานเป็นระบบมากแต่ท่าทาง cycle การทำงานค่อนข้าง fixed และยาว open source ดูเหมือนจะได้เปรียบตรงนี้ครับ</p>

<p>พอตอนบ่ายถึงคิวของทางทีมงานของศูนย์ได้พบปะกับทาง Microsoft Visual Studio development team เพื่อเสนอเรื่อง next generation parallel programming บนระบบคลัสเตอร์ และการทำ debugging support ที่ควรเป็น ทางทีมได้ไมโครซอฟต์แนะนำแนวทางพัฒนาเทคโนโลยี many core ซึ่งเป็นจุดเน้นในช่วงนี้ ทางไมโครซอฟต์กำลังพัฒนา Visual Studio ให้ทำงานพัฒนาและดีบักโปรแกรมแบบ multicore ได้ นอกจากนั้นยังใส่การสนับสนุน parallel language ใหม่ดูเหมือนจะชื่อ concert ครับ ต้องรอสักพักถึงออกมาได้
พอคุยเสร็จเขาก็เรียก taxi ให้ ร่ำลาอาลัยกันพักหนึ่งผมกับเด็กก็เผ่นตรงไปสนามบินเลยครับ</p>

<p>จากการไปเยี่ยมศูนย์วิจัยบริษัทไมโครซอฟต์ในครั้งนี้ ขอสังเกตุอะไรนิดหน่อยครับ</p>

<ol>
<li>ทางศูนย์วิจัยที่เยี่ยมชมเป็นการลงทุนของรัฐบาลเพื่อดึงบริษัทระดับโลกมาสร้างศูนย์วิจัย สิ่งที่สำคัญ คือ ได้มีการขอให้มหาวิทยาลัยที่มีขีดความสามารถทางเทคโนโลยีสูงมาก คือ Shanghai Jiao Tong University มาเปิดวิทยาเขตที่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งทางไมโครซอฟต์ได้บอกว่ากำลังคนถึง 40% ก็มาจากมหาวิทยาลัยนี้ รวมทั้งการดึงเอานักศึกษามาฝึกงานในไมโครซอฟต์ด้วย น่าจะมีการพิจารณาเรื่องกำลังคนหากประเทศไทยต้องการดึงบริษัทขนาดใหญ่มาบ้าง</li>
<li>ไมโครซอฟต์จ่ายเงินเดือนพนักงานคนจีนสูงมากถึง 15000 RMB ประเด็นที่มาตั้งที่จีนจึงไม่ใช่เรื่องค่าแรงแต่จีนมี คนเก่งคุณภาพสูงให้จ้างได้มากกว่า ในขณะนี้ไมโครซอฟต์กำลังหาคนเก่งร่วมทีมจากทั่วโลก ประเทศไทยจึงน่าคำนึงถึงการสร้าง Talented work force และ talented management มากขึ้นเพื่อให้ดึงดูดการจ้างงาน  ผมประชุมมาหลายนัดพบว่าเราไม่ค่อยเน้นการสร้างขีดความสามารถระดับโลกให้คนไทยเลย จะเอาแต่ทำเทคโนโลยี short term ที่ train กันง่ายๆ certify กันเร็วๆ </li>
<li>ทางไมโครซอฟต์ยังต้องการคนอีกมากเนื่องจากการขยายตัวในเทคโนโลยีแนวนี้มีอยู่สูงทางศูนย์ได้พบปะกับ Chris Philips, General Manager, Windows Server Solution Group ได้มีการคุยเรื่อง recruiting คนไทยและความเป็นไปได้ในการทำ student internship ซึ่งผมคงลงมือตาม อยากให้คนไทยได้สัมผัสบรรยากาศการทำงานระดับโลกบ้างครับ</li>
<li>การทำงานเขามีวินัยสูงมาก ประชุม 10โมงตอน 9:50 เขาจะมาเรียกที่โตีะ ทุกคนถึงห้องประชุมพร้อมกันพรึบ คุยตรงเป้า ก่อนหมดเวลาสัก 5-10 นาทีเขาจะสรุป หมดเวลาเป๋งหยุดเลยครับ ทุกคนแตกฮือกลับไปทำงานต่อ ผมว่าเรายังไม่สามารถฝึกวินัยคนรุ่นใหม่ให้ขนาดนี้ท่าจะแข่งยาก</li>
<li>ถ้าจะให้ทันเทคโนโลยีเราต้องทำงานกับเจ้าของผลิตภัณฑ์ด้วยครับ จะได้รู้ทิศทางและไปดักได้</li>
</ol>

<p>ขอเขียนไปแก้ไปนะครับ กำลังเอารูปขึ้นด้วย รอหน่อยครับ</p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ข้อคิดจากบิดาของแบวูฟล์คลัสเตอริ่งเทคโนโลยี</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/8024" />
    <id>http://www.blognone.com/node/8024</id>
    <published>2008-06-10T10:21:44+07:00</published>
    <updated>2008-06-11T09:04:19+07:00</updated>
    <author>
      <name>putchonguth</name>
    </author>
    <category term="High Performance Computing" />
    <category term="In-Depth" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ภุชงค์ อุทโยภาศ
<a href="http://thaigrid.net/">ศูนย์ไทยกริดแห่งชาติ</a></p>

<p>วันนี้ผมไปงาน WTTC2008 ที่โรงแรมเซ็นจูรี่ปาร์คจัดโดยศูนย์ไทยกริดร่วมกับกระทรวงวิทย์ หน้าที่ตามเคยของผม คือคุยกับชาวบ้านและนักข่าว พยายามให้เขาเข้าใจว่า ประเทศไทยควรจะรับรู้ว่าเทคโนโลยีใหม่ๆมีอะไรกัน จะได้ไม่ตกรถไฟ ปีนี้เราเชิญ ดร.โทมัส เสตอริ่ง บิดาของแบวูฟล์คลัสเตอริ่งเทคโนโลยีมาได้ ท่านได้ทิ้งข้อคิดไว้หลายประการครับ</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ภุชงค์ อุทโยภาศ
<a href="http://thaigrid.net/">ศูนย์ไทยกริดแห่งชาติ</a></p>

<p>วันนี้ผมไปงาน WTTC2008 ที่โรงแรมเซ็นจูรี่ปาร์คจัดโดยศูนย์ไทยกริดร่วมกับกระทรวงวิทย์ หน้าที่ตามเคยของผม คือคุยกับชาวบ้านและนักข่าว พยายามให้เขาเข้าใจว่า ประเทศไทยควรจะรับรู้ว่าเทคโนโลยีใหม่ๆมีอะไรกัน จะได้ไม่ตกรถไฟ ปีนี้เราเชิญ ดร.โทมัส เสตอริ่ง บิดาของแบวูฟล์คลัสเตอริ่งเทคโนโลยีมาได้ ท่านได้ทิ้งข้อคิดไว้หลายประการครับ
<!--break-->
ดร.โทมัส เสตอริ่ง เคยทำงานอยู่ NASA ที่ NASA Goddard Space Center ต่อมาย้ายไปที่ NASA JPL ปัจจุบันท่านทำงานที่ Louisiana State University ครับ ท่านผู้นี้เป็นผู้ให้กำเนิดเทคโนโลยีของคลัสเตอร์บนลินุกซ์ที่เรียกว่า <a href="http://www.beowulf.org/">แบวูฟล์คลัสเตอริ่งเทคโนโลยี</a> (Beowulf Cluster)</p>

<p>ตอนที่ท่านทำงานที่ NASA Goddard Space Center ท่านเป็นคนแรกๆที่มองเห็นศักยภาพของระบบพีซี โอเพนซอร์สและลินุกซ์ ว่าหากนำพีซีจำนวนมากมาต่อเชื่อมกันผ่านเครือข่ายความเร็วสูง และลงลีนุกซ์ ใครๆก็สร้างซูปเปอร์คอมพิวเตอร์ใช้เองได้ในราคาถูก ตอนนั้นในราวปี 1994 ไม่มีใครเชื่อเลย ทาง NASA เองก็ซื้อเครื่องซูปเปอร์คอมพิวเตอร์แพงๆ จาก CRAY และ SGI มาตลอด ดร.โทมัส เสตอริ่ง และทีมงานได้ทำ PC 486DX100 มีหน่วยความจำ 64 Mb มาต่อผ่าน Fast Ethernet Switch และนำโปรแกรมประยุกต์ต่างๆของ NASA มาทดลอง ปรากฎว่า เร็วพอๆ กับเครื่องซูปเปอร์คอมพิวเตอร์แพงๆ ที่มีทำให้คนเริ่มเปลี่ยนความคิด เมื่อทาง NASA ยอมรับเลยทำให้เทคโนโลยีคลัสเตอร์แพร่ออกไปและเปลี่ยนแปลงโลกครับ ปัจจุบันถ้าเราดูที่รายชื่อ Top 500 คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลก ท่านจะพบว่าเป็นคลัสเตอร์เกือบทั้งหมด ผมได้มีโอกาสช่วยเป็นล่ามแปลคำสัมภาษณ์ของดร.โทมัส เสตอริ่ง ให้สื่อมวลชนฟัง มีหลายประเด็นที่น่าสนใจครับ ขอเล่าสู่กันฟังดังนี้</p>

<p>ในเรื่องเทคโนโลยีของซูปเปอร์คอมพิวเตอร์ ท่านบอกว่าเรามีปัญหาใหญ่ทั้งโลก นั่น คือ ระบบปฏิบัติการที่ใช้ ตัวไมโครโปรเซสเซอร์ที่ใช้ ภาษาโปรแกรมที่ใช้ เป็นเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเมื่อ 30 ปีก่อน แต่ไม่มีใครยอมเปลี่ยน ทำให้ความก้าวหน้าของวงการนี้เป็นกราฟเส้นตรง ในขณะที่เทคโนโลยีพื้นฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเช่นการทำชิปนั้นดีขึ้นเป็น exponential ผลคือ เราติดในวิกฤติอย่างรุนแรง ช่องว่างระหว่างเทคโนโลยีที่ใช้สร้างคอมพิวเตอร์ได้กับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีพื้นฐานกว้างขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ทำให้เราได้คอมพิวเตอร์ที่ช้ากว่าที่ควรจะได้มาก</p>

<p>ความเร็วในการทำงานของคอมพิวเตอร์เริ่มอยู่ตัว ความเร็วของซีพียูคอร์จะค่อนข้างคงที่ ขีดจำกัดนี้ทำให้การขยายตัวของฮาร์ดแวร์จะออกทาง Horizontal คือ เพิ่มจำนวนคอร์ไปเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามเรายังมีแค่ภาษาโปรแกรมและเทคนิคที่พัฒนาโปรแกรมแบบขนานให้ทำงานพร้อมกันได้ไม่กี่สิบหรือไม่กี่ร้อยงาน ท่านบอกว่าเราต้องการแนวทางที่ทำให้เกิดการพัฒนาโปรแกรมแบบขนาน ที่ทำงานพร้อมกันได้นับพันล้านงานจึงจะดึงศักยภาพของคอมพิวเตอร์ในอนาคตออกมาได้ อันที่จริง ดร.โทมัส เสตอริ่ง กำลังทำวิจัยเรื่องนี้อย่างหนักอยู่ โดยใช้เทคโนโลยีแบบ message driven architecture เป็นหลัก</p>

<p>การออกแบบในวงการคอมพิวเตอร์ยังสามารถปรับปรุงได้อีกมาก ท่านมองว่าเรามักเน้นการต่อยอดเทคโนโลยีเดิมโดยการเพิ่มความซับซ้อนไปเรื่อย ทำให้บริษัทมีภาระในการบำรุง รักษาซอฟต์แวร์สูงมาก นอกจากนั้น การทำงานยังมีขีดจำกัดมาก ท่านมองว่าการออกแบบคอมพิวเตอร์แห่งอนาคตจะเกิดจากการสร้างระบบที่ทำงานแบบง่ายมากๆ จำนวนมหาศาลมาเชื่อมโยงกัน และโปรแกรมประยุกต์จะทำงานแบบขนานอย่างมหาศาลบนระบบนั้น ถ้าเราดูร่างกายที่ซับซ้อนของมนุษย์ ก็ประกอบด้วยเซลล์ง่ายๆ จำนวนมหาศาลที่เชื่อมกัน และทำงานพร้อมกัน  ตอนนี้เรื่องเหล่านี้ก็ยังไม่มีแนวคิดที่ได้ผลจริงจัง</p>

<p>สำหรับประเทศไทย ท่านให่้แนวคิดว่า เรามีโอกาสในการแข่งกับคนทั้งโลกครับ เนื่องจากเทคโนโลยีในโลกไม่คงที่ ทุกช่วงเวลาหนึ่งเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนครั้งใหญ่ ทุกคนต้องหยุดเรี