<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom">
  <title>zybernav's blog</title>
  <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/blog/zybernav"/>
  <link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blognone.com/blog/6183/atom/feed"/>
  <id>http://www.blognone.com/blog/6183/atom/feed</id>
  <updated>2008-05-19T16:27:21+07:00</updated>
  <entry>
    <title>HTC Dream ผ่านความเห็นชอบจาก FCC แล้ว</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/8667" />
    <id>http://www.blognone.com/node/8667</id>
    <published>2008-08-20T10:22:10+07:00</published>
    <updated>2008-08-20T10:22:10+07:00</updated>
    <author>
      <name>zybernav</name>
    </author>
    <category term="Android" />
    <category term="HTC" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ใครที่ติดตาม ข่าวของ PDA Phone ที่ใช้ android ของ Google คงจะได้ยินชื่อของ HTC Dream มาเป็นระยะ ๆ ช่วงหลัง ๆ ก็ชักจะมีข่าวถี่ขึ้น และมี <a href=http://www.blognone.com/node/8657>รายละเอียดชัดเจนขึ้น</a></p>

<p>วันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา HTC Dream ก็ได้ผ่านการเห็นชอบจาก FCC ของสหรัฐอเมริกาแล้ว โดยทาง <a href=https://fjallfoss.fcc.gov/prod/oet/forms/blobs/retrieve.cgi?attachment_id=986140&amp;native_or_pdf=pdf>HTC ได้ขอคุ้มครองความลับของผลิตภัณฑ์จนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน</a> ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับ iPhone ซึ่งมีการเปิดตัวก่อนการคุ้มครองหมดอายุประมาณ 3 สัปดาห์ทำให้มีความเป็นไปได้เหมือนกันที่จะมีการประกาศตัวอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคมนี้</p>

<p>ความสามารถที่คาดว่าจะมีใน HTC Dream</p>

<ul>
<li>Touch screen
<li>Full Qwerty keyboard
<li>3G/ WiFi
<li>Full HTML internet capabilities
<li>Easy access to all Google applications (Gmail, Gtalk, search)
<li>Maps
<li>Street view
<li>YouTube
<li>Phone
<li>IM/Text
<li>Email
<li>Camera 3.0mp; no flash
<li>Video (playback only, no recording)
<li>Music player & 1GB memory card pre-loaded
<li>Applications, all available in Google marketplace (icon on the homescreen)
</ul>

<p>ว่าแล้วก็รอเช็คข่าวกันต่อไปครับ</p>

<p>ที่มา <a href=http://www.readwriteweb.com/archives/first_android_phone_just_approved.php>Readwriteweb</a>, <a href=http://www.engadgetmobile.com/2008/08/18/htc-dream-fcc-approved-android-clear-for-launch>Engadget</a>, <a href=http://www.blognone.com/node/8657>Blognone</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ใครที่ติดตาม ข่าวของ PDA Phone ที่ใช้ android ของ Google คงจะได้ยินชื่อของ HTC Dream มาเป็นระยะ ๆ ช่วงหลัง ๆ ก็ชักจะมีข่าวถี่ขึ้น และมี <a href=http://www.blognone.com/node/8657>รายละเอียดชัดเจนขึ้น</a></p>

<p>วันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา HTC Dream ก็ได้ผ่านการเห็นชอบจาก FCC ของสหรัฐอเมริกาแล้ว โดยทาง <a href=https://fjallfoss.fcc.gov/prod/oet/forms/blobs/retrieve.cgi?attachment_id=986140&amp;native_or_pdf=pdf>HTC ได้ขอคุ้มครองความลับของผลิตภัณฑ์จนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน</a> ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับ iPhone ซึ่งมีการเปิดตัวก่อนการคุ้มครองหมดอายุประมาณ 3 สัปดาห์ทำให้มีความเป็นไปได้เหมือนกันที่จะมีการประกาศตัวอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคมนี้</p>

<p>ความสามารถที่คาดว่าจะมีใน HTC Dream</p>

<ul>
<li>Touch screen
<li>Full Qwerty keyboard
<li>3G/ WiFi
<li>Full HTML internet capabilities
<li>Easy access to all Google applications (Gmail, Gtalk, search)
<li>Maps
<li>Street view
<li>YouTube
<li>Phone
<li>IM/Text
<li>Email
<li>Camera 3.0mp; no flash
<li>Video (playback only, no recording)
<li>Music player & 1GB memory card pre-loaded
<li>Applications, all available in Google marketplace (icon on the homescreen)
</ul>

<p>ว่าแล้วก็รอเช็คข่าวกันต่อไปครับ</p>

<p>ที่มา <a href=http://www.readwriteweb.com/archives/first_android_phone_just_approved.php>Readwriteweb</a>, <a href=http://www.engadgetmobile.com/2008/08/18/htc-dream-fcc-approved-android-clear-for-launch>Engadget</a>, <a href=http://www.blognone.com/node/8657>Blognone</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>วัยรุ่นจีนวางแผนเรียกค่าไถ่ตัวเอง เพื่อไปซื้อ Wii?</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/8523" />
    <id>http://www.blognone.com/node/8523</id>
    <published>2008-08-03T21:36:00+07:00</published>
    <updated>2008-08-04T07:52:36+07:00</updated>
    <author>
      <name>zybernav</name>
    </author>
    <category term="China" />
    <category term="Wii" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ตามข่าวซึ่งมีการเปิดเผยเพียงชื่อของเด็กวัยรุ่นคนนี้ Yang ในประเทศจีน ได้ร่วมกับชายอีก 2 คน วางแผนเรียกค่าไถ่ตัวเองจากพ่อแม่ตัวเองเป็นเงิน 10,000 หยวน แต่ก็ถูกตำรวจจับได้ในขณะที่กำลังถอนเงินออกจากตู้ ATM</p>

<p>สุดท้าย Yang ก็ได้รับสารภาพว่า ตนเองต้องการนำเงินไปซื้อเครื่องเล่นเกม Nintendo ซึ่งคาดว่าจะเป็น Nintendo Wii (หรือ DS??)</p>

<p>ที่มา <a href=http://gizmodo.com/5032281/kid-arranges-own-kidnapping-to-buy-wii-with-ransom>Gizmodo</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ตามข่าวซึ่งมีการเปิดเผยเพียงชื่อของเด็กวัยรุ่นคนนี้ Yang ในประเทศจีน ได้ร่วมกับชายอีก 2 คน วางแผนเรียกค่าไถ่ตัวเองจากพ่อแม่ตัวเองเป็นเงิน 10,000 หยวน แต่ก็ถูกตำรวจจับได้ในขณะที่กำลังถอนเงินออกจากตู้ ATM</p>

<p>สุดท้าย Yang ก็ได้รับสารภาพว่า ตนเองต้องการนำเงินไปซื้อเครื่องเล่นเกม Nintendo ซึ่งคาดว่าจะเป็น Nintendo Wii (หรือ DS??)</p>

<p>ที่มา <a href=http://gizmodo.com/5032281/kid-arranges-own-kidnapping-to-buy-wii-with-ransom>Gizmodo</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ค้นพบสาเหตุที่ทำให้ไข้หวัดของคนสูบบุหรี่รุนแรงมากขึ้น</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/8472" />
    <id>http://www.blognone.com/node/8472</id>
    <published>2008-07-28T09:49:02+07:00</published>
    <updated>2008-07-28T09:49:02+07:00</updated>
    <author>
      <name>zybernav</name>
    </author>
    <category term="Health" />
    <category term="Research" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>เป็นที่ทราบกันก่อนหน้านี้แล้ว ว่าการติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัดบางชนิด เช่น rhinovirus, influenza virus และ respiratory syncytial virus ทำให้อาการถุงลมโป่งพอง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease: COPD) กำเริบมากขึ้น โดยมีความรุนแรง และระยะเวลาที่ยาวนานกว่าสาเหตุที่ทำให้กำเริบชนิดอื่น ๆ และก็ยังทำให้อาการของไข้หวัดในคนสูบบุหรี่ที่ยังแข็งแรงดี มีอาการรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป แต่ก็ยังไม่มีคำอธิบายของสิ่งที่เกิดขึ้นนี้จนกระทั่งทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Yale ได้ค้นพบสาเหตุของปรากฏการณ์ดังกล่าว</p>

<p>การทดลองทำในหนูทดลอง โดยเปรียบเทียบปริมาณของโมเลกุลที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบขึ้นในร่างกาย พบว่าในหนูที่ได้รับควันบุหรี่ 2 มวน/วัน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ มีการเพิ่มขึ้นของโมเลกุลที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันที่เฉพาะเจาะจงกับการติดเชื้อไวรัส และโมเลกุลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคถุงลมโป่งพอง ทำให้ร่างกายมีการกระตุ้นกลไกการอักเสบของทางเดินหายใจมากกว่าหนูที่ไม่ได้รับควันบุหรี่</p>

<p>การวิจัยนี้จึงเป็นการวิจัยแรกที่ให้คำอธิบายยืนยันในระดับโมเลกุลสำหรับอาการหวัดที่รุนแรงมากขึ้นสำหรับคนสูบบุหรี่ และการเกิดโรคถุงลมโป่งพอง ซึ่งจะนำไปสู่แนวทางการป้องกันรักษาโรคที่เกิดจากควันบุหรี่ต่อไป</p>

<p>แต่ก็อย่าลืมวิธีที่ง่ายที่สุดคือการหยุดสูบบุหรี่ และการให้คนรอบข้างหยุดสูบบุหรี่ครับ</p>

<p>ที่มา
<a href=http://www.eurekalert.org/pub_releases/2008-07/yu-yss072408.php>eurekalert</a>, <a href=http://content.jci.org/articles/view/32709>Journal of Clinical Investigation (full article)</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>เป็นที่ทราบกันก่อนหน้านี้แล้ว ว่าการติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัดบางชนิด เช่น rhinovirus, influenza virus และ respiratory syncytial virus ทำให้อาการถุงลมโป่งพอง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease: COPD) กำเริบมากขึ้น โดยมีความรุนแรง และระยะเวลาที่ยาวนานกว่าสาเหตุที่ทำให้กำเริบชนิดอื่น ๆ และก็ยังทำให้อาการของไข้หวัดในคนสูบบุหรี่ที่ยังแข็งแรงดี มีอาการรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป แต่ก็ยังไม่มีคำอธิบายของสิ่งที่เกิดขึ้นนี้จนกระทั่งทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Yale ได้ค้นพบสาเหตุของปรากฏการณ์ดังกล่าว</p>

<p>การทดลองทำในหนูทดลอง โดยเปรียบเทียบปริมาณของโมเลกุลที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบขึ้นในร่างกาย พบว่าในหนูที่ได้รับควันบุหรี่ 2 มวน/วัน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ มีการเพิ่มขึ้นของโมเลกุลที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันที่เฉพาะเจาะจงกับการติดเชื้อไวรัส และโมเลกุลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคถุงลมโป่งพอง ทำให้ร่างกายมีการกระตุ้นกลไกการอักเสบของทางเดินหายใจมากกว่าหนูที่ไม่ได้รับควันบุหรี่</p>

<p>การวิจัยนี้จึงเป็นการวิจัยแรกที่ให้คำอธิบายยืนยันในระดับโมเลกุลสำหรับอาการหวัดที่รุนแรงมากขึ้นสำหรับคนสูบบุหรี่ และการเกิดโรคถุงลมโป่งพอง ซึ่งจะนำไปสู่แนวทางการป้องกันรักษาโรคที่เกิดจากควันบุหรี่ต่อไป</p>

<p>แต่ก็อย่าลืมวิธีที่ง่ายที่สุดคือการหยุดสูบบุหรี่ และการให้คนรอบข้างหยุดสูบบุหรี่ครับ</p>

<p>ที่มา
<a href=http://www.eurekalert.org/pub_releases/2008-07/yu-yss072408.php>eurekalert</a>, <a href=http://content.jci.org/articles/view/32709>Journal of Clinical Investigation (full article)</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ขั้วโลกเหนืออาจไม่มีน้ำแข็งเหลืออยู่ในฤดูร้อนปีนี้</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/8187" />
    <id>http://www.blognone.com/node/8187</id>
    <published>2008-06-28T22:49:00+07:00</published>
    <updated>2008-06-28T23:46:14+07:00</updated>
    <author>
      <name>zybernav</name>
    </author>
    <category term="Environment" />
    <category term="Global Warming" />
    <category term="NASA" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>เป็นที่ทราบกันว่า ปริมาณน้ำแข็งที่ขั้วโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลนั้น มีความหนาลดลงทุกปี ตามอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มขึ้น</p>

<p>นักวิจัยจาก National Snow and Ice Data Center มหาวิทยาลัย Colorado ได้แสดงความเป็นห่วงว่า ฤดูร้อนในปีนี้มีโอกาสเป็นไปได้ที่น้ำแข็งบนขั้วโลกเหนือจะละลายจนหมด เนื่องจากชั้นน้ำแข็งที่เคลือบผิวหน้าทะเลเอาไว้บางลงมากเป็นประวัติการณ์ โดยเป็นผลเนื่องมาจากปรากฏการณ์ Arctic Oscillation ทำให้อัตราการไหลของน้ำแข็งขั้วโลกลงสู่ทะเลเร็วขึ้น เหลือเพียงชั้นน้ำแข็งบาง ๆ อายุ 1 ปีเท่านั้น</p>

<p>ข้อมูลเพิ่มเติมจากภาพถ่ายดาวเทียมของ NASA ในเดือนกุมภาพันธ์ และมีนาคมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าน้ำแข็งที่ล้อมรอบขั้วโลกเหนือนั้นลดลงเป็นอย่างมาก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องน้ำแข็งขั้วโลกก็แสดงความเป็นห่วงว่า โอกาสที่น้ำแข็งขั้วโลกเหนือจะละลายหมดมีถึง ครึ่งต่อครึ่ง หรือแม้แต่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่ประมาณการณ์แบบอนุรักษ์นิยมแล้วก็ยังให้โอกาสในการเกิดปรากฏการณ์นี้ถึง 1 ใน 4</p>

<p>และแม้ว่าปรากฏการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้นในปีนี้ก็ตาม เราก็อาจจะได้เห็นในอนาคตอันใกล้นี้อยู่ดี</p>

<p>ขอตัวไปปิดไฟก่อนครับ</p>

<p>ที่มา
<a href=http://www.physorg.com/news133846173.html>Physorg</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>เป็นที่ทราบกันว่า ปริมาณน้ำแข็งที่ขั้วโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลนั้น มีความหนาลดลงทุกปี ตามอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มขึ้น</p>

<p>นักวิจัยจาก National Snow and Ice Data Center มหาวิทยาลัย Colorado ได้แสดงความเป็นห่วงว่า ฤดูร้อนในปีนี้มีโอกาสเป็นไปได้ที่น้ำแข็งบนขั้วโลกเหนือจะละลายจนหมด เนื่องจากชั้นน้ำแข็งที่เคลือบผิวหน้าทะเลเอาไว้บางลงมากเป็นประวัติการณ์ โดยเป็นผลเนื่องมาจากปรากฏการณ์ Arctic Oscillation ทำให้อัตราการไหลของน้ำแข็งขั้วโลกลงสู่ทะเลเร็วขึ้น เหลือเพียงชั้นน้ำแข็งบาง ๆ อายุ 1 ปีเท่านั้น</p>

<p>ข้อมูลเพิ่มเติมจากภาพถ่ายดาวเทียมของ NASA ในเดือนกุมภาพันธ์ และมีนาคมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าน้ำแข็งที่ล้อมรอบขั้วโลกเหนือนั้นลดลงเป็นอย่างมาก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องน้ำแข็งขั้วโลกก็แสดงความเป็นห่วงว่า โอกาสที่น้ำแข็งขั้วโลกเหนือจะละลายหมดมีถึง ครึ่งต่อครึ่ง หรือแม้แต่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่ประมาณการณ์แบบอนุรักษ์นิยมแล้วก็ยังให้โอกาสในการเกิดปรากฏการณ์นี้ถึง 1 ใน 4</p>

<p>และแม้ว่าปรากฏการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้นในปีนี้ก็ตาม เราก็อาจจะได้เห็นในอนาคตอันใกล้นี้อยู่ดี</p>

<p>ขอตัวไปปิดไฟก่อนครับ</p>

<p>ที่มา
<a href=http://www.physorg.com/news133846173.html>Physorg</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ออสเตรเลียทำสถิติคนอ้วน แข่งกับอเมริกา</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/8108" />
    <id>http://www.blognone.com/node/8108</id>
    <published>2008-06-19T21:58:29+07:00</published>
    <updated>2008-06-19T22:07:29+07:00</updated>
    <author>
      <name>zybernav</name>
    </author>
    <category term="Australia" />
    <category term="Health" />
    <category term="obesity" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>จากการสำรวจโดย Baker Heart Institute ของประชากรวัยผู้ใหญ่ในออสเตรเลียเมื่อปี 2005 พบว่า 70% ของผู้ชาย และ 60% ของผู้หญิงที่มีอายุในช่วง 45-65 ปี มีดัชนีมวลกาย (Body Mass Index: BMI) มากกว่าหรือเท่ากับ 25 (>25 = น้ำหนักเกิน, >30 = โรคอ้วน) ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่าในอนาคตจะมีจำนวนผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรคที่เกิดจากความอ้วน ทั้งโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคเข่าเสื่อม นี้เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว</p>

<p>จากรายงานนี้ทำให้มีการรณรงค์ให้มีการลดน้ำหนักในระดับชาติ และให้งบประมาณสนับสนุนสำหรับสถานที่ออกกำลังกายอีกด้วย</p>

<p>ไม่รู้ว่าต่อไป จะมีประเทศในทวีปเอเชียเข้าแข่งกับเขาด้วยหรือเปล่า</p>

<p>ที่มา <a href=http://www.physorg.com/news133074547.html>Physorg</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>จากการสำรวจโดย Baker Heart Institute ของประชากรวัยผู้ใหญ่ในออสเตรเลียเมื่อปี 2005 พบว่า 70% ของผู้ชาย และ 60% ของผู้หญิงที่มีอายุในช่วง 45-65 ปี มีดัชนีมวลกาย (Body Mass Index: BMI) มากกว่าหรือเท่ากับ 25 (>25 = น้ำหนักเกิน, >30 = โรคอ้วน) ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่าในอนาคตจะมีจำนวนผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรคที่เกิดจากความอ้วน ทั้งโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคเข่าเสื่อม นี้เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว</p>

<p>จากรายงานนี้ทำให้มีการรณรงค์ให้มีการลดน้ำหนักในระดับชาติ และให้งบประมาณสนับสนุนสำหรับสถานที่ออกกำลังกายอีกด้วย</p>

<p>ไม่รู้ว่าต่อไป จะมีประเทศในทวีปเอเชียเข้าแข่งกับเขาด้วยหรือเปล่า</p>

<p>ที่มา <a href=http://www.physorg.com/news133074547.html>Physorg</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ความพยายามของมนุษย์ในการค้นหาสารที่มีคุณสมบัติทดแทนเม็ดเลือดแดงเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/8081" />
    <id>http://www.blognone.com/node/8081</id>
    <published>2008-06-17T03:06:56+07:00</published>
    <updated>2008-06-17T03:06:56+07:00</updated>
    <author>
      <name>zybernav</name>
    </author>
    <category term="Health" />
    <category term="Research" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>วารสารทางการแพทย์ Journal of Trauma เดือนมิถุนายน ได้ตีพิมพ์เกี่ยวกับผลการใช้สารทดแทนเลือด ในระยะที่ 3 (Phase III) เป็นครั้งแรก</p>

<p>การทดลองนี้ นำโดย UCLA ทำการเปรียบเทียบการใช้สารทดแทนเลือด กับเลือดปกติที่ได้จากการบริจาค ในประเทศสหรัฐอเมริกา อัฟริกาใต้ และทวีปยุโรป เป็นเวลา 6 สัปดาห์ โดยมีผู้ป่วยเข้าร่วมในการวิจัยนี้เป็นจำนวน 688 คน ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเกี่ยวกับกระดูก (Orthopedic surgery) และจำเป็นต้องได้รับเลือด แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ได้รับเลือดตามปกติ 358 คน และกลุ่มที่ได้รับสารทดแทนเลือดนี้ 350 คน</p>

<p>สารทดแทนเลือด ที่มีชื่อว่า HBOC-201 นี้ ผลิตโดยบริษัท Biopure Corporation โดยทำการสกัดจากวัว ข้อดีของ HBOC-201 นี้คือ สามารถเก็บไว้ได้ 3 ปีที่อุณหภูมิห้อง และไม่จำเป็นต้องทำการตรวจความเข้ากันได้กับเลือดของผู้ป่วย (cross-matched)</p>

<p>การวิจัยครั้งนี้พบว่า การใช้ HBOC-201 สามารถลดความจำเป็นในการใช้เลือดลงได้ 59% โดยที่สามารถให้ผลการรักษาที่ดีได้ ในกลุ่มคนไข้ที่มีอายุน้อยกว่า 80 ปี</p>

<p>ส่วนผลข้างเคียงนั้น พบว่ามีอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่ได้รับ HBOC-201 (5%) เทียบกับ ผู้ป่วยที่ได้รับเลือด (3%) ในกลุ่มที่ต้องการเลือดปริมาณมาก (ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ) ส่วนความผิดปกติอื่น ๆ ที่ไม่เป็นอันตรายที่พบก็คือ สีผิวมีการเปลี่ยนแปลง ความดันเลือดสูงขึ้น และความผิดปกติของเอนไซม์ในเลือดบางชนิด</p>

<p>จากผลวิจัยนี้ ผู้วิจัยมีความเห็นว่า HBOC-201 นี้มีประโยชน์ในกรณีที่ไม่สามารถให้เลือดกับผู้ป่วยได้ เนื่องจากภาวะเม็ดเลือดแดงแตกจากระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ และผู้นับถือบางศาสนาที่ไม่สามารถรับเลือดจากผู้อื่นได้</p>

<p>ความพยายามในการคิดค้นสารทดแทนเลือด เกิดขึ้นจากความขาดแคลนเลือดในการใช้รักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อย ๆ</p>

<p>ที่มา <a href=http://www.jtrauma.com/pt/re/jtrauma/abstract.00005373-200806000-00011.htm>Journal of Trauma</a>, <a href=http://www.physorg.com/news132415262.html>Physorg</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>วารสารทางการแพทย์ Journal of Trauma เดือนมิถุนายน ได้ตีพิมพ์เกี่ยวกับผลการใช้สารทดแทนเลือด ในระยะที่ 3 (Phase III) เป็นครั้งแรก</p>

<p>การทดลองนี้ นำโดย UCLA ทำการเปรียบเทียบการใช้สารทดแทนเลือด กับเลือดปกติที่ได้จากการบริจาค ในประเทศสหรัฐอเมริกา อัฟริกาใต้ และทวีปยุโรป เป็นเวลา 6 สัปดาห์ โดยมีผู้ป่วยเข้าร่วมในการวิจัยนี้เป็นจำนวน 688 คน ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเกี่ยวกับกระดูก (Orthopedic surgery) และจำเป็นต้องได้รับเลือด แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ได้รับเลือดตามปกติ 358 คน และกลุ่มที่ได้รับสารทดแทนเลือดนี้ 350 คน</p>

<p>สารทดแทนเลือด ที่มีชื่อว่า HBOC-201 นี้ ผลิตโดยบริษัท Biopure Corporation โดยทำการสกัดจากวัว ข้อดีของ HBOC-201 นี้คือ สามารถเก็บไว้ได้ 3 ปีที่อุณหภูมิห้อง และไม่จำเป็นต้องทำการตรวจความเข้ากันได้กับเลือดของผู้ป่วย (cross-matched)</p>

<p>การวิจัยครั้งนี้พบว่า การใช้ HBOC-201 สามารถลดความจำเป็นในการใช้เลือดลงได้ 59% โดยที่สามารถให้ผลการรักษาที่ดีได้ ในกลุ่มคนไข้ที่มีอายุน้อยกว่า 80 ปี</p>

<p>ส่วนผลข้างเคียงนั้น พบว่ามีอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่ได้รับ HBOC-201 (5%) เทียบกับ ผู้ป่วยที่ได้รับเลือด (3%) ในกลุ่มที่ต้องการเลือดปริมาณมาก (ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ) ส่วนความผิดปกติอื่น ๆ ที่ไม่เป็นอันตรายที่พบก็คือ สีผิวมีการเปลี่ยนแปลง ความดันเลือดสูงขึ้น และความผิดปกติของเอนไซม์ในเลือดบางชนิด</p>

<p>จากผลวิจัยนี้ ผู้วิจัยมีความเห็นว่า HBOC-201 นี้มีประโยชน์ในกรณีที่ไม่สามารถให้เลือดกับผู้ป่วยได้ เนื่องจากภาวะเม็ดเลือดแดงแตกจากระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ และผู้นับถือบางศาสนาที่ไม่สามารถรับเลือดจากผู้อื่นได้</p>

<p>ความพยายามในการคิดค้นสารทดแทนเลือด เกิดขึ้นจากความขาดแคลนเลือดในการใช้รักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อย ๆ</p>

<p>ที่มา <a href=http://www.jtrauma.com/pt/re/jtrauma/abstract.00005373-200806000-00011.htm>Journal of Trauma</a>, <a href=http://www.physorg.com/news132415262.html>Physorg</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>การผ่าท้องคลอด อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหอบหืดในเด็ก</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/8059" />
    <id>http://www.blognone.com/node/8059</id>
    <published>2008-06-13T22:20:35+07:00</published>
    <updated>2008-06-13T22:20:35+07:00</updated>
    <author>
      <name>zybernav</name>
    </author>
    <category term="Health" />
    <category term="Research" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>นักวิทยาศาสตร์จาก University of California ได้รายงานถึงการค้นพบ ความแตกต่างของระบบภูมิคุ้มกันที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ ในช่วงแรกเกิด โดยทำการตรวจตัวอย่างเลือดที่ได้จากสายสะดือเด็กแรกเกิดโดยวิธีผ่าท้องคลอด (Cesarean section) จำนวน 50 คน และเด็กที่ตลอดโดยวิธีธรรมชาติ 68 คน โดยเด็กทั้งหมด มีพ่อ หรือแม่คนใดคนหนึ่งมีประวัติของโรคภูมิแพ้ หรือหอบหืด พบว่า เด็กที่คลอดโดยวิธีผ่าท้องคลอด มีจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิด regulatory T-cells น้อยกว่า และมีระดับของสารในระบบภูมิคุ้มกันอย่าง Interleukin-4 และ Interleukin-13 มากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่คลอดโดยวิธีธรรมชาติ</p>

<p>โดยเป็นที่ทราบกันดีว่า ระดับของ Interleukin-13 ในเลือด ที่เพิ่มขึ้น มีความสำคัญต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ และผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ และหอบหืดส่วนหนึ่งเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของเม็ดเลือดขาวชนิด regulatory T-cells</p>

<p>จากการค้นพบนี้คณะผู้วิจัยได้ตั้งสมมติฐานว่า วิธีการคลอดมีผลต่อปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งอาจจะเป็นคำอธิบายของการค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างการผ่าท้องคลอดกับโรคหอบหืดซึ่งมีการค้นพบมาก่อนหน้านี้</p>

<p>ที่มา <a href=http://www.physorg.com/news130590261.html>Physorg</a>,</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>นักวิทยาศาสตร์จาก University of California ได้รายงานถึงการค้นพบ ความแตกต่างของระบบภูมิคุ้มกันที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ ในช่วงแรกเกิด โดยทำการตรวจตัวอย่างเลือดที่ได้จากสายสะดือเด็กแรกเกิดโดยวิธีผ่าท้องคลอด (Cesarean section) จำนวน 50 คน และเด็กที่ตลอดโดยวิธีธรรมชาติ 68 คน โดยเด็กทั้งหมด มีพ่อ หรือแม่คนใดคนหนึ่งมีประวัติของโรคภูมิแพ้ หรือหอบหืด พบว่า เด็กที่คลอดโดยวิธีผ่าท้องคลอด มีจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิด regulatory T-cells น้อยกว่า และมีระดับของสารในระบบภูมิคุ้มกันอย่าง Interleukin-4 และ Interleukin-13 มากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่คลอดโดยวิธีธรรมชาติ</p>

<p>โดยเป็นที่ทราบกันดีว่า ระดับของ Interleukin-13 ในเลือด ที่เพิ่มขึ้น มีความสำคัญต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ และผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ และหอบหืดส่วนหนึ่งเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของเม็ดเลือดขาวชนิด regulatory T-cells</p>

<p>จากการค้นพบนี้คณะผู้วิจัยได้ตั้งสมมติฐานว่า วิธีการคลอดมีผลต่อปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งอาจจะเป็นคำอธิบายของการค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างการผ่าท้องคลอดกับโรคหอบหืดซึ่งมีการค้นพบมาก่อนหน้านี้</p>

<p>ที่มา <a href=http://www.physorg.com/news130590261.html>Physorg</a>,</p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>เด็กอยู่ฟาร์ม ลดโอกาสเป็นโรคหอบหืด</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/8009" />
    <id>http://www.blognone.com/node/8009</id>
    <published>2008-06-07T21:29:11+07:00</published>
    <updated>2008-06-08T10:43:50+07:00</updated>
    <author>
      <name>zybernav</name>
    </author>
    <category term="Health" />
    <category term="Research" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>เด็กที่อาศัยอยู่ในฟาร์ม มีความเสี่ยงในการเกิดโรคหอบหืดน้อยกว่า เด็กที่อาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบอื่น ๆ เช่น แถบที่อยู่อาศัย ในเมือง หรือแม้แต่ เมืองชนบท</p>

<p>จากการสำรวจเด็กที่ไม่เป็นโรคหอบหืด ที่อายุน้อยกว่า 12 ปี จำนวน 13,524 คน ของ Canadian National Longitudinal Survey of Children and Youth (NLSCY) ที่ตีพิมพ์ลงใน Journal Respirology พบว่า อุบัติการณ์สะสมของการเกิดโรคหอบหืดของเด็กที่อยู่ในฟาร์ม มีเพียง 2.3% เมื่อเทียบกับ 5.3% ในกลุ่มที่อาศัยอยู่ชานเมือง และ 5.7% ในกลุ่มที่อาศัยอยู่ในเมือง</p>

<p>จากการค้นพบนี้ ทำให้ผู้วิจัยตั้งสมมติฐานว่า สิ่งแวดล้อมแบบฟาร์มส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายบางอย่างที่ส่งผลลดกลไลการอักเสบที่ทำให้เกิดโรคหอบหืดลงได้</p>

<p>ก่อนหน้านี้ก็เคยมี<a href= href=http://news.bbc.co.uk/2/hi/health/468666.stm>การศึกษาในทำนองเดียวกัน</a>ที่ประเทศออสเตรียเมื่อหลายปีก่อน</p>

<p>แต่เนื่องจากการศึกษานี้มีตัวแปรที่ไม่สามารถควบคุมได้อยู่เต็มไปหมด ทำให้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าให้ย้ายครอบครัวไปอยู่ในฟาร์ม</p>

<p>ที่มา <a href=http://news.bbc.co.uk/2/hi/health/468666.stm>BBC News</a>, <a href=http://www.physorg.com/news111766298.html>BBC News</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>เด็กที่อาศัยอยู่ในฟาร์ม มีความเสี่ยงในการเกิดโรคหอบหืดน้อยกว่า เด็กที่อาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบอื่น ๆ เช่น แถบที่อยู่อาศัย ในเมือง หรือแม้แต่ เมืองชนบท</p>

<p>จากการสำรวจเด็กที่ไม่เป็นโรคหอบหืด ที่อายุน้อยกว่า 12 ปี จำนวน 13,524 คน ของ Canadian National Longitudinal Survey of Children and Youth (NLSCY) ที่ตีพิมพ์ลงใน Journal Respirology พบว่า อุบัติการณ์สะสมของการเกิดโรคหอบหืดของเด็กที่อยู่ในฟาร์ม มีเพียง 2.3% เมื่อเทียบกับ 5.3% ในกลุ่มที่อาศัยอยู่ชานเมือง และ 5.7% ในกลุ่มที่อาศัยอยู่ในเมือง</p>

<p>จากการค้นพบนี้ ทำให้ผู้วิจัยตั้งสมมติฐานว่า สิ่งแวดล้อมแบบฟาร์มส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายบางอย่างที่ส่งผลลดกลไลการอักเสบที่ทำให้เกิดโรคหอบหืดลงได้</p>

<p>ก่อนหน้านี้ก็เคยมี<a href= href=http://news.bbc.co.uk/2/hi/health/468666.stm>การศึกษาในทำนองเดียวกัน</a>ที่ประเทศออสเตรียเมื่อหลายปีก่อน</p>

<p>แต่เนื่องจากการศึกษานี้มีตัวแปรที่ไม่สามารถควบคุมได้อยู่เต็มไปหมด ทำให้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าให้ย้ายครอบครัวไปอยู่ในฟาร์ม</p>

<p>ที่มา <a href=http://news.bbc.co.uk/2/hi/health/468666.stm>BBC News</a>, <a href=http://www.physorg.com/news111766298.html>BBC News</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>Instant Messaging ลดการถูกขัดจังหวะในการทำงาน</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/7996" />
    <id>http://www.blognone.com/node/7996</id>
    <published>2008-06-06T11:23:11+07:00</published>
    <updated>2008-06-06T14:52:37+07:00</updated>
    <author>
      <name>zybernav</name>
    </author>
    <category term="Instant Messenger" />
    <category term="Working" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>จากที่ได้มีงานวิจัยชิ้นก่อนที่ สรุปว่า <a href=http://www.blognone.com/node/7510>การใช้ instant messaging ทำให้คนทำงานถูกขัดจังหวะบ่อย ๆ นำไปสู่ประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง</a></p>

<p>Ohio State University และ Hniversity of California ได้ทำการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับผู้ที่ทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์จำนวน 912 คน พบว่าการใช้ระบบ instant messaging ในบางรูปแบบสามารถลดการถูกขัดจังหวะการทำงานได้ โดยผู้ใช้สามารถกำหนดสถานะของตัวเองให้เพื่อนร่วมงานได้รับทราบ ว่าสะดวกในการพบปะพูดคุยหรือไม่ รวมทั้งยังสามารถใช้ข้อความโต้ตอบขนาดสั้น ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่าการพบปะพูดคุยกัน และสามารถเลือกที่จะโต้ตอบกับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ได้ในภายหลัง ในช่วงเวลาที่ผู้ใช้รู้สึกว่าตนเองสะดวกที่จะโต้ตอบ</p>

<p>การวิจัยในครั้งนี้ ผู้ถูกสัมภาษณ์ส่วนใหญ่มีความรู้สึกว่า การใช้ instant messaging ทำให้ถูกขัดจังหวะในการทำงานลดลง แต่ก็ยังสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับเพื่อนร่วมงานได้เท่าเดิม ส่วนที่ว่าจะมีประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น หรือลดลงอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับการปรับแต่งวิธีการใช้งานของแต่ละคน ให้เหมาะสมกับตัวเองก็แล้วกัน</p>

<p>ที่มา <a href=http://www.physorg.com/news131718826.html>Physorg</a>, <a href=>Journal of Computer Mediated Communication</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>จากที่ได้มีงานวิจัยชิ้นก่อนที่ สรุปว่า <a href=http://www.blognone.com/node/7510>การใช้ instant messaging ทำให้คนทำงานถูกขัดจังหวะบ่อย ๆ นำไปสู่ประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง</a></p>

<p>Ohio State University และ Hniversity of California ได้ทำการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับผู้ที่ทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์จำนวน 912 คน พบว่าการใช้ระบบ instant messaging ในบางรูปแบบสามารถลดการถูกขัดจังหวะการทำงานได้ โดยผู้ใช้สามารถกำหนดสถานะของตัวเองให้เพื่อนร่วมงานได้รับทราบ ว่าสะดวกในการพบปะพูดคุยหรือไม่ รวมทั้งยังสามารถใช้ข้อความโต้ตอบขนาดสั้น ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่าการพบปะพูดคุยกัน และสามารถเลือกที่จะโต้ตอบกับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ได้ในภายหลัง ในช่วงเวลาที่ผู้ใช้รู้สึกว่าตนเองสะดวกที่จะโต้ตอบ</p>

<p>การวิจัยในครั้งนี้ ผู้ถูกสัมภาษณ์ส่วนใหญ่มีความรู้สึกว่า การใช้ instant messaging ทำให้ถูกขัดจังหวะในการทำงานลดลง แต่ก็ยังสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับเพื่อนร่วมงานได้เท่าเดิม ส่วนที่ว่าจะมีประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น หรือลดลงอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับการปรับแต่งวิธีการใช้งานของแต่ละคน ให้เหมาะสมกับตัวเองก็แล้วกัน</p>

<p>ที่มา <a href=http://www.physorg.com/news131718826.html>Physorg</a>, <a href=>Journal of Computer Mediated Communication</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>Tweets จาก Mars Phoenix Lander</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/7946" />
    <id>http://www.blognone.com/node/7946</id>
    <published>2008-05-31T23:21:12+07:00</published>
    <updated>2008-05-31T23:25:25+07:00</updated>
    <author>
      <name>zybernav</name>
    </author>
    <category term="Mars" />
    <category term="NASA" />
    <category term="Space" />
    <category term="Twitter" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>หลังจากที่ได้<a href=http://www.blognone.com/node/7896>ลงจอดบนพื้นดาวอังคาร</a>เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ Mars Phoenix Lander สามารถส่ง tweets มายังแฟน ๆ ชาว twitter ที่สนใจติดตามข่าวสารได้แบบทันต่อเหตุการณ์ โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตาม Mars Phoenix Lander ได้ที่ <a href=http://twitter.com/MarsPhoenix>twitter.com/MarsPhoenix</a></p>

<p>ที่จริงแล้ว ผลงาน tweets ของ Mars Phoenix Lander ที่ส่งมาเหมือนกับเป็นการเล่าเรื่องราวแบบบุคคลที่ 1 นี้ เป็นของ Veronica Mcgregor หนึ่งในสมาชิกของ <a href=http://www.jpl.nasa.gov/>Jet Propulsion Laboratory (JPL)</a> ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานของ NASA ที่เป็นผู้ออกแบบ Mars Phoenix Lander นี่เอง (ไม่ได้ส่งมาจากดาวอังคารจริง ๆ)</p>

<p>ปัจจุบันมีผู้ติดตาม (followers) Mars Phoenix Lander นี้แล้วมากกว่า 10,000 คน ภายในช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์</p>

<p>ขอเชิญชวนสาวก twitter ที่สนใจ follow MarsPhoenix กันครับ</p>

<p>ที่มา <a href=http://blog.twitter.com/2008/05/nasatwitter-in-nyt.html>Twitter Blog</a>, <a href=http://twitter.com/MarsPhoenix>twitter.com/MarsPhoenix</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>หลังจากที่ได้<a href=http://www.blognone.com/node/7896>ลงจอดบนพื้นดาวอังคาร</a>เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ Mars Phoenix Lander สามารถส่ง tweets มายังแฟน ๆ ชาว twitter ที่สนใจติดตามข่าวสารได้แบบทันต่อเหตุการณ์ โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตาม Mars Phoenix Lander ได้ที่ <a href=http://twitter.com/MarsPhoenix>twitter.com/MarsPhoenix</a></p>

<p>ที่จริงแล้ว ผลงาน tweets ของ Mars Phoenix Lander ที่ส่งมาเหมือนกับเป็นการเล่าเรื่องราวแบบบุคคลที่ 1 นี้ เป็นของ Veronica Mcgregor หนึ่งในสมาชิกของ <a href=http://www.jpl.nasa.gov/>Jet Propulsion Laboratory (JPL)</a> ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานของ NASA ที่เป็นผู้ออกแบบ Mars Phoenix Lander นี่เอง (ไม่ได้ส่งมาจากดาวอังคารจริง ๆ)</p>

<p>ปัจจุบันมีผู้ติดตาม (followers) Mars Phoenix Lander นี้แล้วมากกว่า 10,000 คน ภายในช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์</p>

<p>ขอเชิญชวนสาวก twitter ที่สนใจ follow MarsPhoenix กันครับ</p>

<p>ที่มา <a href=http://blog.twitter.com/2008/05/nasatwitter-in-nyt.html>Twitter Blog</a>, <a href=http://twitter.com/MarsPhoenix>twitter.com/MarsPhoenix</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>กินผัก ผลไม้ ดื่มชา ลดความเสี่ยงมะเร็งปอด</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/7936" />
    <id>http://www.blognone.com/node/7936</id>
    <published>2008-05-29T23:41:06+07:00</published>
    <updated>2008-05-29T23:41:06+07:00</updated>
    <author>
      <name>zybernav</name>
    </author>
    <category term="Cancer" />
    <category term="Health" />
    <category term="Research" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>Dr. Zuo-Feng Zhang นักวิจัยจาก University of California ตีพิมพ์ผลการวิจัย เกี่ยวกับ ผลของการบริโภค ผัก ผลไม้ ชา สามารถลดอุบัติการณ์ของการเกิดโรคมะเร็งปอดได้ ลงในวารสารวิชาการ Cancer</p>

<p>เป็นที่ทราบกันดีว่า การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุของมะเร็งปอด ถึง 90% ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ทำการคัดเลือก ผู้ป่วยมะเร็งปอด 558 คน และผู้ที่ไม่เป็นมะเร็งปอด 837 คน แล้วทำการตรวจสอบประวัติการกินอาหาร ของกลุ่มทดลองทั้งสองกลุ่ม</p>

<p>ผลปรากฏว่า ผู้เข้าร่วมการวิจัยที่กินอาหารในที่มีสารอาหารกลุ่ม flavonoids สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอดได้ โดยคาดว่าสารที่มีผลมากที่สุดคือ สารที่มีชื่อว่า catechin, kaempferol และ quercetin ซึ่งพบในอาหารผัก ผลไม้ หลายชนิด ชาดำ และชาเขียว โดยอาศัยกลไกต้านฤทธิ์ของการสูบบุหรี่ที่ทำให้ DNA เสียหาย</p>

<p>ในงานวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยให้ความเห็นว่า เป็นเพียงการเริ่มต้นไปสู่การศึกษาที่ใหญ่มากขึ้น และเปรียบเทียบในมะเร็งชนิดอื่น ๆ ที่มีผลจากการสูบบุหรี่เช่นเดียวกัน เช่น มะเร็งระบบศีรษะและคอ และมะเร็งของระบบทางเดินปัสสาวะ ปริมาณการบริโภคอาหาร flavonoids สูงเหล่านี้ที่เหมาะสมที่จะลดโอกาสการเกิดมะเร็งได้มากที่สุด รวมทั้งการศึกษาเกี่ยวกับผลของ flavonoids ในระดับเซลล์ในห้องทดลองเพิ่มเติมอีกด้วย</p>

<p>ก่อนหน้านี้ ผู้วิจัยคนเดียวกัน ได้ตีพิมพ์ผลการวิจัยเกี่ยวกับผลของชาเขียว ในการป้องกันโรคมะเร็งกระเพาะอาหารมาแล้ว</p>

<p>ที่มา</p>

<p><a href=http://www.physorg.com/news131276680.html>Physorg</a>, <a href=http://www.spotlight.ucla.edu/faculty/zuo-zheng_pub/>UCLA</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>Dr. Zuo-Feng Zhang นักวิจัยจาก University of California ตีพิมพ์ผลการวิจัย เกี่ยวกับ ผลของการบริโภค ผัก ผลไม้ ชา สามารถลดอุบัติการณ์ของการเกิดโรคมะเร็งปอดได้ ลงในวารสารวิชาการ Cancer</p>

<p>เป็นที่ทราบกันดีว่า การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุของมะเร็งปอด ถึง 90% ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ทำการคัดเลือก ผู้ป่วยมะเร็งปอด 558 คน และผู้ที่ไม่เป็นมะเร็งปอด 837 คน แล้วทำการตรวจสอบประวัติการกินอาหาร ของกลุ่มทดลองทั้งสองกลุ่ม</p>

<p>ผลปรากฏว่า ผู้เข้าร่วมการวิจัยที่กินอาหารในที่มีสารอาหารกลุ่ม flavonoids สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอดได้ โดยคาดว่าสารที่มีผลมากที่สุดคือ สารที่มีชื่อว่า catechin, kaempferol และ quercetin ซึ่งพบในอาหารผัก ผลไม้ หลายชนิด ชาดำ และชาเขียว โดยอาศัยกลไกต้านฤทธิ์ของการสูบบุหรี่ที่ทำให้ DNA เสียหาย</p>

<p>ในงานวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยให้ความเห็นว่า เป็นเพียงการเริ่มต้นไปสู่การศึกษาที่ใหญ่มากขึ้น และเปรียบเทียบในมะเร็งชนิดอื่น ๆ ที่มีผลจากการสูบบุหรี่เช่นเดียวกัน เช่น มะเร็งระบบศีรษะและคอ และมะเร็งของระบบทางเดินปัสสาวะ ปริมาณการบริโภคอาหาร flavonoids สูงเหล่านี้ที่เหมาะสมที่จะลดโอกาสการเกิดมะเร็งได้มากที่สุด รวมทั้งการศึกษาเกี่ยวกับผลของ flavonoids ในระดับเซลล์ในห้องทดลองเพิ่มเติมอีกด้วย</p>

<p>ก่อนหน้านี้ ผู้วิจัยคนเดียวกัน ได้ตีพิมพ์ผลการวิจัยเกี่ยวกับผลของชาเขียว ในการป้องกันโรคมะเร็งกระเพาะอาหารมาแล้ว</p>

<p>ที่มา</p>

<p><a href=http://www.physorg.com/news131276680.html>Physorg</a>, <a href=http://www.spotlight.ucla.edu/faculty/zuo-zheng_pub/>UCLA</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>โลกร้อน ทะเลเป็นกรด</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/7891" />
    <id>http://www.blognone.com/node/7891</id>
    <published>2008-05-25T22:43:29+07:00</published>
    <updated>2008-05-25T22:43:30+07:00</updated>
    <author>
      <name>zybernav</name>
    </author>
    <category term="Environment" />
    <category term="Global Warming" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ในการประชุม European Geosciences Union (EGU) ที่จัดขึ้นในกรุงเวียนนา เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้มีการเสนอผลของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่มีต่อภาวะความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของน้ำทะเล</p>

<p>กลุ่มนักวิจัยภายใต้โครงการ European Collaborative Research (EUROCORE) ได้เสนอข้อมูลความเป็นกรดของทะเลที่เพิ่มมากขึ้น 30% นับตั้งแต่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมา จาก pH 8.2 เป็น 8.1 (เป็นกรดมากขึ้น) ซึ่งสัมพันธ์กับปริมาณก๊าซ CO2 ที่ถูกปล่อยออกมา ซึ่งความเป็นกรดระดับนี้ ไม่เคยมีมาก่อนในช่วง 35 ล้านปีที่ผ่านมา</p>

<p>แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานความเสียหายที่เกิดจากระดับความเป็นกรดของน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นนี้ก็ตาม แต่ก็มีความกังวลว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อสาหร่ายทะเล และแพลงก์ตอนขนาดเล็ก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของระบบห่วงโซ่อาหารในทะเล และความเป็นกรดที่เพิ่มขึ้นนี้จะชลอการแข็งตัวของเปลือกของสัตว์ทะเล และปะการังต่าง ๆ ที่อยู่ตามชายฝั่งซึ่งที่สุดแล้ว ก็จะส่งผลต่อการดำรงชีวิตมนุษย์ทั้งในด้านแหล่งอาหาร และภัยธรรมชาติ</p>

<p>มีการคาดการณ์ว่า pH ของน้ำทะเลจะลดลงอีก 0.4 ภายในสิ้นศตวรรษนี้</p>

<p>คณะผู้วิจัยกล่าวว่าหนทางแก้ไขปัญหานี้ สามารถทำได้โดยลดปริมาณ CO2 ที่ถูกปล่อยออกสู่บรรยากาศ</p>

<p>ที่มา <a href=http://www.physorg.com/news130587962.html>Physorg</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ในการประชุม European Geosciences Union (EGU) ที่จัดขึ้นในกรุงเวียนนา เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้มีการเสนอผลของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่มีต่อภาวะความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของน้ำทะเล</p>

<p>กลุ่มนักวิจัยภายใต้โครงการ European Collaborative Research (EUROCORE) ได้เสนอข้อมูลความเป็นกรดของทะเลที่เพิ่มมากขึ้น 30% นับตั้งแต่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมา จาก pH 8.2 เป็น 8.1 (เป็นกรดมากขึ้น) ซึ่งสัมพันธ์กับปริมาณก๊าซ CO2 ที่ถูกปล่อยออกมา ซึ่งความเป็นกรดระดับนี้ ไม่เคยมีมาก่อนในช่วง 35 ล้านปีที่ผ่านมา</p>

<p>แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานความเสียหายที่เกิดจากระดับความเป็นกรดของน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นนี้ก็ตาม แต่ก็มีความกังวลว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อสาหร่ายทะเล และแพลงก์ตอนขนาดเล็ก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของระบบห่วงโซ่อาหารในทะเล และความเป็นกรดที่เพิ่มขึ้นนี้จะชลอการแข็งตัวของเปลือกของสัตว์ทะเล และปะการังต่าง ๆ ที่อยู่ตามชายฝั่งซึ่งที่สุดแล้ว ก็จะส่งผลต่อการดำรงชีวิตมนุษย์ทั้งในด้านแหล่งอาหาร และภัยธรรมชาติ</p>

<p>มีการคาดการณ์ว่า pH ของน้ำทะเลจะลดลงอีก 0.4 ภายในสิ้นศตวรรษนี้</p>

<p>คณะผู้วิจัยกล่าวว่าหนทางแก้ไขปัญหานี้ สามารถทำได้โดยลดปริมาณ CO2 ที่ถูกปล่อยออกสู่บรรยากาศ</p>

<p>ที่มา <a href=http://www.physorg.com/news130587962.html>Physorg</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ไต้หวันค้นพบกลไกของไวรัสไข้เลือดออก ที่อาจเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยช็อค</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/7866" />
    <id>http://www.blognone.com/node/7866</id>
    <published>2008-05-23T01:06:19+07:00</published>
    <updated>2008-05-23T01:06:20+07:00</updated>
    <author>
      <name>zybernav</name>
    </author>
    <category term="Dengue" />
    <category term="Health" />
    <category term="Research" />
    <category term="Taiwan" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ตามความรู้เดิมที่มีอยู่คือ เชื้อ dengue virus ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เกิดไข้เลือดออกนั้นมี 4 สายพันธุ์ด้วยกัน และไข้เลือดออกนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อเข้าไปเป็นครั้งที่ 2 (secondary infection) ซึ่งเป็นที่เชื่อกันว่าเกิดจากการกระตุ้นสาร cytokines ที่อยู่ในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมากเกินไป</p>

<p>ทีมนักวิจัยจากไต้หวัน จาก National Yang-Ming University ค้นพบกลไกที่เชื่อว่ามีส่วนทำให้เชื้อ dengue virus ทำให้ผู้ติดเชื้อเกิดอาการของไข้เลือดออก (dengue hemorrhagic fever) และช็อค (dengue shock syndrome) ขึ้นผ่านทางปฏิกิริยาระหว่างตัวเชื้อไวรัสเอง กับโมเลกุลที่มีชื่อว่า CLEC5A ที่อยู่บนเซลล์เม็ดเลือดขาว</p>

<p>จากการทดลองให้การรักษาหนูที่ติดเชื้อ dengue virus ด้วย antibodies ที่ขัดขวางการจับกันระหว่างเชื้อ dengue virus กับ CLEC5A พบว่าสามารถลดกลไกการกระตุ้นอาการอักเสบได้ แต่ก็ยังมีการอักเสบที่เกิดจากกลไกภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นตามปกติอยู่</p>

<p>แม้ว่าการค้นพบนี้จะเป็นเพียงการทดลองในสัตว์ทดลองก็ตาม แต่ก็เป็นการเปิดทางให้กับการคิดค้นวิธีการรักษาโรคไข้เลือดออก เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อไข้เลือดออกนี้ต่อไป</p>

<p>ปัจจุบันมีผู้ป่วยไข้เลือดออกที่เสียชีวิต 24,000 คน จาก 50 ล้านคน ต่อปี</p>

<p>ที่มา
<a href=http://www.physorg.com/news130601988.html>Physorg</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ตามความรู้เดิมที่มีอยู่คือ เชื้อ dengue virus ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เกิดไข้เลือดออกนั้นมี 4 สายพันธุ์ด้วยกัน และไข้เลือดออกนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อเข้าไปเป็นครั้งที่ 2 (secondary infection) ซึ่งเป็นที่เชื่อกันว่าเกิดจากการกระตุ้นสาร cytokines ที่อยู่ในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมากเกินไป</p>

<p>ทีมนักวิจัยจากไต้หวัน จาก National Yang-Ming University ค้นพบกลไกที่เชื่อว่ามีส่วนทำให้เชื้อ dengue virus ทำให้ผู้ติดเชื้อเกิดอาการของไข้เลือดออก (dengue hemorrhagic fever) และช็อค (dengue shock syndrome) ขึ้นผ่านทางปฏิกิริยาระหว่างตัวเชื้อไวรัสเอง กับโมเลกุลที่มีชื่อว่า CLEC5A ที่อยู่บนเซลล์เม็ดเลือดขาว</p>

<p>จากการทดลองให้การรักษาหนูที่ติดเชื้อ dengue virus ด้วย antibodies ที่ขัดขวางการจับกันระหว่างเชื้อ dengue virus กับ CLEC5A พบว่าสามารถลดกลไกการกระตุ้นอาการอักเสบได้ แต่ก็ยังมีการอักเสบที่เกิดจากกลไกภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นตามปกติอยู่</p>

<p>แม้ว่าการค้นพบนี้จะเป็นเพียงการทดลองในสัตว์ทดลองก็ตาม แต่ก็เป็นการเปิดทางให้กับการคิดค้นวิธีการรักษาโรคไข้เลือดออก เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อไข้เลือดออกนี้ต่อไป</p>

<p>ปัจจุบันมีผู้ป่วยไข้เลือดออกที่เสียชีวิต 24,000 คน จาก 50 ล้านคน ต่อปี</p>

<p>ที่มา
<a href=http://www.physorg.com/news130601988.html>Physorg</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ผู้ใช้ Windows Media Center ถูก block การบันทึกรายการโทรทัศน์</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/7835" />
    <id>http://www.blognone.com/node/7835</id>
    <published>2008-05-20T11:50:04+07:00</published>
    <updated>2008-05-20T15:13:23+07:00</updated>
    <author>
      <name>zybernav</name>
    </author>
    <category term="Digital Media" />
    <category term="Microsoft" />
    <category term="NBC" />
    <category term="recording" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>วันจันทร์ที่ผ่านมา ผู้ชมรายการทีวียอดฮิตอย่าง American Gladiators และ Medium ทางสถานีโทรทัศน์ NBC ของสหรัฐอเมริกา ผ่านทาง Digital TV Recorder ที่ใช้ Windows Media Center ของ Windows Vista พากันพบว่า พวกเขาไม่สามารถบันทึกรายการดังกล่าวเอาไว้ชมภายหลังได้ โดยข้อความแจ้งเตือนว่า ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ห้ามการบันทึกรายการดังกล่าว</p>

<p>ก่อนหน้านี้ FCC (Federal Communications Commission) ได้มีความพยายามที่จะเสนอกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ผลิต อุปกรณ์บันทึกรายการเหล่านี้ให้ ต้องปฏิบัติตาม &#8220;สัญญาณการถ่ายทอด&#8221; (broadcast flags) ซึ่งเป็นรหัสที่ถูกส่งมาพร้อมกับรายการโทรทัศน์ เพื่อป้องกันการบันทึกรายการโทรทัศน์ที่สถานีโทรทัศน์ไม่ต้องการให้มีการบันทึก</p>

<p>ซึ่งท้ายที่สุดแล้วศาลก็ได้มีคำพิพากษาออกมาว่า เป็นสิทธิของผู้ผลิตอุปกรณ์ ที่จะเลือก ทำตาม หรือ ไม่ทำตาม สัญญาณการถ่ายทอดที่ถูกส่งออกมานี้ ก็ได้</p>

<p>จากกรณีนี้สร้างความไม่พอใจให้ผู้ใช้ Digital TV Recorder ที่ใช้ Windows Media Center โดยตำหนิว่า Microsoft เลือกที่จะเข้าข้างสถานีโทรทัศน์ มากกว่าผู้บริโภค และควรจะมีการบอกข้อมูลของผลิตภัณฑ์ (ว่าการบันทึกรายการโทรทัศน์ อาจถูก block ได้ ถ้าสถานีโทรทัศน์ต้องการ) ให้ผู้ที่กำลังจะซื้อทราบล่วงหน้า</p>

<p>ทางด้านโฆษกของ Microsoft ได้กล่าวถึงกรณีที่เกิดขึ้นว่าเป็นความผิดพลาดระหว่างที่มีการเข้ารหัส</p>

<p>(ความเห็นของผมเอง: ตลาดมีผู้บริโภคเป็นคนตัดสินครับ)</p>

<p>ที่มา
<a href=http://www.news.com/8301-10784_3-9946050-7.html>News.com</a>, <a href=http://www.news.com/8301-10784_3-9946780-7.html?tag=nefd.riv>News.com</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>วันจันทร์ที่ผ่านมา ผู้ชมรายการทีวียอดฮิตอย่าง American Gladiators และ Medium ทางสถานีโทรทัศน์ NBC ของสหรัฐอเมริกา ผ่านทาง Digital TV Recorder ที่ใช้ Windows Media Center ของ Windows Vista พากันพบว่า พวกเขาไม่สามารถบันทึกรายการดังกล่าวเอาไว้ชมภายหลังได้ โดยข้อความแจ้งเตือนว่า ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ห้ามการบันทึกรายการดังกล่าว</p>

<p>ก่อนหน้านี้ FCC (Federal Communications Commission) ได้มีความพยายามที่จะเสนอกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ผลิต อุปกรณ์บันทึกรายการเหล่านี้ให้ ต้องปฏิบัติตาม &#8220;สัญญาณการถ่ายทอด&#8221; (broadcast flags) ซึ่งเป็นรหัสที่ถูกส่งมาพร้อมกับรายการโทรทัศน์ เพื่อป้องกันการบันทึกรายการโทรทัศน์ที่สถานีโทรทัศน์ไม่ต้องการให้มีการบันทึก</p>

<p>ซึ่งท้ายที่สุดแล้วศาลก็ได้มีคำพิพากษาออกมาว่า เป็นสิทธิของผู้ผลิตอุปกรณ์ ที่จะเลือก ทำตาม หรือ ไม่ทำตาม สัญญาณการถ่ายทอดที่ถูกส่งออกมานี้ ก็ได้</p>

<p>จากกรณีนี้สร้างความไม่พอใจให้ผู้ใช้ Digital TV Recorder ที่ใช้ Windows Media Center โดยตำหนิว่า Microsoft เลือกที่จะเข้าข้างสถานีโทรทัศน์ มากกว่าผู้บริโภค และควรจะมีการบอกข้อมูลของผลิตภัณฑ์ (ว่าการบันทึกรายการโทรทัศน์ อาจถูก block ได้ ถ้าสถานีโทรทัศน์ต้องการ) ให้ผู้ที่กำลังจะซื้อทราบล่วงหน้า</p>

<p>ทางด้านโฆษกของ Microsoft ได้กล่าวถึงกรณีที่เกิดขึ้นว่าเป็นความผิดพลาดระหว่างที่มีการเข้ารหัส</p>

<p>(ความเห็นของผมเอง: ตลาดมีผู้บริโภคเป็นคนตัดสินครับ)</p>

<p>ที่มา
<a href=http://www.news.com/8301-10784_3-9946050-7.html>News.com</a>, <a href=http://www.news.com/8301-10784_3-9946780-7.html?tag=nefd.riv>News.com</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>วงจรอุบาทว์ (vicious cycle) ของความอ้วน</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/7829" />
    <id>http://www.blognone.com/node/7829</id>
    <published>2008-05-19T16:27:21+07:00</published>
    <updated>2008-05-19T16:27:21+07:00</updated>
    <author>
      <name>zybernav</name>
    </author>
    <category term="Health" />
    <category term="obesity" />
    <category term="Research" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ฮอร์โมนที่ชื่อว่า Neuropeptide Y หรือ NPY โดยปกตินั้นถูกสร้างโดยสมอง เป็นที่รู้จักกันว่า เป็นฮอร์โมนที่มีผลต่อความรู้สึกหิว และกระตุ้นให้กินอาหาร ที่ทรงพลังมากที่สุดเท่าที่เคยค้นพบมา จากการทดลองในหนูของ University of Western Ontario ประเทศแคนาดา พบว่า  NPY ที่คิดว่าถูกสร้างโดยสมองเพียงที่เดียวนั้น  ก็ถูกสร้างโดยเซลล์ไขมันที่หน้าท้องเช่นเดียวกัน คนอ้วนซึ่งมีเซลล์ไขมันที่หน้าท้องมากจึงมีการสร้าง NPY ออกมามาก และกระตุ้นให้กินมากขึ้น ดังนั้นจึงมีวงจรของการกิน และความอ้วน เกิดขึ้น ไม่รู้จบ</p>

<p>จากการค้นพบนี้ นำไปสู่แนวคิดการตรวจวัดระดับของ NPY ในเลือด เพื่อเป็นตัวบอกปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดความอ้วน และวิธีที่จะควบคุมผล NPY เพื่อตัดวงจรความอ้วน ซึ่งเป็นการป้องกันโรคแทรกซ้อนอันเนื่องมาจากความอ้วน ซึ่งยุ่งยากกว่ามากในการรักษา</p>

<p>ที่มา
<a href=http://communications.uwo.ca/com/western_news/stories/research_team_discovers_hunger-inducing_hormone_in_obese_individuals_20080416442069/>Western News</a>, <a href=http://www.sciam.com/podcast/episode.cfm?id=58EA73DB-EDA9-701A-C47A1E0933D4D76D>Scientific American</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ฮอร์โมนที่ชื่อว่า Neuropeptide Y หรือ NPY โดยปกตินั้นถูกสร้างโดยสมอง เป็นที่รู้จักกันว่า เป็นฮอร์โมนที่มีผลต่อความรู้สึกหิว และกระตุ้นให้กินอาหาร ที่ทรงพลังมากที่สุดเท่าที่เคยค้นพบมา จากการทดลองในหนูของ University of Western Ontario ประเทศแคนาดา พบว่า  NPY ที่คิดว่าถูกสร้างโดยสมองเพียงที่เดียวนั้น  ก็ถูกสร้างโดยเซลล์ไขมันที่หน้าท้องเช่นเดียวกัน คนอ้วนซึ่งมีเซลล์ไขมันที่หน้าท้องมากจึงมีการสร้าง NPY ออกมามาก และกระตุ้นให้กินมากขึ้น ดังนั้นจึงมีวงจรของการกิน และความอ้วน เกิดขึ้น ไม่รู้จบ</p>

<p>จากการค้นพบนี้ นำไปสู่แนวคิดการตรวจวัดระดับของ NPY ในเลือด เพื่อเป็นตัวบอกปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดความอ้วน และวิธีที่จะควบคุมผล NPY เพื่อตัดวงจรความอ้วน ซึ่งเป็นการป้องกันโรคแทรกซ้อนอันเนื่องมาจากความอ้วน ซึ่งยุ่งยากกว่ามากในการรักษา</p>

<p>ที่มา
<a href=http://communications.uwo.ca/com/western_news/stories/research_team_discovers_hunger-inducing_hormone_in_obese_individuals_20080416442069/>Western News</a>, <a href=http://www.sciam.com/podcast/episode.cfm?id=58EA73DB-EDA9-701A-C47A1E0933D4D76D>Scientific American</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
</feed>
