<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom">
  <title>Whistend's blog</title>
  <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/blog/whistend"/>
  <link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blognone.com/blog/6086/atom/feed"/>
  <id>http://www.blognone.com/blog/6086/atom/feed</id>
  <updated>2008-03-26T14:42:51+07:00</updated>
  <entry>
    <title>การฝึกสมองอาจจะช่วยให้ฉลาดขึ้นได้จริงๆ</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/7783" />
    <id>http://www.blognone.com/node/7783</id>
    <published>2008-05-14T01:42:30+07:00</published>
    <updated>2008-05-14T02:00:47+07:00</updated>
    <author>
      <name>Whistend</name>
    </author>
    <category term="Brain" />
    <category term="Intelligence" />
    <category term="Research" />
    <category term="Science" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>งานวิจัยล่าสุดจากคณะจิตวิทยามหาวิทยาลัยมิชิแกน อาจจะเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่แสดงว่าการฝึกสมองช่วยให้เราฉลาดขึ้นได้จริง (ตอนนี้เรียกได้ว่าเป็น<strong>ความเชื่อ</strong>ซะมากกว่าครับ เพราะไม่มีงานวิจัยรองรับ)</p>

<p>งานนี้เรียกว่าสร้างความตื่นเต้นได้มากพอสมควรครับ เพราะงานวิจัยที่ผ่านๆมา ไม่มีงานไหนเลยที่สามารถแสดงให้เห็นได้ว่า ผลจากการฝึกอย่างหนึ่งสามารถส่งผ่านไปยังการทดสอบอีกแบบหนึ่งได้ เช่นฝึกในแบบฝึก A ก็จะทำแบบฝึก A เก่งขึ้น แต่พอไปทำแบบฝึก B ก็ง่อยพอๆกับคนไม่เคยฝึกแบบฝึก A มาก่อน</p>

<p>แต่ในงานวิจัยนี้พบว่าการฝึก &#8220;ความทรงจำเฉพาะหน้า&#8221; <em>(แบบฝึก A)</em> สามารถส่งผลต่อการทดสอบ &#8220;ความเฉลียวฉลาดแบบยืดหยุ่น&#8221; <em>(แบบทดสอบ B)</em> ได้ครับ  และผลทดสอบที่เพิ่มขึ้นนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับปริมาณการฝึกด้วย (ยิ่งฝึกเยอะยิ่งทดสอบได้คะแนนเพิ่มขึ้นเยอะ)</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>งานวิจัยล่าสุดจากคณะจิตวิทยามหาวิทยาลัยมิชิแกน อาจจะเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่แสดงว่าการฝึกสมองช่วยให้เราฉลาดขึ้นได้จริง (ตอนนี้เรียกได้ว่าเป็น<strong>ความเชื่อ</strong>ซะมากกว่าครับ เพราะไม่มีงานวิจัยรองรับ)</p>

<p>งานนี้เรียกว่าสร้างความตื่นเต้นได้มากพอสมควรครับ เพราะงานวิจัยที่ผ่านๆมา ไม่มีงานไหนเลยที่สามารถแสดงให้เห็นได้ว่า ผลจากการฝึกอย่างหนึ่งสามารถส่งผ่านไปยังการทดสอบอีกแบบหนึ่งได้ เช่นฝึกในแบบฝึก A ก็จะทำแบบฝึก A เก่งขึ้น แต่พอไปทำแบบฝึก B ก็ง่อยพอๆกับคนไม่เคยฝึกแบบฝึก A มาก่อน</p>

<p>แต่ในงานวิจัยนี้พบว่าการฝึก &#8220;ความทรงจำเฉพาะหน้า&#8221; <em>(แบบฝึก A)</em> สามารถส่งผลต่อการทดสอบ &#8220;ความเฉลียวฉลาดแบบยืดหยุ่น&#8221; <em>(แบบทดสอบ B)</em> ได้ครับ  และผลทดสอบที่เพิ่มขึ้นนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับปริมาณการฝึกด้วย (ยิ่งฝึกเยอะยิ่งทดสอบได้คะแนนเพิ่มขึ้นเยอะ) 
<!--break--></p>

<p>โดยจุดที่อาจจะทำให้งานนี้ต่างจากงานอื่นๆก่อนหน้านี้ก็คือ งานนี้ใช้แบบฝึกที่ปรับระดับความยากตามความสามารถของผู้เข้าร่วม ซึ่งอาจจะกินแรงสมองมากกว่าแบบฝึกอื่นๆที่งานวิจัยก่อนๆใช้กัน</p>

<p>ทั้งนี้ต้องเตือนกันไว้นิดนึงครับว่านี่พึ่งจะเป็นงานวิจัยชิ้นแรก และใช้การฝึกแค่แบบเดียว อาจจะต้องรอให้มีงานวิจัยสนับสนุนให้มากกว่านี้ก่อนถึงจะเชื่อได้ 100% ว่าการฝึกสมองช่วยให้เราฉลาดขึ้นได้จริงครับ</p>

<p>ที่มา: <a href="http://www.sciam.com/article.cfm?id=study-shows-brain-power-can-be-bolstered">Scientific American</a><br />
บทคัดย่อ: <a href="http://www.pnas.org/cgi/content/abstract/105/19/6829">PNAS</a></p>

<p><strong>ภาคผนวก - อธิบายคำศัพท์เฉพาะทาง:</strong> <em>(ผมตั้งคำแปลขึ้นเองนะครับ เพราะไม่มีข้อมูลในเว็บราชบัณฑิต)</em></p>

<ul>
<li><strong>ความทรงจำเฉพาะหน้า</strong> = <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Working_memory">Working Memory</a>: ความทรงจำชั่วคราวระหว่างทำกิจกรรมต่างๆ (เทียบง่ายๆก็คือ RAM ในคอมพิวเตอร์) ซึ่งการฝึกเจ้าความทรงจำเฉพาะหน้านี้ ที่รู้จักกันดีก็คงเป็นเกมในซีรีย์ Brain Age <em>(ถ้าข่าวนี้ทำให้ Brain Age ขายดีขึ้นผมจะได้ค่าโฆษณามั้ยเนี่ย :P)</em></li>
<li><strong>ความเฉลียวฉลาดแบบยืดหยุ่น</strong> = <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Fluid_intelligence">Fluid Intelligence</a>: ความสามารถในการแก้ไขปัญหาและ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ซึ่งตรงข้ามกับความเฉลียวฉลาดแบบตกผลึก (Crystalized Intelligence) ที่เป็นการจดจำวิธีการทำงานต่างๆที่เคยทำมาก่อน ทั้งนี้ในการวัด IQ ทั่วๆไปจะเป็นการวัดทั้ง 2 อย่างรวมๆกันครับ</li>
</ul>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ชุดเสริมพละกำลังมนุษย์: ก้าวแรกสู่ชุดเกราะ Iron Man?</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/7721" />
    <id>http://www.blognone.com/node/7721</id>
    <published>2008-05-07T02:11:40+07:00</published>
    <updated>2008-05-07T03:53:59+07:00</updated>
    <author>
      <name>Whistend</name>
    </author>
    <category term="Japan" />
    <category term="Technology" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ข่าวจาก Scientific American ระบุว่า บริษัท <a href="http://www.cyberdyne.jp/english/index.html">CYBERDYNE</a> จากประเทศญี่ปุ่น ประสบความสำเร็จในการสร้างชุดโครงภายนอก (exoskeleton) เพื่อใช้ในการเพิ่มพละกำลังของมนุษย์ และกำลังจะทำการผลิตเป็นจำนวนมากให้ได้ถึง 500 ชุด</p>

<p>เจ้าชุดที่ว่า (ชื่อว่า <strong>HAL</strong>; Hybrid Assistive Limb) ทำงานโดยการตรวจจับสัญญาณไฟฟ้าบริเวณผิวหนัง (ซึ่งเกิดจากการสั่งการของสมองไปที่กล้ามเนื้อ) แล้วทำการคำนวณทิศทางและแรงที่มอเตอร์ของชุดจะทำงานเพื่อช่วยเสริมแรงของผู้สวมใส่ ซึ่งทาง CYBERDYNE ระบุว่าสามารถเพิ่มพละกำลังได้ตั้งแต่ 2-10 เท่า แล้วแต่รุ่นและจุดประสงค์ในการใช้งาน</p>

<p>ชุดดังกล่าวมีน้ำหนักประมาณ 23 กก. ให้พลังงานโดยแบตเตอรี่แรงดัน 100 โวลต์ และจุดประสงค์หลักคือใช้ในการช่วยฝึกแพทย์และนักกายภาพบำบัด, ช่วยเหลือคนพิการหรือผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อลีบ (โดยใช้เป็นแขน-ขาเทียม), ใช้ขนของที่น้ำหนักมากๆ และใช้ในการกู้ภัย</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ข่าวจาก Scientific American ระบุว่า บริษัท <a href="http://www.cyberdyne.jp/english/index.html">CYBERDYNE</a> จากประเทศญี่ปุ่น ประสบความสำเร็จในการสร้างชุดโครงภายนอก (exoskeleton) เพื่อใช้ในการเพิ่มพละกำลังของมนุษย์ และกำลังจะทำการผลิตเป็นจำนวนมากให้ได้ถึง 500 ชุด</p>

<p>เจ้าชุดที่ว่า (ชื่อว่า <strong>HAL</strong>; Hybrid Assistive Limb) ทำงานโดยการตรวจจับสัญญาณไฟฟ้าบริเวณผิวหนัง (ซึ่งเกิดจากการสั่งการของสมองไปที่กล้ามเนื้อ) แล้วทำการคำนวณทิศทางและแรงที่มอเตอร์ของชุดจะทำงานเพื่อช่วยเสริมแรงของผู้สวมใส่ ซึ่งทาง CYBERDYNE ระบุว่าสามารถเพิ่มพละกำลังได้ตั้งแต่ 2-10 เท่า แล้วแต่รุ่นและจุดประสงค์ในการใช้งาน</p>

<p>ชุดดังกล่าวมีน้ำหนักประมาณ 23 กก. ให้พลังงานโดยแบตเตอรี่แรงดัน 100 โวลต์ และจุดประสงค์หลักคือใช้ในการช่วยฝึกแพทย์และนักกายภาพบำบัด, ช่วยเหลือคนพิการหรือผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อลีบ (โดยใช้เป็นแขน-ขาเทียม), ใช้ขนของที่น้ำหนักมากๆ และใช้ในการกู้ภัย
<!--break-->
ข่าวและเว็บไซต์ของบริษัทระบุว่า ปัจจุบันบริษัทให้เช่าชุดนี้เฉพาะในประเทศญี่ปุ่น (แต่กำลังจะเปิดสาขาในยุโรปด้วย) และคาดว่าค่าเช่าชุดจะอยู่ที่ประมาณเดือนละ 1,000 เหรียญสหรัฐ <em>(ประมาณ 31,000 บาทไทย&#8230;เช่ามาให้กรรมกรแบกข้าวสารหรือคนงานก่อสร้างใช้คงขาดทุนย่อยยับ)</em></p>

<p>ส่วนฟังก์ชั่นบู๊ทติดเจ็ท, แสง repulsor, หรือจรวดมิสไซล์ คงต้องรอให้มีคนประดิษฐ์เตาปฏิกรณ์ขนาดเล็กที่ติดบนชุดได้ขึ้นมาก่อนนะครับ ;)</p>

<p>ปล. ตามข่าวเขาพาดหัวว่าเป็น &#8220;Real-life Iron Man&#8221; แต่ผมดูรูปแล้วนึกถึงไอ้มดแดง หรือ HEV Suit ของ Half-Life มากกว่าแฮะ&#8230;</p>

<p>ที่มา: <a href="http://www.sciam.com/article.cfm?&amp;id=real-life-iron-man-exoskeleton&amp;sc=WR_20080506">Scientific American: Real-Life Iron Man: A Robotic Suit That Magnifies Human Strength</a><br />
Link เพิ่มเติม: <a href="http://www.cyberdyne.jp/english/robotsuithal/index.html">เว็บของ CYBERDYNE</a> (มีรูปชุดจริงๆ ให้ดูกันด้วยครับ)</p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ไอคิวเพิ่มได้จากการทำงาน</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/7719" />
    <id>http://www.blognone.com/node/7719</id>
    <published>2008-05-06T22:19:02+07:00</published>
    <updated>2008-05-06T22:47:56+07:00</updated>
    <author>
      <name>Whistend</name>
    </author>
    <category term="Brain" />
    <category term="Research" />
    <category term="Science" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>งานวิจัยจาก Duke University เผยว่า แม้ตอนเป็นวัยรุ่นเราจะมีไอคิวต่ำเตี้ยเรี่ยดินแค่ไหน ถ้าเลือกงานถูกก็จะทำให้ไอคิวสูงขึ้นได้</p>

<p>งานวิจัยนี้ได้เปรียบเทียบค่า IQ ของผู้เข้าร่วมจำนวน 1,036 คน ระหว่าง IQ ตอนอายุ 20 ต้นๆ (โดยใช้ข้อมูลจากการทดสอบไอคิว ตอนเข้าประจำการกองทัพสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2) กับ IQ ในปัจจุบัน (50 ปีให้หลัง) และทำการเปรียบเทียบลักษณะงานที่ทำหลังจากปลดประจำการ พบว่ากลุ่มที่ทำงานที่ต้องอาศัยสติปัญญา (เช่นงานที่ต้องทำงานหลายๆอย่างพร้อมกัน (multi-tasking) หรืองานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและการจัดระบบ รวมถึงงานที่ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ) และงานที่ต้องติดต่อสื่อสารกับผู้คน มี IQ เพิ่มขึ้น ในขณะทีกลุ่มที่ทำงานใช้แรงงานจะมี IQ ต่ำลง</p>

<p>ทั้งนี้นอกจากจะมี IQ สูงขึ้นแล้ว กลุ่มที่ทำงานแบบใช้่สมอง มีความเสี่ยงในการเป็นโรคสมองเสื่อม (เช่นโรคอัลไซเมอร์) น้่อยลงด้วย</p>

<p>ที่น่าสนใจก็คือ IQ ที่เพิ่มขึ้นนี้<strong>ไม่เกี่ยวข้องกับค่า IQ ตั้งต้น</strong> คือ แม้แต่กลุ่มที่มี IQ ตอนหนุ่มๆอยู่ในช่วงต่ำสุด (อยู่ใน fourth quartile) ถ้าไปทำงานที่ต้องใช้สมอง ก็ยังมีค่า IQ สูงขึ้นขนาดติดอันดับต้นๆ และมีสมองที่มีสุขภาพดีได้</p>

<p>แบบนี้สินะครับ ที่เขาเรียกว่า &#8220;หัวเราะทีหลังดังกว่า&#8221; :)</p>

<p>ที่มา: <a href="http://www.time.com/time/health/article/0,8599,1737671,00.html?xid=rss-health Time">Time</a><br />
บทคัดย่อ: <a href="http://www.neurology.org/cgi/content/abstract/70/19_Part_2/1803 วารสาร Neurology">วารสาร Neurology</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>งานวิจัยจาก Duke University เผยว่า แม้ตอนเป็นวัยรุ่นเราจะมีไอคิวต่ำเตี้ยเรี่ยดินแค่ไหน ถ้าเลือกงานถูกก็จะทำให้ไอคิวสูงขึ้นได้</p>

<p>งานวิจัยนี้ได้เปรียบเทียบค่า IQ ของผู้เข้าร่วมจำนวน 1,036 คน ระหว่าง IQ ตอนอายุ 20 ต้นๆ (โดยใช้ข้อมูลจากการทดสอบไอคิว ตอนเข้าประจำการกองทัพสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2) กับ IQ ในปัจจุบัน (50 ปีให้หลัง) และทำการเปรียบเทียบลักษณะงานที่ทำหลังจากปลดประจำการ พบว่ากลุ่มที่ทำงานที่ต้องอาศัยสติปัญญา (เช่นงานที่ต้องทำงานหลายๆอย่างพร้อมกัน (multi-tasking) หรืองานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและการจัดระบบ รวมถึงงานที่ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ) และงานที่ต้องติดต่อสื่อสารกับผู้คน มี IQ เพิ่มขึ้น ในขณะทีกลุ่มที่ทำงานใช้แรงงานจะมี IQ ต่ำลง</p>

<p>ทั้งนี้นอกจากจะมี IQ สูงขึ้นแล้ว กลุ่มที่ทำงานแบบใช้่สมอง มีความเสี่ยงในการเป็นโรคสมองเสื่อม (เช่นโรคอัลไซเมอร์) น้่อยลงด้วย</p>

<p>ที่น่าสนใจก็คือ IQ ที่เพิ่มขึ้นนี้<strong>ไม่เกี่ยวข้องกับค่า IQ ตั้งต้น</strong> คือ แม้แต่กลุ่มที่มี IQ ตอนหนุ่มๆอยู่ในช่วงต่ำสุด (อยู่ใน fourth quartile) ถ้าไปทำงานที่ต้องใช้สมอง ก็ยังมีค่า IQ สูงขึ้นขนาดติดอันดับต้นๆ และมีสมองที่มีสุขภาพดีได้</p>

<p>แบบนี้สินะครับ ที่เขาเรียกว่า &#8220;หัวเราะทีหลังดังกว่า&#8221; :)</p>

<p>ที่มา: <a href="http://www.time.com/time/health/article/0,8599,1737671,00.html?xid=rss-health Time">Time</a><br />
บทคัดย่อ: <a href="http://www.neurology.org/cgi/content/abstract/70/19_Part_2/1803 วารสาร Neurology">วารสาร Neurology</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ใครว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้?</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/7484" />
    <id>http://www.blognone.com/node/7484</id>
    <published>2008-04-11T03:54:19+07:00</published>
    <updated>2008-04-11T08:18:38+07:00</updated>
    <author>
      <name>Whistend</name>
    </author>
    <category term="Research" />
    <category term="Science" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>งานวิจัยล่าสุดระบุว่าเงินสามารถซื้อความสุขได้จริงๆครับ&#8230; ด้วยการใช้เงินนั้นเพื่อคนอื่น หรือบริจาคให้กับการกุศล</p>

<p>งานวิจัยดังกล่าว <em>(ตีพิมพ์ในวารสาร Science ฉบับวันที่ 21 มีนาคม 2008)</em> ระบุว่า จากการสำรวจรายได้ และการใช้จ่ายของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 632 คน พบว่าการใช้จ่าย<strong>เพียงอย่างเดียว</strong>ที่พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับระดับความสุข คือการใช้จ่ายเพื่อสังคม (เช่นซื้อของขวัญให้คนอื่น หรือบริจาคให้การกุศล) ซึ่งพบว่ามีผลในระดับที่ใกล้เคียงกับการได้ขึ้นเงินเดือนเลยทีเดียว และเมื่อทำการเปรียบเทียบระดับความสุขก่อนและหลังได้รับโบนัสของพนักงานบริษัทจำนวน 16 คน พบว่ากลุ่มที่ใช้เงินโบนัสส่วนใหญ่เพื่อคนอื่น ก็มีความสุขเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มที่ใช้จ่ายเพื่อตัวเอง</p>

<p>ยังไม่จบแค่นี้ครับ&#8230; ทีมวิจัยทีมเดิม จาก Harvard Business School และ University of British Columbia,Vancouver ยังได้ทดลองต่อ โดยการสุ่มให้เงิน 5$ หรือ 20$ กับนักศึกษาจำนวน 46 คน<br />
แล้วบอกให้กลุ่มแรกเอาไปใช้ซื้อของให้ตัวเอง และอีกกลุ่มให้เอาไปซื้อของให้เพื่อน<br />
ซึ่งก็ได้ผลว่า กลุ่มที่ถูกมอบหมายให้เอาไปซื้อของให้เพื่อน มีระดับความสุขสูงกว่ากลุ่มที่ใช้เงินเพื่อตัวเองเช่นกัน</p>

<p>ที่น่าสนใจก็คือ ระดับความสุขที่เพิ่มขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับจำนวนเงินที่ได้รับ หรือจำนวนที่ใช้ไป<br />
แปลว่าแค่ได้ใช้เงินเพื่อคนอื่นก็ช่วยเพิ่มความสุขได้แล้วครับ จะมากหรือน้อยไม่สำคัญ</p>

<p><em>ปล. ใครอ่านข่าวนี้แล้วอยากมีความสุขก็ส่งเงินมาให้ผมได้นะครับ</em> :P</p>

<p>ที่มา: <a href="http://www.nature.com/news/2008/080320/full/news.2008.684.html">Nature News</a>, <a href="http://www.sciam.com/article.cfm?id=news-bytes-can-money-make-you-happy&amp;sc=rss">Scientific American</a><br />
บทคัดย่อ: <a href="http://www.sciencemag.org/cgi/content/abstract/319/5870/1687">Science: Spending Money on Others Promotes Happiness</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>งานวิจัยล่าสุดระบุว่าเงินสามารถซื้อความสุขได้จริงๆครับ&#8230; ด้วยการใช้เงินนั้นเพื่อคนอื่น หรือบริจาคให้กับการกุศล</p>

<p>งานวิจัยดังกล่าว <em>(ตีพิมพ์ในวารสาร Science ฉบับวันที่ 21 มีนาคม 2008)</em> ระบุว่า จากการสำรวจรายได้ และการใช้จ่ายของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 632 คน พบว่าการใช้จ่าย<strong>เพียงอย่างเดียว</strong>ที่พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับระดับความสุข คือการใช้จ่ายเพื่อสังคม (เช่นซื้อของขวัญให้คนอื่น หรือบริจาคให้การกุศล) ซึ่งพบว่ามีผลในระดับที่ใกล้เคียงกับการได้ขึ้นเงินเดือนเลยทีเดียว และเมื่อทำการเปรียบเทียบระดับความสุขก่อนและหลังได้รับโบนัสของพนักงานบริษัทจำนวน 16 คน พบว่ากลุ่มที่ใช้เงินโบนัสส่วนใหญ่เพื่อคนอื่น ก็มีความสุขเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มที่ใช้จ่ายเพื่อตัวเอง</p>

<p>ยังไม่จบแค่นี้ครับ&#8230; ทีมวิจัยทีมเดิม จาก Harvard Business School และ University of British Columbia,Vancouver ยังได้ทดลองต่อ โดยการสุ่มให้เงิน 5$ หรือ 20$ กับนักศึกษาจำนวน 46 คน<br />
แล้วบอกให้กลุ่มแรกเอาไปใช้ซื้อของให้ตัวเอง และอีกกลุ่มให้เอาไปซื้อของให้เพื่อน<br />
ซึ่งก็ได้ผลว่า กลุ่มที่ถูกมอบหมายให้เอาไปซื้อของให้เพื่อน มีระดับความสุขสูงกว่ากลุ่มที่ใช้เงินเพื่อตัวเองเช่นกัน</p>

<p>ที่น่าสนใจก็คือ ระดับความสุขที่เพิ่มขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับจำนวนเงินที่ได้รับ หรือจำนวนที่ใช้ไป<br />
แปลว่าแค่ได้ใช้เงินเพื่อคนอื่นก็ช่วยเพิ่มความสุขได้แล้วครับ จะมากหรือน้อยไม่สำคัญ</p>

<p><em>ปล. ใครอ่านข่าวนี้แล้วอยากมีความสุขก็ส่งเงินมาให้ผมได้นะครับ</em> :P</p>

<p>ที่มา: <a href="http://www.nature.com/news/2008/080320/full/news.2008.684.html">Nature News</a>, <a href="http://www.sciam.com/article.cfm?id=news-bytes-can-money-make-you-happy&amp;sc=rss">Scientific American</a><br />
บทคัดย่อ: <a href="http://www.sciencemag.org/cgi/content/abstract/319/5870/1687">Science: Spending Money on Others Promotes Happiness</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>แพทย์ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบผ่านทางช่องคลอด</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/7425" />
    <id>http://www.blognone.com/node/7425</id>
    <published>2008-04-06T01:04:37+07:00</published>
    <updated>2008-04-06T05:22:18+07:00</updated>
    <author>
      <name>Whistend</name>
    </author>
    <category term="Health" />
    <category term="Medical" />
    <category term="Science" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2551 ทีมศัลยแพทย์จาก University of California San Diego Medical Center ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบผ่านทางช่องคลอดของผู้ป่วย เป็นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา (ข่าวไม่ได้ระบุว่าเคยมีที่ประเทศอื่นมาก่อนรึเปล่าครับ)</p>

<p>โดยเทคนิคในการผ่าตัดนี้มีชื่อว่า <strong>&#8220;NOTES&#8221;</strong> <em>(Natural Orifice Translumenal Endoscopic Surgery; การผ่าตัดโดยใช้กล้องส่องภายใน ผ่านทางช่องเปิดตามธรรมชาติ)</em> ซึ่งกระบวนการก็ตรงตัวตามชื่อครับ คือเป็นการผ่าตัดโดยการสอดกล้องเข้าไปทางช่องเปิดตามธรรมชาติของมนุษย์ เช่น ช่องปาก ช่องคลอด หรือทวารหนัก แล้วเจาะรูผ่านทางช่องเปิดนั้นๆเพื่อเข้าสู่ช่องท้อง แล้วทำการผ่าตัดที่อวัยวะเป้าหมาย (เช่นไส้ติ่ง หรือถุงน้ำดี)</p>

<p>ซึ่งเทคนิคดังกล่าวนี้มีข้อดีคือไม่ต้องผ่าเปิดช่องท้อง หรือผ่าแผลเล็กมากๆในระดับไม่กี่มิลลิเมตร เพื่อสอดกล้องเข้าไปช่วยบอกตำแหน่งเื้ท่านั้น ทำให้ผู้ป่วยเสียเลือดน้อยลง และสร้างความเจ็บปวดน้อยกว่าการผ่าตัดตามปกติ (เมื่อให้ผู้ป่วยที่ผ่าตัดครั้งนี้ให้คะแนนความเจ็บปวดหลังผ่าตัดจาก 1-10 ปรากฏว่าเธอให้คะแนนแค่ 0.5-1 คือแทบไม่รู้สึกอะไรเลย) และนอกจากนั้นยังช่วยให้ใช้เวลาพักฟื้นน้อยลงด้วย</p>

<p>ปล. งานนี้ผู้หญิงได้เปรียบผู้ชายครับ เพราะท่อปัสสาวะของท่านชายมีขนาดไม่ใหญ่พอที่จะสอดกล้องเข้าไปได้ เลยมีช่องเปิดให้สอดกล้องเข้าไปได้น้อยกว่าผู้หญิง 1 ช่อง (ฮา)</p>

<p>(จะว่าไป ถ้าเกิดผ่าผ่านทางทวารหนัก แล้วเกิดเย็บช่องที่เจาะไว้ไม่ดี ของเสียทะลักเข้าช่องท้องนี่คงสยองดีพิลึกนะครับ&#8230;)</p>

<p>ที่มา: <a href="http://www.sciencedaily.com/releases/2008/03/080328135738.htm" title="Science Daily">Science Daily</a><br />
รายละเอียดเพิ่มเติมของเทคนิค NOTES: <a href="http://www.nature.com/ncpgasthep/journal/v4/n7/full/ncpgasthep0867.html">Nature Clinical Practice</a> (โหลด PDF มาอ่านได้ฟรีครับ)</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2551 ทีมศัลยแพทย์จาก University of California San Diego Medical Center ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบผ่านทางช่องคลอดของผู้ป่วย เป็นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา (ข่าวไม่ได้ระบุว่าเคยมีที่ประเทศอื่นมาก่อนรึเปล่าครับ)</p>

<p>โดยเทคนิคในการผ่าตัดนี้มีชื่อว่า <strong>&#8220;NOTES&#8221;</strong> <em>(Natural Orifice Translumenal Endoscopic Surgery; การผ่าตัดโดยใช้กล้องส่องภายใน ผ่านทางช่องเปิดตามธรรมชาติ)</em> ซึ่งกระบวนการก็ตรงตัวตามชื่อครับ คือเป็นการผ่าตัดโดยการสอดกล้องเข้าไปทางช่องเปิดตามธรรมชาติของมนุษย์ เช่น ช่องปาก ช่องคลอด หรือทวารหนัก แล้วเจาะรูผ่านทางช่องเปิดนั้นๆเพื่อเข้าสู่ช่องท้อง แล้วทำการผ่าตัดที่อวัยวะเป้าหมาย (เช่นไส้ติ่ง หรือถุงน้ำดี)</p>

<p>ซึ่งเทคนิคดังกล่าวนี้มีข้อดีคือไม่ต้องผ่าเปิดช่องท้อง หรือผ่าแผลเล็กมากๆในระดับไม่กี่มิลลิเมตร เพื่อสอดกล้องเข้าไปช่วยบอกตำแหน่งเื้ท่านั้น ทำให้ผู้ป่วยเสียเลือดน้อยลง และสร้างความเจ็บปวดน้อยกว่าการผ่าตัดตามปกติ (เมื่อให้ผู้ป่วยที่ผ่าตัดครั้งนี้ให้คะแนนความเจ็บปวดหลังผ่าตัดจาก 1-10 ปรากฏว่าเธอให้คะแนนแค่ 0.5-1 คือแทบไม่รู้สึกอะไรเลย) และนอกจากนั้นยังช่วยให้ใช้เวลาพักฟื้นน้อยลงด้วย</p>

<p>ปล. งานนี้ผู้หญิงได้เปรียบผู้ชายครับ เพราะท่อปัสสาวะของท่านชายมีขนาดไม่ใหญ่พอที่จะสอดกล้องเข้าไปได้ เลยมีช่องเปิดให้สอดกล้องเข้าไปได้น้อยกว่าผู้หญิง 1 ช่อง (ฮา)</p>

<p>(จะว่าไป ถ้าเกิดผ่าผ่านทางทวารหนัก แล้วเกิดเย็บช่องที่เจาะไว้ไม่ดี ของเสียทะลักเข้าช่องท้องนี่คงสยองดีพิลึกนะครับ&#8230;)</p>

<p>ที่มา: <a href="http://www.sciencedaily.com/releases/2008/03/080328135738.htm" title="Science Daily">Science Daily</a><br />
รายละเอียดเพิ่มเติมของเทคนิค NOTES: <a href="http://www.nature.com/ncpgasthep/journal/v4/n7/full/ncpgasthep0867.html">Nature Clinical Practice</a> (โหลด PDF มาอ่านได้ฟรีครับ)</p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ค้นพบเชื้อแบคทีเรียที่กินยาปฏิชีวนะเป็นอาหาร</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/7420" />
    <id>http://www.blognone.com/node/7420</id>
    <published>2008-04-04T21:47:11+07:00</published>
    <updated>2008-04-04T22:40:12+07:00</updated>
    <author>
      <name>Whistend</name>
    </author>
    <category term="Research" />
    <category term="Science" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Science ฉบับวันที่ 4 เมษายน 2008 Guatam Dantas และคณะนักวิจัย จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ได้ค้นพบเชื้อแบคทีเรียในพื้นดินที่สามารถย่อยสลายยาปฏิชีวนะ (หรือที่เรียกกันง่ายๆว่า ยาฆ่าเชื้อ) ได้ แถมยังกินยาปฏิชีวนะเป็นอาหารหลักอีกตะหาก</p>

<p>ซึ่งเจ้าเชื้อดังกล่าวนี้มีความดื้อยาปฏิชีวนะสูงมาก และสามารถกินได้ทั้งยาปฏิชีวนะที่ได้จากธรรมชาติ (เช่นเพนนิซิลิน) และยาปฏิชีวนะสังเคราะห์ รวมถึงยารุ่นใหม่ๆด้วย<br />
จากยา 18 ขนานที่ผู้วิจัยทดลองใช้ พบว่ามีถึง 13-17 ชนิดที่เจ้าแบคทีเรียนี้สามารถใช้เป็นอาหารได้</p>

<p>ทั้งนี้ทีมวิจัยพบว่าเชื้อที่มีคุณสมบัติดังกล่าวนี้มีอยู่หลายสายพันธุ์, พบได้ในหลายพื้นที่ และมีความเกี่ยวพันกับเชื้อที่ก่อโรคทั้งในคนและสัตว์  นอกจากนั้นเจ้าเชื้่อพวกนี้อาจจะเป็นแหล่งที่มาของยีนดื้อยาปฏิชีวนะที่พบในเชื้ออื่นๆ รวมถึงอาจทำให้เชื้ออื่นๆดื้อยามากขึ้นได้ด้วย
(เนื่องจากแบคทีเรียสามารถกินซากของแบคทีเรียตัวอื่น แล้วเอายีนของแบคทีเรียตัวนั้นๆมารวมเข้าในจีโนมของตัวเองได้)</p>

<p>ซึ่งถ้าหากว่าเจ้าเชื้อนี้เกิดมีพิษสงในการก่อโรคร้ายแรง แล้วเกิดการระบาดขึ้นมาก็คงเป็นเรื่องใหญ่ล่ะครับ
เพราะถ้ายาปฏิชีวนะทำอะไรมันไม่ได้ ก็เรียกได้ว่าแทบไม่มีทางจะทำอะไรมันได้เลย&#8230;<br />
(นึกถึงภาพสมัยไข้ทรพิษระบาดในยุโรป ตอนยังไม่มีการค้นพบเพนนิซิลินขึ้นมาเลยล่ะครับ)</p>

<p>ที่มา: <a href="http://www.sciencemag.org/cgi/content/full/sci;320/5872/33a" title="Science">Science Magazine</a><br />
<a href="http://www.sciencemag.org/cgi/content/short/320/5872/100" title="Abstract">บทคัดย่อ</a> <em>(ต้องเป็นสมาชิกถึงจะอ่านเอกสารฉบับเต็มได้ครับ)</em></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Science ฉบับวันที่ 4 เมษายน 2008 Guatam Dantas และคณะนักวิจัย จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ได้ค้นพบเชื้อแบคทีเรียในพื้นดินที่สามารถย่อยสลายยาปฏิชีวนะ (หรือที่เรียกกันง่ายๆว่า ยาฆ่าเชื้อ) ได้ แถมยังกินยาปฏิชีวนะเป็นอาหารหลักอีกตะหาก</p>

<p>ซึ่งเจ้าเชื้อดังกล่าวนี้มีความดื้อยาปฏิชีวนะสูงมาก และสามารถกินได้ทั้งยาปฏิชีวนะที่ได้จากธรรมชาติ (เช่นเพนนิซิลิน) และยาปฏิชีวนะสังเคราะห์ รวมถึงยารุ่นใหม่ๆด้วย<br />
จากยา 18 ขนานที่ผู้วิจัยทดลองใช้ พบว่ามีถึง 13-17 ชนิดที่เจ้าแบคทีเรียนี้สามารถใช้เป็นอาหารได้</p>

<p>ทั้งนี้ทีมวิจัยพบว่าเชื้อที่มีคุณสมบัติดังกล่าวนี้มีอยู่หลายสายพันธุ์, พบได้ในหลายพื้นที่ และมีความเกี่ยวพันกับเชื้อที่ก่อโรคทั้งในคนและสัตว์  นอกจากนั้นเจ้าเชื้่อพวกนี้อาจจะเป็นแหล่งที่มาของยีนดื้อยาปฏิชีวนะที่พบในเชื้ออื่นๆ รวมถึงอาจทำให้เชื้ออื่นๆดื้อยามากขึ้นได้ด้วย
(เนื่องจากแบคทีเรียสามารถกินซากของแบคทีเรียตัวอื่น แล้วเอายีนของแบคทีเรียตัวนั้นๆมารวมเข้าในจีโนมของตัวเองได้)</p>

<p>ซึ่งถ้าหากว่าเจ้าเชื้อนี้เกิดมีพิษสงในการก่อโรคร้ายแรง แล้วเกิดการระบาดขึ้นมาก็คงเป็นเรื่องใหญ่ล่ะครับ
เพราะถ้ายาปฏิชีวนะทำอะไรมันไม่ได้ ก็เรียกได้ว่าแทบไม่มีทางจะทำอะไรมันได้เลย&#8230;<br />
(นึกถึงภาพสมัยไข้ทรพิษระบาดในยุโรป ตอนยังไม่มีการค้นพบเพนนิซิลินขึ้นมาเลยล่ะครับ)</p>

<p>ที่มา: <a href="http://www.sciencemag.org/cgi/content/full/sci;320/5872/33a" title="Science">Science Magazine</a><br />
<a href="http://www.sciencemag.org/cgi/content/short/320/5872/100" title="Abstract">บทคัดย่อ</a> <em>(ต้องเป็นสมาชิกถึงจะอ่านเอกสารฉบับเต็มได้ครับ)</em></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>งานวิจัยใหม่เผย หลับกลางวันแค่ 5 นาทีก็ช่วยให้ความจำดีขึ้นได้</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/7363" />
    <id>http://www.blognone.com/node/7363</id>
    <published>2008-03-30T00:13:31+07:00</published>
    <updated>2008-03-30T03:45:08+07:00</updated>
    <author>
      <name>Whistend</name>
    </author>
    <category term="Health" />
    <category term="Research" />
    <category term="Science" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>เป็นที่รู้กันในกลุ่มนักวิจัยด้านสมองมาหลายปีแล้ว ว่าการนอนหลับทั้งก่อนและหลังการเรียนรู้นั้นมีผลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียน และการอดหลับอดนอนทั้งในคืนก่อนการเรียนและหลังการเรียนมีผลให้การเรียนรู้ในวันนั้นๆแย่ลง</p>

<p>แต่งานวิจัยใหม่โดย Olaf Lahl และคณะจากมหาวิทยาลัย Dusseldorf ประเทศเยอรมนี (ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Sleep Research ฉบับเดือนมีนาคม 2008) พบว่า นอกจากการนอนหลับตามปกติแล้ว การงีบหลับในตอนกลางวันหลังจากการเีรียน ก็ช่วยให้จำสิ่งที่เรียนไปได้ดีขึ้นเช่นกัน</p>

<p>จากงานวิจัยระบุว่า กลุ่มตัวอย่างที่ได้งีบหลับเป็นเวลาเฉลี่ย 5-6 นาที (กลุ่ม &#8220;งีบสั้น&#8221;) สามารถจำคำศัพท์ที่เรียนไปช่วงก่อนที่จะงีบหลับได้ดีกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และกลุ่มที่ได้หลับเป็นเวลาเฉลี่ย 35 นาที (กลุ่ม&#8221;งีบยาว&#8221;) ก็สามารถจำคำศัพท์ได้เพิ่มมากขึ้นอีก</p>

<p>งานวิจัยชิ้นนี้เป็นครั้งแีรกที่มีการทดสอบผลของการ&#8221;งีบหลับ&#8221;ใน<strong>ระยะเวลาสั้นมากๆ</strong> โดยงานวิจัยก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่ จะให้ผู้เข้าร่วมการทดลองนอนกลางวันหลังการเรียนเป็นเวลา 1-3 ชม. ซึ่งก็พบว่าช่วยเพิ่มความจำได้เช่นกัน</p>

<p>ทั้งนี้ปัจจุบันยังไม่มีการวิจัยเป็นที่แน่ชัด ว่างีบหลับเป็นเวลาเท่าไหร่ถึงจะไ้ด้ผลดีที่สุด (30 นาที? 1 ชม.? ชั่วโมงครึ่ง?) แต่ในอนาคตอาจจะมีคนทำวิจัยมาให้ได้รู้กันครับ</p>

<p><strong>ที่มา</strong> - <a href="http://science-community.sciam.com/blog-entry/Mind-Matters/Power-Power-Naps/5700000307" title="Scientific American">Scientific American</a><br />
<strong>อ่านบทคัดย่อของเอกสารงานวิจัยชิ้นนี้ได้ที่</strong> <a href="http://science-community.sciam.com/blog-entry/Mind-Matters/Power-Power-Naps/5700000307" title="Blackwell Synergy">Blackwell Synergy</a><br />
(สามารถกด Full Text HTML หรือ PDF เพื่ออ่านเอกสารงานวิจัยฉบับเต็มได้ครับ)</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>เป็นที่รู้กันในกลุ่มนักวิจัยด้านสมองมาหลายปีแล้ว ว่าการนอนหลับทั้งก่อนและหลังการเรียนรู้นั้นมีผลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียน และการอดหลับอดนอนทั้งในคืนก่อนการเรียนและหลังการเรียนมีผลให้การเรียนรู้ในวันนั้นๆแย่ลง</p>

<p>แต่งานวิจัยใหม่โดย Olaf Lahl และคณะจากมหาวิทยาลัย Dusseldorf ประเทศเยอรมนี (ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Sleep Research ฉบับเดือนมีนาคม 2008) พบว่า นอกจากการนอนหลับตามปกติแล้ว การงีบหลับในตอนกลางวันหลังจากการเีรียน ก็ช่วยให้จำสิ่งที่เรียนไปได้ดีขึ้นเช่นกัน</p>

<p>จากงานวิจัยระบุว่า กลุ่มตัวอย่างที่ได้งีบหลับเป็นเวลาเฉลี่ย 5-6 นาที (กลุ่ม &#8220;งีบสั้น&#8221;) สามารถจำคำศัพท์ที่เรียนไปช่วงก่อนที่จะงีบหลับได้ดีกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และกลุ่มที่ได้หลับเป็นเวลาเฉลี่ย 35 นาที (กลุ่ม&#8221;งีบยาว&#8221;) ก็สามารถจำคำศัพท์ได้เพิ่มมากขึ้นอีก</p>

<p>งานวิจัยชิ้นนี้เป็นครั้งแีรกที่มีการทดสอบผลของการ&#8221;งีบหลับ&#8221;ใน<strong>ระยะเวลาสั้นมากๆ</strong> โดยงานวิจัยก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่ จะให้ผู้เข้าร่วมการทดลองนอนกลางวันหลังการเรียนเป็นเวลา 1-3 ชม. ซึ่งก็พบว่าช่วยเพิ่มความจำได้เช่นกัน</p>

<p>ทั้งนี้ปัจจุบันยังไม่มีการวิจัยเป็นที่แน่ชัด ว่างีบหลับเป็นเวลาเท่าไหร่ถึงจะไ้ด้ผลดีที่สุด (30 นาที? 1 ชม.? ชั่วโมงครึ่ง?) แต่ในอนาคตอาจจะมีคนทำวิจัยมาให้ได้รู้กันครับ</p>

<p><strong>ที่มา</strong> - <a href="http://science-community.sciam.com/blog-entry/Mind-Matters/Power-Power-Naps/5700000307" title="Scientific American">Scientific American</a><br />
<strong>อ่านบทคัดย่อของเอกสารงานวิจัยชิ้นนี้ได้ที่</strong> <a href="http://science-community.sciam.com/blog-entry/Mind-Matters/Power-Power-Naps/5700000307" title="Blackwell Synergy">Blackwell Synergy</a><br />
(สามารถกด Full Text HTML หรือ PDF เพื่ออ่านเอกสารงานวิจัยฉบับเต็มได้ครับ)</p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>บริษัทผลิตชิปจากยุโรปเปิดตัวชิปสำหรับตรวจเชื้อไข้หวัดนก</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/7322" />
    <id>http://www.blognone.com/node/7322</id>
    <published>2008-03-26T07:30:58+07:00</published>
    <updated>2008-03-26T14:42:51+07:00</updated>
    <author>
      <name>Whistend</name>
    </author>
    <category term="Bird Flu" />
    <category term="Chip" />
    <category term="Science" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>STMicro บริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ชิปชั้นนำจากยุโรป <em>(พัฒนาร่วมกับห้องปฏิบัติการ Veredus ในสิงคโปร์)</em> ประกาศว่าได้พัฒนาชิปที่สามารถตรวจจับเชื้อไข้หวัดสายพันธุ์ต่างๆ รวมถึงไข้หวัดนก H5N1</p>

<p>โดยชิป Vereflu นี้มีขนาดเล็กเท่าเล็บหัวแม่มือ ทำงานโดยการตรวจจับสารก่อโรค (pathogens) และสารพันธุกรรมของไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์ต่างๆในเลือดหรือสารคัดหลั่งจากโพรงจมูกได้ในการตรวจครั้งเดียว โดยใช้เวลารอผลเพียงสองชั่้วโมง<br />
ตามข่าวระบุว่าชุดตรวจไข้หวัดที่ใช้อยู่ปัจจุบันสามารถตรวจได้ครั้งละ 1 สายพันธุ์เท่านั้น และกว่าจะรู้ผลก็ใช้เวลาเป็นวันถึงเป็นอาทิตย์</p>

<p>ซึ่งนอกจากจะนำไปใช้ตามโรงพยาบาลเพื่อตรวจผู้ป่วยที่ต้องสงสัยว่าจะติดเชื้อแล้ว ก็น่าจะเอาไปใช้ตรวจผู้โดยสารตามด่านตม.ในสนามบินได้ด้วย เวลามีการระบาดขึ้นที่ไหนก็น่าจะคัดกรองผู้โดยสารได้สะดวกมากขึ้น<br />
(แต่เสียเวลาตรวจ 2 ชม. ก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน)</p>

<p>ที่มา: <a href="http://www.reuters.com/article/scienceNews/idUSSIN21726520080324 “Reuters”">Reuters</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>STMicro บริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ชิปชั้นนำจากยุโรป <em>(พัฒนาร่วมกับห้องปฏิบัติการ Veredus ในสิงคโปร์)</em> ประกาศว่าได้พัฒนาชิปที่สามารถตรวจจับเชื้อไข้หวัดสายพันธุ์ต่างๆ รวมถึงไข้หวัดนก H5N1</p>

<p>โดยชิป Vereflu นี้มีขนาดเล็กเท่าเล็บหัวแม่มือ ทำงานโดยการตรวจจับสารก่อโรค (pathogens) และสารพันธุกรรมของไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์ต่างๆในเลือดหรือสารคัดหลั่งจากโพรงจมูกได้ในการตรวจครั้งเดียว โดยใช้เวลารอผลเพียงสองชั่้วโมง<br />
ตามข่าวระบุว่าชุดตรวจไข้หวัดที่ใช้อยู่ปัจจุบันสามารถตรวจได้ครั้งละ 1 สายพันธุ์เท่านั้น และกว่าจะรู้ผลก็ใช้เวลาเป็นวันถึงเป็นอาทิตย์</p>

<p>ซึ่งนอกจากจะนำไปใช้ตามโรงพยาบาลเพื่อตรวจผู้ป่วยที่ต้องสงสัยว่าจะติดเชื้อแล้ว ก็น่าจะเอาไปใช้ตรวจผู้โดยสารตามด่านตม.ในสนามบินได้ด้วย เวลามีการระบาดขึ้นที่ไหนก็น่าจะคัดกรองผู้โดยสารได้สะดวกมากขึ้น<br />
(แต่เสียเวลาตรวจ 2 ชม. ก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน)</p>

<p>ที่มา: <a href="http://www.reuters.com/article/scienceNews/idUSSIN21726520080324 “Reuters”">Reuters</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
</feed>
