บทความนี้เป็นตอนจบของซีรีย์ เครื่องเร่งอนุภาค LHC กุญแจไขความลับของจักรวาล โดยจะเป็นการสรุป, ข้อคิดเห็น และผลที่ได้รับ จากการเดินเครื่องเมื่อวันที่ 10 กันยายน
- 5607 reads
บทความนี้เป็นตอนแรกของซีรีย์ “เครื่องเร่งอนุภาค LHC กุญแจไขความลับของจักรวาล” ความยาว 2 ตอน เป้าหมายหลัก ก็คือ ทำความเข้าใจให้กับคนทั่วไป ว่าเครื่องเร่งอนุภาค LHC ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลายคนหวาดวิตกกัน
สำหรับตอนแรก จะปูพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับเครื่องเร่งอนุภาคและรายละเอียดของ LHC ก่อน ส่วนตอนที่ 2 จะเป็นสรุป, ข้อคิดเห็น และผลที่ได้รับจากการเดินเครื่อง LHC ในวันที่ 10 กันยายนที่จะถึงนี้ โดยข้อมูลในบทความนี้ ผมจะยึดแนวทางจาก LHC the guide เป็นหลัก ใครสนใจก็สามารถไปหาฉบับเต็มมาอ่านกันได้
- 9806 reads
- Read more
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย (University of Pensylvania) ได้สร้างอุปกรณ์เก็บข้อมูล ที่อยู่บนพื้นฐานของลวดนาโน (Nanowire) ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลเป็นจำนวนบิตได้มากกว่าหน่วยความจำแบบทั่วไป แทนที่จะเก็บข้อมูลอยู่ในรูปของ "0", "1" ก็จะสามารถเก็บได้เป็น "0", "1" และ "2" ความสามารถดังกล่าว นำไปสู่การพัฒนาอุปกรณ์เก็บข้อมูลรุ่นถัดไป ซึ่งมีความจุของข้อมูลสูงกว่าเดิม
ลวดนาโนที่ทางทีมวิจัยนำมาใช้ มีลักษณะโครงสร้างคล้ายกับสาย โคแอ็กเชียล (Coaxial) โดยส่วนของแกนทำด้วยสารประกอบระหว่าง เจอร์เมเนียม, เงิน, เทลลูเรียม หรือ Ge2Sb2Te5 ในขณะที่ส่วนนอกสร้างมาจาก เจอร์มันเนียม เทลลูไรด์ หรือ GeTe
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงความร้อนให้กับลวดนาโน ส่วนของแกนและเปลือกจะเปลี่ยนจากผลึก กลายเป็นรูปร่างที่ไม่แน่นอน ซึ่งสองสถานะนี้จะมีความต้านทานไฟฟ้าที่แตกต่างกัน ความต้านทานไฟฟ้าต่ำเมื่อแก่นและเปลือกอยู่ในสภาวะเป็นผลึก และจะมีความต้านทานสูงเมื่อทั้งแก่นและเปลือกอยู่ในสภาวะไร้รูปร่าง (Amorphous) ซึ่งจะนำมาใช้แทนค่าบิต 0 และ 1
บิตที่สามจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ แกนมีสถานะเป็นผลึกและเปลือกมีสภาวะไร้รูปร่าง (หรือกลับกัน) ซึ่งให้ค่าความต้านทานที่ต่างออกไป
นอกจากความจุที่เพิ่มสูงขึ้นแล้ว การใช้ลวดนาโนสามารถช่วยลดขนาดของอุปกรณ์ลงได้ และการผลิตหน่วยความจำสามารถทำได้มากขึ้น เนื่องมาจากขนาดที่เล็กลงนั่นเอง
- 5 comments
- 2243 reads
อะไรทำให้มนุษย์เรามีความแตกต่างจากลิงชิมแปนซี ? นักวิจัยจาก European Molecular Biology Laboratory's European Bioinformatics Institute (EMBL-EBI) ได้เข้าใกล้คำตอบดังกล่าวมากยิ่งขึ้น หลังจากที่มีการค้นพบข้อผิดพลาด ของเครื่องมือที่ใช้ในการเปรียบเทียบลำดับของรหัสพันธุกรรม เพื่อหาความสัมพันธุ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างชนิดกัน และได้พัฒนาเครื่องมือตัวใหม่ ซึ่งแก้ไขข้อผิดพลาด และเพิ่มความเข้าใจในทฤษฏีวิวัฒนาการมากยิ่งขึ้น
เนื่องจากการวิวัฒนาการเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถศึกษาโดยการสังเกตได้โดยตรง และก็เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ต้องเรียนรู้กลไกการวิวัฒนาการ และความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด โดยอาศัยการการเปรียบเทียบรหัสพันธุกรรม
- 17 comments
- 1822 reads
- Read more
นักวิทยาศาสตร์ได้ยืนยันเป็นครั้งแรก ว่าสารพันธุกรรมตั้งต้นของสิ่งมีชีวิต ซึ่งพบอยู่ในชิ้นส่วนของอุกกาบาต มาจากนอกโลก การค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่าโมเลกุลของดีเอ็นเอและอาเอ็นเอ เริ่มต้นมาจากดาวดวงอื่น การค้นพบครั้งนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Earth and Planetary Science Letters
นักวิจัยทั้งจากยุโรปและสหรัฐ ต่างมีหลักฐานในการสนับสนุนงานวิจัยชิ้นนี้ โดยเฉพาะโมเลกุลของ ยูเรซิล (Uracil) และแซนทิน (Xanthine) ซึ่งทั้งคู่ต่างเป็นโมเลกุลตั้งต้น ในการสร้างดีเอ็นเอและอาเอ็นเอ หรือที่รู้จักกันในชื่อ นิวคลีโอเบส (Nucleobases) โดยที่ทั้ืงสองโมเลกุล ถูกค้นพบในขิ้นส่วนของอุกกาบาตที่ชื่อ Murchison ซึ่งตกที่ออสเตรเลียเมื่อปี 1969
จากการทดสอบ นักวิทยาศาสตร์พบโมเลกุลของคาร์บอนหนัก ซึ่งจะพบได้เฉพาะในอวกาศเท่านั้น ซึ่งต่างจากบนโลกที่จะมีเพียงคาร์บอนขนาดเบาเท่านั้น
นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล (Imperial College) ได้รายงานว่า ยังมีหลักฐานอื่นๆ ที่สามารถอธิบายการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ในระยะเริ่มต้นได้ โดยในช่วง 3.8 ถึง 4.5 พันล้านปีที่แล้ว เป็นช่วงที่มีอุกกาบาตตกลงมาบนโลกมาก ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับสิ่งมีชีวิตเริ่มต้นขึ้นบนโลก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า สิ่งมีชีวิตในระยะแรก สามารถรับนิวคลีโอเบสจากอุกาบาต มาใช้เป็นรหัสพันธุกรรม และส่งผ่านความสามารถต่างๆ ไปยังรุ่นถัดไปได้
งานวิจัยชิ้นนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญ ในการนำไปสู่ความเข้าใจการเกิดขึ้นของสิ่งมีชีวิต
- 44 comments
- 2295 reads
สำหรับชาว Blognone คงไม่ต้องเกริ่นนำกันมาก ว่า BarCamp คืออะไร หลังจากรอหน่วยกล้าตาย จัดงาน BarCampBangkok และ BarCampChiangMai อีกไม่กี่วัน ก็ถึงคราวของ BarCampSongkhla แล้ว
BarCampSongkhla จะจัดขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายน 2008 ตั้งแต่เวลาประมาณ 10:00 - 17:00 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กลุ่มเป้าหมายของงานนี้คือทุกคนในจังหวัดสงขลาและใกล้เคียง (โฟกัสไปที่นักเรียนนักศึกษา) นั่นคือเป้าหมายหลัก ส่วนใครที่ไม่ได้อยู่ใกล้เคียงจังหวัดสงขลา แต่สนใจจะมาร่วมงาน ก็สามารถมาได้นะครับ เราไม่ได้ห้าม !!
ผู้ที่สนใจควรจะรีบลงทะเบียนตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะว่าเรามีที่จำกัด ตอนนี้ยังไม่ได้ประชาสัมพันธ์อะไรมาก เน้นปากต่อปาก และมีนิดหน่อยตามเว็บบอร์ดของคณะในมหาวิทยาลัย ใครช้าอดหมดแล้วจะเีสียดาย
งานนี้ยังต้องการผู้สนับสนุนอยู่ครับ ใครมีจิตศรัทธาจะช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่ผม หรือผู้ประสานงานได้เลยครับ
ที่มา - BarCampSongkhla
ป.ล. ใครที่มีแฟนคลับเยอะๆ ต้องการเช็คเรตติ้งตัวเอง ก็ลงมาร่วมงานได้นะครับ ค่ารถเบิกได้ที่ mk กับ lew
- 28 comments
- 2707 reads
โครงงานวิทยาศาสตร์เรื่อง การศึกษาการหมุนของหญ้าหนวดฤาษี สามารถชนะใจกรรมการ คว้ารางวัลระดับโลก ในการแข่งขันงาน Intel ISEF 2008 ที่เมืองแอตแลนตา มลรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา
โครงงงานดังกล่าว เป็นการศึกษากลไกการหมุนของหญ้าหนวดฤาษี โดยการนำไปแช่น้ำแล้วสังเกตุด้วยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งผลที่ได้ก็คือ ส่วนกลางของเมล็ดจากเดิมที่มีลักษณะเป็นเกลียวจะเปลี่ยนเป็นรูปเส้นตรงเมื่อโดนน้ำ ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการหมุน อุณหภูมิที่ต่างกันก็ทำให้ทิศทางการหมุนที่ต่างกัน โดยถ้าอุณหภูมิต่ำเมล็ดจะหมุนทวนเข็มนาฬิกา แต่ถ้าอุณหภูมิสูงเมล็ดก็จะหมุนตามเข็มนาฬิกา ซึ่งจากคุณสมบัติดังกล่าว อาจสามารถนำไปประยุกต์เป็นเครื่องมือใช้วัดความชื้นของผลิตผลทางการเกษตรได้
สำหรับชื่อของเด็กไทยที่สร้างชื่อระดับโลก ได้แก่ น.ส.ปราถนา ชุนหคาม ปัจจุบันเป็นน้องใหม่ของคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, น.ส.อลิสรา ศรีนิลทา และนายจักพงษ์ บุญตันจีน ซึ่งปัจจุบันเป็นน้องใหม่ของคณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
นอกจากนี้ ยังมีโครงงานที่ได้รับรางวัลพิเศษ จากซิกมาไซ (Sigma Xi) ซึ่งเป็นสมาคมการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ระดับโลก นั่นก็คือ โครงงานไม้อัดยุคใหม่จากวัชพืช จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย โดยมีสมาชิกในทีมได้แก่ ด.ช.ภีมเดช ประสิทธิ์วรเวทย์, ด.ช.มนภาศ ประสิทธิ์วรเวทย์ และ ด.ช.ธณวรกฤต บางเขียว
ผมเคยมีโอกาสพูดคุย กับกลุ่มนักเรียนที่ทำโครงงานไม้อัดยุคใหม่จากวัชพืชในงาน YSC พบว่าการนำเสนอและการตอบคำถามทำได้ดีมากเลยครับ
ที่มา – ผู้จัดการออนไลน์, Intel ISEF, NECTEC via Jusci.net
- 22 comments
- 2787 reads
ครีมกันแดดที่นักท่องเที่ยวใช้กันทั่วไปตามชายหาด อาจเป็นสาหตุสำคัญในปรากฏการณ์ ปะการังฟอกสี ผลจากการศึกษาของคณะกรรมการสหภาพยุโรป
นักวิจัยที่นำโดย Roberto Danovaro จากมหาวิทยาลัยปิซ่า (University of Pisa) ได้ทำการทดลองโดยใช้ครีมกันแดดต่างกันสามยี่ห้อ ควบคุมปริมาณให้เหมาะสม แล้วนำไปทดสอบกับน้ำทะเลรอบๆ แนวปะการัง ซึ่งสถานที่ทดสอบได้แก่ เม็กซิโก, อินโดนีเซีย, ไทย และอียิปต์
จากการทดลอง พบว่าครีมกันแดดแม้มีปริมาณน้อย แต่ก็ทำให้ปะการังผลิตเมือกเหนียวออกมาภายในเวลา 18 ถึง 96 ชั่วโมง และภายในเวลา 96 ชั่วโมง ปะการังที่ทดสอบก็ฟอกสีทั้งหมด
จากการประมาณ ในแต่ละปี มีนักท่องเที่ยวประมาณ 78 ล้านคน ที่ท่องเที่ยวแนวปะการัง และมีปริมาณครีัมกันแดดที่ถูกปล่อยออกมาบริเวณแนวปะการังประมาณ 4,000 ถึง 6,000 ตัน และสารเคมีในครีมกันแดดประมาณ 25% จะถูกละลายออกมาภายใน 20 นาที หลังจากสัมผัสน้ำทะเล
ความสำคัญของแนวปะการัง นอกจากความสวยงามที่เป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยว ยังเป็นแหล่งรวมผลิตผลและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งหากแนวปะการังเสื่อมโทรม ก็ย่อมหมายถึงความเสื่อมโทรมของท้องทะเลบริเวณนั้นๆ ด้วย
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับปะการังฟอกสี
- 23 comments
- 1901 reads
CEO ของไมโครซอฟต์ Steve Ballmer โดนผู้ต่อต้านซึ่งเป็นนักศึกษาชาวฮังการี ปาไข่ใส่หน้า ในระหว่างการพูดบรรยายให้กลุ่มนักศึกษาด้านธุรกิจและเทคโนโลยี ในหัวข้อ "You can change the world" ที่มหาวิทยาลัย Budapest's Corvinus
ในระหว่างการบรรยาย มีชายหนุ่มใส่แว่นยืนขึ้น แล้วชี้ไปที่ Ballmer พร้อมกับตะโกนด้วยเสียงอันดัง เรียกร้องให้ไมโครซอฟต์ คืนเงินที่ขโมยไปจากประชาชนชาวฮังการี หลังจากนั้น ก็ปาไข่ 3 ฟอง ไปยัง Ballmer (ข่าวไม่ได้บอกว่าเป็นไข่เน่าหรือไม่)
ภาพจากวีดีโอในหอประชุม ได้แสดงให้เห็นว่า Ballmer หมอบลงทันก่อนที่ไข่จะโดนหน้า โดยไข่ทั้งสามได้ไปตกกระทบที่กระดานข้างหลังแทน โดยทันทีหลังเกิดเหตุการณ์ มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งหัวเราะกับเหตุการณ์ดังกล่าว ชายคนดังกล่าวได้รับการร้องขอจากคณบดีของมหาวิทยาลัย ให้ออกไปนอกห้องประชุม ซึ่งชายคนนั้นก็ยอมออกไปแต่โดยดี
ถ้าใครยังจำกันได้ Bill Gates ก็เคยโดนปาเหมือนกัน แต่เป็นเค้ก ไม่ใช่ไข่
ลิงค์ วีดีโอ ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ที่มา - Physorg
- 30 comments
- 1679 reads
นักวิจัยจากสหรัฐ ได้ทำการสร้างคอมพิวเตอร์ที่มีชีวิตขึ้นมาเป็นครั้งแรก โดยการปรับเปลี่ยนกลไกพันธุกรรมของแบคทีเรียชนิดหนึ่ง งานวิจัยชิ้นนี้ ยังเป็นการเปิดประตู ไปสู่การประยุกต์ใช้งานต่างๆ มากมาย เช่น การเก็บข้อมูล หรือเครื่องมือที่ใช้ในการปรับแต่งยีน
ทีมนักวิจัย โดยความร่วมมือของ ภาควิชาชีววิทยาและภาควิชาคณิตศาสตร์ ของ Davidson College, North Carolina และ Missouri Western State ได้ทำการเพิ่มยีนให้กับแบคทีเรีย Escherichia ทำให้คอมพิวเตอร์ที่ได้จากแบคทีเรียชนิดนี้ สามารถแก้ปริศนาคลาสสิกของคณิตศาสตร์ ที่มีชื่อว่า burnt pancake ได้
ปัญหา burnt pancake จะเป็นกลุ่มของแพนเค้กขนาดต่างๆ วางซ้อนกันอยู่ โดยจะมีด้านที่สุกและด้านที่ไหม้อยู่ เป้าหมายของปัญหาดังกล่าว คือ จัดเรียงให้แพนเค้กชิ้นที่ใหญ่สุดอยู่ด้านล่าง โดยด้านที่ไหม้ต้องคว่ำอยู่ โดยพลิกแพนเค้กให้น้อยที่สุด
ข้อดีของคอมพิวเตอร์ที่สร้างจากแบคทีเรีย ที่เหนือกว่าคอมพิวเตอร์แบบเดิมๆ ก็คือ ในหลอดการทดลอง 1 หลอด สามารถบรรจุแบคทีเรียที่ได้รับการตัดต่อพันธุกรรมได้หลายล้านตัว ซึ่งแต่ละตัวสามารถทำงานร่วมกันแบบขนานได้ นอกจากนี้ยังประหยัดเนื้อที่และมีราคาที่ต่ำ
- 23 comments
- 1674 reads
รัฐสภาเกาหลีใต้ ได้ให้ความเห็นชอบกฏหมายฉบับใหม่ โดยหวังจะควบคุมและจัดระเบียบ การวิจัยในเรื่องโคลนนิ่งให้รัดกุมยิ่งขึ้น หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังอย่าง ดร.หวาง ได้สร้างความอับอายไปทั่วโลก โดยการปลอมแปลงผลการวิจัย
หลังจากที่กฏหมาายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ การทำโคลนนิ่งข้ามสายพันธุ์ เช่น การนำเซลล์ที่มีดีเอ็นเอของมนุษย์ นำไปใส่ในไข่ของสัตว์ จะไม่สามารถทำได้อีกต่อไป หากมีผุ้ใดฝ่าฝืน จะมีบทลงโทษโดยการจำคุกถึง 3 ปี
Park Se-Pill ผุ้เชี่ยวชาญด้านการโคลนนิ่งของเกาหลีใต้ แสดงความไม่เห็นด้วยกับกฏหมายดังกล่าว เนื่องจากในการโคลนนิ่งมนุษย์ การใช้ไข่ของสัตว์มีความจำเป็น เนื่องจากไข่ของมนุษย์นำมาทดลองได้อย่างยากลำบาก และยังกล่าวอีกว่า กฏหมายที่ออกมา ทำให้การวิจัยดังกล่าวของเกาหลีใต้หยุดอยู่กับที่ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ กำลังจะก้าวต่อไป
นอกจากนี้ กฏหมายใหม่ยังอนุญาต ให้นักวิจัยสามารถใช้สเต็มเซลล์ ที่ได้จากตัวอ่อนของมนุษย์ในการทำวิจัยเพื่อใช้ในการรักษาโรคทั่วไป จากเดิมที่กฏหมายเก่า อนุญาติให้ทำได้เฉพาะโรคที่ไม่มีทางรักษาเท่านั้น
ของอย่างนี้ ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง
- 4 comments
- 2603 reads
นักดาราฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยนอร์ธ แคโรไลนา เสตท (North Carolina State) ได้ค้นพบซูปเปอร์โนวา (Supernova) ที่มีอายุน้อยที่สุดในกาแล็กซีทางช้างเผือก การค้นพบดังกล่าว ช่วเบิกทางให้นักดาราศาสตร์เข้าใจการระเบิดของดวงดาวได้ดียิ่งขึ้น
ดร.สตีเฟน เรย์โนลด์ (Dr.Stephen Reynolds) และลูกทีม ได้ทำการวิเคราะห์ภาพถ่ายของเทหวัตถุ ที่มีชื่อว่า G1.9+0.3 ที่ถูกถ่ายไว้ในปี 2007 โดยดาวเทียมรังสีเอ็กส์จันทรา (Chandra X-Ray Observatory) นำมาเปรียบเทียบกับภาพที่เคยถูกถ่ายไว้ในปี 1985 โดยเครือข่ายกล้องวิทยุขนาดยักษ์ VLA (Very Large Array radio Telescope)
ไม่เพียงภาพถ่ายจากดาวเทียมจันทราเท่านั้น ที่ยืนยันการค้นพบดังกล่าว บรรดานักวิทยาศาสตร์หลายคน ได้พบว่า ซูปเปอร์โนวาดังกล่าว มีขนาดเพิ่มขึ้น 16% ภายในเวลาเพียง 22 ปี ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญ ที่ช่วยยืนยันการค้นพบดังกล่าว
บทความดังกล่าว ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Astrophysical Journal Letters
สำหรับหลายคนที่สงสัยว่าซูปเปอรโนวาคืออะไร ? ซูปเปอร์โนวา คือการระเบิดของดวงดาวที่หมดสิ้นอายุขัย โดยจะเกิดการสว่างวาบขึ้นมาเป็นเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะค่อยๆ จางหายไป ในระหว่างการระเบิด ก็จะมีการปลดปล่อยพลังงานออกมาอย่างมหาศาล นอกจากพลังงานที่ปลดปล่อยออกมา ดวงดาวที่ระเบิด ยังมีการปลดปล่อยมวลสารของดาวดังกล่าวออกมาอีกด้วย ซึ่งหลังจากการระเบิด ก็จะกลายเป็นแหล่งให้กำเนิดดวงดาวดวงใหม่ต่อไปเป็นวัฏจักร อย่างนี้ไปเรื่อยๆ
ข้อมูลเพิ่มเติมแบบเต็มๆ อ่านได้ที่ วิกิ
- 13 comments
- 2791 reads
ข่าวดีสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่มีลูกหลานเเหลนโหลน ชอบเล่นเกม หากลูกหลานของท่าน เป็นเซียนเกมชั้นอ๋อง รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์อาจจะตกอยู่กับลูกหลานของท่านโดยไม่รู้ตัว
สำหรับผู้ที่เล่นเกมเป็นชีวิตจิตใจ คงจะเคยใช้เวลาข้ามวันข้ามคืน ในการเล่นเกมที่โปรดปรานให้จบหมดทุกด่าน จบแบบธรรมดาไม่พอ ต้องจบแบบเก็บได้ครบทุกไอเท็ม อีกต่างหาก นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน (Washington University) เล็งเห็นประโยชน์ของเหล่าบรรดาเกมเมอร์เหล่านี้ ก็เลยพัฒนาเกมที่มีส่วนช่วยในการวิจัยขึ้นมา เกมส์ดังกล่าวมีชื่อว่า Foldit
ก่อนที่เล่นเกมนี้แล้วได้รางวัลโนเบล ก็ต้องอธิบายหลักการในเบื้องต้นก่อน เนื่องจากในร่างกายของมนุษย์เรา ประกอบไปด้วยโปรตีน และโปรตีน ก็สามารถมีูรูปแบบต่างๆ ได้มากกว่า 100,000 รูปแบบ รวมถึงมีความไวต่อปฏิกิริยาเคมีที่ไม่เหมือนกัน เรารู้รหัสพันธุกรรมบางส่วนของโปรตีน แต่เราไม่รู้ว่ามันจะโค้งงอเปลี่ยนรูปร่างซับซ้อนได้อย่างไร ซึ่งรูปร่างของโปรตีน ถือเป็นส่วนสำคัญมากในทางชีววิทยา
- 13 comments
- 2250 reads
- Read more
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย McGill ได้ทำการศึกษาว่าการให้นมแม่แก่เด็กทารก มีผลต่อการพัฒนาการของตัวเด็กอย่างไร ซึ่งผลกจากกลุ่มตัวอย่างเป็นจำนวนมาก ก็พบความสัมพันธ์ ระหว่างการพัฒนาการทางด้านสติปัญญา กับระยะเวลาที่ลูกมีโอกาสได้ดูดนมจากแม่
จากผลการศึกษาดังจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 14,000 คน เป็นเวลากว่า 6 ปี ทำให้ ดร. Michael Kramer ได้้ข้อสรุปที่มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจน ว่า ยิ่งแม่ให้ลูกดูดนมเป็นเวลานานเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เด็กฉลาดขึ้นเท่าั้นั้น
วิธีการประเมินผล ที่ทีมวิจัยกลุ่มนี้ใช้ ก็ได้แก่ การทำข้อสอบวัดไอคิว และการให้คะแนนความสามารถด้านการเขียน, อ่าน, คณิตศาสตร์ จากบรรดาอาจารย์ที่ทำการสอน ซึ่งจากผลลัพธ์ได้ แสดงให้เห็นว่า เด็กที่ดูดนมแม่เป็นระยะเวลานานกว่า ก็จะมีสติปัญญาที่สูงกว่าเด็กทั่วไป
ที่มา - EurekAlert via Jusci.net
- 33 comments
- 2853 reads
ในปัจจุบัน ปริมาณแบนวิดธ์กว่า 70% ของระบบอินเตอร์เน็ต ได้ถูกใช้ไปโดยเครือข่าย P2P ซึ่งนำมาสู่ปัญหาขัดแย้ง ระหว่างผู้ใช้งาน กับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ซึ่งแต่ฝ่ายก็ล้วนแล้วแต่มีเหตุผลของตัวเอง
Fabian E. Bustamante และ David Choffnes สองนักวิจัย แห่งมหาวิทยาลัย Northwestern University's McCormick School of Engineering and Applied Science ได้ทำการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีชื่อว่า Ono ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับการค้นหา เครื่องลูกข่ายในเครือข่าย P2P ที่อยู่ใกล้กันมากที่สุด ซึ่งปัจจุบัน ซอฟต์แวร์ดังกล่าวได้ถูกดาวน์โหลด โดยผู้ใช้งานกว่า 150,000 คน และถูกนำไปประยุกต์ใช้ ในโปรแกรมยอดนิยมอย่าง Azureus ซึ่งทางผู้พัฒนาอ้างว่า การใช้ Ono สามารถทำให้การดาวน์โหลดทำได้เร็วขึ้นจากเดิม ประมาณ 200%
สิ่งที่ทำให้ Ono แตกต่างจากซอฟต์แวร์ประเภทเดียวกัน อย่างเช่น P4P ของ Verizon ก็คือ Ono เป็นซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์ส และสามารถติดตั้งได้บนเครื่องลูกข่ายของผู้ใช้งาน โดยที่ทาง ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์ใหม่ หรือติดตั้งซอฟต์แวร์เพิ่มเติม
ข้อมูลเพิ่มเติม
AquaLab ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์
P4P รายละเอียดของ P4P
- 16 comments
- 2530 reads
