<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom">
  <title>memtest's blog</title>
  <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/blog/531"/>
  <link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blognone.com/blog/531/atom/feed"/>
  <id>http://www.blognone.com/blog/531/atom/feed</id>
  <updated>2007-12-29T22:45:02+07:00</updated>
  <entry>
    <title>Flickr จะเพิ่มความสามารถด้านการแก้ไขรูปภาพ</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/6111" />
    <id>http://www.blognone.com/node/6111</id>
    <published>2007-10-21T21:42:00+07:00</published>
    <updated>2007-10-21T22:58:00+07:00</updated>
    <author>
      <name>memtest</name>
    </author>
    <category term="Flickr" />
    <category term="Web 2.0" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>Flickr มีแผนการเกี่ยวกับการเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานแก้ไขรูปภาพ โดยเป็นการร่วมมือกับ <a href="http://www.picnik.com/app">Picnik</a> 
ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาให้ทั้งสองสามารถใช้งานร่วมกันได้ คาดว่าจะสำเร็จพร้อมนำออกมาใช้งานได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
รายงานข่าวนี้ออกมาจากงาน Web 2.0 Summit </p>

<p>Picnik เป็น Web 2.0 ที่ให้บริการแก้ไขและตกแต่งรูปภาพ  มีฟังก์ชันการทำงานฟื้นฐานที่ครบถ้วน
ถูกออกแบบมาให้ใช้งานในลักษณะที่เป็นมิตรกับผู้ใช้  และยังสามารถบันทึกรูปที่ทำการตกแต่งแล้วไปยังปลายทางได้หลายรูปแบบ
เช่นลงในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือ Flickr, Facebook, Photobucket และ  Google&#8217;s Picasa
ในตลาดของ Picnik มีคู่แข่งเช่น <a href="http://www.phixr.com/">Phixr </a>, <a href="http://snipshot.com/">Snipshot</a> และ Photoshop ในแบบออนไลน์<a href="http://www.blognone.com/node/6109"> (ข่าวเก่า)</a></p>

<p>ข้อตกลงในครั้งนี้ระหว่าง Flickr และ Picnik เป็นข้อตกลงที่เติมเต็มซึ่งกันและกัน
ทำให้กลุ่มผู้ใช้ของ Flickr มีความสะดวกในการใช้งานมากขึ้น และ Picnik เองก็จะได้ขยายกลุ่มผู้ใช้ให้มากขึ้น คงต้องรอดูกันต่อไปว่าเมื่อออกมาให้ใช้งานแล้วผลตอบรับจากผู้ใช้จะเป็นอย่างไร</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.webware.com/8301-1_109-9800948-2.html">Webware</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>Flickr มีแผนการเกี่ยวกับการเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานแก้ไขรูปภาพ โดยเป็นการร่วมมือกับ <a href="http://www.picnik.com/app">Picnik</a> 
ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาให้ทั้งสองสามารถใช้งานร่วมกันได้ คาดว่าจะสำเร็จพร้อมนำออกมาใช้งานได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
รายงานข่าวนี้ออกมาจากงาน Web 2.0 Summit </p>

<p>Picnik เป็น Web 2.0 ที่ให้บริการแก้ไขและตกแต่งรูปภาพ  มีฟังก์ชันการทำงานฟื้นฐานที่ครบถ้วน
ถูกออกแบบมาให้ใช้งานในลักษณะที่เป็นมิตรกับผู้ใช้  และยังสามารถบันทึกรูปที่ทำการตกแต่งแล้วไปยังปลายทางได้หลายรูปแบบ
เช่นลงในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือ Flickr, Facebook, Photobucket และ  Google&#8217;s Picasa
ในตลาดของ Picnik มีคู่แข่งเช่น <a href="http://www.phixr.com/">Phixr </a>, <a href="http://snipshot.com/">Snipshot</a> และ Photoshop ในแบบออนไลน์<a href="http://www.blognone.com/node/6109"> (ข่าวเก่า)</a></p>

<p>ข้อตกลงในครั้งนี้ระหว่าง Flickr และ Picnik เป็นข้อตกลงที่เติมเต็มซึ่งกันและกัน
ทำให้กลุ่มผู้ใช้ของ Flickr มีความสะดวกในการใช้งานมากขึ้น และ Picnik เองก็จะได้ขยายกลุ่มผู้ใช้ให้มากขึ้น คงต้องรอดูกันต่อไปว่าเมื่อออกมาให้ใช้งานแล้วผลตอบรับจากผู้ใช้จะเป็นอย่างไร</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.webware.com/8301-1_109-9800948-2.html">Webware</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>มหาวิทยาลัยในจีนออกกฏห้ามเด็กปี 1 มีคอมพิวเตอร์และเล่นเกม</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/6045" />
    <id>http://www.blognone.com/node/6045</id>
    <published>2007-10-15T01:48:25+07:00</published>
    <updated>2007-10-15T19:00:12+07:00</updated>
    <author>
      <name>memtest</name>
    </author>
    <category term="China" />
    <category term="Education" />
    <category term="Games" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>มหาวิทยาลัยชั้นนำ 3 แห่งในประเทศจีนได้แก่ Zhejiang University, Nanjing University  และ Shanghai Jiaotong University
ออกกฏห้ามนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มีคอมพิวเตอร์จนกว่าจะขึ้นปี 2   เหตุผลสำคัญที่ทำให้มหาวิทยาลัยตัดสินใจออกกฏเช่นนี้เพราะว่า
นักศึกษาในชั้นปีที่ 1 ยังไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ดีพอเมื่อเริ่มเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัย  เพราะนักศึกษาบางคนยังเคยชินกับการใช้ชีวิตกับเกมออนไลน์ตลอดทั้งคืน
ซึ่งส่งผลให้สอบตกในบางวิชาตอนเรียนมัธยม ทางมหาวิทยาลัยคิดว่าการออกกฏน่าจะช่วยให้นักศึกษาออกจากปัญหาเกมออนไลน์ได้
แต่จากผลการวิจัยนักศึกษายังคงเล่นเกมในศูนย์คอมพิวเตอร์ในมหาวิทยาลัยหรือร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ และมีผลสำรวจจากนักศึกษามหาวิทยาลัย 15 คน สรุปความได้ว่าเกือบทั้งหมดของนักศึกษากลุ่มนี้
จะซื้อคอมพิวเตอร์เมื่อเขาขึ้นอยู่ปี 2  และตอนนี้ก็เริ่มเล่นเกมทั้งวันทั้งคืนและมีนักศึกษา 12 คนยอมรับว่าตัวเองสอบตกเพราะชอบเล่นเกมเป็นนิสัย
และมี 9 คนบอกว่าซื้อคอมพิวเตอร์มาเพื่อเล่นเกมเพียงอย่างเดียว ในข่าวผู้เขียน (Jacqui Cheng) เชื่อว่าถ้ามีการสำรวจข้อมูลจากนักศึกษาที่มีปริมาณมากกว่านี้  ผลสำรวจน่าจะออกมาไม่นาตกใจเท่านี้</p>

<p>ดูเหมือนครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทางประเทศจีนมีนโยบายในการที่จะควบคุมเกมออนไลน์  <a href="http://arstechnica.com/news.ars/post/20070411-china-3-hours-of-gaming-a-night-max.html">ทางการจีนเคยออกกฏจำกัดเวลาเด็กเล่นเกมไม่เกิน 3 ขั่วโมงต่อวัน</a>
ในข่าวนี้มีความคิดเห็นของบุคคลที่ไม่เห็นด้วยเพราะมองว่าควรมีการแก้ปัญหาที่ดีกว่านี้  ดีกว่าที่จะทำให้มันหายไปเฉยๆ ในชีวิตของนักศึกษาชั้นปีที่ 1
เพราะในเวลาหนึ่งปีที่ป้องกันเขาจากเกมมันไม่ช่วยอะไร 
</p>

<p>ผมเชื่อว่าคงไม่ใช่นักศึกษาทุกคนที่จะมีปัญหาติดเกมจนส่งผลกระทบต่อการเรียน  แต่ในกลุ่มที่กำลังเผชิญกับปัญหานี้ก็มี ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ทุกๆ ประเทศกำลังเจอ และภาคการศึกษาจำเป็นที่จะต้องหาทางออกที่ดีกว่านี้ เพราะในวัยที่เรียนมหาวิทยาลัยเป็นวัยที่เขากำลังจะเป็นผู้ไหญ่ เป็นวัยที่เขาควรมีวุฒิภาวะมากพอที่จะเลือกสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ควรหันกลับไปมองว่ามีการศึกษาหรือการสื่อสารในช่วงไหนที่ผิดพลาด
ทำให้เด็กบางส่วนขาดการควบคุมตัวเองไม่สามารถรับผิดชอบกับชีวิตตัวเองได้  ดีกว่ามาห้ามเมื่อสายเกินไป
</p>

<p><strong>ที่มา</strong> - <a href="http://arstechnica.com/news.ars/post/20071012-chinese-universities-no-pcs-gaming-for-freshmen.html">Arstechnica</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>มหาวิทยาลัยชั้นนำ 3 แห่งในประเทศจีนได้แก่ Zhejiang University, Nanjing University  และ Shanghai Jiaotong University
ออกกฏห้ามนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มีคอมพิวเตอร์จนกว่าจะขึ้นปี 2   เหตุผลสำคัญที่ทำให้มหาวิทยาลัยตัดสินใจออกกฏเช่นนี้เพราะว่า
นักศึกษาในชั้นปีที่ 1 ยังไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ดีพอเมื่อเริ่มเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัย  เพราะนักศึกษาบางคนยังเคยชินกับการใช้ชีวิตกับเกมออนไลน์ตลอดทั้งคืน
ซึ่งส่งผลให้สอบตกในบางวิชาตอนเรียนมัธยม ทางมหาวิทยาลัยคิดว่าการออกกฏน่าจะช่วยให้นักศึกษาออกจากปัญหาเกมออนไลน์ได้
แต่จากผลการวิจัยนักศึกษายังคงเล่นเกมในศูนย์คอมพิวเตอร์ในมหาวิทยาลัยหรือร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ และมีผลสำรวจจากนักศึกษามหาวิทยาลัย 15 คน สรุปความได้ว่าเกือบทั้งหมดของนักศึกษากลุ่มนี้
จะซื้อคอมพิวเตอร์เมื่อเขาขึ้นอยู่ปี 2  และตอนนี้ก็เริ่มเล่นเกมทั้งวันทั้งคืนและมีนักศึกษา 12 คนยอมรับว่าตัวเองสอบตกเพราะชอบเล่นเกมเป็นนิสัย
และมี 9 คนบอกว่าซื้อคอมพิวเตอร์มาเพื่อเล่นเกมเพียงอย่างเดียว ในข่าวผู้เขียน (Jacqui Cheng) เชื่อว่าถ้ามีการสำรวจข้อมูลจากนักศึกษาที่มีปริมาณมากกว่านี้  ผลสำรวจน่าจะออกมาไม่นาตกใจเท่านี้</p>

<p>ดูเหมือนครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทางประเทศจีนมีนโยบายในการที่จะควบคุมเกมออนไลน์  <a href="http://arstechnica.com/news.ars/post/20070411-china-3-hours-of-gaming-a-night-max.html">ทางการจีนเคยออกกฏจำกัดเวลาเด็กเล่นเกมไม่เกิน 3 ขั่วโมงต่อวัน</a>
ในข่าวนี้มีความคิดเห็นของบุคคลที่ไม่เห็นด้วยเพราะมองว่าควรมีการแก้ปัญหาที่ดีกว่านี้  ดีกว่าที่จะทำให้มันหายไปเฉยๆ ในชีวิตของนักศึกษาชั้นปีที่ 1
เพราะในเวลาหนึ่งปีที่ป้องกันเขาจากเกมมันไม่ช่วยอะไร 
</p>

<p>ผมเชื่อว่าคงไม่ใช่นักศึกษาทุกคนที่จะมีปัญหาติดเกมจนส่งผลกระทบต่อการเรียน  แต่ในกลุ่มที่กำลังเผชิญกับปัญหานี้ก็มี ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ทุกๆ ประเทศกำลังเจอ และภาคการศึกษาจำเป็นที่จะต้องหาทางออกที่ดีกว่านี้ เพราะในวัยที่เรียนมหาวิทยาลัยเป็นวัยที่เขากำลังจะเป็นผู้ไหญ่ เป็นวัยที่เขาควรมีวุฒิภาวะมากพอที่จะเลือกสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ควรหันกลับไปมองว่ามีการศึกษาหรือการสื่อสารในช่วงไหนที่ผิดพลาด
ทำให้เด็กบางส่วนขาดการควบคุมตัวเองไม่สามารถรับผิดชอบกับชีวิตตัวเองได้  ดีกว่ามาห้ามเมื่อสายเกินไป
</p>

<p><strong>ที่มา</strong> - <a href="http://arstechnica.com/news.ars/post/20071012-chinese-universities-no-pcs-gaming-for-freshmen.html">Arstechnica</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>อังกฤษกำลังศึกษาผลกระทบของ  Wi-Fi  และปัญหาสุขภาพ</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/6040" />
    <id>http://www.blognone.com/node/6040</id>
    <published>2007-10-14T21:47:57+07:00</published>
    <updated>2007-10-15T19:09:25+07:00</updated>
    <author>
      <name>memtest</name>
    </author>
    <category term="Health" />
    <category term="Network" />
    <category term="Science" />
    <category term="UK" />
    <category term="Wireless" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>หลังจากที่มีการพัฒนาการนำสัญญาณ Wi-Fi เข้ามาให้แทนที่สายแลน
มากขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่ผู้ใช้กำลังกังวลใจอยู่คือเรื่องความปลอดภัยของสัญญาณว่าจะส่งผลกระทบต่อสุภาพร่างกายมาน้อยเพียงใด ทำให้องค์กร Heath Protection Agency (HPA)
ในประเทศอังกฤษเข้ามาศึกษาผลกระทบเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง</p>

<p>ถึงแม้ว่าจากการศึกษาและการวิจัยในปัจจุบันยังไม่พบผลกระทบทางสุขภาพของการใช้
Wi-Fi และสัญญาณโทรศัพท์ แต่เมื่อไม่นานมานี้ทางได้มีรายงานเกี่ยวกับสัญญาณความถี่คลื่น ที่ส่งผลให้การไหลเวียนของโปรตีนในร่างกายทำงานผิดปรกติ ซึ่งอาจส่งผลทำให้การผลการตรวจวัดเกี่ยวปัญหาทางสุขภาพไม่ถูกต้องเท่าที่ควร

ในการศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับเด็ก เพราะในปัจจุบันมีการนำ Wi-Fi ไปใช้ในโรงเรียนมากขึ้น จึงมีความจำเป็นที่ควรมีการศึกษาอย่างจริงจัง ทาง HPA ให้สัญญาว่าถ้าจะนำผลการศึกษามาเปิดเผยให้กับสังคมได้รับรู้ คงต้องรอดูกันต่อไปว่าผลการศึกษาในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร และถ้ามันมีผลกระทบจริงๆ แล้วจะมีวิธีการแก้ไขได้ยังไงบ้าง</p>

<p><strong>ที่มา</strong> - <a href="http://arstechnica.com/news.ars/post/20071013-uk-to-look-for-ever-elusive-link-between-wifi-and-health-problems.html">Arstechnica</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>หลังจากที่มีการพัฒนาการนำสัญญาณ Wi-Fi เข้ามาให้แทนที่สายแลน
มากขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่ผู้ใช้กำลังกังวลใจอยู่คือเรื่องความปลอดภัยของสัญญาณว่าจะส่งผลกระทบต่อสุภาพร่างกายมาน้อยเพียงใด ทำให้องค์กร Heath Protection Agency (HPA)
ในประเทศอังกฤษเข้ามาศึกษาผลกระทบเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง</p>

<p>ถึงแม้ว่าจากการศึกษาและการวิจัยในปัจจุบันยังไม่พบผลกระทบทางสุขภาพของการใช้
Wi-Fi และสัญญาณโทรศัพท์ แต่เมื่อไม่นานมานี้ทางได้มีรายงานเกี่ยวกับสัญญาณความถี่คลื่น ที่ส่งผลให้การไหลเวียนของโปรตีนในร่างกายทำงานผิดปรกติ ซึ่งอาจส่งผลทำให้การผลการตรวจวัดเกี่ยวปัญหาทางสุขภาพไม่ถูกต้องเท่าที่ควร

ในการศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับเด็ก เพราะในปัจจุบันมีการนำ Wi-Fi ไปใช้ในโรงเรียนมากขึ้น จึงมีความจำเป็นที่ควรมีการศึกษาอย่างจริงจัง ทาง HPA ให้สัญญาว่าถ้าจะนำผลการศึกษามาเปิดเผยให้กับสังคมได้รับรู้ คงต้องรอดูกันต่อไปว่าผลการศึกษาในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร และถ้ามันมีผลกระทบจริงๆ แล้วจะมีวิธีการแก้ไขได้ยังไงบ้าง</p>

<p><strong>ที่มา</strong> - <a href="http://arstechnica.com/news.ars/post/20071013-uk-to-look-for-ever-elusive-link-between-wifi-and-health-problems.html">Arstechnica</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>แอปเปิลโดนฟ้องจากผู้ใช้ไอโฟน</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5988" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5988</id>
    <published>2007-10-09T21:35:29+07:00</published>
    <updated>2007-10-11T00:13:25+07:00</updated>
    <author>
      <name>memtest</name>
    </author>
    <category term="Apple" />
    <category term="iPhone" />
    <category term="Lawsuits" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>นาย Timothy Smith ได้ยื่นฟ้องแอปเปิล ในกรณีที่ทางแอปเปิลมีนโยบายไม่ให้บริการกับไอโฟนเครื่องที่ทำการปลดล็อค (unlock)
ทางทนายความฝ่ายโจทก์อ้างว่าแอปเปิลทำผิดต่อกฏหมาย Antitrust ของแคลิฟอร์เนีย ทนายอ้างอีกว่าการปลดล็อคโทรศัพท์มือถือเป็นเรื่องที่ถูกกฏหมายในบทบัญญัติของ Digital Millennium Copyright Act (DMCA) และกล่าวหาแอปเปิลว่า &#8220;ทำผิดกฏหมาย , ไม่ยุติธรรม , เป็นการฉ้อฉลทางธุรกิจ ในความหมายของ California&#8217;s Unfair Competition Act , and California Business and Professions Code sections.&#8221; เพราะในปี 2006 ได้มีข้อยกเว้นกับการที่เจ้าของมือถือทำการปลดล็อคเพื่อนำมือถือเครื่องนั้นไปใช้บริการกับผู้ให้บริการเครือข่ายรายอื่น
เป็นข้อยกเว้นใน DMCA ที่ออกโดย the Library of Congress ทำให้ผู้บริโภคโดยทั่วไปมีความเข้าใจถึงความสามารถในการปลดล็อคมือของตัวเอง มันถึงไม่เป็นการยุติธรรมที่ทางแอปเปิลจะทำการบังคับให้ผู้บริโภคต้องใช้บริการจาก AT&T เท่านั้นและจะไม่ให้การรับประกันกับไอโฟนที่ผ่านการปลดล็อคแล้ว</p>

<p>ในแหล่งข่าวอื่นๆ ความคิดเห็นสำหรับเรื่องนี้มีค่อนข้างมากทั้งสนับสนุนและไม่เห็นด้วย แต่ในกรณีนี้คงต้องรอให้ศาลเป็นผู้ตัดสินล่ะครับว่าใครจะเป็นผู้ชนะคดี  </p>

<p><strong>แหล่งข่าวอื่น</strong> </br></p>

<ul>
<li>
<a href="http://www.informationweek.com/blog/main/archives/2007/10/california_resi.html">Informationweek</a></li>
<li><a href="http://www.macnn.com/articles/07/10/08/iphone.bricking.lawsuit/">Macnn</a></li>
<li><a href="http://www.digg.com/apple/California_man_seeks_class_action_lawsuit_over_iPhone_bricking_lock_in">Digg</a></li>
</ul>

<p><strong>ที่มา</strong> - <a href="http://arstechnica.com/news.ars/post/20071007-california-man-seeks-class-action-lawsuit-over-iphone-bricking-lock-in.html">Arstechnica</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>นาย Timothy Smith ได้ยื่นฟ้องแอปเปิล ในกรณีที่ทางแอปเปิลมีนโยบายไม่ให้บริการกับไอโฟนเครื่องที่ทำการปลดล็อค (unlock)
ทางทนายความฝ่ายโจทก์อ้างว่าแอปเปิลทำผิดต่อกฏหมาย Antitrust ของแคลิฟอร์เนีย ทนายอ้างอีกว่าการปลดล็อคโทรศัพท์มือถือเป็นเรื่องที่ถูกกฏหมายในบทบัญญัติของ Digital Millennium Copyright Act (DMCA) และกล่าวหาแอปเปิลว่า &#8220;ทำผิดกฏหมาย , ไม่ยุติธรรม , เป็นการฉ้อฉลทางธุรกิจ ในความหมายของ California&#8217;s Unfair Competition Act , and California Business and Professions Code sections.&#8221; เพราะในปี 2006 ได้มีข้อยกเว้นกับการที่เจ้าของมือถือทำการปลดล็อคเพื่อนำมือถือเครื่องนั้นไปใช้บริการกับผู้ให้บริการเครือข่ายรายอื่น
เป็นข้อยกเว้นใน DMCA ที่ออกโดย the Library of Congress ทำให้ผู้บริโภคโดยทั่วไปมีความเข้าใจถึงความสามารถในการปลดล็อคมือของตัวเอง มันถึงไม่เป็นการยุติธรรมที่ทางแอปเปิลจะทำการบังคับให้ผู้บริโภคต้องใช้บริการจาก AT&T เท่านั้นและจะไม่ให้การรับประกันกับไอโฟนที่ผ่านการปลดล็อคแล้ว</p>

<p>ในแหล่งข่าวอื่นๆ ความคิดเห็นสำหรับเรื่องนี้มีค่อนข้างมากทั้งสนับสนุนและไม่เห็นด้วย แต่ในกรณีนี้คงต้องรอให้ศาลเป็นผู้ตัดสินล่ะครับว่าใครจะเป็นผู้ชนะคดี  </p>

<p><strong>แหล่งข่าวอื่น</strong> </br></p>

<ul>
<li>
<a href="http://www.informationweek.com/blog/main/archives/2007/10/california_resi.html">Informationweek</a></li>
<li><a href="http://www.macnn.com/articles/07/10/08/iphone.bricking.lawsuit/">Macnn</a></li>
<li><a href="http://www.digg.com/apple/California_man_seeks_class_action_lawsuit_over_iPhone_bricking_lock_in">Digg</a></li>
</ul>

<p><strong>ที่มา</strong> - <a href="http://arstechnica.com/news.ars/post/20071007-california-man-seeks-class-action-lawsuit-over-iphone-bricking-lock-in.html">Arstechnica</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ซอฟต์แวร์รีโมทเดสก์ท็อปจากสมาร์ทโฟนไปยังพีซี</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5973" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5973</id>
    <published>2007-10-06T22:54:44+07:00</published>
    <updated>2007-10-08T08:55:53+07:00</updated>
    <author>
      <name>memtest</name>
    </author>
    <category term="Windows Mobile" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ผลิตภัณฑ์ไหม่ในชื่อว่า <a href="http://lifehacker.com/software/remote-desktop/"> Windows Mobile 6 Remote Desktop client </a>เป็นซอฟต์แวร์รีโมทเดสก์ท็อปที่สามารถทำการรีโมทจาก Windows Mobile smartphone (WM6_RDP)
เพื่อใช้ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์พีซี โดยความสามารถมีดังนี้
<ol>
    <li>มีการแสดงผลแบบเต็มหน้าจอ (full screen)</li>
    <li>สามารถแสดงผลสีได้ 16 บิต</li>
    <li>รีโมทควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์พีซี</li>
    <li>สามารถทำวีดีโอตรีมมิ่งจากเครื่องพีซีมายัง smartphone ได้ทั้งภาพและเสียง</li>
</ol>
ข้อสุดท้ายนี้ดูจะไม่น่าจะมีประโยชน์ซักเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละบุคคลครับ
ในเว็บเค้าแนะนำว่าถ้าอยากใช้วีดีโอสตีมมิ่งจริงๆ เค้าแนะนำให้ใช้ <a href="http://lifehacker.com/software/screenshot-tour/stream-your-music-with-orb-257816.php">Orb </a>แทนครับ ซอฟต์แวร์ตัวนี้อาจจะเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับงานของคุณก็เป็นไปได้ครับ
ถ้าใครได้มีโอกาสลองเล่นดูแล้วช่วยมาเล่าให้ฟังหน่อยน่ะครับ  ว่ามันทำงานเป็นไงบ้าง
</p>

<p><strong>ที่มา</strong> - <a href="http://lifehacker.com/software/featured-windows-download/remote-control-your-desktop-from-your-windows-mobile-phone-307607.php">Lifehacker</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ผลิตภัณฑ์ไหม่ในชื่อว่า <a href="http://lifehacker.com/software/remote-desktop/"> Windows Mobile 6 Remote Desktop client </a>เป็นซอฟต์แวร์รีโมทเดสก์ท็อปที่สามารถทำการรีโมทจาก Windows Mobile smartphone (WM6_RDP)
เพื่อใช้ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์พีซี โดยความสามารถมีดังนี้
<ol>
    <li>มีการแสดงผลแบบเต็มหน้าจอ (full screen)</li>
    <li>สามารถแสดงผลสีได้ 16 บิต</li>
    <li>รีโมทควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์พีซี</li>
    <li>สามารถทำวีดีโอตรีมมิ่งจากเครื่องพีซีมายัง smartphone ได้ทั้งภาพและเสียง</li>
</ol>
ข้อสุดท้ายนี้ดูจะไม่น่าจะมีประโยชน์ซักเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละบุคคลครับ
ในเว็บเค้าแนะนำว่าถ้าอยากใช้วีดีโอสตีมมิ่งจริงๆ เค้าแนะนำให้ใช้ <a href="http://lifehacker.com/software/screenshot-tour/stream-your-music-with-orb-257816.php">Orb </a>แทนครับ ซอฟต์แวร์ตัวนี้อาจจะเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับงานของคุณก็เป็นไปได้ครับ
ถ้าใครได้มีโอกาสลองเล่นดูแล้วช่วยมาเล่าให้ฟังหน่อยน่ะครับ  ว่ามันทำงานเป็นไงบ้าง
</p>

<p><strong>ที่มา</strong> - <a href="http://lifehacker.com/software/featured-windows-download/remote-control-your-desktop-from-your-windows-mobile-phone-307607.php">Lifehacker</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>สั่งงาน Google Calendar ผ่านคอมมานด์ไลน์</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5966" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5966</id>
    <published>2007-10-05T23:15:42+07:00</published>
    <updated>2007-10-07T21:37:48+07:00</updated>
    <author>
      <name>memtest</name>
    </author>
    <category term="Google" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ผมขอใช้ชื่อหัวข้อข่าวแบบแปลตรงตามต้นฉบับเลยน่ะครับ<a href="http://www.webware.com/8301-1_109-9791147-2.html"> Long live the command line: access Google Calendar</a>
 ถึงแม้เพราะเทคโนโลยีปัจจุบันทำให้ความนิยมการใช้คอมมานด์ไลน์ลดลง แต่ในโลกนี้คงยังมีแฟนพันธ์แท้คอมมานด์ไลน์อยู่ไม่น้อย  จึงทำให้มีโครงการแบบ new-meets-old <a href="http://code.google.com/p/gcalcli/"> gcalcli command-line interface to Google&#8217;s online calendar application</a>
 เป็นโครงการโอเพนซอร์สที่เขียนโดยภาษา Python  ภายใต้<a href="http://www.opensource.org/licenses/mit-license.php"> MIT License</a>   ตัวโปรแกรมจะรันอยู่ในคอมมานด์ไลน์ให้บริการอ่านและอัพเดตตัว Google Calendar ของคุณ  สามารถเพิ่มกำหนดการและแสดงผลตารางการนัดหมาย  โดยไม่จำเป็นต้องใช้เว็บเบราว์เซอร์เลยล่ะ
</p>

<p>ถึงแม้โลกจะหมุนไกลออกไปจากยุคที่คอมมานด์ไลน์เคยรุ่งเรือง  แต่ยังไงมนต์เสน่ห์ของคอมมานด์ไลน์ยังคงอยู่จนถึงบัดนี้  
</p>

<p><strong>ที่มา</strong> - <a href="http://www.webware.com/8301-1_109-9791147-2.html">Webware</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ผมขอใช้ชื่อหัวข้อข่าวแบบแปลตรงตามต้นฉบับเลยน่ะครับ<a href="http://www.webware.com/8301-1_109-9791147-2.html"> Long live the command line: access Google Calendar</a>
 ถึงแม้เพราะเทคโนโลยีปัจจุบันทำให้ความนิยมการใช้คอมมานด์ไลน์ลดลง แต่ในโลกนี้คงยังมีแฟนพันธ์แท้คอมมานด์ไลน์อยู่ไม่น้อย  จึงทำให้มีโครงการแบบ new-meets-old <a href="http://code.google.com/p/gcalcli/"> gcalcli command-line interface to Google&#8217;s online calendar application</a>
 เป็นโครงการโอเพนซอร์สที่เขียนโดยภาษา Python  ภายใต้<a href="http://www.opensource.org/licenses/mit-license.php"> MIT License</a>   ตัวโปรแกรมจะรันอยู่ในคอมมานด์ไลน์ให้บริการอ่านและอัพเดตตัว Google Calendar ของคุณ  สามารถเพิ่มกำหนดการและแสดงผลตารางการนัดหมาย  โดยไม่จำเป็นต้องใช้เว็บเบราว์เซอร์เลยล่ะ
</p>

<p>ถึงแม้โลกจะหมุนไกลออกไปจากยุคที่คอมมานด์ไลน์เคยรุ่งเรือง  แต่ยังไงมนต์เสน่ห์ของคอมมานด์ไลน์ยังคงอยู่จนถึงบัดนี้  
</p>

<p><strong>ที่มา</strong> - <a href="http://www.webware.com/8301-1_109-9791147-2.html">Webware</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>กูเกิลชวนคุณทำความสะอาดโลก</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5957" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5957</id>
    <published>2007-10-04T23:07:56+07:00</published>
    <updated>2007-12-29T22:45:02+07:00</updated>
    <author>
      <name>memtest</name>
    </author>
    <category term="Environment" />
    <category term="Google" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>Google Maps คิดโปรเจ็คสร้างสรรค์ชวนคุณและชาวโลกร่วมกันทำความสะอาดโลก ในวันที่ 13-14 ตุลาคม 2007 ในชื่อโครงการว่า<a href="http://maps.google.com/help/maps/cleanup/"> International Cleanup Weekend </a>  ทุกคนสามารถร่วมกันเก็บขยะในทุกๆที่พร้อมกันทั่วโลก
เพียงคุณรวมกลุ่มกัน 6-10 คนและเลือกฟื้นที่ที่คุณต้องการจะทำความสะอาดเช่นชายหาด,สวนสาธารณะ ฯลฯ หลังจากนั้นคุณกำหนดจุดลงบน Google Maps เพื่อทำการตกลงกับเพื่อนภายในกลุ่มว่าจะนัดเจอกันที่ไหน
และขอบเขตของบริเวณที่จะทำความสะอาดกัน   สุดท้ายเมื่อทำความสะอาดเสร็จแล้วคุณสามารถนำภาพหรือวีดีโอสำหรับงานในวันนั้นส่งต่อถึงเพื่อนๆ ผ่านทาง Google Maps ได้</p>

<p>โดยส่วนตัวผมค่อนข้างชอบแนวคิดนี้มากเพราะสามารถใช้หลักของ Social Network บนแผนที่ มาสร้างเป็นกิจกรรมที่คนจากทุกมุมโลกสามารถทำได้พร้อมกันและร่วมกันส่งต่อประสบการณ์ดีๆกระจายออกไปได้ทั่วโลก
<strong>ลิงก์</strong></p>

<p><a href="http://maps.google.com/maps/ms?msa=2&amp;utm_campaign=en&amp;utm_source=en-ha-na-us-google-mm&amp;utm_medium=ha&amp;utm_term=cleanup-sp"> get started </a>
 ,<a href="http://earth.google.com/outreach/tutorial_mymaps.html"> step
                    by step tutorial </a></p>

<p><strong>ที่มา</strong> - <a href="http://www.webware.com/8301-1_109-9790656-2.html">Webware</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>Google Maps คิดโปรเจ็คสร้างสรรค์ชวนคุณและชาวโลกร่วมกันทำความสะอาดโลก ในวันที่ 13-14 ตุลาคม 2007 ในชื่อโครงการว่า<a href="http://maps.google.com/help/maps/cleanup/"> International Cleanup Weekend </a>  ทุกคนสามารถร่วมกันเก็บขยะในทุกๆที่พร้อมกันทั่วโลก
เพียงคุณรวมกลุ่มกัน 6-10 คนและเลือกฟื้นที่ที่คุณต้องการจะทำความสะอาดเช่นชายหาด,สวนสาธารณะ ฯลฯ หลังจากนั้นคุณกำหนดจุดลงบน Google Maps เพื่อทำการตกลงกับเพื่อนภายในกลุ่มว่าจะนัดเจอกันที่ไหน
และขอบเขตของบริเวณที่จะทำความสะอาดกัน   สุดท้ายเมื่อทำความสะอาดเสร็จแล้วคุณสามารถนำภาพหรือวีดีโอสำหรับงานในวันนั้นส่งต่อถึงเพื่อนๆ ผ่านทาง Google Maps ได้</p>

<p>โดยส่วนตัวผมค่อนข้างชอบแนวคิดนี้มากเพราะสามารถใช้หลักของ Social Network บนแผนที่ มาสร้างเป็นกิจกรรมที่คนจากทุกมุมโลกสามารถทำได้พร้อมกันและร่วมกันส่งต่อประสบการณ์ดีๆกระจายออกไปได้ทั่วโลก
<strong>ลิงก์</strong></p>

<p><a href="http://maps.google.com/maps/ms?msa=2&amp;utm_campaign=en&amp;utm_source=en-ha-na-us-google-mm&amp;utm_medium=ha&amp;utm_term=cleanup-sp"> get started </a>
 ,<a href="http://earth.google.com/outreach/tutorial_mymaps.html"> step
                    by step tutorial </a></p>

<p><strong>ที่มา</strong> - <a href="http://www.webware.com/8301-1_109-9790656-2.html">Webware</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
</feed>
