<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom">
  <title>natty's blog</title>
  <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/blog/4237"/>
  <link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blognone.com/blog/4237/atom/feed"/>
  <id>http://www.blognone.com/blog/4237/atom/feed</id>
  <updated>2008-10-05T16:12:30+07:00</updated>
  <entry>
    <title>ซอฟท์แวร์ก๊อปปี้ ดีจริงหรือ?</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9664" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9664</id>
    <published>2008-11-20T11:10:36+07:00</published>
    <updated>2008-11-28T18:06:16+07:00</updated>
    <author>
      <name>natty</name>
    </author>
    <category term="Intellectual Property" />
    <category term="Microsoft" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p><b>เล่าเหตุการณ์ให้ฟังกันก่อน</b><br/>
สัปดาห์ที่แล้วมี โอกาสได้ลงโปรแกรมให้กับเพื่อน ซึ่งเพิ่งโดนไวรัสไปสดๆ หมาดๆ เพิ่งจะฟอร์แมท ได้แผ่นสำหรับลงโปรแกรมมา 3 แผ่น คือ office 2007, Adobe CS3 suite และ ACDsee ซึ่งแผ่นทั้งหมดนี้มาจากแถวพันทิพย์นั่นเอง ถือว่าเป็นโอกาสดีมากสำหรับครั้งนี้ที่ได้เห็นว่า ซอฟต์แวร์เถื่อนนี่อันตรายจริงๆ มาดูกันค่ะว่าเกิดอะไรขึ้น</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p><b>เล่าเหตุการณ์ให้ฟังกันก่อน</b><br/>
สัปดาห์ที่แล้วมี โอกาสได้ลงโปรแกรมให้กับเพื่อน ซึ่งเพิ่งโดนไวรัสไปสดๆ หมาดๆ เพิ่งจะฟอร์แมท ได้แผ่นสำหรับลงโปรแกรมมา 3 แผ่น คือ office 2007, Adobe CS3 suite และ ACDsee ซึ่งแผ่นทั้งหมดนี้มาจากแถวพันทิพย์นั่นเอง ถือว่าเป็นโอกาสดีมากสำหรับครั้งนี้ที่ได้เห็นว่า ซอฟต์แวร์เถื่อนนี่อันตรายจริงๆ มาดูกันค่ะว่าเกิดอะไรขึ้น<!--break--> นี่ขนาดมีแค่ 3 โปรแกรมเอง รอบนี้แจ๊กพ็อตจริงๆ เริ่มต้นด้วยการติดตั้ง Adobe CS3 Master Collection ยังไม่ทันไรก็เจอเลย พยายามจะเปิดโปรแกรม Key generator เพื่อสร้าง serial number ให้ เจ้า Trojan ก็ฝังตัวอยู่ในตัว Key generator นี่แหละ 
<br/><br/>
ยังไม่แค่นั้น ตอนลง ACDSee ต่ออีก ก็เจอ CN911.EXE ซึ่งเป็นโปรแกรมพวก back door อีก ซึ่ง trojan พวกนี้อันตรายมากกับความปลอดภัยของข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพราะมันคือโปรแกรมที่เปิดทางให้ hacker สามารถขโมยข้อมูลในเครื่องของเราได้ มีหลักการทำงานเดียวกับ client/server เลย แบบว่า remote เข้ามาได้โดยที่เราก็ป้องกันอะไรไม่ได้ ซึ่งน่าเศร้ามาก ที่ Trojan พวกนี้จะถูกฆ่าได้ก็ต่อเมื่อต้องเป็นตัวโปรแกรม antivirus แบบมีลิขสิทธิ์เท่านั้น เพราะเราจะสามารถอัพเดทฐานข้อมูลไวรัสล่าสุดได้ ไม่ว่าจะมาไม้ไหนก็จับได้หมด แต่ถ้าใช้ antivirus เถื่อน ก็จบ 
<br/><br/>
คราวนี้คิดหนักแล้ว เหลือ Microsoft Office 2007 อีกตัวที่ยังไม่ได้ลง จริงๆ ก็ไม่อยากจะยุ่งแล้ว แต่ว่าเพื่อนก็ต้องการใช้มากๆ เพราะเรียกได้ว่าเป็นโปรแกรมหลักของเครื่องเลย เราก็ทำใจไม่ได้ อยากจะช่วยเพื่อนแต่ไม่อยากจะทำร้ายเพื่อนในเวลาเดียวกัน ก็เลยลองไปหาในเว็บ ก็เลยได้เห็นว่า Microsoft มีโปรโมชั่นอยู่พอดี คือให้ซื้อ <a href="http://go.microsoft.com/?linkid=9635022">Microsoft Office Home and Student 2007</a> ในราคาถูกสุดๆ แค่สามพันเท่านั้น แถมซื้อหนึ่งได้ลงได้ถึง 3 เครื่อง เลยพาเพื่อนไปซื้อพร้อมกันเลยเพราะก็อยากได้มาใช้งานเหมือนกัน เสร็จแล้วก็กลับมาลงให้ที่บ้านเพื่อน แกะกล่องดู เห็นสิทธิประโยชน์ได้พร้อมมาด้วยก็รู้สึกสบายใจ ก็เลยมานั่งคิดชั่งใจว่า&#8230; 
<br/><br/>
จริงหรือ? ที่ทุกวันนี้เราใช้ของฟรีแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ถ้าวันหนึ่งของปลอมพวกนี้มาทำร้ายคอมพิวเตอร์ของเรา ถึงขนาดพังไปเลยแก้ไม่ได้ เราจะทำยังงัย คุ้มกับเงินหลักหมื่นที่เราเสียไปไหม? คุ้มกับข้อมูลที่โดนแฮกไหม? 
 <br/><br/>
<b>ของฟรี&#8230;ดีจริงหรือ</b><br/>
ของ ดี และยังฟรี ใครๆ ก็ชอบทั้งนั้น แต่บางคนคงเคยได้ยินว่า ของฟรี ไม่มีในโลก แต่อยู่ที่ว่า จะมีใครรู้บ้างว่า เราต้องเสียอะไรไปกับของฟรีบ้าง? ผู้เขียนเป็นคนหนึ่ง ที่โดนกล่อมเกลาในเรื่อง plagiarism หรือ ความรู้จักละอายใจเมื่อก๊อปปี้ของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง และเป็นคนหนึ่งที่เป็นตัวตั้งตัวตีกับผู้คนรอบข้าง ที่จะให้ใช้ซอฟท์แวร์ถูกลิขสิทธิ์ วันนี้เลยคิดว่าเป็นโอกาสดี ที่จะมาพูดคุยให้กับชาว Blognone เห็นประโยชน์กับการไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ เผื่อจะเป็นแสงสว่างนำทาง ให้เพื่อนๆ เลือกที่จะทำสิ่งที่ดี อย่างที่ผู้เขียนได้เรียนรู้ในตอนนี้ค่ะ
<br/><br/>
โดยปกติของคนส่วนใหญ่ แน่นอนว่าต้องอะไรที่ได้มาง่ายๆ หรือฟรีๆ และด้วยความชอบของฟรีแบบนี้ ทำให้โลกนี้ เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์ทางปัญญามากมาย โดยเฉพาะด้านซอฟต์แวร์เป็นด้านที่เห็นได้ชัดมาก เพราะลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่มีราคาค่อนข้างสูง การก๊อปปี้จึงเป็นวิธีการที่ง่าย และราคาถูก ที่จะได้มาซึ่งซอฟต์แวร์ โดยที่ผู้ใช้ ลืมคำนึงถึงข้อเสียกันเลยทีเดียว เพื่อให้เห็นภาพชัด จึงขออ้างอิงข้อมูลทางวิชาการจากวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาโท สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย เกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ซึ่งได้เก็บสถิติเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ในประเทศไทย โดยได้ข้อมูลจากรายงานของ <a href = "http://www.bsa.org/">BSA</a> พบว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์มากที่สุดเป็นอันดับ ที่ 5 ในเอเชียแปซิฟิกในปี 2006 ซึ่งนับได้ว่า ประเทศไทยทำอันดับการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ได้ดีทีเดียว แล้วแบบนี้เราสมควรจะภูมิใจไหม ที่มีชื่อเสียงด้านการก๊อปปี้ติดอันดับ TOP 5 ของเอเชีย 
<br/><br/>
ด้วยเหตุนี้ ก็สร้างความกังวลให้กับรัฐบาลไทย จึงพยายามเป็นอันมากที่จะกำจัดปัญหานี้ โดยกำหนดเป็นนโยบายในรัฐธรรมนูญไทยในปี 2007 และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 10 2007-2011 เพื่อโน้มน้าวให้ทั้งองค์กรราชการและอิสระ ร่วมมือกันใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกกฎหมาย และมากกว่านั้น เชื่อไหมว่า จากการศึกษาของ <a href="http://www.idc.com/">IDC</a> พบว่า หากอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ลดลงจาก 80% เหลือ 70% จะทำให้อุตสาหกรรม IT เติบโตจากเดิมเป็น 91% และทำให้เกิดตำแหน่งงานด้าน IT เพิ่มขึ้น กว่า 2,100 งาน เลยทีเดียว 
 <br/><br/>
ถึงเวลาหรือยัง ที่พวกเราควรกลับมาทบทวน เรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ด้านซอฟต์แวร์ จริงหรือ? ที่เราจะต้องเกิดความสูญเสียมากขึ้น จากการที่เราคิดจะใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกลิขสิทธิ์ เคยคิดไหม ว่ามันอาจจะเป็นแค่นิสัยชอบใช้ของฟรีเฉยๆ โดยลืมคิดถึงความคุ้มค่า และข้อดีข้อเสียจริงๆ ของสิ่งที่เราใช้ และราคาซอฟต์แวร์เดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้แพงเหมือนแต่ก่อนแล้ว ลองดูตัวอย่างซอฟต์แวร์ที่เราใช้กันบ่อยๆ ดีกว่า 
 <br/><br/>
<b>ซอฟท์แวร์สามัญประจำบ้าน</b><br/>
ยกตัวอย่างโปรแกรม ป้องกันไวรัสชื่อดังอย่าง <a href="http://www.bitdefenderthailand.com/">Bitdefender</a> มีราคาเพียงกล่องละ 380 บาทเท่านั้น (ถูกกว่าพิซซ่าถาดกลางเสียอีก) แต่สิ่งที่คุณจะได้มากกว่าซอฟต์แวร์แบบเถื่อนคือ คุณจะได้รับบริการหลังการขาย การอัพเดตฐานข้อมูลไวรัสที่เป็นปัจจุบันที่สุด หากเกิดความสูญเสียกับข้อมูลของคุณจากการใช้งาน ก็จะมีผู้รับผิดชอบหากมันเกิดจากไวรัส! 
<br/><br/>
หรือมองย้อนกลับมามองซอฟต์แวร์ไทยยอดฮิต อย่าง Thai dictionary ของ ส.เศรษฐบุตร ก็มีราคาอยู่ที่หลักร้อยเท่านั้น หรือใครที่ไม่อยากเสียเงินเลย ก็หันมาใช้ของฟรีแบบไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ทดแทนได้ เช่น ใช้ Gimp แทนการใช้ Photoshop ก็ได้ความสามารถที่เท่าเทียมกัน แถมไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์อีกด้วย แม้แต่ Enterprise Software เดี๋ยวนี้ยังมีให้ใช้ฟรีเลย ยกตัวอย่าง ERP ชื่อดัง เช่น <a href="http://ofbiz.apache.org/">Apache OFBiz</a> มีทุกคอมโพเนนท์เกี่ยวกับด้านธุรกิจให้ใช้งาน แถมสามารถแก้ไขปรับปรุงให้เหมาะกับองค์ได้ 
<br/><br/>
หรือจะกล่าวไปถึงระบบปฏิบัติการ แทนที่จะต้องมาใช้แผ่นวินโดวส์เถื่อนให้มันเสี่ยงต่อความปลอดภัยของ คอมพิวเตอร์ของคุณ เพราะว่าคุณจะอัพเดตมันไม่ได้หรอก เค้าจะจับได้เอา พอพูดถึงระบบปฏิบัติการยอดฮิตที่ทุกคนคุ้นเคยอย่างเช่นวินโดวส์ ปัจจุบันนี้เราก็สามารถใช้วินโดวส์ถูกลิขสิทธิ์ได้ง่ายๆ เพราะมันถูกแถมมากับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กอยู่แล้ว ไม่ต้องก๊อปปี้ให้เสียเวลา แถมได้ความอบอุ่นใจด้วยว่า เราจะได้ระบบปฏิบัติการที่มีเสริมความปลอดภัยให้กับข้อมูล อัพเดตโปรแกรมได้ตลอดเวลาและจะได้รับการดูแลแบบถูกกฎหมายหลังการใช้งาน และที่มากกว่านั้น แม้แต่ซอฟท์แวร์ชื่อดังอย่าง<a href="http://go.microsoft.com/?linkid=9635022">ไมโครซอฟท์ออฟฟิศ</a> ก็ดิ่งราคาลง จากราคาหลักหมื่น เหลือแค่สามพันบาทเท่านั้นเอง ! มันไม่ได้มากมายอะไรเลย ถ้าเราจะเสียเงินเพื่อบริการหลังการขาย และความมั่นใจในการใช้งานว่าข้อมูล ที่มีค่ามากกว่าเงินสามพันของเรา จะไม่เกิดความเสียหาย และรู้สึกภูมิใจกับการใช้ของลิขสิทธิ์ เหมือนเวลาที่เรายอมควักเงินเพื่อซื้อ iPOD หรือ iPHONE 
 <br/><br/>
ยิ่งอ่าน ยิ่งคิด ก็ยิ่งรู้สึกว่า แล้วเราจะใช้ของปลอมกันทำไมเนี่ย! 
 <br/><br/>
อ้างอิงจาก DETERMINANTS OF SOFTWARE PIRACY IN THAILAND by Chatwalai Taechasaensiri, Asian Institute of Technology, May 2008</p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ซอฟต์แวร์ที่หยุดการคุยโทรศัพท์ขณะขับรถของคุณ</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9376" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9376</id>
    <published>2008-10-25T01:01:54+07:00</published>
    <updated>2008-10-25T22:10:08+07:00</updated>
    <author>
      <name>natty</name>
    </author>
    <category term="Aegis Mobility" />
    <category term="DriveAssist" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ด้วยความเชื่อที่ว่า เราไม่ควรคุยโทรศัพท์ขณะขับรถนั้น ทำให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ของโทรศัพท์มือถือและเครื่องมือส่งข้อความ โดยจะมีการตรวจสอบเป็นระยะ โดยใช้เซ็นเซอร์จับสัญญาณว่าคุยโทรศัพท์อยู่หรือไม่ หากตรวจเจอว่ากำลังขับรถอยู่ สัญญาณจะถูกส่งไปยังผู้บริการเครือข่ายไร้สาย ซึ่งจะเป็นผู้หยุดการโทรออกนั้น ยกเว้นเฉพาะเบอร์ 911 และหากเป็นการโทรเข้า ก็จะโอนสายไปยังบริการวอยซ์เมลล์</p>

<p>บริษัท <a href="http://www.aegismobility.com/index.php/DriveAssist.html">Aegis Mobility</a> ผู้ออกแบบซอฟต์แวร์ DriveAssist พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเป็นวิธีใหม่ในการจัดการโทรศัพท์ขณะขับรถ ทำให้ผู้ปกครองหรือบริษัทสามารถติดตามลูกๆ หรือลูกน้องได้ว่า ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถหรือไม่ สิ่งที่ DriveAssist ทำคือจะตรวจจับเมื่อมีการโทรศัพท์ขณะขับรถ และจัดการสายที่โทรเข้าออก ข้อความ และการเข้าอินเทอร์เน็ต เสมือนผู้ช่วยส่วนตัว โดยมีค่าใช้จ่ายประมาณ $10 ถึง $20 ต่อเดือน ขณะนี้บริษัทประกันทั่วประเทศได้ประกาศว่าจะลดเงินประกันให้สำหรับผู้ใช้เทคโนโลยีนี้</p>

<p>หมายเหตุของ natty: ช่างเป็นเทคโนโลยีที่เข้ากับกฎหมายใหม่ของไทยจริงๆ เลย น่าจะมีประโยชน์นะคะ ตัดปัญหาการโทรขณะขับรถไปเลย</p>

<p>ที่มา&#8212; <a href="http://news.cnet.com/8301-1035_3-10074673-94.html">CNET: Software aims to stop calls while driving</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ด้วยความเชื่อที่ว่า เราไม่ควรคุยโทรศัพท์ขณะขับรถนั้น ทำให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ของโทรศัพท์มือถือและเครื่องมือส่งข้อความ โดยจะมีการตรวจสอบเป็นระยะ โดยใช้เซ็นเซอร์จับสัญญาณว่าคุยโทรศัพท์อยู่หรือไม่ หากตรวจเจอว่ากำลังขับรถอยู่ สัญญาณจะถูกส่งไปยังผู้บริการเครือข่ายไร้สาย ซึ่งจะเป็นผู้หยุดการโทรออกนั้น ยกเว้นเฉพาะเบอร์ 911 และหากเป็นการโทรเข้า ก็จะโอนสายไปยังบริการวอยซ์เมลล์</p>

<p>บริษัท <a href="http://www.aegismobility.com/index.php/DriveAssist.html">Aegis Mobility</a> ผู้ออกแบบซอฟต์แวร์ DriveAssist พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเป็นวิธีใหม่ในการจัดการโทรศัพท์ขณะขับรถ ทำให้ผู้ปกครองหรือบริษัทสามารถติดตามลูกๆ หรือลูกน้องได้ว่า ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถหรือไม่ สิ่งที่ DriveAssist ทำคือจะตรวจจับเมื่อมีการโทรศัพท์ขณะขับรถ และจัดการสายที่โทรเข้าออก ข้อความ และการเข้าอินเทอร์เน็ต เสมือนผู้ช่วยส่วนตัว โดยมีค่าใช้จ่ายประมาณ $10 ถึง $20 ต่อเดือน ขณะนี้บริษัทประกันทั่วประเทศได้ประกาศว่าจะลดเงินประกันให้สำหรับผู้ใช้เทคโนโลยีนี้</p>

<p>หมายเหตุของ natty: ช่างเป็นเทคโนโลยีที่เข้ากับกฎหมายใหม่ของไทยจริงๆ เลย น่าจะมีประโยชน์นะคะ ตัดปัญหาการโทรขณะขับรถไปเลย</p>

<p>ที่มา&#8212; <a href="http://news.cnet.com/8301-1035_3-10074673-94.html">CNET: Software aims to stop calls while driving</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ไมโครซอฟท์เตรียมพร้อมออก patch จำนวนมากในเดือนตุลาคมนี้</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9233" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9233</id>
    <published>2008-10-12T11:10:04+07:00</published>
    <updated>2008-10-12T23:30:52+07:00</updated>
    <author>
      <name>natty</name>
    </author>
    <category term="Microsoft" />
    <category term="patch" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>สัปดาห์หน้าไมโครซอฟท์จะออก patch เพื่ออัพเดต security จำนวน 11 ตัว โดยในจำนวน patch ทั้งหมดดังกล่าว มี critical 4 ตัว เพื่อแก้ปัญหา Active Directory, IE, Excel และ HIS โดยเฉพาะ, patch แบบ important 6 ตัวสำหรับแก้ปัญหาวินโดวส์ใน​เวอร์ชันก่อนหน้า และอีกตัวเป็น moderate ซึ่งเป็น patch เพื่อออฟฟิศ XP Service pack 3</p>

<p>โดย patch ที่เป็น critical มีรายละเอียดดังต่อไปนี้</p>

<ul>
<li>patch เพื่อแก้ปัญหา Active Directory จะแก้เฉพาะในวินโดวส์ 2000 ​เซิร์ฟเวอร์​ </li>
<li>และเป็นครั้งแรกของไมโครซอฟท์สำหรับการออก patch ของ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Microsoft_Host_Integration_Server">HIS</a> โดยการอัพเดทครั้งนี้จะกระทบ HIS 2000, HIS 2004 และ HIS 2006</li>
<li>patch ของ Excel จะเป็นการแก้ไขเรื่อง file format โดยจะ patch ทั้ง edition ของวินโดวส์และแมค</li>
<li>patch ของ IE จะเป็นการแก้ข้อบกพร่องใน IE5 และ IE6  ที่ไมโครซอฟท์เล็งเห็นว่าจะเป็นปัญหาสำคัญสำหรับ IE7 </li>
</ul>

<p>และไมโครซอฟท์ยังบอกอีกว่า เดือนที่แล้วที่เป็นการอัพเดตในวันอังคารที่ผ่านมา จะเป็นการอัพเดตสุดท้ายสำหรับออฟฟิศ 2003 service pack 2 หลังจากสัปดาห์หน้าไปแล้วจะเป็นการอัพเดตสำหรับออฟฟิศ service pack 3 เท่านั้น</p>

<p>ไมโครซอฟท์จะออก patch ทั้ง 11 ตัวนี้ประมาณบ่ายโมง (Eastern Daylight Time) ในวันที่ 14 ตุลาคมนี้</p>

<p><b>คำอธิบาย</b> <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Microsoft_Host_Integration_Server">HIS</a> คือ Host Integration Server เป็นเอนเตอร์ไพรส์ซอฟท์แวร์ที่ไม่โด่งดังมาก โดยมันจะต่อ Windows-based network กับ IBM เมนเฟรม และระบบ AS/400</p>

<p><b>ที่มา:</b> <a href="http://www.pcworld.com/businesscenter/article/152161/microsoft_readies_flood_of_patches.html">[PCWorld] Microsoft Readies Flood of Patches</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>สัปดาห์หน้าไมโครซอฟท์จะออก patch เพื่ออัพเดต security จำนวน 11 ตัว โดยในจำนวน patch ทั้งหมดดังกล่าว มี critical 4 ตัว เพื่อแก้ปัญหา Active Directory, IE, Excel และ HIS โดยเฉพาะ, patch แบบ important 6 ตัวสำหรับแก้ปัญหาวินโดวส์ใน​เวอร์ชันก่อนหน้า และอีกตัวเป็น moderate ซึ่งเป็น patch เพื่อออฟฟิศ XP Service pack 3</p>

<p>โดย patch ที่เป็น critical มีรายละเอียดดังต่อไปนี้</p>

<ul>
<li>patch เพื่อแก้ปัญหา Active Directory จะแก้เฉพาะในวินโดวส์ 2000 ​เซิร์ฟเวอร์​ </li>
<li>และเป็นครั้งแรกของไมโครซอฟท์สำหรับการออก patch ของ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Microsoft_Host_Integration_Server">HIS</a> โดยการอัพเดทครั้งนี้จะกระทบ HIS 2000, HIS 2004 และ HIS 2006</li>
<li>patch ของ Excel จะเป็นการแก้ไขเรื่อง file format โดยจะ patch ทั้ง edition ของวินโดวส์และแมค</li>
<li>patch ของ IE จะเป็นการแก้ข้อบกพร่องใน IE5 และ IE6  ที่ไมโครซอฟท์เล็งเห็นว่าจะเป็นปัญหาสำคัญสำหรับ IE7 </li>
</ul>

<p>และไมโครซอฟท์ยังบอกอีกว่า เดือนที่แล้วที่เป็นการอัพเดตในวันอังคารที่ผ่านมา จะเป็นการอัพเดตสุดท้ายสำหรับออฟฟิศ 2003 service pack 2 หลังจากสัปดาห์หน้าไปแล้วจะเป็นการอัพเดตสำหรับออฟฟิศ service pack 3 เท่านั้น</p>

<p>ไมโครซอฟท์จะออก patch ทั้ง 11 ตัวนี้ประมาณบ่ายโมง (Eastern Daylight Time) ในวันที่ 14 ตุลาคมนี้</p>

<p><b>คำอธิบาย</b> <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Microsoft_Host_Integration_Server">HIS</a> คือ Host Integration Server เป็นเอนเตอร์ไพรส์ซอฟท์แวร์ที่ไม่โด่งดังมาก โดยมันจะต่อ Windows-based network กับ IBM เมนเฟรม และระบบ AS/400</p>

<p><b>ที่มา:</b> <a href="http://www.pcworld.com/businesscenter/article/152161/microsoft_readies_flood_of_patches.html">[PCWorld] Microsoft Readies Flood of Patches</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>Ask.com ปรับปรุง Semantic search เพื่อการค้นหาอัจฉริยะ</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9187" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9187</id>
    <published>2008-10-08T17:31:56+07:00</published>
    <updated>2008-10-08T18:33:13+07:00</updated>
    <author>
      <name>natty</name>
    </author>
    <category term="Ask.com" />
    <category term="Search Engine" />
    <category term="semantic web" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>Ask.com ปรับปรุงกลไก <a href='http://en.wikipedia.org/wiki/Semantic_Web'>semantic search</a> ให้ดีขึ้น โดยผู้ใช้สามารถค้นหาคำตอบของการค้นหาได้เหมือนกับการถามคนจริงๆ แทนที่จะได้คำตอบมาเป็นกลุ่มคำที่เกี่ยวข้อง โดยเทคโนโลยีใหม่นี้ถูกออกแบบเพื่อให้รองรับการตอบคำถามที่รวดเร็วขึ้น</p>

<p>Ask.com อ้างว่า เทคโนโลยีใหม่นี้ต่างจากที่ใช้ในคู่แข่ง เช่น Google, Yahoo, MSN เพราะว่า Ask.com มี Web surfers เพื่อให้พิมพ์คำถามจริงๆ แทนที่จะเป็นกลุ่มคำที่เกี่ยวข้อง โดยมี 3 เทคโนโลยีคือ DADS (หาคำตอบโดยตรงจากฐานข้อมูล), DAFS (หาคำตอบโดยตรงจากเว็บไซต์ข้างเคียง หรือพวก feed), และ AnswerFarm (ค้นหาข้อมูลบนพวก เว็บไซต์ Q&amp;A เช่น WikiPedia)</p>

<p>ยกตัวอย่าง เช่น หากตั้งคำถามว่า รายการของ NFL เกมส์ วันอาทิตย์นี้คืออะไร  หากใช้วิธี DADS มันจะมีวิธีการแปลงคำถามของเราไปเป็นคำที่ใช้ค้นหา หากวันนี้เป็นวันจันทร์ (6 ตุลาคม) มันจะแปลคำว่า <b>วันอาทิตย์นี้</b> เป็นวันที่ 12 ตุลาคม และแปลคำว่า <b>NFL</b> เป็น National Football League เป็นต้น</p>

<p>ที่มา: <a href="http://www.technewsworld.com/story/Askcom-Taps-Semantics-for-Smarter-Search-64732.html">Ask.com Taps Semantics for Smarter Search</href></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>Ask.com ปรับปรุงกลไก <a href='http://en.wikipedia.org/wiki/Semantic_Web'>semantic search</a> ให้ดีขึ้น โดยผู้ใช้สามารถค้นหาคำตอบของการค้นหาได้เหมือนกับการถามคนจริงๆ แทนที่จะได้คำตอบมาเป็นกลุ่มคำที่เกี่ยวข้อง โดยเทคโนโลยีใหม่นี้ถูกออกแบบเพื่อให้รองรับการตอบคำถามที่รวดเร็วขึ้น</p>

<p>Ask.com อ้างว่า เทคโนโลยีใหม่นี้ต่างจากที่ใช้ในคู่แข่ง เช่น Google, Yahoo, MSN เพราะว่า Ask.com มี Web surfers เพื่อให้พิมพ์คำถามจริงๆ แทนที่จะเป็นกลุ่มคำที่เกี่ยวข้อง โดยมี 3 เทคโนโลยีคือ DADS (หาคำตอบโดยตรงจากฐานข้อมูล), DAFS (หาคำตอบโดยตรงจากเว็บไซต์ข้างเคียง หรือพวก feed), และ AnswerFarm (ค้นหาข้อมูลบนพวก เว็บไซต์ Q&amp;A เช่น WikiPedia)</p>

<p>ยกตัวอย่าง เช่น หากตั้งคำถามว่า รายการของ NFL เกมส์ วันอาทิตย์นี้คืออะไร  หากใช้วิธี DADS มันจะมีวิธีการแปลงคำถามของเราไปเป็นคำที่ใช้ค้นหา หากวันนี้เป็นวันจันทร์ (6 ตุลาคม) มันจะแปลคำว่า <b>วันอาทิตย์นี้</b> เป็นวันที่ 12 ตุลาคม และแปลคำว่า <b>NFL</b> เป็น National Football League เป็นต้น</p>

<p>ที่มา: <a href="http://www.technewsworld.com/story/Askcom-Taps-Semantics-for-Smarter-Search-64732.html">Ask.com Taps Semantics for Smarter Search</href></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>มาเฟียบอยเขียนหนังสือเล่าเรื่องในวันที่เขาแฮกอินเทอร์เน็ต</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9150" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9150</id>
    <published>2008-10-04T23:22:18+07:00</published>
    <updated>2008-10-06T01:22:16+07:00</updated>
    <author>
      <name>natty</name>
    </author>
    <category term="Mafiaboy" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>Michael Calce หรือมาเฟียบอย เขียนไดอารี่เรื่องราวในช่วงที่เขาทำให้เว็บไซต์ชื่อดังส่วนหนึ่ง ต้องปิดตัวลงชั่วคราวเป็นเวลาหลายชั่วโมง เมื่อปี 2000 (ประกอบด้วย CNN, Yahoo, Amazon.com, eBay, E*Trade Financial และอื่นๆ)  ซึ่งทำให้ FBI และตำรวจแคนาดาต้องตามล่าตัวเขากันอย่างจ้าละหวั่น โดยเป็นเหตุการณ์เมื่อตอนที่เขามีอายุเพียง 15 ปีเท่านั้น เป็นหนังสือชื่อ &#8220;<a href="http://www.amazon.ca/Mafiaboy-Cracked-Internet-Still-Broken/dp/0670067482">Mafiaboy: How I Cracked the Internet and Why It&#8217;s Still Broken</a>&#8221; ซึ่งวางขายใน Amazon.com แล้ว เป็นเรื่องที่บอกว่าทำอย่างไร วัยรุ่นจึงเรียนรู้ที่จะ hack ได้</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>Michael Calce หรือมาเฟียบอย เขียนไดอารี่เรื่องราวในช่วงที่เขาทำให้เว็บไซต์ชื่อดังส่วนหนึ่ง ต้องปิดตัวลงชั่วคราวเป็นเวลาหลายชั่วโมง เมื่อปี 2000 (ประกอบด้วย CNN, Yahoo, Amazon.com, eBay, E*Trade Financial และอื่นๆ)  ซึ่งทำให้ FBI และตำรวจแคนาดาต้องตามล่าตัวเขากันอย่างจ้าละหวั่น โดยเป็นเหตุการณ์เมื่อตอนที่เขามีอายุเพียง 15 ปีเท่านั้น เป็นหนังสือชื่อ &#8220;<a href="http://www.amazon.ca/Mafiaboy-Cracked-Internet-Still-Broken/dp/0670067482">Mafiaboy: How I Cracked the Internet and Why It&#8217;s Still Broken</a>&#8221; ซึ่งวางขายใน Amazon.com แล้ว เป็นเรื่องที่บอกว่าทำอย่างไร วัยรุ่นจึงเรียนรู้ที่จะ hack ได้</p>

<!--break-->

<p><img src="http://ecx.images-amazon.com/images/I/51BH8vjJLFL._SL500_AA240_.jpg"></img></p>

<p>ที่มา: <a href="http://www.nationalpost.com/todays_paper/story.html?id=854375">&#8216;Mafiaboy&#8217; writes book about the day he shut down the Internet</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>Google phone เตรียมปรากฏกายแล้ว ตุลาคมนี้</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9146" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9146</id>
    <published>2008-10-04T02:45:05+07:00</published>
    <updated>2008-10-05T01:58:44+07:00</updated>
    <author>
      <name>natty</name>
    </author>
    <category term="Android" />
    <category term="G1" />
    <category term="T-Mobile" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>รายงานข่าวจาก New York (AP) เรื่อง โทรศัพท์เครื่องแรกของ google กำลังจะเผยโฉมแล้ว หลังจากที่เปิดตัวไปเมื่อ 23 September 2008 (<a href="http://www.blognone.com/node/9035">อ่านได้ที่นี่</a>)</p>

<p>T-Mobile จะขาย G1 ในราคา $179 ใน T-Mobile store เฉพาะเมืองในสหรัฐอเมริกา โดยจะปล่อยให้กับ 21 เมือง ซึ่งมี New York, Angeles, Houston และ Miami รวมอยู่ด้วย สำหรับที่อื่นๆ จะหาซื้อได้ที่เว็บไซต์ของ T-Mobile โดย แผนของ G1 จะเสียค่าใช้จ่าย $25 ต่อเดือนสำหรับ calling service และสำหรับในสหรัฐอเมริกา นั้น G1 จะมีราคาถูกกว่า iPhone $20</p>

<p>หน้าตา G1 ก็ไม่ได้ออกแนว high-end phone มาก ไม่ได้มีฟีเจอร์ที่น่าทึ่ง แต่หวังพึ่งนักพัฒนาที่จะใช้ Android ดังนั้นนักพัฒนาทั้งหลายสามารถส่งแอพลิเคชั่นไปยังคลังออนไลน์ของ google ได้ เพราะกุญแจสำคัญคือการให้นักพัฒนาได้คิดพัฒนาแอพลิเคชั่นขึ้นมาเอง</p>

<p>G1 จะไม่เชื่อมต่อกับคลัง iTunes ของ Apple แต่จะมีแอพลิเคชั่นที่จะเป็นคลังเพลงจาก Amazon.com Inc. ซึ่งทำให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดเพลงได้โดยตรงเข้าสู่โทรศัพท์ได้เช่นกัน</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>รายงานข่าวจาก New York (AP) เรื่อง โทรศัพท์เครื่องแรกของ google กำลังจะเผยโฉมแล้ว หลังจากที่เปิดตัวไปเมื่อ 23 September 2008 (<a href="http://www.blognone.com/node/9035">อ่านได้ที่นี่</a>)</p>

<p>T-Mobile จะขาย G1 ในราคา $179 ใน T-Mobile store เฉพาะเมืองในสหรัฐอเมริกา โดยจะปล่อยให้กับ 21 เมือง ซึ่งมี New York, Angeles, Houston และ Miami รวมอยู่ด้วย สำหรับที่อื่นๆ จะหาซื้อได้ที่เว็บไซต์ของ T-Mobile โดย แผนของ G1 จะเสียค่าใช้จ่าย $25 ต่อเดือนสำหรับ calling service และสำหรับในสหรัฐอเมริกา นั้น G1 จะมีราคาถูกกว่า iPhone $20</p>

<p>หน้าตา G1 ก็ไม่ได้ออกแนว high-end phone มาก ไม่ได้มีฟีเจอร์ที่น่าทึ่ง แต่หวังพึ่งนักพัฒนาที่จะใช้ Android ดังนั้นนักพัฒนาทั้งหลายสามารถส่งแอพลิเคชั่นไปยังคลังออนไลน์ของ google ได้ เพราะกุญแจสำคัญคือการให้นักพัฒนาได้คิดพัฒนาแอพลิเคชั่นขึ้นมาเอง</p>

<p>G1 จะไม่เชื่อมต่อกับคลัง iTunes ของ Apple แต่จะมีแอพลิเคชั่นที่จะเป็นคลังเพลงจาก Amazon.com Inc. ซึ่งทำให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดเพลงได้โดยตรงเข้าสู่โทรศัพท์ได้เช่นกัน
<!--break-->
<img src="http://i2.cdn.turner.com/cnn/2008/TECH/ptech/09/23/google.phone.ap/art.google.phone.ap.jpg"></img></p>

<p><b>ที่มา:</b> <a href="http://www.uploadd.com/download.aspx?pku=BE2E0AE8CLSET1CUKBV8BUC8TJSVT">Google phone prepares for October debut</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>บางสิ่งแย่ๆ ที่จะเกิดกับผู้ใช้วินโดว์ผิดลิขสิทธิ์</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9145" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9145</id>
    <published>2008-10-04T00:52:02+07:00</published>
    <updated>2008-10-05T16:12:30+07:00</updated>
    <author>
      <name>natty</name>
    </author>
    <category term="Microsoft" />
    <category term="Windows license" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ไมโครซอฟท์กล่าวเอาไว้ว่า &#8220;หลายๆ บริษัทที่ใช้วินโดวส์ ที่ไม่มีลิขสิทธิ์จะมีโอกาสมากกว่าที่จะพบระบบล่มและข้อมูลลูกค้าสูญหาย&#8221;</p>

<p>จากการวิจัยที่ทำโดย Harrison Group Inc. (แต่จ่ายโดยไมโครซอฟท์) บอกว่าบริษัทขนาดกลาง ที่มีเครื่อง PCs มากกว่า 24 เครื่องแต่น้อยกว่า 500 เครื่องนั้น หากใช้วินโดวส์ผิดลิขสิทธิ์นานกว่า 24 ชั่วโมง จะมีเปอร์เซนต์การล่มของระบบมากกว่า 43% ของวินโดว์มีลิขสิทธิ์ ธุรกิจเหล่านั้นยังมีเปอร์เซนต์ที่จะทำข้อมูลลูกค้าสูญหายกว่า 28% และยังมีเปอร์เซนต์ที่จะสูญเสียข้อมูลของตัวเองมากกว่า 73% ของผู้ที่ใช้วินโดวส์ถูกลิขสิทธิ์ ผลสรุปนี้ได้จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและนักธุรกิจประมาณเกือบ 1,600 บริษัทใน U.S, U.K, จีน และบราซิล</p>

<p>การสำรวจนี้เกิดจากการที่ไมโครซอฟท์ โดนโจมตีจากผู้ใช้เรื่องการนำ Windows Genuine Advantage (WGA) มาใช้ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ใช้วินโดวส์ถูกลิขสิทธิ์ ทำให้ผู้ใช้วินโดวส์ผิดลิขสิทธิ์เจอปัญหาการทำงานมากมาย แต่มาโทษความผิดพลาดของวินโดวส์ ในเนื้อหาใน<a href="http://blogs.msdn.com/wga/archive/2008/09/29/research-whitepaper-shows-companies-using-more-unlicensed-windows-software-are-at-greater-risk.aspx">บลอกของไมโครซอฟท์เกี่ยวกับ WGA</a> เมื่ออังคารที่ผ่านมา Alex Kochis ซึ่งเป็น senior product manager ของ ไมโครซอฟท์บอกว่า ไม่แปลกที่ของปลอมมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาอยู่แล้ว</p>

<p>นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไมโครซอฟท์ต้องเกี่ยวข้องกับวินโดวส์ผิดลิขสิทธิ์ในด้านลบเช่นนี้ (เช่น pirated copies ที่มี malware) อย่างไรก็แล้วแตไมโครซอฟท์ ก็ยังออก tweak WGA เช่นเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งเป็นอัพเดทสำหรับผู้ที่ใช้ Windows XP Professional ซึ่งจะทำให้เกิด nagging more prominent สำหรับผู้ใช้ของปลอม</p>

<p><b>ที่มา:</b> 
<a href="http://www.pcworld.com/businesscenter/article/151816/bad_things_happen_to_unlicensed_windows_users.html">Bad Things Happen to Unlicensed Windows Users</a></p>

<p><b>หมายเหตุของ natty</b>: nagging more prominent คือ ทำให้ผู้ใช้ที่ใช้ของปลอมจะต้อง ข้าม (skip) ทุกๆ การอัพเดท ทำให้จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาบางอย่างได้อย่างที่ผู้ใช้ของจริงจะทำได้ หรือเรียกง่ายว่า มันจะส่งข้อ​ความ​เตือนอันน่ารำ​คาญบ่อยกว่า​เดิม​ (เช่น​ ​หน้าจอสีดำ​ ​ขึ้นบอลลูนเตือนที่มุมล่างขวาของจอแบบที่​เจอตอน​ใช้​ของเถื่อน จริงๆ ถือว่าเป็นความฉลาด ที่จะทำให้คนใช้ของปลอมได้ประโยชน์ไม่เท่าคนที่ซื้อ</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ไมโครซอฟท์กล่าวเอาไว้ว่า &#8220;หลายๆ บริษัทที่ใช้วินโดวส์ ที่ไม่มีลิขสิทธิ์จะมีโอกาสมากกว่าที่จะพบระบบล่มและข้อมูลลูกค้าสูญหาย&#8221;</p>

<p>จากการวิจัยที่ทำโดย Harrison Group Inc. (แต่จ่ายโดยไมโครซอฟท์) บอกว่าบริษัทขนาดกลาง ที่มีเครื่อง PCs มากกว่า 24 เครื่องแต่น้อยกว่า 500 เครื่องนั้น หากใช้วินโดวส์ผิดลิขสิทธิ์นานกว่า 24 ชั่วโมง จะมีเปอร์เซนต์การล่มของระบบมากกว่า 43% ของวินโดว์มีลิขสิทธิ์ ธุรกิจเหล่านั้นยังมีเปอร์เซนต์ที่จะทำข้อมูลลูกค้าสูญหายกว่า 28% และยังมีเปอร์เซนต์ที่จะสูญเสียข้อมูลของตัวเองมากกว่า 73% ของผู้ที่ใช้วินโดวส์ถูกลิขสิทธิ์ ผลสรุปนี้ได้จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและนักธุรกิจประมาณเกือบ 1,600 บริษัทใน U.S, U.K, จีน และบราซิล</p>

<p>การสำรวจนี้เกิดจากการที่ไมโครซอฟท์ โดนโจมตีจากผู้ใช้เรื่องการนำ Windows Genuine Advantage (WGA) มาใช้ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ใช้วินโดวส์ถูกลิขสิทธิ์ ทำให้ผู้ใช้วินโดวส์ผิดลิขสิทธิ์เจอปัญหาการทำงานมากมาย แต่มาโทษความผิดพลาดของวินโดวส์ ในเนื้อหาใน<a href="http://blogs.msdn.com/wga/archive/2008/09/29/research-whitepaper-shows-companies-using-more-unlicensed-windows-software-are-at-greater-risk.aspx">บลอกของไมโครซอฟท์เกี่ยวกับ WGA</a> เมื่ออังคารที่ผ่านมา Alex Kochis ซึ่งเป็น senior product manager ของ ไมโครซอฟท์บอกว่า ไม่แปลกที่ของปลอมมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาอยู่แล้ว</p>

<p>นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไมโครซอฟท์ต้องเกี่ยวข้องกับวินโดวส์ผิดลิขสิทธิ์ในด้านลบเช่นนี้ (เช่น pirated copies ที่มี malware) อย่างไรก็แล้วแตไมโครซอฟท์ ก็ยังออก tweak WGA เช่นเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งเป็นอัพเดทสำหรับผู้ที่ใช้ Windows XP Professional ซึ่งจะทำให้เกิด nagging more prominent สำหรับผู้ใช้ของปลอม</p>

<p><b>ที่มา:</b> 
<a href="http://www.pcworld.com/businesscenter/article/151816/bad_things_happen_to_unlicensed_windows_users.html">Bad Things Happen to Unlicensed Windows Users</a></p>

<p><b>หมายเหตุของ natty</b>: nagging more prominent คือ ทำให้ผู้ใช้ที่ใช้ของปลอมจะต้อง ข้าม (skip) ทุกๆ การอัพเดท ทำให้จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาบางอย่างได้อย่างที่ผู้ใช้ของจริงจะทำได้ หรือเรียกง่ายว่า มันจะส่งข้อ​ความ​เตือนอันน่ารำ​คาญบ่อยกว่า​เดิม​ (เช่น​ ​หน้าจอสีดำ​ ​ขึ้นบอลลูนเตือนที่มุมล่างขวาของจอแบบที่​เจอตอน​ใช้​ของเถื่อน จริงๆ ถือว่าเป็นความฉลาด ที่จะทำให้คนใช้ของปลอมได้ประโยชน์ไม่เท่าคนที่ซื้อ</p>
    ]]></content>
  </entry>
</feed>
