<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom">
  <title>arjin's blog</title>
  <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/blog/arjin"/>
  <link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blognone.com/blog/3449/atom/feed"/>
  <id>http://www.blognone.com/blog/3449/atom/feed</id>
  <updated>2008-06-07T11:00:40+07:00</updated>
  <entry>
    <title>Gmail แต่งธีมได้แล้ว</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9663" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9663</id>
    <published>2008-11-20T11:09:53+07:00</published>
    <updated>2008-11-20T11:27:50+07:00</updated>
    <author>
      <name>arjin</name>
    </author>
    <category term="GMail" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>Gmail ประกาศวันนี้ว่าผู้ใช้สามารถเลือกธีมอย่างเป็นทางการ มาเสริมแต่งในหน้ากล่องข้อความได้แล้ว ธีมที่มีให้บริการมีทั้งรูปแบบที่เหมือน Chrome หรือแบบที่หน้าตาจะเปลี่ยนตามสภาพอากาศ หรือแม้กระทั่งแบบจอสีเขียว ascii (Terminal) เพื่อเอาใจ geek ตัวพ่อตัวแม่</p>

<p>มีให้เลือกถึง 30 แบบในตอนนี้เชิญเลือกแต่งกันได้ตามอัธยาศัย</p>

<p><strong>ที่มา:</strong> <a href="http://gmailblog.blogspot.com/2008/11/spice-up-your-inbox-with-colors-and.html">Gmail Blog</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>Gmail ประกาศวันนี้ว่าผู้ใช้สามารถเลือกธีมอย่างเป็นทางการ มาเสริมแต่งในหน้ากล่องข้อความได้แล้ว ธีมที่มีให้บริการมีทั้งรูปแบบที่เหมือน Chrome หรือแบบที่หน้าตาจะเปลี่ยนตามสภาพอากาศ หรือแม้กระทั่งแบบจอสีเขียว ascii (Terminal) เพื่อเอาใจ geek ตัวพ่อตัวแม่</p>

<p>มีให้เลือกถึง 30 แบบในตอนนี้เชิญเลือกแต่งกันได้ตามอัธยาศัย</p>

<p><strong>ที่มา:</strong> <a href="http://gmailblog.blogspot.com/2008/11/spice-up-your-inbox-with-colors-and.html">Gmail Blog</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>กูเกิลร่วมกับไอโฟน ให้บริการค้นหาด้วยเสียง</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9611" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9611</id>
    <published>2008-11-15T09:06:42+07:00</published>
    <updated>2008-11-15T09:48:08+07:00</updated>
    <author>
      <name>arjin</name>
    </author>
    <category term="Google" />
    <category term="iPhone" />
    <category term="Search Engine" />
    <category term="speech recognition" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>คุณๆ อาจจะไม่ตื่นตาตกใจเพราะคิดว่าจะช้าหรือเร็วเทคโนโลยีนี้ก็จะมา แต่ในที่สุดกูเกิลก็เปิดตัวบริการใหม่คือการค้นหาด้วยเสียง โดยจะเปิดให้บริการผ่านไอโฟน ซึ่งเป็นโปรแกรมฟรีผ่าน iTS</p>

<p>วิธีการทำงานคือคุณเพียงส่งคำถามที่ต้องการถามด้วยเสียง โปรแกรมจะแปลงเสียงนั้นเป็นข้อมูลดิจิทัล และเอาข้อมูลที่ว่าไปค้นหาผ่านระบบของกูเกิล ซึ่งเพราะไอโฟนสามารถระบุพิกัดของผู้ค้นหาได้ คำถามเช่น <strong>&#8220;ร้านกาแฟใกล้ที่สุดอยู่ไหน&#8221;</strong> จึงสามารถตอบกลับได้อย่างที่ผู้ใช้งานต้องการจริงๆ</p>

<p>อย่างไรก็ตามนักวิจัยต่างบอกว่ามันคงไม่สามารถทำงานได้สมบูรณ์แบบจริงๆ เพราะภาษาสำเนียงที่เข้ามาก็ยังคงเป็นความท้าทายต่อไป แต่คาดหวังว่าการที่กูเกิลเปิดตัวบริการนี้อย่างจริงจัง น่าจะทำให้ระบบได้ข้อมูลคำถามเป็นจำนวนที่มากมายยิ่งขึ้นไป สำหรับการพัฒนาต่อไปให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น</p>

<p>ปัจจุบันมีบริษัทที่กำลังพัฒนาระบบค้นหาด้วยเสียงมากมายอย่าง ไมโครซอฟท์ ยาฮู หรืออโดบี</p>

<p>ทีนี้กูเกิลก็จะเป็นอับดุลจริงๆแล้ว เพราะถามได้ตอบได้</p>

<p><strong>The New York Times:</strong> <a href="http://www.nytimes.com/2008/11/14/technology/internet/14voice.html">Google Is Taking Questions (Spoken, via iPhone)</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>คุณๆ อาจจะไม่ตื่นตาตกใจเพราะคิดว่าจะช้าหรือเร็วเทคโนโลยีนี้ก็จะมา แต่ในที่สุดกูเกิลก็เปิดตัวบริการใหม่คือการค้นหาด้วยเสียง โดยจะเปิดให้บริการผ่านไอโฟน ซึ่งเป็นโปรแกรมฟรีผ่าน iTS</p>

<p>วิธีการทำงานคือคุณเพียงส่งคำถามที่ต้องการถามด้วยเสียง โปรแกรมจะแปลงเสียงนั้นเป็นข้อมูลดิจิทัล และเอาข้อมูลที่ว่าไปค้นหาผ่านระบบของกูเกิล ซึ่งเพราะไอโฟนสามารถระบุพิกัดของผู้ค้นหาได้ คำถามเช่น <strong>&#8220;ร้านกาแฟใกล้ที่สุดอยู่ไหน&#8221;</strong> จึงสามารถตอบกลับได้อย่างที่ผู้ใช้งานต้องการจริงๆ</p>

<p>อย่างไรก็ตามนักวิจัยต่างบอกว่ามันคงไม่สามารถทำงานได้สมบูรณ์แบบจริงๆ เพราะภาษาสำเนียงที่เข้ามาก็ยังคงเป็นความท้าทายต่อไป แต่คาดหวังว่าการที่กูเกิลเปิดตัวบริการนี้อย่างจริงจัง น่าจะทำให้ระบบได้ข้อมูลคำถามเป็นจำนวนที่มากมายยิ่งขึ้นไป สำหรับการพัฒนาต่อไปให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น</p>

<p>ปัจจุบันมีบริษัทที่กำลังพัฒนาระบบค้นหาด้วยเสียงมากมายอย่าง ไมโครซอฟท์ ยาฮู หรืออโดบี</p>

<p>ทีนี้กูเกิลก็จะเป็นอับดุลจริงๆแล้ว เพราะถามได้ตอบได้</p>

<p><strong>The New York Times:</strong> <a href="http://www.nytimes.com/2008/11/14/technology/internet/14voice.html">Google Is Taking Questions (Spoken, via iPhone)</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>อัพเดต: iPhone 3G เอไอเอส-ดีแทคบอกว่าเจรจาอยู่เช่นกัน</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9584" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9584</id>
    <published>2008-11-13T10:32:25+07:00</published>
    <updated>2008-11-13T13:58:03+07:00</updated>
    <author>
      <name>arjin</name>
    </author>
    <category term="AIS" />
    <category term="Apple" />
    <category term="DTAC" />
    <category term="iPhone" />
    <category term="Thailand" />
    <category term="True" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ความคืบหน้าเรื่อง iPhone 3G ในไทย หลังจากมีข่าวว่า<a href="http://blognone.com/node/9574">ทรูมูฟได้สิทธิ์จัดจำหน่ายแล้ว</a> โดยคู่แข่งอีกสองรายได้ออกมาให้ข่าวว่าข้อตกลงนี้เสี่ยงมากเกินไป โดยต้องวางมัดจำ 2,600 ล้านบาท และขายในราคาไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นบาทต่อเครื่อง ซึ่งทรูมูฟไม่น่าจะสร้างรายได้จากข้อตกลงนี้ได้ ข้อตกลงนี้จึงมีลักษณะ &#8220;เท่แต่กินไม่ได้&#8221;</p>

<p>ทั้งเอไอเอส และดีแทคยอมรับว่ายังเจรจากับทางแอปเปิลอยู่ แต่ต้องการให้ข้อตกลงมีความเหมาะสมมากกว่านี้ ทั้งนี้ดีแทคอ้างว่ายอดจำหน่ายไอโฟนในตลาดมืดของไทยตอนนี้มีมากกว่า 1 แสนเครื่องแล้ว</p>

<p><strong>โพสต์ทูเดย์:</strong> <a href="http://www.posttoday.com/business.php?id=17362">ทรูขาย‘ไอโฟน’ ดีแทค-เอไอเอส เย้ยเท่กินไม่ได้</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ความคืบหน้าเรื่อง iPhone 3G ในไทย หลังจากมีข่าวว่า<a href="http://blognone.com/node/9574">ทรูมูฟได้สิทธิ์จัดจำหน่ายแล้ว</a> โดยคู่แข่งอีกสองรายได้ออกมาให้ข่าวว่าข้อตกลงนี้เสี่ยงมากเกินไป โดยต้องวางมัดจำ 2,600 ล้านบาท และขายในราคาไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นบาทต่อเครื่อง ซึ่งทรูมูฟไม่น่าจะสร้างรายได้จากข้อตกลงนี้ได้ ข้อตกลงนี้จึงมีลักษณะ &#8220;เท่แต่กินไม่ได้&#8221;</p>

<p>ทั้งเอไอเอส และดีแทคยอมรับว่ายังเจรจากับทางแอปเปิลอยู่ แต่ต้องการให้ข้อตกลงมีความเหมาะสมมากกว่านี้ ทั้งนี้ดีแทคอ้างว่ายอดจำหน่ายไอโฟนในตลาดมืดของไทยตอนนี้มีมากกว่า 1 แสนเครื่องแล้ว</p>

<p><strong>โพสต์ทูเดย์:</strong> <a href="http://www.posttoday.com/business.php?id=17362">ทรูขาย‘ไอโฟน’ ดีแทค-เอไอเอส เย้ยเท่กินไม่ได้</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>Siemens ขายหุ้นในส่วนคอมพิวเตอร์ทั้งหมดให้ Fujitsu</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9493" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9493</id>
    <published>2008-11-04T16:58:53+07:00</published>
    <updated>2008-11-07T00:25:42+07:00</updated>
    <author>
      <name>arjin</name>
    </author>
    <category term="Fujitsu" />
    <category term="IT Industry" />
    <category term="Siemens" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>บริษัท Siemens AG ได้ประกาศวันนี้ว่าจะทำการขายหุ้น 50% ในบริษัท Fujitsu Siemens Computers ซึ่งเป็นกิจการร่วมให้กับทางคู่ค้าอย่าง Fujitsu ไปทั้งหมด มูลค่ารวม 450 ล้านยูโร</p>

<p>
สาเหตุหลักมาจากนโยบายของทาง Siemens ที่ต้องการเน้นยุทธศาสตร์ในด้านธุรกิจอุตสาหกรรม พลังงาน และสุขภาพเป็นหลัก</p>

<p>
บริษัท Fujitsu Siemens Computers ก่อตั้งเมื่อปี 1999 โดยสองบริษัทยักษ์นี้ถือหุ้นกันคนละ 50-50</p>

<p>
<strong>ที่มา:</strong> AP - <a href="http://news.yahoo.com/s/ap/20081104/ap_on_bi_ge/eu_germany_siemens_2">Fujitsu to buy stake of Fujitsu Siemens Computers</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>บริษัท Siemens AG ได้ประกาศวันนี้ว่าจะทำการขายหุ้น 50% ในบริษัท Fujitsu Siemens Computers ซึ่งเป็นกิจการร่วมให้กับทางคู่ค้าอย่าง Fujitsu ไปทั้งหมด มูลค่ารวม 450 ล้านยูโร</p>

<p>
สาเหตุหลักมาจากนโยบายของทาง Siemens ที่ต้องการเน้นยุทธศาสตร์ในด้านธุรกิจอุตสาหกรรม พลังงาน และสุขภาพเป็นหลัก</p>

<p>
บริษัท Fujitsu Siemens Computers ก่อตั้งเมื่อปี 1999 โดยสองบริษัทยักษ์นี้ถือหุ้นกันคนละ 50-50</p>

<p>
<strong>ที่มา:</strong> AP - <a href="http://news.yahoo.com/s/ap/20081104/ap_on_bi_ge/eu_germany_siemens_2">Fujitsu to buy stake of Fujitsu Siemens Computers</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>Flickr ฉลอง 3 พันล้านรูป</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9484" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9484</id>
    <published>2008-11-04T09:28:54+07:00</published>
    <updated>2008-11-06T16:36:52+07:00</updated>
    <author>
      <name>arjin</name>
    </author>
    <category term="Flickr" />
    <category term="Web 2.0" />
    <category term="Yahoo!" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>เว็บให้บริการด้านรูปภาพ <a href="http://www.flickr.com/">Flickr</a> (ซึ่งมีคนแถวนี้สมัคร Pro account หลายคน) เพิ่งประกาศฉลองจำนวนรูปภาพที่ถูกอัพโหลดขึ้นไปครบ 3 พันล้านรูปเมื่อคืนนี้</p>

<p>ถือเป็นอัตราการเติบโตที่น่าสนใจมาก เพราะเมื่อ 1 ปีที่แล้ว หรือ 13 พฤศจิกายน Flickr ได้ประกาศฉลอง 2 พันล้านรูปไป นั่นคืออัตราการเติบโตถึง 50% ภายในระยะเวลาหนึ่งปี</p>

<p>อย่างไรก็ตามจำนวน3พันล้านรูปนี้ ยังห่างจาก Facebook มากมายนัก ประมาณกันว่า Facebook ขณะนี้มีรูปอัพโหลดขึ้นไปมากกว่าหนึ่งหมื่นล้านรูป</p>

<p>ยาฮูเข้าซื้อ Flickr ไปเมื่อปี 2005 ในราคา 35 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งนับว่าราคาถูกมากเมื่อเทียบกับ <a href="http://www.blognone.com/node/3141">กูเกิลซื้อ YouTube</a> หรือ <a href="http://www.blognone.com/node/6152">ไมโครซอฟท์เข้าถือหุ้นFacebook</a></p>

<p>เชิญชมภาพที่ 3,000,000,000 ของ Flickr ได้ ณ บัดนี้ <a href="http://www.flickr.com/photos/24223801@N08/3000000000/">link</a></p>

<p><strong>ที่มา:</strong> <a href="http://mashable.com/2008/11/03/flickr-3-billion-photos-uploaded/">Flickr: 3 Billion Photos Uploaded (and 30% the Size of Facebook)</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>เว็บให้บริการด้านรูปภาพ <a href="http://www.flickr.com/">Flickr</a> (ซึ่งมีคนแถวนี้สมัคร Pro account หลายคน) เพิ่งประกาศฉลองจำนวนรูปภาพที่ถูกอัพโหลดขึ้นไปครบ 3 พันล้านรูปเมื่อคืนนี้</p>

<p>ถือเป็นอัตราการเติบโตที่น่าสนใจมาก เพราะเมื่อ 1 ปีที่แล้ว หรือ 13 พฤศจิกายน Flickr ได้ประกาศฉลอง 2 พันล้านรูปไป นั่นคืออัตราการเติบโตถึง 50% ภายในระยะเวลาหนึ่งปี</p>

<p>อย่างไรก็ตามจำนวน3พันล้านรูปนี้ ยังห่างจาก Facebook มากมายนัก ประมาณกันว่า Facebook ขณะนี้มีรูปอัพโหลดขึ้นไปมากกว่าหนึ่งหมื่นล้านรูป</p>

<p>ยาฮูเข้าซื้อ Flickr ไปเมื่อปี 2005 ในราคา 35 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งนับว่าราคาถูกมากเมื่อเทียบกับ <a href="http://www.blognone.com/node/3141">กูเกิลซื้อ YouTube</a> หรือ <a href="http://www.blognone.com/node/6152">ไมโครซอฟท์เข้าถือหุ้นFacebook</a></p>

<p>เชิญชมภาพที่ 3,000,000,000 ของ Flickr ได้ ณ บัดนี้ <a href="http://www.flickr.com/photos/24223801@N08/3000000000/">link</a></p>

<p><strong>ที่มา:</strong> <a href="http://mashable.com/2008/11/03/flickr-3-billion-photos-uploaded/">Flickr: 3 Billion Photos Uploaded (and 30% the Size of Facebook)</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>Baidu เติบโตเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ผ่านมา</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9365" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9365</id>
    <published>2008-10-23T21:37:11+07:00</published>
    <updated>2008-10-24T05:50:20+07:00</updated>
    <author>
      <name>arjin</name>
    </author>
    <category term="China" />
    <category term="IT Industry" />
    <category term="Search Engine" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ถึงแม้จะมีข่าวเชิงลบในธุรกิจด้านเทคโนโลยีเรื่อยๆ แต่เสิร์ชเอ็นจินชื่อดังของจีนอย่าง <a href="http://www.baidu.com">Baidu.com</a> ก็สามารถทำกำไรเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ผ่านมาถึง 91% โดยได้อานิสงส์หลักจากการแข่งขันโอลิมปิกในเดือนสิงหาคม</p>

<p>ปัจจุบัน Baidu เป็นเสิร์ชเอ็นจินอันดับหนึ่งในประเทศจีน โดยมีกูเกิลอยู่ในอันดับสอง หากแต่ในภาพรวมระดับโลก Baidu ก็เป็นถึงอันดับที่สามรองจากกูเกิล และยาฮูตามลำดับ (ประชากรจำนวนมหาศาลในจีนนั้นมีผลจริงๆ)</p>

<p>อย่างไรก็ตามหุ้นของบริษัทก็ร่วงลงมาถึงหนึ่งในสามในช่วงห้าเดือนที่ผ่านมา จนมีข่าวออกมาว่าทางบริษัทอาจทำการซื้อหุ้นคืนจำนวนหนึ่ง แต่บริษัทได้แถลงว่ายังไม่มีแผนการณ์ดังกล่าว</p>

<p>ขณะที่เขียนข่าวอยู่นี้ หุ้นของ Baidu ก็ร่วงลงมาอีกกว่า 15% หลังการแถลงผลประกอบการ</p>

<p><strong>ที่มา</strong> - <a href="http://www.cnbc.com/id/27331562">CNBC: Baidu Profit Jumps 91%, Aided by Olympics</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ถึงแม้จะมีข่าวเชิงลบในธุรกิจด้านเทคโนโลยีเรื่อยๆ แต่เสิร์ชเอ็นจินชื่อดังของจีนอย่าง <a href="http://www.baidu.com">Baidu.com</a> ก็สามารถทำกำไรเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ผ่านมาถึง 91% โดยได้อานิสงส์หลักจากการแข่งขันโอลิมปิกในเดือนสิงหาคม</p>

<p>ปัจจุบัน Baidu เป็นเสิร์ชเอ็นจินอันดับหนึ่งในประเทศจีน โดยมีกูเกิลอยู่ในอันดับสอง หากแต่ในภาพรวมระดับโลก Baidu ก็เป็นถึงอันดับที่สามรองจากกูเกิล และยาฮูตามลำดับ (ประชากรจำนวนมหาศาลในจีนนั้นมีผลจริงๆ)</p>

<p>อย่างไรก็ตามหุ้นของบริษัทก็ร่วงลงมาถึงหนึ่งในสามในช่วงห้าเดือนที่ผ่านมา จนมีข่าวออกมาว่าทางบริษัทอาจทำการซื้อหุ้นคืนจำนวนหนึ่ง แต่บริษัทได้แถลงว่ายังไม่มีแผนการณ์ดังกล่าว</p>

<p>ขณะที่เขียนข่าวอยู่นี้ หุ้นของ Baidu ก็ร่วงลงมาอีกกว่า 15% หลังการแถลงผลประกอบการ</p>

<p><strong>ที่มา</strong> - <a href="http://www.cnbc.com/id/27331562">CNBC: Baidu Profit Jumps 91%, Aided by Olympics</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ยอดส่งมอบคอมพิวเตอร์ยังไม่ลดลง</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/9266" />
    <id>http://www.blognone.com/node/9266</id>
    <published>2008-10-16T09:22:37+07:00</published>
    <updated>2008-10-16T11:19:18+07:00</updated>
    <author>
      <name>arjin</name>
    </author>
    <category term="Acer" />
    <category term="Dell" />
    <category term="HP" />
    <category term="IT Industry" />
    <category term="Netbook" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>แม้มีความกังวลว่าปัญหาเศรษฐกิจในอเมริกาจะส่งผลต่อยอดขายสินค้าทางเทคโนโลยี แต่ข้อมูลไตรมาสล่าสุดจากบริษัท Gartner ยังชี้ให้เห็นว่าช่วงที่ผ่านมายอดขายยังดีอยู่ โดยภาพรวมแล้วยอดส่งมอบสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนถึง 15 เปอร์เซ็นต์</p>

<p>จำนวนส่งมอบคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในไตรมาสที่ผ่านมาอยู่ที่ 80.6 ล้านเครื่องโดยมี HP ครองส่วนแบ่งสูงที่สุดที่ 18.4 เปอร์เซ็นต์ ตามมาด้วย Dell ในอันดับสองและ Acer อันดับสาม</p>

<p>ที่น่าสนใจคือส่วนแบ่งตลาดของ Netbook ตอนนี้ยังไม่สูงนักคือยังไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ โดยมี Acer ครองส่วนแบ่งสูงที่สุดในขณะนี้</p>

<p><strong>Reuters:</strong> <a href="http://www.reuters.com/article/technologyNews/idUSTRE49E4OK20081015">Acer gains on netbooks, HP keeps global PC lead</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>แม้มีความกังวลว่าปัญหาเศรษฐกิจในอเมริกาจะส่งผลต่อยอดขายสินค้าทางเทคโนโลยี แต่ข้อมูลไตรมาสล่าสุดจากบริษัท Gartner ยังชี้ให้เห็นว่าช่วงที่ผ่านมายอดขายยังดีอยู่ โดยภาพรวมแล้วยอดส่งมอบสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนถึง 15 เปอร์เซ็นต์</p>

<p>จำนวนส่งมอบคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในไตรมาสที่ผ่านมาอยู่ที่ 80.6 ล้านเครื่องโดยมี HP ครองส่วนแบ่งสูงที่สุดที่ 18.4 เปอร์เซ็นต์ ตามมาด้วย Dell ในอันดับสองและ Acer อันดับสาม</p>

<p>ที่น่าสนใจคือส่วนแบ่งตลาดของ Netbook ตอนนี้ยังไม่สูงนักคือยังไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ โดยมี Acer ครองส่วนแบ่งสูงที่สุดในขณะนี้</p>

<p><strong>Reuters:</strong> <a href="http://www.reuters.com/article/technologyNews/idUSTRE49E4OK20081015">Acer gains on netbooks, HP keeps global PC lead</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>เศรษฐีด้านไอที 2008 จาก Forbes</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/8996" />
    <id>http://www.blognone.com/node/8996</id>
    <published>2008-09-19T04:34:37+07:00</published>
    <updated>2008-09-19T14:11:58+07:00</updated>
    <author>
      <name>arjin</name>
    </author>
    <category term="Dell" />
    <category term="Facebook" />
    <category term="IT Industry" />
    <category term="Microsoft" />
    <category term="Oracle" />
    <category term="Ranking" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>นิตยสาร Forbes เปิดเผยรายชื่อเศรษฐีชาวอเมริกันที่รวยที่สุดประจำปีนี้ โดยเนื่องจากวัดกันเฉพาะบุคคลชาวอเมริกัน อันดับหนึ่งจึงตกเป็นของป๋าบิล เกตส์แห่งไมโครซอฟท์แบบไม่ต้องสงสัย พร้อมมูลค่าสินทรัพย์ 57,000 ล้านเหรียญฯ</p>

<p>จุดเด่นของปีนี้คือหากวัดกันเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี ก็จะมีอันดับไล่ตามมาด้วยแลร์รี่ เอลลิสันแห่งออราเคิล และไมเคิล เดลล์ตามลำดับ นอกจากนี้ก็มีมาร์ค ซักเกอร์เบิร์กแห่ง Facebook ซึ่งเป็นหน้าใหม่ที่เข้ามาติดอันดับปีนี้ แถมยังครองตำแหน่งเศรษฐีอายุน้อยที่สุด ด้วยอายุเพียง 24 ปีและสินทรัพย์ 1,500 ล้านเหรียญฯ</p>

<p>รายชื่อทั้งหมดดูในได้ลิงก์ข้างล่างครับ</p>

<p><strong>Forbes:</strong> <a href="http://www.forbes.com/home/2008/09/16/forbes-400-billionaires-lists-400list08_cx_mn_0917richamericans_land.html">The Forbes 400</a><br />
<strong>TechCrunch:</strong> <a href="http://www.techcrunch.com/2008/09/18/who-are-the-richest-people-in-tech/">Who Are the Richest People In Tech?</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>นิตยสาร Forbes เปิดเผยรายชื่อเศรษฐีชาวอเมริกันที่รวยที่สุดประจำปีนี้ โดยเนื่องจากวัดกันเฉพาะบุคคลชาวอเมริกัน อันดับหนึ่งจึงตกเป็นของป๋าบิล เกตส์แห่งไมโครซอฟท์แบบไม่ต้องสงสัย พร้อมมูลค่าสินทรัพย์ 57,000 ล้านเหรียญฯ</p>

<p>จุดเด่นของปีนี้คือหากวัดกันเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี ก็จะมีอันดับไล่ตามมาด้วยแลร์รี่ เอลลิสันแห่งออราเคิล และไมเคิล เดลล์ตามลำดับ นอกจากนี้ก็มีมาร์ค ซักเกอร์เบิร์กแห่ง Facebook ซึ่งเป็นหน้าใหม่ที่เข้ามาติดอันดับปีนี้ แถมยังครองตำแหน่งเศรษฐีอายุน้อยที่สุด ด้วยอายุเพียง 24 ปีและสินทรัพย์ 1,500 ล้านเหรียญฯ</p>

<p>รายชื่อทั้งหมดดูในได้ลิงก์ข้างล่างครับ</p>

<p><strong>Forbes:</strong> <a href="http://www.forbes.com/home/2008/09/16/forbes-400-billionaires-lists-400list08_cx_mn_0917richamericans_land.html">The Forbes 400</a><br />
<strong>TechCrunch:</strong> <a href="http://www.techcrunch.com/2008/09/18/who-are-the-richest-people-in-tech/">Who Are the Richest People In Tech?</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ซัมซุงเสนอซื้อกิจการ SanDisk</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/8966" />
    <id>http://www.blognone.com/node/8966</id>
    <published>2008-09-17T06:12:55+07:00</published>
    <updated>2008-09-17T12:55:05+07:00</updated>
    <author>
      <name>arjin</name>
    </author>
    <category term="Merging" />
    <category term="Samsung" />
    <category term="Sandisk" />
    <category term="Storage" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>บริษัทซัมซุง ได้เปิดเผยข้อเสนอที่จะเข้าซื้อกิจการของ SanDisk มูลค่า 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หลังจากก่อนหน้านี้การเจรจาลับล้มเหลว</p>

<p>ซัมซุงคาดหวังว่าการเข้าซื้อกิจการ SanDisk จะช่วยขยายส่วนแบ่งการตลาด และชะลอการลดลงของราคา flash memory อีกทั้งยังได้ครอบครองเทคโนโลยีอีกด้วย</p>

<p>ข้อเสนอของซัมซุงคือซื้อหุ้นบริษัทในราคา 26 เหรียญฯ ขณะที่ราคาหุ้นของ SanDisk เมื่อคืนนี้ปิดที่ 15.04 เหรียญฯ</p>

<p>ก่อนหน้านี้ก็เคยมีข่าวว่า Toshiba สนใจซื้อกิจการเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม SanDisk ก็ยังไม่ได้ตอบรับข้อเสนอจากซัมซุงแต่อย่างใด</p>

<p><strong>Reuters:</strong> <a href="http://www.reuters.com/article/mergersNews/idUSN1629260620080916">Samsung makes $6 billion offer for SanDisk</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>บริษัทซัมซุง ได้เปิดเผยข้อเสนอที่จะเข้าซื้อกิจการของ SanDisk มูลค่า 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หลังจากก่อนหน้านี้การเจรจาลับล้มเหลว</p>

<p>ซัมซุงคาดหวังว่าการเข้าซื้อกิจการ SanDisk จะช่วยขยายส่วนแบ่งการตลาด และชะลอการลดลงของราคา flash memory อีกทั้งยังได้ครอบครองเทคโนโลยีอีกด้วย</p>

<p>ข้อเสนอของซัมซุงคือซื้อหุ้นบริษัทในราคา 26 เหรียญฯ ขณะที่ราคาหุ้นของ SanDisk เมื่อคืนนี้ปิดที่ 15.04 เหรียญฯ</p>

<p>ก่อนหน้านี้ก็เคยมีข่าวว่า Toshiba สนใจซื้อกิจการเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม SanDisk ก็ยังไม่ได้ตอบรับข้อเสนอจากซัมซุงแต่อย่างใด</p>

<p><strong>Reuters:</strong> <a href="http://www.reuters.com/article/mergersNews/idUSN1629260620080916">Samsung makes $6 billion offer for SanDisk</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>เปิดตัว Compact Flash ขนาด 64GB</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/8013" />
    <id>http://www.blognone.com/node/8013</id>
    <published>2008-06-08T15:53:18+07:00</published>
    <updated>2008-06-08T15:55:07+07:00</updated>
    <author>
      <name>arjin</name>
    </author>
    <category term="Camera" />
    <category term="Storage" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>บริษัท Microdia เปิดตัว Compact Flash รุ่น XTRA ELITE ความจุ 64GB โดยถือว่าเป็นการเปิดตัว CF ความจุสูงขนาดนี้เจ้าแรกในโลก</p>

<p>การ์ดนี้มาพร้อมความเร็วในการอ่านเขียนที่ 300X หรือ 45MB ต่อวินาที และด้วยความจุมหาศาลนี้ จึงสามารถบรรจุภาพถ่ายขนาด 20ล้านพิกเซลต่อภาพ ได้มากถึงเกือบ 20000 ภาพ</p>

<p>ถูกใจคอ DSLR ทั้งหลายเป็นแน่แท้ หากไม่กลัวเรื่องการ์ดเสียซะก่อน</p>

<p><strong>ที่มา</strong> - <a href="http://www.pcauthority.com.au/Feature/112592,pma-australia-2008-sneak-peek.aspx">PC Authority Australia</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>บริษัท Microdia เปิดตัว Compact Flash รุ่น XTRA ELITE ความจุ 64GB โดยถือว่าเป็นการเปิดตัว CF ความจุสูงขนาดนี้เจ้าแรกในโลก</p>

<p>การ์ดนี้มาพร้อมความเร็วในการอ่านเขียนที่ 300X หรือ 45MB ต่อวินาที และด้วยความจุมหาศาลนี้ จึงสามารถบรรจุภาพถ่ายขนาด 20ล้านพิกเซลต่อภาพ ได้มากถึงเกือบ 20000 ภาพ</p>

<p>ถูกใจคอ DSLR ทั้งหลายเป็นแน่แท้ หากไม่กลัวเรื่องการ์ดเสียซะก่อน</p>

<p><strong>ที่มา</strong> - <a href="http://www.pcauthority.com.au/Feature/112592,pma-australia-2008-sneak-peek.aspx">PC Authority Australia</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ปิดโรงไฟฟ้าชั่วคราวเพราะอัพเดตโปรแกรม</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/8005" />
    <id>http://www.blognone.com/node/8005</id>
    <published>2008-06-07T10:30:50+07:00</published>
    <updated>2008-06-07T11:00:40+07:00</updated>
    <author>
      <name>arjin</name>
    </author>
    <category term="Energy" />
    <category term="Network" />
    <category term="Nuclear" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Hatch ในรัฐจอร์เจียประกาศปิดโรงไฟฟ้าชั่วคราวเป็นเวลา 48 ชั่วโมง เนื่องมาจากวิศวกรระบบที่ทำหน้าที่ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ให้โรงไฟฟ้า ทำการลงซอฟต์แวร์อัพเดตในคอมพิวเตอร์ ซึ่งเครื่องดังกล่าวมีหน้าที่ตรวจจับความผิดพลาดในโรงงาน</p>

<p>เมื่อวิศวกรทำการลงโปรแกรมเสร็จ เครื่องก็จัดการรีบู้ทตัวเอง ส่งผลให้ข้อมูลการควบคุมทั้งหมดถูกตั้งค่าใหม่ทั้งหมด ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยจึงต้องทำการปิดโรงไฟฟ้าชั่วคราว</p>

<p>ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ระบบคอมพิวเตอร์ของโรงไฟฟ้านี้มีข้อบกพร่องในการออกแบบ ส่งผลให้คอมพิวเตอร์เครื่องเดียวสามารถส่งผลกระทบได้ในวงกว้างเช่นนี้</p>

<p>ป่านนี้วิศวกรคนนั้นคงกลุ้มกะโหลกแย่</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.washingtonpost.com/wp-dyn/content/article/2008/06/05/AR2008060501958.html">Washington Post</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Hatch ในรัฐจอร์เจียประกาศปิดโรงไฟฟ้าชั่วคราวเป็นเวลา 48 ชั่วโมง เนื่องมาจากวิศวกรระบบที่ทำหน้าที่ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ให้โรงไฟฟ้า ทำการลงซอฟต์แวร์อัพเดตในคอมพิวเตอร์ ซึ่งเครื่องดังกล่าวมีหน้าที่ตรวจจับความผิดพลาดในโรงงาน</p>

<p>เมื่อวิศวกรทำการลงโปรแกรมเสร็จ เครื่องก็จัดการรีบู้ทตัวเอง ส่งผลให้ข้อมูลการควบคุมทั้งหมดถูกตั้งค่าใหม่ทั้งหมด ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยจึงต้องทำการปิดโรงไฟฟ้าชั่วคราว</p>

<p>ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ระบบคอมพิวเตอร์ของโรงไฟฟ้านี้มีข้อบกพร่องในการออกแบบ ส่งผลให้คอมพิวเตอร์เครื่องเดียวสามารถส่งผลกระทบได้ในวงกว้างเช่นนี้</p>

<p>ป่านนี้วิศวกรคนนั้นคงกลุ้มกะโหลกแย่</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.washingtonpost.com/wp-dyn/content/article/2008/06/05/AR2008060501958.html">Washington Post</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
</feed>
