<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom">
  <title>mari's blog</title>
  <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/blog/1851"/>
  <link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blognone.com/blog/1851/atom/feed"/>
  <id>http://www.blognone.com/blog/1851/atom/feed</id>
  <updated>2007-03-26T13:39:16+07:00</updated>
  <entry>
    <title>เมื่อดารามีบล็อกปลอมปลอม</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5269" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5269</id>
    <published>2007-07-18T17:30:25+07:00</published>
    <updated>2007-12-29T22:11:20+07:00</updated>
    <author>
      <name>mari</name>
    </author>
    <category term="Blogging" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>เว็บบล็อกใหม่ล่าสุดที่มีคอนเซปท์แหวกแนว<br />
ด้วยการรวบรวมบล็อกของดาราและคนดังกว่า 50 คน<br />
ไม่ว่าจะเป็น Al Gore, Bill Clinton, Britney Spears, Dalai Lama,<br />
George W Bush, Kate Moss, Oprah Winfrey, Paris Hilton,<br />
Tom Cruise, Tony Blair, Vladimir Putin และอื่นๆ<br />
ไว้ในที่เดียว<br />
นั่นคือ http://www.newsgroper.com/</p>
<p>เพียงเว้นแต่ว่า<br />
บล็อกคนดังที่ว่า ไม่ได้เขียนด้วยคนดังคนนั้นจริงๆ<br />
แต่เขียนด้วยนักเขียนนิรนาม ที่เขียนเหมือนตัวเองเป็นคนดังคนนั้นจริงๆ<br />
อย่างไรก็ตาม ก็เห็นได้ชัดว่า<br />
จุดประสงค์ของเว็บนี้คือความบันเทิงเพียงเท่านั้นเอง<br />
และไม่น่าจะมีใครโกรธว่าโดนเว็บนี้หลอก<br />
(นอกจากคนดังที่โดนสวมรอยนี่เอง)</p>
<p>ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของเว็บไซต์โจ๊ก<br />
ที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเข้ามาผลิตเนื้อหา<br />
อย่างไรก็ตาม จุดขายก็ยังเหมือนเว็บตลกทั่วไป<br />
นั่นคือ ถ้าไม่ตลกเมื่อไหร่ เว็บก็ตายเมื่อนั้น</p>
<p>ที่มา<br />
<a href="http://www.newsgroper.com/" target="new">Newsgroper.com</a><br />
<a href="http://www.techcrunch.com/2007/07/16/newsgroper-real-celebrities-fake-blogs/" target="new">TechCrunch</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>เว็บบล็อกใหม่ล่าสุดที่มีคอนเซปท์แหวกแนว<br />
ด้วยการรวบรวมบล็อกของดาราและคนดังกว่า 50 คน<br />
ไม่ว่าจะเป็น Al Gore, Bill Clinton, Britney Spears, Dalai Lama,<br />
George W Bush, Kate Moss, Oprah Winfrey, Paris Hilton,<br />
Tom Cruise, Tony Blair, Vladimir Putin และอื่นๆ<br />
ไว้ในที่เดียว<br />
นั่นคือ http://www.newsgroper.com/</p>
<p>เพียงเว้นแต่ว่า<br />
บล็อกคนดังที่ว่า ไม่ได้เขียนด้วยคนดังคนนั้นจริงๆ<br />
แต่เขียนด้วยนักเขียนนิรนาม ที่เขียนเหมือนตัวเองเป็นคนดังคนนั้นจริงๆ<br />
อย่างไรก็ตาม ก็เห็นได้ชัดว่า<br />
จุดประสงค์ของเว็บนี้คือความบันเทิงเพียงเท่านั้นเอง<br />
และไม่น่าจะมีใครโกรธว่าโดนเว็บนี้หลอก<br />
(นอกจากคนดังที่โดนสวมรอยนี่เอง)</p>
<p>ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของเว็บไซต์โจ๊ก<br />
ที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเข้ามาผลิตเนื้อหา<br />
อย่างไรก็ตาม จุดขายก็ยังเหมือนเว็บตลกทั่วไป<br />
นั่นคือ ถ้าไม่ตลกเมื่อไหร่ เว็บก็ตายเมื่อนั้น</p>
<p>ที่มา<br />
<a href="http://www.newsgroper.com/" target="new">Newsgroper.com</a><br />
<a href="http://www.techcrunch.com/2007/07/16/newsgroper-real-celebrities-fake-blogs/" target="new">TechCrunch</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>Answer.com ซื้อกิจการ Dictionary.com แล้ว $100M</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5268" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5268</id>
    <published>2007-07-18T15:52:14+07:00</published>
    <updated>2007-12-29T22:22:16+07:00</updated>
    <author>
      <name>mari</name>
    </author>
    <category term="Internet" />
    <category term="Merging" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>ฟังการซื้อกิจการของ Yahoo Google และ MS มามากแล้ว<br />
ข่าวการซื้อกิจการใหม่ล่าสุด Answer.com เอากับเขาบ้าง<br />
ด้วยการซื้อ Dictionary.com, Thesaurus.com และ Reference.com<br />
ซึ่งทั้งสามเว็บเป็นของบริษัท Lexico Publishing Group<br />
และมี Pageview เป็น 3 เท่าของ Answer.com<br />
ไปด้วยมูลค่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ เท่านั้นเอ๊งงง</p>
<p>Answer.com เป็นเว็บไซต์ที่บริการพจนานุกรม สารานุกรม และ wiki aggregator<br />
การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นที่น่าสงสัยนักว่าจะซื้อไปทำไม</p>
<p>ที่มา <a href="http://mashable.com/2007/07/16/dictionary/" target="new">mashable.com</a><br />
<a href="http://ir.answers.com/releasedetail.cfm?ReleaseID=254468" target="new">answer.com</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>ฟังการซื้อกิจการของ Yahoo Google และ MS มามากแล้ว<br />
ข่าวการซื้อกิจการใหม่ล่าสุด Answer.com เอากับเขาบ้าง<br />
ด้วยการซื้อ Dictionary.com, Thesaurus.com และ Reference.com<br />
ซึ่งทั้งสามเว็บเป็นของบริษัท Lexico Publishing Group<br />
และมี Pageview เป็น 3 เท่าของ Answer.com<br />
ไปด้วยมูลค่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ เท่านั้นเอ๊งงง</p>
<p>Answer.com เป็นเว็บไซต์ที่บริการพจนานุกรม สารานุกรม และ wiki aggregator<br />
การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นที่น่าสงสัยนักว่าจะซื้อไปทำไม</p>
<p>ที่มา <a href="http://mashable.com/2007/07/16/dictionary/" target="new">mashable.com</a><br />
<a href="http://ir.answers.com/releasedetail.cfm?ReleaseID=254468" target="new">answer.com</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ส่งดอกไม้ผ่าน Social Networking</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5243" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5243</id>
    <published>2007-07-16T20:11:33+07:00</published>
    <updated>2007-09-23T16:17:57+07:00</updated>
    <author>
      <name>mari</name>
    </author>
    <category term="Social Network" />
    <category term="Web 2.0" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>เราได้เห็นมามากมาย กับ service ต่างๆที่มาเสริมลูกเล่นในด้าน Social Networking<br />
เช่น Slide.com, Photobucket.com ที่มาช่วยเพิ่มสีสันเรื่องการแสดงรูปภาพ<br />
หรือ service อื่นๆเช่น การตกแต่ง comment ให้สวยงามมากขึ้น การลิงค์บล็อกสู่บล็อก<br />
ส่วน service ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจธุรกรรมบน Social Networking นั้น เรานึกแทบไม่ออกเลย</p>
<p>วันนี้จะเสนอเว็บไซต์ที่บริการแสนธรรมดา<br />
แล้วมันก็ดูจะเวิร์คดีเสียด้วย นั่นคือ การส่งดอกไม้ผ่าน Social Networking<br />
ด้วยบริการของเว็บไซต์ http://www.socialflowers.com/<br />
ที่ว่าเวิร์ค เพราะว่า Social Networking เป็นเรื่องของอารมณ์เสียเป็นส่วนใหญ่<br />
การส่งดอกไม้ในที่นี้ ก็ไม่ใช่การส่งภาพดอกไม้ แต่เป็นดอกไม้สดๆจริงๆ<br />
มี Transaction จริง และรับส่งดอกไม้ทั่วสหรัฐอเมริกาและแคนาดา<br />
เว็บไซต์นี้ เป็นคำตอบแรกๆ ของคำถามที่เกิดจากความรู้สึกของเราๆว่า<br />
Social Networking นี่มีแต่ความไร้สาระ มีแต่เรื่องจุ๊กจิ๊ก เด็กๆ<br />
และถ้าจะหารายได้จาก Social Networking นั้น เราจะทำได้แต่ของเล่นเท่านั้นหรือ?<br />
และ Socialflowers.com บอกด้วยตัวมันว่า มันกำลังตอบโจทย์ข้อนี้อยู่</p>
<p>นอกจากนี้ เว็บไซต์นี้ยังตอบโจทย์ข้อที่สอง<br />
ว่าด้วยเรื่องของความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์อีกด้วย<br />
เมื่อก่อน การที่จะทำอะไรถึงตัวบุคคล<br />
เราก็ต้องเอาความเป็นส่วนตัวเข้าแลก<br />
ต้องออกจากหน้าจอออกมาเพื่อไปเจอตัวตนของอีกฝ่ายจริงๆ<br />
ที่อยู่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นเรื่องส่วนตัว<br />
ที่ถ้าไม่จำเป็นแล้ว<br />
คนใน Social Networking จะไม่เปิดเผยให้ Contacts หรือ Friends ได้รู้เลย<br />
แม้ว่าจะเปิดเผยใบหน้า และเรื่องราวส่วนตัวมากขนาดไหน<br />
Socialflowers ก็ตอบโจทย์นี้ ด้วยการใช้ตัวเองเป็นตัวกลางระหว่างผู้ส่งและผู้รับ<br />
ผู้ส่งจึงไม่จำเป็นต้องทราบที่อยู่ของผู้รับ<br />
เพียงแต่จ่ายเงินตามระบบ ก็เพียงพอ</p>
<p>เรามาดูขั้นตอนในการส่งดอกไม้ของ Socialflowers.com กันสักนิดหนึ่ง<br />
อาจจะดูว่าหลายขั้นตอนแต่เมื่อใช้งานจริงก็ไม่น่าจะรู้สึกยุ่งยากอะไรนัก</p>
<p>1. ผู้ต้องการส่งดอกไม้กด Social Flower App ที่ฝังอยู่ในระบบ Social Networking ที่ร่วมรายการ<br />
แล้วเลือกผู้รับที่อยู่ใน Friend List<br />
2. พอเลือกปุ๊บ ผู้ต้องการส่งก็จะถูกส่งตัวมาที่หน้าเลือกดอกไม้ในเว็บ Socialflowers.com<br />
จากนั้นผู้ต้องการส่งก็ทำตามขั้นตอนการซื้อของออนไลน์ธรรมดา<br />
แล้วก็กลับมาที่ Social Network อีกครั้ง<br />
3. ระบบของ Socialflowers.com จะส่งอีเมล์เป็นตัวแทนผู้ต้องการส่งดอกไม้ ไปยังผู้รับ<br />
เพื่อแจ้งว่ามีผู้ส่งดอกไม้มาให้<br />
4. เมื่อผู้รับได้รับอีเมล์แล้ว (หรือได้รับข้อความภายใน Social Network นั้นๆ) ก็คลิกลิงค์<br />
เพื่อไประบุที่อยู่ที่ต้องการให้ดอกไม้ส่งถึง<br />
5. จากนั้นระบบก็จะทำการส่งดอกไม้โดยใช้เครือข่ายร้านดอกไม้กว่า 30,000 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกาและแคนาดา</p>
<p>ในอนาคตอันใกล้คาดว่าจะมีธุรกิจที่ผูกกับ Social Network เพิ่มขึ้นอีกมาก<br />
มาดูในฝั่งบ้านเราแล้ว<br />
การทำ E-commerce โดยตรงกับ Social Network อย่างนี้<br />
อาจจะยังไม่สามารถเติบโตได้ในขณะนี้<br />
เพราะกลุ่มผู้ใช้ Social Network อาจจะยังไม่หลากหลายนัก<br />
แต่ก็ไม่เสียแรงเปล่า ถ้าจะริเริ่มเสียตั้งแต่วันนี้</p>
<p>เพราะยังไงเสีย ผู้เริ่มก่อน มักจะได้เปรียบในสนามธุรกิจอยู่แล้ว</p>
<p>ที่มา <a href="http://www.socialflowers.com/" target="new">http://www.socialflowers.com/</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>เราได้เห็นมามากมาย กับ service ต่างๆที่มาเสริมลูกเล่นในด้าน Social Networking<br />
เช่น Slide.com, Photobucket.com ที่มาช่วยเพิ่มสีสันเรื่องการแสดงรูปภาพ<br />
หรือ service อื่นๆเช่น การตกแต่ง comment ให้สวยงามมากขึ้น การลิงค์บล็อกสู่บล็อก<br />
ส่วน service ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจธุรกรรมบน Social Networking นั้น เรานึกแทบไม่ออกเลย</p>
<p>วันนี้จะเสนอเว็บไซต์ที่บริการแสนธรรมดา<br />
แล้วมันก็ดูจะเวิร์คดีเสียด้วย นั่นคือ การส่งดอกไม้ผ่าน Social Networking<br />
ด้วยบริการของเว็บไซต์ http://www.socialflowers.com/<br />
ที่ว่าเวิร์ค เพราะว่า Social Networking เป็นเรื่องของอารมณ์เสียเป็นส่วนใหญ่<br />
การส่งดอกไม้ในที่นี้ ก็ไม่ใช่การส่งภาพดอกไม้ แต่เป็นดอกไม้สดๆจริงๆ<br />
มี Transaction จริง และรับส่งดอกไม้ทั่วสหรัฐอเมริกาและแคนาดา<br />
เว็บไซต์นี้ เป็นคำตอบแรกๆ ของคำถามที่เกิดจากความรู้สึกของเราๆว่า<br />
Social Networking นี่มีแต่ความไร้สาระ มีแต่เรื่องจุ๊กจิ๊ก เด็กๆ<br />
และถ้าจะหารายได้จาก Social Networking นั้น เราจะทำได้แต่ของเล่นเท่านั้นหรือ?<br />
และ Socialflowers.com บอกด้วยตัวมันว่า มันกำลังตอบโจทย์ข้อนี้อยู่</p>
<p>นอกจากนี้ เว็บไซต์นี้ยังตอบโจทย์ข้อที่สอง<br />
ว่าด้วยเรื่องของความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์อีกด้วย<br />
เมื่อก่อน การที่จะทำอะไรถึงตัวบุคคล<br />
เราก็ต้องเอาความเป็นส่วนตัวเข้าแลก<br />
ต้องออกจากหน้าจอออกมาเพื่อไปเจอตัวตนของอีกฝ่ายจริงๆ<br />
ที่อยู่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นเรื่องส่วนตัว<br />
ที่ถ้าไม่จำเป็นแล้ว<br />
คนใน Social Networking จะไม่เปิดเผยให้ Contacts หรือ Friends ได้รู้เลย<br />
แม้ว่าจะเปิดเผยใบหน้า และเรื่องราวส่วนตัวมากขนาดไหน<br />
Socialflowers ก็ตอบโจทย์นี้ ด้วยการใช้ตัวเองเป็นตัวกลางระหว่างผู้ส่งและผู้รับ<br />
ผู้ส่งจึงไม่จำเป็นต้องทราบที่อยู่ของผู้รับ<br />
เพียงแต่จ่ายเงินตามระบบ ก็เพียงพอ</p>
<p>เรามาดูขั้นตอนในการส่งดอกไม้ของ Socialflowers.com กันสักนิดหนึ่ง<br />
อาจจะดูว่าหลายขั้นตอนแต่เมื่อใช้งานจริงก็ไม่น่าจะรู้สึกยุ่งยากอะไรนัก</p>
<p>1. ผู้ต้องการส่งดอกไม้กด Social Flower App ที่ฝังอยู่ในระบบ Social Networking ที่ร่วมรายการ<br />
แล้วเลือกผู้รับที่อยู่ใน Friend List<br />
2. พอเลือกปุ๊บ ผู้ต้องการส่งก็จะถูกส่งตัวมาที่หน้าเลือกดอกไม้ในเว็บ Socialflowers.com<br />
จากนั้นผู้ต้องการส่งก็ทำตามขั้นตอนการซื้อของออนไลน์ธรรมดา<br />
แล้วก็กลับมาที่ Social Network อีกครั้ง<br />
3. ระบบของ Socialflowers.com จะส่งอีเมล์เป็นตัวแทนผู้ต้องการส่งดอกไม้ ไปยังผู้รับ<br />
เพื่อแจ้งว่ามีผู้ส่งดอกไม้มาให้<br />
4. เมื่อผู้รับได้รับอีเมล์แล้ว (หรือได้รับข้อความภายใน Social Network นั้นๆ) ก็คลิกลิงค์<br />
เพื่อไประบุที่อยู่ที่ต้องการให้ดอกไม้ส่งถึง<br />
5. จากนั้นระบบก็จะทำการส่งดอกไม้โดยใช้เครือข่ายร้านดอกไม้กว่า 30,000 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกาและแคนาดา</p>
<p>ในอนาคตอันใกล้คาดว่าจะมีธุรกิจที่ผูกกับ Social Network เพิ่มขึ้นอีกมาก<br />
มาดูในฝั่งบ้านเราแล้ว<br />
การทำ E-commerce โดยตรงกับ Social Network อย่างนี้<br />
อาจจะยังไม่สามารถเติบโตได้ในขณะนี้<br />
เพราะกลุ่มผู้ใช้ Social Network อาจจะยังไม่หลากหลายนัก<br />
แต่ก็ไม่เสียแรงเปล่า ถ้าจะริเริ่มเสียตั้งแต่วันนี้</p>
<p>เพราะยังไงเสีย ผู้เริ่มก่อน มักจะได้เปรียบในสนามธุรกิจอยู่แล้ว</p>
<p>ที่มา <a href="http://www.socialflowers.com/" target="new">http://www.socialflowers.com/</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ปวดนิ้งหน่องหรือชิ้งฉ่องในที่สาธารณะ? มือถือช่วยคุณได้</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5210" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5210</id>
    <published>2007-07-12T15:11:42+07:00</published>
    <updated>2007-07-14T00:38:12+07:00</updated>
    <author>
      <name>mari</name>
    </author>
    <category term="Mizpee" />
    <category term="Mobile" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>service ใหม่บนมือถือของทางฝั่งอเมริกา ที่คอนเซปท์สุดเรียบง่ายแต่ประโยชน์มหาศาล ก็คือการหาห้องน้ำใกล้ตัว ในเวลาที่บอกไม่ได้ ไปไม่ถูก</p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>service ใหม่บนมือถือของทางฝั่งอเมริกา ที่คอนเซปท์สุดเรียบง่ายแต่ประโยชน์มหาศาล ก็คือการหาห้องน้ำใกล้ตัว ในเวลาที่บอกไม่ได้ ไปไม่ถูก<br />
<br />
วิธีใช้ก็คือ ยกมือถือขึ้นมากดเข้าเว็ย www.mizpee.comเลือก Find Toilet<br />
<img src="http://www.mizpee.com/web/images/MAIN.jpg"></p>
<p>แล้วก็ใส่ location ของตัวเองเข้าไป (อีกหน่อยน่าจะใส่ได้อัตโนมัติเนาะ)<br />
<img src="http://www.mizpee.com/web/images/SEARCH.jpg"></p>
<p>เสร็จแล้วก็จะมีรายการห้องน้ำที่ใกล้ที่สุด แล้วก็เตรียมวิ่งได้เลย<br />
<img src="http://www.mizpee.com/web/images/RESULTS.jpg"></p>
<p>ในห้องน้ำแต่ละที่ก็จะมีที่อยู่ เรทติ้ง และรายละเอียดอื่นๆ รวมถึงคอมเมนท์ของผู้ใช้อื่นๆให้ทราบด้วย</p>
<p>ในบ้านเราอาจจะรู้สึกว่า หาห้องน้ำเข้านี่มันไม่ได้ยากเย็นอะไร เข้าห้างไปก็เจอ ไม่มีห้างก็ขอบ้านใครร้านใครเข้าได้ง่ายๆแต่กับทางฝั่งอเมริกา เท่าที่เราประสบพบเจอมาแล้วนั้น<br />
ความใจกว้างเรื่องห้องน้ำไม่ได้มีเท่าเมืองไทยเปรียบเทียบง่ายๆอย่างแมคโดนัลด์ในเมืองไทยนี่ เราเดินเข้าได้หน้าตาเฉยแต่แมคโดนัลด์เมืองนอก บางทีเขาไม่ให้เข้านะคุณเขาล็อกเอาไว้ให้ลูกค้าเท่านั้น </p>
<p>อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีเสียงค้านว่า ไอเดียบริการนี้มันยังไงอยู่ถ้าข้าศึกบุกหนักแล้ว ใครจะมานั่งกดมือถืออยู่ได้ล่ะเนี่ยบ้างก็ว่าคอนเซปท์มันง่ายจนไร้สาระ</p>
<p>ก็นานาจิตตังนะ</p>
<p>เราว่า มีบริการนี้ ก็ดีกว่าไม่มีล่ะน่า</p>
<p>อ้างอิง <a href="http://www.mizpee.com" />Mizpee</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>Mashable.com โดนแบนแต๊ดแต๋ในเมืองไทยแล้ว</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/4456" />
    <id>http://www.blognone.com/node/4456</id>
    <published>2007-04-18T19:43:44+07:00</published>
    <updated>2007-04-18T19:59:33+07:00</updated>
    <author>
      <name>mari</name>
    </author>
    <category term="Internet Censorship" />
    <category term="Thailand" />
    <category term="Veoh" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>Mashable.com เป็นเว็บที่เรามักจะเข้าไปรับข่าวสารเรื่อง social networking ใหม่ๆ<br />
เว็บนี้มีคนอ่านทั่วโลกโดยคาดว่าไม่ต่ำกว่าครึ่งแสน</p>
<p>ตอนที่เกิดเรื่องกันใหม่ๆ เราก็พอที่จะเห็นบทความที่เป็นปัญหานี้อยู่เหมือนกัน<br />
ก็ยังคิดเล่นๆว่าจะโดนตามมาเจอไหม<br />
จริงๆแล้วเราอ่านบทความนั้นก็ไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่<br />
แต่พอมันโดนแบนทั้งไซต์ขึ้นมา ก็อึ้งเหมือนกันวุ้ย -_-</p>
<p>พอดียังสมัคร newsletter เอาไว้<br />
เมื่อเช้าก็ว่าทำไม newletter ของ mashable นี่รูปไม่ขึ้นเลย<br />
พอตกบ่ายเข้า mashable ก็ถึงบางอ้อ</p>
<p>โดนแบนเรียบร้อย</p>
<p>จากที่คิดเอาไว้ว่ามันต้องเกิดการแบนลามไปที่เว็บอื่นๆด้วย<br />
มันก็เป็นจริง (ในระยะเวลาไม่นาน)</p>
<p>นอกจากนี้ ในเวลาไล่ๆกัน เว็บวีดีโอ http://www.veoh.com/ ก็โดนแบนไปเรียบร้อยโรงเรียนไอซีทีเช่นเดียวกัน</p>
<p>ข้างล่างนี้เป็นข่าวล่าสุดที่อยู่ใน mashable แล้วส่งมาใน newsletter ด้วย</p>
<p><br><br />
Mashable.com Banned in Thailand<br />
Posted: 18 Apr 2007 03:20 AM GMT-06:00<br />
<BR><br />
I have the dubious honor of announcing that Mashable.com has been banned in Thailand, due to our reporting of the YouTube ban, continued reports and posting of the clips that had offended the Thai government. The comments on those posts have generated some fascinating discussions that are worth reading.<br />
<br><br />
As you can see in the screenshots below, the Mashable.com homepage now redirects to the Ministry of Information and Communication Technology, while internal pages display the green error message that I can’t translate. Criticizing the Thai king is a crime punishable by up to 15 years in jail if you’re based in that country.<br />
<br><br />
ที่มา - <a href="http://www.mashable.com/" target="new">Mashable</a> (link ไปก็ดูไม่ได้อยู่ดี ฮี่ๆ)</p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>Mashable.com เป็นเว็บที่เรามักจะเข้าไปรับข่าวสารเรื่อง social networking ใหม่ๆ<br />
เว็บนี้มีคนอ่านทั่วโลกโดยคาดว่าไม่ต่ำกว่าครึ่งแสน</p>
<p>ตอนที่เกิดเรื่องกันใหม่ๆ เราก็พอที่จะเห็นบทความที่เป็นปัญหานี้อยู่เหมือนกัน<br />
ก็ยังคิดเล่นๆว่าจะโดนตามมาเจอไหม<br />
จริงๆแล้วเราอ่านบทความนั้นก็ไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่<br />
แต่พอมันโดนแบนทั้งไซต์ขึ้นมา ก็อึ้งเหมือนกันวุ้ย -_-</p>
<p>พอดียังสมัคร newsletter เอาไว้<br />
เมื่อเช้าก็ว่าทำไม newletter ของ mashable นี่รูปไม่ขึ้นเลย<br />
พอตกบ่ายเข้า mashable ก็ถึงบางอ้อ</p>
<p>โดนแบนเรียบร้อย</p>
<p>จากที่คิดเอาไว้ว่ามันต้องเกิดการแบนลามไปที่เว็บอื่นๆด้วย<br />
มันก็เป็นจริง (ในระยะเวลาไม่นาน)</p>
<p>นอกจากนี้ ในเวลาไล่ๆกัน เว็บวีดีโอ http://www.veoh.com/ ก็โดนแบนไปเรียบร้อยโรงเรียนไอซีทีเช่นเดียวกัน</p>
<p>ข้างล่างนี้เป็นข่าวล่าสุดที่อยู่ใน mashable แล้วส่งมาใน newsletter ด้วย</p>
<p><br><br />
Mashable.com Banned in Thailand<br />
Posted: 18 Apr 2007 03:20 AM GMT-06:00<br />
<BR><br />
I have the dubious honor of announcing that Mashable.com has been banned in Thailand, due to our reporting of the YouTube ban, continued reports and posting of the clips that had offended the Thai government. The comments on those posts have generated some fascinating discussions that are worth reading.<br />
<br><br />
As you can see in the screenshots below, the Mashable.com homepage now redirects to the Ministry of Information and Communication Technology, while internal pages display the green error message that I can’t translate. Criticizing the Thai king is a crime punishable by up to 15 years in jail if you’re based in that country.<br />
<br><br />
ที่มา - <a href="http://www.mashable.com/" target="new">Mashable</a> (link ไปก็ดูไม่ได้อยู่ดี ฮี่ๆ)</p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>Google ร่วมกับ EchoStar รุกโฆษณาทางโทรทัศน์</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/4344" />
    <id>http://www.blognone.com/node/4344</id>
    <published>2007-04-04T15:50:29+07:00</published>
    <updated>2007-04-04T17:41:09+07:00</updated>
    <author>
      <name>mari</name>
    </author>
    <category term="Advertisement" />
    <category term="Google" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>Google ร่วมกับ บริษัท EchoStar Communication ซึ่งเป็นเอเจนซี่โฆษณาทางโทรทัศน์ ทำการขายโฆษณาให้กับธุรกิจต่างๆที่ต้องการจะเสนอโฆษณากับผู้รับชมโทรทัศน์ผ่านทางจานดาวเทียม 13.1 ล้านคนทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา</p>
<p>การโฆษณาจะเลือกแพร่ภาพโดยเลือกจากกลุ่มประชากรเป้าหมาย ศาสนา เวลา ช่องสถานี และโปรแกรมรายการ และยังมีการใช้ Adword บนทีวีด้วย โดยข้อมูลเหล่านี้จะต้องมี set-top boxes ตัวหนึ่ง</p>
<p>ผู้โฆษณาจะใช้ auction interface แบบ Adword ในการประมูลโฆษณา โดยที่ทำการอัพโหลดโฆษณาของตัวเองขึ้นไป พร้อมทั้งเลือกช่องสถานีและเวลาที่ต้องการ รวมไปถึงพื้นที่ของประเทศที่ต้องการจะโฆษณา หรือในอีกทางหนึ่ง ก็เลือกเป็นลักษณะประชากร เช่น ชาย อายุระหว่าง 18-34 ได้</p>
<p>ก่อนหน้านี้ในฤดูใบไม้ร่วง Google ก็ได้ทำการทดสอบกับผู้ให้บริการเคเบิลทีวีใน San Francisco ซึ่งมีสมาชิกอยู่ประมาณ 23,000 คน เมื่อใช้ set-top box เพื่อดูพฤติกรรมการดูโทรทัศน์ของสมาชิกสักระยะหนึ่ง ก็ได้ผลในการที่จะจับคู่ ระหว่างรายการที่สมาชิกดู และโฆษณาที่เหมาะกับรายการนั้นในที่สุด </p>
<p>ที่มา - <a href="http://mashable.com/2007/04/02/google-tv/" target="new"> Mashable</a>, <a href="http://news.com.com/2100-1024_3-6172721.html" target="new"> CNet</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>Google ร่วมกับ บริษัท EchoStar Communication ซึ่งเป็นเอเจนซี่โฆษณาทางโทรทัศน์ ทำการขายโฆษณาให้กับธุรกิจต่างๆที่ต้องการจะเสนอโฆษณากับผู้รับชมโทรทัศน์ผ่านทางจานดาวเทียม 13.1 ล้านคนทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา</p>
<p>การโฆษณาจะเลือกแพร่ภาพโดยเลือกจากกลุ่มประชากรเป้าหมาย ศาสนา เวลา ช่องสถานี และโปรแกรมรายการ และยังมีการใช้ Adword บนทีวีด้วย โดยข้อมูลเหล่านี้จะต้องมี set-top boxes ตัวหนึ่ง</p>
<p>ผู้โฆษณาจะใช้ auction interface แบบ Adword ในการประมูลโฆษณา โดยที่ทำการอัพโหลดโฆษณาของตัวเองขึ้นไป พร้อมทั้งเลือกช่องสถานีและเวลาที่ต้องการ รวมไปถึงพื้นที่ของประเทศที่ต้องการจะโฆษณา หรือในอีกทางหนึ่ง ก็เลือกเป็นลักษณะประชากร เช่น ชาย อายุระหว่าง 18-34 ได้</p>
<p>ก่อนหน้านี้ในฤดูใบไม้ร่วง Google ก็ได้ทำการทดสอบกับผู้ให้บริการเคเบิลทีวีใน San Francisco ซึ่งมีสมาชิกอยู่ประมาณ 23,000 คน เมื่อใช้ set-top box เพื่อดูพฤติกรรมการดูโทรทัศน์ของสมาชิกสักระยะหนึ่ง ก็ได้ผลในการที่จะจับคู่ ระหว่างรายการที่สมาชิกดู และโฆษณาที่เหมาะกับรายการนั้นในที่สุด </p>
<p>ที่มา - <a href="http://mashable.com/2007/04/02/google-tv/" target="new"> Mashable</a>, <a href="http://news.com.com/2100-1024_3-6172721.html" target="new"> CNet</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>มากินกาแฟ Vista กันไหม</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/4329" />
    <id>http://www.blognone.com/node/4329</id>
    <published>2007-04-03T14:33:34+07:00</published>
    <updated>2007-04-03T14:35:00+07:00</updated>
    <author>
      <name>mari</name>
    </author>
    <category term="Marketing" />
    <category term="Microsoft" />
    <category term="Vista" />
    <category term="Windows" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>Cafe Press ร้านกาแฟชื่อดังของอินเดียที่มีสาขาทั่วประเทศ ได้จัดโปรโมชั่นกาแฟร่วมกับ Microsoft ภายใต้ผลิตภัณฑ์กาแฟที่ชื่อว่า Microsoft Vista WOWffee ในราคา RS40 หรือ 0.93 ดอลลาร์สหรัฐ ภายในเมนูก็ยังมีโลโก้ Vista ให้ดูเห็นๆว่าไม่ได้โม้นะเอ้า </p>
<p>ไม่รู้ว่าในอนาคตเราจะได้ชิมกาแฟยี่ห้ออื่นๆในแวดวงไอทีบ้างหรือเปล่านะ</p>
<p><img src="http://www.theinquirer.net/images/articles/wowone.jpg"><br><br />
<img src="http://www.theinquirer.net/images/articles/wowtwo.jpg"></p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.theinquirer.net/default.aspx?article=38645" target="new">The Inquirer</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>Cafe Press ร้านกาแฟชื่อดังของอินเดียที่มีสาขาทั่วประเทศ ได้จัดโปรโมชั่นกาแฟร่วมกับ Microsoft ภายใต้ผลิตภัณฑ์กาแฟที่ชื่อว่า Microsoft Vista WOWffee ในราคา RS40 หรือ 0.93 ดอลลาร์สหรัฐ ภายในเมนูก็ยังมีโลโก้ Vista ให้ดูเห็นๆว่าไม่ได้โม้นะเอ้า </p>
<p>ไม่รู้ว่าในอนาคตเราจะได้ชิมกาแฟยี่ห้ออื่นๆในแวดวงไอทีบ้างหรือเปล่านะ</p>
<p><img src="http://www.theinquirer.net/images/articles/wowone.jpg"><br><br />
<img src="http://www.theinquirer.net/images/articles/wowtwo.jpg"></p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.theinquirer.net/default.aspx?article=38645" target="new">The Inquirer</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>Multitasking ทำให้เราช้าลง</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/4272" />
    <id>http://www.blognone.com/node/4272</id>
    <published>2007-03-28T16:44:34+07:00</published>
    <updated>2007-03-28T16:44:34+07:00</updated>
    <author>
      <name>mari</name>
    </author>
    <category term="Research" />
    <category term="Technology" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>Multitasking คือการทำงาน หรือทำกิจกรรมต่างๆภายในเวลาเดียวกัน เช่น เขียนโปรแกรมไปเช็คอีเมล์ไป ขับรถไปคุยโทรศัพท์ไป ใช้ sms ในระหว่างที่เดินข้ามถนนและฟัง iPod ไปด้วย เป็นต้น</p>
<p>คนจำนวนมากคิดว่า การที่เราทำอะไรได้หลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน เป็นคุณสมบัติที่ดี และเป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ ยิ่งมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้เรายิ่งทำอะไรได้มากขึ้นในคราวเดียว ก็ยิ่งเป็นพัฒนาการในการทำงานที่ดีเข้าไปใหญ่ มือถือ อีเมล์ แมสเสจ และอื่นๆ จึงกลายเป็นสิ่งที่เราคิดว่าจำเป็นต้องชีวิตตลอดเวลา</p>
<p>มีงานวิจัยหลายต่อหลายชิ้น ที่ค้นคว้าโดยนักประสาทวิทยา นักจิตวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการ ทั้งที่พิมพ์เผยแพร่แล้วและยังไม่ตีพิมพ์ บ่งชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของ Multitasking ในขณะที่ทำงานในออฟฟิศ เรียน หรือแม้แค่ขับรถ </p>
<p>ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้มีคำแนะนำว่า ถ้าเป็นแค่เปิดเพลงไม่มีเสียงร้องเบาๆระหว่างเรียน ก็อาจเป็นการเพิ่มพลังการจดจ่อในการเรียนได้ หรือเช็คอีเมล์ชั่วโมงละครั้งเป็นอย่างมาก แต่ถ้าเป็นเพลงที่มีเนื้อร้อง im รายการโทรทัศน์ จะให้ผลตรงกันข้าม หรือแม้แต่การขับรถโดยคุยโทรศัพท์มือถือโดยที่ใช้ hands-free headset ก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำเช่นกัน</p>
<p>David E. Meyer นักวิทยาศาสตร์ด้าน cognitive และหัวหน้าศูนย์วิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับสมอง การระลึกรู้ และการกระทำ ในมหาวิทยาลัยมิชิแกนกล่าวว่า Multitasking จะทำให้เราทำอะไรได้ช้าลง และมีโอกาสทำผิดพลาดสูงขึ้น ในการประมวลข้อมูลของสมองนั้น การที่ถูกรบกวนหรือถูกขัดจังหวะ จะทำให้ส่งผลเสียต่อกระบวนการนี้โดยตรง</p>
<p>Rene' Marois นักประสาทวิทยา และหัวหน้าศูนย์วิจัย ที่ศึกษาเรื่องการประมวลข้อมูลของมนุษย์ในมหาวิทยาลัย Vanderbilt กล่าวเสริมว่า ถึงแม้ว่าสมองคนเราจะมีเซลล์ประสาทเป็นล้านเซลล์ และมีการเชื่อมโยงกันหลายร้อยล้านล้านเส้น ก็ยังมีข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถจดจ่อได้สองสิ่งในคราวเดียว จากการทดลองครั้งหนึ่งพบว่า การดีเลย์เกิดขึ้นจริง เมื่อผู้ถูกทดสอบต้องทำสองสิ่งภายในคราวเดียวกัน</p>
<p>ในชีวิตประจำวันหลายๆเรื่อง การดีเลย์เพียงไม่กี่วินาทีไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่เมื่อพูดถึงการขับรถ การดีเลย์แม้แต่หนึ่งวินาทีในขณะที่ขับรถด้วยความเร็ว 60 ไมล์ต่อชั่วโมง พร้อมกับคุยโทรศัพท์ไปด้วย อาจจะหมายถึงความเป็นความตายได้</p>
<p>ในการวิจัยเร็วๆนี้ของสถาบัน for the Future of the Mind มหาวิทยาลัย Oxford ได้ทำการทดลองโดยการแบ่งกลุ่มคนสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งอายุ 18-21 ปี และอีกกลุ่มหนึ่งอายุ 35-39 ปี โดยให้ทั้งสองกลุ่มแปลงภาพเป็นตัวเลขแบบง่ายๆภายใน 90 วินาที </p>
<p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มที่อายุน้อยกว่าทำได้ดีกว่าอีกกลุ่มหนึ่งประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เมื่อไม่มีอะไรรบกวน แต่เมื่อทั้งสองกลุ่มถูกรบกวนด้วยเสียงโทรศัพท์ sms หรือ im ก็พบว่า ความแม่นยำและความเร็วของทั้งสองกลุ่มไม่ได้ต่างกันเลย </p>
<p>Martin Westwell รักษาการสถาบันได้ให้ความเห็นว่า คนที่สูงอายุกว่าจะคิดได้ช้ากว่า แต่เป็นเพราะว่ามีความฉลาดมากกว่าผู้ที่มีอายุน้อยกว่า จึงสามารถกันตัวเองออกจากการรบกวนและสามารถเลือกได้ว่าจะให้ความสนใจกับอะไร แต่ถึงกระนั้น เมื่อผลการวิจัยออกมาดังนี้ คุณ Westwell ซึ่งขณะนี้มีอายุ 36 ก็ได้เลือกที่จะเช็คอีเมล์ถี่น้อยลง ด้วยเหตุผลที่ว่า การที่โดนรบกวนนั้น ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงจริงๆ</p>
<p>ในการศึกษาอีกอันหนึ่ง พบว่า พนักงาน Microsoft กลุ่มหนึ่ง ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีกว่าจะกลับมาสู่งานจริงจังอย่างเช่นการเขียนรายงาน หรือการเขียนโปรแกรมได้เต็มที่ หลังจากที่ตอบอีเมล์หรือตอบ im ซึ่ง 15 นาทีที่หายไป ใช้ไปกับการเตร็ดเตร่ดูอีเมล์หรือข้อความอื่นๆ หรือกระทั่งอ่านข่าวกีฬา ข่าวบันเทิง จนกว่าสมาธิจะกลับมาอีกครั้ง ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ นักวิจัยของ Microsoft, Eric Horvitz และ Shamsi Iqbal จากมหาวิทยาลัย Illinois ผู้เป็นผู้เขียนร่วมกันในการศึกษาครั้งนี้ ก็ประหลาดใจที่ได้พบว่า คนเราถูกเบี่ยงเบนความสนใจได้ง่ายมากและใช้เวลามากในการกลับมาที่งานของตน</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เทคโนโลยีทำเกิดเหตุการณ์ information overwhelming เทคโนโลยีก็ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เรากลั่นกรองข้อมูลมากมายเหล่านั้นให้เหลือเท่าที่เราสนใจเช่นกัน สิ่งสำคัญก็คือเราต้องใช้ให้พอเหมาะพอเพียง ให้ถูกที่และเวลา มิฉะนั้นแล้ว เราก็คงจะเห็นตัวอย่างมากมาย อย่างเช่นในแมนฮัตตัน ที่พิจารณาจะออกกฏห้ามใช้ iPod เวลาเดินถนน เนื่องจากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นหลายราย เนื่องจากข้ามถนนแล้วไม่สนใจเสียงรอบข้าง ซึ่งเราก็คงไม่อยากให้เกิดกฏแปลกๆออกมาบังคับรอบๆตัวเราเช่นกัน</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.nytimes.com/2007/03/25/business/25multi.html?ref=technology" target="new">NY Times</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>Multitasking คือการทำงาน หรือทำกิจกรรมต่างๆภายในเวลาเดียวกัน เช่น เขียนโปรแกรมไปเช็คอีเมล์ไป ขับรถไปคุยโทรศัพท์ไป ใช้ sms ในระหว่างที่เดินข้ามถนนและฟัง iPod ไปด้วย เป็นต้น</p>
<p>คนจำนวนมากคิดว่า การที่เราทำอะไรได้หลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน เป็นคุณสมบัติที่ดี และเป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ ยิ่งมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้เรายิ่งทำอะไรได้มากขึ้นในคราวเดียว ก็ยิ่งเป็นพัฒนาการในการทำงานที่ดีเข้าไปใหญ่ มือถือ อีเมล์ แมสเสจ และอื่นๆ จึงกลายเป็นสิ่งที่เราคิดว่าจำเป็นต้องชีวิตตลอดเวลา</p>
<p>มีงานวิจัยหลายต่อหลายชิ้น ที่ค้นคว้าโดยนักประสาทวิทยา นักจิตวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการ ทั้งที่พิมพ์เผยแพร่แล้วและยังไม่ตีพิมพ์ บ่งชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของ Multitasking ในขณะที่ทำงานในออฟฟิศ เรียน หรือแม้แค่ขับรถ </p>
<p>ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้มีคำแนะนำว่า ถ้าเป็นแค่เปิดเพลงไม่มีเสียงร้องเบาๆระหว่างเรียน ก็อาจเป็นการเพิ่มพลังการจดจ่อในการเรียนได้ หรือเช็คอีเมล์ชั่วโมงละครั้งเป็นอย่างมาก แต่ถ้าเป็นเพลงที่มีเนื้อร้อง im รายการโทรทัศน์ จะให้ผลตรงกันข้าม หรือแม้แต่การขับรถโดยคุยโทรศัพท์มือถือโดยที่ใช้ hands-free headset ก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำเช่นกัน</p>
<p>David E. Meyer นักวิทยาศาสตร์ด้าน cognitive และหัวหน้าศูนย์วิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับสมอง การระลึกรู้ และการกระทำ ในมหาวิทยาลัยมิชิแกนกล่าวว่า Multitasking จะทำให้เราทำอะไรได้ช้าลง และมีโอกาสทำผิดพลาดสูงขึ้น ในการประมวลข้อมูลของสมองนั้น การที่ถูกรบกวนหรือถูกขัดจังหวะ จะทำให้ส่งผลเสียต่อกระบวนการนี้โดยตรง</p>
<p>Rene' Marois นักประสาทวิทยา และหัวหน้าศูนย์วิจัย ที่ศึกษาเรื่องการประมวลข้อมูลของมนุษย์ในมหาวิทยาลัย Vanderbilt กล่าวเสริมว่า ถึงแม้ว่าสมองคนเราจะมีเซลล์ประสาทเป็นล้านเซลล์ และมีการเชื่อมโยงกันหลายร้อยล้านล้านเส้น ก็ยังมีข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถจดจ่อได้สองสิ่งในคราวเดียว จากการทดลองครั้งหนึ่งพบว่า การดีเลย์เกิดขึ้นจริง เมื่อผู้ถูกทดสอบต้องทำสองสิ่งภายในคราวเดียวกัน</p>
<p>ในชีวิตประจำวันหลายๆเรื่อง การดีเลย์เพียงไม่กี่วินาทีไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่เมื่อพูดถึงการขับรถ การดีเลย์แม้แต่หนึ่งวินาทีในขณะที่ขับรถด้วยความเร็ว 60 ไมล์ต่อชั่วโมง พร้อมกับคุยโทรศัพท์ไปด้วย อาจจะหมายถึงความเป็นความตายได้</p>
<p>ในการวิจัยเร็วๆนี้ของสถาบัน for the Future of the Mind มหาวิทยาลัย Oxford ได้ทำการทดลองโดยการแบ่งกลุ่มคนสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งอายุ 18-21 ปี และอีกกลุ่มหนึ่งอายุ 35-39 ปี โดยให้ทั้งสองกลุ่มแปลงภาพเป็นตัวเลขแบบง่ายๆภายใน 90 วินาที </p>
<p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มที่อายุน้อยกว่าทำได้ดีกว่าอีกกลุ่มหนึ่งประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เมื่อไม่มีอะไรรบกวน แต่เมื่อทั้งสองกลุ่มถูกรบกวนด้วยเสียงโทรศัพท์ sms หรือ im ก็พบว่า ความแม่นยำและความเร็วของทั้งสองกลุ่มไม่ได้ต่างกันเลย </p>
<p>Martin Westwell รักษาการสถาบันได้ให้ความเห็นว่า คนที่สูงอายุกว่าจะคิดได้ช้ากว่า แต่เป็นเพราะว่ามีความฉลาดมากกว่าผู้ที่มีอายุน้อยกว่า จึงสามารถกันตัวเองออกจากการรบกวนและสามารถเลือกได้ว่าจะให้ความสนใจกับอะไร แต่ถึงกระนั้น เมื่อผลการวิจัยออกมาดังนี้ คุณ Westwell ซึ่งขณะนี้มีอายุ 36 ก็ได้เลือกที่จะเช็คอีเมล์ถี่น้อยลง ด้วยเหตุผลที่ว่า การที่โดนรบกวนนั้น ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงจริงๆ</p>
<p>ในการศึกษาอีกอันหนึ่ง พบว่า พนักงาน Microsoft กลุ่มหนึ่ง ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีกว่าจะกลับมาสู่งานจริงจังอย่างเช่นการเขียนรายงาน หรือการเขียนโปรแกรมได้เต็มที่ หลังจากที่ตอบอีเมล์หรือตอบ im ซึ่ง 15 นาทีที่หายไป ใช้ไปกับการเตร็ดเตร่ดูอีเมล์หรือข้อความอื่นๆ หรือกระทั่งอ่านข่าวกีฬา ข่าวบันเทิง จนกว่าสมาธิจะกลับมาอีกครั้ง ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ นักวิจัยของ Microsoft, Eric Horvitz และ Shamsi Iqbal จากมหาวิทยาลัย Illinois ผู้เป็นผู้เขียนร่วมกันในการศึกษาครั้งนี้ ก็ประหลาดใจที่ได้พบว่า คนเราถูกเบี่ยงเบนความสนใจได้ง่ายมากและใช้เวลามากในการกลับมาที่งานของตน</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เทคโนโลยีทำเกิดเหตุการณ์ information overwhelming เทคโนโลยีก็ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เรากลั่นกรองข้อมูลมากมายเหล่านั้นให้เหลือเท่าที่เราสนใจเช่นกัน สิ่งสำคัญก็คือเราต้องใช้ให้พอเหมาะพอเพียง ให้ถูกที่และเวลา มิฉะนั้นแล้ว เราก็คงจะเห็นตัวอย่างมากมาย อย่างเช่นในแมนฮัตตัน ที่พิจารณาจะออกกฏห้ามใช้ iPod เวลาเดินถนน เนื่องจากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นหลายราย เนื่องจากข้ามถนนแล้วไม่สนใจเสียงรอบข้าง ซึ่งเราก็คงไม่อยากให้เกิดกฏแปลกๆออกมาบังคับรอบๆตัวเราเช่นกัน</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.nytimes.com/2007/03/25/business/25multi.html?ref=technology" target="new">NY Times</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ยักษ์ใหญ่ตีกัน Oracle ฟ้อง SAP ด้วยข้อหาขโมยข้อมูล</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/4255" />
    <id>http://www.blognone.com/node/4255</id>
    <published>2007-03-27T18:31:04+07:00</published>
    <updated>2007-03-27T20:51:57+07:00</updated>
    <author>
      <name>mari</name>
    </author>
    <category term="Oracle" />
    <category term="SAP" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>Oracle ฟ้องคู่แข่งตัวเอ้อย่าง SAP ด้วยข้อหาขโมยข้อมูลครั้งใหญ่ (corporate theft on a grand scale) โดยอ้างว่า SAP ได้ขโมยเอกสารสำคัญไปเป็นพันชิ้น รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีลิขสิทธิ์อยู่จากเว็บของ Oracle โดยที่ไม่ได้รับอนุญาต เข้าไปในเซอร์เวอร์ของ SAP เอง โดยที่ส่วนที่เก็บข้อมูลมานี้ สามารถทำให้ลดการบริการหลังการขายของลูกค้า Oracle ลง และชักนำลูกค้าไปใช้ SAP แทนได้</p>
<p>ซึ่งจุดประสงค์ในการฟ้องครั้งนี้ คือการให้ SAP หยุดขโมย และป้องกัน SAP ใช้ข้อมูลที่ขโมยมาแข่งกับ Oracle และเรียกร้องค่าเสียหายในการฟื้นฟูความเสียหายและค่าใช้จ่ายด้านทนายด้วย ซึ่งค่าความเสียหายนี้ ยังไม่เป็นที่เปิดเผยแก่สื่อมวลชน</p>
<p>ส่วนโฆษกของทาง SAP ก็ตามฟอร์ม คือยังไม่ให้ความเห็นเกี่ยวกับการฟ้องร้องนี้ และกล่าวเป็นแพทเทิร์นว่า เราเพิ่งได้รับรายงานและกำลังตรวจสอบ</p>
<p>ในข้อกล่าวหายังอ้างถึงการกระทำของ SAP ว่า ทำการขโมยโดยแอบเข้ามาทางระบบบริการลูกค้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยหลายๆครั้งใช้ account ของลูกค้า Oracle เอง โดยเฉพาะเป็น account ที่ใกล้หมดอายุ เข้ามาดาวน์โหลดโปรแกรมและเอกสารสำคัญ โดยที่ Oracle ได้พบการก่อการนี้มาตั้งแต่เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนในปีที่ผ่านมา </p>
<p>จะออกหัวออกก้อย เราก็คงต้องติดตามดูกันต่อไป</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.techworld.com/applications/news/index.cfm?newsid=8345">TechWorld</a> </p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>Oracle ฟ้องคู่แข่งตัวเอ้อย่าง SAP ด้วยข้อหาขโมยข้อมูลครั้งใหญ่ (corporate theft on a grand scale) โดยอ้างว่า SAP ได้ขโมยเอกสารสำคัญไปเป็นพันชิ้น รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีลิขสิทธิ์อยู่จากเว็บของ Oracle โดยที่ไม่ได้รับอนุญาต เข้าไปในเซอร์เวอร์ของ SAP เอง โดยที่ส่วนที่เก็บข้อมูลมานี้ สามารถทำให้ลดการบริการหลังการขายของลูกค้า Oracle ลง และชักนำลูกค้าไปใช้ SAP แทนได้</p>
<p>ซึ่งจุดประสงค์ในการฟ้องครั้งนี้ คือการให้ SAP หยุดขโมย และป้องกัน SAP ใช้ข้อมูลที่ขโมยมาแข่งกับ Oracle และเรียกร้องค่าเสียหายในการฟื้นฟูความเสียหายและค่าใช้จ่ายด้านทนายด้วย ซึ่งค่าความเสียหายนี้ ยังไม่เป็นที่เปิดเผยแก่สื่อมวลชน</p>
<p>ส่วนโฆษกของทาง SAP ก็ตามฟอร์ม คือยังไม่ให้ความเห็นเกี่ยวกับการฟ้องร้องนี้ และกล่าวเป็นแพทเทิร์นว่า เราเพิ่งได้รับรายงานและกำลังตรวจสอบ</p>
<p>ในข้อกล่าวหายังอ้างถึงการกระทำของ SAP ว่า ทำการขโมยโดยแอบเข้ามาทางระบบบริการลูกค้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยหลายๆครั้งใช้ account ของลูกค้า Oracle เอง โดยเฉพาะเป็น account ที่ใกล้หมดอายุ เข้ามาดาวน์โหลดโปรแกรมและเอกสารสำคัญ โดยที่ Oracle ได้พบการก่อการนี้มาตั้งแต่เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนในปีที่ผ่านมา </p>
<p>จะออกหัวออกก้อย เราก็คงต้องติดตามดูกันต่อไป</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.techworld.com/applications/news/index.cfm?newsid=8345">TechWorld</a> </p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>MySpace โดนแบนอีกแล้ว</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/4251" />
    <id>http://www.blognone.com/node/4251</id>
    <published>2007-03-27T15:01:28+07:00</published>
    <updated>2007-03-27T17:28:09+07:00</updated>
    <author>
      <name>mari</name>
    </author>
    <category term="Internet Censorship" />
    <category term="MySpace" />
    <category term="Social Network" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>MySpace.com เว็บ Social Networking ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถูกแบนอีกครั้งจากโรงเรียนในสหรัฐอเมริกา </p>
<p>MySpace ซึ่งโด่งดังจากความเป็นสังคมขนาดใหญ่ของมัน ทำให้มีเด็กและผู้ใหญ่จำนวนมากมาย ติดกันงอมแงม ในเมืองไทยนั้น  Hi5 ดูท่าจะโด่งดังมากกว่า เพราะอะไรก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่เอาเป็นว่า โดยรวมทั่วโลกแล้ว MySpace เป็นแหล่งสังคมออนไลน์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด รวมถึงมี plugin และ component มากมายที่มุ่งสร้างขึ้น เพื่อหวังจะมีส่วนแบ่งทางธุรกิจกระเด็นมาจาก MySpace บ้าง </p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>MySpace.com เว็บ Social Networking ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถูกแบนอีกครั้งจากโรงเรียนในสหรัฐอเมริกา </p>
<p>MySpace ซึ่งโด่งดังจากความเป็นสังคมขนาดใหญ่ของมัน ทำให้มีเด็กและผู้ใหญ่จำนวนมากมาย ติดกันงอมแงม ในเมืองไทยนั้น  Hi5 ดูท่าจะโด่งดังมากกว่า เพราะอะไรก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่เอาเป็นว่า โดยรวมทั่วโลกแล้ว MySpace เป็นแหล่งสังคมออนไลน์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด รวมถึงมี plugin และ component มากมายที่มุ่งสร้างขึ้น เพื่อหวังจะมีส่วนแบ่งทางธุรกิจกระเด็นมาจาก MySpace บ้าง<br />
<br />
MySpace นั้นมีเรื่องราวการโดนแบนหลายครั้งหลายคราว ทั้งในสหรัฐอเมริกาเองและที่อื่นๆ ในปัจจุบัน มีโรงเรียนบางแห่งที่ห้ามนักเรียนเล่น MySpace ในเวลาที่อยู่ที่โรงเรียน แต่ครั้งนี้ โรงเรียนใน Bloomfield Hill รัฐมิชิแกน ห้ามนักเรียนเล่น MySpace อย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะที่บ้านหรือที่โรงเรียน และไม่ให้เด็กนักเรียนมี account ที่ MySpace เลย</p>
<p>โรงเรียนเซนต์ฮิวโก้ออฟเดอะฮิลล์ส ซึ่งเป็นโรงเรียนคาทอลิก เป็นโรงเรียนที่ใช้กฏนี้ โดยที่ผู้ปกครองทั้งหลายก็ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยมีความเห็นว่า ในอินเทอร์เน็ตนั้น มีเรื่องเปราะบางไม่เหมาะสมกับเด็กอยู่มากมาย</p>
<p>Kristen Nicole ซึ่งเป็นผู้เขียนบทความนี้ให้ข้อสังเกตว่า นี่อาจจะเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุดอีกกรณีหนึ่งก็เป็นได้ และให้ความเป็นว่านี่เป็นปฏิกิริยาของ "ความกลัวของใหม่" ที่เกิดขึ้นกับผู้ปกครองที่ยังตามเทคโนโลยีไม่ทันทั้งหลาย ซึ่งอาจจะทำให้เด็กจับเทคโนโลยีไม่ทันและมีผลกระทบกับการงานในภายภาคหน้าได้</p>
<p>ความเห็นส่วนตัวของเรา ขนาดประเทศที่เทคโนโลยีรุดหน้าอย่างรวดเร็วแบบสหรัฐอเมริกา ก็ยังมีกระแสที่ต่อต้าน Social Networking แบบนี้ ทำให้เห็นว่า generation gap และ technology gap มีอยู่ทุกที่ทุกแห่งหน อีกทั้ง Social Networking ที่กระแสแรงมากๆในตอนนี้นั้น ก็มีท้งส่วนเสียที่เห็นได้ชัดเจน ซึ่งเป็นอันตรายกับเด็กที่รู้มากแต่วุฒิภาวะยังไม่เพียงพอ และส่วนดีคือ ทำให้เด็กตามกระแสสังคมภายนอกได้ทัน</p>
<p>แต่เอาเข้าจริงแล้ว เราก็ยังไม่แน่ใจว่า ข้อดีกับข้อเสียนั้นมันได้สมดุลกันหรือไม่ เท่าที่เห็นในเมืองไทย ซึ่งกระแสค่อนข้างแรงแต่ยังไม่เท่าเมืองนอกแล้ว ก็ยังเห็นได้ว่า มันเป็นช่องทางที่ทำให้กระแสตะวันตกยิ่งส่งอิทธิพลแรงมากขึ้นโดยออกแรงน้อยลงกว่าเดิม เนื่องจากเด็กๆเต็มใจที่จะรับมันเข้ามาด้วยตัวของเขาเอง </p>
<p>ก็คงต้องดูกันต่อไป</p>
<p>ที่มา - <a href="http://mashable.com/2007/03/23/myspace-ban/">Mashable</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ความขัดแย้งระหว่าง Features กับ Usability</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/4231" />
    <id>http://www.blognone.com/node/4231</id>
    <published>2007-03-26T13:33:46+07:00</published>
    <updated>2007-03-27T14:53:50+07:00</updated>
    <author>
      <name>mari</name>
    </author>
    <category term="Usability" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>Luke ได้สรุปพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคกับเรื่องของการใช้งานไว้ว่า ตอนที่เขาจะเลือกซื้อสินค้า ก็คือตอนที่ก่อนจะใช้งานจริงนั้น ผู้บริโภคจะตัดสินใจจากความน่าซื้อกับคุณภาพที่มันทำได้ เช่น จำนวนลักษณะการใช้งาน ซึ่งถึงแม้ว่ามันจะทำให้การใช้งานลำบากขึ้นจากการที่มันทำอะไรต่อมิอะไรได้มากขึ้นนั้น ผู้บริโภคก็ยังมีแนวโน้มที่จะเลือกสินค้าที่มี Feature คือการตั้งค่า/การใช้งาน มากกว่าสินค้าที่มีน้อยกว่าอยู่ดี แต่เมื่อใช้งานไปแล้ว ปัจจัยเรื่องคุณภาพของการใช้งานหรือ Usability นั้นก็เริ่มสำคัญขึ้นมาเหนือความหลากหลายใน Feature ทั้งหลาย </p>
<p>นี่เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เมื่อเราต้องออกแบบสินค้าให้มีความหลากหลายในการใช้งานเพื่อเรียกร้องความสนใจให้ลูกค้าควักกระเป๋า และในทางเดียวกันก็ต้องทำให้ประทับใจจากการใช้งานที่ง่ายด้วย</p>
<p>Barry Schwartz ได้ยกตัวอย่างความขัดแย้งนี้ ในการทดสอบของ Barry นั้น ผู้ร่วมทดสอบอยากจะมีเครื่องเล่น CD ที่มีฟังก์ชั่นอยู่ 21 รายการมากกว่าอีกอันที่มี 7 รายการ แต่เมื่อเริ่มใช้งานเครื่องเล่น CD 21 รายการนั้นสักพักหนึ่ง ก็จะกลับมาอยากได้แบบ 7 รายการมากกว่า</p>
<p>ในชีวิตเรามีอะไรที่ต้องเลือกมากมาย ในซุปเปอร์ เราอาจจะเจอคุกกี้เป็นร้อยแบบ ชาเป็นสิบๆยี่ห้อ น้ำสลัดสิบกว่าอย่างยี่สิบกว่ายี่ห้อ ยาสีฟันห้าสิบกว่าแบบ ซึ่งการที่มีทางเลือกนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีในชีวิต แต่ถ้ามีมากไป ก็จะเกิดผลเสียขึ้น ได้แก่</p>
<p>Paralysis:<br />
ทางเลือกเยอะไป อาจจะนำไปสู่การที่ลูกค้าไม่เลือกอะไรเลย ในการทดสอบซึ่งนำมายกตัวอย่างกันหลายทีแล้วก็คือ ร้านที่ให้ลูกค้าเลือกแยม 24 แบบ กับ 6 แบบ ร้านที่ให้เลือกถึง 24 จะดึงดูดความสนใจคนได้มากกว่า แต่มีเพียง 1 ใน 10 คนที่จะซื้อ </p>
<p>Decision Quality:<br />
ถ้ามีทางเลือกมาเสนอมากเกินไป เรามีแนวโน้มจะไม่ใช้ปัจจัยที่ซับซ้อนในการเลือกแต่จะใช้ปัจจัยที่ง่ายที่สุดในการเลือก เช่น ในร้านเสื้อผ้า ยี่ห้อและราคา เป็นปัจจัยที่ง่ายที่สุดที่คนจะใช้ในการเลือกซื้อสินค้า</p>
<p>Decision Satisfaction:<br />
ถึงเราจะเลือกสิ่งๆหนึ่งได้เป็นอย่างดี แต่มีแนวโน้มจะไม่พอใจกับสิ่งที่เลือกมากกว่า เมื่อมีทางเลือกมากขึ้น การเลือกก็จะเลือกในสิ่งที่ดีขึ้น แต่ความพอใจในการเลือกก็จะน้อยลง เพราะว่าถ้าไม่ได้ลองทางเลือกทั้งหมดแล้ว คนเรามีแนวโน้มที่จะคิดว่ามันน่าจะมีทางเลือกอื่นๆที่ดีกว่าทางเลือกที่เราเลือก ซึ่งตรงนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องของ Opportunity cost ด้วย</p>
<p>Escalation of expectations:<br />
ทางเลือกที่มากขึ้น ความคาดหวังที่จะเจอสิ่งที่ดีขึ้นก็มีมากขึ้นด้วย แต่ในทางกลับกัน ความ"เกินคาด" ก็จะลดลงหรืออาจจะไม่มีเหลืออยู่เลย</p>
<p>Maximizer Impact:<br />
ทางเลือกที่มากเกินไป เป็นเรื่องใหญ่ของคนประเภทที่ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับชีวิต แต่เพราะว่าทางเลือกเยอะเช่นนี้ คนประเภทนี้ก็ต้องเสียเวลาและพลังงานไปกับการค้นหามากขึ้น และในบางเรื่องอาจจะแทบไม่เห็นเลยว่า ทางเลือกที่ดีที่สุดคืออะไร</p>
<p>Leakage:<br />
เมื่อเราไม่หยุดตัดสินทางเลือกหลังจากที่เลือกทางใดทางหนึ่งไปแล้ว ทำให้เกิดความไม่พึงพอใจขึ้นจากการเสียโอกาสลองทางเลือกอื่นๆและจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อได้มีประสบการณ์กับทางเลือกที่ตัวเองเลือกมากขึ้น</p>
<p>เราบรรเทาปัญหาทางเลือกมากเกินไปของผู้บริโภคนี้ได้บ้าง โดย:</p>
<p>Satisficing:<br />
เลือกทางเลือกที่"ดีพอ" แทนที่จะสร้างทางเลือกให้มากที่สุด เพื่อแก้ปัญหาทางเลือกมากไปตั้งแต่ต้นทาง</p>
<p>Principal Agent Distinction:<br />
บรรเทาอาการไม่พึงพอใจในทางเลือกของตัวเองด้วยตัวช่วยตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นคน หรือสื่อ ที่ช่วยเลือกทางเลือกให้ผู้บริโภคในระดับหนึ่ง (ในที่นี้ เช่น online community ต่างๆที่พูดถึงสินค้านั้นๆ)</p>
<p>Libertarian Paternalism:<br />
ให้ความใส่ใจกับสถานการณ์ที่ผู้บริโภคไม่ทำอะไรเลย คือ ควรจะมี Default option เพื่อเป็นทางเลือกยืนพื้นสำหรับทุกคน และ Default option นั้นก็ควรจะเป็นทางเลือกที่คิดมาดีแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ชาวอเมริกัน 90 เปอร์เซนต์เห็นด้วยกับการบริจาคอวัยวะ แต่มีเพียง 25% เท่านั้นที่เป็นผู้บริจาค ในขณะที่ประเทศหนึ่งในแถบยุโรป 90% ของประชากรเป็นผู้บริจาค ซึ่งความแตกต่างนี้ เกิดจากการที่ใบสมัครบริจาคอวัยวะมีค่า default ต่างกัน ซึ่งในทางยุโรป มี default เป็นลักษณะ opt-out (แปลง่ายๆก็เห็นด้วยและทำตาม) มากกว่าจะเป็น opt-in (แปลง่ายๆก็ลงชื่อเห็นด้วยกับความร่วมมือเฉยๆ)</p>
<p>จะเห็นได้ว่า การออกแบบให้การใช้งานเป็นไปอย่างง่ายนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆอย่างที่เห็น เรายังต้องเอาชนะการเลือกทางเลือกจากความคาดเดาของผู้บริโภคด้วย กระนั้นก็ตาม ไม่ว่าจะมีทางเลือกมากหรือน้อย สิ่งที่ยังต้องเป็นปัจจัยยืนพื้นก็คือ เราควรจะทำให้ระบบหรือทางเลือกนั้นมีการใช้งานที่ง่ายอยู่วันยังค่ำด้วย</p>
<p>อ้างอิงจาก http://www.lukew.com/ff/entry.asp?433 และ http://www.lukew.com/ff/entry.asp?419</p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>Luke ได้สรุปพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคกับเรื่องของการใช้งานไว้ว่า ตอนที่เขาจะเลือกซื้อสินค้า ก็คือตอนที่ก่อนจะใช้งานจริงนั้น ผู้บริโภคจะตัดสินใจจากความน่าซื้อกับคุณภาพที่มันทำได้ เช่น จำนวนลักษณะการใช้งาน ซึ่งถึงแม้ว่ามันจะทำให้การใช้งานลำบากขึ้นจากการที่มันทำอะไรต่อมิอะไรได้มากขึ้นนั้น ผู้บริโภคก็ยังมีแนวโน้มที่จะเลือกสินค้าที่มี Feature คือการตั้งค่า/การใช้งาน มากกว่าสินค้าที่มีน้อยกว่าอยู่ดี แต่เมื่อใช้งานไปแล้ว ปัจจัยเรื่องคุณภาพของการใช้งานหรือ Usability นั้นก็เริ่มสำคัญขึ้นมาเหนือความหลากหลายใน Feature ทั้งหลาย </p>
<p>นี่เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เมื่อเราต้องออกแบบสินค้าให้มีความหลากหลายในการใช้งานเพื่อเรียกร้องความสนใจให้ลูกค้าควักกระเป๋า และในทางเดียวกันก็ต้องทำให้ประทับใจจากการใช้งานที่ง่ายด้วย</p>
<p>Barry Schwartz ได้ยกตัวอย่างความขัดแย้งนี้ ในการทดสอบของ Barry นั้น ผู้ร่วมทดสอบอยากจะมีเครื่องเล่น CD ที่มีฟังก์ชั่นอยู่ 21 รายการมากกว่าอีกอันที่มี 7 รายการ แต่เมื่อเริ่มใช้งานเครื่องเล่น CD 21 รายการนั้นสักพักหนึ่ง ก็จะกลับมาอยากได้แบบ 7 รายการมากกว่า</p>
<p>ในชีวิตเรามีอะไรที่ต้องเลือกมากมาย ในซุปเปอร์ เราอาจจะเจอคุกกี้เป็นร้อยแบบ ชาเป็นสิบๆยี่ห้อ น้ำสลัดสิบกว่าอย่างยี่สิบกว่ายี่ห้อ ยาสีฟันห้าสิบกว่าแบบ ซึ่งการที่มีทางเลือกนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีในชีวิต แต่ถ้ามีมากไป ก็จะเกิดผลเสียขึ้น ได้แก่</p>
<p>Paralysis:<br />
ทางเลือกเยอะไป อาจจะนำไปสู่การที่ลูกค้าไม่เลือกอะไรเลย ในการทดสอบซึ่งนำมายกตัวอย่างกันหลายทีแล้วก็คือ ร้านที่ให้ลูกค้าเลือกแยม 24 แบบ กับ 6 แบบ ร้านที่ให้เลือกถึง 24 จะดึงดูดความสนใจคนได้มากกว่า แต่มีเพียง 1 ใน 10 คนที่จะซื้อ </p>
<p>Decision Quality:<br />
ถ้ามีทางเลือกมาเสนอมากเกินไป เรามีแนวโน้มจะไม่ใช้ปัจจัยที่ซับซ้อนในการเลือกแต่จะใช้ปัจจัยที่ง่ายที่สุดในการเลือก เช่น ในร้านเสื้อผ้า ยี่ห้อและราคา เป็นปัจจัยที่ง่ายที่สุดที่คนจะใช้ในการเลือกซื้อสินค้า</p>
<p>Decision Satisfaction:<br />
ถึงเราจะเลือกสิ่งๆหนึ่งได้เป็นอย่างดี แต่มีแนวโน้มจะไม่พอใจกับสิ่งที่เลือกมากกว่า เมื่อมีทางเลือกมากขึ้น การเลือกก็จะเลือกในสิ่งที่ดีขึ้น แต่ความพอใจในการเลือกก็จะน้อยลง เพราะว่าถ้าไม่ได้ลองทางเลือกทั้งหมดแล้ว คนเรามีแนวโน้มที่จะคิดว่ามันน่าจะมีทางเลือกอื่นๆที่ดีกว่าทางเลือกที่เราเลือก ซึ่งตรงนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องของ Opportunity cost ด้วย</p>
<p>Escalation of expectations:<br />
ทางเลือกที่มากขึ้น ความคาดหวังที่จะเจอสิ่งที่ดีขึ้นก็มีมากขึ้นด้วย แต่ในทางกลับกัน ความ"เกินคาด" ก็จะลดลงหรืออาจจะไม่มีเหลืออยู่เลย</p>
<p>Maximizer Impact:<br />
ทางเลือกที่มากเกินไป เป็นเรื่องใหญ่ของคนประเภทที่ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับชีวิต แต่เพราะว่าทางเลือกเยอะเช่นนี้ คนประเภทนี้ก็ต้องเสียเวลาและพลังงานไปกับการค้นหามากขึ้น และในบางเรื่องอาจจะแทบไม่เห็นเลยว่า ทางเลือกที่ดีที่สุดคืออะไร</p>
<p>Leakage:<br />
เมื่อเราไม่หยุดตัดสินทางเลือกหลังจากที่เลือกทางใดทางหนึ่งไปแล้ว ทำให้เกิดความไม่พึงพอใจขึ้นจากการเสียโอกาสลองทางเลือกอื่นๆและจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อได้มีประสบการณ์กับทางเลือกที่ตัวเองเลือกมากขึ้น</p>
<p>เราบรรเทาปัญหาทางเลือกมากเกินไปของผู้บริโภคนี้ได้บ้าง โดย:</p>
<p>Satisficing:<br />
เลือกทางเลือกที่"ดีพอ" แทนที่จะสร้างทางเลือกให้มากที่สุด เพื่อแก้ปัญหาทางเลือกมากไปตั้งแต่ต้นทาง</p>
<p>Principal Agent Distinction:<br />
บรรเทาอาการไม่พึงพอใจในทางเลือกของตัวเองด้วยตัวช่วยตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นคน หรือสื่อ ที่ช่วยเลือกทางเลือกให้ผู้บริโภคในระดับหนึ่ง (ในที่นี้ เช่น online community ต่างๆที่พูดถึงสินค้านั้นๆ)</p>
<p>Libertarian Paternalism:<br />
ให้ความใส่ใจกับสถานการณ์ที่ผู้บริโภคไม่ทำอะไรเลย คือ ควรจะมี Default option เพื่อเป็นทางเลือกยืนพื้นสำหรับทุกคน และ Default option นั้นก็ควรจะเป็นทางเลือกที่คิดมาดีแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ชาวอเมริกัน 90 เปอร์เซนต์เห็นด้วยกับการบริจาคอวัยวะ แต่มีเพียง 25% เท่านั้นที่เป็นผู้บริจาค ในขณะที่ประเทศหนึ่งในแถบยุโรป 90% ของประชากรเป็นผู้บริจาค ซึ่งความแตกต่างนี้ เกิดจากการที่ใบสมัครบริจาคอวัยวะมีค่า default ต่างกัน ซึ่งในทางยุโรป มี default เป็นลักษณะ opt-out (แปลง่ายๆก็เห็นด้วยและทำตาม) มากกว่าจะเป็น opt-in (แปลง่ายๆก็ลงชื่อเห็นด้วยกับความร่วมมือเฉยๆ)</p>
<p>จะเห็นได้ว่า การออกแบบให้การใช้งานเป็นไปอย่างง่ายนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆอย่างที่เห็น เรายังต้องเอาชนะการเลือกทางเลือกจากความคาดเดาของผู้บริโภคด้วย กระนั้นก็ตาม ไม่ว่าจะมีทางเลือกมากหรือน้อย สิ่งที่ยังต้องเป็นปัจจัยยืนพื้นก็คือ เราควรจะทำให้ระบบหรือทางเลือกนั้นมีการใช้งานที่ง่ายอยู่วันยังค่ำด้วย</p>
<p>อ้างอิงจาก http://www.lukew.com/ff/entry.asp?433 และ http://www.lukew.com/ff/entry.asp?419</p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>คนส่วนมาก ไม่ได้ให้ความร่วมมือบนเนตนักหรอก</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/4230" />
    <id>http://www.blognone.com/node/4230</id>
    <published>2007-03-26T13:32:05+07:00</published>
    <updated>2007-03-26T13:39:57+07:00</updated>
    <author>
      <name>mari</name>
    </author>
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>เท่าที่เฮีย Jacob เขาศึกษามา เขาพบว่า Web Community ส่วนใหญ่ 90% ของผู้ใช้ทั้งหมด สิงอ่านอยู่เฉยๆ ไม่ทำไรมากกว่านั้น ไม่แบ่งปัน ไม่แชร์ความคิดเห็นใดๆ 9% ก็มีให้ความร่วมมือหรือแชร์ข้อมูลบ้าง แต่ก็ไม่บ่อยนัก ส่วนอีก 1% เป็นผู้ใช้ดีเด่น ทั้งอ่าน ร่วมมือ เขียน แชร์ ให้ทำอะไรทำหมดเลย</p>
<p>อันนี้เฮียจา (Jacob) เขาบอกว่ามันเข้าข่ายกฏ 90-9-1 Rule ซึ่งไม่เคยได้ยินมาก่อนเหมือนกัน ใครเคยได้ยินกฏนี้ก็ช่วยบอกหน่อย</p>
<p>อันนี้ทำให้เรานึกไปถึงกฏ 80-20 หลายๆคนคงเคยได้ยินมา คือ กฏที่ว่าด้วยชนส่วนน้อย 20 มีอิทธิพลกับสรรพสิ่ง ประมาณ 80 ในขณะที่ชนส่วนใหญ่ 80 มีอิทธิพลกับสรรพสิ่งเพียงแค่ 20 เท่านั้น</p>
<p>ซึ่ง ก็เป็นธรรมดาโลกาเช่นนี้มาตั้งแต่ไหน</p>
<p>โอเค เลิกไร้สาระแล้วมาต่อกัน<br />
จากการวิจัยก่อนหน้านี้เกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมอันนี้แหละ ซึ่งเฮียจาเขาใช้คำว่า participation inequality  นักวิจัยเขามีการสำรวจดูผู้ใช้ Usenet จากจำนวนกว่า 2 ล้านข้อความ พบว่า การโพสต์ 27% มาจากคนที่โพสต์เข้ามาเพียงแค่หนึ่งครั้ง ส่วนการโพสต์ 25% มาจากกลุ่มคนที่แอคทีฟซึ่งคิดเป็นจำนวนคนทั้งหมดเพียง 3%</p>
<p>ในการศึกษาของ Whittaker และพรรคพวก เกี่ยวกับ Usenet นี่ ศึกษาการโพสต์โดยเลือกสุ่ม พบว่า โพสต์แต่ละครั้งมาจากกลุ่มผู้ใช้งานไม่บ่อย 580,000 คน ไม่งั้นก็มาจากหนึ่งใน 19,000 ผู้ใช้ที่แอคทีฟจัด ซึ่งจะเห็นได้เลยว่า ผลการสำรวจที่เกิดจากการโพสต์มากๆของคนกลุ่มน้อยนั้น อาจจะทำให้เราเห็นภาพโดยรวมทั้งหมดผิดไป และอาจจะเหมารวมไปถึงพวกที่สิงสู่อยู่เฉยๆเลยก็ได้</p>
<p>เฮียจาเขาเคลมว่า ตอนนี้มีผู้ใช้เนตทั้งหมดประมาณ 1.1 พันล้านคน แต่มีเพียงแค่ (ตั้ง) 55 ล้านคนที่มี Weblogs (สถิติไปเอามาจาก Technorati) และมากไปกว่านั้น ใน 55 ล้าน มีเพียง 1.6 ล้านที่โพสต์ในแต่ละวัน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว ก็เท่ากับ 0.1% ของคนใช้เนตเท่านั้น ซึ่งเทียบเป็นสัดส่วนก็คือ 95-5-0.1</p>
<p>ในวิกิพีเดีย ก็มีเรื่องความไม่เท่าเทียมอย่างนี้เช่นกัน กว่า 99% ของผู้ใช้ทั้งหมด เป็นโหมด read-only และถ้าเทียบกับสถิติจากวิกิเองว่ามีผู้ใช้ที่แอคถีฟเพียง 68,000 คน นั่นก็เท่ากับว่า 0.2% ของ 32 ล้านผู้ใช้ในอเมริกา เป็นพวกแอคทีฟ คือให้ด้วย ไม่ได้รับด้วยการอ่านอย่างเดียว</p>
<p>และในจำนวน 1,000 คนของวิกิ 0.003% แชร์ข้อมูลเป็นจำนวนถึง 2 ใน 3 ของเนื้อหาทั้งหมด ถ้าเรียกเป็นกฏ ก็เท่ากับ 99.8-0.2-0.003 (เฮียจาจะทำเป็นกฏไปทำไมเนี่ย)</p>
<p>ใน amazon ก็เช่นกัน แม้หนังสือที่ขายดีเป็นจำนวนหลายพันเล่ม ก็มี review อยู่เพียง 12 คนเท่านั้น นั่นหมายความว่า คนที่ให้ข้อมูล มีจำนวนต่ำกว่า 1% ของผู้ซื้อหนังสือเล่มนั้นทั้งหมด ในจำนวนหนังสือของอมเซอน มีการ review 167,113 ครั้ง (เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2549) ที่มาจาก top-100 reviewer และคนที่ review มากที่สุดเขียนถึง 12,423 อัน (โอ้ว) </p>
<p>ข้อเสียของความไม่เท่าเทียมในการแบ่งปันข้อมูล เช่น บริษัทจะได้ Customer Feedback ที่ไม่ตรงตามความเป็นจริงโดยทั้งหมด ในการ review ก็จะเกิดความลำเอียงจากคนส่วนน้อย ถ้าในเรื่องการเมือง ก็เช่นเดียวกัน อาจจะเกิดจากคนหัวเอียงซึ่งเป็นคนส่วนน้อยอย่างเดียว </p>
<p>เอาเป็นว่า รวมๆคือ ความเสี่ยงที่จะได้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เป็นกลาง นี่เอง</p>
<p>เฮียจาเขาเลยเสนอวิธีช่วยให้ความไม่เท่าเทียมกันนี้เบาบางลง ดังนี้</p>
<p>1 ทำให้ง่ายต่อการให้ หรือแชร์ เช่น กดดาวเพื่อให้คะแนน ง่ายกว่าการเขียนความเห็นเป็นตัวหนังสือ</p>
<p>2 ให้ความเห็นทางอ้อม เช่น ถึงผู้ใช้จะไม่เขียนริวิว แต่เมื่อผู้ใช้ซื้อหนังสือ อเมซอนก็จะเก็บข้อมูลไว้ เอาไปใช้แสดงข้อมูลในเรื่องที่ว่า คนที่ซื้อหนังสือเล่มนี้ ก็ซื้อหนังสือเล่มนั้นๆด้วย โดยทางนี้ คนที่ไม่ให้ความเห็นอะไร เพียงให้ระบบศึกษาพฤติกรรมการใช้ ก็ยังมีผลให้เกิดการแชร์ข้อมูลได้ (ฉลาดจริงๆเลยจอร์จ)</p>
<p>3 ให้แก้ไขโดยที่ไม่ต้องสร้างใหม่ การแก้ไข ทำได้ง่ายกว่าการสร้างใหม่ทั้งหมด เฮียจาเขายกตัวอย่างเช่น การสร้าง avatar จะง่ายกว่า ถ้าแก้ avatar จากตัว default แทนที่จะให้สร้างจากหัวขึ้นมาใหม่</p>
<p>4 รางวัลเล็กๆน้อยๆ เช่น ส่วนลด สินค้าใหม่ๆก่อนใคร เลื่อนฐานะสมาชิก เป็นต้น</p>
<p>5 สนับสนุนการแชร์ข้อมูลอย่างมีคุณภาพ ให้ความสำคัญกับคนที่แชร์ข้อมูลที่มีคุณภาพมากกว่าที่จะดูที่ปริมาณ เป็นต้น</p>
<p>บทความนี้ก็ดูเมคเซนส์ใช้ได้ แต่โดยความเห็นส่วนตัวก็คิดว่าไม่ต้องแคร์ความไม่เท่าเทียมนี้ในทุกกรณี ในบางทีเราอาจจะไม่นับคนที่สิงอยู่เฉยๆว่าเป็นลูกค้า หรือเป็นกลุ่มที่เราจะสนใจด้วยซ้ำ </p>
<p>แต่ถ้าในกรณีที่เราต้องรวมกลุ่มเหล่านี้ด้วยแล้วล่ะก็ ก็ต้องสนใจในเนื้อหานี้กันหน่อย เพราะอย่าลืมว่า กลุ่มเหล่านี้ เป็นกลุ่มคลื่นใต้น้ำ เพราะว่ามีจำนวนมาก เวลาเกิด action ขึ้นมา ก็จะทำให้เกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงได้ </p>
<p>แน่นอน ถึงแม้พวกเขาจะเป็นพวก read-only อย่างเดียวก็ตาม</p>
<p>อ่านรายละเอียดมากกว่านี้ได้ที่นี่<br />
http://www.useit.com/alertbox/participation_inequality.html</p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>เท่าที่เฮีย Jacob เขาศึกษามา เขาพบว่า Web Community ส่วนใหญ่ 90% ของผู้ใช้ทั้งหมด สิงอ่านอยู่เฉยๆ ไม่ทำไรมากกว่านั้น ไม่แบ่งปัน ไม่แชร์ความคิดเห็นใดๆ 9% ก็มีให้ความร่วมมือหรือแชร์ข้อมูลบ้าง แต่ก็ไม่บ่อยนัก ส่วนอีก 1% เป็นผู้ใช้ดีเด่น ทั้งอ่าน ร่วมมือ เขียน แชร์ ให้ทำอะไรทำหมดเลย</p>
<p>อันนี้เฮียจา (Jacob) เขาบอกว่ามันเข้าข่ายกฏ 90-9-1 Rule ซึ่งไม่เคยได้ยินมาก่อนเหมือนกัน ใครเคยได้ยินกฏนี้ก็ช่วยบอกหน่อย</p>
<p>อันนี้ทำให้เรานึกไปถึงกฏ 80-20 หลายๆคนคงเคยได้ยินมา คือ กฏที่ว่าด้วยชนส่วนน้อย 20 มีอิทธิพลกับสรรพสิ่ง ประมาณ 80 ในขณะที่ชนส่วนใหญ่ 80 มีอิทธิพลกับสรรพสิ่งเพียงแค่ 20 เท่านั้น</p>
<p>ซึ่ง ก็เป็นธรรมดาโลกาเช่นนี้มาตั้งแต่ไหน</p>
<p>โอเค เลิกไร้สาระแล้วมาต่อกัน<br />
จากการวิจัยก่อนหน้านี้เกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมอันนี้แหละ ซึ่งเฮียจาเขาใช้คำว่า participation inequality  นักวิจัยเขามีการสำรวจดูผู้ใช้ Usenet จากจำนวนกว่า 2 ล้านข้อความ พบว่า การโพสต์ 27% มาจากคนที่โพสต์เข้ามาเพียงแค่หนึ่งครั้ง ส่วนการโพสต์ 25% มาจากกลุ่มคนที่แอคทีฟซึ่งคิดเป็นจำนวนคนทั้งหมดเพียง 3%</p>
<p>ในการศึกษาของ Whittaker และพรรคพวก เกี่ยวกับ Usenet นี่ ศึกษาการโพสต์โดยเลือกสุ่ม พบว่า โพสต์แต่ละครั้งมาจากกลุ่มผู้ใช้งานไม่บ่อย 580,000 คน ไม่งั้นก็มาจากหนึ่งใน 19,000 ผู้ใช้ที่แอคทีฟจัด ซึ่งจะเห็นได้เลยว่า ผลการสำรวจที่เกิดจากการโพสต์มากๆของคนกลุ่มน้อยนั้น อาจจะทำให้เราเห็นภาพโดยรวมทั้งหมดผิดไป และอาจจะเหมารวมไปถึงพวกที่สิงสู่อยู่เฉยๆเลยก็ได้</p>
<p>เฮียจาเขาเคลมว่า ตอนนี้มีผู้ใช้เนตทั้งหมดประมาณ 1.1 พันล้านคน แต่มีเพียงแค่ (ตั้ง) 55 ล้านคนที่มี Weblogs (สถิติไปเอามาจาก Technorati) และมากไปกว่านั้น ใน 55 ล้าน มีเพียง 1.6 ล้านที่โพสต์ในแต่ละวัน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว ก็เท่ากับ 0.1% ของคนใช้เนตเท่านั้น ซึ่งเทียบเป็นสัดส่วนก็คือ 95-5-0.1</p>
<p>ในวิกิพีเดีย ก็มีเรื่องความไม่เท่าเทียมอย่างนี้เช่นกัน กว่า 99% ของผู้ใช้ทั้งหมด เป็นโหมด read-only และถ้าเทียบกับสถิติจากวิกิเองว่ามีผู้ใช้ที่แอคถีฟเพียง 68,000 คน นั่นก็เท่ากับว่า 0.2% ของ 32 ล้านผู้ใช้ในอเมริกา เป็นพวกแอคทีฟ คือให้ด้วย ไม่ได้รับด้วยการอ่านอย่างเดียว</p>
<p>และในจำนวน 1,000 คนของวิกิ 0.003% แชร์ข้อมูลเป็นจำนวนถึง 2 ใน 3 ของเนื้อหาทั้งหมด ถ้าเรียกเป็นกฏ ก็เท่ากับ 99.8-0.2-0.003 (เฮียจาจะทำเป็นกฏไปทำไมเนี่ย)</p>
<p>ใน amazon ก็เช่นกัน แม้หนังสือที่ขายดีเป็นจำนวนหลายพันเล่ม ก็มี review อยู่เพียง 12 คนเท่านั้น นั่นหมายความว่า คนที่ให้ข้อมูล มีจำนวนต่ำกว่า 1% ของผู้ซื้อหนังสือเล่มนั้นทั้งหมด ในจำนวนหนังสือของอมเซอน มีการ review 167,113 ครั้ง (เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2549) ที่มาจาก top-100 reviewer และคนที่ review มากที่สุดเขียนถึง 12,423 อัน (โอ้ว) </p>
<p>ข้อเสียของความไม่เท่าเทียมในการแบ่งปันข้อมูล เช่น บริษัทจะได้ Customer Feedback ที่ไม่ตรงตามความเป็นจริงโดยทั้งหมด ในการ review ก็จะเกิดความลำเอียงจากคนส่วนน้อย ถ้าในเรื่องการเมือง ก็เช่นเดียวกัน อาจจะเกิดจากคนหัวเอียงซึ่งเป็นคนส่วนน้อยอย่างเดียว </p>
<p>เอาเป็นว่า รวมๆคือ ความเสี่ยงที่จะได้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เป็นกลาง นี่เอง</p>
<p>เฮียจาเขาเลยเสนอวิธีช่วยให้ความไม่เท่าเทียมกันนี้เบาบางลง ดังนี้</p>
<p>1 ทำให้ง่ายต่อการให้ หรือแชร์ เช่น กดดาวเพื่อให้คะแนน ง่ายกว่าการเขียนความเห็นเป็นตัวหนังสือ</p>
<p>2 ให้ความเห็นทางอ้อม เช่น ถึงผู้ใช้จะไม่เขียนริวิว แต่เมื่อผู้ใช้ซื้อหนังสือ อเมซอนก็จะเก็บข้อมูลไว้ เอาไปใช้แสดงข้อมูลในเรื่องที่ว่า คนที่ซื้อหนังสือเล่มนี้ ก็ซื้อหนังสือเล่มนั้นๆด้วย โดยทางนี้ คนที่ไม่ให้ความเห็นอะไร เพียงให้ระบบศึกษาพฤติกรรมการใช้ ก็ยังมีผลให้เกิดการแชร์ข้อมูลได้ (ฉลาดจริงๆเลยจอร์จ)</p>
<p>3 ให้แก้ไขโดยที่ไม่ต้องสร้างใหม่ การแก้ไข ทำได้ง่ายกว่าการสร้างใหม่ทั้งหมด เฮียจาเขายกตัวอย่างเช่น การสร้าง avatar จะง่ายกว่า ถ้าแก้ avatar จากตัว default แทนที่จะให้สร้างจากหัวขึ้นมาใหม่</p>
<p>4 รางวัลเล็กๆน้อยๆ เช่น ส่วนลด สินค้าใหม่ๆก่อนใคร เลื่อนฐานะสมาชิก เป็นต้น</p>
<p>5 สนับสนุนการแชร์ข้อมูลอย่างมีคุณภาพ ให้ความสำคัญกับคนที่แชร์ข้อมูลที่มีคุณภาพมากกว่าที่จะดูที่ปริมาณ เป็นต้น</p>
<p>บทความนี้ก็ดูเมคเซนส์ใช้ได้ แต่โดยความเห็นส่วนตัวก็คิดว่าไม่ต้องแคร์ความไม่เท่าเทียมนี้ในทุกกรณี ในบางทีเราอาจจะไม่นับคนที่สิงอยู่เฉยๆว่าเป็นลูกค้า หรือเป็นกลุ่มที่เราจะสนใจด้วยซ้ำ </p>
<p>แต่ถ้าในกรณีที่เราต้องรวมกลุ่มเหล่านี้ด้วยแล้วล่ะก็ ก็ต้องสนใจในเนื้อหานี้กันหน่อย เพราะอย่าลืมว่า กลุ่มเหล่านี้ เป็นกลุ่มคลื่นใต้น้ำ เพราะว่ามีจำนวนมาก เวลาเกิด action ขึ้นมา ก็จะทำให้เกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงได้ </p>
<p>แน่นอน ถึงแม้พวกเขาจะเป็นพวก read-only อย่างเดียวก็ตาม</p>
<p>อ่านรายละเอียดมากกว่านี้ได้ที่นี่<br />
http://www.useit.com/alertbox/participation_inequality.html</p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>รู้จัก Findability กันไหมจ๊ะ</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/4229" />
    <id>http://www.blognone.com/node/4229</id>
    <published>2007-03-26T13:30:28+07:00</published>
    <updated>2007-03-26T13:39:16+07:00</updated>
    <author>
      <name>mari</name>
    </author>
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>Information Architecture อาจจะเคยได้ยินแล้ว<br />
Usability ก็ยิ่งได้ยินเยอะกว่า</p>
<p>แล้ว Findability ล่ะ เคยได้ยินไหมจ๊ะ</p>
<p> วันนี้ได้หยิบหนังสือ Ambient Findability ที่คุณบอสซื้อมาให้อ่าน (หลังจากยุว่ามันดี) พลิกไม่กี่หน้า ก็รู้ว่า วันนี้จะมาเล่าอะไรให้ฟัง</p>
<p>ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้คือ Peter Morville<br />
ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นพ่อทุกสถาบันของ IA (info architecture)<br />
เป็นผู้ร่วมเขียนไบเบิลทางด้าน IA กับ Louis Rosenfeld<br />
ที่หน้าปกขาวๆ มีหมีขาวอ้วนๆอยู่ตัวหนึ่งไง (อ๋อ ...ไม่รู้จักใช่ม่า)</p>
<p>เรามาดูนิยามของ Findability ก่อนก็แล้วกัน</p>
<p>Findability (n.)<br />
find.a.bil.i.ty<br />
a. The quality of being locatable or navigable.<br />
b. The degree to which a particular object is easy to discover or locate.<br />
c. The degree to which a system or environment supports navigation and retrival.</p>
<p>ถ้าเรากล่าวถึง IA เราจะหมายความถึงสถาปัตยกรรมโครงสร้างข้อมูลทั้งหมดในเว็บไซต์เป็นหลัก<br />
ถ้าเรากล่าวถึง Usability เราจะหมายความถึงคุณภาพในการใช้งานได้เป็นหลัก<br />
ส่วน Findability เราจะหมายความถึงคุณภาพในการหาสิ่งที่ต้องการหาเจอเป็นหลัก</p>
<p>จะเรียกว่า IA เป็นปู่ Usability เป็นพ่อ แล้ว Findability เป็นลูก ก็ได้ ก็ไม่ผิดอะไรไปเท่าไหร่</p>
<p>คุณภาพของการค้นหาเจอ การไปถึงสิ่งที่ต้องการค้นหาได้ ก็เห็นตัวอย่างง่ายๆในชีวิตประจำวัน เช่น ริมทาง high way ที่ต้องพ่นสีสะท้อนแสง หรือใช้วัสดุสะท้อนแสงมาติดเพื่อให้รู้ตำแหน่ง ขอบเขต life jacket ต้องมีสีส้มสะท้อนแสง เพื่อให้โดดเด่นออกมาจากสีของทะเล ด้วยเหตุที่เฮลิคอปเตอร์ช่วยชีวิตจะได้เห็นผู้รอดชีวิตได้ง่ายขึ้น</p>
<p>ในด้านเว็บ ก็เช่น การที่ขีดเส้นใต้ link เพื่อให้หา link ได้ง่ายขึ้น การทำตัวหนังสือให้แตกต่างจากตัวหนังสือรอบด้าน เพื่อให้ประโยคนั้นๆหรือคำนั้นๆเด่นออกมา </p>
<p>และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "คำ" กลายเป็นสิ่งที่สำคัญในการหาสิ่งที่ต้องการภายในโลกของอินเทอร์เน็ตไปแล้ว ผู้ที่ศึกษาเรื่อง SEO (Search Engine Optimization) ก็น่าจะทราบดีอยู่แล้วในส่วนหนึ่ง ในโลกอินเทอร์เน็ตที่ขยายวงกว้างไปเรื่อยๆอย่างที่ยังไม่เห็นจุดสิ้นสุดของมันนั้น เราก็มีโอกาสที่จะพบสิ่งต่างๆมากขึ้น ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ทางเลือกจำกัดในวงแคบๆจากสื่อแบบวิทยุ โทรทัศน์ (ที่เราเคยคิดว่าแค่สินค้าจากวิทยุ โทรทัศน์ก็มากพอแล้ว แต่เทียบกับสื่อยุคใหม่อย่างอินเทอร์เน็ตเช่นนี้ไม่ได้เลย) และ"คำ" ก็จะช่วยให้เราไปสู่สิ่งที่เราค้นหาได้</p>
<p>อะ เริ่มยาว เอาแค่นี้ก่อน<br />
ไว้วันหลังจะมาคุยเรื่อง Findability ต่อดีกว่า</p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>Information Architecture อาจจะเคยได้ยินแล้ว<br />
Usability ก็ยิ่งได้ยินเยอะกว่า</p>
<p>แล้ว Findability ล่ะ เคยได้ยินไหมจ๊ะ</p>
<p> วันนี้ได้หยิบหนังสือ Ambient Findability ที่คุณบอสซื้อมาให้อ่าน (หลังจากยุว่ามันดี) พลิกไม่กี่หน้า ก็รู้ว่า วันนี้จะมาเล่าอะไรให้ฟัง</p>
<p>ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ค