<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom">
  <title>plynoi's blog</title>
  <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/blog/168"/>
  <link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blognone.com/blog/168/atom/feed"/>
  <id>http://www.blognone.com/blog/168/atom/feed</id>
  <updated>2007-08-24T06:56:53+07:00</updated>
  <entry>
    <title>นิคอนปล่อย D700 ออกสู้ EOS 5D</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/8214" />
    <id>http://www.blognone.com/node/8214</id>
    <published>2008-07-02T00:29:51+07:00</published>
    <updated>2008-07-02T10:01:08+07:00</updated>
    <author>
      <name>plynoi</name>
    </author>
    <category term="Camera" />
    <category term="Nikon" />
    <category term="Photography" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>หลังจากมีข่าวลือหลุดมาได้สักพัก ในที่สุดนิคคอนก็ปล่อย D700 ที่ใช้ CMOS ขนาดเท่าฟิล์ม (35 มม.) ระดับรองลงมาชนกับแคนนอน  EOS 5D แล้วครับ</p>
<p>เจ้า D700 นี้เป็นกล้องระดับโปรรุ่นรอง ซึ่งจะมีความสามารถหลักๆ <a href="http://www.dpreview.com/reviews/compare_post.asp?method=sidebyside&amp;cameras=nikon_d300%2Cnikon_d700&amp;show=all">ใกล้เคียงกับ D300</a> แต่ใช้เซ็นเซอร์ตัวเดียวกับ D3 จึงให้คุณภาพของภาพและ ISO 200 ถึง 6400 เหมือน D3 สิ่งที่ต่างกันเล็กน้อยกับ D300<br />
ก็เช่นช่องมองภาพที่เล็กลงจาก 100% กลายเป็น 95% และความเร็วที่ลดลงไปจากถ่ายได้ 6 เฟรมต่อวินาที ก็เหลือ 5 แทน ส่วนความสามารถอื่นๆ ตามสมัยนิยมอย่าง live view, ระบบขจัดฝุ่น ก็มีมาให้ครบครัน</p>
<p>พร้อมกันนี้ นิคอนยังปล่อยเลนส์ <a href="http://www.dpreview.com/news/0807/08070102nikonpcemicro45mm85mm.asp">PC-E Micro 45 มม. กับ  85 มม.</a> และแฟลชตัวใหม่อย่าง <a href="http://www.dpreview.com/news/0807/08070101nikonsb900.asp">SB 900</a> ออกมาด้วยพร้อมๆ กัน ให้เสียเงินอีกด้วย</p>
<p>สำหรับราคาเปิดตัว D700 อยู่ที่ 2599 ยูโร ซึ่งจะวางตัวในกลุ่มนักถ่ายภาพมืออาชีพที่ต้องการคุณภาพระดับ D3 แต่ต้องการตัวกล้องที่แข็งแรงและความสามารถย่อมเยาลงมาครับ</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.dpreview.com/news/0807/08070103nikond700previewed.asp">DPreview</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>หลังจากมีข่าวลือหลุดมาได้สักพัก ในที่สุดนิคคอนก็ปล่อย D700 ที่ใช้ CMOS ขนาดเท่าฟิล์ม (35 มม.) ระดับรองลงมาชนกับแคนนอน  EOS 5D แล้วครับ</p>
<p>เจ้า D700 นี้เป็นกล้องระดับโปรรุ่นรอง ซึ่งจะมีความสามารถหลักๆ <a href="http://www.dpreview.com/reviews/compare_post.asp?method=sidebyside&amp;cameras=nikon_d300%2Cnikon_d700&amp;show=all">ใกล้เคียงกับ D300</a> แต่ใช้เซ็นเซอร์ตัวเดียวกับ D3 จึงให้คุณภาพของภาพและ ISO 200 ถึง 6400 เหมือน D3 สิ่งที่ต่างกันเล็กน้อยกับ D300<br />
ก็เช่นช่องมองภาพที่เล็กลงจาก 100% กลายเป็น 95% และความเร็วที่ลดลงไปจากถ่ายได้ 6 เฟรมต่อวินาที ก็เหลือ 5 แทน ส่วนความสามารถอื่นๆ ตามสมัยนิยมอย่าง live view, ระบบขจัดฝุ่น ก็มีมาให้ครบครัน</p>
<p>พร้อมกันนี้ นิคอนยังปล่อยเลนส์ <a href="http://www.dpreview.com/news/0807/08070102nikonpcemicro45mm85mm.asp">PC-E Micro 45 มม. กับ  85 มม.</a> และแฟลชตัวใหม่อย่าง <a href="http://www.dpreview.com/news/0807/08070101nikonsb900.asp">SB 900</a> ออกมาด้วยพร้อมๆ กัน ให้เสียเงินอีกด้วย</p>
<p>สำหรับราคาเปิดตัว D700 อยู่ที่ 2599 ยูโร ซึ่งจะวางตัวในกลุ่มนักถ่ายภาพมืออาชีพที่ต้องการคุณภาพระดับ D3 แต่ต้องการตัวกล้องที่แข็งแรงและความสามารถย่อมเยาลงมาครับ</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.dpreview.com/news/0807/08070103nikond700previewed.asp">DPreview</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>แผนการของไมโครซอพท์เกี่ยวกับโอเพนซอร์ส</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/6906" />
    <id>http://www.blognone.com/node/6906</id>
    <published>2008-02-04T00:07:54+07:00</published>
    <updated>2008-02-04T00:07:55+07:00</updated>
    <author>
      <name>plynoi</name>
    </author>
    <category term="Microsoft" />
    <category term="Open Source" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>คุณ Mary Jo Foley ได้สัมภาษณ์ <a href="http://samus.typepad.com/">Sam Ramji</a> ไดเรกเตอร์ฝ่ายเทคโนโลยีแพลทฟอร์มของไมโครซอพท์เกี่ยวกับทิศทางของไมโครซอพท์เองกับโอเพนซอร์ส ซึ่งก็ได้คำตอบมาว่า "ตอนนี้ไมโครซอพท์เองกำลังมุ่งไปที่การใช้งานโอเพนซอร์สบน Windows โดยเฉพาะความเข้ากับได้ระหว่างโปรแกรมในชุด LAMP กับ Windows" </p>
<p>พร้อมกันนี้คุณ Ramji แสดงให้คุณ Mary ดูพรีเซนเทชั่นซึ่งแสดงทิศทางของไมโครซอพท์กับโอเพนซอร์สได้ครบถ้วนครับ (ดู<a href="http://blogs.zdnet.com/microsoft/images/ms-open-source-strategy.png">รูปที่นี่</a>)</p>
<p>จากรูปจะเห็นได้ว่าไมโครซอพท์พยายามจะสร้าง "WAMP" ให้เกิดขึ้นบน Windows โดยให้โอเพนซอร์สเป็นทางเลือกหนึ่งของโปรแกรมบน Windows ซึ่งจุดมุ่งหมายที่แท้จริงอาจจะไม่ใช่แค่ให้ผู้พัฒนาโอเพนซอร์สพอร์ตโปรแกรมมาบน Windows เท่านั้น แต่อาจจะถึงขั้นทำให้โปรแกรมเหล่านั้นไปผูกกับระบบของไมโครซอพท์เช่น Active Directory, SQL Server, Windows Server, ฯลฯ เลยทีเดียว</p>
<p>แผนการนี้จะเห็นว่าได้เข้าทางไมโครซอพท์มาก ซ้ำยังอาจกำจัด Linux ได้อีกเพราะจะทำให้โปรแกรมโอเพนซอร์สทำงานบน Windows ได้อย่างเดียวเท่านั้น ทางคุณ Ramji ยังย้ำด้วยว่าปัจจุบันนี้ 50% ของผู้ใช้ JBoss นั้นรันบน Windows เช่นกัน</p>
<p>ถ้าไมโครซอพท์เล่นแผนนี้จริง ก็ต้องรอดูนักพัฒนาโปรแกรมและบริษัทพัฒนาโอเพนซอร์สต่างๆ ว่าจะเอายังไงครับ</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.osnews.com/comments/19255">OSNews</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>คุณ Mary Jo Foley ได้สัมภาษณ์ <a href="http://samus.typepad.com/">Sam Ramji</a> ไดเรกเตอร์ฝ่ายเทคโนโลยีแพลทฟอร์มของไมโครซอพท์เกี่ยวกับทิศทางของไมโครซอพท์เองกับโอเพนซอร์ส ซึ่งก็ได้คำตอบมาว่า "ตอนนี้ไมโครซอพท์เองกำลังมุ่งไปที่การใช้งานโอเพนซอร์สบน Windows โดยเฉพาะความเข้ากับได้ระหว่างโปรแกรมในชุด LAMP กับ Windows" </p>
<p>พร้อมกันนี้คุณ Ramji แสดงให้คุณ Mary ดูพรีเซนเทชั่นซึ่งแสดงทิศทางของไมโครซอพท์กับโอเพนซอร์สได้ครบถ้วนครับ (ดู<a href="http://blogs.zdnet.com/microsoft/images/ms-open-source-strategy.png">รูปที่นี่</a>)</p>
<p>จากรูปจะเห็นได้ว่าไมโครซอพท์พยายามจะสร้าง "WAMP" ให้เกิดขึ้นบน Windows โดยให้โอเพนซอร์สเป็นทางเลือกหนึ่งของโปรแกรมบน Windows ซึ่งจุดมุ่งหมายที่แท้จริงอาจจะไม่ใช่แค่ให้ผู้พัฒนาโอเพนซอร์สพอร์ตโปรแกรมมาบน Windows เท่านั้น แต่อาจจะถึงขั้นทำให้โปรแกรมเหล่านั้นไปผูกกับระบบของไมโครซอพท์เช่น Active Directory, SQL Server, Windows Server, ฯลฯ เลยทีเดียว</p>
<p>แผนการนี้จะเห็นว่าได้เข้าทางไมโครซอพท์มาก ซ้ำยังอาจกำจัด Linux ได้อีกเพราะจะทำให้โปรแกรมโอเพนซอร์สทำงานบน Windows ได้อย่างเดียวเท่านั้น ทางคุณ Ramji ยังย้ำด้วยว่าปัจจุบันนี้ 50% ของผู้ใช้ JBoss นั้นรันบน Windows เช่นกัน</p>
<p>ถ้าไมโครซอพท์เล่นแผนนี้จริง ก็ต้องรอดูนักพัฒนาโปรแกรมและบริษัทพัฒนาโอเพนซอร์สต่างๆ ว่าจะเอายังไงครับ</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.osnews.com/comments/19255">OSNews</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>A300 และ A350 สองกล้องใหม่จากโซนี่</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/6893" />
    <id>http://www.blognone.com/node/6893</id>
    <published>2008-01-31T22:36:52+07:00</published>
    <updated>2008-01-31T22:36:52+07:00</updated>
    <author>
      <name>plynoi</name>
    </author>
    <category term="Camera" />
    <category term="Sony" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>หลังจากเปิดตัว A200 ไปไม่นาน (<a href="http://www.blognone.com/node/6680">ข่าวเก่า</a>) โซนี่ก็ทำการซอยย่อยกล้องระดับล่างของตนออกมาเป็นอีกสองรุ่น  เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของนักถ่ายภาพครับ</p>
<p>สำหรับ A300 และ A350 นี้มีคุณสมบัติ live-view ยอดนิยม พร้อมระบบออโตโฟกัสที่เคลมว่าเร็วและถ่ายได้ต่อเนื่องกว่าระบบ live-view อื่นๆ ด้วยการหักเหแสงเข้าสู่เซ็นเซอร์รับภาพตัวสองตรงๆ เลยครับ</p>
<p>จุดเด่นอื่นๆ ก็จอ LCD ขนาด 2.7 นิ้วที่ปรับพับได้ โดย A300 และ 350 ต่างกันตรงที่ A300 ใช้ CCD ความละเอียด 10.2 ล้านพิกเซล และถ่ายภาพได้ต่อเนื่อง 3 เฟรมต่อวินาที ส่วน 350 นั้นใช้ CCD ความละเอียด 14.2 ล้านพิกเซล ถ่ายต่อเนื่อง 2 เฟรมต่อวินาที ส่วนความสามารถอื่นๆ ไม่ต่างจาก A200 และคู่แข่งอื่นๆ มากนัก</p>
<p>ใครที่จะรอ A200 ก็รอดูสองตัวนี้ก่อนครับ ราคาชุดคิทของ A200, A300 และ A350 คือ $700,$800 และ $900 ตามลำดับครับ<br />
จะเห็นว่าความสามารถต่างกันไม่มาก แต่ราคาต่างกันพอตัวทีเดียวครับ</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.dpreview.com/news/0801/08013004sonyalpha300350.asp">DPreview</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>หลังจากเปิดตัว A200 ไปไม่นาน (<a href="http://www.blognone.com/node/6680">ข่าวเก่า</a>) โซนี่ก็ทำการซอยย่อยกล้องระดับล่างของตนออกมาเป็นอีกสองรุ่น  เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของนักถ่ายภาพครับ</p>
<p>สำหรับ A300 และ A350 นี้มีคุณสมบัติ live-view ยอดนิยม พร้อมระบบออโตโฟกัสที่เคลมว่าเร็วและถ่ายได้ต่อเนื่องกว่าระบบ live-view อื่นๆ ด้วยการหักเหแสงเข้าสู่เซ็นเซอร์รับภาพตัวสองตรงๆ เลยครับ</p>
<p>จุดเด่นอื่นๆ ก็จอ LCD ขนาด 2.7 นิ้วที่ปรับพับได้ โดย A300 และ 350 ต่างกันตรงที่ A300 ใช้ CCD ความละเอียด 10.2 ล้านพิกเซล และถ่ายภาพได้ต่อเนื่อง 3 เฟรมต่อวินาที ส่วน 350 นั้นใช้ CCD ความละเอียด 14.2 ล้านพิกเซล ถ่ายต่อเนื่อง 2 เฟรมต่อวินาที ส่วนความสามารถอื่นๆ ไม่ต่างจาก A200 และคู่แข่งอื่นๆ มากนัก</p>
<p>ใครที่จะรอ A200 ก็รอดูสองตัวนี้ก่อนครับ ราคาชุดคิทของ A200, A300 และ A350 คือ $700,$800 และ $900 ตามลำดับครับ<br />
จะเห็นว่าความสามารถต่างกันไม่มาก แต่ราคาต่างกันพอตัวทีเดียวครับ</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.dpreview.com/news/0801/08013004sonyalpha300350.asp">DPreview</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>กองทัพเลนส์ซิกม่าถล่มงาน PMA</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/6891" />
    <id>http://www.blognone.com/node/6891</id>
    <published>2008-01-31T22:15:14+07:00</published>
    <updated>2008-01-31T22:38:37+07:00</updated>
    <author>
      <name>plynoi</name>
    </author>
    <category term="Camera" />
    <category term="Sigma" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>ซิกม่า บริษัทผู้ผลิตเลนส์อิสระอันดับหนึ่งของโลก ได้เปิดตัวกองทัพเลนส์สู่ตลาดกล้องในงาน PMA ปี 2008 นี้<br />
เลนส์ที่ซิกม่านำมาเปิดตัวปีนี้ประกอบไปด้วยเลนส์ดังนี้ครับ</p>
<ul>
<li><a href="http://www.dpreview.com/news/0801/08013101sigma250500.asp">Sigma 200-500mm F2.8 EX DG</a> เลนส์ซูเปอร์เทเลซูมเกรดโปร รูรับแสง 2.8 ตลอดช่วงตัวแรกของโลกครับ แถมยังใส่ ตัวเสริม ให้กลายเป็น 400-1000 F5.6 ได้อีกต่างหาก เจ้าเลนส์ตัวนี้ต้องการแบตเตอรี่เสริมของมันเอง เพื่อหมุนออโตโฟกัสอีกต่างหาก จุดเด่นอีกตัวของเลนส์ตัวนี้คือหน้าตาราวกับอาวุธสงครามครับ (<a href="http://a.img-dpreview.com/news/0801/sigma/sigma_200-500.jpg">ดูรูป</a>)
</li>
<li>
<a href="http://www.dpreview.com/news/0801/08013102sigma150500.asp">Sigma APO 150-500mm f/5-6.3 DG OS HSM</a> ยังอยู่กับเลนส์ซูมครับ เจ้าตัวนี้มาพร้อมมอเตอร์ในเลนส์และระบบกันสั่นของซิกม่าเองที่เครมว่ากันสั่นได้ถึง 4 สตอป!!
</li>
<li>
<a href="http://www.dpreview.com/news/0801/08013103sigma120400.asp">Sigma APO 120-400mm f/4.5-5.6 DG OS HSM</a> ถ้าเลนส์ข้างบนยาวไป ก็ลองเลนส์นี้ครับ มีคุณสมบัติเหมือนกัน ยกเว้นรูรับแสงที่กว้างกว่า (ช่วงซูมแคบกว่านั่นเอง)
</li>
<li><a href="http://www.dpreview.com/news/0801/08013104sigma102070200fourthirds.asp">Sigma 10-20mm F4-5.6 EX DC HSM และ Sigma APO 70-200mm F2.8 II EX DG MACRO HSM ระบบ 4/3</a> ข่าวดีสำหรับแฟนๆ โอลิมปัสและพานาโซนิคครับ ในที่สุดเลนส์ยอดนิยมก็สนับสนุนเมาท์ 4/3 แล้ว ทั้งเลนส์มุมโคตรกว้างอย่าง 10-20 และเลนส์เทเลซูมระดับโปรอย่าง 70-200 พร้อมคุณสมบัติที่เหมือนเมาท์ค่ายอื่นครบถ้วน
</li>
<li>
<a href="http://www.dpreview.com/news/0801/08013105sigma7020050150aps.asp">Sigma APO 70-200mm F2.8 II EX DG MACRO และ Sigma APO 50-150mm F2.8 II EX DC HSM สำหรับเพนเท็กและโซนี่</a> สำหรับแฟนๆ เพนเท็กและโซนี่ไม่ต้องน้อยใจครับ เลนส์เทเลซูมระดับโปร มาพร้อมมอเตอร์ HSM และรูรับแสง 2.8 ตลอดช่วง
</li>
<li>
<a href="http://www.dpreview.com/news/0801/08013106sigma70300hsm.asp">Sigma APO 70-300mm f/4-5.6 HSM</a> เลนส์ยอดนิยมของซิกม่า (ทั้งในตลาดมือหนึ่งและมือสอง) ได้รับการปรับปรุงให้ใช้กับ D40/D40x และ D60 ที่มีข้อจำกัดเรื่องออโตโฟกัสกับเลนส์ที่ไม่มีมอเตอร์ได้แล้วครับ ด้วยการเพิ่มมอเตอร์ HSM ของซิกม่าเข้าไป พร้อมมาโครเช่นเดิมมี ทั้งรุ่นริมแดง APO และรุ่นธรรมดาให้เลือกตามงบครับ
</li>
<li>
<a href="http://www.dpreview.com/news/0801/08013107sigma18125.asp">Sigma 18-125mm f/3.8-5.6 DC OS HSM</a> เลนส์ช่วงนอมอล-เทเล สำหรับผู้นิยมเลนส์ตัวเดียวเที่ยวทั่วไทยครับ มาพร้อมระบบกันสั่นและมอเตอร์ครบครัน ดูจากช่วงแล้วคาดว่าคุณภาพของภาพดีกว่า 18-200 แน่ๆ (เพราะช่วงสั่นกว่าแต่คุณสมบัติเหมือนกัน)
</li>
</ul>
<p>จะเห็นได้ว่าคราวนี้ซิกม่าเน้นเลนส์ระดับโปรสำหรับมืออาชีพมากเป็นพิเศษ และขยายเลนส์ของตนให้กับค่ายกล้องหลากหลายมากขึ้น  เป็นโอกาศดีสำหรับผู้ใช้ค่ายอื่นๆ จะได้ใช้เลนส์คุณภาพดี ราคาสบายกระเป๋าครับ</p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>ซิกม่า บริษัทผู้ผลิตเลนส์อิสระอันดับหนึ่งของโลก ได้เปิดตัวกองทัพเลนส์สู่ตลาดกล้องในงาน PMA ปี 2008 นี้<br />
เลนส์ที่ซิกม่านำมาเปิดตัวปีนี้ประกอบไปด้วยเลนส์ดังนี้ครับ</p>
<ul>
<li><a href="http://www.dpreview.com/news/0801/08013101sigma250500.asp">Sigma 200-500mm F2.8 EX DG</a> เลนส์ซูเปอร์เทเลซูมเกรดโปร รูรับแสง 2.8 ตลอดช่วงตัวแรกของโลกครับ แถมยังใส่ ตัวเสริม ให้กลายเป็น 400-1000 F5.6 ได้อีกต่างหาก เจ้าเลนส์ตัวนี้ต้องการแบตเตอรี่เสริมของมันเอง เพื่อหมุนออโตโฟกัสอีกต่างหาก จุดเด่นอีกตัวของเลนส์ตัวนี้คือหน้าตาราวกับอาวุธสงครามครับ (<a href="http://a.img-dpreview.com/news/0801/sigma/sigma_200-500.jpg">ดูรูป</a>)
</li>
<li>
<a href="http://www.dpreview.com/news/0801/08013102sigma150500.asp">Sigma APO 150-500mm f/5-6.3 DG OS HSM</a> ยังอยู่กับเลนส์ซูมครับ เจ้าตัวนี้มาพร้อมมอเตอร์ในเลนส์และระบบกันสั่นของซิกม่าเองที่เครมว่ากันสั่นได้ถึง 4 สตอป!!
</li>
<li>
<a href="http://www.dpreview.com/news/0801/08013103sigma120400.asp">Sigma APO 120-400mm f/4.5-5.6 DG OS HSM</a> ถ้าเลนส์ข้างบนยาวไป ก็ลองเลนส์นี้ครับ มีคุณสมบัติเหมือนกัน ยกเว้นรูรับแสงที่กว้างกว่า (ช่วงซูมแคบกว่านั่นเอง)
</li>
<li><a href="http://www.dpreview.com/news/0801/08013104sigma102070200fourthirds.asp">Sigma 10-20mm F4-5.6 EX DC HSM และ Sigma APO 70-200mm F2.8 II EX DG MACRO HSM ระบบ 4/3</a> ข่าวดีสำหรับแฟนๆ โอลิมปัสและพานาโซนิคครับ ในที่สุดเลนส์ยอดนิยมก็สนับสนุนเมาท์ 4/3 แล้ว ทั้งเลนส์มุมโคตรกว้างอย่าง 10-20 และเลนส์เทเลซูมระดับโปรอย่าง 70-200 พร้อมคุณสมบัติที่เหมือนเมาท์ค่ายอื่นครบถ้วน
</li>
<li>
<a href="http://www.dpreview.com/news/0801/08013105sigma7020050150aps.asp">Sigma APO 70-200mm F2.8 II EX DG MACRO และ Sigma APO 50-150mm F2.8 II EX DC HSM สำหรับเพนเท็กและโซนี่</a> สำหรับแฟนๆ เพนเท็กและโซนี่ไม่ต้องน้อยใจครับ เลนส์เทเลซูมระดับโปร มาพร้อมมอเตอร์ HSM และรูรับแสง 2.8 ตลอดช่วง
</li>
<li>
<a href="http://www.dpreview.com/news/0801/08013106sigma70300hsm.asp">Sigma APO 70-300mm f/4-5.6 HSM</a> เลนส์ยอดนิยมของซิกม่า (ทั้งในตลาดมือหนึ่งและมือสอง) ได้รับการปรับปรุงให้ใช้กับ D40/D40x และ D60 ที่มีข้อจำกัดเรื่องออโตโฟกัสกับเลนส์ที่ไม่มีมอเตอร์ได้แล้วครับ ด้วยการเพิ่มมอเตอร์ HSM ของซิกม่าเข้าไป พร้อมมาโครเช่นเดิมมี ทั้งรุ่นริมแดง APO และรุ่นธรรมดาให้เลือกตามงบครับ
</li>
<li>
<a href="http://www.dpreview.com/news/0801/08013107sigma18125.asp">Sigma 18-125mm f/3.8-5.6 DC OS HSM</a> เลนส์ช่วงนอมอล-เทเล สำหรับผู้นิยมเลนส์ตัวเดียวเที่ยวทั่วไทยครับ มาพร้อมระบบกันสั่นและมอเตอร์ครบครัน ดูจากช่วงแล้วคาดว่าคุณภาพของภาพดีกว่า 18-200 แน่ๆ (เพราะช่วงสั่นกว่าแต่คุณสมบัติเหมือนกัน)
</li>
</ul>
<p>จะเห็นได้ว่าคราวนี้ซิกม่าเน้นเลนส์ระดับโปรสำหรับมืออาชีพมากเป็นพิเศษ และขยายเลนส์ของตนให้กับค่ายกล้องหลากหลายมากขึ้น  เป็นโอกาศดีสำหรับผู้ใช้ค่ายอื่นๆ จะได้ใช้เลนส์คุณภาพดี ราคาสบายกระเป๋าครับ</p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>โซนี่พัฒนาเซ็นเซอร์ใหม่ ขนาดเท่าฟิล์ม</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/6879" />
    <id>http://www.blognone.com/node/6879</id>
    <published>2008-01-30T21:43:14+07:00</published>
    <updated>2008-01-30T21:43:14+07:00</updated>
    <author>
      <name>plynoi</name>
    </author>
    <category term="Camera" />
    <category term="Sony" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>โซนี่ประกาศความสำเร็จในการพัฒนาเซ็นเซอร์ CMOS ขนาด 35 มม. (เท่าฟิล์ม) ความละเอียดสูงถึง 24.81 ล้านพิกเซลในวันนี้ครับ</p>
<p>สำหรับเซ็นเซอร์ตัวนี้ใช้ระบบการแปลงภาพอนาลอคเป็นดิจิตอลของโซนี่เองที่ชื่อ Column-Parallel A/D Conversion Technique ซึ่งแต่ละคอลัมน์ของ CMOS จะมีตัวแปลงสัญญาณภาพของตนเอง โดยโซนี่เคลมว่าสามารถลดสัญญาณรบกวนในภาพ (noise)ได้สูงมาก พร้อมๆ กับเพิ่มความเร็วในการถ่ายได้ต่อเนื่องถึง 6.3 เฟรมต่อวินาที </p>
<p>การพัฒนาเซ็นเซอร์ตัวนี้แสดงจุดยืนของโซนี่ ว่าพร้อมลงสู้ศึกกล้องมืออาชีพรุ่นบนสุดแข่งกับแคนนอนและนิคอนแล้วครับ</p>
<p>ว่าแต่เซ็นเซอร์ในนิคอน D3 ไม่ใช่ของโซนี่หรอกหรือ?</p>
<p>ที่มา -  <a href="http://www.dpreview.com/news/0801/08013001sony35mmcmossensor.asp">DPreview</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>โซนี่ประกาศความสำเร็จในการพัฒนาเซ็นเซอร์ CMOS ขนาด 35 มม. (เท่าฟิล์ม) ความละเอียดสูงถึง 24.81 ล้านพิกเซลในวันนี้ครับ</p>
<p>สำหรับเซ็นเซอร์ตัวนี้ใช้ระบบการแปลงภาพอนาลอคเป็นดิจิตอลของโซนี่เองที่ชื่อ Column-Parallel A/D Conversion Technique ซึ่งแต่ละคอลัมน์ของ CMOS จะมีตัวแปลงสัญญาณภาพของตนเอง โดยโซนี่เคลมว่าสามารถลดสัญญาณรบกวนในภาพ (noise)ได้สูงมาก พร้อมๆ กับเพิ่มความเร็วในการถ่ายได้ต่อเนื่องถึง 6.3 เฟรมต่อวินาที </p>
<p>การพัฒนาเซ็นเซอร์ตัวนี้แสดงจุดยืนของโซนี่ ว่าพร้อมลงสู้ศึกกล้องมืออาชีพรุ่นบนสุดแข่งกับแคนนอนและนิคอนแล้วครับ</p>
<p>ว่าแต่เซ็นเซอร์ในนิคอน D3 ไม่ใช่ของโซนี่หรอกหรือ?</p>
<p>ที่มา -  <a href="http://www.dpreview.com/news/0801/08013001sony35mmcmossensor.asp">DPreview</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>นิคอนส่ง D60 ลงสู้ตลาดกล้องรุ่นเล็ก</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/6871" />
    <id>http://www.blognone.com/node/6871</id>
    <published>2008-01-29T21:50:42+07:00</published>
    <updated>2008-01-29T21:50:42+07:00</updated>
    <author>
      <name>plynoi</name>
    </author>
    <category term="Camera" />
    <category term="Nikon" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>หลังจากที่นิคอนเปิดศึกกล้องตลาดล่างด้วย D40 เมื่อสองปีก่อนและหักหลังผู้ใช้ด้วย D40x ในหกเดือนต่อมา งาน PMA ปี 2008 นี้นิคอนได้ออก D60 รุ่นเล็กสุดลงมาสู้แล้วครับ</p>
<p>D60 นี้นับเป็นรุ่นปรับปรุงจาก D40x ที่เน้นตลาดผู้ใช้หน้าใหม่ มาพร้อม CCD ขนาด 10.2 ล้านพิกเซล, ระบบกำจัดฝุ่นในเซ็นเซอร์, ใช้ระบบประมวลผล EXPEED เช่นเดียวกับ D300, ระบบ D-Lighting ที่เพิ่มความสว่างของภาพจาก D300, จอ LCD ขนาด 2.5 นิ้วที่จะปิดอัตโนมัติเมื่อเราเอาตาไปแนบกับช่องมองแต่ไม่มี live-view ,รองรับหน่วยความจำแบบ SDHC และเปลี่ยนเลนส์คิทเป็น 18-55 VR ครับ </p>
<p>จะเห็นว่าปรับปรุงจาก D40x น้อยมากๆ ครับ และยังคงใช้ระบบออโต้โฟกัสแค่ได้เลนส์ที่มีมอเตอร์ในตัวเช่นเดิม ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่ค่อนข้างร้ายแรงเลยทีเดียว</p>
<p>พร้อมกันนี้นิคอนได้ปล่อยเลนส์ออกมา 3 ตัวได้แก่ PC-E Nikkor 24mm f/3.5D ED , AF-S Micro Nikkor 60mm f/2.8G ED สำหรับถ่ายมาโคร และที่น่าสนใจคือ AF-S DX Nikkor 16-85mm f/3.5-5.6G ED VR (เคยมีข่าวว่ามีตัวหลุด QC มาในตลาดเมืองไทย)</p>
<p>อนึ่งชื่อรุ่น D60 นี้นั้น จริงๆ ไปซ้ำกับ แคนนอน <a href="http://www.dpreview.com/reviews/canoneosd60/">EOS D60</a> กล้องรุ่นกึ่งอาชีพเมื่อ 6 ปีที่แล้ว</p>
<p>สำหรับใครที่รอตัวแทน D80 ก็แนะนำให้รอก่อน สำหรับ D60 นี้ก็ระวัง D60x ในอีก 6 เดือนหน้าครับ</p>
<p>ที่มา <a href="http://www.dpreview.com/news/0801/08012910nikond60.asp">DPreview</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>หลังจากที่นิคอนเปิดศึกกล้องตลาดล่างด้วย D40 เมื่อสองปีก่อนและหักหลังผู้ใช้ด้วย D40x ในหกเดือนต่อมา งาน PMA ปี 2008 นี้นิคอนได้ออก D60 รุ่นเล็กสุดลงมาสู้แล้วครับ</p>
<p>D60 นี้นับเป็นรุ่นปรับปรุงจาก D40x ที่เน้นตลาดผู้ใช้หน้าใหม่ มาพร้อม CCD ขนาด 10.2 ล้านพิกเซล, ระบบกำจัดฝุ่นในเซ็นเซอร์, ใช้ระบบประมวลผล EXPEED เช่นเดียวกับ D300, ระบบ D-Lighting ที่เพิ่มความสว่างของภาพจาก D300, จอ LCD ขนาด 2.5 นิ้วที่จะปิดอัตโนมัติเมื่อเราเอาตาไปแนบกับช่องมองแต่ไม่มี live-view ,รองรับหน่วยความจำแบบ SDHC และเปลี่ยนเลนส์คิทเป็น 18-55 VR ครับ </p>
<p>จะเห็นว่าปรับปรุงจาก D40x น้อยมากๆ ครับ และยังคงใช้ระบบออโต้โฟกัสแค่ได้เลนส์ที่มีมอเตอร์ในตัวเช่นเดิม ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่ค่อนข้างร้ายแรงเลยทีเดียว</p>
<p>พร้อมกันนี้นิคอนได้ปล่อยเลนส์ออกมา 3 ตัวได้แก่ PC-E Nikkor 24mm f/3.5D ED , AF-S Micro Nikkor 60mm f/2.8G ED สำหรับถ่ายมาโคร และที่น่าสนใจคือ AF-S DX Nikkor 16-85mm f/3.5-5.6G ED VR (เคยมีข่าวว่ามีตัวหลุด QC มาในตลาดเมืองไทย)</p>
<p>อนึ่งชื่อรุ่น D60 นี้นั้น จริงๆ ไปซ้ำกับ แคนนอน <a href="http://www.dpreview.com/reviews/canoneosd60/">EOS D60</a> กล้องรุ่นกึ่งอาชีพเมื่อ 6 ปีที่แล้ว</p>
<p>สำหรับใครที่รอตัวแทน D80 ก็แนะนำให้รอก่อน สำหรับ D60 นี้ก็ระวัง D60x ในอีก 6 เดือนหน้าครับ</p>
<p>ที่มา <a href="http://www.dpreview.com/news/0801/08012910nikond60.asp">DPreview</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>DSLR ตัวใหม่จากโซนี่ Alpha 200</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/6680" />
    <id>http://www.blognone.com/node/6680</id>
    <published>2008-01-08T21:41:27+07:00</published>
    <updated>2008-01-08T21:41:27+07:00</updated>
    <author>
      <name>plynoi</name>
    </author>
    <category term="Camera" />
    <category term="Sony" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>หลังจากปล่อย A700 มาลุยตลาดระดับกลางปลายปีที่แล้ว (<a href="http://www.blognone.com/node/5730">ข่าวเก่า</a>) ตอนนี้โซนี่ปล่อย Alpha 200 (A200) มาลงตลาดระดับเริ่มต้นเพื่อสานต่อความสำเร็จของ A100 แล้วครับ</p>
<p>A200 ใช้ CCD 10.2 ล้านพิคเซล (*1.5) สนับสนุนทั้ง CF และ Memory Stick Duo พร้อมด้วยระบบ Sony D-Range Optimizer ที่ช่วยให้สามารถเก็บรายละเอียดในเวลาถ่ายที่ๆ มีความต่างของแสงสูงมากๆ ได้ดีขึ้น พร้อมทั้งจอ LCD ขนาด 2.7 นิ้วและตัวกล้องที่ขนาดเล็กลง</p>
<p>แน่นอนว่าระบบกันสั่นในตัวกล้องและระบบกำจัดฝุ่นก็ยังอยู่ครบถ้วนเช่นเดิม แต่เป็นที่น่าสังเกตุว่าไม่มีระบบ live-view ที่กำลังเป็นที่นิยมในกล้องค่ายอื่นๆ</p>
<p>อนึ่ง สำหรับกล้อง A100 นั้นถือว่าประสบความสำเร็จในตลาดเพราะในราคาเท่ากันแต่ให้ความสามารถมาเยอะที่สุด (ในตอนนั้น) แต่ขายในไทยไม่ค่อยดีนักด้วยนโยบายการขายของไทยครับ</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.dpreview.com/news/0801/08010701sonydslra200.asp">DPreview</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>หลังจากปล่อย A700 มาลุยตลาดระดับกลางปลายปีที่แล้ว (<a href="http://www.blognone.com/node/5730">ข่าวเก่า</a>) ตอนนี้โซนี่ปล่อย Alpha 200 (A200) มาลงตลาดระดับเริ่มต้นเพื่อสานต่อความสำเร็จของ A100 แล้วครับ</p>
<p>A200 ใช้ CCD 10.2 ล้านพิคเซล (*1.5) สนับสนุนทั้ง CF และ Memory Stick Duo พร้อมด้วยระบบ Sony D-Range Optimizer ที่ช่วยให้สามารถเก็บรายละเอียดในเวลาถ่ายที่ๆ มีความต่างของแสงสูงมากๆ ได้ดีขึ้น พร้อมทั้งจอ LCD ขนาด 2.7 นิ้วและตัวกล้องที่ขนาดเล็กลง</p>
<p>แน่นอนว่าระบบกันสั่นในตัวกล้องและระบบกำจัดฝุ่นก็ยังอยู่ครบถ้วนเช่นเดิม แต่เป็นที่น่าสังเกตุว่าไม่มีระบบ live-view ที่กำลังเป็นที่นิยมในกล้องค่ายอื่นๆ</p>
<p>อนึ่ง สำหรับกล้อง A100 นั้นถือว่าประสบความสำเร็จในตลาดเพราะในราคาเท่ากันแต่ให้ความสามารถมาเยอะที่สุด (ในตอนนั้น) แต่ขายในไทยไม่ค่อยดีนักด้วยนโยบายการขายของไทยครับ</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.dpreview.com/news/0801/08010701sonydslra200.asp">DPreview</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>James Gosling &quot;ใครว่า JavaME ตาย?&quot;</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/6145" />
    <id>http://www.blognone.com/node/6145</id>
    <published>2007-10-25T00:25:45+07:00</published>
    <updated>2007-10-25T07:02:32+07:00</updated>
    <author>
      <name>plynoi</name>
    </author>
    <category term="Java" />
    <category term="Sun" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>จาก<a href="http://www.blognone.com/node/6129">ข่าวเก่า</a> คุณ James Gosling ได้ออกมาแก้ข่าวว่าเป็นมีความเข้าใจผิดใน<a href="http://gizmodo.com/gadgets/cellphones/sun-scrapping-mobile-java-moving-devices-to-standard-java-313589.php">เนื้อหา</a>ว่าซันกำลังจะยกเลิก JavaME</p>
<p>แต่จริงๆ แล้วนั้นคุณ James แกหมายถึงว่าในปัจจุบันนี้และอนาคตอุปกรณ์มือถือจะมีพลังในการประมวลผลและหน่วยความจำมากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถทำงานเป็น Desktop ได้เลย ซึ่ง JavaME ก็จะทำการพัฒนาให้มีความสามารถมากขึ้นเรื่อยๆ ตามความสามารถของอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้น จนจะใกล้เคียงกับ JavaSE ครับ</p>
<p>อนึ่ง JavaME นั้นมีทั้งแบบ MIDP/CLDC สำหรับอุปกรณ์ที่มีหน่วยความจำและการประมวลผลน้อยๆ และ CDC สำหรับอุปกรณ์ที่มีพลังสูงกว่าซึ่งคาดว่าตัวนี้เองที่จะเพิ่มขีดความสามารถขึ้นดังที่กล่าวข้างต้นครับ</p>
<p>นอกจากนี้คุณ James ยังทิ้งท้ายด้วยว่า "อย่าตกใจไปถ้าเห็น JavaFX Mobile อยู่ในในรูปแบบหนึ่งบน JavaME"</p>
<p>ที่มา - <a href="http://blogs.sun.com/jag/entry/javame_is_not_dead">James Gosling Blog</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>จาก<a href="http://www.blognone.com/node/6129">ข่าวเก่า</a> คุณ James Gosling ได้ออกมาแก้ข่าวว่าเป็นมีความเข้าใจผิดใน<a href="http://gizmodo.com/gadgets/cellphones/sun-scrapping-mobile-java-moving-devices-to-standard-java-313589.php">เนื้อหา</a>ว่าซันกำลังจะยกเลิก JavaME</p>
<p>แต่จริงๆ แล้วนั้นคุณ James แกหมายถึงว่าในปัจจุบันนี้และอนาคตอุปกรณ์มือถือจะมีพลังในการประมวลผลและหน่วยความจำมากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถทำงานเป็น Desktop ได้เลย ซึ่ง JavaME ก็จะทำการพัฒนาให้มีความสามารถมากขึ้นเรื่อยๆ ตามความสามารถของอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้น จนจะใกล้เคียงกับ JavaSE ครับ</p>
<p>อนึ่ง JavaME นั้นมีทั้งแบบ MIDP/CLDC สำหรับอุปกรณ์ที่มีหน่วยความจำและการประมวลผลน้อยๆ และ CDC สำหรับอุปกรณ์ที่มีพลังสูงกว่าซึ่งคาดว่าตัวนี้เองที่จะเพิ่มขีดความสามารถขึ้นดังที่กล่าวข้างต้นครับ</p>
<p>นอกจากนี้คุณ James ยังทิ้งท้ายด้วยว่า "อย่าตกใจไปถ้าเห็น JavaFX Mobile อยู่ในในรูปแบบหนึ่งบน JavaME"</p>
<p>ที่มา - <a href="http://blogs.sun.com/jag/entry/javame_is_not_dead">James Gosling Blog</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>Visual Studio กำลังจะมี F# เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/6130" />
    <id>http://www.blognone.com/node/6130</id>
    <published>2007-10-23T20:37:14+07:00</published>
    <updated>2007-10-23T20:37:14+07:00</updated>
    <author>
      <name>plynoi</name>
    </author>
    <category term=".NET" />
    <category term="F#" />
    <category term="Microsoft" />
    <category term="Visual Studio" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>หลังจากอยู่ในศูนย์วิจัยของไมโครซอฟท์มานาน ในที่สุดภาษา <a href="http://research.microsoft.com/fsharp/fsharp.aspx">F#</a> ก็จะได้รับการผลักดันให้ทำงานร่วมกับ Visual Studio ได้แล้ว</p>
<p>ภาษา F# นั้นเป็นภาษาสคริปต์ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยศูนย์วิจัยของไมโครซอฟท์สำหรับสร้างภาษาแบบ Functional Programming ด้วย .NET ตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งแต่ก่อนทำงานได้กับ .NET SDK เท่านั้น ทำงานร่วมกับ Visual Studio ได้ไม่ดีนัก (ผมเคยลองแล้วครับ ยากมากๆ เลย)</p>
<p>การผลักดันให้มาเป็นหนึ่งในภาษาหลักสำหรับ Visual Studio ทำให้นักพัฒนา .NET มีทางเลือกสำหรับภาษา Functional มากขึ้น</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.theserverside.net/news/thread.tss?thread_id=47303">TheServerSide.NET</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>หลังจากอยู่ในศูนย์วิจัยของไมโครซอฟท์มานาน ในที่สุดภาษา <a href="http://research.microsoft.com/fsharp/fsharp.aspx">F#</a> ก็จะได้รับการผลักดันให้ทำงานร่วมกับ Visual Studio ได้แล้ว</p>
<p>ภาษา F# นั้นเป็นภาษาสคริปต์ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยศูนย์วิจัยของไมโครซอฟท์สำหรับสร้างภาษาแบบ Functional Programming ด้วย .NET ตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งแต่ก่อนทำงานได้กับ .NET SDK เท่านั้น ทำงานร่วมกับ Visual Studio ได้ไม่ดีนัก (ผมเคยลองแล้วครับ ยากมากๆ เลย)</p>
<p>การผลักดันให้มาเป็นหนึ่งในภาษาหลักสำหรับ Visual Studio ทำให้นักพัฒนา .NET มีทางเลือกสำหรับภาษา Functional มากขึ้น</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.theserverside.net/news/thread.tss?thread_id=47303">TheServerSide.NET</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ซันกำลังจะยกเลิก Java ME</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/6129" />
    <id>http://www.blognone.com/node/6129</id>
    <published>2007-10-23T20:11:53+07:00</published>
    <updated>2007-10-23T20:11:53+07:00</updated>
    <author>
      <name>plynoi</name>
    </author>
    <category term="Java" />
    <category term="Sun" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>หลังจากที่ทำให้ตลาดการพัฒนาโปรแกรมบนอุปกรณ์มือถือแตกตื่นมาก่อน มาวันนี้ซันตั้งใจที่จะยุติ Java ME เสียแล้วล่ะครับ</p>
<p>เหตุผลของการยกเลิกนี้ ทางคุณ James Gosling บิดาของ Java เองได้ให้เหตุผลไว้ว่า "เพราะอุปกรณ์พวกมือถือต่างๆ ตอนนี้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นมาก ทั้งความเร็วในการประมวลผล หน่วยความจำต่างๆ จึงทำให้ Java SE นั้นเริ่มเหมาะสมกับอุปกรณ์พวกนี้มากกว่า" </p>
<p>โดยส่วนตัวคิดว่าเหตุผลส่วนหนึ่งที่ซันเปลี่ยนไปดัน Java SE สำหรับตลาดอุปกรณ์มือถือคือ <a href="http://java.sun.com/developer/technicalArticles/javase/consumerjre/">Consumer JRE</a> ที่จะทำให้ขนาด JRE ของ Java เล็กลงมากๆ นั่นเอง</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.osnews.com/story.php/18808/Sun-Scrapping-Mobile-Java-Moving-Devices-to-Standard-Java">OSNews</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>หลังจากที่ทำให้ตลาดการพัฒนาโปรแกรมบนอุปกรณ์มือถือแตกตื่นมาก่อน มาวันนี้ซันตั้งใจที่จะยุติ Java ME เสียแล้วล่ะครับ</p>
<p>เหตุผลของการยกเลิกนี้ ทางคุณ James Gosling บิดาของ Java เองได้ให้เหตุผลไว้ว่า "เพราะอุปกรณ์พวกมือถือต่างๆ ตอนนี้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นมาก ทั้งความเร็วในการประมวลผล หน่วยความจำต่างๆ จึงทำให้ Java SE นั้นเริ่มเหมาะสมกับอุปกรณ์พวกนี้มากกว่า" </p>
<p>โดยส่วนตัวคิดว่าเหตุผลส่วนหนึ่งที่ซันเปลี่ยนไปดัน Java SE สำหรับตลาดอุปกรณ์มือถือคือ <a href="http://java.sun.com/developer/technicalArticles/javase/consumerjre/">Consumer JRE</a> ที่จะทำให้ขนาด JRE ของ Java เล็กลงมากๆ นั่นเอง</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.osnews.com/story.php/18808/Sun-Scrapping-Mobile-Java-Moving-Devices-to-Standard-Java">OSNews</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>กล้อง DSLR หมุนจอได้กับ E-3 จากโอลิมปัส</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/6078" />
    <id>http://www.blognone.com/node/6078</id>
    <published>2007-10-17T23:10:07+07:00</published>
    <updated>2007-12-29T23:19:48+07:00</updated>
    <author>
      <name>plynoi</name>
    </author>
    <category term="Camera" />
    <category term="Olympus" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>หลังจากปล่อยออกมาแต่กล้องระดับล่างและระดับกลางมาหลายปี ในที่สุดโอลิมปัสก็กลับมาสานต่อตำนานกล้องระดับบนของตนอีกครั้งด้วย E-3 ครับ</p>
<p>สำหรับตัว E-3 นี้ใช้ระบบ 4/3 (ใช้ตัวคูณ x2) พร้อมประกาศเลยว่าเป็นกล้องที่ออโตโฟกัสได้เร็วที่สุดในโลก (ถ้าใช้กับเลนส์ SWD ของโอลิมปัส) ด้วยจุดโฟกัสถึง 11 จุด และถ่ายต่อเนื่องได้ถึง 5fps และมีระบบกันสั่นในตัวที่คุยว่ากันสั่นได้ถึง 5 stop ใช้เซ็นเซอร์ระบบ MOS (ลูกผสมระหว่าง CCD และ CMOS) ความละเอียด 10 ล้านพิคเซล</p>
<p>จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือระบบ Live View ที่มองภาพผ่านทาง LCD ขนาด 2.5 นิ้วที่หมุนได้เป็นตัวแรก พร้อมสามารถซูมได้ถึง 10 เท่าสำหรับถ่ายภาพมาโครครับ แถมยังมีแฟลชแบบไร้สายด้วยในตัว แน่นอนว่าระบบกำจัดฝุ่นที่โอลิมปัสก็ยังมีอยู่ครบถ้วน</p>
<p>ถ้าดูจากความสามารถคร่าวๆ แล้ว ความสามารถและขนาดเซ็นเซอร์ยังห่างจากกล้องระดับบนของคู่แข่งอย่าง D3 และ 1Ds MKIII มากพอดู แต่ราคาก็ต่ำกว่ามากเช่นกันครับ คือบอดี้อย่างเดียวประมาณ 1699 ปอนด์ ซึ่งงก็ไล่ๆ กับ D300 และ 40D เหมือนกัน  ยังต้องดูกันอีกยาวครับว่าระบบ 4/3 ของโอลิมปัสจะไปได้ไกลรึไม่</p>
<p>อนึ่ง E-1 ในไทยนั้นขายดีตอนลดราคาลงมาครึ่งหนึ่งหลังเปิดตัวไป 1 ปีกว่าๆ ครับ</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.dpreview.com/news/0710/07101603olympuse3.asp">DPreview</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>หลังจากปล่อยออกมาแต่กล้องระดับล่างและระดับกลางมาหลายปี ในที่สุดโอลิมปัสก็กลับมาสานต่อตำนานกล้องระดับบนของตนอีกครั้งด้วย E-3 ครับ</p>
<p>สำหรับตัว E-3 นี้ใช้ระบบ 4/3 (ใช้ตัวคูณ x2) พร้อมประกาศเลยว่าเป็นกล้องที่ออโตโฟกัสได้เร็วที่สุดในโลก (ถ้าใช้กับเลนส์ SWD ของโอลิมปัส) ด้วยจุดโฟกัสถึง 11 จุด และถ่ายต่อเนื่องได้ถึง 5fps และมีระบบกันสั่นในตัวที่คุยว่ากันสั่นได้ถึง 5 stop ใช้เซ็นเซอร์ระบบ MOS (ลูกผสมระหว่าง CCD และ CMOS) ความละเอียด 10 ล้านพิคเซล</p>
<p>จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือระบบ Live View ที่มองภาพผ่านทาง LCD ขนาด 2.5 นิ้วที่หมุนได้เป็นตัวแรก พร้อมสามารถซูมได้ถึง 10 เท่าสำหรับถ่ายภาพมาโครครับ แถมยังมีแฟลชแบบไร้สายด้วยในตัว แน่นอนว่าระบบกำจัดฝุ่นที่โอลิมปัสก็ยังมีอยู่ครบถ้วน</p>
<p>ถ้าดูจากความสามารถคร่าวๆ แล้ว ความสามารถและขนาดเซ็นเซอร์ยังห่างจากกล้องระดับบนของคู่แข่งอย่าง D3 และ 1Ds MKIII มากพอดู แต่ราคาก็ต่ำกว่ามากเช่นกันครับ คือบอดี้อย่างเดียวประมาณ 1699 ปอนด์ ซึ่งงก็ไล่ๆ กับ D300 และ 40D เหมือนกัน  ยังต้องดูกันอีกยาวครับว่าระบบ 4/3 ของโอลิมปัสจะไปได้ไกลรึไม่</p>
<p>อนึ่ง E-1 ในไทยนั้นขายดีตอนลดราคาลงมาครึ่งหนึ่งหลังเปิดตัวไป 1 ปีกว่าๆ ครับ</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.dpreview.com/news/0710/07101603olympuse3.asp">DPreview</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>Richard Stallman &quot;อย่าเชื่อ Linus&quot;</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5788" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5788</id>
    <published>2007-09-12T23:10:22+07:00</published>
    <updated>2007-09-12T23:10:23+07:00</updated>
    <author>
      <name>plynoi</name>
    </author>
    <category term="GPL" />
    <category term="Open Source" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>ทางเวบ PC World ได้ทำการ<a href="http://www.pcworld.idg.com.au/index.php/id;211669437">สัมภาษณ์</a> Richard Stallman เกี่ยวกับเรื่องซอฟต์แวร์เสรีและเรื่องเกี่ยวกับ GPL v3 ซึ่งทาง Stallman ก็ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการที่ Linus Torvalds ที่แสดงท่าที<a href="http://www.blognone.com/node/2721">ไม่ยอมรับ</a> v3 นี้เท่าไหร่ไว้ดังนี้ครับ</p>
<p>มันเป็นความจริงที่ว่า Linus ใช้คำพูดว่า "โอเพนซอร์ส" แทนที่จะใช้คำว่า "ซอฟต์แวร์เสรี" ซึ่งก็บอกถึงจุดมุ่งหมายของเค้าดีอยู่แล้ว  ผมเขียน GNU GPL เพื่อปกป้องเสรีภาพของผู้คนที่มีต่อโปรแกรมของที่พวกเขาใช้ ซึ่งในเวอชั่น 3 นี้จะป้องกันเสรีภาพของผู้ใช้จากการคุกคามใหม่ๆ ได้ดียิ่งขึ้น แต่ Linus ปฏิเสธมัน ซึ่งผมเองก็เคารพความเห็นของเค้าแม้ว่าความเห็นของเค้าจะดูโง่ๆ ไปหน่อยก็ตาม</p>
<p>อย่างไรก็ดีถ้าคุณต้องการปกป้องเสรีภาพของคุณเอง คุณควรจะไม่เชื่อตาม Linus</p>
<p>ที่มา - <a href="http://osnews.com/story.php/18600/Richard-Stallman-Dont-Follow-Linus-Torvalds">OSNews</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>ทางเวบ PC World ได้ทำการ<a href="http://www.pcworld.idg.com.au/index.php/id;211669437">สัมภาษณ์</a> Richard Stallman เกี่ยวกับเรื่องซอฟต์แวร์เสรีและเรื่องเกี่ยวกับ GPL v3 ซึ่งทาง Stallman ก็ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการที่ Linus Torvalds ที่แสดงท่าที<a href="http://www.blognone.com/node/2721">ไม่ยอมรับ</a> v3 นี้เท่าไหร่ไว้ดังนี้ครับ</p>
<p>มันเป็นความจริงที่ว่า Linus ใช้คำพูดว่า "โอเพนซอร์ส" แทนที่จะใช้คำว่า "ซอฟต์แวร์เสรี" ซึ่งก็บอกถึงจุดมุ่งหมายของเค้าดีอยู่แล้ว  ผมเขียน GNU GPL เพื่อปกป้องเสรีภาพของผู้คนที่มีต่อโปรแกรมของที่พวกเขาใช้ ซึ่งในเวอชั่น 3 นี้จะป้องกันเสรีภาพของผู้ใช้จากการคุกคามใหม่ๆ ได้ดียิ่งขึ้น แต่ Linus ปฏิเสธมัน ซึ่งผมเองก็เคารพความเห็นของเค้าแม้ว่าความเห็นของเค้าจะดูโง่ๆ ไปหน่อยก็ตาม</p>
<p>อย่างไรก็ดีถ้าคุณต้องการปกป้องเสรีภาพของคุณเอง คุณควรจะไม่เชื่อตาม Linus</p>
<p>ที่มา - <a href="http://osnews.com/story.php/18600/Richard-Stallman-Dont-Follow-Linus-Torvalds">OSNews</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ย้อนหลังผลิตภัณฑ์ &quot;น่าเกลียด&quot; ของแอปเปิล</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5750" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5750</id>
    <published>2007-09-09T17:46:48+07:00</published>
    <updated>2007-09-09T17:46:48+07:00</updated>
    <author>
      <name>plynoi</name>
    </author>
    <category term="Apple" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>หลังจากออก iPod Nano ตัวใหม่พร้อมหน้าตาเป็นที่ชวนถกเถียงว่าดีหรือไม่ดีกันแน่ ทางเวบ Arstechnica จึงได้ทำการรวบรวมผลิตภัณฑ์ที่เข้าข่ายเดียวกัน (คือหน้าตาชวนถกเถียงกัน) ในรอบ 10 ปีของแอปเปิลมาให้ดูกันครับ</p>
<ol>
<li><a href="http://apple-history.com/?page=gallery&amp;model=emate&amp;performa=off&amp;sort=date&amp;order=ASC">eMate 300 จากปี 1997</a> : หน้าตาสุดยอดมากๆ
</li>
<li><a href="http://apple-history.com/?page=gallery&amp;model=g3aio&amp;performa=off&amp;sort=date&amp;order=ASC">Power Macintosh G3 All-in-one ปี 1998</a>
</li>
<li><a href="http://apple-history.com/?page=gallery&amp;model=g3blue&amp;performa=off&amp;sort=date&amp;order=ASC">Power Macintosh G3 (สีน้ำเงินขาว) จากปี 1999</a> : ไอ้ตัวนี้ผมว่าสวยดีออกนะ
</li>
<li><a href="http://apple-history.com/?page=gallery&amp;model=ibook&amp;performa=off&amp;sort=family&amp;order=ASC">iBook รุ่นแรก (ฝาหอย) จากปี 1999</a> : ก็สวยอยู่นา
</li>
<li><a href="http://apple-history.com/?page=gallery&amp;model=imac_cdrw&amp;performa=off&amp;sort=date&amp;order=ASC">Flower Power iMac  จากปี 2001</a> : สี Solaris มากกกก
</li>
<li><a href="http://apple-history.com/?page=gallery&amp;model=emac&amp;performa=off&amp;sort=date&amp;order=ASC">eMac จากปี 2002</a>
</li>
<li><a href="http://apple-history.com/?page=gallery&amp;model=imac_g5&amp;performa=off&amp;sort=date&amp;order=ASC">iMac G5 ปี 2004</a> : ก็ยังสวยดีอยู่นา ผมว่า
</li>
<li><a href="http://apple-history.com/?page=gallery&amp;model=ipod_shuffle&amp;performa=off&amp;sort=date&amp;order=ASC">iPod Shuffle รุ่น 1 ปี 2005</a> : ตัวนี้เห็นด้วยครับว่าหน้าตาธรรมดาๆ โทรมง่ายด้วย (ใช้อยู่)
</li>
<li><a href="http://www.apple.com/ipodnano/">iPod Nano รุ่นที่ 3 ปี 2007</a> : ไม่มีอะไรบรรยายครับ
</li>
</ol>
<p>ดูจากที่ Arstechnica รวบรวมมา หลายๆ ตัวก็อยากแย้ง หลายๆ ตัวก็เห็นด้วยเลยครับ</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.osnews.com/story.php/18580/A-Brief-History-of-Ugly-Apple-in-the-Last-10-Years">OSNews</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>หลังจากออก iPod Nano ตัวใหม่พร้อมหน้าตาเป็นที่ชวนถกเถียงว่าดีหรือไม่ดีกันแน่ ทางเวบ Arstechnica จึงได้ทำการรวบรวมผลิตภัณฑ์ที่เข้าข่ายเดียวกัน (คือหน้าตาชวนถกเถียงกัน) ในรอบ 10 ปีของแอปเปิลมาให้ดูกันครับ</p>
<ol>
<li><a href="http://apple-history.com/?page=gallery&amp;model=emate&amp;performa=off&amp;sort=date&amp;order=ASC">eMate 300 จากปี 1997</a> : หน้าตาสุดยอดมากๆ
</li>
<li><a href="http://apple-history.com/?page=gallery&amp;model=g3aio&amp;performa=off&amp;sort=date&amp;order=ASC">Power Macintosh G3 All-in-one ปี 1998</a>
</li>
<li><a href="http://apple-history.com/?page=gallery&amp;model=g3blue&amp;performa=off&amp;sort=date&amp;order=ASC">Power Macintosh G3 (สีน้ำเงินขาว) จากปี 1999</a> : ไอ้ตัวนี้ผมว่าสวยดีออกนะ
</li>
<li><a href="http://apple-history.com/?page=gallery&amp;model=ibook&amp;performa=off&amp;sort=family&amp;order=ASC">iBook รุ่นแรก (ฝาหอย) จากปี 1999</a> : ก็สวยอยู่นา
</li>
<li><a href="http://apple-history.com/?page=gallery&amp;model=imac_cdrw&amp;performa=off&amp;sort=date&amp;order=ASC">Flower Power iMac  จากปี 2001</a> : สี Solaris มากกกก
</li>
<li><a href="http://apple-history.com/?page=gallery&amp;model=emac&amp;performa=off&amp;sort=date&amp;order=ASC">eMac จากปี 2002</a>
</li>
<li><a href="http://apple-history.com/?page=gallery&amp;model=imac_g5&amp;performa=off&amp;sort=date&amp;order=ASC">iMac G5 ปี 2004</a> : ก็ยังสวยดีอยู่นา ผมว่า
</li>
<li><a href="http://apple-history.com/?page=gallery&amp;model=ipod_shuffle&amp;performa=off&amp;sort=date&amp;order=ASC">iPod Shuffle รุ่น 1 ปี 2005</a> : ตัวนี้เห็นด้วยครับว่าหน้าตาธรรมดาๆ โทรมง่ายด้วย (ใช้อยู่)
</li>
<li><a href="http://www.apple.com/ipodnano/">iPod Nano รุ่นที่ 3 ปี 2007</a> : ไม่มีอะไรบรรยายครับ
</li>
</ol>
<p>ดูจากที่ Arstechnica รวบรวมมา หลายๆ ตัวก็อยากแย้ง หลายๆ ตัวก็เห็นด้วยเลยครับ</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.osnews.com/story.php/18580/A-Brief-History-of-Ugly-Apple-in-the-Last-10-Years">OSNews</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>กล้อง DSLR ใหม่จากโซนี่มาพร้อม HDMI!!</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5730" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5730</id>
    <published>2007-09-06T22:15:48+07:00</published>
    <updated>2007-12-29T23:20:07+07:00</updated>
    <author>
      <name>plynoi</name>
    </author>
    <category term="Camera" />
    <category term="HDTV" />
    <category term="Sony" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>หลังจากปล่อยให้แคนนอนและนิคอนออกแซงหน้าเปิดตัวกล้องใหม่ๆ ไปแล้ว ทางโซนี่ก็ได้เปิดตัวกล้องใหม่ต่อจาก A100 ของตนออกมาบ้างครับกับ Alpha 700 (A700)</p>
<p>สำหรับเจ้า A700 นี้เป็นรุ่นระดับกลางครับ ชนกับ 40D และ D300 เต็มๆ ความสามารถที่เปิดเผยออกมาตอนนี้คือใช้ CMOS ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ตัวกล้องทำมาจาก Magnesium alloy เพื่อความแข็งแรงโดยเฉพาะ พร้อมระบบกันสั่นและกำจัดฝุ่นครบครัน</p>
<p>แต่ที่พิเศษสุดๆ ก็คือ A700 นี้มีพอร์ต HDMI เพื่อต่อกับ HDTV สำหรับแสดงคุณภาพของภาพในระดับ HD เวลาดูภาพผ่านทาง HDTV ครับ ซึ่ง D300 ก็มีแต่ไม่ได้นำมาเป็นจุดขาย</p>
<p>ที่หน้าสังเกตก็คือหน้าตาของกล้องเปลี่ยนไปจากของมินอลต้าตรงที่มีแป้นปรับโหมดแค่อันเดียว (<a href="http://www.dpreview.com/news/0709/sonya700/DSLR-A700-nolens.jpg">ดูรูป</a>)</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.dpreview.com/news/0709/07090601sonydslra700.asp">DPreview</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>หลังจากปล่อยให้แคนนอนและนิคอนออกแซงหน้าเปิดตัวกล้องใหม่ๆ ไปแล้ว ทางโซนี่ก็ได้เปิดตัวกล้องใหม่ต่อจาก A100 ของตนออกมาบ้างครับกับ Alpha 700 (A700)</p>
<p>สำหรับเจ้า A700 นี้เป็นรุ่นระดับกลางครับ ชนกับ 40D และ D300 เต็มๆ ความสามารถที่เปิดเผยออกมาตอนนี้คือใช้ CMOS ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ตัวกล้องทำมาจาก Magnesium alloy เพื่อความแข็งแรงโดยเฉพาะ พร้อมระบบกันสั่นและกำจัดฝุ่นครบครัน</p>
<p>แต่ที่พิเศษสุดๆ ก็คือ A700 นี้มีพอร์ต HDMI เพื่อต่อกับ HDTV สำหรับแสดงคุณภาพของภาพในระดับ HD เวลาดูภาพผ่านทาง HDTV ครับ ซึ่ง D300 ก็มีแต่ไม่ได้นำมาเป็นจุดขาย</p>
<p>ที่หน้าสังเกตก็คือหน้าตาของกล้องเปลี่ยนไปจากของมินอลต้าตรงที่มีแป้นปรับโหมดแค่อันเดียว (<a href="http://www.dpreview.com/news/0709/sonya700/DSLR-A700-nolens.jpg">ดูรูป</a>)</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.dpreview.com/news/0709/07090601sonydslra700.asp">DPreview</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>นิคอนเปิดตัว D3 และ D300</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5602" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5602</id>
    <published>2007-08-23T23:02:41+07:00</published>
    <updated>2007-08-24T06:56:53+07:00</updated>
    <author>
      <name>plynoi</name>
    </author>
    <category term="Camera" />
    <category term="Nikon" />
    <category term="Photography" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>หลังจากแคนนอนเปิดตัว <a href="http://www.blognone.com/node/5572">1Ds MKIII และ 40D</a> เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว คู่แค้นอย่างนิคอนก็ได้เปิดตัวกล้องของตนออกมาติดๆ กันถึง 2 รุ่นออกมาเกทับทันทีครับ</p>
<p>ตัวแรกคือ Nikon D3 ซึ่งเป็นรุ่นสูงที่สุดของนิคอนในตอนนี้ มีรายละเอียดดังนี้ครับ</p>
<ul>
<li>
CMOS ขนาดเท่าฟิล์ม (35 ม.ม) ความละเอียด 12.1 ล้านพิกเซล ความละเอียดแสง 14 บิต
</li>
<li>
รองรับเลนส์แมนนวลตั้งแต่รุ่นเก่าๆ จนถึง DX ครับ โดยจะครอปภาพเป็นเหมือนคูณ 1.5 ให้สำหรับเลนส์ DX ส่วน 1Ds นั้นใส่เลนส์ EF-S ไม่ได้
</li>
<li>
Liveview บน LCD ขนาด 3 นิ้ว ความละเอียด 922,000 พิกเซล
</li>
<li>
ระบบโอโตโฟกัส 51 จุด!!! ถ่ายต่อเนื่องได้ถึง 9 fps และ ISO 200 ถึง 6400!! (ใช้ได้จริงรึเปล่าเนี่ย)
</li>
</ul>
<p>ตัวถัดมาคือรุ่นรองอย่าง D300 ที่สานต่อความสำเร็จของ D200 เมื่อปีก่อนครับ</p>
<ul>
<li>
CMOS ขนาด 12.3 ล้านพิกเซล แบบตัวคูณ 1.5 ความละเอียดแสง 14 บิตเช่นกัน มาพร้อมระบบทำความสะอาดเซ็นเซอร์อัตโนมัติ
</li>
<li>
ISO 200 ถึง 3200!!! ระบบโฟกัส 51 จุดเช่นเดียวกับ D3 ครับ
</li>
<li>
ถ่ายต่อเนื่อง 6 fps พร้อม Liveview บน LCD ขนาด 3 นิ้ว ความละเอียด 922,000 พิกเซลเหมือน D3
</li>
<li>
รองรับเลนส์แมนนวลตั้งแต่รุ่นเก่าๆ จนถึง DX เหมือน D3
</li>
</ul>
<p>ราคาเปิดตัวสำหรับ D3 เปิดที่ $4999  นั้นนับว่าต่ำกว่า 1Ds มากพอดู ($7,999) พร้อมความสามารถที่นับกว่าใกล้เคียงกันและบางอย่างเหนือกว่าด้วยซ้ำ</p>
<p>เรียกได้เปิดตัวได้น่าตื่นตาตื่นใจมากครับ ต้องรอดูว่าโซนี่และโอลิมปัสจะสู้ตลาดระดับบนของทั้งนิคอนและแคนนอนอย่างไร แต่กล้องที่ฟาดฟันกันในตลาดจริงๆ เป็นรุ่นรองๆ ลงมาจนถึงระดับเบื้องต้นที่จะได้รับเทคโนโลยีดีๆ จากกล้องบนๆ เหล่านี้ครับ</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.dpreview.com/news/0708/07082312nikond3.asp">Nikon D3</a>,<a href="http://www.dpreview.com/news/0708/07082313nikond300.asp">Nikon D300</a> จาก DPreview</p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>หลังจากแคนนอนเปิดตัว <a href="http://www.blognone.com/node/5572">1Ds MKIII และ 40D</a> เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว คู่แค้นอย่างนิคอนก็ได้เปิดตัวกล้องของตนออกมาติดๆ กันถึง 2 รุ่นออกมาเกทับทันทีครับ</p>
<p>ตัวแรกคือ Nikon D3 ซึ่งเป็นรุ่นสูงที่สุดของนิคอนในตอนนี้ มีรายละเอียดดังนี้ครับ</p>
<ul>
<li>
CMOS ขนาดเท่าฟิล์ม (35 ม.ม) ความละเอียด 12.1 ล้านพิกเซล ความละเอียดแสง 14 บิต
</li>
<li>
รองรับเลนส์แมนนวลตั้งแต่รุ่นเก่าๆ จนถึง DX ครับ โดยจะครอปภาพเป็นเหมือนคูณ 1.5 ให้สำหรับเลนส์ DX ส่วน 1Ds นั้นใส่เลนส์ EF-S ไม่ได้
</li>
<li>
Liveview บน LCD ขนาด 3 นิ้ว ความละเอียด 922,000 พิกเซล
</li>
<li>
ระบบโอโตโฟกัส 51 จุด!!! ถ่ายต่อเนื่องได้ถึง 9 fps และ ISO 200 ถึง 6400!! (ใช้ได้จริงรึเปล่าเนี่ย)
</li>
</ul>
<p>ตัวถัดมาคือรุ่นรองอย่าง D300 ที่สานต่อความสำเร็จของ D200 เมื่อปีก่อนครับ</p>
<ul>
<li>
CMOS ขนาด 12.3 ล้านพิกเซล แบบตัวคูณ 1.5 ความละเอียดแสง 14 บิตเช่นกัน มาพร้อมระบบทำความสะอาดเซ็นเซอร์อัตโนมัติ
</li>
<li>
ISO 200 ถึง 3200!!! ระบบโฟกัส 51 จุดเช่นเดียวกับ D3 ครับ
</li>
<li>
ถ่ายต่อเนื่อง 6 fps พร้อม Liveview บน LCD ขนาด 3 นิ้ว ความละเอียด 922,000 พิกเซลเหมือน D3
</li>
<li>
รองรับเลนส์แมนนวลตั้งแต่รุ่นเก่าๆ จนถึง DX เหมือน D3
</li>
</ul>
<p>ราคาเปิดตัวสำหรับ D3 เปิดที่ $4999  นั้นนับว่าต่ำกว่า 1Ds มากพอดู ($7,999) พร้อมความสามารถที่นับกว่าใกล้เคียงกันและบางอย่างเหนือกว่าด้วยซ้ำ</p>
<p>เรียกได้เปิดตัวได้น่าตื่นตาตื่นใจมากครับ ต้องรอดูว่าโซนี่และโอลิมปัสจะสู้ตลาดระดับบนของทั้งนิคอนและแคนนอนอย่างไร แต่กล้องที่ฟาดฟันกันในตลาดจริงๆ เป็นรุ่นรองๆ ลงมาจนถึงระดับเบื้องต้นที่จะได้รับเทคโนโลยีดีๆ จากกล้องบนๆ เหล่านี้ครับ</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.dpreview.com/news/0708/07082312nikond3.asp">Nikon D3</a>,<a href="http://www.dpreview.com/news/0708/07082313nikond300.asp">Nikon D300</a> จาก DPreview</p>    ]]></content>
  </entry>
</feed>
