<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom">
  <title>panuta's blog</title>
  <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/blog/138"/>
  <link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blognone.com/blog/138/atom/feed"/>
  <id>http://www.blognone.com/blog/138/atom/feed</id>
  <updated>2006-10-15T10:49:11+07:00</updated>
  <entry>
    <title>สหรัฐฯ ประกาศเพิ่มระยะเวลาโครงการ OPT ให้นักเรียนต่างชาติสายวิทย์</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/7630" />
    <id>http://www.blognone.com/node/7630</id>
    <published>2008-04-26T12:58:44+07:00</published>
    <updated>2008-04-26T17:17:22+07:00</updated>
    <author>
      <name>panuta</name>
    </author>
    <category term="Education" />
    <category term="USA" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>กระทรวงป้องกันมาตุภูมิของสหรัฐอเมริกา (Department of Homeland Security) ประกาศเพิ่มระยะเวลาโครงการฝึกงานหลังเรียนจบของนักเรียนต่างชาติ (Optional Practical Training program หรือ OPT program) จากที่จำกัดไว้ที่ 12 เดือน ขยายเป็น 29 เดือน โดยมีเงื่อนไขดังนี้</p>

<ul>
<li>เป็นนักเรียนวีซ่า F-1 ที่จบมาในสาย<strong>วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรม หรือคณิตศาสตร์</strong></li>
<li>ทำงานในสายงานที่<strong>ตรงกับที่เรียนจบมา</strong></li>
<li>บริษัทที่รับจ้างต้องเป็น<strong>บริษัทที่เข้าร่วมโครงการ <a href="http://www.dhs.gov/ximgtn/programs/gc_1185221678150.shtm">E-Verify</a></strong> หรือโครงการสำหรับตรวจสอบการมีสิทธิ์เข้าทำงาน โครงการนี้สามารถเข้าร่วมได้ไม่เสียค่าใช้จ่าย</li>
</ul>

<p>โครงการนี้เป็นผลอันเนื่องมาจากบริษัทด้านคอมพิวเตอร์หลายแห่ง เช่น ไมโครซอฟท์, กูเกิล และออราเคิล <a href="http://www.news.com/8301-10784_3-9908117-7.html">กดดันรัฐบาล</a>ให้เพิ่มจำนวนโควต้าของวีซ่า H-1B ที่ตอนนี้มีปัญหาขาดแคลนอย่างหนัก จนกระทบกับการจ้างงานของบริษัท (วีซ่า H-1B จะถูกจำกัดโควต้าไว้เป็นปีๆ ถ้ามีใบสมัครเกินโควต้าก็จะใช้วิธีสุ่มเลือกเอา)</p>

<p>ที่มา - <a href="http://blogs.sun.com/hyunjae/entry/tech_companies_win_small_victory">Hyunjae Ryan Kim&#8217;s blog</a></p>

<p>ประกาศทางการ - <a href="http://www.dhs.gov/xnews/releases/pr_1207334008610.shtm">Department of Homeland Security</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>กระทรวงป้องกันมาตุภูมิของสหรัฐอเมริกา (Department of Homeland Security) ประกาศเพิ่มระยะเวลาโครงการฝึกงานหลังเรียนจบของนักเรียนต่างชาติ (Optional Practical Training program หรือ OPT program) จากที่จำกัดไว้ที่ 12 เดือน ขยายเป็น 29 เดือน โดยมีเงื่อนไขดังนี้</p>

<ul>
<li>เป็นนักเรียนวีซ่า F-1 ที่จบมาในสาย<strong>วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรม หรือคณิตศาสตร์</strong></li>
<li>ทำงานในสายงานที่<strong>ตรงกับที่เรียนจบมา</strong></li>
<li>บริษัทที่รับจ้างต้องเป็น<strong>บริษัทที่เข้าร่วมโครงการ <a href="http://www.dhs.gov/ximgtn/programs/gc_1185221678150.shtm">E-Verify</a></strong> หรือโครงการสำหรับตรวจสอบการมีสิทธิ์เข้าทำงาน โครงการนี้สามารถเข้าร่วมได้ไม่เสียค่าใช้จ่าย</li>
</ul>

<p>โครงการนี้เป็นผลอันเนื่องมาจากบริษัทด้านคอมพิวเตอร์หลายแห่ง เช่น ไมโครซอฟท์, กูเกิล และออราเคิล <a href="http://www.news.com/8301-10784_3-9908117-7.html">กดดันรัฐบาล</a>ให้เพิ่มจำนวนโควต้าของวีซ่า H-1B ที่ตอนนี้มีปัญหาขาดแคลนอย่างหนัก จนกระทบกับการจ้างงานของบริษัท (วีซ่า H-1B จะถูกจำกัดโควต้าไว้เป็นปีๆ ถ้ามีใบสมัครเกินโควต้าก็จะใช้วิธีสุ่มเลือกเอา)</p>

<p>ที่มา - <a href="http://blogs.sun.com/hyunjae/entry/tech_companies_win_small_victory">Hyunjae Ryan Kim&#8217;s blog</a></p>

<p>ประกาศทางการ - <a href="http://www.dhs.gov/xnews/releases/pr_1207334008610.shtm">Department of Homeland Security</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>กรมขนส่งสหรัฐฯ ออกกฎห้ามนำแบตเตอรี่สำรองใส่กระเป๋าใต้เครื่องบิน</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/6623" />
    <id>http://www.blognone.com/node/6623</id>
    <published>2007-12-31T23:01:04+07:00</published>
    <updated>2008-01-01T22:08:41+07:00</updated>
    <author>
      <name>panuta</name>
    </author>
    <category term="Battery" />
    <category term="Safety" />
    <category term="Transportation" />
    <category term="USA" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>กฏใหม่ระบุว่าไม่อนุญาตให้ใส่แบตเตอรี่สำรองไว้ในกระเป๋าที่ถูกบรรจุไว้ใต้เครื่องบิน ยกเว้นแต่จะถูกติดตั้งไว้กับอุปกรณ์อิเล็กโทรนิคเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ผู้โดยสารยังสามารถนำแบตเตอรี่สำรองใส่ไว้ในกระเป๋าที่หิ้วขึ้นเครื่องได้ เพียงแต่ถ้าเป็นแบตเตอรี่สำรองขนาดใหญ่ จะจำกัดอยู่ที่ 2 ชิ้นเท่านั้น (แบตเตอรี่มือถือและโน้ตบุ๊คทั่วไปไม่ถือเป็นแบตเตอรี่สำรองขนาดใหญ่)</p>

<p>เริ่มใช้กฏนี้ในวันที่ 1 มกราคม 2551</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.dpreview.com/news/0712/07123101batteryrestrictions.asp">DPreview</a></p>

<p>ข้อมูลเพิ่มเติม - <a href="http://safetravel.dot.gov/whats_new_batteries.html">Safe Travel (Department of Transport)</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>กฏใหม่ระบุว่าไม่อนุญาตให้ใส่แบตเตอรี่สำรองไว้ในกระเป๋าที่ถูกบรรจุไว้ใต้เครื่องบิน ยกเว้นแต่จะถูกติดตั้งไว้กับอุปกรณ์อิเล็กโทรนิคเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ผู้โดยสารยังสามารถนำแบตเตอรี่สำรองใส่ไว้ในกระเป๋าที่หิ้วขึ้นเครื่องได้ เพียงแต่ถ้าเป็นแบตเตอรี่สำรองขนาดใหญ่ จะจำกัดอยู่ที่ 2 ชิ้นเท่านั้น (แบตเตอรี่มือถือและโน้ตบุ๊คทั่วไปไม่ถือเป็นแบตเตอรี่สำรองขนาดใหญ่)</p>

<p>เริ่มใช้กฏนี้ในวันที่ 1 มกราคม 2551</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.dpreview.com/news/0712/07123101batteryrestrictions.asp">DPreview</a></p>

<p>ข้อมูลเพิ่มเติม - <a href="http://safetravel.dot.gov/whats_new_batteries.html">Safe Travel (Department of Transport)</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>Flickr เพิ่มปริมาณการอัพโหลดรูปภาพต่อเดือนของผู้ใช้ประเภทฟรีเป็น 100MB</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/3538" />
    <id>http://www.blognone.com/node/3538</id>
    <published>2006-12-13T10:08:29+07:00</published>
    <updated>2006-12-13T11:17:18+07:00</updated>
    <author>
      <name>panuta</name>
    </author>
    <category term="Digital Media" />
    <category term="Internet" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p><a href="http://www.flickr.com/">Flickr</a> ประกาศผ่าน <a href="http://blog.flickr.com/flickrblog/2006/12/ho_ho_ho_flickr.html">feed</a> ของตัวเองว่าได้เพิ่มปริมาณการอัพโหลดต่อเดือนของผู้ใช้ประเภทฟรี จากเดิมที่จำกัดอยู่ที่ 20MB เป็น 100MB!</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ประเภทฟรียังคงถูก<a href="http://www.flickr.com/help/limits/#28">จำกัด</a>ปริมาณของรูปที่จะแสดงอยู่ที่ 200 รูป และสร้าง Photoset ได้เพียง 3 photosets</p>
<p>ข้อมูลจาก feed เดียวกัน Flickr ได้ทำระบบมอบของขวัญแก่คนรู้จักเป็น บัญชีผู้ใช้แบบ Pro ซึ่งผู้ใช้ Flickr สามารถซื้อรหัสจากเว็บไซต์ แล้วก็พิมพ์รหัสนั้นออกมา หรือส่งเป็นอีเมล์ให้กับคนที่เราต้องการ ถือเป็นระบบที่ทำไว้รองรับเทศกาล การมอบของขวัญที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้า</p>
<p>ผมไม่รังเกียจที่จะมีคนให้ของขวัญชิ้นนี้กับหรอกผมนะครับ อย่าได้เกรงใจไป</p>
<p>ที่มา - <a href="http://blog.flickr.com/flickrblog/2006/12/ho_ho_ho_flickr.html">Flickr Blog</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p><a href="http://www.flickr.com/">Flickr</a> ประกาศผ่าน <a href="http://blog.flickr.com/flickrblog/2006/12/ho_ho_ho_flickr.html">feed</a> ของตัวเองว่าได้เพิ่มปริมาณการอัพโหลดต่อเดือนของผู้ใช้ประเภทฟรี จากเดิมที่จำกัดอยู่ที่ 20MB เป็น 100MB!</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ประเภทฟรียังคงถูก<a href="http://www.flickr.com/help/limits/#28">จำกัด</a>ปริมาณของรูปที่จะแสดงอยู่ที่ 200 รูป และสร้าง Photoset ได้เพียง 3 photosets</p>
<p>ข้อมูลจาก feed เดียวกัน Flickr ได้ทำระบบมอบของขวัญแก่คนรู้จักเป็น บัญชีผู้ใช้แบบ Pro ซึ่งผู้ใช้ Flickr สามารถซื้อรหัสจากเว็บไซต์ แล้วก็พิมพ์รหัสนั้นออกมา หรือส่งเป็นอีเมล์ให้กับคนที่เราต้องการ ถือเป็นระบบที่ทำไว้รองรับเทศกาล การมอบของขวัญที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้า</p>
<p>ผมไม่รังเกียจที่จะมีคนให้ของขวัญชิ้นนี้กับหรอกผมนะครับ อย่าได้เกรงใจไป</p>
<p>ที่มา - <a href="http://blog.flickr.com/flickrblog/2006/12/ho_ho_ho_flickr.html">Flickr Blog</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>เส้นทางสู่ Mozilla 2.0!</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/3173" />
    <id>http://www.blognone.com/node/3173</id>
    <published>2006-10-14T11:29:36+07:00</published>
    <updated>2006-10-15T10:38:45+07:00</updated>
    <author>
      <name>panuta</name>
    </author>
    <category term="Mozilla" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>Firefox 2.0 RC2 เพิ่งออกมาได้ไม่นาน Firefox 3.0 ยังไม่ทันออก Beta มาสักตัว แต่ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Brendan_Eich">Brendan Eich</a>, CTO ของ Mozilla ได้เขียน<a href="http://weblogs.mozillazine.org/roadmap/archives/2006/10/mozilla_2.html">ไอเดียและรายละเอียดคร่าวๆ ของ Mozilla 2.0</a> ออกมาแล้ว ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะแปลงร่างเป็น Firefox 4.0! (และ Ice Weasel 4.0)</p>
<p>Brendan คาดว่าจะเริ่มการพัฒนา Mozilla 2.0 ได้ในปี 2008 หลังจากที่ทำ Firefox 3.0 (Mozilla 1.9) เสร็จแล้ว โดยครั้งนี้จะเป็นการยกเครื่องภายในครั้งใหญ่ หลังจากที่ Mozilla 1.0 ออกมาตั้งแต่ปี 2002</p>
<p>เรื่องทั่วๆไปที่น่าสนใจก็เช่น การสนับสนุน Javascript 2.0 (ECMAScript Edition 4), การพัฒนาระบบ Security ตั้งแต่ระดับบน เช่น Javascript จนถึงระดับล่างเช่น การจัดการ Buffer, Ajax Application ที่ทำงานเร็วขึ้น (สืบเนื่องจาก JS2), ทำ Browser เป็น 3 มิติ</p>
<blockquote><p>    * Clean up our APIs to be fewer, better, and "on the outside."<br />
    * Simplify the Mozilla codebase to make it smaller, faster, and easier to approach and maintain.<br />
    * Take advantage of standard language features and fast paths instead of XPCOM and ad hoc code.<br />
    * Optimization including JIT compilation for JS2 with very fast DOM access and low memory costs.<br />
    * Tool-time and runtime enforcement of important safety properties. </p>
</p></blockquote>
<p></p>
<p>และก่อนจะจบ Brendan ก็ปิดท้ายด้วยการบอกว่า "yet I noted above that we always put apps such as Firefox first, and do not claim to be "a platform" for everyone." ... จากประสบการณ์ตรงตอนนั่งเขียน XUL อยู่ อ่านแล้วจี๊ดเลย ...</p>
<p>ที่มา - <a href="http://weblogs.mozillazine.org/roadmap/archives/2006/10/mozilla_2.html">Brendan's blog</a><br />
รายละเอียดเพิ่มเติม - <a href="http://wiki.mozilla.org/Mozilla2:Home_Page">Mozilla Wiki</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>Firefox 2.0 RC2 เพิ่งออกมาได้ไม่นาน Firefox 3.0 ยังไม่ทันออก Beta มาสักตัว แต่ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Brendan_Eich">Brendan Eich</a>, CTO ของ Mozilla ได้เขียน<a href="http://weblogs.mozillazine.org/roadmap/archives/2006/10/mozilla_2.html">ไอเดียและรายละเอียดคร่าวๆ ของ Mozilla 2.0</a> ออกมาแล้ว ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะแปลงร่างเป็น Firefox 4.0! (และ Ice Weasel 4.0)</p>
<p>Brendan คาดว่าจะเริ่มการพัฒนา Mozilla 2.0 ได้ในปี 2008 หลังจากที่ทำ Firefox 3.0 (Mozilla 1.9) เสร็จแล้ว โดยครั้งนี้จะเป็นการยกเครื่องภายในครั้งใหญ่ หลังจากที่ Mozilla 1.0 ออกมาตั้งแต่ปี 2002</p>
<p>เรื่องทั่วๆไปที่น่าสนใจก็เช่น การสนับสนุน Javascript 2.0 (ECMAScript Edition 4), การพัฒนาระบบ Security ตั้งแต่ระดับบน เช่น Javascript จนถึงระดับล่างเช่น การจัดการ Buffer, Ajax Application ที่ทำงานเร็วขึ้น (สืบเนื่องจาก JS2), ทำ Browser เป็น 3 มิติ<br />
<blockquote>    * Clean up our APIs to be fewer, better, and "on the outside."<br />
    * Simplify the Mozilla codebase to make it smaller, faster, and easier to approach and maintain.<br />
    * Take advantage of standard language features and fast paths instead of XPCOM and ad hoc code.<br />
    * Optimization including JIT compilation for JS2 with very fast DOM access and low memory costs.<br />
    * Tool-time and runtime enforcement of important safety properties. </p></blockquote>
<p></p>
<p>และก่อนจะจบ Brendan ก็ปิดท้ายด้วยการบอกว่า "yet I noted above that we always put apps such as Firefox first, and do not claim to be "a platform" for everyone." ... จากประสบการณ์ตรงตอนนั่งเขียน XUL อยู่ อ่านแล้วจี๊ดเลย ...</p>
<p>ที่มา - <a href="http://weblogs.mozillazine.org/roadmap/archives/2006/10/mozilla_2.html">Brendan's blog</a><br />
รายละเอียดเพิ่มเติม - <a href="http://wiki.mozilla.org/Mozilla2:Home_Page">Mozilla Wiki</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>และแล้วข่าวลือ ก็ไม่ใช่ข่าวลืออีกต่อไป เมื่อ Google ซื้อ YouTube จริง!</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/3139" />
    <id>http://www.blognone.com/node/3139</id>
    <published>2006-10-10T05:38:38+07:00</published>
    <updated>2006-10-10T05:38:38+07:00</updated>
    <author>
      <name>panuta</name>
    </author>
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>วันนี้มี<a href="http://www.google.com/press/pressrel/google_youtube.html">ประกาศอย่างเป็นทางการ</a>จาก Google Inc. ถึงการเข้าซื้อ YouTube ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการ Share Video Online เจ้าของตลาด ด้วยหุ้นมูลค่าถึง 1.65 พันล้านเหรียญ</p>
<p>ก่อนหน้านี้ที่มี<a href="http://online.wsj.com/article/SB116014813857884917.html">ข่าวลือออกมาจาก WallStreet Journal</a> ก็มี<a href="http://arstechnica.com/news.ars/post/20061006-7926.html">บางคน</a>คิดว่าข่าวลือก็เป็นเพียงแค่ข่าวลือ และวิเคราะห์ถึงความไม่น่าจะเป็นไปได้ที่ Google จะเข้าซื้อ YouTube เสียเป็นเรื่องเป็นราว</p>
<p>จากประกาศแล้ว YouTube จะยังคงเปิดให้บริการต่อไปตามปกติ และยังคงใช้ชื่อ YouTube อยู่ ซึ่งรวมไปถึง Google Video ด้วย แต่จะมีัการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ยังต้องดูกันต่อไป</p>
<p>ข่าวนี้ออกมาตามมาติดๆ จาก<a href="http://arstechnica.com/news.ars/post/20061009-7935.html">ข่าวการเซ็นสัญญาการเผยแพร่สื่อวีดีโอระหว่าง YouTube กับ Universal, Sony BMG, CBS, และ Google</a> ซึ่งจะทำให้ Music Video บน YouTube และ Google Video เป็นเรื่องที่ถูกต้องอย่างสมบูรณ์</p>
<p>ที่มา - <a href="http://arstechnica.com/news.ars/post/20061009-7942.html">Ars Technica</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>วันนี้มี<a href="http://www.google.com/press/pressrel/google_youtube.html">ประกาศอย่างเป็นทางการ</a>จาก Google Inc. ถึงการเข้าซื้อ YouTube ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการ Share Video Online เจ้าของตลาด ด้วยหุ้นมูลค่าถึง 1.65 พันล้านเหรียญ</p>
<p>ก่อนหน้านี้ที่มี<a href="http://online.wsj.com/article/SB116014813857884917.html">ข่าวลือออกมาจาก WallStreet Journal</a> ก็มี<a href="http://arstechnica.com/news.ars/post/20061006-7926.html">บางคน</a>คิดว่าข่าวลือก็เป็นเพียงแค่ข่าวลือ และวิเคราะห์ถึงความไม่น่าจะเป็นไปได้ที่ Google จะเข้าซื้อ YouTube เสียเป็นเรื่องเป็นราว</p>
<p>จากประกาศแล้ว YouTube จะยังคงเปิดให้บริการต่อไปตามปกติ และยังคงใช้ชื่อ YouTube อยู่ ซึ่งรวมไปถึง Google Video ด้วย แต่จะมีัการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ยังต้องดูกันต่อไป</p>
<p>ข่าวนี้ออกมาตามมาติดๆ จาก<a href="http://arstechnica.com/news.ars/post/20061009-7935.html">ข่าวการเซ็นสัญญาการเผยแพร่สื่อวีดีโอระหว่าง YouTube กับ Universal, Sony BMG, CBS, และ Google</a> ซึ่งจะทำให้ Music Video บน YouTube และ Google Video เป็นเรื่องที่ถูกต้องอย่างสมบูรณ์</p>
<p>ที่มา - <a href="http://arstechnica.com/news.ars/post/20061009-7942.html">Ars Technica</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>สาวแขนกล คนแรกของโลก</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/3117" />
    <id>http://www.blognone.com/node/3117</id>
    <published>2006-10-06T11:12:18+07:00</published>
    <updated>2006-10-15T10:49:11+07:00</updated>
    <author>
      <name>panuta</name>
    </author>
    <category term="Science" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>สำนักข่าว ABC เขียน<a href="http://abcnews.go.com/Health/story?id=2432068">รายงาน</a>เกี่ยวกับสาวแขนกลคนแรกของโลก Claudia Mitchell อายุ 26 ปี อดีตนาวิกโยธินที่ประสบอุบัติเหตุจากมอเตอร์ไซค์จนเสียแขนซ้ายไปทั้งแขน</p>
<p>แขนกลถูกพัฒนาขึ้นโดย <a href="http://www.ric.org/bionic/">Rehabilitation Institute of Chicago</a> และถูกสวมให้กับ Mitchell ในปี 2005 แขนกลนี้ทำงานโดยการเชื่อมต่อกับเส้นประสาทที่หัวไหล่ของเธอ ซึ่งยังทำงานเป็นปกติ ถึงแม้จะเสียแขนไป อุปกรณ์ที่แขนกลจะอ่านสัญญาณจากเส้นประสาทและขยับตามสัญญาณนั้น ซึ่งหมายความว่าแขนกลนั้นสามารถเคลื่อนไหวได้ตามความคิดของ Mitchell!</p>
<p>แขนกลแบบนี้ถูกติดตั้งครั้งแรกให้กับ Jesse Sullivan ตั้งแต่ปี 2002 และหลังจากนั้นก็มีอีกหลายคนที่ใช้แขนแบบนี้ แต่ Mitchell นั้นเป็นคนแรกที่เป็นผู้หญิง</p>
<p>ดูจากวีดีโอ ก็จะเห็นว่ามันขยับตามความคิดได้จริงๆ แต่ก็ยังติดๆขัดๆ เหมือนแขนหุ่นยนต์ในสมัยนี้</p>
<p>วีดีโอ - <a href="http://www.techeblog.com/index.php/tech-gadget/video-worlds-first-bionic-woman">TechEBlog</a></p>
<p>ที่มา - <a href="http://abcnews.go.com/Health/story?id=2432068">ABC</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>สำนักข่าว ABC เขียน<a href="http://abcnews.go.com/Health/story?id=2432068">รายงาน</a>เกี่ยวกับสาวแขนกลคนแรกของโลก Claudia Mitchell อายุ 26 ปี อดีตนาวิกโยธินที่ประสบอุบัติเหตุจากมอเตอร์ไซค์จนเสียแขนซ้ายไปทั้งแขน</p>
<p>แขนกลถูกพัฒนาขึ้นโดย <a href="http://www.ric.org/bionic/">Rehabilitation Institute of Chicago</a> และถูกสวมให้กับ Mitchell ในปี 2005 แขนกลนี้ทำงานโดยการเชื่อมต่อกับเส้นประสาทที่หัวไหล่ของเธอ ซึ่งยังทำงานเป็นปกติ ถึงแม้จะเสียแขนไป อุปกรณ์ที่แขนกลจะอ่านสัญญาณจากเส้นประสาทและขยับตามสัญญาณนั้น ซึ่งหมายความว่าแขนกลนั้นสามารถเคลื่อนไหวได้ตามความคิดของ Mitchell!</p>
<p>แขนกลแบบนี้ถูกติดตั้งครั้งแรกให้กับ Jesse Sullivan ตั้งแต่ปี 2002 และหลังจากนั้นก็มีอีกหลายคนที่ใช้แขนแบบนี้ แต่ Mitchell นั้นเป็นคนแรกที่เป็นผู้หญิง</p>
<p>ดูจากวีดีโอ ก็จะเห็นว่ามันขยับตามความคิดได้จริงๆ แต่ก็ยังติดๆขัดๆ เหมือนแขนหุ่นยนต์ในสมัยนี้</p>
<p>วีดีโอ - <a href="http://www.techeblog.com/index.php/tech-gadget/video-worlds-first-bionic-woman">TechEBlog</a></p>
<p>ที่มา - <a href="http://abcnews.go.com/Health/story?id=2432068">ABC</a></p>    ]]></content>
  </entry>
</feed>
