<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom">
  <title>ABZee's blog</title>
  <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/blog/abzee"/>
  <link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blognone.com/blog/11/atom/feed"/>
  <id>http://www.blognone.com/blog/11/atom/feed</id>
  <updated>2007-06-22T12:28:46+07:00</updated>
  <entry>
    <title>หุ่นยนต์และศาสนา</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5787" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5787</id>
    <published>2007-09-12T18:54:44+07:00</published>
    <updated>2007-09-13T20:40:52+07:00</updated>
    <author>
      <name>ABZee</name>
    </author>
    <category term="Religion" />
    <category term="Robotics" />
    <category term="Science" />
    <category term="Survey" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>การวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์จากทั่วทุกมุมโลกทำให้เทคโนโลยีในด้านนี้มีความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ และหากเราสังเกตดูดีๆแล้ว การพัฒนาหุ่นยนต์ในแต่ละทวีปนั้นมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันเล็กน้อย</p>
<p>การพัฒนาหุ่นยนต์ในโซนเอเชียโดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นนั้น เน้นหนักในงานวิจัยเกี่ยวกับหุ่นยนต์เสมือนคน (Humanoid) ในขณะที่งานวิจัยจากประเทศตะวันตกนั้น กลับเป็นงานวิจัยหุ่นยนต์ในเชิงระบบอัตโนมัติและเครื่องจักรอัจฉริยะ</p>
<p>จนมีผู้ตั้งข้อสงสัยว่า ความเชื่อทางศาสนาของนักวิจัยนั้นมีผลต่องานวิจัยเหล่านี้หรือไม่?</p>
<p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ <a href="http://home.manhattan.edu/~robert.geraci/geraci.html">Robert Geraci</a> อาจารย์ภาควิชาศาสนา (Religious Studies) จากวิทยาลัย Manhattan College ได้มีความสนใจเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์มาเป็นเวลานานแล้ว เขาเคยตีพิมพ์งานวิจัยเรื่อง Spiritual Robots: Religion and Our Scientific View of the Natural World ที่ได้พูดถึงศาสนาที่มีผลต่อมุมมองของเราในทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะในด้านหุ่นยนต์ (อ่านได้จาก<a href="http://home.manhattan.edu/~robert.geraci/">เว็บไซต์</a>)</p>
<p>ขณะนี้ Dr.Geraci กำลังเขียนหนังสือเกี่ยวกับผลกระทบของศาสนาต่อหุ่นยนต์และหุ่นยนต์ต่อศาสนา และเขาต้องการความช่วยเหลือเล็กน้อยจากสังคมผู้พัฒนาหุ่นยนต์ในอินเตอร์เน็ต โดยการตอบ<a href="http://www.questionpro.com/akira/TakeSurvey?id=759862">แบบสอบถามสั้นๆ</a> </p>
<p>ถึงแม้คำถามบางข้ออาจจะคลุมเครือไม่ชัดเจน แต่นั่นก็อาจจะมาจากการที่คำถามเหล่านั้นมาจากมุมมองทางศาสนศาสตร์ ไม่ใช่ทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์</p>
<p>ถึงผมจะยังอ่านงานตีพิมพ์ดังกล่าวไม่จบ ผมก็สรุปได้อย่างนึงว่า ไม่ว่าจะเป็นงานตีพิมพ์ของสาขาไหน มันก็<strong>ใช้พลังในการอ่านมาก</strong>พอๆกัน ..โอย</p>
<p>ที่มา - <a href="http://robots.net/article/2344.html">robots.net</a>, <a href="http://robots.net/person/rgeraci/">ข้อมูลของ Dr.Robert Geraci ใน robots.net</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>การวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์จากทั่วทุกมุมโลกทำให้เทคโนโลยีในด้านนี้มีความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ และหากเราสังเกตดูดีๆแล้ว การพัฒนาหุ่นยนต์ในแต่ละทวีปนั้นมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันเล็กน้อย</p>
<p>การพัฒนาหุ่นยนต์ในโซนเอเชียโดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นนั้น เน้นหนักในงานวิจัยเกี่ยวกับหุ่นยนต์เสมือนคน (Humanoid) ในขณะที่งานวิจัยจากประเทศตะวันตกนั้น กลับเป็นงานวิจัยหุ่นยนต์ในเชิงระบบอัตโนมัติและเครื่องจักรอัจฉริยะ</p>
<p>จนมีผู้ตั้งข้อสงสัยว่า ความเชื่อทางศาสนาของนักวิจัยนั้นมีผลต่องานวิจัยเหล่านี้หรือไม่?</p>
<p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ <a href="http://home.manhattan.edu/~robert.geraci/geraci.html">Robert Geraci</a> อาจารย์ภาควิชาศาสนา (Religious Studies) จากวิทยาลัย Manhattan College ได้มีความสนใจเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์มาเป็นเวลานานแล้ว เขาเคยตีพิมพ์งานวิจัยเรื่อง Spiritual Robots: Religion and Our Scientific View of the Natural World ที่ได้พูดถึงศาสนาที่มีผลต่อมุมมองของเราในทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะในด้านหุ่นยนต์ (อ่านได้จาก<a href="http://home.manhattan.edu/~robert.geraci/">เว็บไซต์</a>)</p>
<p>ขณะนี้ Dr.Geraci กำลังเขียนหนังสือเกี่ยวกับผลกระทบของศาสนาต่อหุ่นยนต์และหุ่นยนต์ต่อศาสนา และเขาต้องการความช่วยเหลือเล็กน้อยจากสังคมผู้พัฒนาหุ่นยนต์ในอินเตอร์เน็ต โดยการตอบ<a href="http://www.questionpro.com/akira/TakeSurvey?id=759862">แบบสอบถามสั้นๆ</a> </p>
<p>ถึงแม้คำถามบางข้ออาจจะคลุมเครือไม่ชัดเจน แต่นั่นก็อาจจะมาจากการที่คำถามเหล่านั้นมาจากมุมมองทางศาสนศาสตร์ ไม่ใช่ทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์</p>
<p>ถึงผมจะยังอ่านงานตีพิมพ์ดังกล่าวไม่จบ ผมก็สรุปได้อย่างนึงว่า ไม่ว่าจะเป็นงานตีพิมพ์ของสาขาไหน มันก็<strong>ใช้พลังในการอ่านมาก</strong>พอๆกัน ..โอย</p>
<p>ที่มา - <a href="http://robots.net/article/2344.html">robots.net</a>, <a href="http://robots.net/person/rgeraci/">ข้อมูลของ Dr.Robert Geraci ใน robots.net</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ไมโครซอฟท์จับมือกับบริษัทผลิตหุ่นยนต์</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5778" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5778</id>
    <published>2007-09-11T14:12:45+07:00</published>
    <updated>2007-09-11T21:47:24+07:00</updated>
    <author>
      <name>ABZee</name>
    </author>
    <category term="Japan" />
    <category term="Microsoft" />
    <category term="Robotics" />
    <category term="Software" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>ไมโครซอฟท์และบริษัท <a href="http://www.tmsuk.co.jp/english/">Tmsuk</a> จากญี่ปุ่นได้ประกาศความร่วมมือในการนำซอฟต์แวร์ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Microsoft_Robotics_Studio">Microsoft Robotics Studio</a> (MSRS) มาใช้ในหุ่นยนต์ของตัวเอง</p>
<p>บริษัท Tmsuk นั้นเป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่ได้ทำการผลิตเครื่องจักรและหุ่นยนต์มาตั้งแต่ปี 1992 ซึ่งหุ่นยนต์ที่ผลิตนั้นมีทั้งหุ่นยนต์ที่ใช้ล้อในการเคลื่อนที่ และหุ่นยนต์เสมือนคน (Humanoid) โดยหุ่นยนต์แต่ละชนิดจะถูกออกแบบสำหรับงานที่แตกต่างกันไป เช่นหุ่นยนต์ทำงานออฟฟิศ และหุ่นยนต์ช่วยดูแลสุขภาพมนุษย์</p>
<p>Yoichi Takamoto ประธานบริษัท Tmsuk ได้กล่าวว่า ในปัจจุบันเราไม่สามารถนำเทคโนโลยีจากหุ่นยนต์ A ไปยังหุ่นยนต์ B ได้ในทันที แต่หากซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟท์ได้รับการยอมรับจากผู้พัฒนาโดยแพร่หลายแล้ว เทคโนโลยีในด้านหุ่นยนต์จะพัฒนาไปอย่างน่าทึ่ง</p>
<p>ทั้งนี้บริษัท Tmsuk ได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์ที่ทำการผลิตไดร์เวอร์ให้กับ MSRS และถึงแม้ว่าไมโครซอฟท์จะมีวิศวกรไม่กี่คนที่ทำการพัฒนา MSRS ซอฟต์แวร์ตัวนี้ก็สามารถเจาะตลาดเข้าถึงผู้ใช้ได้อย่างท่วมท้นภายในหนึ่งปีที่ผ่านมา ตั้งแต่มีการประกาศตัวสู่สาธรณะชน (<a href="http://www.blognone.com/node/3548">ข่าวเดิม</a>)</p>
<p>ปัจจุบันกลุ่มเศรษฐกิจด้านหุ่นยนต์มีมูลค่าประมาณ 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (สี่แสนล้านบาทต่อปี) และคาดว่าจะเติบโตขึ้นสองเท่าภายในปี ค.ศ.2010 และทาง Japan Robot Association ได้คาดการณ์ว่าจะเติบโตทะลุ 66,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณสองล้านห้าแสนล้านบาทต่อปี) ภายในปี ค.ศ.2025</p>
<p>ท่านผู้บริหารยังเห็นหุ่นยนต์เป็นของเล่นอยู่ไหมเอ่ย?</p>
<p>ที่มา - <a href="http://business.timesonline.co.uk/tol/business/industry_sectors/technology/article2410021.ece">TIMESONLINE</a>, <a href="http://smart-machines.blogspot.com/2007/09/microsoft-forms-alliance-with-tmsuk.html">Awesome-o</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>ไมโครซอฟท์และบริษัท <a href="http://www.tmsuk.co.jp/english/">Tmsuk</a> จากญี่ปุ่นได้ประกาศความร่วมมือในการนำซอฟต์แวร์ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Microsoft_Robotics_Studio">Microsoft Robotics Studio</a> (MSRS) มาใช้ในหุ่นยนต์ของตัวเอง</p>
<p>บริษัท Tmsuk นั้นเป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่ได้ทำการผลิตเครื่องจักรและหุ่นยนต์มาตั้งแต่ปี 1992 ซึ่งหุ่นยนต์ที่ผลิตนั้นมีทั้งหุ่นยนต์ที่ใช้ล้อในการเคลื่อนที่ และหุ่นยนต์เสมือนคน (Humanoid) โดยหุ่นยนต์แต่ละชนิดจะถูกออกแบบสำหรับงานที่แตกต่างกันไป เช่นหุ่นยนต์ทำงานออฟฟิศ และหุ่นยนต์ช่วยดูแลสุขภาพมนุษย์</p>
<p>Yoichi Takamoto ประธานบริษัท Tmsuk ได้กล่าวว่า ในปัจจุบันเราไม่สามารถนำเทคโนโลยีจากหุ่นยนต์ A ไปยังหุ่นยนต์ B ได้ในทันที แต่หากซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟท์ได้รับการยอมรับจากผู้พัฒนาโดยแพร่หลายแล้ว เทคโนโลยีในด้านหุ่นยนต์จะพัฒนาไปอย่างน่าทึ่ง</p>
<p>ทั้งนี้บริษัท Tmsuk ได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์ที่ทำการผลิตไดร์เวอร์ให้กับ MSRS และถึงแม้ว่าไมโครซอฟท์จะมีวิศวกรไม่กี่คนที่ทำการพัฒนา MSRS ซอฟต์แวร์ตัวนี้ก็สามารถเจาะตลาดเข้าถึงผู้ใช้ได้อย่างท่วมท้นภายในหนึ่งปีที่ผ่านมา ตั้งแต่มีการประกาศตัวสู่สาธรณะชน (<a href="http://www.blognone.com/node/3548">ข่าวเดิม</a>)</p>
<p>ปัจจุบันกลุ่มเศรษฐกิจด้านหุ่นยนต์มีมูลค่าประมาณ 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (สี่แสนล้านบาทต่อปี) และคาดว่าจะเติบโตขึ้นสองเท่าภายในปี ค.ศ.2010 และทาง Japan Robot Association ได้คาดการณ์ว่าจะเติบโตทะลุ 66,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณสองล้านห้าแสนล้านบาทต่อปี) ภายในปี ค.ศ.2025</p>
<p>ท่านผู้บริหารยังเห็นหุ่นยนต์เป็นของเล่นอยู่ไหมเอ่ย?</p>
<p>ที่มา - <a href="http://business.timesonline.co.uk/tol/business/industry_sectors/technology/article2410021.ece">TIMESONLINE</a>, <a href="http://smart-machines.blogspot.com/2007/09/microsoft-forms-alliance-with-tmsuk.html">Awesome-o</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>เมื่อการย่อและขยายภาพไม่จำเป็นต้องคงอัตราส่วนเสมอไป</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5741" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5741</id>
    <published>2007-09-07T16:30:04+07:00</published>
    <updated>2007-12-29T23:31:43+07:00</updated>
    <author>
      <name>ABZee</name>
    </author>
    <category term="Computer Science" />
    <category term="Technology" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>จากงาน <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/SIGGRAPH">SIGGRAPH</a> 2007 ที่เพิ่งจบลงไปในเดือนที่แล้ว ได้มีการแสดงผลงานวิจัยเกี่ยวกับการย่อและขยายภาพ โดยคำนึงถึงบริบทของภาพเป็นหลัก แทนที่จะคำนึงถึงอัตราส่วนทางกายภาพแบบเดิมๆ</p>
<p>นักวิทยาศาสตร์ทั้งสอง Shai Avidan และ Ariel Shamir ได้อธิบายผลงานของเขาไว้ว่า ไฟล์ภาพนั้นสามารถถูกย่อและขยายได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ โดยการลบภาพส่วนที่มีความสำคัญทางบริบทน้อยที่สุดออก</p>
<p>พวกเขาได้กำหนดฟังก์ชันพลังงาน (Energy function) สำหรับภาพแต่ละภาพ และใช้ฟังก์ชันนั้นหาพื้นที่ที่มีพลังงานต่ำติดๆกันจากบนลงล่างและจากซ้ายไปขวา เขาเรียกพื้นที่เหล่านั้นว่า "ตะเข็บ" (seam) ซึ่งตะเข็บเหล่านี้แหละที่สามารถลบออกไปได้โดยที่ข้อมุลของภาพนั้นไม่สูญหายไปมาก</p>
<p>วิดีโอและเอกสารรายงานการวิจัย (paper) สามารถหาดูได้ที่<a href="http://www.faculty.idc.ac.il/arik/">เว็บไซต์ของ Ariel Shamir</a> หรือผ่าน<a href="http://www.youtube.com/watch?v=vIFCV2spKtg">YouTube</a></p>
<p>ฟังก์ชันพลังงานนี้สามารถแก้ไขได้โดยผู้ใช้ ทำให้อัลกอรึทึมนี้สามารถประยุกต์ได้ในงานที่หลากหลาย เช่นการย่อขยายและตัดต่อรูป</p>
<p>ทำให้การตัดต่อรูปที่คุณถ่ายกับกิ๊กๆทั้งหลายไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป !!!</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.faculty.idc.ac.il/arik/">เว็บไซต์ของ Ariel Shamir</a> ผ่านทาง <a href="http://smart-machines.blogspot.com/2007/09/context-aware-image-resizing.html">Awesome-o</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>จากงาน <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/SIGGRAPH">SIGGRAPH</a> 2007 ที่เพิ่งจบลงไปในเดือนที่แล้ว ได้มีการแสดงผลงานวิจัยเกี่ยวกับการย่อและขยายภาพ โดยคำนึงถึงบริบทของภาพเป็นหลัก แทนที่จะคำนึงถึงอัตราส่วนทางกายภาพแบบเดิมๆ</p>
<p>นักวิทยาศาสตร์ทั้งสอง Shai Avidan และ Ariel Shamir ได้อธิบายผลงานของเขาไว้ว่า ไฟล์ภาพนั้นสามารถถูกย่อและขยายได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ โดยการลบภาพส่วนที่มีความสำคัญทางบริบทน้อยที่สุดออก</p>
<p>พวกเขาได้กำหนดฟังก์ชันพลังงาน (Energy function) สำหรับภาพแต่ละภาพ และใช้ฟังก์ชันนั้นหาพื้นที่ที่มีพลังงานต่ำติดๆกันจากบนลงล่างและจากซ้ายไปขวา เขาเรียกพื้นที่เหล่านั้นว่า "ตะเข็บ" (seam) ซึ่งตะเข็บเหล่านี้แหละที่สามารถลบออกไปได้โดยที่ข้อมุลของภาพนั้นไม่สูญหายไปมาก</p>
<p>วิดีโอและเอกสารรายงานการวิจัย (paper) สามารถหาดูได้ที่<a href="http://www.faculty.idc.ac.il/arik/">เว็บไซต์ของ Ariel Shamir</a> หรือผ่าน<a href="http://www.youtube.com/watch?v=vIFCV2spKtg">YouTube</a></p>
<p>ฟังก์ชันพลังงานนี้สามารถแก้ไขได้โดยผู้ใช้ ทำให้อัลกอรึทึมนี้สามารถประยุกต์ได้ในงานที่หลากหลาย เช่นการย่อขยายและตัดต่อรูป</p>
<p>ทำให้การตัดต่อรูปที่คุณถ่ายกับกิ๊กๆทั้งหลายไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป !!!</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.faculty.idc.ac.il/arik/">เว็บไซต์ของ Ariel Shamir</a> ผ่านทาง <a href="http://smart-machines.blogspot.com/2007/09/context-aware-image-resizing.html">Awesome-o</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>เป็นชาวนาก็สร้างหุ่นยนต์ได้</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5710" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5710</id>
    <published>2007-09-04T18:41:01+07:00</published>
    <updated>2007-09-05T17:10:31+07:00</updated>
    <author>
      <name>ABZee</name>
    </author>
    <category term="China" />
    <category term="Robotics" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>หากคุณคิดว่าการจะสร้างหุ่นยนต์ซักตัวนั้นต้องจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยดังๆ ต้องเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยหรือเป็นนักวิจัยในสถาบันวิจัยชื่อดังแล้วละก็ คุณคงคิดผิดแล้ว</p>
<p>จริงอยู่ที่การเรียนการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยดีๆสักแห่งนั้นสำคัญ แต่คนบางคนนั้นก็สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองและประยุกต์นำความรู้ที่มีอยู่นั้นมาใช้สร้างหุ่นยนต์ได้ ยกตัวอย่างเช่นคุณหวู่ ซึ่งเป็นชาวนาคนหนึ่งในเมืองจีนที่สามารถสร้าง<strong>หุ่นยนต์เดินได้</strong> ไม่ว่าหุ่นยนต์จะมีขนาดเล็กหรือขนาดเท่าคน โดยใช้วัตถุดิบจากจากเศษเหล็กเก่าๆ ที่เขาหามาได้</p>
<p><a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Paul_Merton">Paul Merton</a> จาก BBC ได้ทำการสัมภาษณ์คุณหวู่ เจ้าของผลงานหุ่นยนต์หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ 2 ขา 4 ขา หรือแม้กระทั่ง<strong>หุ่นยนต์รถลาก</strong> ถึงแม้<a href="http://smart-machines.blogspot.com/2007/08/chinese-farmers-amazing-robots.html">วีีดีโอ</a>นี้แสดงให้เห็นว่าหุ่นยนต์ลากรถนั้นอาจจะไม่มีประสิทธิภาพเท่ารถยนต์หรือมอเตอร์ไซต์ แต่สิ่งที่เจ๋งที่สุดก็คือคุณก็ได้นั่งรถที่หุ่นยนต์ขับ (ลาก) ให้เชียวนะ!!</p>
<p>สำหรับชาวนาไทยอาจจะยากนิดหน่อย เพราะการเมืองนักวิจัยระหว่างสถาบันอาจทำให้ท่านหมดอารมณ์</p>
<p>ที่มา - <a href="http://smart-machines.blogspot.com/2007/08/chinese-farmers-amazing-robots.html">Awesome-o</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>หากคุณคิดว่าการจะสร้างหุ่นยนต์ซักตัวนั้นต้องจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยดังๆ ต้องเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยหรือเป็นนักวิจัยในสถาบันวิจัยชื่อดังแล้วละก็ คุณคงคิดผิดแล้ว</p>
<p>จริงอยู่ที่การเรียนการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยดีๆสักแห่งนั้นสำคัญ แต่คนบางคนนั้นก็สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองและประยุกต์นำความรู้ที่มีอยู่นั้นมาใช้สร้างหุ่นยนต์ได้ ยกตัวอย่างเช่นคุณหวู่ ซึ่งเป็นชาวนาคนหนึ่งในเมืองจีนที่สามารถสร้าง<strong>หุ่นยนต์เดินได้</strong> ไม่ว่าหุ่นยนต์จะมีขนาดเล็กหรือขนาดเท่าคน โดยใช้วัตถุดิบจากจากเศษเหล็กเก่าๆ ที่เขาหามาได้</p>
<p><a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Paul_Merton">Paul Merton</a> จาก BBC ได้ทำการสัมภาษณ์คุณหวู่ เจ้าของผลงานหุ่นยนต์หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ 2 ขา 4 ขา หรือแม้กระทั่ง<strong>หุ่นยนต์รถลาก</strong> ถึงแม้<a href="http://smart-machines.blogspot.com/2007/08/chinese-farmers-amazing-robots.html">วีีดีโอ</a>นี้แสดงให้เห็นว่าหุ่นยนต์ลากรถนั้นอาจจะไม่มีประสิทธิภาพเท่ารถยนต์หรือมอเตอร์ไซต์ แต่สิ่งที่เจ๋งที่สุดก็คือคุณก็ได้นั่งรถที่หุ่นยนต์ขับ (ลาก) ให้เชียวนะ!!</p>
<p>สำหรับชาวนาไทยอาจจะยากนิดหน่อย เพราะการเมืองนักวิจัยระหว่างสถาบันอาจทำให้ท่านหมดอารมณ์</p>
<p>ที่มา - <a href="http://smart-machines.blogspot.com/2007/08/chinese-farmers-amazing-robots.html">Awesome-o</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>หุ่นยนต์เดินได้ เล่นอินไลน์สเก็ตก็ได้</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5709" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5709</id>
    <published>2007-09-04T18:03:12+07:00</published>
    <updated>2007-09-05T10:36:59+07:00</updated>
    <author>
      <name>ABZee</name>
    </author>
    <category term="Robotics" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>หุ่นยนต์สัญชาติญี่ปุ่นที่ชื่อว่า <a href="http://www-robot.mes.titech.ac.jp/robot/walking/rollerwalker/rollerwalker_e.html">Roller-Waler</a> ถูกพัฒนาจากห้องวิจัย <a href="http://www-robot.mes.titech.ac.jp/home_e.html">Hirose-Fukushima Robotics Lab</a> โดยหุ่นยนต์ตัวนี้มีความสามารถพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง คือสามารถทำการเคลื่อนโดยใช้ขาทั้งสี่ขาได้โดยทั้งการเดิน<strong>และโดยการไถลแบบสเก็ต</strong> (ดู<a href="http://robots.net/article/2334.html">วีดีโอ</a>ได้จากที่มา)</p>
<p>หุ่นยนต์ตัวนี้มีล้อสี่ล้อพับติดอยู่ที่ปลายขาทั้งสี่ เมื่อไรที่หุ่นต้องการเคลื่อนที่ไถลไปกับพื้นเรียบ เจ้าหุ่นตัวนี้ก็จะทำการพับล้อออกมาเหมือนกับคนใส่สเก็ต และจุดที่น่าสนใจที่สุดก็คือล้อทั้งสี่นี้ ไม่ได้ถูกควบคุมด้วยมอเตอร์ แต่ถูกควบคุมโดยแรงเหวี่ยงจากขาล้วนๆ</p>
<p>แอบสงสัยอยู่ในใจว่าตัวนี้ราคากี่ล้านบาท?</p>
<p>ที่มา - <a href="http://robots.net/article/2334.html">robots.net</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>หุ่นยนต์สัญชาติญี่ปุ่นที่ชื่อว่า <a href="http://www-robot.mes.titech.ac.jp/robot/walking/rollerwalker/rollerwalker_e.html">Roller-Waler</a> ถูกพัฒนาจากห้องวิจัย <a href="http://www-robot.mes.titech.ac.jp/home_e.html">Hirose-Fukushima Robotics Lab</a> โดยหุ่นยนต์ตัวนี้มีความสามารถพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง คือสามารถทำการเคลื่อนโดยใช้ขาทั้งสี่ขาได้โดยทั้งการเดิน<strong>และโดยการไถลแบบสเก็ต</strong> (ดู<a href="http://robots.net/article/2334.html">วีดีโอ</a>ได้จากที่มา)</p>
<p>หุ่นยนต์ตัวนี้มีล้อสี่ล้อพับติดอยู่ที่ปลายขาทั้งสี่ เมื่อไรที่หุ่นต้องการเคลื่อนที่ไถลไปกับพื้นเรียบ เจ้าหุ่นตัวนี้ก็จะทำการพับล้อออกมาเหมือนกับคนใส่สเก็ต และจุดที่น่าสนใจที่สุดก็คือล้อทั้งสี่นี้ ไม่ได้ถูกควบคุมด้วยมอเตอร์ แต่ถูกควบคุมโดยแรงเหวี่ยงจากขาล้วนๆ</p>
<p>แอบสงสัยอยู่ในใจว่าตัวนี้ราคากี่ล้านบาท?</p>
<p>ที่มา - <a href="http://robots.net/article/2334.html">robots.net</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>แหวนรักษาความปลอดภัย</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5293" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5293</id>
    <published>2007-07-20T14:50:53+07:00</published>
    <updated>2007-07-20T22:51:41+07:00</updated>
    <author>
      <name>ABZee</name>
    </author>
    <category term="Design" />
    <category term="Gadget" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>เทคโนโลยีได้แทรกซึมสู่การออกแบบเครื่องประดับขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่ครั้งก่อนได้นำเสนอข่าวถึง<a href="http://www.blognone.com/node/5241">แหวนปลุก</a>ไปแล้ว ครั้งนี้นักออกแบบ Yang Hai ได้ออกแบบแหวนที่ใช้ในการรักษาความปลอดภัยข้อมูลคอมพิวเตอร์ของคุณ</p>
<p>แหวนวงนี้ทำงานโดยการติดต่อกับฐานที่เสียบอยู่กับคอมพิวเตอร์ หากผู้สวมเคลื่อนที่ออกไปจากรัศมีที่ตั้งไว้ คอมพิวเตอร์จะทำการล็อคตัวเองอัตโนมัติ เพื่อป้องกันเพื่อนร่วมงานตัวแสบของคุณมาล้วงข้อมูลส่วนตัวของคุณไป หรือป้องกันเจ้านายมาดูว่าคุณแอบเล่นอินเตอร์เน็ตหรือเปล่าในขณะที่คุณไปเข้าห้องน้ำ</p>
<p>นี่ถ้าไม่มีแท่นเสียบนี่ผมซื้อไปแล้วนะ</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.yankodesign.com/index.php/2007/07/18/the-ring-of-security/">Yanko Design</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>เทคโนโลยีได้แทรกซึมสู่การออกแบบเครื่องประดับขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่ครั้งก่อนได้นำเสนอข่าวถึง<a href="http://www.blognone.com/node/5241">แหวนปลุก</a>ไปแล้ว ครั้งนี้นักออกแบบ Yang Hai ได้ออกแบบแหวนที่ใช้ในการรักษาความปลอดภัยข้อมูลคอมพิวเตอร์ของคุณ</p>
<p>แหวนวงนี้ทำงานโดยการติดต่อกับฐานที่เสียบอยู่กับคอมพิวเตอร์ หากผู้สวมเคลื่อนที่ออกไปจากรัศมีที่ตั้งไว้ คอมพิวเตอร์จะทำการล็อคตัวเองอัตโนมัติ เพื่อป้องกันเพื่อนร่วมงานตัวแสบของคุณมาล้วงข้อมูลส่วนตัวของคุณไป หรือป้องกันเจ้านายมาดูว่าคุณแอบเล่นอินเตอร์เน็ตหรือเปล่าในขณะที่คุณไปเข้าห้องน้ำ</p>
<p>นี่ถ้าไม่มีแท่นเสียบนี่ผมซื้อไปแล้วนะ</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.yankodesign.com/index.php/2007/07/18/the-ring-of-security/">Yanko Design</a></p>
<p><br />
<a href="http://www.yankodesign.com/index.php/2007/07/18/the-ring-of-security/"><br />
<img src="http://lh5.google.com/poomkongniratsaikul/RqBnwyXxg4I/AAAAAAAAABc/HvVlrn6m8O4/finger_security.jpg" /></a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>แหวนปลุก (ไม่ใช่นาฬิกาปลุก)</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5241" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5241</id>
    <published>2007-07-16T18:29:34+07:00</published>
    <updated>2007-07-20T14:53:12+07:00</updated>
    <author>
      <name>ABZee</name>
    </author>
    <category term="Design" />
    <category term="Gadget" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>แหวนที่ถูกใช้เป็นนาฬิกาปลุกแบบสั่นนั้น ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ใช้ที่ไม่ต้องการเสียงดังรบกวนจากนาฬิกาปลุกแบบเดิมๆ แหวนดังกล่าวนี้สามารถตั้งเวลาปลุกได้จากแทนชาร์จ เมื่อถึงเวลาที่ตั้งไว้แหวนก็จะทำการสั่นจนกว่าจะมีคนนำมันกลับไปวางบนแท่นชาร์จอีกครั้ง</p>
<p>แหวนวงนี้มีข้อดีสำหรับคู่สามีภรรยาที่ต้องการตื่นนอนในเวลาที่แตกต่างกัน และไม่ต้องการรบกวนคู่ของตัวเอง นอกจากนั้นยังมีประโยชน์แก่ผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินอีกด้วย</p>
<p>ถ้าผมใช้ ผมจะถอดมันทิ้งไว้บนเตียงแทนที่จะเดินไปวางบนแท่นชาร์จ</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.yankodesign.com/index.php/2007/07/10/alarming-ring/">Yanko Design</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>แหวนที่ถูกใช้เป็นนาฬิกาปลุกแบบสั่นนั้น ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ใช้ที่ไม่ต้องการเสียงดังรบกวนจากนาฬิกาปลุกแบบเดิมๆ แหวนดังกล่าวนี้สามารถตั้งเวลาปลุกได้จากแทนชาร์จ เมื่อถึงเวลาที่ตั้งไว้แหวนก็จะทำการสั่นจนกว่าจะมีคนนำมันกลับไปวางบนแท่นชาร์จอีกครั้ง</p>
<p>แหวนวงนี้มีข้อดีสำหรับคู่สามีภรรยาที่ต้องการตื่นนอนในเวลาที่แตกต่างกัน และไม่ต้องการรบกวนคู่ของตัวเอง นอกจากนั้นยังมีประโยชน์แก่ผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินอีกด้วย</p>
<p>ถ้าผมใช้ ผมจะถอดมันทิ้งไว้บนเตียงแทนที่จะเดินไปวางบนแท่นชาร์จ</p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.yankodesign.com/index.php/2007/07/10/alarming-ring/">Yanko Design</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>อัพแรมให้สมอง</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5045" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5045</id>
    <published>2007-06-26T18:15:34+07:00</published>
    <updated>2007-07-10T02:15:18+07:00</updated>
    <author>
      <name>ABZee</name>
    </author>
    <category term="Israel" />
    <category term="Medical" />
    <category term="Science" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>นักวิจัยจาก Tel-Aviv University ประเทศอิสราเอล ได้ทำการสาธิตผ่านการทดลองว่า เราสามารถสร้างหน่วยความจำเทียมโดยการฉีดสารเคมีไปกระตุ้นเซลล์สมองที่ผ่านการเพาะเลี้ยงได้</p>
<p>ซึ่งหมายถึง เราสามารถนำเศษเสี้ยวเซลล์สมองไปเพาะเลี้ยงในภาชนะ จากนั้นนำเซลล์ที่เพาะมาได้นั้นมาประกอบเข้ากับสมองใหม่เพื่อเพิ่มหน่วยความจำ ซึ่งกระบวนการนี้คล้ายกับกระบวนการย้อนกลับของวิธีการผ่าตัดที่เรียกว่า <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Lobotomy">lobotomy</a></p>
<p>นี่อาจจะเป็นก้าวสำคัญของมนุษย์ในการดัดแปลงตัวเอง นอกเหนือจากการดัดแปลงทางพันธุกรรมก็ได้</p>
<p>ฟังดูน่าสยองยังไงก็ไม่รู้</p>
<p>ที่มา - <a href="http://blog.wired.com/gadgets/2007/06/researches-grow.html">Wired</a>, <a href="http://www.dailytech.com/article.aspx?newsid=7479">DailyTech</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>นักวิจัยจาก Tel-Aviv University ประเทศอิสราเอล ได้ทำการสาธิตผ่านการทดลองว่า เราสามารถสร้างหน่วยความจำเทียมโดยการฉีดสารเคมีไปกระตุ้นเซลล์สมองที่ผ่านการเพาะเลี้ยงได้</p>
<p>ซึ่งหมายถึง เราสามารถนำเศษเสี้ยวเซลล์สมองไปเพาะเลี้ยงในภาชนะ จากนั้นนำเซลล์ที่เพาะมาได้นั้นมาประกอบเข้ากับสมองใหม่เพื่อเพิ่มหน่วยความจำ ซึ่งกระบวนการนี้คล้ายกับกระบวนการย้อนกลับของวิธีการผ่าตัดที่เรียกว่า <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Lobotomy">lobotomy</a></p>
<p>นี่อาจจะเป็นก้าวสำคัญของมนุษย์ในการดัดแปลงตัวเอง นอกเหนือจากการดัดแปลงทางพันธุกรรมก็ได้</p>
<p>ฟังดูน่าสยองยังไงก็ไม่รู้</p>
<p>ที่มา - <a href="http://blog.wired.com/gadgets/2007/06/researches-grow.html">Wired</a>, <a href="http://www.dailytech.com/article.aspx?newsid=7479">DailyTech</a><br />
<br />
<img src="http://lh5.google.com/image/poomkongniratsaikul/RoDv6YjPhvI/AAAAAAAAAA4/hESFBc3H08M/brain.jpg&amp;imgmax=640"></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ใบพัดลมรูปทรงเลียนแบบธรรมชาติ</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/4979" />
    <id>http://www.blognone.com/node/4979</id>
    <published>2007-06-19T22:25:13+07:00</published>
    <updated>2007-07-20T14:15:23+07:00</updated>
    <author>
      <name>ABZee</name>
    </author>
    <category term="Innovation" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>เป็นเวลาหลายสิบปีที่เราใช้ใบพัดลมเพดานที่มีใบพัดสามถึงห้าปีก มีความเร็วในการหมุนให้เลือกได้หลายระดับ สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เราลืมพัฒนาสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของพัดลมเพดานไป นั่นก็คือลักษณะและรูปทรงของใบพัดนั่นเอง</p>
<p>ใบพัดลมที่เลียนแบบรูปทรงของฝักของต้น Sycamore ซึ่งพัฒนาโดยบริษัทจากประเทศออสเตรเลียนั้น ได้รับการออกแบบมาให้มีความสวยงามแปลกตา และให้สามารถบังคับทิศทางลมได้ดีขึ้น ถึงแม้ว่าพัดลมนี้จะ<strong>มีใบพัดเพียงใบเดียว</strong></p>
<p>นวัตกรรมชิ้นนี้สามารถให้แรงลมได้เท่ากับพัดลมที่เราใช้กันอยู่ ในขณะที่มีความเร็วในการหมุนที่ต่ำกว่าเดิมครึ่งหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าทำให้เกิดเสียงรำคาญน้อยลง และประหยัดพลังงานมากขึ้น</p>
<p>ผมว่าถ้าเข้ามาไทยแล้วราคาไม่แพง จะซื้อมาใช้เองไม่ก็ไปถวายวัดที่ใช้พัดลมบ่อยๆ </p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.treehugger.com/files/2007/03/biomimicry_in_p.php">Gizmodo</a>, <a href="http://www.treehugger.com/files/2007/06/sycamore_ceilin.php">TreeHugger</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>เป็นเวลาหลายสิบปีที่เราใช้ใบพัดลมเพดานที่มีใบพัดสามถึงห้าปีก มีความเร็วในการหมุนให้เลือกได้หลายระดับ สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เราลืมพัฒนาสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของพัดลมเพดานไป นั่นก็คือลักษณะและรูปทรงของใบพัดนั่นเอง</p>
<p>ใบพัดลมที่เลียนแบบรูปทรงของฝักของต้น Sycamore ซึ่งพัฒนาโดยบริษัทจากประเทศออสเตรเลียนั้น ได้รับการออกแบบมาให้มีความสวยงามแปลกตา และให้สามารถบังคับทิศทางลมได้ดีขึ้น ถึงแม้ว่าพัดลมนี้จะ<strong>มีใบพัดเพียงใบเดียว</strong></p>
<p>นวัตกรรมชิ้นนี้สามารถให้แรงลมได้เท่ากับพัดลมที่เราใช้กันอยู่ ในขณะที่มีความเร็วในการหมุนที่ต่ำกว่าเดิมครึ่งหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าทำให้เกิดเสียงรำคาญน้อยลง และประหยัดพลังงานมากขึ้น</p>
<p>ผมว่าถ้าเข้ามาไทยแล้วราคาไม่แพง จะซื้อมาใช้เองไม่ก็ไปถวายวัดที่ใช้พัดลมบ่อยๆ </p>
<p>ที่มา - <a href="http://www.treehugger.com/files/2007/03/biomimicry_in_p.php">Gizmodo</a>, <a href="http://www.treehugger.com/files/2007/06/sycamore_ceilin.php">TreeHugger</a></p>
<p></p>
<p align="center">
<img src="http://lh6.google.com/image/poomkongniratsaikul/RnfnE4jPhuI/AAAAAAAAAAw/21Uuj44PPMc/sycamore.jpg" /></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>กล้องแคปซูลเพื่อการถ่ายภาพในช่องทางเดินอาหาร</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/4964" />
    <id>http://www.blognone.com/node/4964</id>
    <published>2007-06-18T16:58:38+07:00</published>
    <updated>2007-06-26T18:19:20+07:00</updated>
    <author>
      <name>ABZee</name>
    </author>
    <category term="Gadget" />
    <category term="Health" />
    <category term="Innovation" />
    <category term="Medical" />
    <category term="Science" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>
บริษัท Given Imaging Ltd. จากประเทศอิสราเอลได้ทำการออกสินค้าชนิดใหม่ ชื่อว่า PillCam™ ESO2 ซึ่งเป็นแคปซูลที่บรรจุกล้องภายในทั้งด้านหัวและท้ายเพื่อใช้ในทางการแพทย์
</p>
<p>
กล้องขนาดเล็กนี้สามารถถูกกลืนได้โดยคนไข้ และสามารถถ่ายภาพที่สำคัญทางการแพทย์ในระหว่างที่มันเดินทางอยุ่ในช่องอาหารของผู้ป่วย จากนั้นภาพถ่ายที่ถ่ายได้นั้นจะถูกส่งกลับไปยัง Sensor Arrays ที่ติดอยู่กับหน้าอกของผู้ป่วยด้วยความเร็ว 18 เฟรมต่อวินาที ซึ่งเพียงพอที่จะเป็นประโยชน์แก่แพทย์ในการรักษา และต่อตัวคนไข้เองในการเข้าใจโรคที่เกิดขึ้น
</p>
<p>
แคปซูลดังกล่าวมีจำหน่ายในประเทศสหรัฐอเมริกา ผ่านบริษัทในเครือ Johnson and Johnson
</p>
<p>
สงสัยว่ามันจะนำมารียูสได้ไหม ถ้าได้ละก็ผมไม่ใช้จริงๆนะ
</p>
<p>
ที่มา - <a href="http://blog.wired.com/gadgets/2007/06/pillcam_is_in_u.html">Wired</a>, <a href="http://www.medgadget.com/archives/2007/06/pillcam_eso_2.html">Medgadget</a>
</p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
บริษัท Given Imaging Ltd. จากประเทศอิสราเอลได้ทำการออกสินค้าชนิดใหม่ ชื่อว่า PillCam™ ESO2 ซึ่งเป็นแคปซูลที่บรรจุกล้องภายในทั้งด้านหัวและท้ายเพื่อใช้ในทางการแพทย์
</p>
<p>
กล้องขนาดเล็กนี้สามารถถูกกลืนได้โดยคนไข้ และสามารถถ่ายภาพที่สำคัญทางการแพทย์ในระหว่างที่มันเดินทางอยุ่ในช่องอาหารของผู้ป่วย จากนั้นภาพถ่ายที่ถ่ายได้นั้นจะถูกส่งกลับไปยัง Sensor Arrays ที่ติดอยู่กับหน้าอกของผู้ป่วยด้วยความเร็ว 18 เฟรมต่อวินาที ซึ่งเพียงพอที่จะเป็นประโยชน์แก่แพทย์ในการรักษา และต่อตัวคนไข้เองในการเข้าใจโรคที่เกิดขึ้น
</p>
<p>
แคปซูลดังกล่าวมีจำหน่ายในประเทศสหรัฐอเมริกา ผ่านบริษัทในเครือ Johnson and Johnson
</p>
<p>
สงสัยว่ามันจะนำมารียูสได้ไหม ถ้าได้ละก็ผมไม่ใช้จริงๆนะ
</p>
<p>
ที่มา - <a href="http://blog.wired.com/gadgets/2007/06/pillcam_is_in_u.html">Wired</a>, <a href="http://www.medgadget.com/archives/2007/06/pillcam_eso_2.html">Medgadget</a>
</p>
<p></p>
<p align="center"><a href="http://picasaweb.google.com/lewcpe/Blognone/photo#5077350814321850274"><img src="http://lh6.google.com/image/lewcpe/RnZfqiext6I/AAAAAAAACdg/mUKqMO7ajOs/s288/21524eso2.jpg" /></a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>เครื่องใช้ไฟฟ้าจะเย็นลง และประหยัดไฟยิ่งขึ้น</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/4938" />
    <id>http://www.blognone.com/node/4938</id>
    <published>2007-06-14T16:25:52+07:00</published>
    <updated>2007-06-22T12:28:46+07:00</updated>
    <author>
      <name>ABZee</name>
    </author>
    <category term="Innovation" />
    <category term="Science" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>
นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยยูทาห์ (University of Utah) ได้พัฒนาอุปกรณ์ที่จะช่วยเปลี่ยนพลังงานความร้อนจากเครื่องใช้ไฟฟ้าไปเป็นคลื่นเสียง และจากนั้นจึงทำการแปรสภาพเสียงนั้นกลับเป็นพลังงานไฟฟ้าที่ใช้งานได้
</p>
<p>
ในการทดลอง ผู้คิดค้นได้ทำการแปลงพลังงานความร้อนไปเป็นพลังงานเสียง โดยผ่านเครื่องมือ thermoacoustic ชนิดหนึ่งซึ่งเมื่อให้ความร้อนแก่อุปกรณ์ชิ้นนั้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือคลื่นความถี่เสียงความถี่หนึ่งเช่นเดียวกับคลื่นความถี่ของขลุ่ย
</p>
<p>
เมื่อนำความถี่ที่ได้ไปใช้กับเครื่องมือประเภท piezoelectric แรงดันที่เกิดจากความถี่ของเสียงนั้นจะถูกเปลี่ยนไปเป็นพลังงานไฟฟ้าที่เราต้องการ
</p>
<p>
ผู้วิจัยได้กล่าวอีกว่าคลื่นเสียงที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการนี้จะไม่เป็นมลพิษทางเสียง เพราะว่าความดังของเสียงจะลดลงเนื่องจากพลังงานเสียงส่วนหนึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นไฟฟ้า และเมื่อเครื่องมือมีขนาดเล็กลงระดับหนึ่ง คลื่นเสียงที่เกิดขึ้นจะเป็นเสียงในระดับ ultrasonic ซึ่งมนุษย์จะไม่ได้ยิน
</p>
<p>
ในบทสัมภาษณ์ได้มีการพูดถึงการนำเทคโนโลยีนี้มาพัฒนาใช้กับคอมพิวเตอร์แลปท็อปอีกด้วย
</p>
<p>
คิดไปคิดมาแล้วเครื่องนี้อาจจะไล่ยุงได้เป็นของแถม
</p>
<p>
ที่มา - <a href="http://www.unews.utah.edu/p/?r=053007-1">U of Utah News Center</a>
</p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยยูทาห์ (University of Utah) ได้พัฒนาอุปกรณ์ที่จะช่วยเปลี่ยนพลังงานความร้อนจากเครื่องใช้ไฟฟ้าไปเป็นคลื่นเสียง และจากนั้นจึงทำการแปรสภาพเสียงนั้นกลับเป็นพลังงานไฟฟ้าที่ใช้งานได้
</p>
<p>
ในการทดลอง ผู้คิดค้นได้ทำการแปลงพลังงานความร้อนไปเป็นพลังงานเสียง โดยผ่านเครื่องมือ thermoacoustic ชนิดหนึ่งซึ่งเมื่อให้ความร้อนแก่อุปกรณ์ชิ้นนั้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือคลื่นความถี่เสียงความถี่หนึ่งเช่นเดียวกับคลื่นความถี่ของขลุ่ย
</p>
<p>
เมื่อนำความถี่ที่ได้ไปใช้กับเครื่องมือประเภท piezoelectric แรงดันที่เกิดจากความถี่ของเสียงนั้นจะถูกเปลี่ยนไปเป็นพลังงานไฟฟ้าที่เราต้องการ
</p>
<p>
ผู้วิจัยได้กล่าวอีกว่าคลื่นเสียงที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการนี้จะไม่เป็นมลพิษทางเสียง เพราะว่าความดังของเสียงจะลดลงเนื่องจากพลังงานเสียงส่วนหนึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นไฟฟ้า และเมื่อเครื่องมือมีขนาดเล็กลงระดับหนึ่ง คลื่นเสียงที่เกิดขึ้นจะเป็นเสียงในระดับ ultrasonic ซึ่งมนุษย์จะไม่ได้ยิน
</p>
<p>
ในบทสัมภาษณ์ได้มีการพูดถึงการนำเทคโนโลยีนี้มาพัฒนาใช้กับคอมพิวเตอร์แลปท็อปอีกด้วย
</p>
<p>
คิดไปคิดมาแล้วเครื่องนี้อาจจะไล่ยุงได้เป็นของแถม
</p>
<p>
ที่มา - <a href="http://www.unews.utah.edu/p/?r=053007-1">U of Utah News Center</a>
</p>    ]]></content>
  </entry>
</feed>
