<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom">
  <title>sirn's blog</title>
  <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/blog/sirn"/>
  <link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blognone.com/blog/106/atom/feed"/>
  <id>http://www.blognone.com/blog/106/atom/feed</id>
  <updated>2007-03-15T09:49:22+07:00</updated>
  <entry>
    <title>Hans Reiser ถูกตัดสินว่าผิดจริง</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/7659" />
    <id>http://www.blognone.com/node/7659</id>
    <published>2008-04-29T23:58:25+07:00</published>
    <updated>2008-04-29T23:58:25+07:00</updated>
    <author>
      <name>sirn</name>
    </author>
    <category term="File System" />
    <category term="Linux" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>หลังจาก <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Hans_Reiser">Hans Reiser</a> ผู้สร้าง ReiserFS ถูกกล่าวหาในคดีฆ่าภรรยาเมื่อปี 2006 (<a href="http://www.blognone.com/node/3160">ข่าวเก่า</a>) ซึ่งกินการพิจารณาคดีเป็นเวลาร่วมปี ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 เมษายน ศาลตัดสินให้ Hans Reiser มีความผิดจริง ข้อหาฆาตรกรรมโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน (first-degree murder) ถึงแม้ว่าจะยังไม่พบศพของภรรยาก็ตาม</p>

<p>คดีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการฟ้องหย่าของ Nina แก่ Hans เมื่อปี 2004 ซึ่งยังคงดำเนินอยู่เมื่อเจ้าตัวหายตัวไป หลักฐานที่มัดตัวของ Hans เด่นๆ ได้แก่การพบเลือดของ Nina ในถุงนอนและภายในบ้าน หรือการ &#8220;ล้างรถ&#8221; (ล้างข้างใน) และ &#8220;ถอดเบาะทิ้ง&#8221; ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการทำลายหลักฐาน (ใน <a href="http://yro.slashdot.org/comments.pl?sid=537280&amp;cid=23231328">Slashdot</a> มีคนสรุปเรื่องนี้ไว้ดีมาก)</p>

<p>แต่หลังจากการตัดสินนี้แล้ว เจ้าตัวยังมีสิทธิ์ขออุทธรณ์แก่ศาลได้ และทนายของเขาเองก็เชื่อว่าเขาจะทำเช่นนั้น แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่ดูจะเหมือนจะทำร้าย Hans เองที่สุดในคดีนี้ คือการให้การเท็จ และไม่ยอมเชื่อฟังทนายของตัวเอง</p>

<p>ผมตามเรื่องนี้มาซักพักหนึ่ง ยอมรับเลยว่าเป็นดคีที่สนุกมาก (เหมือนดูหนัง) มีอดีตแฟนเก่าของ Nina ที่ให้การสารภาพว่าเป็นฆาตรกรต่อเนื่องเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ถ้าหากต้องการอ่านเพิ่มเติม สามารถอ่านได้ในเว็บไซต์ SFGates ซึ่งมีข้อมูลของคดีนี้อยู่ครบถ้วนพอดู</p>

<p><strong>ที่มา</strong>: <a href="http://www.sfgate.com/cgi-bin/blogs/sfgate/detail?blogid=37&amp;entry_id=26050">SFGates</a>, <a href="http://yro.slashdot.org/yro/08/04/28/2243232.shtml">Slashdot</a>, <a href="http://reddit.com/r/programming/info/6hg5v/comments/">Reddit</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>หลังจาก <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Hans_Reiser">Hans Reiser</a> ผู้สร้าง ReiserFS ถูกกล่าวหาในคดีฆ่าภรรยาเมื่อปี 2006 (<a href="http://www.blognone.com/node/3160">ข่าวเก่า</a>) ซึ่งกินการพิจารณาคดีเป็นเวลาร่วมปี ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 เมษายน ศาลตัดสินให้ Hans Reiser มีความผิดจริง ข้อหาฆาตรกรรมโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน (first-degree murder) ถึงแม้ว่าจะยังไม่พบศพของภรรยาก็ตาม</p>

<p>คดีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการฟ้องหย่าของ Nina แก่ Hans เมื่อปี 2004 ซึ่งยังคงดำเนินอยู่เมื่อเจ้าตัวหายตัวไป หลักฐานที่มัดตัวของ Hans เด่นๆ ได้แก่การพบเลือดของ Nina ในถุงนอนและภายในบ้าน หรือการ &#8220;ล้างรถ&#8221; (ล้างข้างใน) และ &#8220;ถอดเบาะทิ้ง&#8221; ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการทำลายหลักฐาน (ใน <a href="http://yro.slashdot.org/comments.pl?sid=537280&amp;cid=23231328">Slashdot</a> มีคนสรุปเรื่องนี้ไว้ดีมาก)</p>

<p>แต่หลังจากการตัดสินนี้แล้ว เจ้าตัวยังมีสิทธิ์ขออุทธรณ์แก่ศาลได้ และทนายของเขาเองก็เชื่อว่าเขาจะทำเช่นนั้น แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่ดูจะเหมือนจะทำร้าย Hans เองที่สุดในคดีนี้ คือการให้การเท็จ และไม่ยอมเชื่อฟังทนายของตัวเอง</p>

<p>ผมตามเรื่องนี้มาซักพักหนึ่ง ยอมรับเลยว่าเป็นดคีที่สนุกมาก (เหมือนดูหนัง) มีอดีตแฟนเก่าของ Nina ที่ให้การสารภาพว่าเป็นฆาตรกรต่อเนื่องเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ถ้าหากต้องการอ่านเพิ่มเติม สามารถอ่านได้ในเว็บไซต์ SFGates ซึ่งมีข้อมูลของคดีนี้อยู่ครบถ้วนพอดู</p>

<p><strong>ที่มา</strong>: <a href="http://www.sfgate.com/cgi-bin/blogs/sfgate/detail?blogid=37&amp;entry_id=26050">SFGates</a>, <a href="http://yro.slashdot.org/yro/08/04/28/2243232.shtml">Slashdot</a>, <a href="http://reddit.com/r/programming/info/6hg5v/comments/">Reddit</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ค่ายอนิเมะยอมแพ้ เตรียมฉายอนิเมะออนไลน์ผ่านเว็บ</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/7295" />
    <id>http://www.blognone.com/node/7295</id>
    <published>2008-03-21T16:05:27+07:00</published>
    <updated>2008-03-22T11:43:06+07:00</updated>
    <author>
      <name>sirn</name>
    </author>
    <category term="Online streaming" />
    <category term="P2P" />
    <category term="YouTube" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>หลายๆ คนคงจะรู้กันดีว่าในปัจจุบันนี้ อนิเมะแทบทุกเรื่องสามารถหาได้ตามเว็บบิทชื่อดังทั้งหลาย ทั้งพวกที่มีซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษ (เรียกว่า<abbr title="Fan-subtitled">แฟนซับ</abbr>) ไม่เว้นแม้แต่อนิเมะที่กำลังฉายอยู่หรือฉายจบไปแล้ว และก็ถูกเตือนโดยค่ายลิขสิทธิ์หลายต่อหลายครั้งให้หยุดทำ</p>

<p>แต่ในที่สุด <a href="http://www.gdh.co.jp/Eng/enter.html">G.D.H.</a> เจ้าของสตูดิโออนิเมะใหญ่อย่าง GONZO ก็ออกมาประกาศยอมแพ้ ว่าทางบริษัทกำลังจะฉายอนิเมะสองเรื่องล่าสุดจากทางสตูดิโอฯ พร้อมกันทั่วโลกผ่านทางเว็บไซต์อย่าง <a href="http://www.youtube.com/">YouTube</a>, <a href="http://www.crunchyroll.com/">Crunchyroll</a> และ <a href="http://www.bosttv.com/">BOST</a> ในวันเดียวกับที่มีการฉายในญี่ปุ่น พร้อมซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษ</p>

<p>ถึงแม้ทาง G.D.H. ยังไม่ออกมาประกาศอะไรเพิ่มเติม แต่นี่เป็นการชี้ชัดถึงการ &#8220;พ่ายแพ้&#8221; ของอุตสาหกรรมอนิเมะต่อ P2P ในการดาวน์โหลดอนิเมะบนอินเทอร์เน็ตอย่างผิดกฎหมาย ในเมื่อหยุดไม่ได้ ก็ทำให้มันถูกไปซะเลย</p>

<p>สำหรับอนิเมะทั้งสองเรื่องที่ว่านั้น กำลังจะเริ่มฉายในวันที่ 4 และ 5 เมษายนตามลำดับ</p>

<p><strong>ที่มา</strong>: <a href="http://www.animenewsnetwork.com/news/2008-03-21/gonzo-works-to-be-streamed-simultaneously-with-airing">Anime News Network</a> (อ่านเพิ่มเติม: <a href="http://www.crunchyroll.com/forumtopic-126597/Gonzo-and-Crunchyroll.html">Crunchyroll</a>, <a href="http://www.bosttv.com/gonzo/">BOST</a>)</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>หลายๆ คนคงจะรู้กันดีว่าในปัจจุบันนี้ อนิเมะแทบทุกเรื่องสามารถหาได้ตามเว็บบิทชื่อดังทั้งหลาย ทั้งพวกที่มีซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษ (เรียกว่า<abbr title="Fan-subtitled">แฟนซับ</abbr>) ไม่เว้นแม้แต่อนิเมะที่กำลังฉายอยู่หรือฉายจบไปแล้ว และก็ถูกเตือนโดยค่ายลิขสิทธิ์หลายต่อหลายครั้งให้หยุดทำ</p>

<p>แต่ในที่สุด <a href="http://www.gdh.co.jp/Eng/enter.html">G.D.H.</a> เจ้าของสตูดิโออนิเมะใหญ่อย่าง GONZO ก็ออกมาประกาศยอมแพ้ ว่าทางบริษัทกำลังจะฉายอนิเมะสองเรื่องล่าสุดจากทางสตูดิโอฯ พร้อมกันทั่วโลกผ่านทางเว็บไซต์อย่าง <a href="http://www.youtube.com/">YouTube</a>, <a href="http://www.crunchyroll.com/">Crunchyroll</a> และ <a href="http://www.bosttv.com/">BOST</a> ในวันเดียวกับที่มีการฉายในญี่ปุ่น พร้อมซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษ</p>

<p>ถึงแม้ทาง G.D.H. ยังไม่ออกมาประกาศอะไรเพิ่มเติม แต่นี่เป็นการชี้ชัดถึงการ &#8220;พ่ายแพ้&#8221; ของอุตสาหกรรมอนิเมะต่อ P2P ในการดาวน์โหลดอนิเมะบนอินเทอร์เน็ตอย่างผิดกฎหมาย ในเมื่อหยุดไม่ได้ ก็ทำให้มันถูกไปซะเลย</p>

<p>สำหรับอนิเมะทั้งสองเรื่องที่ว่านั้น กำลังจะเริ่มฉายในวันที่ 4 และ 5 เมษายนตามลำดับ</p>

<p><strong>ที่มา</strong>: <a href="http://www.animenewsnetwork.com/news/2008-03-21/gonzo-works-to-be-streamed-simultaneously-with-airing">Anime News Network</a> (อ่านเพิ่มเติม: <a href="http://www.crunchyroll.com/forumtopic-126597/Gonzo-and-Crunchyroll.html">Crunchyroll</a>, <a href="http://www.bosttv.com/gonzo/">BOST</a>)</p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>Ruby 1.9 ออกแล้ว</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/6597" />
    <id>http://www.blognone.com/node/6597</id>
    <published>2007-12-26T03:40:13+07:00</published>
    <updated>2007-12-30T00:10:57+07:00</updated>
    <author>
      <name>sirn</name>
    </author>
    <category term="Development" />
    <category term="Ruby" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>หลังจากรอคอยกันมาแสนนาน ในที่สุดตอนนี้ Ruby 1.9 dev ก็ได้ออกสู่สายตาคนทั่วไปเรียบร้อยแล้วครับ หลังจากที่เคยสัญญาไว้ว่าจะออกในวันคริสต์มาสปีนี้ ก็ได้ออกจริงๆ (Perl 6 ผมมองคุณอยู่นะ)</p>

<p>สำหรับในเวอร์ชั่นนี้  การปรับเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุดคือการเปลี่ยนเป็น bytecode compile  ซึ่งเป็นผลพลอยได้มาจากการรวม <a href="http://www.atdot.net/yarv/">YARV</a> เข้าไป สิ่งที่ได้รับการจากเปลี่ยนแปลงนี้ตรงๆ ก็คือความเร็วที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมอยู่มากโข (ดูได้จาก <a href="http://antoniocangiano.com/2007/12/03/the-great-ruby-shootout/">The Great Ruby Shootout</a>)</p>

<p>แต่สำหรับคนที่เขียน Ruby on Rails ก็ยังคงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายว่า RoR นั้นยังไม่ซัพพอร์ต Ruby 1.9 ถึงแม้จะมีคนลองพอร์ตไปแล้ว ก็พบว่าน่าผิดหวังที่ความเร็วไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก กลับช้าลงด้วยซ้ำ (อ่าน <a href="http://eigenclass.org/hiki.rb?cmd=view&amp;p=non-synthetic-benchmarks-for-yarv&amp;key=Rails">Ruby on 1.9</a>) ก็คงต้องรอกันต่อไปอีกซักพักใหญ่ๆ กว่าอะไรมันจะดีขึ้น</p>

<p>อย่างน้อยที่สุด การที่ 1.9 dev ออกมาแล้ว ก็เป็นสัญญาณที่ดีของจุดเริ่มต้นการปิดตำนานที่ว่า &#8220;Ruby ช้า&#8221; กันเสียที</p>

<p><strong>ที่มา</strong>: <a href="http://www.ruby-lang.org/en/news/2007/12/25/ruby-1-9-0-released/">Ruby-Lang</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>หลังจากรอคอยกันมาแสนนาน ในที่สุดตอนนี้ Ruby 1.9 dev ก็ได้ออกสู่สายตาคนทั่วไปเรียบร้อยแล้วครับ หลังจากที่เคยสัญญาไว้ว่าจะออกในวันคริสต์มาสปีนี้ ก็ได้ออกจริงๆ (Perl 6 ผมมองคุณอยู่นะ)</p>

<p>สำหรับในเวอร์ชั่นนี้  การปรับเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุดคือการเปลี่ยนเป็น bytecode compile  ซึ่งเป็นผลพลอยได้มาจากการรวม <a href="http://www.atdot.net/yarv/">YARV</a> เข้าไป สิ่งที่ได้รับการจากเปลี่ยนแปลงนี้ตรงๆ ก็คือความเร็วที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมอยู่มากโข (ดูได้จาก <a href="http://antoniocangiano.com/2007/12/03/the-great-ruby-shootout/">The Great Ruby Shootout</a>)</p>

<p>แต่สำหรับคนที่เขียน Ruby on Rails ก็ยังคงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายว่า RoR นั้นยังไม่ซัพพอร์ต Ruby 1.9 ถึงแม้จะมีคนลองพอร์ตไปแล้ว ก็พบว่าน่าผิดหวังที่ความเร็วไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก กลับช้าลงด้วยซ้ำ (อ่าน <a href="http://eigenclass.org/hiki.rb?cmd=view&amp;p=non-synthetic-benchmarks-for-yarv&amp;key=Rails">Ruby on 1.9</a>) ก็คงต้องรอกันต่อไปอีกซักพักใหญ่ๆ กว่าอะไรมันจะดีขึ้น</p>

<p>อย่างน้อยที่สุด การที่ 1.9 dev ออกมาแล้ว ก็เป็นสัญญาณที่ดีของจุดเริ่มต้นการปิดตำนานที่ว่า &#8220;Ruby ช้า&#8221; กันเสียที</p>

<p><strong>ที่มา</strong>: <a href="http://www.ruby-lang.org/en/news/2007/12/25/ruby-1-9-0-released/">Ruby-Lang</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>Free Software Foundation ออกสัญญาอนุญาต AGPL</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/6362" />
    <id>http://www.blognone.com/node/6362</id>
    <published>2007-11-21T05:58:15+07:00</published>
    <updated>2007-11-21T05:58:15+07:00</updated>
    <author>
      <name>sirn</name>
    </author>
    <category term="GPL" />
    <category term="Open Source" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ในปัจจุบัน สัญญาอนุญาตแบบ GNU GPL ใช้กันอย่างแพร่หลายในซอฟท์แวร์ต่างๆ มากมาย ทั้งในฝั่งเซิฟเวอร์หรือฝั่งผู้ใช้ทั่วไป ถ้าหากมีการแก้ไขซอร์สโค้ดนั้นเพื่อแจกจ่าย จำเป็นต้องเปิดเผยซอร์สโค้ดที่แก้ไขนั้นๆ แต่ในสัญญาอนุญาต GNU GPL นั้น ไม่ได้ครอบคลุมถึงการแก้ไขซอร์สโค้ดและเปิดเป็นบริการให้แก่ผู้ใช้ โดยไม่มีการแจกจ่ายตัวซอฟท์แวร์</p>

<p>เพื่อแก้ไขปัญหาตรงนี้ ทาง Free Software Foundation จึงได้ออกสัญญาอนุญาตแบบ GNU AGPLv3 (GNU Affero General Public License version 3) โดยใช้พื้นฐานจาก GPLv3 และไลเซ่นของ <a href="http://www.affero.org/">Affero Project</a> ถ้าหากผู้ให้บริการนำซอฟท์แวร์ที่ใช้สัญญาอนุญาตนี้ไปแก้ไข และเปิดให้บริการแก่ผู้ใช้แล้วล่ะก็ จำเป็นต้องเปิดเผยซอร์สโค้ดของส่วนที่ถูกแก้ไข เช่นเดียวกันกับการแจกจ่าย</p>

<p>สัญญาอนุญาต AGPLv3 นี้ครอบคลุมเฉพาะการทำงานผ่านระบบเน็ตเวิร์ค (เช่นเว็บเซอร์วิส) เท่านั้น และยังเข้ากันได้กับ GPLv3 ทำให้นักพัฒนาที่ต้องการจะใช้ AGPLv3 สามารถนำไลบราลี่ต่างๆ ที่เป็น GPLv3 มาใช้ได้อย่างไม่มีปัญหา สำหรับสัญญาอนุญาตฉบับเต็ม สามารถอ่านได้ที่ <a href="http://www.fsf.org/licensing/licenses/agpl-3.0.html">GNU Affero General Public License</a></p>

<p>AGPLv3 อาจจะถูกใจหลายๆ คน แต่สำหรับบริษัทใหญ่ๆ ที่ไม่อยากเปิดซอร์สโค้ดคงขำไม่ออก&#8230;</p>

<p><strong>ที่มา</strong>: <a href="http://www.fsf.org/agplv3-pr">FSF</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ในปัจจุบัน สัญญาอนุญาตแบบ GNU GPL ใช้กันอย่างแพร่หลายในซอฟท์แวร์ต่างๆ มากมาย ทั้งในฝั่งเซิฟเวอร์หรือฝั่งผู้ใช้ทั่วไป ถ้าหากมีการแก้ไขซอร์สโค้ดนั้นเพื่อแจกจ่าย จำเป็นต้องเปิดเผยซอร์สโค้ดที่แก้ไขนั้นๆ แต่ในสัญญาอนุญาต GNU GPL นั้น ไม่ได้ครอบคลุมถึงการแก้ไขซอร์สโค้ดและเปิดเป็นบริการให้แก่ผู้ใช้ โดยไม่มีการแจกจ่ายตัวซอฟท์แวร์</p>

<p>เพื่อแก้ไขปัญหาตรงนี้ ทาง Free Software Foundation จึงได้ออกสัญญาอนุญาตแบบ GNU AGPLv3 (GNU Affero General Public License version 3) โดยใช้พื้นฐานจาก GPLv3 และไลเซ่นของ <a href="http://www.affero.org/">Affero Project</a> ถ้าหากผู้ให้บริการนำซอฟท์แวร์ที่ใช้สัญญาอนุญาตนี้ไปแก้ไข และเปิดให้บริการแก่ผู้ใช้แล้วล่ะก็ จำเป็นต้องเปิดเผยซอร์สโค้ดของส่วนที่ถูกแก้ไข เช่นเดียวกันกับการแจกจ่าย</p>

<p>สัญญาอนุญาต AGPLv3 นี้ครอบคลุมเฉพาะการทำงานผ่านระบบเน็ตเวิร์ค (เช่นเว็บเซอร์วิส) เท่านั้น และยังเข้ากันได้กับ GPLv3 ทำให้นักพัฒนาที่ต้องการจะใช้ AGPLv3 สามารถนำไลบราลี่ต่างๆ ที่เป็น GPLv3 มาใช้ได้อย่างไม่มีปัญหา สำหรับสัญญาอนุญาตฉบับเต็ม สามารถอ่านได้ที่ <a href="http://www.fsf.org/licensing/licenses/agpl-3.0.html">GNU Affero General Public License</a></p>

<p>AGPLv3 อาจจะถูกใจหลายๆ คน แต่สำหรับบริษัทใหญ่ๆ ที่ไม่อยากเปิดซอร์สโค้ดคงขำไม่ออก&#8230;</p>

<p><strong>ที่มา</strong>: <a href="http://www.fsf.org/agplv3-pr">FSF</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>รีวิว ASUS Eee PC ภาคสอง: ผมจะลง Ubuntu!</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/6237" />
    <id>http://www.blognone.com/node/6237</id>
    <published>2007-11-05T16:59:37+07:00</published>
    <updated>2007-12-14T23:01:39+07:00</updated>
    <author>
      <name>sirn</name>
    </author>
    <category term="Special Report" />
    <category term="Eee PC" />
    <category term="Ubuntu" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>หลังจากที่เขียน<a href="http://www.blognone.com/node/6229">บทความรีวิว ASUS Eee PC</a> แบบคร่าวๆ ไปแล้วในรอบแรก และรู้สึกอึดอัดกับ Xandros ซึ่งเป็นระบบปฎิบัติการมาตรฐานของมัน ทำให้เกิดความคิดว่า “เออะ เอามาลง Ubuntu ดีกว่า&#8230;” และเจ้าของเครื่องก็เห็นด้วยตามนั้น เป็นอันสรุปว่า ลง Ubuntu กันดีกว่า</p>

<p>ปัญหาที่ผมคิดไว้ก่อนจะลงเลย ก็คือเรื่องประสิทธิภาพ ว่าเครื่องขนาดนี้ลงไปแล้วจะทำงานได้เรอะ หรือปัญหาเรื่องไดรเวอร์ต่างๆ นานาที่มันน่าจะมีปัญหา แต่เมื่อได้บูท Ubuntu ขึ้นมาจาก Live CD แล้วก็พบว่าหลายๆ เรื่องผิดคาด ส่วนเวอร์ชั่นที่นำมาลงก็คือ <strong>Ubuntu 7.10 Gutsy Gibbon</strong> ครับ</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>หลังจากที่เขียน<a href="http://www.blognone.com/node/6229">บทความรีวิว ASUS Eee PC</a> แบบคร่าวๆ ไปแล้วในรอบแรก และรู้สึกอึดอัดกับ Xandros ซึ่งเป็นระบบปฎิบัติการมาตรฐานของมัน ทำให้เกิดความคิดว่า “เออะ เอามาลง Ubuntu ดีกว่า&#8230;” และเจ้าของเครื่องก็เห็นด้วยตามนั้น เป็นอันสรุปว่า ลง Ubuntu กันดีกว่า</p>

<p>ปัญหาที่ผมคิดไว้ก่อนจะลงเลย ก็คือเรื่องประสิทธิภาพ ว่าเครื่องขนาดนี้ลงไปแล้วจะทำงานได้เรอะ หรือปัญหาเรื่องไดรเวอร์ต่างๆ นานาที่มันน่าจะมีปัญหา แต่เมื่อได้บูท Ubuntu ขึ้นมาจาก Live CD แล้วก็พบว่าหลายๆ เรื่องผิดคาด ส่วนเวอร์ชั่นที่นำมาลงก็คือ <strong>Ubuntu 7.10 Gutsy Gibbon</strong> ครับ</p>

<!--break-->

<h3>ติดตั้ง Ubuntu</h3>

<div align="center">
<a href="http://picasaweb.google.com/naises/EeePC/photo#5129291616734273650"><img src="http://lh4.google.com/naises/Ry7njJzV4HI/AAAAAAAAALQ/xzvkrcTcMwI/s288/Screenshot.png" /></a><br />
<small>Ubuntu ที่คุ้นเคย บนจอ 800x480</small>
</div>

<p>หลังจากใส่แผ่น Live CD ไปแล้ว สิ่งที่ออกมาต้อนรับเป็นอย่างแรก ก็คือคำเตือนเรื่องแบตเตอรี่ ถึงขนาดบรรจุที่น้อยจนเกินไป แน่นอนว่านั่นเป็นคำเตือนที่ผิด</p>

<blockquote>
  <p>Battery may be broken: Your battery has a very low capacity (1%) which means that it may be old or broken.</p>
</blockquote>

<p>หลังจากนั้นเลยสังเกตได้ว่า เจ้าเครื่องเล็กนี่<strong>สามารถใช้ Compiz ได้ลื่น</strong> เป็นเพราะอานิสงค์ของการใช้ Intel GMA 900 ถึงแม้จะดูแปลกๆ ไปบ้างบนจอ 7 นิ้ว แต่ก็ถือว่าดูดี</p>

<div align="center">
<a href="http://picasaweb.google.com/naises/EeePC/photo#5129291539424862242"><img src="http://lh6.google.com/naises/Ry7nepzV4CI/AAAAAAAAAKo/97ahmgyYIJI/s288/Eee-Cube.png" /></a><br />
<small>อ๊ะ &#8230; เล่น Cube ได้ลื่นด้วย</small>
</div>

<p>ชื่นชมได้ไม่นาน ก็พบว่า Gutsy Gibbon ไม่เห็นเจ้า Wireless Atheros ที่ใช้บนเครื่อง ส่วนการ์ดแลนสามารถใช้งานได้ แต่เป็น Restricted Driver สำหรับผู้ใช้ทั่วไปก็คงไม่มีปัญหาอะไร และดูเหมือนปัญหา Wireless เองก็สามารถแก้โดยการใช้ไดรเวอร์ของ Windows XP ประกอบกับ <a href="http://ndiswrapper.sourceforge.net/joomla/">Ndiswrapper</a> ได้</p>

<div align="center">
<a href="http://picasaweb.google.com/naises/EeePC/photo#5129291560899698754"><img src="http://lh3.google.com/naises/Ry7nf5zV4EI/AAAAAAAAAK4/irML11q0G7w/s288/Screenshot-Restricted%20Drivers.png" /></a><br />
<small>ใช้ restricted driver สำหรับแลน</small>
</div>

<p>หลังจากเล่นไปซักพักหนึ่ง จึงพบว่าจอ 800x480 นั้นมีขนาดเล็กเกินไปจริงๆ เพราะหน้าต่าง เกือบทั้งหมด จำเป็นที่ต้องกด Alt และลากหน้าต่างให้เลยจอ ถึงสามารถกดปุ่มตกลงอะไรต่อมิอะไรได้ แต่เรื่องของขนาดตัวอักษรบนจอ ถือว่ากำลังดี 
แล้วก็เริ่มติดตั้ง Ubuntu บน Eee PC &#8230; การติดตั้งเป็นไปได้อย่างราบลื่น มีจุดที่ต้องปรับแต่งเป็นพิเศษเล็กน้อย เพื่อยืดอายุการใช้งานของเจ้าตัว Flash Memory ภายในตัวของเครื่อง หลักๆ ก็คือการ <strong>ไม่สร้าง partition สำหรับ swap</strong> และใช้ <strong>ext2 แทน ext3</strong> เพื่อลด disk write</p>

<p>หลังจากปรับแต่งอะไรเสร็จ ใช้เวลาลงประมาณ 30 นาทีถ้วน เมื่อติดตั้งเสร็จแล้วก็ใช้พื้นที่ 1.9GB ถือว่าน้อยกว่า 2.3GB ของ Xandros อยู่พอสมควร (ถ้านับว่าพื้นที่มันจำกัดอยู่ที่ 4GB)</p>

<h3>เริ่มใช้งาน</h3>

<p>ติดตั้งเสร็จแล้วก็จับเวลาการบูท <strong>ใช้เวลา 40 วินาที</strong> ตั้งแต่เปิดเครื่องจนถึง login screen ถ้าเทียบกับ 25 วินาทีของ Xandros หรือ <a href="http://www.youtube.com/watch?v=1I-wvet8-Lg">20 วิของ Windows XP</a> แล้วถือว่าช้า นอกจากนั้นยังมีปัญหากับการปิดเครื่อง เพราะไฟจะไม่ดับเอง ต้องกดปุ่มปิดค้างเพื่อให้มันดับ</p>

<p>นอกจากเรื่องปิดเครื่องแล้วก็ยังมีปัญหาอยู่อีก เช่น Suspend ก็ไม่ใช้งานได้ พับจอก็แค่ปิดจอ ไม่ทำให้เครื่อง Sleep หรือ Suspend อย่างที่ควรจะเป็น หรือปุ่มฟังก์ชั่นคีย์ไม่สามารถใช้งานได้เลย นอกจากการลด/เพิ่มแสงจอ</p>

<p>ก่อนที่จะทำอะไรต่อไป ใน <a href="http://wiki.eeeuser.com/ubuntu">EeeUser Wiki</a> แนะนำให้ปิด log file ของเครื่อง เพื่อลด disk write ด้วยการแก้ไขในไฟล์ <code>/etc/fstab/</code> เพิ่มบรรทัดนี้ลงไป</p>

<pre><code>tmpfs   /var/log    tmpfs   defaults    0   0
</code></pre>

<p>เรื่องของไดรเวอร์ Wireless ก็สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ ด้วยการใช้ Ndiswrapper กับไดรเวอร์ของ Windows XP มีวิธีการติดตั้งคร่าวๆ ดังนี้</p>

<ol>
<li>เปิด Terminal มาสั่ง <code>sudo aptitude install ndiswrapper ndisgtk</code></li>
<li>เปิด Administration > Windows Wireless Driver และเลือกไปที่ซีดีไดรเวอร์ Drivers/Wireless/ndis5x/net5211.inf</li>
</ol>

<p>และก็จะสามารถใช้ Wireless ได้อย่างไม่มีปัญหา</p>

<div align="center">
<a href="http://picasaweb.google.com/naises/EeePC/photo#5129291586669502562"><img src="http://lh5.google.com/naises/Ry7nhZzV4GI/AAAAAAAAALI/euYXCD9qxVs/s288/Screenshot-Wireless%20Network%20Drivers.png" /></a><br />
<small>Ndiswrapper โหลดไดรเวอร์ของ XP</small>
</div>

<p>ในด้านประสิทธิภาพของเครื่อง เอามารัน Ubuntu อยู่ในระดับที่เร็วใช้ได้ ลองเปิด H.264 แบบ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/SDTV">SDTV</a> ทดสอบ สามารถดูได้ลื่นโดยใช้ MPlayer และกระตุกบ้างเล็กน้อยในฉากโมชั่นเยอะๆ ในกรณีของ Totem ส่วน HDTV นี่เฟรมเรทอยู่ประมาณ ~0.8fps (แต่ถ้าเป็น DivX ดูได้) แต่ผมว่าเอาจอ 7 นิ้วมาดู HDTV มันไม่ใช่ไอเดียที่ดีเท่าไหร่นะ &#8230;</p>

<p>ส่วนปัญหาพื้นที่จอเล็กจนเกินไป วิธีที่ผมใช้แก้ก็คือการ hide Panel ด้านบนและด้านล่าง เมื่อไม่ใช้, ไม่แสดงผลตัวหนังสือใต้ไอค่อนใน toolbar ก็ช่วยเพิ่มพื้นที่ได้มากพอสมควร</p>

<h3>นอกรอบ</h3>

<p>มาสารภาพว่า ลง Ubuntu บน Eee PC เครื่องนี้เป็นรอบที่สองครับ เนื่องจากรอบแรกที่ผมลงไป พบปัญหา LAN ใช้ไม่ได้ (เสียบแล้วไฟไม่ติด) ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นปัญหาที่เกิดจากการอัพเกรดไบออสจากเวอร์ชั่น 0204 เป็น 0401 แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าตอนใช้ Xandros ผมไม่ได้เสียบแลนเลย อาจจะเพราะเครื่อง defect?!</p>

<p>เพื่อหาสาเหตุ จึงต้องไปหา XP มาลงดูว่าใช้ได้หรือเปล่า หรือต้องปรับอะไรก่อนหรือเปล่า เลยได้ลองแฟลชไบออสเวอร์ชั่น 8804 ที่จากหลายแหล่งบอกว่ามีปัญหาเยอะไปด้วย ก็ไม่หาย แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ เลยได้คอนเฟิร์มไปในตัว ว่าซีพียู 900MHz นั้น รันอยู่ที่ 630MHz เพราะไบออสล็อค FSB ไว้ที่ 66MHz ซึ่งใน 8804 ปรับเป็น 100MHz ได้เต็มๆ (แต่ทำให้เครื่องร้อนขึ้น + แบตหมดไวขึ้น)</p>

<p>สุดท้าย จนปัญญา เลยเอาแผ่น Support Disc มา Restore Xandros แต่ก็ยังไม่หาย เกือบจะเอาเครื่องกลับไปเปลี่ยนในงานคอมมาร์ท ลองแฟลชไบออส 0401 จาก Add/Remove Software ใน Xandros ดูอีกที ปรากฎว่าหายครับ? สงสัยเกิดอะไรซักอย่างขึ้นตอนแฟลชไบออสรอบแรกล่ะมั้ง &#8230;</p>

<h3>สรุป</h3>

<p>คำถามที่ว่า Eee PC เวิร์คกับ Ubuntu มั๊ย ถ้าหากมองข้ามปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถแก้ได้ในอนาคตออกไป หรือทนกับจอขนาด 800x480 ที่อาจจะทำให้ต้องกด Alt ลากหน้าต่างเพื่อตอบคอนเฟิร์มอะไรบางอย่างได้ ในความรู้สึกของผมแล้ว คิดว่า Ubuntu เหมาะกับ Eee PC มากกว่า Xandros ที่ลงมาเป็นระบบปฎิบัติการมาตรฐานเสียอีก</p>

<p>สำหรับคนที่คิดจะเอา Eee PC ไปทำหน้าที่เป็น Media Player พกพา ที่พิมพ์งาน/เปิดเว็บได้ด้วย จากที่ลองเทสต์จากการเปิดไฟล์ H.264 (จนกลายเป็นว่านั่งดูจนจบ) บนจอขนาด 7” นี้ ดูได้ไม่่ติดขัดหรือน่ารำคาญอย่างที่คิด ถึงจะพบปัญหา <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Tearing">tearing</a> บ้าง แต่ก็เล็กน้อยจนไม่รู้สึกอะไร</p>

<p>ถึงจะประทับใจกับมันขนาดไหน ผมก็ยังคิดว่าถ้าหากถูกกว่านี้อีกซักนิด หรือซีพียูเร็วกว่านี้อีกหน่อย จะเป็นเครื่องช่วยทำให้คนควักกระเป๋าตังค์ซื้อเครื่องนี้โดยไม่ต้องคิดทบทวนแล้วทบทวนเล่าครับ</p>

<p>ปล. ตอนแรกผมกะจะเขียนบน OO.o ใน Eee PC สุดท้าย ยอมแพ้ครับ ไม่ชินคีย์บอร์ดเล็กๆ จริงๆ &#8230;</p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>รีวิว ASUS Eee PC ภาคหนึ่ง: บทนำ</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/6229" />
    <id>http://www.blognone.com/node/6229</id>
    <published>2007-11-03T23:26:50+07:00</published>
    <updated>2007-12-21T22:00:02+07:00</updated>
    <author>
      <name>sirn</name>
    </author>
    <category term="Special Report" />
    <category term="Asus" />
    <category term="Eee PC" />
    <category term="Xandros" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>สำหรับวินาทีนี้แล้ว คงปฎิเสธไม่ได้ว่าโน๊ตบุ๊คขนาดเล็ก หรือที่เรียกกันว่าซับโน๊ตบุ๊คนั้น เรียกได้ว่าไม่มีอะไรมาหยุดกระแสความแรงของ <strong>ASUS Eee PC</strong> ได้ ด้วยราคาที่แสนถูก เมื่อเทียบกับราคาของซับโน๊ตบุ๊คทั่วไป น่าโชคดีที่คนไทยได้มีโอกาสเป็นเจ้าของ เจ้า Eee PC นี้เป็นชาติแรกๆ ต่อจากไต้หวันและฮ่องกงในงาน Commart 2007 ด้วยการลุ้นซื้อที่บูธของ ASUS ภายในงาน วันละหลายสิบเครื่อง</p>

<p>เอาล่ะ จบบทนำแล้ว ขอบคุณที่เพื่อนผมท่านหนึ่งได้โชคดี มีโอกาสเป็นเจ้าของ Eee PC นี้ หลังจากล่อลวงให้ซื้ออยู่พักใหญ่ๆ จึง<strike>ดักตีหัว</strike>ได้มีโอกาสหยิบมารีวิวให้ได้ชมกันครับ สำหรับรุ่นที่จะนำมารีวิวก็คือรุ่น <strong>ASUS Eee PC 701</strong> (4GB) ครับ</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>สำหรับวินาทีนี้แล้ว คงปฎิเสธไม่ได้ว่าโน๊ตบุ๊คขนาดเล็ก หรือที่เรียกกันว่าซับโน๊ตบุ๊คนั้น เรียกได้ว่าไม่มีอะไรมาหยุดกระแสความแรงของ <strong>ASUS Eee PC</strong> ได้ ด้วยราคาที่แสนถูก เมื่อเทียบกับราคาของซับโน๊ตบุ๊คทั่วไป น่าโชคดีที่คนไทยได้มีโอกาสเป็นเจ้าของ เจ้า Eee PC นี้เป็นชาติแรกๆ ต่อจากไต้หวันและฮ่องกงในงาน Commart 2007 ด้วยการลุ้นซื้อที่บูธของ ASUS ภายในงาน วันละหลายสิบเครื่อง</p>

<p>เอาล่ะ จบบทนำแล้ว ขอบคุณที่เพื่อนผมท่านหนึ่งได้โชคดี มีโอกาสเป็นเจ้าของ Eee PC นี้ หลังจากล่อลวงให้ซื้ออยู่พักใหญ่ๆ จึง<strike>ดักตีหัว</strike>ได้มีโอกาสหยิบมารีวิวให้ได้ชมกันครับ สำหรับรุ่นที่จะนำมารีวิวก็คือรุ่น <strong>ASUS Eee PC 701</strong> (4GB) ครับ</p>

<!--break-->

<h3>ตัวเครื่อง</h3>

<div align="center"><a href="http://picasaweb.google.com/naises/EeePC/photo#5128631514620616482"><img src="http://lh6.google.com/naises/RyyPMJzV3yI/AAAAAAAAAHw/Kib31Hz37y8/s288/IMG_7763.JPG" /></a><br />
<small>ตัวกล่องและตัวเครื่อง สีขาวสวยงาม</small>
</div>

<p>สำหรับสเปคของ Eee PC นั้น ถ้าเทียบกับซับโน๊ตบุ๊คด้วยกันแล้วเรียกได้ว่าต่ำเลยเชียว ด้วยซีพียูเป็น <strong>Intel Celeron M ULV 353</strong> ความเร็ว <strong>900MHz</strong> และแรม <strong>512MB</strong> และผมเองก็คิดว่ามันน่าจะถูกกว่านี้อีกนะ แต่ ณ ป้ายราคาปัจจุบัน ก็ถือว่าพอรับได้</p>

<div align="center">
<a href="http://picasaweb.google.com/naises/EeePC/photo#5128673377666850834"><img src="http://lh5.google.com/naises/Ryy1Q5zV4BI/AAAAAAAAAKE/z1cUbqM2t2U/s144/IMG_7811.JPG" /></a><a href="http://picasaweb.google.com/naises/EeePC/photo#5128673369076916226"><img src="http://lh3.google.com/naises/Ryy1QZzV4AI/AAAAAAAAAJ8/BFeimGpXMeM/s144/IMG_7809.JPG" /></a><br />
<small>ขนาดไม่ใหญ่มากเท่าไหร่</small>
</div>

<p>ขนาดของตัวเครื่อง จากที่ลองเทียบดูแล้ว มีขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือ และน้ำหนักก็ประมาณพจนานุกรมเล่มขนาดกลางๆ หนึ่งเล่มเท่านั้น ยังอยู่ในระดับที่ว่า นั่งเล่นบนรถแล้วไม่รู้สึกเมื่อย ส่วนเรื่องความร้อนก็ไม่ร้อนมาก</p>

<div align="center"><a href="http://picasaweb.google.com/naises/EeePC/photo#5128631523210551090"><img src="http://lh4.google.com/naises/RyyPMpzV3zI/AAAAAAAAAH4/zaI5WclhJQs/s144/IMG_7790.JPG" /></a><a href="http://picasaweb.google.com/naises/EeePC/photo#5128631531800485698"><img src="http://lh6.google.com/naises/RyyPNJzV30I/AAAAAAAAAIA/aImvSrpvZV4/s144/IMG_7791.JPG" /></a><br />
<small>เสียบ SD ได้ด้วย จำได้ว่าไม่เคยเห็นโฆษณาเลยนะ&#8230;</small></div>

<p>สำหรับพอร์ตต่างๆ ของเครื่อง ก็มีพอร์ตสำหรับต่อ LAN, พอร์ตสำหรับต่อโมเด็ม, USB 3 พอร์ต, ช่องเสียบ SD และพอร์ตสำหรับต่อ VGA ข้อดีที่สุดของพอร์ตทั้งหมด ก็คงเป็น USB ที่มีถึงสาม ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะเสียบ Harddisk ยังไง เมื่อเสียบเมาส์และคีย์บอร์ดไปแล้ว</p>

<div align="center">
<a href="http://picasaweb.google.com/naises/EeePC/photo#5128631540390420306"><img src="http://lh4.google.com/naises/RyyPNpzV31I/AAAAAAAAAII/HtDAiFnXMRc/s288/IMG_7794.JPG" /></a><br />
<small>Trackpad ที่ขนาดเล็กมาก ใช้แล้วเมื่อย</small>
</div>

<p>สิ่งที่น่าเซ็งที่สุดของเครื่องนี้อย่างหนึ่งคือจอ ที่ต้องเสียพื้นที่ด้านซ้ายและขวาให้แก่ลำโพง เลยเหลือแค่จอเล็กๆ ขนาด <strong>800x480</strong> แทน (ในขณะที่ OLPC เป็น 1280x900) และ trackpad ที่มีขนาดเล็กจนเกินไป หนำซ้ำค่ามาตรฐานของเครื่องยังปรับความเร็วการตอบสนองของ trackpad ไว้ต่ำสุดอีกต่างหาก ทำให้ &#8220;ถ้าไม่กดแรงๆ ก็แทบจะเลื่อนไม่ไป&#8221; ส่วนคีย์บอร์ด คิดซะว่าถ้าหากใช้ไปนานๆ คงจะชิน</p>

<p>ประสิทธิภาพของเครื่อง ลองเปิด Firefox, AmaroK และ PIM ก็ยังไม่แสดงอาการช้าออกมาให้เห็น และเวลาโหลดของโปรแกรมต่างๆ ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่เร็วใช้ได้ จากที่ลองดู DivX บนเครื่องด้วย SMPlayer (ที่เป็นหน้ากากของ <a href="http://www.mplayerhq.hu/">MPlayer</a> อีกที) ก็สามารถดูได้ไม่ติดขัด (แต่ลอง H264 ไม่ได้ เพราะ MPlayer ไม่มี codec)</p>

<h3>ระบบปฎิบัติการ</h3>

<div align="center">
<a href="http://picasaweb.google.com/naises/EeePC/photo#5128641904146505586"><img src="http://lh5.google.com/naises/RyyYo5zV33I/AAAAAAAAAIc/PDcL5Hi_5w0/s288/snapshot1.png" /></a>
</div>

<p>Eee PC นั้นใช้เวอร์ชั่นปรับแต่งของ <a href="http://www.xandros.com/">Xandros</a> ด้วยธีม KDE คล้ายๆ กับ Windows XP มาเป็นระบบปฎิบัติการมาตรฐาน โดยเมื่อเปิดเครื่องมาจะพบกับแท็บต่างๆ หกแท็บ แยกโปรแกรมต่างๆ ไว้เป็นหมวดหมู่ มีโปรแกรมสำคัญๆ ก็คือ Firefox, Thunderbird, KDE PIM, AmaroK, OpenOffice.org, Pidgin, Skype และลิงค์ไปยังเว็บไซต์น่าสนใจอื่นๆ เช่น Google Docs, Gmail หรือ Wikipedia</p>

<p>เรื่องที่น่ารำคาญก็คือ <strong>(ยัง)ไม่สามารถลงโปรแกรมเพิ่มเติมได้</strong>ผ่านทาง Add/remove Programs ในหมวด Settings ได้ จำเป็นต้องใช้ <code>apt-get</code> หรือ <code>aptitude</code> ในการลงโปรแกรมเอาเองผ่านทาง Terminal ซึ่งในตอนนี้ก็ยังไม่มีโปรแกรมอะไรให้เลือกใช้มากนักภายใน repository และระบบปฏิบัติการที่ลงมาก็มีขนาดถึง 2.3GB ที่จะทำให้พื้นที่ใช้สอยจาก 4GB น้อยลงขึ้นไปอีก!</p>

<div align="center">
<a href="http://picasaweb.google.com/naises/EeePC/photo#5128645554868707314"><img src="http://lh3.google.com/naises/Ryyb9ZzV3_I/AAAAAAAAAJc/TnnZTvd9W8U/s288/snapshot11.png" /></a><br />
<small>เอามาเปิด Blognone ถึงจะตัดคำไม่ได้ แต่ก็ไม่มีปัญหา</small>
</div>

<p>เรื่องที่น่าติที่สุดในตอนนี้ นอกจากยังไม่ค่อยมีโปรแกรมใดๆ แล้ว ถึงแม้ว่าจะสามารถอ่านภาษาไทยได้ดี แต่หลังจากลองเล่นกับ Input Method Setup แล้วก็พบว่า<strong>ยังไม่สามารถพิมพ์ภาษาไทยได้</strong> ผมคิดว่าบกพร่องมากๆ เลยนะ กับการเอามาขายในไทย แต่ยังพิมพ์ไทยไม่ได้เนี่ย?</p>

<p>ฟีเจอร์ที่อันหนึ่งที่ผมค่อนข้างผิดหวังคือ Desktop Mode เพราะในตอนแรกนึกว่าเมื่อเข้า Desktop Mode แล้วจะกลายเป็น KDE ปกติ ไม่ใช่อินเทอร์เฟสของ Eee แต่กลับไม่ใช่ เป็นแค่การขยายขนาดของจอ เมื่อต่อกับจอภายนอกเท่านั้น</p>

<h3>สรุป</h3>

<p>ด้วยราคาของเครื่องที่ไม่แพงมาก ถ้าหากจะถามผมว่า &#8220;เหมาะเอาไปทำอะไร&#8221; ก็ต้องตอบว่าขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้ใช้ ถ้าหากจะเอาไปใช้ด้านการศึกษา สำหรับคนที่มีพื้นฐานคอมพิวเตอร์อยู่บ้าง ถือว่าเหมาะ เพราะขนาดที่เล็กพกพาสะดวก หรือสำหรับกลุ่มผู้ใช้ระดับสูง (Geek) ที่มันจะกลายเป็น Gadget สารพัดประโยชน์ตัวหนึ่งเลย เพราะถึงแม้ขนาดของแฟลชที่ติดกับเครื่องจะน้อย แต่ก็สามารถเอา SD มาเสียบเพิ่มได้</p>

<p>ถึงแม้จะยังมีปัญหาเรื่องภาษาไทย แต่ก็เป็นปัญหาที่สามารถแก้ไขได้ในอนาคต ปัญหาที่แก้ไม่ได้ในรุ่นนี้เช่นเรื่อง trackpad ถ้าหากต้องพก mouse USB ไปไหนมาไหนด้วย ก็คงจะดูไม่เมคเซนส์ซักเท่าไหร่ ก็อาจจะต้องหวังให้มีการปรับปรุงในเรื่องนี้ในรุ่นถัดๆ ไปครับ</p>

<p>ภาคสอง: ผมจะลง Ubuntu!</p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ฟ้องละเมิด GPL ในสหรัฐฯ</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5880" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5880</id>
    <published>2007-09-22T01:13:07+07:00</published>
    <updated>2007-09-22T01:51:51+07:00</updated>
    <author>
      <name>sirn</name>
    </author>
    <category term="GPL" />
    <category term="Lawsuits" />
    <category term="USA" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ทุกคนคงคุ้นเคยกับสัญญาอนุญาต GPL กันดี เพราะใช้ในซอฟท์แวร์โอเพ่นซอร์สเต็มไปหมด แต่ปัญหาใหญ่ของ GPL นั้นก็คือยังไม่ได้รับการพิสูจน์ทางด้านกฎหมายอย่างแพร่หลาย (ถึงแม้จะ<a href="http://www.blognone.com/node/3024">พิสูจน์ได้แล้วในเยอรมนี</a>) ตอนนี้ถึงตาของสหรัฐฯ เสียที</p>

<p>การยื่นฟ้องครั้งนี้เกิดขึ้นโดย <a href="http://www.softwarefreedom.org/">Software Freedom Law Center</a> เป็นผู้ฟ้องแก่ <a href="http://www.monsoonmultimedia.com/">Monsoon Multimedia</a> เพราะมีการตรวจพบการใช้งาน <a href="http://www.busybox.net/">BusyBox</a> ภายในตัวสินค้าของทาง Monsoon แต่ไม่ได้ทำการเผยแพร่ซอร์สโค้ดแต่อย่างใด</p>

<p>ผู้พัฒนาของ BusyBox ได้ให้สัมภาษณ์ว่าพวกเขาเลือกใช้ GPL เพื่อให้ผู้ใช้ได้มีสิทธิ์เข้าถึงและแก้ไขซอร์สโค้ดได้อย่างสะดวก แต่ถ้าหากบริษัทต่างๆ ไม่ยอมทำตามสัญญาอนุญาตนี้ เราก็ไม่มีทางเลือกนอกจากการขึ้นศาล</p>

<p>สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถอ่านคำร้องในครั้งนี้ได้ภายใน <a href="http://www.softwarefreedom.org/news/2007/sep/20/busybox/complaint.pdf">เว็บไซต์ของ SFLC</a> ดูเหมือนว่าการฟ้องครั้งนี้ จะช่วยเป็นการตอบคำถามเรื่องกฎหมายของ GPL ในสหรัฐได้เป็นอย่างดี</p>

<p><strong>ที่มา</strong>: <a href="http://www.softwarefreedom.org/news/2007/sep/20/busybox/">Software Freedom Law Center</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ทุกคนคงคุ้นเคยกับสัญญาอนุญาต GPL กันดี เพราะใช้ในซอฟท์แวร์โอเพ่นซอร์สเต็มไปหมด แต่ปัญหาใหญ่ของ GPL นั้นก็คือยังไม่ได้รับการพิสูจน์ทางด้านกฎหมายอย่างแพร่หลาย (ถึงแม้จะ<a href="http://www.blognone.com/node/3024">พิสูจน์ได้แล้วในเยอรมนี</a>) ตอนนี้ถึงตาของสหรัฐฯ เสียที</p>

<p>การยื่นฟ้องครั้งนี้เกิดขึ้นโดย <a href="http://www.softwarefreedom.org/">Software Freedom Law Center</a> เป็นผู้ฟ้องแก่ <a href="http://www.monsoonmultimedia.com/">Monsoon Multimedia</a> เพราะมีการตรวจพบการใช้งาน <a href="http://www.busybox.net/">BusyBox</a> ภายในตัวสินค้าของทาง Monsoon แต่ไม่ได้ทำการเผยแพร่ซอร์สโค้ดแต่อย่างใด</p>

<p>ผู้พัฒนาของ BusyBox ได้ให้สัมภาษณ์ว่าพวกเขาเลือกใช้ GPL เพื่อให้ผู้ใช้ได้มีสิทธิ์เข้าถึงและแก้ไขซอร์สโค้ดได้อย่างสะดวก แต่ถ้าหากบริษัทต่างๆ ไม่ยอมทำตามสัญญาอนุญาตนี้ เราก็ไม่มีทางเลือกนอกจากการขึ้นศาล</p>

<p>สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถอ่านคำร้องในครั้งนี้ได้ภายใน <a href="http://www.softwarefreedom.org/news/2007/sep/20/busybox/complaint.pdf">เว็บไซต์ของ SFLC</a> ดูเหมือนว่าการฟ้องครั้งนี้ จะช่วยเป็นการตอบคำถามเรื่องกฎหมายของ GPL ในสหรัฐได้เป็นอย่างดี</p>

<p><strong>ที่มา</strong>: <a href="http://www.softwarefreedom.org/news/2007/sep/20/busybox/">Software Freedom Law Center</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>เอเอ็มดี: ไดรเวอร์โอเพ่นซอร์สมาแน่</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5726" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5726</id>
    <published>2007-09-06T14:08:16+07:00</published>
    <updated>2007-09-06T14:08:16+07:00</updated>
    <author>
      <name>sirn</name>
    </author>
    <category term="AMD" />
    <category term="ATI" />
    <category term="Linux" />
    <category term="Open Source" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>คนที่ใช้การ์ดจอของ ATi บนลินุกซ์คงจะรู้ถึงความทรมานกันดี เพราะว่าผู้ผลิตนั้นให้ผู้ใช้ลินุกซ์ทั้งหลายใช้ไดรเวอร์ไบนารี่ของตนเอง ทำให้ต้องรอซัพพอร์ตที่ล่าช้า และความเข้ากันไม่ได้กับลิขสิทธิ์ในแต่ละดิสโทร</p>

<p>วันนี้เรื่องนั้นจะเปลี่ยนไป หลังจากเอเอ็มดีมีท่าทางที่จะสนับสนุนโอเพนซอร์สอย่างเป็นทางการในงาน Red Hat Summit เมื่อต้นปี ในงาน Kernel Summit วันนี้ ทางเอเอ็มดีประกาศที่จะเผยสเปคทั้งหมดของการ์ดจอที่ใช้ชิป R500 ขึ้นไป (ATi Radeon X1050 ขึ้นไป)</p>

<p>นอกจากนั้นยังมีแผนการที่จะให้การสนับสนุนการการพัฒนาไดรเวอร์โอเพ่นซอร์สอย่างเต็มที่ ด้วยการสร้างไดรเวอร์ skeleton สำหรับเป็นพื้นฐานในการพัฒนาและเปิดเผยเอกสารสำหรับการสร้างไดรเวอร์และซัพพอร์ตต่างๆ ทั้งหมด โดยมีเป้าหมายที่จะเข็นไดรเวอร์ 2D ให้ออกมาทันสิ้นปีนี้</p>

<p>ไดรเวอร์ทั้งหมดจะทำการร่วมพัฒนากับชุมชนโอเพ่นซอร์สและบริษัทต่างๆ เช่น Red Hat หรือ Novell ไดรเวอร์ไบนารี่ก็ยังคงจะอยู่และให้การสนับสนุนต่อไป เพียงแค่จะสร้างทางเลือกที่ดีกว่าขึ้นมาให้</p>

<p>สุดท้ายแล้วยังไงผลประโยชน์ก็ตกไปอยู่กับผู้ใช้ ปรบมือดังๆ ให้เอเอ็มดีครับ</p>

<p><strong>ที่มา</strong>: <a href="http://lwn.net/Articles/248227/">LWN</a>, <a href="http://www.0xdeadbeef.com/weblog/?p=302">Christopher Blizzard</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>คนที่ใช้การ์ดจอของ ATi บนลินุกซ์คงจะรู้ถึงความทรมานกันดี เพราะว่าผู้ผลิตนั้นให้ผู้ใช้ลินุกซ์ทั้งหลายใช้ไดรเวอร์ไบนารี่ของตนเอง ทำให้ต้องรอซัพพอร์ตที่ล่าช้า และความเข้ากันไม่ได้กับลิขสิทธิ์ในแต่ละดิสโทร</p>

<p>วันนี้เรื่องนั้นจะเปลี่ยนไป หลังจากเอเอ็มดีมีท่าทางที่จะสนับสนุนโอเพนซอร์สอย่างเป็นทางการในงาน Red Hat Summit เมื่อต้นปี ในงาน Kernel Summit วันนี้ ทางเอเอ็มดีประกาศที่จะเผยสเปคทั้งหมดของการ์ดจอที่ใช้ชิป R500 ขึ้นไป (ATi Radeon X1050 ขึ้นไป)</p>

<p>นอกจากนั้นยังมีแผนการที่จะให้การสนับสนุนการการพัฒนาไดรเวอร์โอเพ่นซอร์สอย่างเต็มที่ ด้วยการสร้างไดรเวอร์ skeleton สำหรับเป็นพื้นฐานในการพัฒนาและเปิดเผยเอกสารสำหรับการสร้างไดรเวอร์และซัพพอร์ตต่างๆ ทั้งหมด โดยมีเป้าหมายที่จะเข็นไดรเวอร์ 2D ให้ออกมาทันสิ้นปีนี้</p>

<p>ไดรเวอร์ทั้งหมดจะทำการร่วมพัฒนากับชุมชนโอเพ่นซอร์สและบริษัทต่างๆ เช่น Red Hat หรือ Novell ไดรเวอร์ไบนารี่ก็ยังคงจะอยู่และให้การสนับสนุนต่อไป เพียงแค่จะสร้างทางเลือกที่ดีกว่าขึ้นมาให้</p>

<p>สุดท้ายแล้วยังไงผลประโยชน์ก็ตกไปอยู่กับผู้ใช้ ปรบมือดังๆ ให้เอเอ็มดีครับ</p>

<p><strong>ที่มา</strong>: <a href="http://lwn.net/Articles/248227/">LWN</a>, <a href="http://www.0xdeadbeef.com/weblog/?p=302">Christopher Blizzard</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>WGA Server ล่ม ฝันร้ายของวินโดวส์ลิขสิทธิ์</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5625" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5625</id>
    <published>2007-08-26T09:46:46+07:00</published>
    <updated>2007-12-30T18:27:38+07:00</updated>
    <author>
      <name>sirn</name>
    </author>
    <category term="Microsoft" />
    <category term="WGA" />
    <category term="Windows" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>เมื่อวานนี้ คนใช้วินโดวส์ลิขสิทธิ์ บางคนอาจจะพบกับปัญหาจู่ๆ เครื่องก็เข้าสู่ Reduced Functionality Mode (สำหรับวิสต้า) หรือแม้แต่คีย์ที่ถูกใส่ไปถูกตรวจสอบว่าเป็นคีย์ปลอม ทั้งหมดนี้เกิดจาก Windows Genuine Advantage Validation Server ล่มอย่างไม่ทราบสาเหตุ</p>

<p>การล่มครั้งนี้มีผลกระทบกับผู้ใช้วินโดวส์ลิขสิทธิ์ทั่วโลก เมื่อใช้บริการที่มีการตรวจสอบ WGA แต่ไม่สามารถตรวจสอบได้ จึงถูกปรับให้กลายเป็นคีย์ปลอมไปในที่สุด โดยจะมีผลกระทบกับวินโดวส์เอ็กซ์พีและวินโดวส์วิสตา ทั้งในรุ่น 32 บิทและ 64 บิท</p>

<p>มีการตั้งข้อสังเกตว่าการล่มครั้งนี้เกิดจากการเพิ่มคีย์ของวินโดวส์เอ็กซ์พี (<a href="http://www.blognone.com/node/5523">ข่าวเก่า</a>) ล่าสุด ทางไมโครซอฟท์ออกมาชี้แจงว่าปัญหานี้ถูก<a href="http://blogs.msdn.com/wga/archive/2007/08/25/validation-issue-fix.aspx">แก้ไขเรียบร้อยแล้ว</a> ผู้ที่ประสบปัญหา<strong>สามารถเข้าไป Reactivate วินโดวส์ใหม่อีกครั้งได้ตามปกติ</strong> ระหว่างแก้ไขนี้ Phil Liu ผู้รับผิดชอบของ WGA ถึงขั้นออกมาบอกว่า<a href="http://forums.microsoft.com/Genuine/ShowPost.aspx?PostID=2054756&amp;SiteID=25">จะไม่นอนจนกว่าจะแก้ไขได้</a> เลยทีเดียว</p>

<p>นี่เป็นตัวอย่างที่ดีของข้อเสียของการ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Phone_home">Phone home</a> โชคดีที่ปัญหานี้เกิดขึ้นในวันหยุดสุดสัปดาห์ ไม่งั้นเราจะได้เห็นบริษัทต่างๆ ไม่เป็นอันทำงานกันถ้วนหน้า &#8230;</p>

<p><strong>ที่มา:</strong> <a href="http://arstechnica.com/news.ars/post/20070825-windows-genuine-advantage-suffers-worldwide-outage-problems-galore.html">Ars Technica</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>เมื่อวานนี้ คนใช้วินโดวส์ลิขสิทธิ์ บางคนอาจจะพบกับปัญหาจู่ๆ เครื่องก็เข้าสู่ Reduced Functionality Mode (สำหรับวิสต้า) หรือแม้แต่คีย์ที่ถูกใส่ไปถูกตรวจสอบว่าเป็นคีย์ปลอม ทั้งหมดนี้เกิดจาก Windows Genuine Advantage Validation Server ล่มอย่างไม่ทราบสาเหตุ</p>

<p>การล่มครั้งนี้มีผลกระทบกับผู้ใช้วินโดวส์ลิขสิทธิ์ทั่วโลก เมื่อใช้บริการที่มีการตรวจสอบ WGA แต่ไม่สามารถตรวจสอบได้ จึงถูกปรับให้กลายเป็นคีย์ปลอมไปในที่สุด โดยจะมีผลกระทบกับวินโดวส์เอ็กซ์พีและวินโดวส์วิสตา ทั้งในรุ่น 32 บิทและ 64 บิท</p>

<p>มีการตั้งข้อสังเกตว่าการล่มครั้งนี้เกิดจากการเพิ่มคีย์ของวินโดวส์เอ็กซ์พี (<a href="http://www.blognone.com/node/5523">ข่าวเก่า</a>) ล่าสุด ทางไมโครซอฟท์ออกมาชี้แจงว่าปัญหานี้ถูก<a href="http://blogs.msdn.com/wga/archive/2007/08/25/validation-issue-fix.aspx">แก้ไขเรียบร้อยแล้ว</a> ผู้ที่ประสบปัญหา<strong>สามารถเข้าไป Reactivate วินโดวส์ใหม่อีกครั้งได้ตามปกติ</strong> ระหว่างแก้ไขนี้ Phil Liu ผู้รับผิดชอบของ WGA ถึงขั้นออกมาบอกว่า<a href="http://forums.microsoft.com/Genuine/ShowPost.aspx?PostID=2054756&amp;SiteID=25">จะไม่นอนจนกว่าจะแก้ไขได้</a> เลยทีเดียว</p>

<p>นี่เป็นตัวอย่างที่ดีของข้อเสียของการ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Phone_home">Phone home</a> โชคดีที่ปัญหานี้เกิดขึ้นในวันหยุดสุดสัปดาห์ ไม่งั้นเราจะได้เห็นบริษัทต่างๆ ไม่เป็นอันทำงานกันถ้วนหน้า &#8230;</p>

<p><strong>ที่มา:</strong> <a href="http://arstechnica.com/news.ars/post/20070825-windows-genuine-advantage-suffers-worldwide-outage-problems-galore.html">Ars Technica</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>2K: จะไม่มี BioShock สำหรับ PS3</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5620" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5620</id>
    <published>2007-08-25T14:20:57+07:00</published>
    <updated>2007-08-25T22:25:35+07:00</updated>
    <author>
      <name>sirn</name>
    </author>
    <category term="Games" />
    <category term="Microsoft" />
    <category term="Sony" />
    <category term="PlayStation" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ณ วินาทีนี้คงไม่มีใครปฎิเสธความ &#8220;แรง&#8221; ของเกม <a href="http://www.2kgames.com/bioshock/">BioShock</a> ทั้งในด้านบวกและลบได้ ด้วยเสียงตอบรับในด้วยคะแนนเฉลี่ยกว่า <a href="http://www.metacritic.com/games/platforms/xbox360/bioshock?q=bioshock">97%</a> จากกว่า 40 สำนัก</p>

<p>เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการค้นพบส่วนของไฟล์คอนฟิคในเดโม BioShock เวอร์ชั่นพีซี ที่<a href="http://kotaku.com/gaming/playstation-3/bioshock-ps3-rumor-rekindled-by-code-291944.php">อ้างอิงถึง PS3</a> และกลายเป็น &#8220;ข่าวลือ&#8221; ว่า BioShock จะลงเครื่อง PS3 ในไม่ช้า และทำให้เหล่าผู้มีเจ้าเครื่องดำบางส่วนนี้ยิ้มออกกันบ้าง</p>

<p>เสียใจด้วยครับ ข่าวลือก็คือข่าวลือ เกมดีไซนเนอร์ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Ken_Levine">Ken Levine</a> ออกมาปฎิเสธข่าวนี้เมื่อวานนี้ว่าจะไม่มี BioShock สำหรับ PS3 แต่อย่างใด และโค้ดที่พบกันนั้นก็มาจากก่อนที่จะมีการปรับแผนการ ก่อนการเซ็นสัญญา exclusive กับไมโครซอฟท์</p>

<p>ดูเหมือนว่าโซนี่ก็ยังคงจะต้องเจ็บตัวไปเรื่อยๆ จนกว่าเกมหัวใหญ่ๆ อย่าง Metal Gear Solid 4 หรือ Final Fantasy จะออก แย่หน่อยนะ (สำหรับผมแล้ว รอ Metal Gear Solid 4 อย่างเดียวเลย)</p>

<p><strong>ที่มา</strong>: <a href="http://kotaku.com/gaming/denied/levine-there-will-be-no-ps3-bioshock-293304.php">Kotaku</a></p>

<p><strong>ข่าวแถม</strong> อีกเล็กน้อย 2K Games สัญญาจะแก้ไขปัญหาเรื่อง <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/SecuROM">SecuROM</a> บนเวอร์ชั่นพีซี ที่จำกัดให้ลงได้เพียงแค่สองครั้ง และเรื่องการคาดกรอบดำบนการแสดงผลแบบ Widescreen (ก็คือ คาดแถบดำล่างบน 4:3 ให้กลายเป็น 16:9) แล้วเช่นกัน (<a href="http://kotaku.com/gaming/pc/calm-the-fuck-down-292935.php">ที่มา</a>)</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ณ วินาทีนี้คงไม่มีใครปฎิเสธความ &#8220;แรง&#8221; ของเกม <a href="http://www.2kgames.com/bioshock/">BioShock</a> ทั้งในด้านบวกและลบได้ ด้วยเสียงตอบรับในด้วยคะแนนเฉลี่ยกว่า <a href="http://www.metacritic.com/games/platforms/xbox360/bioshock?q=bioshock">97%</a> จากกว่า 40 สำนัก</p>

<p>เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการค้นพบส่วนของไฟล์คอนฟิคในเดโม BioShock เวอร์ชั่นพีซี ที่<a href="http://kotaku.com/gaming/playstation-3/bioshock-ps3-rumor-rekindled-by-code-291944.php">อ้างอิงถึง PS3</a> และกลายเป็น &#8220;ข่าวลือ&#8221; ว่า BioShock จะลงเครื่อง PS3 ในไม่ช้า และทำให้เหล่าผู้มีเจ้าเครื่องดำบางส่วนนี้ยิ้มออกกันบ้าง</p>

<p>เสียใจด้วยครับ ข่าวลือก็คือข่าวลือ เกมดีไซนเนอร์ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Ken_Levine">Ken Levine</a> ออกมาปฎิเสธข่าวนี้เมื่อวานนี้ว่าจะไม่มี BioShock สำหรับ PS3 แต่อย่างใด และโค้ดที่พบกันนั้นก็มาจากก่อนที่จะมีการปรับแผนการ ก่อนการเซ็นสัญญา exclusive กับไมโครซอฟท์</p>

<p>ดูเหมือนว่าโซนี่ก็ยังคงจะต้องเจ็บตัวไปเรื่อยๆ จนกว่าเกมหัวใหญ่ๆ อย่าง Metal Gear Solid 4 หรือ Final Fantasy จะออก แย่หน่อยนะ (สำหรับผมแล้ว รอ Metal Gear Solid 4 อย่างเดียวเลย)</p>

<p><strong>ที่มา</strong>: <a href="http://kotaku.com/gaming/denied/levine-there-will-be-no-ps3-bioshock-293304.php">Kotaku</a></p>

<p><strong>ข่าวแถม</strong> อีกเล็กน้อย 2K Games สัญญาจะแก้ไขปัญหาเรื่อง <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/SecuROM">SecuROM</a> บนเวอร์ชั่นพีซี ที่จำกัดให้ลงได้เพียงแค่สองครั้ง และเรื่องการคาดกรอบดำบนการแสดงผลแบบ Widescreen (ก็คือ คาดแถบดำล่างบน 4:3 ให้กลายเป็น 16:9) แล้วเช่นกัน (<a href="http://kotaku.com/gaming/pc/calm-the-fuck-down-292935.php">ที่มา</a>)</p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ใช้เครื่องพิมพ์เลเซอร์ มีผลเท่ากับสูบบุหรี่?</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5434" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5434</id>
    <published>2007-08-01T08:27:25+07:00</published>
    <updated>2007-08-02T14:36:18+07:00</updated>
    <author>
      <name>sirn</name>
    </author>
    <category term="Health" />
    <category term="Printer" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ที่ทำงานของหลายๆ คน คงเลือกใช้เครื่องพิมพ์เลเซอร์ด้วยเหตุผลต่างๆ นานากัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเร็วในการพิมพ์ คุณภาพที่พิมพ์ออกมาได้ หรืออะไรก็ตาม แต่หารู้ไม่ว่า คุณกำลังเอาสุขภาพตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับการใช้งานเจ้าเครื่องพิมพ์นี่อยู่</p>

<p>นักวิจัยกลุ่มหนึ่งจากมหาวิทยาลัย <em>The Queensland University of Technology</em> ได้ทำการทดสอบเครื่องพิมพ์จำนวน 60 เครื่อง และกว่า 1 ใน 3 นั้น ทำการปล่อยอนุภาคเล็กๆ คล้ายกันกับสารที่ใช้ในโทนเนอร์ออกมาในอากาศ และมีขนาดเล็กพอที่จะสามารถเข้าไปในปอดของผู้ใช้ได้ เช่นเดียวกันกับการรับควันบุหรี่มือสอง</p>

<p>ถ้าหากฟังแล้วยังดูรุนแรงไม่พอ การวิจัยนั้นทำให้พบว่าปัญหานี้จะทวีความรุนแรงสูงขึ้นถึง 5 เท่าในเวลาทำงานปกติ จากการใช้งานเครื่องพิมพ์ที่มากขึ้น และยิ่งจะทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก หากทำการพิมพ์ภาพที่จำเป็นต้องใช้โทนเนอร์เยอะมากกว่าการพิมพ์ตัวหนังสือ หรือแม้กระทั่งการใช้โทนเนอร์ใหม่</p>

<p>นักวิจัยกลุ่มดังกล่าวได้ทำการติดต่อไปยังรัฐบาลของประเทศออสเตรเลียเพื่อออกกฎควบคุม เกี่ยวกับคุณภาพของอากาศในบริเวณที่ทำงาน และเสนอว่าเครื่องพิมพ์ควรจะมีคำเตือนด้านสุขภาพแนบมาด้วยเสมอ</p>

<p>ฟังแบบนี้แล้ว การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ แต่การนั่งอยู่ในที่ทำงาน อาจจะทำให้มีปัญหาด้านสุขภาพร้ายแรงได้เหมือนกัน ควรจะมีการตื่นตัวและระวังกันไว้ เพื่อสุขภาพของทุกท่านครับ</p>

<p>ที่มา - <a href="http://news.bbc.co.uk/2/hi/asia-pacific/6923915.stm">BBC News</a> via <a href="http://gizmodo.com/gadgets/great-news/laser-printers-may-be-as-harmful-as-cigarettes-284481.php">Gizmodo</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ที่ทำงานของหลายๆ คน คงเลือกใช้เครื่องพิมพ์เลเซอร์ด้วยเหตุผลต่างๆ นานากัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเร็วในการพิมพ์ คุณภาพที่พิมพ์ออกมาได้ หรืออะไรก็ตาม แต่หารู้ไม่ว่า คุณกำลังเอาสุขภาพตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับการใช้งานเจ้าเครื่องพิมพ์นี่อยู่</p>

<p>นักวิจัยกลุ่มหนึ่งจากมหาวิทยาลัย <em>The Queensland University of Technology</em> ได้ทำการทดสอบเครื่องพิมพ์จำนวน 60 เครื่อง และกว่า 1 ใน 3 นั้น ทำการปล่อยอนุภาคเล็กๆ คล้ายกันกับสารที่ใช้ในโทนเนอร์ออกมาในอากาศ และมีขนาดเล็กพอที่จะสามารถเข้าไปในปอดของผู้ใช้ได้ เช่นเดียวกันกับการรับควันบุหรี่มือสอง</p>

<p>ถ้าหากฟังแล้วยังดูรุนแรงไม่พอ การวิจัยนั้นทำให้พบว่าปัญหานี้จะทวีความรุนแรงสูงขึ้นถึง 5 เท่าในเวลาทำงานปกติ จากการใช้งานเครื่องพิมพ์ที่มากขึ้น และยิ่งจะทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก หากทำการพิมพ์ภาพที่จำเป็นต้องใช้โทนเนอร์เยอะมากกว่าการพิมพ์ตัวหนังสือ หรือแม้กระทั่งการใช้โทนเนอร์ใหม่</p>

<p>นักวิจัยกลุ่มดังกล่าวได้ทำการติดต่อไปยังรัฐบาลของประเทศออสเตรเลียเพื่อออกกฎควบคุม เกี่ยวกับคุณภาพของอากาศในบริเวณที่ทำงาน และเสนอว่าเครื่องพิมพ์ควรจะมีคำเตือนด้านสุขภาพแนบมาด้วยเสมอ</p>

<p>ฟังแบบนี้แล้ว การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ แต่การนั่งอยู่ในที่ทำงาน อาจจะทำให้มีปัญหาด้านสุขภาพร้ายแรงได้เหมือนกัน ควรจะมีการตื่นตัวและระวังกันไว้ เพื่อสุขภาพของทุกท่านครับ</p>

<p>ที่มา - <a href="http://news.bbc.co.uk/2/hi/asia-pacific/6923915.stm">BBC News</a> via <a href="http://gizmodo.com/gadgets/great-news/laser-printers-may-be-as-harmful-as-cigarettes-284481.php">Gizmodo</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>Cisco กำลังจะฆ่าแบรนด์ Linksys?</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/5388" />
    <id>http://www.blognone.com/node/5388</id>
    <published>2007-07-27T12:27:41+07:00</published>
    <updated>2007-07-27T12:28:20+07:00</updated>
    <author>
      <name>sirn</name>
    </author>
    <category term="Cisco" />
    <category term="Network" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>หลังจาก Cisco เข้าซื้อ Linksys ไปเมื่อปี 2003 และยังคงทำตลาดด้วยแบรนด์เดิมมาตลอด แต่แล้วล่าสุดผู้บริหารก็ออกมาประกาศยกเลิกการใช้งานแบรนด์ดังกล่าว และจะเริ่มทำตลาดทั้งหมดด้วยชื่อ Cisco แทน</p>

<p>เหตุผลที่แบรนด์ Linksys ยังคงอยู่หลังจากเข้าซื้อกิจการนั้นก็เป็นเพราะชื่อของ Linksys เป็นที่คุ้นเคยต่อกลุ่มผู้ใช้ในสหรัฐฯ มากกว่า แต่เหตุผลนั้้นจะไม่มีประโยชน์อีกต่อไป เมื่อตลาดของ Cisco กว้างขึ้นเป็นระดับสากล</p>

<p>จุดประสงค์หลักๆ ของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือ การให้ตัวแทนจำหน่าย Linksys เดิม สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ Cisco ได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังต้องการเข้าไปจับกลุ่มลูกค้าที่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ถึงขั้นสร้างแผนกใหม่ เพื่อรับผิดชอบด้านนี้โดยตรงเลยทีเดียว</p>

<p>ผมชอบวิธีการตั้งชื่อรุ่นของ Linksys (เช่น WRT54GL ก็คือ Wireless Router 54g Linux) หวังว่าพอทำแบรนด์ด้วยชื่อใหม่แล้ว คงจะยังใช้วิธีตั้งชื่อแบบเดิมนะ&#8230;</p>

<p>ที่มา - <a href="http://slashdot.org/articles/07/07/27/0044202.shtml">Slashdot</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>หลังจาก Cisco เข้าซื้อ Linksys ไปเมื่อปี 2003 และยังคงทำตลาดด้วยแบรนด์เดิมมาตลอด แต่แล้วล่าสุดผู้บริหารก็ออกมาประกาศยกเลิกการใช้งานแบรนด์ดังกล่าว และจะเริ่มทำตลาดทั้งหมดด้วยชื่อ Cisco แทน</p>

<p>เหตุผลที่แบรนด์ Linksys ยังคงอยู่หลังจากเข้าซื้อกิจการนั้นก็เป็นเพราะชื่อของ Linksys เป็นที่คุ้นเคยต่อกลุ่มผู้ใช้ในสหรัฐฯ มากกว่า แต่เหตุผลนั้้นจะไม่มีประโยชน์อีกต่อไป เมื่อตลาดของ Cisco กว้างขึ้นเป็นระดับสากล</p>

<p>จุดประสงค์หลักๆ ของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือ การให้ตัวแทนจำหน่าย Linksys เดิม สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ Cisco ได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังต้องการเข้าไปจับกลุ่มลูกค้าที่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ถึงขั้นสร้างแผนกใหม่ เพื่อรับผิดชอบด้านนี้โดยตรงเลยทีเดียว</p>

<p>ผมชอบวิธีการตั้งชื่อรุ่นของ Linksys (เช่น WRT54GL ก็คือ Wireless Router 54g Linux) หวังว่าพอทำแบรนด์ด้วยชื่อใหม่แล้ว คงจะยังใช้วิธีตั้งชื่อแบบเดิมนะ&#8230;</p>

<p>ที่มา - <a href="http://slashdot.org/articles/07/07/27/0044202.shtml">Slashdot</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ทำไมฟอนท์ใน Safari 3 ถึงดูเบลอ?</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/4923" />
    <id>http://www.blognone.com/node/4923</id>
    <published>2007-06-13T05:53:26+07:00</published>
    <updated>2007-06-13T07:16:33+07:00</updated>
    <author>
      <name>sirn</name>
    </author>
    <category term="Apple" />
    <category term="Font" />
    <category term="Safari" />
    <category term="Windows" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>Joel Spolsky บล็อกเกอร์คนดังเขียนบทความเกี่ยวกับวิธีการแสดงผลฟอนท์ของทั้งฝั่งแอปเปิ้ลและไมโครซอฟท์ ถึงเหตุผลว่าทำไมฟอนท์ที่ถูกแสดงผลบน Safari 3 for Windows ถึงดูเบลอ? </p>
<p>เหตุผลนั้นก็คือแนวคิดที่แตกต่างกันของทั้งสองฝั่ง ในขณะที่ไมโครซอฟท์ยินดีที่จะแลกความถูกต้อง ของการแสดงผลรูปแบบฟอนท์เพื่อให้ตัวหนังสือที่แสดงผลออกมาดูคมไม่เบลอ แอปเปิ้ลยอมที่จะสละความคมของตัวหนังสือเพื่อความถูกต้องของการแสดงผล </p>
<p>การทำเช่นนี้มีเหตุผลจากกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน ในขณะที่ทางฝั่งของแอปเปิ้ล คุณสามารถสั่งพิมพ์เอกสารใดๆ ออกมาได้เลย โดยไม่ต้องกลัวว่าเอกสารที่ถูกพิมพ์ออกมาจะมีหน้าตาของฟอนท์แตกต่างออกไปจากบนจอ ในขณะเดียวกัน ทางด้านของไมโครซอฟท์ ในหลายๆ ครั้ง ตัวหนังสือที่ถูกพิมพ์ออกมา กับตัวหนังสือที่เห็นบนจอ จะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน (ดู Tahoma เป็นตัวอย่าง) เพราะการแสดงผลฟอนท์ของไมโครซอฟท์ ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับการแสดงผลเพื่ออ่านบนจอมากกว่า</p>
<p>แต่ผมคิดว่า เข้าเมืองตาหลิ่ว ก็ควรจะหลิ่วตาตามนะ... </p>
<p><strong>ที่มา:</strong> <a href="http://www.joelonsoftware.com/items/2007/06/12.html">Joel on Software</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>Joel Spolsky บล็อกเกอร์คนดังเขียนบทความเกี่ยวกับวิธีการแสดงผลฟอนท์ของทั้งฝั่งแอปเปิ้ลและไมโครซอฟท์ ถึงเหตุผลว่าทำไมฟอนท์ที่ถูกแสดงผลบน Safari 3 for Windows ถึงดูเบลอ? </p>
<p>เหตุผลนั้นก็คือแนวคิดที่แตกต่างกันของทั้งสองฝั่ง ในขณะที่ไมโครซอฟท์ยินดีที่จะแลกความถูกต้อง ของการแสดงผลรูปแบบฟอนท์เพื่อให้ตัวหนังสือที่แสดงผลออกมาดูคมไม่เบลอ แอปเปิ้ลยอมที่จะสละความคมของตัวหนังสือเพื่อความถูกต้องของการแสดงผล </p>
<p>การทำเช่นนี้มีเหตุผลจากกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน ในขณะที่ทางฝั่งของแอปเปิ้ล คุณสามารถสั่งพิมพ์เอกสารใดๆ ออกมาได้เลย โดยไม่ต้องกลัวว่าเอกสารที่ถูกพิมพ์ออกมาจะมีหน้าตาของฟอนท์แตกต่างออกไปจากบนจอ ในขณะเดียวกัน ทางด้านของไมโครซอฟท์ ในหลายๆ ครั้ง ตัวหนังสือที่ถูกพิมพ์ออกมา กับตัวหนังสือที่เห็นบนจอ จะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน (ดู Tahoma เป็นตัวอย่าง) เพราะการแสดงผลฟอนท์ของไมโครซอฟท์ ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับการแสดงผลเพื่ออ่านบนจอมากกว่า</p>
<p>แต่ผมคิดว่า เข้าเมืองตาหลิ่ว ก็ควรจะหลิ่วตาตามนะ... </p>
<p><strong>ที่มา:</strong> <a href="http://www.joelonsoftware.com/items/2007/06/12.html">Joel on Software</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>EMI จะขายเพลงไม่ติด DRM บน iTMS!</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/4317" />
    <id>http://www.blognone.com/node/4317</id>
    <published>2007-04-02T20:58:21+07:00</published>
    <updated>2007-04-02T20:58:21+07:00</updated>
    <author>
      <name>sirn</name>
    </author>
    <category term="Digital Media" />
    <category term="DRM" />
    <category term="iTunes" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>วันนี้ (<strong>2 เมษายน</strong>) ทาง EMI Group บริษัทเพลงรายใหญ่ ได้ร่วมแถลงข่าวกับ Apple ในหัวข้อ "an exciting new digital offering." ซึ่งเป็นการประกาศขายเพลงแบบไม่ติด DRM และเพิ่มคุณภาพเป็น 256kbps ในราคา 1.29 เหรียญ (ราวๆ 50 บาท) โดยจะเริ่มขายในเดือนพฤษภาคม </p>
<p>สตี๊ฟจ๊อบส์ได้ให้สัมภาษณ์ว่า "เรากำลังจะมอบทางเลือกให้แก่ลูกค้าของ iTunes --เพลงในเวอร์ชั่นปัจจุบันที่ราคา 99 เซนต์ หรือเพิ่มอีก 30 เซนต์ สำหรับเวอร์ชั่นไม่ติด DRM พร้อมคุณภาพที่สูงขึ้น" และยังมอบทางเลือกให้สำหรับคนที่เคยซื้อเพลงมาครั้งหนึ่งแล้ว โดยให้สามารถ "อัพเกรด" เพลงเดิมไปเป็นเวอร์ชั่นใหม่นี้ได้ โดยเพิ่มเพียง 30 เซนต์ต่อเพลง </p>
<p>Apple ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ภายในสิ้นปีนี้จะต้องขายเพลงแบบไม่ติด DRM ให้ได้ครึ่งหนึ่งของที่มีใน iTunes Music Store </p>
<p>ส่วนเรื่อง The Beatles สตี๊ฟจ๊อบส์<a href="http://www.macrumors.com/2007/04/02/emi-apple-press-conference-coverage/">ไม่ได้ให้คำตอบ</a>แต่อย่างใด</p>
<p>ที่มา: <a href="http://www.apple.com/pr/library/2007/04/02itunes.html">Apple Press Release</a>, <a href="http://www.emigroup.com/Press/2007/press18.htm">EMI Press Release</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>วันนี้ (<strong>2 เมษายน</strong>) ทาง EMI Group บริษัทเพลงรายใหญ่ ได้ร่วมแถลงข่าวกับ Apple ในหัวข้อ "an exciting new digital offering." ซึ่งเป็นการประกาศขายเพลงแบบไม่ติด DRM และเพิ่มคุณภาพเป็น 256kbps ในราคา 1.29 เหรียญ (ราวๆ 50 บาท) โดยจะเริ่มขายในเดือนพฤษภาคม </p>
<p>สตี๊ฟจ๊อบส์ได้ให้สัมภาษณ์ว่า "เรากำลังจะมอบทางเลือกให้แก่ลูกค้าของ iTunes --เพลงในเวอร์ชั่นปัจจุบันที่ราคา 99 เซนต์ หรือเพิ่มอีก 30 เซนต์ สำหรับเวอร์ชั่นไม่ติด DRM พร้อมคุณภาพที่สูงขึ้น" และยังมอบทางเลือกให้สำหรับคนที่เคยซื้อเพลงมาครั้งหนึ่งแล้ว โดยให้สามารถ "อัพเกรด" เพลงเดิมไปเป็นเวอร์ชั่นใหม่นี้ได้ โดยเพิ่มเพียง 30 เซนต์ต่อเพลง </p>
<p>Apple ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ภายในสิ้นปีนี้จะต้องขายเพลงแบบไม่ติด DRM ให้ได้ครึ่งหนึ่งของที่มีใน iTunes Music Store </p>
<p>ส่วนเรื่อง The Beatles สตี๊ฟจ๊อบส์<a href="http://www.macrumors.com/2007/04/02/emi-apple-press-conference-coverage/">ไม่ได้ให้คำตอบ</a>แต่อย่างใด</p>
<p>ที่มา: <a href="http://www.apple.com/pr/library/2007/04/02itunes.html">Apple Press Release</a>, <a href="http://www.emigroup.com/Press/2007/press18.htm">EMI Press Release</a></p>    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>พบข้อบกพร่องใน OpenBSD เป็นครั้งที่สอง ในรอบสิบปี</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.blognone.com/node/4134" />
    <id>http://www.blognone.com/node/4134</id>
    <published>2007-03-15T09:49:21+07:00</published>
    <updated>2007-03-15T09:49:22+07:00</updated>
    <author>
      <name>sirn</name>
    </author>
    <category term="BSD" />
    <category term="OpenBSD" />
    <category term="Security" />
    <summary type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>
<p>OpenBSD คือระบบปฎิบัติการที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงกับสโลแกน "Only one remote hole in default install, in more than 10 years." ในที่สุด สโลแกนดังกล่าวก็ต้องตกไป </p>
<p>เมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมาบริษัท Core Security Technologies ได้พบข้อบกพร่องในส่วนของ IPv6 โดยเกิดจากการรองรับการใช้งาน <span class="geshifilter"><code class="geshifilter-text">mbufs</code></span> ซึ่งเป็นรูปแบบข้อมูลสำหรับการบริหารแพคเกจทางระบบเครือข่ายของ kernel อย่างไม่ถูกต้อง ทำให้ผู้บุกรุกสามารถสั่งรันโค้ดใดๆ ก็ได้ในระดับ kernel จากภายนอก </p>
<p>ข้อบกพร่องนี้มีผลกับ OpenBSD ตั้งแต่รุ่น 3.1 ไปจนถึง 4.1 ที่ออกมาก่อนวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2006 </p>
<p>ทาง OpenBSD ก็ได้ออกแพชท์สำหรับแก้ปัญหาดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อย (อ่านเพิ่มเติมได้จาก <a href="http://www.coresecurity.com/?action=item&amp;id=1703">Core Security</a>) และก็เปลี่ยนสโลแกนเป็น</p>
<blockquote><p>Only <em>two</em> remote holes in the default install, in more than 10 years!</p>
</p></blockquote>
<p>เป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน</p>
<p>ที่มา: <a href="http://blog.calyptix.com/2007/03/second-openbsd-remote-hole-in-more-than.html">Security Focus</a> via <a href="http://programming.reddit.com/goto?id=1a5yn">Reddit</a></p>    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<!--paging_filter--><p>OpenBSD คือระบบปฎิบัติการที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงกับสโลแกน "Only one remote hole in default install, in more than 10 years." ในที่สุด สโลแกนดังกล่าวก็ต้องตกไป </p>
<p>เมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมาบริษัท Core Security Technologies ได้พบข้อบกพร่องในส่วนของ IPv6 โดยเกิดจากการรองรับการใช้งาน <span class="geshifilter"><code class="geshifilter-text">mbufs</code></span> ซึ่งเป็นรูปแบบข้อมูลสำหรับการบริหารแพคเกจทางระบบเครือข่ายของ kernel อย่างไม่ถูกต้อง ทำให้ผู้บุกรุกสามารถสั่งรันโค้ดใดๆ ก็ได้ในระดับ kernel จากภายนอก </p>
<p>ข้อบกพร่องนี้มีผลกับ OpenBSD ตั้งแต่รุ่น 3.1 ไปจนถึง 4.1 ที่ออกมาก่อนวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2006 </p>
<p>ทาง OpenBSD ก็ได้ออกแพชท์สำหรับแก้ปัญหาดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อย (อ่านเพิ่มเติมได้จาก <a href="http://www.coresecurity.com/?action=item&amp;id=1703">Core Security</a>) และก็เปลี่ยนสโลแกนเป็น</p>
<blockquote><p>Only <em>two</em> remote holes in the default install, in more than 10 years!</p></blockquote>
<p>เป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน</p>
<p>ที่มา: <a href="http://blog.calyptix.com/2007/03/second-openbsd-remote-hole-in-more-than.html">Security Focus</a> via <a href="http://programming.reddit.com/goto?id=1a5yn">Reddit</a></p>    ]]></content>
  </entry>
</feed>
