เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น แล้วทำไมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า 2 แสนล้าน ถึงกลับมาเติบโตได้

Brand Inside - 1 hour 10 min ago

ตอนนี้แทบทุกครัวเรือนมีโทรทัศน์ และตู้เย็น รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ กันทั้งหมดแล้ว ดังนั้นตัวมูลค่าตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าจะเติบโตได้ ก็ต้องจูงใจให้ครัวเรือนเหล่านั้นเปลี่ยนเครื่องใหม่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในสถานการณ์เศรษฐกิจแบบนี้

ถึงจะตัน แต่ยังมีโอกาสกับบางกลุ่ม

ในปีที่ผ่านมามูลค่าตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นหดตัวอย่างชัดเจน เพราะมีทั้งปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจ กับกำลังซื้อที่มีปัญหา ประกอบกับเหตุการณ์โศกเศร้าในช่วงปลายปี ทำให้ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า 2 แสนล้านนั้นหดตัว 4% ซึ่งปีนี้ปัจจัยบางตัวก็ยังมีอยู่ และโอาสที่จะกลับมาเติบโตไม่ค่อยสดใส แต่ไปๆ มาๆ ครึ่งปีแรกกลับฟื้นตัวขึ้นมา 2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

จักรกฤษณ์ กีรติโชคชัยกุล ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสบริหารสินค้า Power Mall บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เล่าให้ฟังว่า โอกาสของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้ายังมีอยู่ เพียงแต่แบรนด์ผู้ผลิตต้องทำสินค้าออกมาตรงกับความต้องการของครัวเรือนมากขึ้น เช่นกลุ่มสินค้าโทรทัศน์ การจะจูงใจให้เปลี่ยนนั้น นอกจากเทคโนโลยี ยังต้องมีขนาดที่ตอบโจทย์การรับชมมากกว่าเดิม

จักรกฤษณ์ กีรติโชคชัยกุล ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสบริหารสินค้า Power Mall บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด

“ผมเห็นโทรทัศน์หน้าจอ 55-65 นิ้วขายดีกว่าเดิมมาก และมันเข้ามาทดแทนกลุ่ม 40 นิ้วที่มันเริ่มไม่เติบโตได้เลย ส่วนเรื่องความคมชัดนั้น 4K ก็เป็นอีกปัจจัย เพราะคอนเทนต์ปัจจุบันก็มีความคมชัดสูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ก็เกิดกับตัวสินค้าตู้เย็นด้วย ผ่านการที่ตู้เย็นที่ความจุเยอะ ประตูมาก ก็เริ่มขายดีขึ้น”

Smartphone-Notebook-Mirrorless อีกความหวัง

ขณะเดียวกันกลุ่มสินค้าเทคโนโลยี โดยเฉพาะ Smartphone, Notebook และกล้องแบบ Mirrorless ก็เป็นอีกตัวช่วยทำให้กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นเริ่มฟื้นตัวเช่นกัน จนทำให้ภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าราว 2 แสนล้านในปีนี้สามารถกลับมาเติบโตได้ถึง 5% และหากผู้ผลิตแบรนด์ใดไม่สามารถเติบโตตามอัตรานี้ได้ น่าจะยากในการเดินหน้าธุรกิจ

“แบรนด์ไหนโตไม่ถึง 5% ต้องพิจารณาตัวเองแล้ว เพราะปีนี้ตลาดมันเริ่มฟื้นตัว หลายแบรนด์ก็จับจุดตลาดได้มากขึ้น และผู้บริโภคก็เริ่มกล้าจับจ่ายแล้ว และสำหรับ Power Mall ที่เป็นผู้ค้า ก็คาดว่าจะเติบโตได้ 5% ในช่วงครึ่งปีแรก และถ้าทั้งปีก็น่าจะเติบโตเทียบเท่ากับภาพรวมตลาด”

จัดงานปั๊มยอดขาย 390 ล้านบาท

สำหรับตัวรายได้ของ Power Mall นั้นไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ระหว่างวันที่ 23 มิ.ย.-14 ก.ค. ได้ลงทุน 120 ล้านบาท เพื่อจัดงาน Power Mall Electronica Showcase ภายใน Siam Paragon และ Emporium ผ่านโปรโมชั่น และกลุ่มสินค้าใหม่จำนวนมาก คาดหวังเงินสะพัดภายในงาน 390 ล้านบาท

สรุป

ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้ายังมีโอกาสเติบโตอยู่ แม้ตอนนี้ตลาดจะเริ่มอิ่มตัว และเทคโนโลยีใหม่ๆ อาจไม่โดนใจผู้บริโภคชาวไทยก็ตาม แต่การที่ Smartphone และสินค้าเทคโนโลยีอื่นๆ เข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันมากขึ้น ก็ทำให้แบรนด์ผู้ผลิต และผู้ค้า สามารถอยู่รอดในตลาดที่แข่งขันก็ดุเดือดนี้ได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

วาทะ Jack Ma ล่าสุด “30 ปีข้างหน้า มนุษย์อาจทำงานแค่ 4 วันๆ ละ 4 ชั่วโมงก็พอ”

Brand Inside - 5 hours 23 min ago

Alibaba จัดงานสัมมนา Gateway ’17 ที่เมือง Detroit ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นการแนะนำการนำสินค้าของผู้ผลิตรายย่อยในอเมริกาไปจำหน่ายที่จีน แน่นอนว่าผู้ก่อตั้ง Jack Ma ก็ได้มาร่วมงานด้วย โดยเขาได้ให้สัมภาษณ์กับ CNBC และให้มุมมองที่น่าสนใจเช่นเคย

บริษัทยักษ์ใหญ่จะลำบาก

Jack Ma บอกว่าอินเทอร์เน็ตจะทำให้อำนาจของบริษัทใหญ่ลดน้อยลง และธุรกิจขนาดเล็กจะได้ประโยชน์มากขึ้น เขาใช้คำว่า การขยายฐานตลาดที่กว้างขึ้นจะเป็นรูปแบบที่นิยม แต่ในแง่สินค้าแล้ว การปรับแต่งตามความต้องการลูกค้าแต่ละรายคืออนาคต

เขาบอกว่าคนกังวลกันมากเรื่องเทคโนโลยีจะทำให้คนตกงาน แต่ Ma บอกว่าเพื่อการสร้างงานให้มากขึ้น ก็คือการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยขายสินค้าออกไปทั่วโลกมากขึ้น เขาย้ำว่าโลกต้องคิดเตรียมเรื่องนี้ได้แล้ว ไม่อย่างนั้น 30 ปีข้างหน้าเราจะอยู่ในความเจ็บปวด

อเมริกา vs. จีน

แม้ท่าทีของประธานาธิบดี Donald Trump จะส่งสัญญาณเล็กๆ ว่าอเมริกาควรหาทางเลือกอื่นที่จะไม่พึ่งพาจีน ทั้งการนำเข้า-ส่งออก แต่ Jack Ma มองอีกแบบ เขาให้ความเห็นว่าผู้ผลิตสินค้าอเมริกาประเภท Made-in-America ที่ทรัมป์ชอบยกตัวอย่างถึง เป็นสินค้าที่ชนชั้นกลางในจีนชื่นชอบมาก และอเมริกาควรให้ความสำคัญกับตลาดนี้

เขาบอกว่าในเทศกาลลดราคาประจำปี ลิปสติปที่มาจากอเมริกาสามารถทำยอดขายได้ถึง 2 ล้านแท่งภายใน 15 นาที เรื่องนี้บริษัทในอเมริกาจึงควรให้ความสำคัญมาก

A.I. และอนาคต

Jack Ma ให้มุมมองเรื่องนี้ว่า โลกกำลังท้าทายกับสองปัจจัยหลักคือ A.I. และการที่โลกไร้พรมแดน เขาเดินทางไปในหลายประเทศ ได้พบกับผู้นำแต่ละชาติ เขาก็มักจะบอกว่าขอให้ปรับตัวให้เร็ว ไม่อย่างนั้นจะลำบาก “คุณควรซ่อมหลังคาบ้านล่วงหน้า แม้มันจะยังใช้งานได้”

เมื่อถามว่า A.I. จะแย่งงานผู้คน แบบนี้จะดีเหรอ Jack Ma ก็ให้แง่คิดว่า สมัยก่อนปู่เขาทำการเกษตรวันละ 16 ชั่วโมง ปู่บอกว่านี่คืองานยุ่งมาก แต่คนรุ่นเราทำงาน 8 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 5 วันเต็ม ก็บอกว่ายุ่งมาก เขาจึงเชื่อว่าอนาคตคำว่าทำงานเยอะยุ่งมากของคนจะเปลี่ยนไป อาจจะเหลือแค่สัปดาห์ละ 16 ชั่วโมง (4 วันๆ ละ 4 ชั่วโมง) ก็พอ

เรื่องนี้จะทำให้ช่องว่างคนรวย-คนจนมีมากขึ้น เขาแนะนำว่ารัฐบาลทั่วโลกควรกล้าตัดสินใจเรื่องยากๆ ไม่อย่างนั้นปัญหานี้จะรุนแรงขึ้น Jack Ma ยังบอกว่าการปฏิวัติทางเทคโนโลยีเป็นต้นเหตุหนึ่งของสงครามโลกทั้งสองครั้ง เขาก็เชื่อว่าถ้าโลกจะมีสงครามโลกครั้งที่ 3 ก็อาจเป็นเพราะเทคโนโลยีอย่าง A.I. สิ่งที่รัฐควรสนับสนุนมากๆ คือการศึกษาที่จะทำให้คนเท่าทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป

ที่มา: CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

สตาร์ทอัพเกาหลีใต้รับพนักงานวัย 55 ปีขึ้นไป ทำงานเทคโนโลยี สู้วัฒนธรรมไม่ให้ค่าคนสูงอายุ

Brand Inside - 5 hours 37 min ago

อายุก็แค่ตัวเลข เพราะถ้ามีไฟ ใครก็ทำงานได้ EverYoung สตาร์ทอัพเทคโนโลยีในเกาหลีใต้รับแต่พนักงานสูงอายุเข้าทำงาน เพราะนอกจากมีความพิถีพิถันในการทำงานดีแล้ว ในด้านหนึ่งก็ต่อสู้กับวัฒนธรรมองค์กรในเกาหลีใต้ที่ไม่ให้ค่าคนสูงอายุอีกด้วย

Photo: Video ของ CNA Insider นาทีที่ 0.17 https://www.youtube.com/watch?v=ONZyR1FU228 55 ปีขึ้นไปก็ทำงานสายเทคโนโลยีได้

EverYoung บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีในเกาหลีใต้รับพนักงานสูงอายุ โดยกำกับไว้ในเงื่อนไขการสมัครงานเลยว่า “ต้องมีอายุ 55 ปีขึ้นไปเท่านั้น”

พนักงานแต่ละคนจะทำงานเพียงวันละ 4 ชั่วโมง ในทุกๆ 50 นาที จะมีเวลาในการพักผ่อน 10 นาที และแม้เราจะนึกว่าผู้สูงอายุมักทำอะไร “เชื่องช้า” แต่ในบริษัทนี้พิสูจน์แล้วว่า ผู้สูงอายุกับเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ไปด้วยกันได้

ที่มากไปกว่านั้นคือ พนักงานสูงอายุจะใส่ใจในรายละเอียดการทำงานดีกว่าพนักงานที่อายุน้อยกว่า และที่น่าสนใจคือ พนักงานสูงอายุที่นี่จะนำโทรศัพท์มือถือไปเก็บไว้ที่ตู้ล็อคเกอร์ ไม่มีการใช้โทรศัพท์ระหว่างการทำงานอีกด้วย

Chung Eunsung ผู้ก่อตั้ง EverYoung บริษัทด้านเทคโนโลยีที่คอยกำกับดูแลเนื้อหาบนโลกออนไลน์ บอกว่า “เราต้องการให้บรรดาผู้สูงอายุได้เข้าร่วมในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ พวกเขาเต็มไปด้วยความรักในการทำงาน มีความสุข สนุกสนานกับการทำงาน นี่เป็นเหตุผลที่พวกเขาอยากมาทำงานกันทุกวัน”

ต่อสู้กับวัฒนธรรมเลือกปฏิบัติทางอายุ

วัฒนธรรมองค์กรอย่างหนึ่งในการทำงานของเกาหลีใต้คือ “การเลือกปฏิบัติทางอายุ” หมายความว่า เมื่อคุณอายุมากขึ้นเรื่อยๆ โอกาสในการตกงานก็สูงขึ้นตามไปด้วย

เมื่อไม่นานมานี้ มีการสำรวจผู้คนอายุระหว่าง 20 – 50 ปี พบว่า กว่า 82% ของผู้ตอบแบบสอบถามบอกว่า รู้สึกเสี่ยงต่อการถูกเกษียณอายุก่อนกำหนด

อย่างไรก็ตาม ในสภาวะที่เกาหลีใต้กำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ต้องนับว่ากลยุทธ์ของสตาร์ทอัพรายนี้เป็นอีกหนึ่งในความพยายามฟื้นฟูการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่กีดกันผู้สูงอายุในการทำงาน

สถานการณ์ในไทยเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน?

ถ้าดูจากอัตราของผู้สูงอายุแล้ว ประเทศไทยมีแนวโน้มจะเป็นสังคมผู้สูงอายุสูงกว่าเกาหลีใต้ เพราะฉะนั้นนโยบายการทำงานควรจะต้องมีการรองรับกลุ่มผู้สูงอายุ ถ้าดูจากตัวบทกฎหมายพบว่า เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมานี้มีการออกพระราชกฤษฎีกาเพื่อสนับสนุนให้จ้างผู้สูงอายุทำงานแบบไม่เสียภาษี ลองดูที่นี่

การเปลี่ยนแปลงในทางกฎหมายถือเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ แต่ในทางปฏิบัติก็ต้องรอดูกันว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของบริษัทและวัฒนธรรมองค์กรต่างๆ ที่หันมาให้ค่ากับผู้สูงอายุกันมากน้อยแค่ไหนและอย่างไรบ้าง

ที่มา – Channelnewsasia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Ecommerce จีนแค่ครึ่งปีทะลุ 14 ล้านล้านบาท สูงกว่าในสหรัฐอเมริกาเท่าตัว

Brand Inside - 11 hours 22 min ago

หากเทียบการเติบโตของ Ecommerce ก็คงไม่มีประเทศไหนโตเร็วเท่าประเทศจีนอีกแล้ว เพราะด้วยกิจกรรมทางการตลาด และการเข้าถึงเทคโนโลยีของผู้บริโภค ทำให้เพียงครึ่งปีก็มีเงินสะพัดบนโลกออนไลน์ถึง 14 ล้านล้านบาท

กิจกรรมทางการตลาด-ผู้ซื้อขยายตัว ช่วยดันยอด

การเติบโตของ Ecommerce ในประเทศจีนนั้นเร็วมาก โดยยอดมูลค่าระหว่างเดือนธ.ค. 2559 ถึงพ.ค. 2560 นั้นสูงถึง 3 ล้านล้านหยวน หรือราว 14 ล้านล้านบาท ถือว่ามากที่สุดตั้งแต่ที่เคยมีมา นอกจากนี้พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคที่นั่นก็ไม่ได้เน้นเรื่องราคาถูกอีกต่อไป เพราะเริ่มมองสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้นแล้ว

สำหรับประเภทสินค้าที่มียอดขายเติบโตประกอบด้วย สินค้าเกี่ยวกับสุขภาพ, อุปกรณ์กีฬา และสื่อที่ให้ความรู้ เช่นหนังสือ ที่สำคัญการซื้อสินค้าของผู้บริโภคที่จีนนั้นก็เริ่มไหลไปทางออนไลน์มากขึ้น ตัวอย่างเชนเดือนพ.ค. 2560 มีการซื้อสินค้าออนไลน์สู่งถึง 1.4 ล้านล้านหยวน หรือราว 7 ล้านล้านบาท สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก และมากกว่าการซื้อออนไลน์ในสหรัฐอเมริกาเท่าตัว

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การจับจ่ายบนโลกออนไลน์สูงขึ้นในจีนมาจากอีเวนท์ต่างๆ เช่น 6.18 หรือกิจกรรมการเซลล์ประจำปีของ JD.com ก็มียอดขายสูงถึง 1.1 แสนล้านหยวน หรือราว 6 แสนล้านบาท ซึ่งจำหนวนนี้แทบจะใกล้เคียงกับยอดจำหน่ายในวันคนโสด หรือ 11.11 เมื่อปลายปี 2559

ขณะเดียวกันอีกปัจจัยที่ทำให้เติบโตคือ คนในพื้นที่ห่างไกล หรือ Rural Area ก็เริ่มซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น ดังนั้นโอกาสที่ยอด Ecommerce ทั้งปีจะทำประวัติศาสตร์อีกครั้งก็มีสูง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวสินค้าลอกเลียนแบบ ก็ยังมีจำหน่ายอยู่ทั่วเว็บไซต์ Ecommerce ในประเทศจีน ดังนั้นการซื้อสินค้าในแต่ละครั้งก็ต้องระมัดระวังเป็นอย่างดีเช่นกัน

อ้างอิง // China Daily

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Cisco-Facebook ส่งโซลูชั่นอุดช่องโหว่ Mobility Office คุมคุณภาพงานให้เหมือนมีเจ้านายประกบ

Brand Inside - 21 June 2017 - 15:28

ปฏิเสธไม่ได้ว่า Millennial รวมถึงคนรุ่นหลังจากนี้อยากทำงานอิสระ และไม่ต้องมีใครมาคุมมากมาย ดังนั้น Mobility Office หรือการทำงานที่ไหนก็ได้จึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด แต่ในฝั่งนายจ้างคงปวดหัวไม่น้อย และไม่รู้ว่าจะคุมคุณภาพงานอย่างไร

ภาพจาก Pixabay.com สุขภาพจิตพนักงานดี แต่เจ้าของอาจเครียด

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น คนรุ่นใหม่ๆ ชื่นชอบความอิสระ และนั่นก็ส่งผลมาถึงการทำงาน ทั้งกลุ่มคนที่เป็นลูกจ้าง รวมถึกลุ่มที่เป็นเจ้าของกิจการ เพราะพวกเขานำเรื่องความอิสระมาใช้กับงาน คือต้องการทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่จำเป็นต้องมีโต๊ะทำงานประจำ หรือสำนักงานที่ต้องเข้าไปตอกบัตรทุกวัน

ซึ่งหากทำเช่นั้นได้ สุขภาพจิตของพวกเขาน่าจะดีกว่าการบังคับให้มาตอกบัตรแน่ๆ แต่ฝั่งที่กลับมาเครียดน่าจะเป็นกลุ่มเจ้าของกิจการที่จ้างคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานมากกว่า เพราะห่วงที่จะคุมคุณภาพงานให้มีประสิทธิภาพเหมือนทำงานในสำนักงาน และยิ่ง Tools ในปัจจุบันก็ประยุกต์ใช้ได้ค่อนข้างยาก เมื่อเทียบกับลักษณะองค์กรแบบไทยๆ

บิล เซง ผู้เขี่ยวชาญด้านเทคโนดลยีการทำงานร่วมกันบนคลาวด์ ของ Cisco สาธิตการใช้งานกระดานอัจฉริยะ ของกลุ่มผลิตภัณฑ์ Cisco Spark

บิล เซง ผู้เขี่ยวชาญด้านเทคโนดลยีการทำงานร่วมกันบนคลาวด์ ของ Cisco เล่าให้ฟังว่า จริงๆ แล้วการควบคุมประสิทธิภาพในการทำงานนั้นเริ่มทำได้หลายรูปแบบ เพราะทั่วโลกในปี 2563 จะมีกลุ่มคนทำงานใช้ Mobility Device กว่า 60% ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้เพียงแค่หาโซลูชั่นที่ช่วยมอนิเตอร์การทำงานได้ ก็ช่วยคุมประสิทธิภาพได้ประมาณหนึ่ง

Sharing และ Knowledge Base คือก้าวต่อไป

“หลังจากนี้กลุ่ม Baby Boomer จะลดบทบาทในหน้าที่การงานลงแน่นอน และถ้าองค์กร โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ยังไม่ปรับตัวไปในทิศทางนี้ โอกาสที่จะสูญเสียโอกาสทางธุรกิจก็มีสูง โดยเรื่อง Sharing Economy กับ Knowledge Base คือแนวคิดสำคัญในการก้าวไปสู่การทำธุรกิจ และบริหารงานในยุคใหม่”

สำหรับ Cisco ปัจจุบันเริ่มทำตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เรื่องการทำงานร่วมกัน และทำงานนอกสถานที่มากขึ้น เช่นล่าสุด Cisco Spark ที่รวบรวมอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งที่ใช้ในห้องประชุม เช่นชุดกล้องความคมชัด 5K พร้อมไมค์กับลำโพง สามารถติดตามผู้พูดได้, กระดานอัจฉริยะ ที่ทำให้การประชุมนั้นเข้าใจได้มากขึ้น และทั้งหมดถูกคุมภายใต้ระบบความปลอดภัยชั้นสูง

Facebook Workplace กับการคุยในองค์กร

ขณะเดียวกัน Facebook ก็เริ่มทำตลาดบริการเกี่ยวกับองค์มากขึ้น เช่น Workplace แพลตฟอร์มเชื่อมต่อพนักงานในองค์กรให้คุยกันมากขึ้น สื่อสารกันมากขึ้น โดยอาศัยความได้เปรียบเรื่องแทบทุกคนใช้งาน Facebook ทำให้รูปแบบการสื่อสารนั้นง่ายกว่าเดิม โดยบริการนี้มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้น 3 ดอลลาร์สหรัฐ/บุคคล หากต้องการใช้เซอร์วิสทั้งหมด

สรุป

เทรนด์การทำงานของ Millennial นั้นแตกต่างกับคนยุคก่อนชัดเจน ดังนั้นการจะทำงานให้ได้ประสิทธิภาพก็ต้องทำความเข้าใจใหม่ด้วย และในฝั่ง Cisco เอง นอกจากสร้างโซลูชั่นของตนเองขึ้นมา ยังเปิด API ให้นักพัฒนาที่สนใจนำไปปรับใช้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่นภาคการศึกษา และสถานพยาบาลด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ปลดล็อคธุรกิจเสื้อผ้าออนไลน์ Amazon ส่ง Prime Wardrobe ส่งสินค้าให้ลองฟรี ถ้าชอบค่อยจ่ายเงิน

Brand Inside - 21 June 2017 - 03:49

จากนี้ไปการซื้อเสื้อผ้าออนไลน์จะไม่ผิดไซส์ หรือใส่แล้วไม่เหมือนในรูป เพราะ Amazon เปิดบริการใหม่ให้ลองสวมใส่ก่อน ถ้าชอบค่อยจ่ายเงิน ราวกับไปไปซื้อเสื้อผ้าตามห้างสรรพสินค้า หรือแบรนด์แฟชั่นชั้นนำแล้วได้เข้าห้องลองก่อนซื้อ

Prime Wardrobe กับอีกก้าวของ Ecommerce

ปกติแล้วการซื้อเสื้อผ้าออนไลน์นั้น ผู้บริโภคหลายรายค่อนข้างกังวลในเรื่องขนาด, สี รวมถึงใส่แล้วจะดูดีหรือไม่ ทำให้บางส่วนยอมตัดใจไม่ซื้อ แม้จะอยากได้เสื้อผ้าตัวนั้นแค่ไหน แต่ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป เพราะ Amazon ได้คิดบริการใหม่ภายใต้ชื่อ Prime Wardrobe ที่ช่วยให้ผู้ซื้อสามารถลองสินค้าได้ก่อนชำระเงิน

สำหรับขั้นตอนการใช้บริการนั้น ผู้สนใจต้องเลือกเสื้อผ้า, รองเท้า หรือเครื่องประดับตั้งแต่ 3 ชิ้นขึ้นไป จากนั้นจะมีกล่องพัสดุที่ภายในบรรจุสินค้าที่เลือกเอาไว้ส่งไปให้ฟรี และสามารถลองได้ตามต้องการในระยะเวลา 7 วัน ชิ้นไหนที่ชอบก็เก็บไว้ หากไม่ชอบก็ส่งคืนได้ฟรี ยิ่งถ้าซื้อสินค้าที่เลือกมามากกว่า 5 ชิ้นขึ้นไปก็ได้ลดราคาจากป้ายอีก 20%

อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทุกคนจะซื้อได้ เพราะต้องสมัครสมาชิก Prime ของ Amazon ในราคา 99 ดอลลาร์สหรัฐ/ปี เสียก่อน รวมถึงเครื่องแต่งกายก็มีแค่ติดโลโก้ Prime เท่านั้น แต่นั่นก็มีกว่าล้านชิ้นให้เลือกแล้ว ที่สำคัญนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ร้านค้าออนไลน์ให้ลองเสื้อผ้าก่อนชำระเงิน

Stylish ส่วนตัว กับค่าใช้จ่าย 700 บาท

ก่อนหน้าที่ Amazon จะทดลองเปิดให้บริการ Prime Wardrobe ก็มีทั้ง Trunk Club และ Stitch Fix ที่ให้บริการคล้ายๆ กัน ผ่านการจำลองเป็น Stylish ส่วนตัวให้ โดยมีค่าใช้จ่าย 20-25 ดอลลาร์/ครั้ง หรือราว 700 บาท และทางเว็บจะส่งเครื่องแต่งกายให้ผู้สนใจจำนวนหนึ่งเพื่อลองดูก่อน หากพึงพอใจก้สามารถซื้อได้ และยิ่งซื้อเยอะก็ยิ่งมีส่วนลดเยอะเช่นกัน

ภาพ // trunkclub.com/storefronta-mens

ส่วนในไทยก็เริ่มก้าวเข้าสู่จุดนั้นบ้างแล้ว แต่ไม่ใช้ทุกอย่างอยู่บนโลกออนไลน์ เพราะปัจจุบันมีร้าน Sense of Style (SOS) และ CAMP BKK ที่รวบรวมเสื้อผ้าของแบรนด์บนโลก Social Media เอาไว้ เพื่อให้ผู้ที่สนใจ แต่ไม่แน่ใจว่าใส่แล้วจะดูดีหรือไม่ มาลองสวมใส่ได้จริง และซื้อได้ภายในร้าน ถือเป็นอีกก้าวในการเดินเกม Online to Offline หรือ O2O ในไทย

สรุป

การจะทำแบบ Amazon ตัวธุรกิจต้อง Scale ได้ระดับหนึ่งก่อน เพื่อนำค่าใช้จ่ายต่างๆ มาชดเชยกัน และถึงจะส่ง รวมถึงไปรับคืนสินค้าที่ลองแบบฟรีๆ ก็ไม่ได้กระทบต่อการเงิน ดังนั้นบริการนี้จะเห็นในประเทศไทยก็คงยาก แต่การที่มีร้านรวมเสื้อผ้าบนโลก Social Media ก็อาจเป็นสัญญาณดีให้รู้ว่า จริงๆ ก็ยังมีคนต้องการเรื่องเหล่านี้อยู่

บรรยากาศภายในร้าน SOS // ภาพจาก Facebook ของ SOS

อ้างอิง // Amazon, Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

อุตสาหกรรมรถยนต์โดนบุกหนักโดยผู้เล่นหน้าใหม่ ถึงวันที่ยากลำบากสำหรับ Toyota

Brand Inside - 21 June 2017 - 03:46
ภาพจาก Toyota

โลกในยุคเปลี่ยนผ่าน มีหลายอุตสาหกรรมที่กำลัง Digital Transformation หนึ่งในนั้นที่เป็นยุคเปลี่ยนผ่านครั้งยิ่งใหญ่คือ อุตสาหกรรมรถยนต์ และไม่มีใครสามารถหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้ แม้แต่ Toyota ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น ก็กำลังตกที่นั่งลำบาก

ทั้งเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ, รถยนต์ไฟฟ้า, การเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ กับรถยนต์

แผนการปฏิรูปองค์กรของ Toyota คือลดขนาดองค์กรให้กะทัดรัดคล่องตัวมากขึ้น มีหน่วยออกแบบและพัฒนาใหม่ที่ชื่อว่า Toyota New Global Architecture ซึ่งจะลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้วย แต่จะได้ผลมากแค่ไหน

ภาพจาก Toyota ทำยอดขายได้ แต่กำไรลดลง แข่งขันยาก

เปิดรายได้ตามปีงบประมาณล่าสุด (จบเดือน มี.ค.) Toyota ทำยอดขายได้ 27.5 ล้านล้านเยน และมีผลกำไรจากการดำเนินงานลดลง 20% เหลือประมาณ 1.6 ล้านล้านเยนถือว่าลดลงเป็นครั้งที่สองติดต่อกัน ขณะที่ในแง่ยอดขาย Toyota ตั้งเป้าว่าจะมียอดขายรถยนต์ 10.25 ล้านคัน เท่ากับปีที่ผ่านมา ปรากฎว่าเดือนมกราคมที่ผ่านมา ยอดรถยนต์ในสต็อกที่อเมริกามีมากกว่า 4 ล้านคัน เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2005

และยังได้รับการกดดันสงครามราคาจากคู่แข่ง เช่น GM ที่มีข้อเสนอจูงใจลูกค้าเป็นมูลค่ามากกว่า 4 แสนเยนต่อคัน ทั้งหมดส่งผลกระทบต่อส่วนแบ่งตลาดของ Toyota ในระยะยาว

นอกจากยอดขายและการแข่งขันที่ทำได้ยากแล้ว การจะปรับตัวก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับองค์กรขนาดใหญ่อย่าง Toyota ที่มีพนักงานกว่า 360,000 คนทั่วโลก

ภาพจาก Toyota Google Apple Tesla ผู้เล่นหน้าใหม่ตีตลาดรถยนต์

ตลาดรวมทั่วโลกปีที่ผ่านมา มียอดขายรถใหม่ 93.85 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 40% ในระยะเวลา 10 ปี โดยมี 3 ค่ายใหญ่คือ Volkswagen, Toyota และ GM ทำยอดขายได้รายละมากกว่า 10 ล้านคันต่อปี การแข่งขันสำคัญคือ ความปลอดภัย, ประสิทธิภาพ และอัตราการประหยัดน้ำมัน

แต่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ได้ดึงดูดให้ Google และ Apple เข้ามาเป็นผู้เล่นรายใหม่ในตลาด และทำให้ตลาดรถยนต์ใหม่ในอนาคตก้าวไปสู่การแข่งขันด้านเทคโนโลยี, รถยนต์ไร้คนขับและ รถยนต์ไฟฟ้า ที่สำคัญกว่านั้น ทั้ง Google และ Apple มีเงินทุนมหาศาล มากกว่า Toyota ถึง 4 เท่า และส่วนใหญ่ใช้ไปกับการวิจัยและพัฒนา

และ Tesla ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเป็นที่กล่าวถึงทั่วโลกในเวลานี้ ปัจจุบันมีมูลค่า 51 พันล้านดอลลาร์ แซงหน้า GM ไปเรียบร้อย (ทั้งที่ GM มียอดขายรถยนต์มากกว่าถึง 100 เท่า)

ไม่น่าแปลกใจที่บรรดาผู้ถือหุ้นต้องการคำตอบจาก Toyota ว่าจะทำอย่างไรต่อไปเพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลง เพราะตลอด 4 ปีที่ผ่านมา Toyota มียอดขายรถยนต์เฉลี่ยมากกว่า 10 ล้านคันต่อปี แต่รายได้และกำไรกลับลดลง

ภาพจาก Toyota 80 ปีที่แข็งแกร่งกลับกลายเป็นฝ่ายตั้งรับ

Akio Toyoda ประธานของ Toyota บอกว่า ตอนนี้เรากำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ ธุรกิจที่ Toyota แข็งแกร่งมาตลอด 80 ปี กลับตกเป็นฝ่ายตั้งรับเพียงอย่างเดียว และสิ่งที่จำเป็นมากคือ การกลับมาเป็นฝ่ายบุกอีกครั้ง

และต้องไม่ลืมว่า ไม่เพียงแต่พนักงานกว่า 360,000 คนทั่วโลกต้องพึ่งพาและหวังให้ Toyota สามารถคิดค้นการวิจัยและพัฒนารถยนต์ใหม่ที่จะสามารถทำตลาด สร้างยอดขายและกำไรให้ได้ และยังมีพันธมิตรทางธุรกิจขนาดกลางและเล็กอีกกว่า 30,000 รายในญี่ปุ่น ที่มีการจ้างงานกว่า 1.4 ล้านคนด้วย รวมถึงในประเทศไทยด้วยเช่นกัน

แต่ชื่อเสียงของ Toyota ถูกพูดถึงในเวลานี้ กลับเป็นเรื่องของการขาดความมุ่งมั่น และกลายเป็นความเสี่ยงในการทำธุรกิจ

source: asia.nikkei.com

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ค้าปลีกไทยปรับตัว Tesco Lotus มุ่ง Omni-Channel ตั้งเป้า 5% ของรายได้รวมต้องมาจากดิจิทัล

Brand Inside - 20 June 2017 - 17:23

Omni-Channel คือเรื่องนี้ค้าปลีกทุกรายอยากจะไป เพราะมันช่วยปิดจุดอ่อนเรื่องช่องทางจำหน่ายที่ปัจจุบันผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าได้หลากหลายวิธี และวันนี้ Tesco Lotus ค้าปลีกชั้นนำในไทยก็เดินกลยุทธ์นี้อย่างเต็มรูปแบบแล้ว

ภาพโดย Jarcje at English Wikipedia [GFDL (http://www.gnu.org/copyleft/fdl.html), CC-BY-SA-3.0 (http://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0/) or CC BY 2.5 (http://creativecommons.org/licenses/by/2.5)], via Wikimedia Commons ช่องทางยิ่งเยอะยิ่งดี เช่นกันกับหน้าร้านปกติ

ทุกคนคงเข้าใจว่า Tesco Lotus คือค้าปลีกรายใหญ่ ที่มีสาขากว่า 1,900 แห่งทั่วประเทศไทย ครอบคลุมตั้งแต่ขนาดเล็กอย่างสาขา Express จนไปถึง Hypermarket ขนาดใหญ่ที่รวบรวมสินค้าไว้มากมาย แต่เมื่อปี 2556 ค้าปลีกรายนี้ได้พัฒนาช่องทางออนไลน์ขึ้น แถมทยอยเชื่อมต่อแพลตฟอร์มอื่นๆ เพื่อก้าวเข้าสู่การเดินหน้ากลยุทธ์ Omni-Channel เต็มตัว

มาร์ค รัฟลีย์ ประธานกรรมการฝ่ายการตลาด Tesco Lotus เล่าให้ฟังว่า การเดินหน้า Omni-Channel คงยากหากเดินหน้าเพียงคนเดียว แม้จะมีเว็บไซต์ shoponline.tescolotus.com อยู่แล้ว เพราะปัจจุบันมีคู่ค้าหลายรายที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทำให้การเชื่อมต่อระบบกับพวกเขาน่าจะช่วยสร้างโอกาสหารายได้จากช่องทางดิจิทัลได้มากกว่าเดิม

มาร์ค รัฟลีย์ ประธานกรรมการฝ่ายการตลาด Tesco Lotus

“เราเปิดบริการ shoponline.tescolotus.com มาตั้งแต่ปี 2013 และมียอดขายเติบโต Double Digit โดยตลอด ซึ่งตอนนี้มีสินค้าขายอยู่กว่า 20,000 รายการ ตั้งแต่อาหารสด ถึงของใช้ในบ้าน แต่นั่นอาจไม่เพียงพอ เราจึงร่วมกับ Lazada และ WeLoveShopping เพื่อเปิดหน้าร้านย่อยใน 2 เว็บข้างต้น เพื่อเพิ่มโอกาสการขาย เหมือนเรามีหน้าร้านหลายแบบ”

ดึง Startup พัฒนานวัตกรรมใหม่

ขณะเดียวกัน Tesco Lotus ยังร่วมมือกับกลุ่ม Startup เช่น HappyFresh ที่ให้บริการเซื้อสินค้าตาม Supermarket ต่างๆ และส่งภายใน 1 ชม. เพื่อลดเวลาการส่งสินค้าจากเดิมที่เร็วที่สุดแค่ Sameday เป็น 1 ชม. รวมถึง Shopbox24 ที่ให้บริการตู้ Locker เพื่อนำสินค้าที่สั่งทางออนไลน์ไปฝากไว้กับ Locker แทน ในกรณีที่ผู้ซื้อไม่สะดวก

ส่วนเรื่องการสื่อสารกับผู้บริโภค นอกจากการให้ข้อมูลกับกลุ่มลูกค้าที่เป็นสมาชิก Clubcard กว่า 15 ล้านคน ยังมีช่องทางออนไลน์อื่นๆ เช่น Facebook, Line และ Mobile Application ที่มียอดลูกค้าติดตามอยู่กว่า 14 ล้านราย เป็นตัวสื่อสารอีกทาง เพราะ Omni-Channel ไม่ใช่แค่ช่องทางขายสินค้า แต่การสื่อสาร และการตลาดก็ต้องทำควบคู่กันหลายช่องทาง

ตั้งเป้า 5% ของรายได้รวมต้องมาจากดิจิทัล

สำหรับเรื่องรายได้จากช่องทางออนไลน์ Tesco Lotus ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่คาดว่าหลังจากนี้จะสามารถเป็น 5% ของรายได้รวมได้ เพราะในต่างประเทศช่องทางออนไลน์เริ่มขยับขึ้นเป็น 10% ของรายได้แล้ว และยิ่ง Ecommerce ในประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็วก็น่าจะมีโอกาสสูงที่ก้าวถึงตัวเลขดังกล่าวได้ รวมถึงยังหาช่องทางชำระเงินแบบ Epayment ใหม่ๆ เช่นกัน

สรุป

การเดินเกม Omni-Channel ค้าปลีกจากเดิมที่อยู่นิ่งๆ แล้วมีคนเดินมาซื้อของ ก็ต้องเข้าหาผู้บริโภคมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารด้วย Social Media การพัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ๆ รวมถึงเรื่อง Fulfillment หรือตัวแปรสำคัญที่จะทำให้สินค้าถึงมือลูกค้าได้เหมือนมาซื้อของตามสาขาได้อย่างไร และเมื่อ Tesco Lotus เดินเกมขนาดนี้ ก็คงต้องรอดูว่ารายอื่นจะทำอย่างไร

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Klarna สตาร์ทอัพระบบจ่ายเงินจากสวีเดน ได้รับใบอนุญาตธนาคารแล้ว

Brand Inside - 20 June 2017 - 10:21

Klarna สตาร์ทอัพระบบจ่ายเงินจากสวีเดน ได้ประกาศว่าตอนนี้ทางบริษัทได้รับใบอนุญาตการประกอบกิจการธนาคารจาก Finansinspektionen หน่วยงานผู้ดูแลกิจการทางการเงินของสวีเดนเป็นที่เรียบร้อย เตรียมขยายบริการให้ครอบคลุมด้านธนาคารในอนาคต

Klarna ปัจจุบันเน้นไปที่การทำระบบจ่ายเงินให้เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ กับการเพิ่มช่องทางการจ่ายเงินให้กับผู้ใช้บนร้านค้าออนไลน์ ที่ปัจจุบันมีลูกค้ากว่า 60 ล้านคน และมีผู้ค้าที่เข้าร่วมกว่า 7 หมื่นราย ซึ่งการได้รับใบอนุญาตธนาคาร จะทำให้ Klarna ให้บริการทางการธนาคารอย่างเช่นบัตรเครดิตกับผู้ใช้ทั่วยุโรปได้ และมีโอกาสทำผลิตภัณฑ์ประเภทกระเป๋าเงินดิจิทัลแบบออลอินวันที่รวมทุกอย่างไว้ในที่เดียวได้

หลังจากได้รับใบอนุญาตธนาคารอย่างเป็นทางการ Klarna ก็ได้เปลี่ยนชื่อของบริษัทเป็น Klarna Bank แต่จะยังคงดำเนินการโดยใช้แบรนด์ Klarna ต่อไปเช่นเดิม

Sebastian Siemiatkowski ซีอีโอ Klarna

การได้รับใบอนุญาตธนาคารของ Klarna ในครั้งนี้ถือเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่อีกครั้งในแวดวงการให้บริการทางการเงิน โดยนอกจาก Klarna ก็มีบริการอย่าง N26, Atom Bank สตาร์ทอัพธนาคารที่เน้นการให้บริการบนแอพที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคาร ทำให้สามารถประกอบกิจการเป็นธนาคารได้เต็มรูปแบบแล้ว ซึ่งแต่เดิม กิจการธนาคารมักจะเป็นกิจการขนาดใหญ่ รองรับการจ่ายเงินเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ปัจจุบันสตาร์ทอัพสามารถสร้างเทคโนโลยีและโฟกัสได้ตรงจุดกว่า รวมถึงมีขนาดเล็กกว่า จึงทำให้สามารถมอบอัตราดอกเบี้ยและมีทางเลือกให้กับลูกค้าและผู้ประกอบการได้มากกว่า

โฆษกของ Klarna ปฏิเสธในการให้รายละเอียดว่าทางบริษัทจะเพิ่มบริการอะไรเป็นอย่างแรกหลังจากที่ได้รับใบอนุญาตการทำกิจการธนาคาร และจะเริ่มเปิดให้ผู้ใช้ได้เริ่มใช้งานเมื่อไร

ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Klarna ก็ได้เข้าซื้อบริการ BillPay คู่แข่ง PayPal จากเยอรมนีด้วยมูลค่า 75 ล้านดอลลาร์ โดยยอดการเติบโตของ Klarna นั้นก็ถือว่าสูงมาก โดยในแง่ของยอดการใช้จ่ายเงิน (transaction) มีการเติบโต 50% ในปี 2016 และ 37% ในไตรมาสแรกของปี 2017 ส่วนในแง่ของปริมาณเงิน (volume) เติบโต 44% ในปี 2016 และ 39% ในไตรมาสแรกของปี 2017 โดยเมื่อไตรมาสล่าสุดก็มีผู้ค้าเข้าร่วมกับ Klarna อีกกว่า 17,000 ราย

Klarna ก่อตั้งขึ้นในปี 2005 ที่เมือง Stockholm ประเทศสวีเดน โดยปัจจุบันมี Sebastian Siemiatkowski เป็นซีอีโอ มีพนักงานบริษัททั้งหมด 1,500 คน ผู้ลงทุนในกิจการของ Klarna เช่น Sequoia, DST, Atomico, IVP, Povlsen, Creandum, Sequoia Capital, Bestseller, General Atlantic

ที่มา – Klarna, TechCrunch

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Final Pitching Day ดีป้าพา startup ลุยเมืองนอก ศึกษางานระดับโลก

Brand Inside - 20 June 2017 - 07:30

งานสนับสนุน startup ไม่ใช่แค่การให้เงินทุน หรือจัดแข่งขันแล้วมอบรางวัล แต่เป็นเรื่องของการสร้าง ecosystem ในระยะยาว เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นจริง ยิ่งในยุคปัจจุบันที่แทบทุกอย่างในชีวิตประจำวันมี เทคโนโลยี เข้ามาเป็นส่วนสำคัญ startup คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มาเติมเต็มให้สมบูรณ์ขึ้น

ดังนั้นหลายประเทศทั่วโลก จึงพยายามสร้าง ecosystem และสร้าง startup ใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ได้เฟ้นหาสุดยอด startup 10 ราย หลังจากคัดเลือกและบ่มเพาะ startup จากทั่วประเทศมาแล้ว

10 รายชื่อ startup ท่องโลกศึกษาตลาด

สำหรับรายชื่อทั้ง 10 ทีม ที่จะได้เดินทางไปต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา, สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ซึ่งการเลือกไปประเทศไทยจะขึ้นกับรูปแบบธุรกิจของ startup นั้นๆ เพราะนี่คือการไปต่อยอดทางธุรกิจ โดยทั้ง 10 ทีมที่ได้ไป ประกอบด้วย

1.Seekster ระบบกลางในการค้นหาผู้ให้บริการพื้นฐาน เช่น แม่บ้าน, ช่างต่างๆ อำนวยความสะดวกให้กับเจ้าของบ้านหรือคอนโด ในการค้นหาและจองคิวช่างที่เชื่อถือได้

2.ChomCHOB แพลตฟอร์มสื่อกลางในการรวมแต้มบัตรเครดิต บัตรเดบิต และบัตรสะสมคะแนนต่างๆ ให้เป็น ChomCHOB Point ด้วยคอนเซปต์ เปลี่ยนแต้มสะสมเพื่อการช็อปปิ้ง

3.Rinn แก้วน้ำอัจฉริยะ สำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับสุขภาพสามารถทราบว่าน้ำที่ดื่มเข้าไปมีสารอาหารประเภทใดบ้าง ผู้ใช้งานสามารถทราบและวางแผนโภชนาการของตัวเองได้ เพื่อวางแผนการดูแลสุขภาพในระยะยาว

4.Refinn เว็บไซต์รีไฟแนนซ์ภาระหนี้ออนไลน์ เพื่อให้คนไทยได้มีเงินเหลือจากการลดดอกเบี้ย และหมดภาระหนี้ได้เร็วที่สุด

5.Fictionlog แพลตฟอร์มเขียน-อ่านนวนิยายออนไลน์ โดยนักอ่านสามารถเข้ามาซื้อเพื่อสนับสนุนนักเขียนได้โดยตรง อัพเดทบทต่อบท ทำให้นักเขียนได้ส่วนแบ่งที่มากขึ้น เพิ่มทางเลือกให้นักอ่านสามารถเข้าถึงนวนิยายคุณภาพได้มากกว่าเดิม

6.Cyberrex Design หนังสือ “นาก” Horror Augmented Reality & Virtual Reality Book เป็นหนังสือแนวสยองขวัญที่นำเอาเทคนิค AR และ VR มาใช้เพื่อให้เกิดภาพสามมิติเสมือนจริงออกมาจากหนังสือ และแทรกความเป็น Interactive เข้าไปด้วย

7.Drivemate หรือเรียกได้ว่า Airbnb for cars ที่เป็นแพลตฟอร์มเช่ารถออนไลน์รูปแบบใหม่ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ปล่อยเช่ารถกับผู้ที่ต้องการเช่ารถให้มาพบกัน อีกทั้งยังมีบริการเสริมจัดหาประกันภัยคุ้มครองรถเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ยืนยันความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่ง

8.CashGrow คลาวด์แอปพลิเคชั่นที่ช่วยบริหารจัดการกระแสเงินสด และสภาพคล่องทางการเงิน โดยนำข้อมูลรายรับรายจ่ายขององค์กรมาประมวลผลให้เข้าใจได้ง่าย และนำข้อมูลเหล่านั้นมาสร้างคำแนะนำแก่บริษัทในการนำเงินไปลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินทรัพย์

9.Fixzy Auto รวมเอาบริการที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ทั้งหมดมาไว้บนแพลตฟอร์มเดียวเพื่อผู้ใช้รถยนต์มือใหม่ เนื่องจากหนึ่งในปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของผู้ใช้รถยนต์ คือพวกเขาไม่รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับรถยนต์และบริการที่มีอยู่

10.FindYourSpace Pro แพลตฟอร์มจัดเก็บและจัดการรายการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการขายอย่างครบวงจร ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถจัดการและค้นหารายการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ได้จากคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน

ส่วนใครได้ไปไหนบ้าง ดูตามภาพด้านล่างนี้ได้เลย

ย้อนรอยความสำเร็จ DIGITAL STARTUP

ก่อนจะได้ทั้ง 10 ทีมข้างต้นมา ต้องผ่านการคัดเลือกจาก startup กว่า 500 ทีมทั่วประเทศ มนต์ชัย  ศรีเจริญศักดิ์ รักษาการในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมการตลาด 2 ของ ดีป้า บอกว่า ด้วยงบประมาณที่ดีป้าได้รับ นี่คือการสนับสนุน startup ทั่วประเทศ โดยมีการแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ Angel in the City เป็น startup ที่เน้นด้าน ไอที โซลูชั่น การทำนวัตกรรม IoT และ AI ต่างๆ

อีกประเภทคือ Thailand Digi Challenge เน้นด้าน Digital Content เช่น Game, Animation และ Content ต่างๆ ซึ่งการแยกเป็น 2 ประเภท เพื่อให้ startup รู้ทิศทางในการพัฒนาที่ชัดเจน เรียนรู้ทั้งทางเทคนิคและการตลาด รวมถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ถูกต้องในอนาคต

จาก 500 ทีม คัดเลือกทีมที่มีศักยภาพเหลือ 300 ทีม ได้รับเงินสนับสนุนก้อนแรก 50,000 บาท จากนั้นมีการทดสอบตลาดเพื่อคัดเลือก 100 ทีม ได้รับเงินสนับสนุน 80,000 บาท

หลังจากนั้นจะคัดทีมที่โดดเด่นจริงๆ 40 ทีม ได้รับเงินสนับสนุนอีก 200,000 บาท ก่อนจะเข้าสู่ Final Pitching Day ค้นหา 10 ทีมสุดท้าย แต่ทุกทีมที่เข้าร่วม จะได้รับประสบการณ์ คำแนะนำ คำปรึกษา เพื่อกลับไปพัฒนาปรับปรุง เพื่อยกระดับตัวเองและกลับมาอีกครั้งในโครงการครั้งต่อไป ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์ที่จะประสบความสำเร็จได้ทั้งนั้น

Startup Club ชมรมพัฒนาคนพันธุ์ดิจิทัล

อุปสรรคประการหนึ่งในการพัฒนา startup ทั้งไทยและทั่วโลกคือ ขาดแคลนบุคลากร การตั้ง Startup Club จะเป็นชมรมในมหาวิทยาลัย เพื่อให้เกิดการสร้างคนที่เข้าใจระบบ startup อย่างแท้จริงตั้งแต่เริ่มต้น จนเกิดเป็นเครือข่ายที่เข้าใจการทำงานจริงในโลกธุรกิจ

มนต์ชัย บอกว่า 2 ส่วนแรกคือ DIGITAL STARTUP และ Startup Club เป็นส่วนที่ทำให้ ecosystem ของ startup สมบูรณ์มากขึ้น และยังมีส่วนที่ 3 คือการทำ Accelerate Program แต่เน้นเรื่องความรู้เป็นหลัก เพื่อไม่ทับซ้อนกับการทำงานของภาคเอกชนที่ทำได้ดีมากอยู่แล้ว

“เอกชนมี Accelerate Program ด้านเงินทุนที่ดี ทั้งในสายการเงิน, สายโทรคมนาคม และ สายอสังหาริมทรัพย์ แต่สำหรับ ดีป้า จะเน้นเรื่องความรู้เป็นหลัก เพื่อต่อยอดนวัตกรรมทางธุรกิจที่เกิดขึ้น”

อนาคต DIGITAL STARTUP ช่วยทุกคนให้ได้ไปต่อ

มนต์ชัย  บอกว่า ส่วนตัวโครงการในปีแรกทำได้ดี แต่ก็อยากให้ออกมาดีกว่านี้ ต้องสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน แปลว่าทีม startup ที่เข่าร่วม อย่างน้อยในระดับ 100 ทีม ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ามีแนวคิดและวิธีการที่ดี เหลือเรื่องแผนธุรกิจและการเข้าถึงตลาดที่ต้องพัฒนา อยากให้ทุกคนได้ไปต่อ

ดังนั้นโครงการครั้งต่อไป จะต้องสานต่อและยกระดับให้ดีขึ้น เช่น การสร้างฐานข้อมูล startup ที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 500 เพื่อเป็นดัชนีชี้วัดการพัฒนาของ startup ไทย

รวมถึงต้องมีการสร้างเครือข่าย startup และศูนย์บ่มเพาะ หรือ Incubation ที่เชื่อมโยงกันทั่วประเทศ ลงไปถึงระดับภูมิภาค และระดับจังหวัด ซึ่งอนาคตสามารถต่อยอดเป็น Smart City ซึ่งดีป้าจะค่อยเจาะลึกในรายละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ได้โครงการที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

แก้เกมค้าปลีกซบ Ikea เดินหน้า Digital Transformation พร้อมลดขนาดร้านเพื่อใกล้ผู้ซื้อมากขึ้น

Brand Inside - 20 June 2017 - 01:02

ตอนนี้ Retail Apocalypse กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และถ้าใครปรับตัวไม่ทันก็คงต้องหายไปจากวิกฤตนี้ ซึ่ง Ikea คงไม่อยากเป็นหนึ่งในนั้น จึงเดินหน้าสาขาขนาดเล็ก และใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ดึงผู้ซื้อให้ไม่หนีไปไหน

Ikea สาขา Sendai ประเทศญี่ปุ่น // ภาพโดย Kirakiraouji (Own work) [CC BY-SA 3.0 (http://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0)], via Wikimedia Commons ดิจิทัลคือเรื่องจำเป็นในตอนนี้

ปฏิเสธไม่ได้ว่าดิจิทัลคือเรื่องที่ทุกอุตสาหกรรมต้องใส่ใจ เพราะด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แถมราคาถูกลง ทำให้ผู้บริโภคเริ่มใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้น อย่างเช่นวงการค้าปลีกที่ถูกโลก Ecommerce มาโจมตี และถึงจะให้ประสบการณ์ใช้การซื้อของภายในตัวห้างดีแค่ไหน ผู้บริโภคก็เลือกที่จะจับจ่ายอยู่ที่บ้าน และรอของมาส่งอยู่ดี เพราะมันสะดวกกว่าเยอะ

Michael Valdsgaard หัวหน้าฝ่าย Digital Transformation ของ Ikea เล่าให้ฟังว่า ถ้าบริษัทไม่ปรับตัว ก็คงสูญเสียโอกาส และตามโลกไม่ทัน โดยหนึ่งในนั้นคือการทำโครงการจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ผ่านช่องทางออนไลน์ของพาร์ทเนอร์ หรือ Third Party Website ภายในปี 2561

ภาพโดย Maksym Kozlenko (Own work) [CC BY-SA 4.0 (http://creativecommons.org/licenses/by-sa/4.0)], via Wikimedia Commonsนอกจากนี้ยังร่วมกับ Apple ในการพัฒนาเทคโนโลยี AR หรือ Augmented Reality เพื่อให้ผู้ซื้อได้รับประสบการณ์จริงก่อนซื้อสินค้าผ่าน Application โดยจะเปิดให้ใช้บริการช่วงเดือนก.ย.-ธ.ค. และมีสินค้าราว 500-600 ชิ้นที่สามารถใช้เทคโนโลยีดังกล่าวได้ ซึ่งเดือนก.พ. ที่ผ่านมา Ikea นำ AR ไปทดลองใช้กับจุดขายเครื่องครัวในสาขา และได้รับผลตอบรับที่ดี

Mini และ Pop-up Store

อย่างที่รู้กันว่า Ikea เป็นร้านขนาดใหญ่ที่อยู่ย่านชานเมือง แต่หลังจากนี้จะไม่เป็นอย่างนั้น เพราะมีการสร้างร้านขนาดเล็ก หรือ Small Outlet ภายในตัวเมืองตั้งแต่ปี 2558 ที่มีขนาดเพียง 1 ใน 10 ของสาขาปกติ และปัจจุบันก็มี 44 สาขาแล้วที่เป็นแบบนี้ กระจายอยู่ในสหราชอาณาจักร, แคนาดา, นอร์เวย์, อิตาลี, ญี่ปุ่น และจีน

Ikea Dining Club // ภาพจาก www.ikea.com/gb/en/ikea/campaigns/the-dining-club/

ผู้ซื้อสามารถสั่งสินค้าจากออนไลน์ และมารับได้ที่ร้านค้าขนาดเล็กเหล่านี้ได้เช่นกัน เพราะบางคนก็อาศัยอยู่ไกล Ikea มาก ดังนั้นการทำแบบนี้ช่วยให้ Ikea อยู่ใกล้ผู้ซื้อมากขึ้น นอกจากนี้ยังมี Pop-up Shop ร้านค้าชั่วคราวที่ใช้นำเสนอห้องนอน และห้องครัว รวมถึง Dining Club ร้านอาหารชั่วคราวที่ตั้งอยู่ในลอนดอน และแสดงถึงการใช้อุปกรณ์ของ Ikea ทั้งหมด

สรุป

การเปลี่ยนผ่านของวงการค้าปลีกนั้นคงต้องมีคนเจ็บปวดแน่ๆ ดังนั้นใครที่ปรับตัว และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ รวมถึงไม่มั่นใจตัวเองจนเกินไปก็น่าจะอยู่รอดในอุตสาหกรรมนี้ได้ อย่างเช่น Ikea ที่ยอมละทิ้งความเท่แบบเดิมๆ ที่เป็นร้านขนาดใหญ่ ก็มาเปิดร้านขนาดเล็ก เพื่อใกล้ชิดกับผู้ซื้อเช่นกัน

อ้างอิง // CNN

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เหนือกว่ามูลค่าคือ ‘คุณค่า’ ในการใช้ชีวิตที่ Beachfront Suite

Brand Inside - 19 June 2017 - 17:37

Veranda Residence Hua-Hin คือโครงการที่ติดชายหาดหัวหินอันงดงามและยังเป็นที่ที่หลายคนให้ความสนใจเป็นอย่างมากในเวลานี้ โดยมี ‘Beachfront Suite’ ห้องที่ถูกออกแบบมาให้คุณได้รู้สึกเหมือนใช้ชีวิตอยู่ในรีสอร์ทสุดหรูติดทะเลทุกวัน

กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้น-อสังหาริมทรัพย์ มองว่า โรงแรมในแถบหัวหิน รวมไปถึงวีรันดา รีสอร์ท
หัวหิน มีสถิติที่น่าสนใจจากปี พ.ศ. 2555 อัตราการเข้าพักของโรงแรมโตขึ้นมาเกือบ 50% ในเวลา 4 ปี สะท้อนให้เห็นความต้องการของที่พักในหัวหินที่สูงขึ้น คอนโดจึงเป็นการลงทุนที่น่าสนใจ แต่มากกว่าเรื่องของมูลค่านั้น คอนโดริมทะเลยังมีคุณค่าที่น่าสนใจอยู่แล้วด้วย

ถ้าพูดถึงคอนโดริมทะเล ใครๆ ก็อยากได้ทำเลที่ดีแบบเดินไม่กี่ก้าวถึงชายหาดเลย และด้วยความที่วีรันดาได้ที่ดินติดชายหาดหัวหิน ซึ่งตอนนี้เหลือน้อยมากๆ ยิ่งเป็นเหมือนชายหาดส่วนตัวเลยยิ่งเป็นทำเลที่น่าสนใจ

“สำหรับคอนโดระดับนี้เหตุผลแรกที่ผมมองคือความชอบส่วนตัว การเป็นรางวัลของชีวิตที่มอบให้กับตนเองหรือคนรัก ส่วนเหตุผลที่สอง ผมมองเรื่องของมูลค่าที่นอกจากการตักตวงความสุขแล้ว ยังมีความเป็นไปได้ที่ราคาจะเพิ่มมากขึ้น”

กิติชัย ให้เหตุผลกว้างๆ ก่อนอธิบายความรู้สึกของตนเองต่อ Beachfront Suite ของโครงการวีรันดา เรสซิเดนซ์ หัวหิน ว่า การตัดสินใจซื้อ Beachfront Suite มาจากสองเหตุผลข้างต้น แต่สำหรับบางคนอาจมีแค่เหตุผลเดียวก็เพียงพอ บางคนแค่ชอบ อยากได้เพราะติดทะเล วิวสวย มี facility หลากหลาย และตั้งอยู่ในโลเคชั่นที่สามารถไปไหนมาไหนได้สะดวกเท่านั้น เพียงเท่านั้นก็อาจจะเพียงพอแล้ว

เหนือกว่าเรื่องของมูลค่าแล้ว การมอบสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะให้ตนเองหรือกับคนที่เรารัก อาจเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่ามูลค่านั่นเอง

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม http://www.verandaresidencehuahin.com/project/roomtype/7 หรือ โทร. 088-895-2121 พร้อมชมภาพตัวอย่างโครงการฯ ได้ที่ https://www.instagram.com/verandaresidencehuahin/

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

อีกก้าวอาณาจักร LINE ในไทย กับการตั้งพาร์ทเนอร์เนรมิต LINE VILLAGE ปั้นรายได้ที่ไม่ใช่ Tech

Brand Inside - 19 June 2017 - 16:55

หลังจากลงทุนก่อสร้างอยู่นาน ในที่สุด LINE VILLAGE สวนสนุกภายใต้ Theme ตัวละครจาก LINE ที่ห้าง Siam Square One ก็เตรียมเปิดให้บริการในปีนี้แล้ว แถมยังเป็นแห่งแรกในโลกอีกด้วย

500 ล้านกับการสร้าง Landmark ในกลางเมือง

ใครที่เคยเดินเที่ยวย่าน Siam Square ก็คงเคยเห็นป้าย LINE VILLAGE บริเวณหน้าห้าง Siam Square One กันมาบ้าง และคงสงสัยว่ามันคืออะไร แต่ในวันที่ 23 มิ.ย. ทุกคนสามารถเดินทางไปพบคำตอบได้ส่วนหนึ่งแล้ว เพราะตัว LINE VILLAGE เตรียมเปิดให้บริการในส่วนแรก นั่นก็คือส่วน Store

กัมปนาท วงศ์หงษ์สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE VILLAGE BANGKOK เล่าให้ฟังว่า ได้เจรจากับทาง LINE FRIENDS ผู้ถือลิขสิทธิ์ตัวละครของ LINE เช่น MOON, BROWN และ CONY เพื่อนำมาพัฒนาเป็นสวนสนุกขนาดเล็กๆ ที่ประกอบด้วยห้องต่างๆ ที่ให้ผู้บริโภคสามารถสนุกไปกับโลกของ LINE ได้ ผ่านการลงทุนกว่า 500 ล้านบาท

ตัวห้องภายใน Theme Park ของช่วงที่สองในการเปิดให้บริการ LINE VILLAGE ตัวห้องภายใน Theme Park ของช่วงที่สองในการเปิดให้บริการ LINE VILLAGE

“ถือเป็น Landmark แห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพก็ว่าได้ เพราะ LINE VILLAGE จะเหมือนนำหนึ่ง Zone ของสวนสนุก Disneyland มาอยู่กลางเมือง และเปลี่ยนตัวละครทั้งหมดเป็น Character ของ LINE แทน ซึ่งในวันที่ 23 มิ.ย. จะเริ่มเปิดให้บริการส่วน Store ที่จำหน่ายสินค้าของ LINE FRIENDS ก่อน และภายในปีนี้จะเปิดส่วนของ Theme Park”

ไม่เกี่ยวกับ LINE แค่ได้ลิขสิทธิ์ใช้ตัวละคร

อย่างไรก็ตามการลงทุน 500 ล้านบาทนั้น LINE ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยตัวบริษัท ไฟร์ ดราก้อน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จะเป็นผู้ลงทุนเป็นหลัก และมีพาร์ทเนอร์องค์กรธุรกิจในประเทศไทยมีส่วนร่วมในเงินก้อนนี้อีกเล็กน้อย โดยการลงทุนประกอบด้วยเช่าพื้นที่ 3 ชั้น ขนาด 1,500 ตร.ม. ใน Siam Square One สัญญา 12 ปี และค่าก่อสร้าง กับค่าลิขสิทธิ์ต่างๆ

ติวสินค้าภายใน Store ที่ประกอบกด้วย 1.สินค้า Exclusive ที่ไทย, 2.สินค้าที่ร่วมกับแบรนด์ชั้นนำ เช่นปากกา LAMY, 3.สินค้าตามฤดูกาล และ 4.สินค้าที่จำหน่ายเหมือนกับอีก 45 Stores ทั่วโลก ติวสินค้าภายใน Store ที่ประกอบกด้วย 1.สินค้า Exclusive ที่ไทย, 2.สินค้าที่ร่วมกับแบรนด์ชั้นนำ เช่นปากกา LAMY, 3.สินค้าตามฤดูกาล และ 4.สินค้าที่จำหน่ายเหมือนกับอีก 45 Stores ทั่วโลก

สำหรับในส่วนที่ 2 ของ LINE VILLAGE ที่เป็น Theme Park นั้นจะเปิดให้บริการภายในปีนี้ โดยคิดค่าตั๋วเข้าใช้บริการไม่เกิน 800 บาท ดังนั้นรายได้ของ LINE VILLAGE จึงมีสองส่วนคือ การจำหน่ายสินค้าภายใต้ลิขสิทธิ์ LINE FRIENDS และการขายตั๋วเข้าชม ซึ่งส่วนหลังน่าจะมจำนวนมากกว่า ผ่านเป้าหมายปีแรกที่ตั้งผู้ใช้บริการไว้ 12 ล้านคน

กระแสการท่องเที่ยวไทยเริ่มดีดกลับ

พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ย้ำว่า ใน 5 เดือนแรกของปี 2560 นักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มไหลเข้ามามากขึ้นผ่านการเติบโต 3.4% คิดเป็น 14 ล้านคน ทำเงินสะพัด 7.5 แสนล้านบาท ส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทยก็ฟื้นเช่นกัน ผ่านการเติบโต 5.5% เงินสะพัด 3 แสนล้านบาท ดังนั้นอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวจึงมีโอกาสเติบโตอยู่

สรุป

ถือเป็นอีกก้าวของ LINE ในการขยายอาณาจักรในประเทศไทยที่มีผู้ใช้บริการ 94% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือ เพราะเมื่อก้าวเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง โอกาสเติบโตของธุรกิจก็ยังมีอีกมาก และไม่ได้ต้องรอจากฝั่งเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ก็ถือเป็นแผนที่ LINE ใช้มาระยะหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะเรื่อง O2O (Online to Offline) เช่น LINE MAN เป็นต้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Carpool ปิ๊งไอเดียประกันรถยนต์แบบ Peer-to-Peer รวมกลุ่มกันขับดีมีคืนเงิน

Brand Inside - 19 June 2017 - 15:57

startup ในสาย FinTech นอกจากสายการเงินโดยตรงแล้ว ยังรวมถึงสายประกัน หรืออาจจะเรียกแยกออกมาเป็นกลุ่ม InsureTech ก็ได้ ที่ผ่านมาอาจจะเห็นมีมาให้บริการบ้างในลักษณะโบรกเกอร์ เปรียบเทียบราคาออนไลน์เพื่อดึงดูดใจลูกค้าที่อยากได้ประกันภัยรถยนต์ราคาต่ำลงมาหน่อย

สำหรับ Carpool เป็น InsureTech ที่ทำหน้าที่โบรกเกอร์ประกันภัยเช่นเดียวกัน แต่ได้สร้างโมเดลการทำประกันแบบใหม่ที่เรียกว่า Peer-to-Peer และเป็นการนำมาใช้ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก

Peer-to-Peer ขับรถดีมีคืนเงิน

เอศ ศิริวัลลภ ผู้ก่อตั้งและกรรมการ บริษัท คาร์พูล อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด หรือ Carpool บอกว่า นี่คือปีที่ครบกำหนด 5 ปีของโครงการรถยนต์คันแรก เป็นการปลดล็อกให้เจ้าของรถสามารถขายรถคันเดิมและเปลี่ยนรถคันใหม่ได้ ค่ายรถยนต์จึงเชื่อว่า ปีนี้ตลาดรถยนต์รวมน่าจะขยับตัวดีขึ้น และตลาดประกันภัยรถยนต์ก็น่าจะดีขึ้นตามไปด้วย

Carpool จึงได้ร่วมมือกับ เมืองไทยประกันภัย เพื่อนำแนวคิด ประกันภัยแบบ Peer-to-Peer มาใช้ ซึ่งต้องการตอบเจ้าของรถผู้ทำประกันภัยว่า ถ้าขับรถดี ไม่มีประวัติการเคลมประกัน ทำไมต้องจ่ายเบี้ยแพงทุกปี

จากข้อมูลในธุรกิจประกันภัยรถยนต์พบว่า 90% ของผู้เอาประกันเป็นผู้ขับขี่ปกติที่ใช้รถทั่วไป ในขณะที่ 10% เป็นผู้ขับรถประมาทที่บริษัทประกันต้องจ่ายค่าเคลมเกินค่าเบี้ยที่กลุ่มนี้จ่ายไปถึง 3 เท่าตัวทุกปี ดังนั้นถ้าทำระบบ Carpool ขึ้นมาเพื่อลดค่าเบี้ยประกัน และได้รับเงินบางส่วนคืน น่าจะเป็นทางออกที่ดี

ทำไมถึงได้เงินคืน 30%

เอศ อธิบายง่ายๆ ว่า ประกันรูปแบบ Peer-to-Peer จะช่วยให้คนขับรถดี ไม่มีการเคลมได้รับส่วนลดประวัติดี พร้อมรับเพิ่มเงินคืนสูงสุด 30% เพราะ Carpool ให้ผู้เอาประกันภัยช่วยคัดกรอง แยกแยะแต่ผู้ขับรถดี โดยไม่รวมผู้ขับรถประมาทเข้าร่วมกลุ่ม เพื่อร่วมแชร์ความเสี่ยงค่าเคลม ที่อาจจะเกิดขึ้น วิธีการนี้จะช่วยให้บริษัทประกันประหยัดค่าเคลมและสามารถนำเงินส่วนนี้คืนให้กับผู้เอาประกันภัย

สิ่งที่ผู้ทำประกันในกลุ่มจะได้ กรณีที่ไม่เคลม (หรือเคลมไม่เกิน) จะได้เงินคืน 30% ของเบี้ยประกันทุกปี โดยได้ความคุ้มครองชั้น 1 จาก เมืองไทยประกันภัย ค่าชดเชยรักษาพยาบาลผู้ป่วยในสูงสุด 3,000 บาทต่ออุบัติเหตุ และค่าเดินทางระหว่างซ่อมรถ 3,000 บาท รวมทั้งส่วนลดประวัติดี 20- 50% เมื่อต่ออายุประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ในปีถัดไป

“Carpool ช่วยคัดกรองคนขับรถดีให้กับบริษัทประกันภัย ลดค่าใช้จ่ายจากการเคลม จึงนำเงินบางส่วนกลับมาคืนให้ผู้ทำประกัน แนวคิดจะช่วยสร้างกลุ่มคนขับรถดี ลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินบนท้องถนนให้น้อยลง”

เอศ บอกว่า ตลาดประกันภัยรถยนต์ปัจจุบันมีขนาดตลาดมากกว่า 1 แสนล้านบาท มีอัตราเติบโตเฉลี่ยปีละ 1.38% สำหรับปี 2560 คาดการ์ณว่าจะมีแนวโน้มที่มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นจากปัจจัยบวกการครบกำหนด 5 ปีของโครงการรถยนต์คันแรก Carpool จะเติบโตตามตลาดและตั้งเป้าว่าจะมีลูกค้าสมัครใช้ในปีนี้ไม่ต่ำกว่า 600-1,000 กลุ่ม คิดเป็นสมาชิกทั้งสิ้น 6,000 คน มูลค่ากรมธรรม์รวม 100 ล้านบาท

สรุป

ถือเป็นแนวคิดใหม่สร้าง ประกันกลุ่มเล็ก ที่จะตรวจสอบกันเอง และยังมีเงินรางวัลจาก “เพื่อนชวนเพื่อน” ด้วย เป็นสิ่งที่สะท้อนแนวคิดว่า startup สามารถสร้างสรรค์โปรดักส์รูปแบบใหม่ๆ ออกมาเจาะความต้องการของตลาดได้ดี แต่จะได้ผลทางการตลาดมากน้อยแค่ไหน ต้องรอดู

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

“สตาร์ทอัพจีนยังมีอะไรอีกมากที่คนเข้าใจผิด” คำแนะนำจาก VC ดัง Andreessen Horowitz

Brand Inside - 19 June 2017 - 00:10

เว็บไซต์ Tech In Asia ลงบทสัมภาษณ์พิเศษ Connie Chan ซึ่งปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นพาร์ทเนอร์ของกองทุน Andreessen Horowitz กองทุน VC ชื่อดังที่ลงทุนในสตาร์ทอัพประสบความสำเร็จมากมาย เกี่ยวกับการศึกษาเรื่องสตาร์ทอัพในประเทศจีน ซึ่งมีหลายอย่างที่คนนอกเข้าใจผิดไปเยอะ

Connie Chan ปัจจุบันมีงานหลักคือศึกษา สังเกต รวบรวมข้อมูลสตาร์ทอัพในประเทศจีน แล้วทำรายงานสรุปให้กับทางกองทุนเกี่ยวกับเทรนด์ล่าสุดที่เกิดขึ้น เธอจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Stanford เคยทำงานในอเมริกาก่อนย้ายกลับมาบ้านเกิดที่ปักกิ่ง

Connie Chan พาร์ทเนอร์ของกองทุน Andreessen Horowitz

Chan เล่าว่าพลวัตของ Startup ในจีนนั้นรวดเร็วมาก มีเรื่องราวใหม่ๆ ให้ติดตามและพยายามทำความเข้าใจอยู่ตลอด แต่คนนอกยังเข้าใจว่าจีนก็แค่เป็นผู้ลอกแอพที่ประสบความสำเร็จในอเมริกา แล้วเดินรอยตาม

อย่าเข้าใจว่ามันคือ … เวอร์ชันจีน

ตัวอย่างที่ Chan มองว่าคนเข้าใจผิดเยอะคือ Weibo ซึ่งสื่อต่างประเทศชอบเรียกว่า “Twitter จีน” ซึ่งการนิยามแบบนี้ทำให้คนไม่สนใจต่อว่าฟีเจอร์ข้างในคืออะไร (เพราะเข้าใจว่าก็เหมือน Twitter) ซึ่ง Chan บอกว่าระดับการเชื่อมต่อผู้คนของ Weibo นั้นทำได้ดีเทียบกับ Instagram เลยทีเดียว การโพสต์แสดงเนื้อหาต่างๆ เป็นการนำเสนอไลฟ์สไตล์ของคนๆ นั้น ซึ่งแบบนี้ถือว่าเป็นมากกว่า Twitter แล้ว

แอพอีกตัวที่คนมองข้ามไปเยอะคือ WeChat ซึ่งเธอมองว่าตอนนี้ในอเมริกาไม่มีแอพไหนเลยที่ใกล้เคียง มันจึงไม่ควรถูกเทียบกับแอพใดๆ เพราะข้างในมันมีฟังก์ชันที่หลากหลาย (WeChat เรียกว่า Mini Program) และสะท้อนไลฟ์สไตล์การใช้มือถือของคนจีน เช่นเดียวกับ DiDi แอพเรียกรถแท็กซี่ ที่คนเข้าใจว่ามีแค่นั้น แต่ในตัวแอพมันมีฟีเจอร์หยิบย่อย อาทิ เรียกเฉพาะคนขับให้มาขับรถให้เราเวลาเมาออกจากผับ, ฟีเจอร์ค้นหารถเมล์ที่อยู่รอบๆ, ฟีเจอร์หน้าจอขยายใหญ่สำหรับคนแก่ เป็นต้น

ถ้าอยากเข้าใจพฤติกรรมผู้ใช้แอพจีนให้มากขึ้น

Chan บอกว่าช่วงแรกเธอก็ไม่เข้าใจว่าแอพจีนแต่ละตัวมันดีอย่างไร ต้องอาศัยถามเพื่อนที่อยู่ในจีนมานานเอา แต่เมื่อได้กลับมาจีน คำแนะนำของ Chan คือต้องลองใช้มันเอง และใช้ให้มากที่สุดจะเข้าใจพฤติกรรม users จีนได้ดีขึ้น

แอพ Inke

ตัวอย่างแอพที่ Chan แนะนำคือแอพ Inke ซึ่งเป็นการถ่ายทอดสดชีวิตตนเอง แล้วมีผู้ชมให้ของขวัญเป็นการตอบแทน แอพแนวนี้ในไทยอาจจะมีให้เห็นอยู่บ้าง แต่ก็ได้รับความนิยมสูงมากๆ ในประเทศจีน Chan บอกว่าหากต้องการเข้าใจแนวคิดทางสังคมที่ทำให้แอพแบบนี้นิยม ก็ต้องทดลองถ่ายทอดสดตนเองดู ซึ่ง Chan พบว่าการที่มีคนให้ของตอบแทน และเราได้เป็นฝ่ายให้ของตอบแทนด้วยเช่นกัน เป็นความรู้สึกที่ดีและอยากทำต่อเนื่องเรื่อยๆ เช่นนี้ก็พอเข้าใจวิธีคิดคนจีนมากขึ้น

ไม่ใช่ทุกอย่างที่ลอกจีนได้

ขณะเดียวกันเราได้เห็นสตาร์ทอัพแหวกแนวหลายอย่างในจีน ซึ่ง Chan บอกว่าอาจจะเป็น China Only และประเทศอื่นคงไม่สามารถลอกตามได้ง่ายๆ ตัวอย่างคือแอพเช่าจักรยานทั้งหลาย ซึ่งวิธีปฏิบัติในจีนคือการใช้ QR Code (ที่ประเทศอื่นไม่นิยม) และการติดตั้งจักรยานตามที่สาธารณะ ซึ่งในจีนนิยมทำไปก่อน แล้วให้หน่วยงานรัฐมาจับปรับทีหลัง

Mobike

สุดท้าย Chan บอกว่าแนวโน้มที่น่าสนใจในสตาร์ทอัพจีนตอนนี้คือ Fintech และการจ่ายเงินผ่านมือถือทั้งหลาย เธอบอกว่าเพราะมันทำให้ธุรกิจหลายอย่างที่เดิมไม่คุ้มค่าทำ หากต้องมีคนมาคอยรับจ่ายเงิน สามารถทำได้ง่ายขึ้นเพราะติดตั้งสถานีและใช้มือถือจ่ายเงินแทน อาทิ เช่าจักรยาน, เช่าร่ม, เช่าลูกบาสเกตบอล ก็น่าจะทำให้เกิดสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ทางธุรกิจมากขึ้นจากนี้

ที่มา: Tech In Asia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

อยากเป็นท่านผู้นำ? วัฒนธรรม Pop จัดให้ กับเครื่องแต่งกายง่ายๆ แต่สกรีนหน้า Kim Jong-un

Brand Inside - 18 June 2017 - 23:54

Ecommerce ที่เน้นจำหน่ายสินค้าแฟชั่นนั้นแข่งกันมากขึ้นทุกวัน ดังนั้นผู้เล่นแต่ละรายจึงต้องสร้างจุดเด่น และความ Unique ที่ใครๆ ก็เหมือนไม่ได้ อย่างเช่น Getonfleek ที่ทำเสื้อผ้าแบรนด์ตัวเอง และเน้นที่ทุกตัวใช้วิธีพิมพ์ลายต่างๆ ลงไป

จะลายอะไรทำได้หมด ชูความ Unique

ตัว Getonfleek นั้นก่อตั้งเมื่อปี 2558 ในรัฐ Florida ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยนำเทคโนโลยีการพิมพ์ลงบนผ้าที่มีราคาต่ำลงมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ และสร้างจุดต่างด้วยลวดลายสุดสร้างสรรค์ รวมถึงไม่เคยมีคู่แข่งรายไหนทำแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นลายกราฟฟิกสุดล้ำ หรือล่าสุดอย่างลายหน้าท่านผู้นำของเกาหลีเหนืออย่าง Kim Jong-un

โดยตัวเสื้อผ้าของ Getonfleek นั้นประกอบด้วยเสื้อกันหนาวแบบสวม,เสื้อกันหนาวแบบมีฮู้ด, เสื้อเบสบอล, กางเกงจ๊อกเกอร์, เสื้อยืด รวมถึงเสื้อตัวเดียว หรือ Romper สำหรับผู้ชาย ส่วนลวดลายจะแบ่งเป็นประเภทเช่น เกี่ยวกับสัตว์, อาหาร หรือ Pop Culture ซึ่งตัวลายหน้า Kim Jong-un อยู่ในหมวดนี้

ส่วนราคาของเครื่องแต่งกายแบรนด์นี้อยู่ตั้งแต่ 29.99-99.99 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,000-3,400 บาท ซึ่งถือว่าไม่แพงจนเกินไปนัก แต่หากต้องการให้สั่งเข้ามาส่งในประเทศไทย จะต้องเจอค่าส่ง DHL อีก 14.95 ดอลลาร์ และสินค้าจะมาส่งภายใน 7-10 วัน

อ้างอิง // The Sun, Getonfleek

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ประเทศไทยจะพัฒนาเทคโนโลยีและนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ได้จริงหรือไม่?

Brand Inside - 18 June 2017 - 13:55

“รถยนต์ไฟฟ้า” เป็นประเด็นที่ถูกจับตาหลังจากรัฐบาลไทยมีเป้าหมายให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมตั้งความหวังให้รถยนต์ไฟฟ้าเป็น product champion ลำดับที่ 3 ของไทยในอนาคตต่อจากรถปิกอัพและอีโคคาร์

คำถามคือ มีปัจจัยอะไรบ้างที่สนับสนุนให้ไทยพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า และนำมาใช้งานจริง

วิจัยกรุงศรี ประเมินว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยจะมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง แต่อาจต้องใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 10 ปี จึงจะสามารถพัฒนาห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศได้ครบวงจร เนื่องจากการพัฒนายังต้องการเวลาในการเรียนรู้เทคโนโลยี การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรองรับสังคมรถยนต์สมัยใหม่ และการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นรูปธรรม

รัฐบาลไทยเดินหน้าผลักดัน “รถยนต์ไฟฟ้า” เป็นยุทธศาสตร์ชาติ และกำหนดให้อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Future Industry) โดยตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาคเช่นที่เคยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ระบบสันดาป แรงผลักดันดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญในการเร่งให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในไทย

มีบริษัทรถยนต์หลายค่ายสนใจลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทยแล้ว โดยค่ายรถหลักที่มีฐานการผลิตในไทยยังคงเลือกที่จะขยายลงทุนรถยนต์ลูกผสมที่ใช้ได้ทั้งน้ำมันและไฟฟ้า ได้แก่ รถยนต์ไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle: HEV) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle: PHEV) ซึ่งเป็นการต่อยอดจากเทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันซึ่งไทยมีความได้เปรียบอยู่แล้ว ส่วนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle: BEV) ในไทย ปัจจุบันมีค่ายรถตัดสินใจลงทุนในไทยแล้ว คือ FOMM (สัญชาติญี่ปุ่น) และ VERA (สัญชาติไทย)

วิจัยกรุงศรีคาดว่า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยจะมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง โดยมีแรงจูงใจจากการประหยัดค่าเชื้อเพลิงได้มากกว่าเมื่อเทียบกับรถยนต์ระบบสันดาปที่ใช้น้ำมัน และการพัฒนาแบตเตอรี่ที่คาดว่าจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทั้งมีขนาดที่เล็กลง น้ำหนักเบาลง ใช้เวลาชาร์จน้อยลง สามารถวิ่งได้ระยะทางไกลขึ้นต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และราคาแบตเตอรี่ที่มีแนวโน้มลดลงในระยะต่อไป จนมีผลให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าปรับลงมาใกล้เคียงกับรถยนต์ระบบสันดาปในอนาคต

อย่างไรก็ตาม เมื่อกลับมามองอุตสาหกรรมรถยนต์และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในประเทศ พบว่าไทยอาจใช้เวลาอีกนานกว่าจะสามารถพัฒนาห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศได้ครบวงจร เนื่องจากยังมีข้อจำกัดและความไม่พร้อมบางประการ ดังนี้

  • การพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้ายังไม่หยุดนิ่งระหว่างรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าและรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงไฮโดรเจน ซึ่งอาจมีผลต่อทิศทางการลงทุน และการปรับตัวของอุตสาหกรรมในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะแบตเตอรี่ และชิ้นส่วนยานยนต์
  • ไทยยังอยู่ในระยะแรกของการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่คิดเป็นต้นทุนประมาณ 50% ของราคารถยนต์
  • การผลิตไฟฟ้าในไทยเน้นผลิตจากก๊าซธรรมชาติซึ่งมีต้นทุนค่อนข้างสูง และการขยายการลงทุนผลิตไฟฟ้าใหม่ๆ โดยเฉพาะการขยายการลงทุนในโรงไฟฟ้าจากถ่านหิน มักสะดุดจากปัญหาการต่อต้านจากชุมชน รวมทั้งการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อรองรับระบบ Vehicle-to-Home (V2H) ของไทยยังอยู่ในระยะทดลอง
  • จำนวนสถานีชาร์จไฟฟ้าไม่ทั่วถึง และรัฐยังไม่กำหนดมาตรฐานประเภทหัวชาร์จไฟฟ้าสาธารณะทั่วประเทศ จากการที่ค่ายรถยนต์มีหัวชาร์จไฟฟ้าที่แตกต่างกัน ซึ่งหากกำหนดหัวชาร์จไฟฟ้าตามมาตรฐานประเทศใดประเทศหนึ่งอาจเป็นข้อจำกัดในการขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของค่ายรถสัญชาติอื่น

วิจัยกรุงศรีประเมินว่า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยจะเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยตลาดส่วนใหญ่ยังคงเป็นรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดซึ่งเป็นเซ็กเมนต์ที่ค่ายรถที่มีฐานการผลิตในไทยยังคงให้ความสำคัญ

ขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่น่าจะยังเป็น niche market ต่อไปอีกหลายปีจนกว่าราคารถยนต์ไฟฟ้าจะปรับลงมาใกล้เคียงกับรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมัน และประเด็นความกังวลต่างๆ ในการใช้งานได้รับการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นความเพียงพอของสถานีชาร์จไฟฟ้า ประสิทธิภาพแบตเตอรี่ เป็นต้น

ขณะที่การพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นรูปธรรมในไทยอาจต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปีในการเรียนรู้เทคโนโลยี การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรองรับสังคมรถยนต์สมัยใหม่ รวมทั้งการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและชิ้นส่วนยานยนต์ขั้นสูงเพื่อรองรับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งต้องการความร่วมมืออย่างจริงจังของทั้งหน่วยงานรัฐ สถานศึกษา รวมถึงภาคเอกชนทั้งค่ายรถยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนฯ เพื่อร่วมกันสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ของไทยในอนาคต

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

LinkedIn ทำสำรวจจากทั่วโลก Top 10 บริษัทอะไรบ้างที่คนอยากทำงานด้วยที่สุด

Brand Inside - 18 June 2017 - 03:45

LinkedIn เป็น Social Network ของคนทำงาน การใช้งานหลักคือ สร้าง Profile เกี่ยวกับการทำงาน ดังนั้นจึงเหมาะมากที่จะเอาไว้สำหรับค้นหา คนที่จะมาร่วมงาน ทีนี้ลองมาดูกันว่าจากข้อมูลใน LinkedIn บริษัทไหนบ้างในโลกที่คนอยากทำงานด้วย

การวัดผลบริษัทระดับท็อปที่คนสนใจ จะวัดจากการกระทำของสมาชิก LinkedIn หลายล้านรายใน 3 ประเด็น คือ ความสนใจงานในบริษัท, ความสนใจแบรนด์และพนักงานของบริษัท และ การรักษาพนักงานไว้ (ผลสำรวจนี้ไม่รวม LinkedIn และ Microsoft นะ) ลองมาดูกันว่ามี Top 10 มีบริษัทอะไรบ้าง

1. Alphabet (หรือ Google นั่นเอง)

ใครที่อยากทำงานเพื่อให้บริการคนทั้งโลก เป็นการคิดค้นเรื่องราวใหม่ๆ อย่างตอนนี้ คือ การพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ

Alphabet มีพนักงานทั่วโลก 72,000 คน มากกว่า 27,100 คน ทำด้านวิจัยและพัฒนา และใช้งบไป 13.9 พันล้านดอลลาร์ จึงไม่ต้องสงสัยว่าจะมีบริการใหม่ๆ ออกมา เช่น Google Home อย่างต่อเนื่อง

2. Amazon

กล่าวได้ว่า Amazon คือผู้เปลี่ยนแปลงระบบการซื้อขายของทั่วโลกให้ไปอยู่บนออนไลน์ และยังมีนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น การส่งของผ่านโดรนในอังกฤษ ให้บริการวิดีโอในอินเดีย หรือการเปิดสโตร์ในอเมริกา

Amazon มีพนักงาน 341,400 ส่วนใหญ่ทำงานกับ Amazon (ไม่ใช่ร้านกาแฟ) จะรู้สึกเหมือนทำงานกับ startup เพราะจะมีการทดสอบ ทดลองบริการใหม่อยู่เสมอ เรียกว่าไม่กลัวล้มเหลว เพราะนั่นหมายถึงการเรียนรู้ที่มากขึ้นด้วย

3. Facebook

ไม่น่าแปลกใจเลยสำหรับ 3 อันดับแรก Facebook เชื่อว่างานใหญ่คือ การเชื่อมต่อคนทั้งโลก และงานนั้นเพิ่งเสร็จไปแค่ 1% เท่านั้น นั่นทำให้มีอะไรให้ทำที่นี่ตลอด

Facebook มีพนักงาน 17,000 คน การจะทำงานที่น่าต้องมีพลังที่จะค้นหาความรู้ใหม่ๆ เพื่อจะได้รู้จักโลกมากขึ้น ถือว่าเป็นหัวใจของการทำงานที่นี่ และถ้ารู้แล้ว ก็ต้องแสดงมันออกมาด้วย

4. Uber

startup ระดับ unicorn ที่มีมูลค่าประมาณ 68 พันล้านดอลลาร์ และแม้ว่าล่าสุดจะมีประเด็นเกี่ยวกับผู้บริหารภายในที่หายหน้าไปหลายคน แต่ด้วยความน่าสนใจและมูลค่าของบริษัท ก็ยังดึงดูดให้หลายคนอยากไปทำงานด้วยอยู่ดี

Uber มีพนักงาน 12,000 คนทั่วโลก เรื่องราวของ Uber ที่น่าติดตามคือ นี่เป็นบริการที่ไม่ถูกกฎหมายในหลายประเทศ (รวมถึงประเทศไทยด้วย) แต่เป็นบริการที่ถูกใจผู้ใช้ เพราะมาแก้ปัญหาหลายส่วน

5. Apple

เป็นไปได้ยากมากที่ Apple จะไม่ติด Top5 นี่คือบริษัทที่ออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดทั่วโลก และยังคงพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ เช่น HomePod ซึ่งจะเพิ่มการใช้งานบริการของ Apple ได้อีกเป็นเท่าตัวใน 4 ปีข้างหน้า

Apple มีพนักงาน 110,000 คน โดยมี 67,000 คนทำงานในสโตร์ทั้ง 463 สาขาทั่วโลก แม้ว่าจะไม่ใช่ฝ่ายเทคนิค แต่พนักงานทุกคนยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่นเดียวกัน

6. Salesforce

บริษัทนี้คนไทยอาจจะไม่คุ้นนัก แต่นี่คือหนึ่งในระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) บน Cloud ที่ได้รับความนิยมที่สุด มีการผสมผสานระบบ AI เพื่อช่วยให้บริการลูกค้าได้ถูกต้องและแม่นยำ

Salesforce มีพนักงาน 25,000 คนทั่วโลก วัฒนธรรมองค์กรเน้นความเป็นครอบครัว แต่กระนั้น นี่คือระบบ CRM ที่หลายองค์กรใหญ่ในไทยก็ใช้งาน

7. McKinsey & Company

บริษัทที่ปรึกษาระดับโลกที่จะช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถทำธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากธุรกิจการแพทย์
ถึงค้าปลีก McKinsey มีพนักงานที่พร้อมให้คำปรึกษาทุกรูปแบบ ไม่ว่าลูกค้าอยู่ที่ไหน พร้อมไปให้บริการ

McKinsey มีพนักงาน 25,000 คน สำหรับในประเทศไทยบริการลักษณะนี้อาจจะไม่คุ้นเคย แต่ในยุคที่ต้องการเปลี่ยนแปลงองค์กรใหม่ การทำ Digital Transformation บางครั้งการมีที่ปรึกษาก็ช่วยได้เยอะ

8. LVMH

แบรนด์ผลิตภัณฑ์หรูหราไฮโซจำนวนมากอยู่ภายใต้บริษัทจากฝรั่งเศสนี้ เช่น Louis Vuitton, Christian Dior, TAG Heuer, Hennessy, Bulgari, Givenchy และอีกหลายแบรนด์ จึงไม่แปลกใจถ้าใครจะอยากได้เข้ามาทำงานที่นี่

LVMH มีพนักงาน 135,000 คน และไม่น่าเชื่อว่า ด้วยการบริหารจัดการแบรนด์ผลิตภัณฑ์จำนวนมาก 75% ของพนักงานได้รับการโปรโมทภายใน

9. L’Oreal

L’Oreal เป็นราชินีแห่งเครื่องสำอางค์ที่มีอยู่ 36 แบรนด์ จำหน่ายใน 140 ประเทศ ปีที่ผ่านมาทำยอดขายได้ 28.6 พันล้านดอลลาร์ เป็นอันดับ 1 ของโลก

L’Oreal มีพนักงาน 83,000 คน สำหรับคนที่ยังเรียนอยู่หรือว่าบัณฑิตจบใหม่ ที่นี่ยินดีต้อนรับ เพราะ 30% ที่มีการจ้างงาน คือ คนที่เพิ่งจบการศึกษา

10. Dell Technologies

Dell รู้จักกันดีในนามบริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ ปีที่ผ่านมา Dell ได้เข้าซื้อกิจการสตอเรจของ EMC มูลค่า 60 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ Dell กลายเป็นผู้นำบริษัทไอทีของโลกไปในทันที

Dell Technologies มีพนักงาน 145,000 คน ความน่าสนใจคือ ถ้าคุณอยากทำงานอยู่บ้าน แจ้งมาได้เลย เพราะ Dell มีแผนที่จะให้พนักงานประมาณครึ่งหนึ่งทำงานผ่านโปรแกรม Connected Workplace ในปี 2020 อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้

source : LinkedIn

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ยอดขายซบ-ภาพลักษณ์ Junk Food ทำ McDonald’s ถอนตัวการสนับสนุนกีฬา Olympics

Brand Inside - 17 June 2017 - 15:26

McDonald’s หยุดการสนับสนุนการแข่งขันกีฬา Olympic แล้ว หลังจากที่สนับสนุนรายการนี้มา 41 ปีต่อเนื่อง เพราะว่ายักษ์ใหญ่ธุรกิจ Fast-Food รายนี้เริ่มระมัดระวังในการใช้จ่ายเงินมากขึ้น หลังจากยอดขายโดยรวมทั่วโลกเริ่มลดลง โดยเม็ดเงินของการสนับสนุนระดับ Top Sponsor รวมกันกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐทุกๆ 4 ปี

ภาพ pixabay.com

Silvia Lagnado ประธานเจ้าหน้าที่การตลาด McDonald’s ยอมรับว่า องค์กรต้องมาวางแผนกันใหม่เพื่อรักษาการเติบโตของตัวธุรกิจ ดังนั้นการใช้เงินก็เป็นเรื่องสำคัญในการบริหารงานหลังจากนี้ และ McDonald’s ตัดสินใจคุยกับ IOC (คณะกรรมการโอลิมปิกสากล) เพื่อหยุดการสนับสนุนในรูปแบบ Top Sponsor แม้จะเป็นพาร์ทเนอร์กันมานาน

สำหรับการมีส่วนร่วมกับมหกรรมกีฬา Olympic ของ McDonald’s นั้นเริ่มตั้งแต่ปี 1968 ผ่านการส่งแฮมเบอร์เกอร์ไปให้นักกีฬาที่ไปแข่งขันแล้วเกิดอาการ Homesick ส่วนการสนับสนุนจริงๆ นั้นเริ่มเมื่อปี 1976 ในการแข่งขัน Olympics ที่ Montreal ประเทศแคนาดา และครั้งสุดท้ายที่จะสนับสนุนคือ Olympics ที่ Tokyo ประเทศญี่ปุ่นปี 2020

อย่างไรก็ตามถึง IOC จะศูนย์เสีย McDonald’s ที่เป็น Top Sponsor หลักเป็นเวลานานไป แต่ล่าสุดก็ได้กลุ่ม Alibaba เข้ามาเป็น Top Sponsor และน่าจะได้เงินสะพัดไปไม่น้อยกว่ารายเดิมมากนัก ผ่านสัญญาถึงปี 2028 และยังมี Coca-Cola เป็นอีกผู้สนับสนุน แม้จะเจอแรงกดดันจากองค์กรสุขภาพต่างๆ ว่าเอาสิ่งที่ทำลายสุขภาพมาโฆษณาทางกีฬาก็ตาม ซึ่ง McDonald’s เองก็เจอแรงกดดันเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน

อ้างอิง // CNBC, USAToday

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Amazon ซื้อกิจการ Whole Foods Market ด้วยเงินกว่า 4.6 แสนล้านบาท เดินเครื่อง Retail เต็มตัว

Brand Inside - 17 June 2017 - 07:50

จากที่ก่อนหน้านี้ทดลองให้บริการร้านค้าปลีกแนวใหม่ภายใต้ชื่อ Amazon Go ล่าสุดยักษ์ใหญ่โลก Ecommerce รายนี้ก็ก้าวไปอีกขั้นด้วยการเข้าซื้อกิจการค้าปลีก Whole Foods Market ที่มี 460 สาขาทั่วโลก

ภาพโดย SounderBruce (Own work) [CC BY-SA 4.0 (http://creativecommons.org/licenses/by-sa/4.0)], via Wikimedia Commons ใส่เกียร์ 5 รุกตลาด Retail

การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ไม่ใช่แค่การออกจากโลกออนไลน์มาออฟไลน์ แต่คือการขยายธุรกิจของ Amazon ยักษ์ใหญ่ Ecommerce ไปอีกขั้น เพราะก่อนหน้านี้การทดลองร้าน Amazon Go ก็ได้ผลตอบรับที่ดี ดังนั้นหลังจากนี้เชื่อว่าจะเห็นอะไรใหม่ๆ ในวงการค้าปลีกแน่นอน เช่นระบบชำระเงินแบบอัตโนมัติ ที่ร้านรู้ว่าผู้ซื้อหยิบสินค้าอะไร ซึ่งใช้ใน Amazon Go แล้ว

Jeff Bezos ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Amazon ย้ำว่า การเข้าซื้อกิจการ Whole Foods Market ด้วยเงินกว่า 13,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4.6 แสนล้านบาท มาจากค้าปลีกรายนี้มีประวัติกว่า 40 ปี เน้นจำหน่ายอาหารเพื่อสุขภาพ เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคนี้ ทำให้บริษัทจะไม่เปลี่ยนชื่อ และตัวประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หลังจากซื้อกิจการ

ภาพโดย ChadPerez49 (Own work) [CC BY-SA 4.0 (http://creativecommons.org/licenses/by-sa/4.0)], via Wikimedia Commonsขณะเดียวกันการเข้าซื้อกิจการ Whole Foods Market นั้นถือเป็นการซื้อกิจการด้วยมูลค่าที่สูงที่สุดเท่าที่ Amazon เคยทำมา เช่นซื้อ Twitch ด้วยเงินกว่า 970 ล้านดอลลาร์ หรือราว 33,000 ล้านบาท และซื้อ Zappos ด้วยเงินกว่า 850 ล้านดอลลาร์ หรือราว 29,000 ล้านบาท

ทั้งนี้การซื้อกิจการ Whole Foods Market ก็เป็นอีกวิธีที่ทำให้บริการ Amazon Fresh หรือการส่งอาหารสด ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังนั้นการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ของ Amazon ก็น่าจะช่วยต่อยอดธุรกิจ และกลายเป็นยักษ์ใหญ่ทั้งในโลกออนไลน์ และออฟไลน์ ด้วย Omni-Channel ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

อ้างอิง // Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages