สตาร์ตอัพชุดทำอาหารส่งถึงบ้าน Blue Apron กับผลประกอบการไม่ดีนักหลังเข้าตลาดหุ้น

Brand Inside - 6 hours 35 min ago

แวดวงสตาร์ตอัพของสหรัฐในปี 2017 มีบริษัทที่น่าสนใจอยู่รายหนึ่งชื่อว่า Blue Apron (แปลตรงตัวว่า ‘ผ้ากันเปื้อนน้ำเงิน’) ที่เพิ่งขายหุ้น IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์ไปเมื่อเดือนมิถุนายนนี้

บริษัท Blue Apron ก่อตั้งเมื่อปี 2012 ที่นิวยอร์ก โดยทำธุรกิจแบบที่เรียกว่า “meal kit” หรือการขาย “ชุดทำอาหาร” ให้ลูกค้าไปประกอบอาหารกินเองที่บ้าน

อธิบายแบบเข้าใจง่ายๆ สำหรับคนไทย หลายท่านที่ไปซูเปอร์มาร์เก็ตในบ้านเรา น่าจะเคยเห็นอาหารแช่เย็นประเภท “ชุดเครื่องต้มยำไก่” หรือ “ชุดผักกระเฉดหมูกรอบ” ที่ประกอบด้วยส่วนผสมต่างๆ หั่นมาแล้วเรียบร้อย ซื้อกลับบ้านก็พร้อมปรุงเป็นอาหารจานนั้นทันที ไม่จำเป็นต้องซื้อแยกผัดกระเฉด หมูกรอบ หรือพริกกระเทียมทีละส่วน

Blue Apron ก็เป็นธุรกิจแบบนี้ ลูกค้าจะได้กล่องที่ประกอบด้วยวัตถุดิบในปริมาณพอเหมาะ ส่งถึงบ้านแบบไม่ต้องไปเดินหาซื้อของเองให้เมื่อย ถ้าปรุงไม่เป็น ในกล่องยังมีสูตรและคำอธิบายว่าจะต้องทำอาหารอย่างไรด้วย

Meal Kit จับกลุ่มไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ อยากทำอาหารกินเอง

กลุ่มเป้าหมายของ Blue Apron คือคนเมืองยุคใหม่ที่เริ่มสนใจ “อยู่เพื่อกิน” มากกว่า “กินเพื่ออยู่” สนใจการทำอาหารกินเองในแง่การเป็นงานอดิเรกที่ช่วยให้คุณค่าทางจิตใจ ไปไกลกว่าการสั่งอาหารสำเร็จรูปมากินที่บ้าน ที่เน้นเรื่องอิ่มหรืออร่อยเพียงอย่างเดียว

เรียกได้ว่า Blue Apron เป็นการผสมผสานระหว่างโมเดล delivery กับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่เริ่มมองหางาน “คราฟต์” ให้กับชีวิต ไม่ต้องการของสำเร็จรูปแบบ mass production ที่ทุกคนเหมือนกันไปหมด อยากได้เซนส์ของการ “ทำด้วยมือตนเอง” ด้วย

อย่างไรก็ตาม ลูกค้ากลุ่มที่อยากทำอาหารกินเอง ไม่ใช่ว่าทุกคนจะพร้อมทำอาหารเสมอไป เราเห็นคนจำนวนมากซื้อหนังสือสอนทำอาหารมาอ่านเพื่อฝันว่า “จะทำอาหารกินเองทุกวันหยุด” แต่ในความจริงแล้วก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น เพราะติดอุปสรรคหรือข้อจำกัดหลายอย่าง ตั้งแต่ขี้เกียจออกไปซื้อวัตถุดิบเอง หรือ วัตถุดิบที่วางขายมีปริมาณเยอะเกินกว่าการปรุงอาหารหนึ่งมื้อ ใช้หมูไปครึ่งถาด ทำอาหารหนึ่งมื้อ แล้วเหลือทิ้งหรือเน่าคาตู้เย็น เป็นต้น

Blue Apron จึงจัดชุด meal kit ที่มีปริมาณวัตถุดิบพอเหมาะ ใช้หมดพอดีไม่ต้องเหลือทิ้ง มาตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ นอกจากนี้ Blue Apron ยังเพิ่มมูลค่าของตัวเอง ด้วยการใช้วัตถุดิบสดใหม่แนวออแกนิค ผักสดจากฟาร์มของชาวนาโดยตรง ไม่ผ่านคนกลาง เนื้อสัตว์ที่ไม่ได้ฉีดฮอร์โมน หรืออาหารทะเลที่มาจากแหล่งผลิตที่ยั่งยืน พร้อมโฆษณาว่าการสั่งอาหารกับ Blue Apron ช่วยลดปัญหาอาหารเหลือทิ้ง (food waste) อีกด้วย

โมเดลการหารายได้ จ่ายเป็นรายสัปดาห์

โมเดลการหารายได้ของ Blue Apron คิดค่าสมาชิกเป็นรายมื้อ เฉลี่ยแล้วตกมื้อละ 8.99 ดอลลาร์ต่อหนึ่งคนกิน (serving) โดยในกล่องอาหารจะมาพร้อมกับปริมาณเสิร์ฟสำหรับ 2-4 คน แล้วแต่จะเลือก มีทั้งแบบบ้านขนาด 2 คนและบ้านขนาด 4 คน) สามารถเลือกได้ว่าจะรับอาหารสัปดาห์ละ 2-4 กล่อง แถมสัปดาห์ไหนไม่สะดวกก็สามารถ “ข้าม” ไม่ให้ส่งในสัปดาห์นั้นได้ โดยกดเลือกผ่านแอพของ Blue Apron บนสมาร์ทโฟนได้เลย

เมนูอาหารก็จะถูกปรับเปลี่ยนไปทุกสัปดาห์เพื่อไม่ให้ซ้ำซากจำเจ มีทั้งอาหารฝรั่งอย่างสเต๊ก ราเมนแบบญี่ปุ่น ข้าวผัดแบบจีน แกงกะหรี่แบบอินเดีย สปาเกตตี้อิตาเลียน หรืออาหารเม็กซิกัน

ถ้าหากซื้ออาหารไปแล้วทำไม่เป็น ในกล่องอาหารที่ส่งไปที่บ้านยังมีคู่มือสอนการทำอาหารเมนูนั้นๆ และยังสามารถกดเข้าดูได้จากเว็บ แอพ รวมถึงมีวิดีโอสาธิตให้ดูเป็นขั้นเป็นตอนอีกด้วย

นอกจากสินค้าหลักที่เป็นชุดประกอบอาหารแล้ว Blue Apron ยังขยายไปยังธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น ขายไวน์ส่งถึงบ้านเป็นชุด เดือนละ 6 ขวด ขายหนังสือสอนทำอาหาร ขายเครื่องครัว เครื่องปรุง ไปจนถึงขายของที่ระลึกอย่างผ้ากันเปื้อนแปะโลโก้ของบริษัท

ผลประกอบการยังไม่น่าประทับใจ

โมเดลธุรกิจอาจดูดีและมีลูกค้าจริงจนเข้าตลาดหุ้นได้สำเร็จ แต่ผลประกอบการของ Blue Apron ดูจะยังไม่เป็นที่พอใจของนักลงทุนเท่าไรนัก

ในผลประกอบการไตรมาสล่าสุด (Q2/2017) ซึ่งเป็นไตรมาสแรกหลังเข้าตลาดหุ้น Blue Apron ระบุว่ามีลูกค้าเกือบ 1 ล้านราย และมีคำสั่งซื้ออาหารที่ 4 ล้านคำสั่งต่อหนึ่งไตรมาส เฉลี่ยแล้วลูกค้าหนึ่งรายจะสั่งอาหารประมาณ 4.3 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม ถ้าดูอัตราการเติบโตของ Blue Apron กลับน่าเป็นห่วง เพราะฐานลูกค้าที่เติบโตติดต่อกันมาหลายไตรมาส เริ่มตกลงเป็นครั้งแรก เพราะในไตรมาสแรกของปี Blue Apron มีลูกค้าแตะหลัก 1 ล้านคนได้สำเร็จ แต่พอเป็นไตรมาสที่สอง ลูกค้ากลับลดเหลือ 9 แสนกว่าคนแทน

นอกจากนี้ แม้ว่าตัวเลขชี้วัดอื่นๆ ของ Blue Apron จะยังเติบโต เช่น จำนวนออเดอร์เฉลี่ย หรือ รายได้เฉลี่ยของลูกค้าหนึ่งราย จะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกของปีก็ตาม แต่ถ้าเทียบปีต่อปี (YoY) กับไตรมาสที่สองของปี 2016 เราจะเห็นว่าตัวเลขเหล่านี้กลับลดน้อยลง

ในแง่ตัวเลขผลประกอบการ รายได้ของ Blue Apron เติบโตจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (238 ล้านดอลลาร์ เพิ่มจาก 201 ล้านดอลลาร์) แต่ต้นทุนของสินค้าที่ขายก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และการลงทุนด้านเทคโนโลยีก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ส่งผลให้ไตรมาสนี้ Blue Apron ขาดทุนรวม 31 ล้านดอลลาร์ แถมแผนการขยายศูนย์กระจายสินค้าที่เมือง Linden รัฐนิวเจอร์ซีย์ก็สะดุด ล่าช้ากว่ากำหนด อีกทั้งผู้ก่อตั้งและซีโอโอ Matthew Wadiak ก็เพิ่งลาออกจากบริษัทไป

Blue Apron มีรายได้ในครึ่งหลังของปี 2016 ที่ 421 ล้านดอลลาร์ (ช่วงที่ยังไม่เข้าตลาด) แต่ในปีนี้ บริษัทพยากรณ์ว่าจะมีรายได้ในครึ่งหลังของปี 2017 ที่ประมาณ 380-400 ล้านดอลลาร์เท่านั้น

ตัวเลขนี้ไม่เป็นที่น่าประทับใจนักจากนักลงทุนในวอลล์สตรีท และหุ้นของ Blue Apron นับตั้งแต่เข้าตลาดในเดือนมิถุนายน ก็ตกลงมาตลอดโดยมีราคาเพียง 50% ของราคา IPO ด้วย

คู่แข่งเพียบ รวมถึง Amazon ด้วย

จริงๆ แล้วโมเดลการขายสินค้าแบบส่งถึงบ้าน โดยลูกค้าจ่ายเป็นรายเดือน (subscription order) ไม่ใช่เรื่องใหม่สักเท่าไร ก่อนหน้านี้ก็มีธุรกิจเครื่องสำอางค์จัดเป็นชุดส่งถึงบ้านทุกเดือน Birchbox ที่เคยมีลูกค้ามากถึง 1 ล้านรายเช่นกัน แต่สุดท้ายก็เริ่มประสบปัญหาการเงินจนต้องปลดคน หรือ Dollar Shave Club ชุดมีดโกนหนวดสำหรับท่านชาย ที่ประสบความสำเร็จในการขายกิจการให้ Unilever

ในกลุ่มของธุรกิจแบบ meal kit เองก็มีคู่แข่งหลายราย เช่น Home Chef หรือ Sun Basket แต่ที่น่าจับตามองคือการขยับเข้ามาของยักษ์ใหญ่ Amazon ที่เพิ่งเริ่มทดลองตลาดนี้ในเมืองซีแอทเทิล สำนักงานใหญ่ของตัวเองเพียงเมืองเดียวเท่านั้น ตรงนี้ยังห่างไกลจาก Blue Apron ที่ให้บริการในหลายเมืองทั่วสหรัฐ แต่ชื่อชั้นของ Amazon บวกกับแผนการใหญ่อย่างการซื้อกิจการ Whole Foods ก็ทำให้นักลงทุนหวาดหวั่นว่า Blue Apron จะพ่ายแพ้ในเกมระยะยาว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Selfie ถอยไป! เทรนด์ถ่ายภาพยุคนี้ต้อง Plandid เผลอๆ ไม่ตั้งใจ แถมเอาไปทำการตลาดได้ด้วย

Brand Inside - 9 hours 46 min ago

เหล่าเซเลบใน Instagram ทุกวันนี้ไม่ Selfie กันแบบเดิมๆ อีกต่อไปแล้ว เขาหันไปทำสิ่งที่เรียกว่า Plandid คือถ่ายภาพออกมาให้ดูเผลอๆ ไม่ตั้งใจ แต่เบื้องหลังเต็มไปด้วยอะไรมากมาย Brand Inside ชวนไปอ่านเทรนด์ Plandid ลากยาวไปถึงการตลาดผ่านรูปถ่ายบน IG

Photo: IG fourfeetnine ทำความเข้าใจ Plandid กันก่อน

โดยปกติแล้วอย่างที่เข้าใจกัน “Candid” คือการถ่ายภาพโดยวัตถุที่ถูกถ่ายไม่รู้ตัว หรืออาจเรียกว่าเป็นการถ่ายตอนเผลอเพราะอยากได้เป็นความธรรมชาติ

ส่วน “Plandid” คือ การผสมคำระหว่าง “Plan + Candid” อาจแปลแบบรวมความได้ว่า เป็นการถ่ายภาพให้ดูไม่ตั้งใจ (แต่จริงๆ ก็แล้วตั้งใจกันทั้งนั้นแหละ)

Photo: IG bellahadid ทำไม Plandid ถึงฮอตฮิต?

ทุกวันนี้ เหล่าบรรดาเซเลบใน Instagram (IG) ต่างพากันลงรูปภาพแบบ Plandid กันเป็นว่าเล่น ส่วนเทรนด์ Selfie แบบเดิมๆ ที่เคยฮิตนั้นแทบจะเรียกได้ว่าตกยุคไปแล้ว

Andrea สไตล์ลิสคนหนึ่งใน New York บอกว่า “ในช่วง 2 – 3 ปีมานี้ รูปภาพที่ถ่ายแบบมีการจัดฉากไว้อย่างดี (planned photo) ได้ผลตอบรับน้อยกว่ารูปภาพแบบ Plandid เพราะแม้ว่ารูปภาพแบบ Plandid จะมีการจัดฉากมาเป็นอย่างดี แต่เมื่อผู้คนมองเห็นรูปภาพนั้น พวกเขาจะจินตนาการภาพว่า ตัวเขาเองกำลังทำสิ่งเดียวกันกับภาพนั้นๆ ได้นั่นเอง”

นอกจากนั้น ถ้าไปดู News Feed บน Instagram ตอนนี้จะพบว่ารูปภาพแนว Plandid ไม่ได้นิยมในหมู่คนดังเท่านั้น คนทั่วไปก็ทำกัน เพราะว่า “มันทำให้ลุคของคุณดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น”

“เพื่อนๆ ของคุณไม่ได้ต้องการเห็นภาพคุณในท่าเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า … มันน่าเบื่อจะตาย”

ในโลกยุคที่แพลตฟอร์มรูปภาพออนไลน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Snapchat, Instagram Live และ Instagram Stories ต่างมีการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบระเบียบ ทำให้เสน่ห์ของรูปภาพแบบเดิมๆ หายไป ผู้คนเรียกร้องความ(รู้สึก)เป็นธรรมชาติของรูปถ่ายมากขึ้น แต่คำว่าธรรมชาตินี้ไม่ใช่การยกกล้องขึ้นมาถ่ายเหตุการณ์สดๆ ตรงหน้า หากแต่มันคือการจัดฉากให้ดูเป็นธรรมชาติ และนั่นก็คือ Plandid ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้นั่นเอง

Photo: IG kyliejenner อยากถ่ายรูปแนว Plandid บ้าง ต้องทำอย่างไร?
  • เริ่มแรกเลยการถ่ายแบบ Plandid ควรถ่ายคนเดียว จะคอนโทรลได้ง่ายที่สุด เพราะถ้ามีหลายคนจะได้ความรู้สึกไม่ธรรมชาติ แม้ว่าจะทำท่าเผลอ ไม่มองกล้อง แต่มันจะดูเสมือนว่าได้มีการตระเตรียกันมาก่อนล่วงหน้า
  • ต้องมีช่างภาพที่ดี คำว่าช่างภาพที่ดีหมายความว่า ช่างภาพคนนั้นต้องถ่ายภาพของคุณให้ออกมาเหมือนกับว่า “คุณไม่ได้อยากจะถ่ายภาพนั้นเลยสักนิด”
  • ต้องเป็นภาพที่ดูไม่เป็นระเบียบมากนัก อันนี้รวมถึงสายตา ท่าทาง และวัตถุสิ่งของรอบๆ ตัวด้วย แน่นอนว่าขั้นตอนนี้ต้องผ่านการวางแผนอย่างหนักเพื่อทำให้ไม่เป็นระเบียบ เพราะไม่เช่นนั้นจะดูไม่เป็นธรรมชาติ
  • รูป Plandid ที่ทำง่ายที่สุด คือรูปที่การมองพื้นตอนทำท่ากึ่งเดิน (แต่อย่าเดินจริงเป็นอันขนาด ต้องแสร้งเดิน ค่อยๆ ก้าวเท้า ภาพจะออกมาสวยกว่า)
  • และอีกท่าที่ทำได้ง่ายๆ คือ ให้มองออกไปข้างนอก (อย่ามองกล้องเป็นอันขาด) แล้วก็ทำท่ากึ่งหัวเราะออกมาเบาๆ
Photo: IG cmcoving Pandid กับการตลาดยุคนี้ใน Social Media

การทำการตลาดในยุุคนี้ สมมติว่าคุณต้องการให้สินค้าไปปรากฏอยู่บนออนไลน์ อาจจะผ่านคนดัง เซเลบ หรือ influencer ก็แล้วแต่ หากคุณนำสินค้าไปให้พวกเขาถือ แล้วโพสต์ลง IG หรืออาจจะถ่าย Selfie แล้วหยิบผลิตภัณฑ์ถือไว้ข้างๆ ใบหน้า บอกได้เลยว่า การตลาดของคุณจะประสบความสำเร็จได้ยาก เพราะมัน “น่าเบื่อ”

ทีนี้ ถ้าคุณให้พวกเขาถ่ายภาพแบบ Plandid แล้วเอาสินค้าไว้วางตรงจุดไหนสักจุดหนึ่งในรูปภาพ ตั้งวางไว้แบบไม่ได้ตั้งใจ ไม่เป็นระเบียบ (แต่คุณต้องตั้งใจจัดวางสินค้าให้ดี) รับรองได้ว่าวิธีการนี้จะได้ผลมากกว่า เพราะมันน่าสนใจกว่าวิธีการเดิมๆ

แต่ต้องไม่ลืมว่า “การทำการตลาด ถ้าคุณขายความเป็นธรรมชาติได้ คุณทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าคุณไม่ได้กำลังขายของให้พวกเขาได้ คุณประสบความสำเร็จ และ Plandid ก็คือหนึ่งในกลยุทธ์ที่นักการตลาดต้องรู้และต้องใช้ให้เป็น”

การแสดงออกให้ดูธรรมชาติภายใต้การจงใจจัดฉากถ่ายภาพคือ “หัวใจ” ของ Pandid และถ้ามองไปในเรื่องการตลาดด้วย หลักการนี้เองคือการทำให้สินค้าของคุณจะได้รับการจดจำอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด

อ้างอิง – MIC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ซอส Kikkoman มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม และรัฐบาล UAE ผู้ตรวจพบก็สั่งห้ามจำหน่ายเป็นการทั่วไป

Brand Inside - 10 hours 40 min ago

เรียกว่าสร้างความประหลาดใจให้กับผู้ชื่นชอบอาหารญี่ปุ่นประมาณหนึ่งเลยทีเดียว หลังรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE พบว่าซอสถั่วเหลือง Kikkoman มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และประกาศห้ามจำหน่ายซอสตัวนี้เป็นการทั่วไป

ภาพจาก Flickr ของ Andy Melton คนกินงง ร้านอาหารก็ทำตัวไม่ถูก

การตรวจพบส่วนผสมแอลกอฮอล์ภายในซอสถั่วเหลือง Kikkoman เริ่มต้นจากการสุ่มตรวจของรัฐบาล UAE ภายใต้กระทรวงสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Environment and Climate Change) ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อเบื้องต้นตรวจพบแอลกอฮอล์ในซอส Kikkoman ก็ได้เรียกทีมวิจัยที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้มาตรวจอีกรอบ และผลลัพท์ก็เหมือนเดิม

เมื่อตรวจพบ ทางรัฐมนตรีของกระทรวงดังกล่าว ก็ประกาศห้ามจำหน่ายซอส Kikkoman เป็นการทั่วไป เพราะขัดกฎหมายการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยใครจะขาย หรือให้บริการได้ ต้องเป็นร้านค้า, โรงแรม หรือผับบาร์ที่ได้รับใบอนุญาต รวมถึงต้องปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด ซึ่งร้านอาหารญี่ปุ่น และร้านอื่นๆ ที่ใหบริการ Kikkoman อยู่ก็เริ่มทยอยเอาออกจากร้านแล้ว

ที่ซอส Kikkoman มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ขึ้นมาได้ ก็เพราะใช้กรรมวิธีการบ่มเหมือนกับไวน์ และเบียร์ ผ่านส่วนผสมถั่วเหลือง, แป้ง, เกลือ และน้ำ ซึ่งระหว่างขั้นตอนการหมัก (Fermentation) ตัวแป้งก็จะเปลี่ยนเป็นน้ำตาล ซึ่งน้ำตาลที่ได้ส่วนหนึ่งก็จะกลายเป็นแอลกอฮอล์ด้วย โดยทางเจ้าของ Kikkoman บอกว่า แอลกอฮอล์ช่วยเพิ่มรสชาติกลมกล่อม

ภาพจาก Flickr ของ Paris Buttfield-Addison 1.5-2% คือดีกรีแอลกอฮอล์ภายในขวด

สำหรับแอลกอฮอล์ที่ผสมอยู่ในซอส Kikkoman แต่ละขวดนั้นมีปริมาณเพียง 1.5-2% ของปริมาณซอสในแต่ละขวด แต่รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กลับบอกว่า ค้นพบเจอแอลกอฮอล์เพียงบางล็อตผลิตที่นำเข้ามา แต่ไม่ได้บอกว่าผลิตมากจากโรงงานที่ประเทศใด เพราะปัจจุบันซอสตัวนี้มีโรงงานที่จีน และสหรัฐอเมริกา นอกจากที่ญี่ปุ่น

ฝั่งเซฟ และร้านอาหารญี่ปุ่นใน UAE ต่างประหลาดใจกับการห้ามจำหน่าย Kikkoman เป็นอย่างมาก เช่นร้าน Prax’s Restaurant ก็มี Kikkoman เป็นซอสที่ใช้ในการเสิร์ฟอาหารแต่ละจานมากว่า 15 ปีแล้ว และบางร้านก็เริ่มหันไปใช้ซอสถั่วเหลือที่ผลิตโดยทางร้านเอง พร้อมได้รับใบอนุญาตจำหน่ายจากรัฐบาลบ้างแล้ว โดยเฉพาะร้านอาหารญี่ปุ่น

กระบวนการหมัก (Fermentation) // ภาพโดย Lynn B [CC BY 2.0 (http://creativecommons.org/licenses/by/2.0)], via Wikimedia Commons การจำหน่ายตลาดโลกยังแข็งแกร่ง

ในไตรมาสแรกของปีนี้ Kikkoman ประกาศว่า บริษัทน่าจะมีผลกำไรเติบโตในปีนี้ที่ 14.6% หรือปิดที่ 9,700 ล้านเยน หรือราว 2,900 ล้านบาท ผ่านยอดขายในไตรมาสแรกที่ทำได้ดีถึง 1.06 แสนล้านเยน หรือราว 32,000 ล้านบาท มากกว่าเวลาเดียวกันของปีก่อนที่ 8.1% และยอดขายในต่างประเทศค่อนข้างแข็งแกร่ง เช่นฝรั่งเศส และอินโดนีเซีย จนยอดขายจากช่องทางนี้เพิ่ม 21.2% ส่วนในประเทศญี่ปุ่นเพิ่ม 6.6%

สรุป

แม้จะมีแอลกอฮอล์เพียงเล็กน้อย แต่ถ้าผิดก็คือผิด ดังคงต้องรอดูต่อไปว่า Kikkoman จะปรับเปลี่ยนสูตรหรือไม่ เพราะประเทศอื่นๆ ที่เคร่งเครียดเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็มีเยอะ และถึงจะไม่เคร่ง แต่คนที่ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็เพิ่มขึ้นทุกวัน ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนก็คงศูนย์เสียโอกาสทางธุรกิจไปจำนวนมาก

อ้างอิง // The National, Financial Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

หุ้นค้าปลีก JCPenney ตกต่ำที่สุดในประวัติการณ์ ราคาตก เหลือไม่ถึง 4 เหรียญ

Brand Inside - 13 August 2017 - 04:10
Photo: Flickr.com by nfullerycp06 หุ้น JCPenney ร่วงแรง เหลือไม่ถึง 4 เหรียญ

หลังจากที่ JCPenney ไล่ปิดสาขามาตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ในปีนี้ ทำให้ผลประกอบการไม่เป็นที่น่าพอใจสักเท่าไหร่ ล่าสุด หุ้นของ JCPenney ตกต่ำที่สุดในประวัติการณ์ ราคาร่วงลงมาต่ำกว่า 4 เหรียญ (ในวันที่ 11 สิงหาคม 2017)

ย้อนกลับไปสู่จุดสูงสุดของบริษัทในปี 1998 บริษัท JCPenney มีมูลค่าตลาด (market capitalization) อยู่ที่ 30,000 ล้านเหรียญ แต่มาถึงวันนี้เหลืออยู่ประมาณ 1,000 ล้านเหรียญเท่านั้น

Photo: Quartz

แน่นอนว่า JCPenney ไม่ใช่ค้าปลีกแห่งเดียวที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างหนัก เพราะหลายที่หลายแห่งก็โดนมาไม่น้อยเหมือนกัน

ในขณะเดียวกัน ต้องไม่ลืมว่า ภาพที่กำลังเกิดขึ้นคู่ขนานกันไปตอนนี้คือ อีคอมเมิร์ซ รายเล็กรายน้อย หรือรายใหญ่ในโลกตะวันตกอย่าง Amazon ที่กำลังเฉิดฉายในตลาด และแย่งส่วนแบ่งตลาดไปชนิดที่เรียกกลับคืนได้ยากแล้ว

แต่จะว่าไปแล้วในบรรดาค้าปลีกที่ทยอยปิดตัวนั้น JCPenney ถือเป็นรายหนึ่งที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด อย่างน้อยที่สุดก็ดูจากหุ้นที่ร่วงลงมานี้

หรือว่าในอเมริกาจะปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า ค้าปลีกกำลังล่มสลาย และห้างก็อาจจะตายในท้ายที่สุด

ที่มา – QUARTZ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Uniqlo รุกตลาดจีนหนัก จะเพิ่มให้ครบ 1,000 สาขา ในวันที่สมรภูมิรบไม่ใช่หน้าร้าน แต่คือออนไลน์ต่างหาก

Brand Inside - 13 August 2017 - 03:02

ตลาดเสื้อผ้าในจีนเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก Uniqlo แบรนด์จากญี่ปุ่นที่มีสาขาในจีนอยู่แล้วกว่า 540 แห่ง เลยเล็งขยายเพิ่มให้ครบ 1,000 ในเร็ววัน แต่ในจีนตอนนี้กระแสอีคอมเมิร์ซมาแรงมาก การเพิ่มสาขาครั้งนี้จะตอบโจทย์หรือไม่?

Photo: Pixabay Uniqlo เร่งขยายสาขาให้ครบ 1,000 ในจีน

เรียกได้ว่าแบรนด์ค้าปลีกญี่ปุ่นช่วงนี้บุกหนักไปตลาดจีนกันอย่างเต็มกำลัง เพราะนอกจาก MUJI ที่เราจะได้เห็นโรงแรมในจีนสิ้นปีนี้แล้ว อีกแบรนด์ที่กำลังขยายสาขาในจีนอย่างหนักคือ Uniqlo แบรนด์เสื้อผ้าจากญี่ปุ่น

หลังจากที่ Uniqlo ได้เริ่มบุกตลาดจีนตั้งแต่ปี 2002 จนถึงตอนนี้ก็มีสาขาในจีนไปแล้ว 540 แห่ง ในกว่า 120 เมือง แต่ไม่พอแค่นั้น เพราะจะขยายให้เป็น 1,000 สาขาให้ได้ภายใน 2 ปีครึ่งนับจากนี้

Pan Ning รองประธานกลุ่มผู้บริการ ระบุว่า “เราเปิดสาขาในจีนประมาณปีละ 100 แห่งอยู่แล้ว แต่ในช่วง 2 – 3 ปีนับจากนี้ เราจะเร่งอัตราการขยายสาขามากขึ้น”

ทีนี้พอกลับไปดูในญี่ปุ่น Uniqlo มีสาขาทั้งหมด 840 แห่ง ทรงตัวมาหลายปีแล้ว และก็ไม่มีทีท่าว่าจะขยับขยายเพิ่มแต่อย่างใด ทำให้ในไม่กี่ปีหลังจากนี้ หลายประเทศที่ Uniqlo ไปเปิดสาขาไว้ จะมีสาขาเพิ่มขึ้นแซงหน้าประเทศต้นทางอย่างแน่นอน

Photo: Pixabay สมรภูมิใหม่ไม่ใช่หน้าร้าน แต่คือออนไลน์

Euromonitor International บริษัทวิจัยการตลาดจากเกาะอังกฤษ เปิดเผยว่า ตลาดเสื้อผ้าในจีนถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีเงินในตลาดนี้ปีละกว่า 300,000 ล้านเหรียญ และคาดว่าจะโตขึ้น 10% ทุกปี

แต่แม้ว่าตัวเลขในตลาดนี้จะโตขึ้นแค่ไหน แต่ถ้าลองไปดูตัวเลขดีๆ จะพบว่า อุตสาหกรรมในจีนกำลังขยับไปสู่อีคอมเมิร์ซมากกว่าการซื้อหน้าร้าน เพราะยอดขายออนไลน์ในจีนเพิ่มขึ้นมาถึง 26.6% ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้

มากกว่านั้น Peter Lau Kwok-kuen ประธานเจ้าหน้าที่ของ Giordano บอกว่า ธุรกิจในจีนกำลังเข้าสู่โลกโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว เพราะยอดขายของเขาเองในจีนแผ่นดินใหญ่ลดลงไป 1.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่ยอดขายทางออนไลน์หรืออีคอมเมิร์ซเพิ่มขึ้นมาถึง 5%

สรุป

Uniqlo แบรนด์เสื้อผ้าญี่ปุ่นเตรียมขยายสาขาในจีนให้ครบ 1,000 แห่ง จากตอนนี้ที่มีอยู่แล้ว 540 แห่ง ที่น่าสนใจคือ ในขณะที่แบรนด์คู่แข่งอย่าง Giordano ซึ่งมาจากฮ่องกง พร้อมทั้งได้ทำตลาดเสื้อผ้าในจีนค่อนข้างไปไกลกว่า Uniqlo มาก (ดูจากสาขาที่มีอยู่ก็สูงถึง 913 แห่ง) ได้บอกเองเลยว่า “แนวโน้มตลาดเสื้อผ้าในจีนกำลังไปออนไลน์แล้ว” เลยน่าจับตาว่าการขยายสาขาของ Uniqlo จะตอบโจทย์ตลาดและยอดขายได้จริงหรือไม่ เพราะภูมิศาสตร์ของตลาดนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ถ้าจะเอาสักอย่างที่แน่นอนและเห็นได้ชัดๆ เลยก็คือ ตลาดจีนนี่น่าสนใจขึ้นทุกวันจริงๆ

ที่มา – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

อุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ควรลุยต่อ หรือ พอแค่นี้

Brand Inside - 13 August 2017 - 01:58

จากการที่ผู้ผลิต HDD รายใหญ่ของโลกขยายกำลังการผลิตในประเทศ ส่งผลให้ไทยส่งออก HDD ได้เพิ่มขึ้น ไทยเป็นฐานการผลิต HDD รายใหญ่อันดับสองของโลกรองจากจีน ประกอบไปด้วยผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Western Digital (WDC) กับ Seagate Technology (Seagate) และผู้ผลิตชิ้นส่วนหลายราย เช่น Nidec Minebea และ TDK ทั้งนี้ จากการที่ WDC ได้ลดกำลังการผลิตที่มาเลเซีย และขยายฐานการผลิตที่จังหวัดปราจีนบุรี รวมถึง Seagate ซึ่งปิดโรงงานที่จีนและมาเลเซีย และลงทุนเพิ่มในฐานการผลิตที่จังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้ไทยจะสามารถส่งออก HDD เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 15%

ภาพจาก Pixabay.com SSD มือพิฆาต HDD ในอนาคต

มีการนำ Solid State Drive หรือ SSD มาใช้แทน HDD เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงปี 2013-2016 ยอดการจัดส่งสินค้าของ HDD ลดลงประมาณ 8% CAGR ในขณะที่ SSD เพิ่มขึ้น 37% CAGR ความต้องการ HDD ในตลาดโลกยังลดลงจากปีละ 420-480 ล้านลูก เหลือเพียงปีละประมาณ 300 ล้านลูกเท่านั้น

เนื่องจาก SSD ใช้ชิปหน่วยความจำ NAND ในการเก็บข้อมูลแทนการใช้จานแม่เหล็ก ทำให้มีประสิทธิภาพเหนือกว่า HDD ในหลายด้าน ทั้งเรื่องของความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล ความเสถียรและความทนทานในการใช้งาน นอกจากนี้ ด้วยเทคโนโลยีการวางหน่วยความจำแบบใหม่ของ SSD อย่าง 3D NAND ทำให้ปัจจุบัน สามารถผลิต SSD ที่มีความจุมากกว่า HDD ด้วยต้นทุนการผลิตที่น้อยลง

EIC SCB มองว่าการส่งออก HDD ยังมีโอกาสเติบโตในระยะกลาง จากปัจจัยทางด้านราคาของ HDD ที่ถูกกว่า SSD ทั้งนี้ SSD อาจเข้ามาแทนที่ HDD ได้เมื่อต้นทุนต่อหน่วยความจุของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลทั้งสองชนิดนี้ไม่มีส่วนต่างแล้ว หรือมีส่วนต่างที่น้อย เพราะการใช้งาน HDD และ SSD นั้นไม่ได้คำนึงถึงแค่ต้นทุนต่อหน่วยความจุอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงต้นทุนทางอ้อม เช่น ค่าบำรุงรักษาและค่าไฟฟ้าอีกด้วย SSD ได้เปรียบกว่า HDD ในด้านนี้

SSD ผลิตไม่ทันตลาด HDD ยังได้ไปต่อ

อย่างไรก็ตาม HDD ยังถือว่ามีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนต่อหน่วยความจุอยู่ เห็นได้จากราคาของ HDD ที่น้อยกว่า SSD ประมาณ 4 เท่าในรุ่นความจุ 500 กิกะไบต์ (1,430 บาทกับ 5,790 บาท ตามลำดับ) ประกอบกับต้นทุนต่อหน่วยความจุของ SSD ในช่วงนี้กลับปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ส่วนต่างเพิ่มขึ้น เนื่องจากการขาดตลาดของ NAND ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิต SSD โดยมีสาเหตุมาจาก 2 ปัจจัยหลัก

1) อุปทานของ NAND ลดลง เนื่องด้วยอุตสาหกรรมอยู่ในช่วงเปลี่ยนสายการผลิตจากเทคโนโลยีเดิมอย่าง 2D NAND เป็น 3D NAND

2) อุปสงค์ของ NAND สูงขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่จากตลาด SSD เท่านั้น แต่เกิดจากตลาดสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตด้วย โดย JP Morgan คาดว่าในปี 2017 จะมีการนำ NAND ไปใช้เพื่อผลิตสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตถึง 8,542 ล้านชิ้น ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2016 ถึง 56% และการใช้ NAND ใน SSD มีอยู่ที่ 7,795 ล้านชิ้น เพิ่มขึ้น 46% จากปี 2016

Big Data เสริมตลาดสตอเรจ

การเติบโตของ Big data ส่งผลให้ HDD มีโอกาสเติบโตในตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ แม้เริ่มมีการนำ SSD มาใช้อย่างแพร่หลายแล้วในกลุ่มคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกล เช่น Amazon แต่ในยุคที่เต็มไปด้วยกระแส Big data ที่ข้อมูลเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ ทำให้ความต้องการในการจัดเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้น

รายงานของ Cisco คาดว่าในปี 2020 ข้อมูลที่เก็บในดาต้าเซ็นเตอร์จะมีมากกว่าปี 2016 ถึง 3.6 เท่า ส่งผลให้ HDD จะถูกนำมาใช้ในดาต้าเซนเตอร์เพื่อใช้เก็บข้อมูลที่ไม่ได้ใช้บ่อย เช่น ข้อมูลแบ็คอัพ เพื่อลดต้นทุนการจัดเก็บขัอมูล และนำ SSD ที่มีศักยภาพสูงแต่ราคาแพง มาใช้งานในส่วนที่มีความต้องการความเร็วสูงเพื่อให้ได้การประมวลผลและการตอบสนองการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็ว

ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีของ HDD ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยนอกจากผู้ผลิต HDD จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีการบันทึกข้อมูลปัจจุบันอย่างเช่น SMR (Shingled Magnetic Recording) และเทคโนโลยีแก๊สฮีเลียม (Helium-filled drive) ให้มีความจุเพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีการวางแผนพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเช่น TDMR (Two-Dimentional Magnetic Recording) และ BPMR (Bit-Patterned Media Recording) ที่จะมาช่วยลดข้อด้อยบางส่วน เช่น เรื่องความคงทนและต่อยอดศักยภาพของ HDD ให้สูงขึ้นโดยเฉพาะด้านของความจุ ซึ่งหากการพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นไปตามแผนแล้ว ความจุของ HDD ก็จะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ 12 TB เป็น 100 TB ในปี 2025

สรุป

ผู้ประกอบการไทย HDD ยังมีโอกาสในอุตสาหกรรมนี้อยู่ แต่ควรปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ HDD ได้แก่ ผู้ผลิต HDD ผู้ผลิตชิ้นส่วน รวมไปถึงผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ โดยการที่ผู้ผลิต HDD รายใหญ่ของโลกเข้ามาลงทุนเพิ่มในไทย จะลดความเป็นไปได้ที่ผู้ผลิต HDD เหล่านี้จะย้ายฐานออกจากประเทศ ประกอบกับโอกาสเติบโตของ HDD ในตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้อุตสาหกรรมนี้ในไทยยังดำเนินต่อไปได้

นอกจากนี้ แม้ว่ายอดการจัดส่งของ HDD จะลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่จำนวนส่วนประกอบที่ใช้สำหรับการผลิตอาจไม่ได้ลดลงตาม เนื่องจากผู้เล่นมีแนวโน้มหันมาเน้นผลิต HDD สำหรับกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องการความจุสูง ทำให้ใน HDD หนึ่งลูกมีการใช้ส่วนประกอบมากขึ้นกว่าเดิม เช่น การเพิ่มจานหมุนเพื่อรองรับการเก็บข้อมูลที่มากขึ้น เป็นต้น อย่างไรก็ดี แม้ SSD จะยังไม่ได้เข้ามาแทนที่ HDD โดยสมบูรณ์ในเร็ววันนี้ แต่ผู้ประกอบการก็ควรเริ่มเตรียมพร้อมปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดในอนาคตต่อไป

EIC มองว่าผู้ผลิตชิ้นส่วน HDD ในไทยสามารถขยายการลงทุนใน HDD ได้ แต่ไม่ควรพึ่งพาในอุตสาหกรรมนี้มากเกินไป โดยสามารถลงทุนเพิ่มในการผลิตชิ้นส่วนประกอบ HDD เช่น จานหมุน และหัวอ่านเขียน เพื่อตอบสนองต่อการเติบโตของ HDD ในกลุ่มตลาดที่ต้องการความจุสูง ประกอบกับเตรียมพัฒนาเทคโนโลยีของชิ้นส่วนให้ทันตามข้อกำหนดของผู้ผลิต นอกจากนี้ ควรมีการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน เช่น นำเทคโนโลยีส่วนประกอบ HDD เดิมมาดัดแปลงเพื่อประยุกต์ใช้กับกลุ่มตลาดอื่น เป็นต้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ต้อนรับวันแม่กับโปรโมชั่นพิเศษ Galaxy S8 mother’s day promotion

Brand Inside - 12 August 2017 - 23:36

ต้อนรับเทศกาลวันแม่ด้วยโปรโมชั่นพิเศษจาก Samsung Galaxy S8 l S8+ ซื้อวันนี้ผ่อน 0% กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ พร้อมรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 2,000 บาท ทุกรุ่น ทุกสี ภายในเดือนสิงหาคมนี้

รับเพิ่มไปฟรีๆ กับ Wireless Charger Convertible แท่นชาร์จไร้สายแบบพับได้ มูลค่า 2,090 บาท ยังไม่จบ วันแม่ทั้งทีรับเครื่องดูดฝุ่นไปฝากคุณแม่ หรือไปดูดฝุ่นให้คุณแม่ฟรี กับ Wireless Vacuum เครื่องดูดฝุ่นด้ามจับไร้สาย มูลค่า 7,990 บาท

สำหรับเงื่อนไขการรับของสมนาคุณ ต้องซื้อ Galaxy S8 l S8+ จาก Samsung Brand Shop ในเดือนสิงหาคม รับรหัสโปรโมชั่น ลงทะเบียนผ่านแอป Galaxy Gift ที่เมนู “ดีลเฉพาะคุณ” Wireless Charger Convertible จำกัดที่ 10,000 คนแรกที่ลงทะเบียน ส่วน Wireless Vacuum จำกัดที่ 2,500 คนแรก จากนั้นรอรับของที่บ้านได้เลย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

กทม. รถติดหนัก พกห้องน้ำพกพาติดตัวไว้ ไม่ต้องอั้น

Brand Inside - 12 August 2017 - 04:46

กทม. เป็นเมืองที่มีรถติดมากที่สุด ติดอันดับ Top 3 ของโลก และปัญหาหนึ่งที่เจอคือ การปวดปัสสาวะบนรถ ทำให้ต้อง “อั้น” ไว้เป็นชั่วโมง บางทีก็ไม่รู้ว่าห้องน้ำจะอยู่อีกไกลแค่ไหน หรือนานแค่ไหนกว่าจะถึง

WC PLUS+ เลยคิดค้นห้องน้ำแบบพกพา เป็นนวัตกรรมห้องน้ำจิ๋วสะอาดแบบพกพา WC PEEC (PEE in Car) ห้องน้ำพกพาที่รองรับปัสสาวะ ได้รับรางวัลออกแบบยอดเยี่ยม Demark 2017 และได้รับการจดสิทธิบัตรแล้ว ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับผู้หญิงแต่ใช้ได้กับทุกเพศทุกวัย เก็บไว้ใช้ได้นานถึง 5 ปี

ในกล่องประกอบด้วย5ชุดสำหรับภาวะฉุกเฉิน ครบเซ็ตทั้งแอลกอฮอลล์แพดทิชชู่และถุงทิ้ง วิธีใช้

  1. ฉีกซอง แนบ WC PEEC กับจุดซ่อนเร้นแล้วเริ่มปฏิบัติการปลดปล่อยได้เลย
  2. จัดหนักให้เต็มที่ จุได้มาก 1 ลิตร
  3. ความพิเศษคือนวัตกรรม Liquidop ล็อคของเหลวให้คงรูปกลายเป็นเจลใสอย่างรวดเร็ว ไม่ไหลย้อนกลับได้ภายใน 30 วินาที ดังนั้น ปัสสาวะลงไปมากเท่าไรก็ไม่หกเลอะเทอะ 100% ตัวถุงมีซิปล็อคที่แข็งแรง
  4. มีระบบเก็บกลิ่น จึงสามารถใช้ซ้ำได้จนกว่าจะเต็มโดยก่อนใช้ให้เช็ดแอลกอฮอลล์แพดก่อนเพื่อทำความสะอาด

นอกจากนี้มี WC COVER ผ้าคลุมเอนกประสงค์ ปกปิดตั้งแต่ระดับบ่าจนถึงเข่า สามารถใช้เป็นผ้าคลุมเปลี่ยนเสื้อผ้าในรถก็ได้ด้วย ผลิตจากผ้ากันน้ำเนื้อดี พับเก็บได้ในตัว

บริเวณที่จับของ WC PEEC ออกแบบไว้รองรับสรีระของจุดซ่อนเร้นของผู้หญิงเป็นพิเศษ สามารถแนบได้สนิท และยังผลิตจากพลาสติก Biodegradable ย่อยสลายเองได้ด้วยและถึงแม้จะปัสสาวะจนเต็มแล้วก็วางใจได้ว่าถุงที่ใส่ก็ยังแข็งแรง เพราะผลิตจากพลาสติกคุณภาพที่รองรับแรงกระแทกได้และเมื่อจะต้องทิ้งก็ยังมีถุงทิ้งไว้สำหรับทิ้งลงถังขยะสาธารณะ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

อยากเจ๋งแบบเจ้าพ่อ Virgin Group ลองอ่าน 3 เล่มที่ Richard Branson แนะนำดูอีกครั้ง

Brand Inside - 12 August 2017 - 01:44

ก่อนหน้านี้ Brand Inside ได้แนะนำหนังสือจากเจ้าพ่อ Virgin Group อย่าง Richard Branson ไปรอบหนึ่งแล้ว มาคราวนี้เพื่อฉายมุมมองที่มากกว่าเดิมของ Entrepreneur คนนี้ ลองมาอ่านอีก 3 เล่มที่เขาแนะนำกัน

ภาพจาก Flickr ของ Jarle Naustvik 1984 โดย George Orwell

นิยายสุดขลังที่ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1950 และเหตุที่ Richard Branson เลือกเล่มนี้ขึ้นมา เพราะเขาต้องการเตือนสติตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า การมีชีวิตอยู่นั้นต้องตื่นตัว และระมัดระวังเรื่องต่างๆ อยุ่ตลอดเวลา เพราะอาจมี Big Brother ตัวละครในเรื่องที่เป็นฝั่งรัฐบาล เฝ้ามองอยู่จริงๆ ก็ได้

Cosmos โดย Carl Sagan

การอ่านเล่มนี้จะทำให้คุณเหมือนท่องไปในโลกอวกาศช่วงเกิดจักรวาลเมื่อหลายหมื่นปีก่อน ผ่านการเล่าเรื่องของนักท่องอวกาศนาม Sagan และทำให้รู้ว่าการโดดเดี่ยวเป็นอย่างไร รวมถึงการตัดสินใจทุกอย่างอยู่ที่ตัวเราคนเดียวจะผ่านพ้นไปได้หรือไม่ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้เช่นกัน

Start With Why โดย Simon Sinek

สำหรับหนังสือเล่มนี้จำกล่าวถึงทฤษฎีการทำธุรกิจที่ประกอบด้วย What, How และ Why เพื่อค้นหาหัวใจของ Entrepreneur เองว่าอยากทำธุรกิจตัวนั้นจริงๆ หรือไม่ เพราะทุกอย่างจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่ได้อยากทำ และถ้าเข้าใจแล้ว การจะไปถึงจุดหมายที่ตั้งก็คงไม่ใช่เรื่องยาก

ทั้งนี้ระหว่างวันที่ 11-27 ส.ค. มีงานลดหนังสือภาษาอังกฤษ Big Bad Wolf ที่ฮอลล์ 9 อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี ซึ่งหนังสือ 3 เล่มข้างต้น รวมถึงหนังสือที่ทาง Brand Inside แนะนำไปก่อนหน้านี้ ก็คงจะอยู่ในลิสต์ลดราคาเช่นกัน ดังนั้นใครที่อยากมีแนวคิดแบบเจ้าพ่อ Virgin Group ก็อย่าลืมไปหาซื้อกันได้เลย

อ้างอิง // Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ในรัศมี 1 ไมล์จะเจอ Starbucks ในสหรัฐอเมริกาถึง 4 ร้าน และนี่คือศัตรูตัวฉกาจที่ทำให้ยอดขายซบ

Brand Inside - 12 August 2017 - 00:50

ใช่ว่าการมีสาขาเยอะจะดีเสมอไป เพราะ Starbucks ในสหรัฐอเมริกานั้นเปิดสาขาติดๆ กันจนเกินไป หรือโดยเฉลี่ยจากสาขาหนึ่งในรัศมี 1 ไมล์จะเจอคู่แข่งถึง 4 สาขา และนั่นกลายเป็นปัญหาที่เชนกาแฟยักษ์ใหญ่นั้นเดินเกมผิด

Starbucks Roastery photographed on March 10, 2016. (Joshua Trujillo, Starbucks) ติดกันเกินไป แทนที่จะดี กลายเป็นแข่งขันกันเอง

ภาพรวมรายได้ของ Starbucks ทั่วโลกยังดีอยู่ เพราะสิ้นปี 2559 ปิดที่ 21,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่ 11.29% แต่ในตลาดสหรัฐอเมริกานั้นกลับเติบโตลดลงอย่างเห็นได้ชัด ผ่านยอดขาย Same-Store ที่เพิ่มขึ้นเพียง 4% และทยอยลดลงเรื่อยๆ ในแต่ละปี

Andrew Strelzik นักวิเคราะห์ของ BMO Capital Markets มองว่า การที่ยอดขายในสหรัฐอเมริกาของ Starbucks เติบโตลดลง เพราะการเปิดสาขาใหม่ที่ตั้งอยู่ใกล้กับสาขาเดิมมากเกินไป หรือถ้านับจากรัศมี 1 ไมล์ของ Starbucks สาขาหนึ่ง จะเจอคู่แข่งที่เป็นสาขาอื่นๆ ถึง 4 ร้าน

“จริงๆ แล้วการขยายสาขาเยอะเหมือนจะดี แต่นั่นไม่ใช่กับ Starbucks ที่เดินหมากผิด และขยายสาขาใหม่ไปในพื้นที่ใกล้ๆ กันจนเยอะเกินไป ทำให้เกิดการแข่งขันระหว่างสาขาด้วยกันเอง แถมบางทียังเป็นการลงทุนซ้ำซ้อน เพราะบางสาขาก็รองรับลูกค้าจำนวนมากได้ ไม่จำเป็นต้องมีสาขาใกล้ๆ กันมาเพิ่ม”

สำหรับสาขา Starbucks ในสหรัฐอเมริกานั้นมีกว่า 13,000 แห่ง และการทับซ้อนของสาขาดังที่กล่าวไปข้างต้นนั้นเกิดขึ้นใน California, Pacific Northwest และ New York มากที่สุด ผ่านอัตรา 62% ของสาขาในพื้นที่เหล่านี้จะต้องแข่งขันกับสาขาอื่นในรัศมี 1 ไมล์อย่างน้อย 1 สาขา

ความเห็นส่วนตัวมองว่า การเปิดสาขาใกล้กันเกินไป ถ้าไม่มีผู้ใช้บริการมากจริงๆ ก็คงไม่เกิดประโยชน์ และเหตุการณ์นี้คงไม่เกิดขึ้นในประเทศไทยเร็วๆ นี้แน่ๆ เพราะที่นี่ยังมีไม่ถึง 200 สาขา และถึงบางสาขาจะอยู่ใกล้กันมาก เช่นตามห้างสรรพสินค้า หรือโซน CBD แต่สาขาเหล่านั้นก็แทบจะตอบรับความต้องการของผู้ซื้อไม่ทัน

อ้างอิง // Quartz

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เทรนด์รองเท้าบาสเก็ตบอลจะกลับมา หลังแฟชั่นผ้า Denim จะเข้ามาแทนที่แต่งตัวแนว Sport

Brand Inside - 11 August 2017 - 16:38

แฟชั่นเป็นอะไรที่หมุนเร็วมากๆ และตอนนี้ก็ใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดของการแต่งตัวแนวนักกีฬา หรือ Sport แล้ว ซึ่งสิ่งที่จะเข้ามาแทนที่ก็คือการแต่งตัวด้วยผ้า Denim และปัจจัยนี้จะทำให้ยอดจำหน่ายรองเท้าบาสเก็ตบอลของ Nike กลับมาบูมอีกครั้ง

ภาพ pixabay จากเรียวเรียบง่าย สู่ใหญ่โตพร้อมลวดลาย

ต้องยอมรับว่า การแต่งตัวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตอนนี้คือการแต่งแนวนักกีฬา หรือ Sport แต่เป็น Sport ในแบบที่เรียบง่าย และไม่หวือหวาจนเกินไปนัก เอาง่ายๆ คือเหมือนกับพร้อมไปออกกำลังกายได้ทุกเมื่อ แต่อุปกรณ์ที่สวมใส่เหล่านั้นอาจไม่รองรับเท่าไรนัก เช่นรองเท้าก็เป็นแบบ Sneaker ที่ใส่ได้สวยๆ, มีเทคโนโลยีล้ำๆ ของแต่ละแบรนด์ แต่ใช้ในกีฬาคงลำบาก

แต่ทางธนาคาร UBS ได้ลงสำรวจตลาด และพบว่าเทรนด์ดังกล่าวกำลังจะถึงจุดสิ้นสุด และเทรนด์ที่จะมาทดแทนก็คือการสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำมาจากผ้า Denim หรือที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุดก็คือกางเกงยีนส์แบบผ้าสีซีดๆ จนทำให้ผู้ผลิตยีนส์อย่าง Levi’s และแบรนด์อื่นๆ ต่างได้ประโยชน์ไปเต็มๆ

ภาพ pixabay.com

แต่มากกว่านั้นคือตัวเทรนด์นี้เองก็น่าจะสร้างประโยชน์ให้กับ Nike เป็นอย่างมาก เพราะตอนที่ Denim เป็นที่นิยมในอดีต ก็ตรงกับระยะเวลาที่รองเท้าบาสเก็ตบอลกำลังเป็นที่นิยมอย่างสูงสุด ผ่านดีไซน์ที่เป็นรองเท้าคู่ใหญ่ และมีลวดลายต่างๆ มากมาย ซึ่งเมื่อตอนนั้นก็ทำให้ Nike สามารถครองยอดขายอันดับหนึ่งของตัวรองเท้าบาสเก็ตบอลได้ตั้งแต่นั้นมา

Under Armour และ Jordan ก็รอดพ้นจากวิกฤติ

หากนับถึงปัจจุบันรองเท้าบาสเก็ตบอลของแบรนด์ Nike และ Jordan (แบรนด์ย่อยของ Nike) ก็มียอดขายเป็นอันดับหนึ่ง ผ่านยอดในไตรมาสล่าสุดที่ 4,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก หรือราว 1.4 แสนล้านบาท แต่ตัวยอดนี้ชะลดมาระยะหนึ่งแล้ว เพราะดีไซน์ใหญ่ๆ ที่ไม่ตอบโจทย์ จนตัวแบรนด์ Jordan เคยเกิดปัญหา Oversupply ก็เคยมาแล้ว

อย่างไรก็ตามจากอานิสงส์นี้ นอกจาก Nike และ Jordan จะระบายสินค้าออกมาในตลาดได้มากกว่าเดิม ยังส่งผลไปถึงแบรนด์อย่าง Under Armour ที่มียอดขายรองเท้ากีฬาหลักมาจากรองเท้าบาสเก็ตบอลของ Stephen Curry นักบาสชื่อดังในยุคนี้ จนผ่านพ้นวิกฤติยอดขายตกไปได้ รวมถึง Adidas ที่ครองตลาดรองเท้า Sneaker ในปัจจุบันก็น่าจะลงมาเล่นตลาดนี้ด้วย

สรุป

การเปลี่ยนแปลงของเทรนด์แฟชั่น ทำให้แบรนด์ไหนที่ตามทันเทรนด์ดังกล่าวก่อน โอกาสที่จะเป็นผู้ชนะในตลาดของช่วงเวลานั้นๆ ก็สูง แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่าเทรนด์รองเท้าบาสเก็ตบอลกว่าจะกลับมาก็คงต้องรอเวลาอีกระยะหนึ่ง ไม่น่าใช่ภายในปีสองปีนี้แน่ และตลาดคงครองด้วย Sneaker ไปอีกซักพัก

อ้างอิง // Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

พลังร้านกาแฟต่างจังหวัด Class Cafe กับ 7 สาขาในโคราช เตรียมขยายสาขาทั่วอีสาน

Brand Inside - 11 August 2017 - 14:00

ในยุคสมัยที่ร้านกาแฟเปิดขึ้นใหม่ทุกวัน ทั้งร้านกาแฟรายย่อย และเชนกาแฟยักษ์ใหญ่ระดับประเทศที่แข่งขันขยายสาขาอย่างดุเดือดไปยังหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ กลับมีแบรนด์กาแฟท้องถิ่น Class Cafe (คลาสคาเฟ่) จาก จังหวัดนครราชสีมาที่เริ่มโดดเด่นขึ้นมา ด้วยจำนวนที่มากถึง 7 สาขาในโคราช และกำลังขยายไปยัง 2 สาขาในบุรีรัมย์และขอนแก่น

ถ้าผู้อ่าน Brand Inside ท่านใดไปโคราช และถามคนท้องถิ่นว่าเขาไปร้านกาแฟไหนกัน เราเชื่อว่าชื่อ Class Cafe จะต้องเป็นคำตอบแรกๆ อย่างแน่นอน อะไรคือสิ่งที่ทำให้ร้านกาแฟ Local Brand ผงาดขึ้นมาแข็งแกร่งได้ขนาดนี้ เรามีโอกาสสัมภาษณ์ คุณมารุต ชุ่มขุนทด หรือบารีสต้ากอล์ฟ ผู้ก่อตั้งร้านกาแฟแบรนด์ Class ถึงเคล็ดลับความสำเร็จที่อยู่เบื้องหลังธุรกิจนี้

คุณมารุต ชุ่มขุนทด ผู้ก่อตั้ง Class Cafe จุดกำเนิด Class Cafe จากผู้บริหารบริษัทมือถือ สู่ร้านกาแฟท้องถิ่นในบ้านเกิด

ปูมหลังของคุณมารุต ไม่ได้เป็นแค่ผู้ที่หลงใหลในกาแฟเพียงอย่างเดียว แต่เขาเคยเป็นถึงผู้บริหารระดับสูงของบริษัท Hutch และ Nokia Thailand รวมถึงเคยดูแลธุรกิจออนไลน์ในเครือแกรมมี่มาก่อน เรียกว่าเคยอยู่ในธุรกิจไฮเทคมาก่อนใครๆ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจกลับมายังบ้านเกิดอย่างจังหวัดนครราชสีมา หรือโคราช และเปิดธุรกิจกาแฟที่ตัวเองชื่นชอบ

คุณมารุต เปิดร้านกาแฟ Class Cafe สาขาแรกเมื่อปี 2556 จากนั้นขยายเป็น 3 สาขาในปี 2557 และ 5 สาขาในปี 2559

ปัจจุบัน (สิงหาคม 2560) Class มีจำนวนสาขาทั้งหมด 8 สาขาในนครราชสีมาและบุรีรัมย์ โดยกำลังมีสาขาใหม่ที่ขอนแก่นที่ร่วมเป็นพันธมิตรกับยักษ์ใหญ่อย่างกลุ่ม SCG และนอกจากสาขาถาวรแล้ว Class ยังมีรถ Food Truck ให้บริการออกนอกสถานที่ และบริการ catering สำหรับลูกค้ากลุ่มองค์กรที่จัดประชุมสัมมนาด้วย

สาขาของ Class Cafe ใน จ.นครราชสีมา

เคล็ดลับความสำเร็จของ Class ในการบริหารสาขาจำนวนมากได้ไม่ต่างจากร้านกาแฟระดับชาติ เกิดจากการนำเอาหลัก modern management, modern marketing และเทคโนโลยีเข้ามาช่วย

ด้วยความที่มารุตมาจากสายงานด้าน digital marketing และ telecom ก่อนแล้วข้ามมาทำธุรกิจกาแฟ การนำ เทคโนโลยีเข้ามาใช้จัดการ รวมไปถึงการทำ online marketing จึงเป็นเรื่องถนัด เราจึงเห็นร้านกาแฟท้องถิ่นรายนี้นำระบบที่ก้าวหน้าอย่าง ERP (Enterprise Resource Planning) มาใช้งาน เริ่มตั้งแต่เครื่อง POS (Point-of-Sale) การจัดการวัตถุดิบ สั่งการไปที่โรงคั่ว รวมถึงระบบบัญชี ระบบการจัดการบุคคล

การจัดการบุคคลเป็นความท้าทายไม่ใช่น้อย เพราะพนักงานกว่า 80% เป็นพนักงานแบบพาร์ทไทม์ที่ไม่มีเวลาเข้างานตายตัว ในเดือนที่คาดการณ์ว่ายอดขายจะเยอะ เวลางานของพนักงานจะเพิ่มขึ้นล่วงหน้า ส่วนพนักงานที่ยังเป็นนักศึกษาก็จะมีความยืดหยุ่น เพราะจะติดเรื่องวันเรียนหรือวันสอบ ในแง่การจัดการจึงต้องยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา

คุณมารุต ชุ่มขุนทด กับงานบาริสต้าที่เขาชอบและหลงใหล ไม่ใช่แค่ร้านกาแฟ แต่เป็น Lifestyle คนรุ่นใหม่ในต่างจังหวัด

ท่ามกลางยุคสมัยที่ “การเป็นเจ้าของร้านกาแฟ” ถือเป็นอาชีพในฝันอันดับต้นๆ ของคนรุ่นใหม่ เราก็เห็นการเกิดขึ้นและดับไปของร้านกาแฟหน้าใหม่มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เมื่อบวกกับการแข่งขันจากเชนกาแฟยักษ์ใหญ่ระดับประเทศที่ฟาดฟันกันด้วยการขยายสาขาอย่างก้าวกระโดด คำถามอะไรคือปัจจัยที่ทำให้ Class Cafe ตั้งรับอยู่ได้อย่างมั่นคง

คำตอบของมารุตคือ Class Cafe ไม่ได้เป็นแค่ “ร้านกาแฟ” ทั่วไปที่ใครๆ ก็เปิดได้ แต่เป็นมากกว่านั้น Class มองตัวเองเป็น “พื้นที่ใช้ชีวิต” ของคนหัวเมืองรุ่นใหม่ที่มี lifestyle แตกต่างไปจากในอดีต คนเหล่านี้มีการศึกษาระดับสูง มีรายได้ค่อนข้างดี มีหน้าที่การงานดี พูดง่ายๆ ว่ามีแนวทางการใช้ชีวิตไม่ต่างอะไรกับคนที่อยู่ในกรุงเทพ แต่ในต่างจังหวัด แม้แต่จังหวัดใหญ่ๆ อย่างโคราช กลับไม่มีพื้นที่ตอบสนองความต้องการด้านการบริโภค (consuming lifestyle) ของคนกลุ่มนี้ได้

Class เข้ามาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้ ตั้งแต่ตัวสินค้าหลักคือกาแฟ ที่เป็นกาแฟเกรดพรีเมียม นำเมล็ดกาแฟจากทั่วทุกมุมโลก เช่น เคนยา ปานามา กัวเตมาลา หรือ บราซิล มาเบลนด์เป็นรสชาติเฉพาะที่หาไม่ได้ที่ไหนในโคราช มีโรงคั่วกาแฟของตัวเองเพื่อควบคุมคุณภาพและต้นทุน ใช้เครื่องชงกาแฟที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าระดับโลก บวกกับการเทรนบาริสต้าให้มีฝีมือคงที่ คุณภาพของรสกาแฟสม่ำเสมอ และนำเทคนิคใหม่ๆ ของโลกกาแฟอย่างกาแฟดริปมานำเสนอให้ลูกค้าตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่เปิดร้าน

แนวทางการออกแบบร้านยังมีเอกลักษณ์ของตัวเอง เน้นพื้นที่ใช้สอยมาก ให้ดูโปร่งโล่งสบาย เปิดโล่งให้เห็นกระบวนการชงกาแฟอย่างชัดเจน ในร้านใช้การตกแต่งแบบ industrial และออกแบบโดยใส่ใจถึงกลิ่นของกาแฟในร้าน แม้แต่เพลงในร้านยังแตกต่างจากเพลงแนวบอสซ่าที่พบได้ตามร้านกาแฟทั่วไป มาเป็นเพลงแนวเทคโน deep house แทน เรียกได้ว่าในแง่ของ “ประสบการณ์ของลูกค้า” (customer experience) ร้านใส่ใจทุกรายละเอียดไม่ด้อยไปกว่าเชนกาแฟระดับโลก

แนวทางการออกแบบของร้าน Class

นอกจากนี้ ตัวสถานที่ของร้าน Class แต่ละสาขาก็ยังปรับเปลี่ยนตามพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า อย่างสาขาหลักที่หน้าวัดบูรพ์ ใกล้กับตัวเมืองเดิมของโคราช เริ่มเปิด 24 ชั่วโมงมาตั้งแต่กลางปี 2559 เพื่อรับความต้องการของนักศึกษาในช่วงสอบที่อยากได้พื้นที่อ่านหนังสือกันเป็นกลุ่ม และอ่านได้ตลอดทั้งคืน โดย Class ถือเป็นร้านกาแฟร้านแรกที่เปิดพื้นที่ตรงนี้ให้ ผลลัพธ์คือถ้าใครขับรถผ่าน Class สาขานี้ตอนดึกๆ จะเห็นรถจอดกันล้นหลามและลูกค้านั่งกันเต็มร้าน

นักศึกษาใช้บริการอ่านหนังสือที่ Class Cafe

คุณมารุตบอกว่า โคราช เป็นเมืองที่มีสถาบันอุดมศึกษามากถึง 5-6 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน มหาวิทยาลัยวงศ์ชวลิตกุล รวมถึงนักศึกษาแพทย์ของโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา รวมจำนวนแล้วมีนักศึกษาเป็นหลักหมื่นคน แต่กลับไม่มีร้านกาแฟใดตอบโจทย์ตรงนี้ Class จึงเข้ามาช่วยเปิดพื้นที่ให้ใช้งาน และอำนวยความสะดวกให้ลูกค้ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น เปิดเพลงเบาลงเพื่อไม่ให้รบกวนสมาธิ งดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีบะหมี่ถ้วยช่วยรองท้องตอนดึกที่ครัวปิดแล้ว หรือถ้าใครนั่งนานจนเช้า ร้านก็มีอาหารเช้าพร้อมเสิร์ฟตอน 7.00 น. ต่อทันที

นักศึกษาอ่านหนังสือกันยามดึกที่ร้าน Class อย่างคับคั่ง

ตัวอย่างไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอีกกลุ่มคือกลุ่มคนทำงาน โคราชเป็นจังหวัดที่มีโรงงานอุตสาหกรรมมาก มีนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง มีคนทำงานจากถิ่นอื่นเข้ามาอาศัยอยู่มาก คนเหล่านี้มักพักอาศัยอยู่ในเมืองเพราะสะดวก แต่ต้องขับรถออกไปทำงานที่นอกเมืองแต่เช้า และอยากได้กาแฟคุณภาพดีสักแก้วก่อนเริ่มงาน

Class ตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ด้วยการปรับบางสาขาที่อยู่ในทิศทางออกนอกเมืองให้เปิดเช้าเป็นพิเศษ และพนักงานจะรีบชงกาแฟให้กับลูกค้าประจำเหล่านี้ทันทีที่รถจอดหน้าร้าน โดยไม่ต้องสั่งว่าจะเอาอะไรให้เสียเวลา รวมถึงมีบริการสั่งกาแฟล่วงหน้าและวิ่งไปส่งที่รถ โดยที่ลูกค้าไม่ต้องลงจากรถเลย เรียกว่าเป็นสาขาแบบกึ่ง drive-through แนวเดียวกับที่เราเห็นตามร้านฟาสต์ฟู้ดชั้นนำ

บาริสต้าของ Class รอส่งกาแฟให้ลูกค้าหน้าร้าน โมเดลกึ่ง drive-thru แบบต่างจังหวัด อยู่โคราช ไปที่ไหนก็เจอ Class เพราะทั้งเมืองมีถึง 7 สาขา

ปัจจุบัน Class มีสาขาในตัวอำเภอเมืองนครราชสีมาถึง 7 สาขา โดยเป็นสาขาที่อยู่ในห้าง 2 สาขาคือ เดอะมอลล์นครราชสีมา และคลังพลาซ่า จอมสุรางค์ รวมถึงสาขาที่หน้าโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ที่จับกลุ่มแพทย์ พยาบาล และบุคลกรของโรงพยาบาล เรียกได้ว่า สำหรับคนโคราชแล้ว ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เจอแต่ร้าน Class Cafe ล้อมไว้ทั้งหมด

ศุภลักษณ์ อัมพุช แห่งกลุ่มเดอะมอลล์กรุ๊ป ร่วมเปิดร้าน Class สาขาเดอะมอลล์ นครราชสีมา

มารุตเล่าว่า การที่เป็นคนโคราชโดยกำเนิด ทำให้รู้จักทำเลของเมืองเป็นอย่างดี รู้ว่าควรไปตั้งสาขาที่ไหนและแต่ละสาขาควรจะเป็นอย่างไร ร้านบางสาขามีอาหารขาย โดยจับมือกับเชฟชื่อดังออกแบบเมนูเบอร์เกอร์ดำ Scale Burger สร้างความแปลกใหม่ให้กับเมนูอาหารของร้านกาแฟ ร้านบางสาขามีคราฟต์เบียร์เสิร์ฟพร้อมดนตรีเพื่อรองรับลูกค้ารอบค่ำ ที่ต้องการพื้นที่แฮงก์เอาท์และเครื่องดื่มที่มากกว่ากาแฟ

ร้านบางสาขาที่มีพื้นที่ใหญ่หน่อย ยังจัดพื้นที่ชั้นบนไว้เป็นห้องประชุม รวมถึงใช้พื้นที่เหล่านี้ให้บริการการ Co-Working space  สัมมนา อบรม เทรนนิ่ง แบบครบวงจร อีกจุดนึงที่น่าสนใจคือการให้บริการเช่าพื้นที่สำหรับธุรกิจ Startup เพื่อนั่งทำงาน ในส่วนนี้มีการเติบโตค่อนข้างสูงและได้รับการตอบรับจาก บริษัท Startup ชั้นนำในเมืองไทย อย่าง Wongnai.com และ Baania.com เข้ามาเช่าใช้พื้นที่ที่เป็น co-working space แบบที่สามารถเข้าใช้งานได้ตลอด 24 ชม.

พื้นที่ประชุมสัมมนา ธุรกิจข้างเคียงจากการใช้สอยชั้นบนของร้านกาแฟ

การที่ Class Cafe มีหลายสาขาทั่วเมือง จึงสามารถใช้ประโยชน์จากฐานลูกค้าที่มีเยอะกว่าร้านกาแฟแบบเดี่ยวๆ ทั่วไป เช่น บริการสะสมแต้มของสมาชิกที่ใช้กับสาขาไหนก็ได้ และกำลังจะก้าวไปอีกขั้นด้วยระบบ profiling ของลูกค้า ที่บาริสต้าทุกสาขาสามารถรับทราบข้อมูลได้ทันทีว่า สมาชิกคนนี้ชอบกินกาแฟแนวไหน เพื่อให้ได้ประสบการณ์กาแฟที่สม่ำเสมอเหมือนกันหมดทุกสาขา

ขยายสาขาข้ามจังหวัด เริ่มที่บุรีรัมย์และขอนแก่น

หลังจาก Class Cafe ครองตลาดร้านกาแฟในโคราชได้แล้ว ภารกิจถัดไปในการบุกยึดอีสานก็เริ่มต้นขึ้น ซึ่งมารุตเลือก “บุรีรัมย์” จังหวัดใกล้เคียงกันเป็นเป้าหมายแรก

มารุตบอกว่า บุรีรัมย์เป็นเมืองที่มองข้ามไม่ได้ เพราะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงอย่างน่าตกใจ โดย Class มองจุดเด่นที่นโยบาย Sport City ของบุรีรัมย์ ที่พยายามดึงอีเวนต์กีฬาขนาดใหญ่มาสู่เมือง ทั้งทีมฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด สนามแข่งรถ และล่าสุดกำลังจะมีงานแข่งรถระดับโลก MotoGP ตามมาอีก

เมื่อคนจากนอกจังหวัดวนเวียนกันเข้ามาตามงานอีเวนต์ เวลาระหว่างวันโดยเฉพาะช่วงเช้าหรือกลางวันที่อีเวนต์ใหญ่ยังไม่เริ่ม ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะมาใช้บริการร้าน Class ผ่อนคลายหรือนั่งคุยงานก่อนอีเวนต์จะเริ่มต้น

เนวิน ชิดชอบ แห่ง Buriram United ร่วมแสดงความยินดีเปิดสาขาที่บุรีรัมย์

Class ยังเริ่มคิดใหม่ทำใหม่ที่สาขาบุรีรัมย์ โดยร่วมงานกับสถาปนิกที่ได้รับรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยมจากเว็บไซต์ Arcdaily ปี 2016 ออกแบบร้านใหม่ให้ดูโดดเด่นตั้งแต่ภายนอก โดยโจทย์ของการออกแบบคือรสร้างความแปลกใหม่ที่ไม่น่าเบื่อ สามารถดูได้ทุกวัน จากวัสดุที่ราคาไม่แพง เล่นกับแสงรรมชาติในรูปแบบที่ทีมถนัด ผลของหน้าร้านที่โดดเด่น ก็ไม่น่าแปลกใจนักที่แบรนด์มอเตอร์สปอร์ตอย่าง BMW หรือมอเตอร์ไซค์ Triumph จะมาถ่ายทำโฆษณาที่ร้าน Class หรือมาทำกิจกรรมการตลาดร่วมกัน

สถาปัตยกรรมแหวกแนวที่ Class สาขาบุรีรัมย์ Class Cafe สาขาบุรีรัมย์

มารุตเล่าว่า ประสบการณ์ขยายสาขาข้ามจังหวัดครั้งแรก ได้เรียนรู้เรื่องการจัดการลอจิสติกส์มากขึ้น เพราะเดิมทีจุดแข็งของ Class เรื่องความสดใหม่ของวัตถุดิบ เช่น กาแฟอายุไม่เกิน 7 วัน หรือ นมสดใหม่จากฟาร์มโคนมของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เกิดขึ้นได้เพราะมีสาขาแค่ในโคราช แต่พอต้องขยายเขตข้ามจังหวัด ก็ต้องปรับแผนเรื่องลอจิสติกส์กันใหม่หมด รวมไปถึงการสุ่มตรวจคุณภาพและการรับเรื่องร้องเรียนของลูกค้า ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเคยต้องทำ

ถัดจากบุรีรัมย์แล้ว ล่าสุด Class กำลังก้าวสู่ “ขอนแก่น” จังหวัดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางของภาคอีสาน ซึ่งเป็นภารกิจที่ไม่ง่ายเพราะต้องต่อสู้กับร้านกาแฟเจ้าถิ่นจำนวนมาก แต่ Class ก็มั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จ เพราะมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่าง SCG

กลุ่ม SCG กำลังจะเปิดศูนย์ Flagship Store กลางเมืองขอนแก่น เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับชุมชนคนทำงานด้านออกแบบในท้องถิ่น โดยเลือก Class เป็นร้านกาแฟเดียวในศูนย์แห่งนี้ ตรงนี้มารุตบอกว่าเป็นผลพวงจากสาขาบุรีรัมย์ที่มีแนวทางออกแบบที่โดดเด่น จนทำให้ SCG มั่นใจว่าแนวทาง look & feel ของ Class จะสามารถไปด้วยกันกับศูนย์ Flagship Store ที่ขอนแก่น ซึ่งวัตถุประสงค์ของ SCG คือการสร้างชุมชนสถาปนิกเพื่อมาแลกเปลี่ยนความรู้

Class ขอนแก่นจะเปิดพร้อมกับศูนย์ของ SCG ในช่วงปลายเดือนกันยายน-ต้นตุลาคม 2560

แผนการขยายสาขาในภาคอีสานของ Class

 

Class ในฐานะแบรนด์กาแฟระดับชาติ กับ “ศรีอโยธยา เบลนด์”

นอกจากแผนการขยายสาขาต่างจังหวัดเพื่อยึดหัวเมืองทั่วอีสานแล้ว ร้าน Class Cafe ยังขยายแนวรุกมาทำแคมเปญการตลาดในระดับประเทศผ่านสื่อบันเทิง

Class เข้ามาจับมือกับกลุ่ม True ที่ทุ่มทุนสร้างภาพยนตร์ซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ฟอร์มยักษ์ “ศรีอโยธยา” กำกับการแสดงโดย “หม่อมน้อย” หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล และมีดาราชั้นนำของเมืองไทยมาร่วมงานอย่างคับคั่ง โดยซีรีส์จะเริ่มฉายทางช่อง True Visions ในช่วงปลายปี 2560

หม่อมน้อย กับกาแฟ Class ในช่วงแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

สิ่งที่ Class ทำคือเข้าไปสนับสนุนในฐานะสปอนเซอร์ด้านกาแฟอย่างเป็นทางการของ “ศรีอโยธยา” ตลอดการถ่ายทำและงานอีเวนต์ทั้งหมด โดย Class พัฒนาสูตรกาแฟเบลนด์พิเศษภายใต้ชื่อ “ศรีอโยธยา พรีเมียม รอยัลเบลนด์” ตามคาแรกเตอร์ของตัวละครแต่ละตัวในเรื่องเป็นการเฉพาะ เช่น กาแฟสูตร The Noble ประจำตัว “อนันดา เอเวอริ่งแฮม” ที่รับบทเป็น พระพิมานสถานมงคล หรือกาแฟสูตร The Prince ของ “ฮัท จิรวิชญ์ พงษ์ไพจิตร” ที่รับบทเป็น เจ้าฟ้าสุทัศน์ขัติยราชกุมาร

กาแฟ ศรีอโยธยา พรีเมียมรอยัลเบลนด์ ที่ร่วมทำการตลาดกับ True

มารุต ให้เหตุผลที่เข้าไปสนับสนุนโครงการ “ศรีอโยธยา” ว่าเห็นแนวทางการสปอนเซอร์ภาพยนตร์แบบไทอิน เอาผลิตภัณฑ์เข้าไปแทรกในภาพยนต์หลายเรื่อง ถือเป็นการตลาดแนวใหม่ที่น่าสนใจ และเชื่อว่าแบรนด์กาแฟ Class สามารถสร้างสรรค์ได้โดยไม่มีข้อจำกัดหรือกรอบคิดทางการตลาดแบบเดิมๆ

กรณีของ ศรีอโยธยา นั้น Class เข้าไปพัฒนาสูตรกาแฟโดยอิงจากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ว่า กาแฟเริ่มเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตามจากชาวต่างชาติที่เข้ามาค้าขายในไทย ทางทีมของ Class จึงตีโจทย์ว่ากาแฟและชาเป็นเครื่องดื่มของชนชั้นสูงในยุคนั้น และพัฒนามาเป็นกาแฟสูตรพิเศษที่อิงตามคาแรกเตอร์ของตัวะครในเรื่อง การทำการตลาดในรูปแบบนี้เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

กาแฟ Class ในงานแถลงข่าวของซีรีส์ ศรีอโยธยา แผนต่อไปของ Class ขยายสาขาให้ทั่วอีสาน

ปัจจุบัน Class ทุกสาขามีพนักงานรวมกันประมาณ 120 คน จำนวนลูกค้าเฉลี่ย 2,600 คนต่อวัน และตั้งเป้ารายได้ในปี 2560 ไว้ที่ 50 ล้านบาท

มารุตบอกว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาของ Class สามารถหาจุดร่วมที่เหมาะสมของร้านกาแฟ โรงคั่วกาแฟ ร้านอาหาร และ co-working space ที่ตอบโจทย์เรื่อง lifestyle ของคนท้องถิ่น และเดินหน้าได้ในทางธุรกิจ ดังนั้นแผนการของ Class คือการนำโมเดลนี้ขยายไปยังสาขาอื่นๆ ในภาคอีสาน โดยตั้งเป้าว่าจะขยายเพิ่มอีก 20 สาขาใน 3 ปีข้างหน้า และตอนนี้ก็กำลังเปิดรับนักลงทุนที่สนใจเข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์กัน

ส่วนคำถามว่าสนใจขยายสาขามายังพื้นที่ส่วนกลางอย่างกรุงเทพหรือไม่ มารุตบอกว่ายังไม่มีแผน และอยากเลือกโฟกัสเฉพาะพื้นที่อีสานที่ถนัด และดำเนินการเรื่องระบบลอจิสติกส์ง่ายกว่า

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

7-ELEVEN ในญี่ปุ่นเตรียมปรับชั้น 2 ทำเป็นที่เลี้ยงเด็กราคาย่อมเยา ส่วนชั้นล่างขายของเหมือนเดิม

Brand Inside - 11 August 2017 - 13:58

ภาพของ 7-ELEVEN ที่เป็นร้านสะดวกซื้ออาจจะเปลี่ยนไป เพราะในญี่ปุ่นเตรียมส่งบริการเนิร์สเซอรี่เลี้ยงเด็ก เริ่มต้นกับพนักงานก่อน ถือเป็นสวัสดิการที่น่าสนใจ เพราะที่เลี้ยงเด็กในญี่ปุ่นตอนนี้กำลังขาดแคลนอย่างมากด้วย

Photo: Flickr.com Yoko Hase ชั้นล่างขายของ เตรียมปรับชั้น 2 เป็นที่เลี้ยงเด็กเล็ก

ร้านสะดวกซื้อชื่อดัง 7-ELEVEN เตรียมเปิดสถานที่เลี้ยงเด็กเล็ก (nurseries) เป็นครั้งแรก โดยจะเปิด 2 แห่ง ที่แรกตั้งอยู่ในสาขาที่โตเกียว ส่วนอีกแห่งจะไปอยู่ที่ฮิโรชิมา ขั้นแรกจะให้บริการกับพนักงานของตัวเองที่มีลูกเป็นเด็กเล็กจนถึง 2 ขวบ เป็นการชิมลางไปก่อน

เนิร์สเซอรี่ของ 7-ELEVEN ในสาขาที่โตเกียวจะรองรับเด็กได้ประมาณ 30 คน ส่วนที่ฮิโรชิมาจะได้ 19 คน โดยจะเปิดให้บริการบนชั้น 2 ของร้าน แต่ทั้งนี้เนิร์สเซอรี่มีเวลาเปิดปิด ไม่ได้เปิดตลอด 24 ชั่วโมงตามอย่างร้านสะดวกซื้อ แต่จะเปิดให้บริการในวันทำงานปกติเท่านั้น ตั้งแต่เวลา 8 โมงเช้าเป็นต้นไป และปิดให้บริการตอน 2 ทุ่ม

Photo: Pixabay ปัญหาคือต้องเลี้ยงพนักงานไว้กับตัวให้ได้ สวัสดิการสำคัญ

อันที่จริงแล้ว การที่ 7-ELEVEN ต้องส่งบริการเนิร์สเซอรี่เลี้ยงเด็กให้กับพนักงานของตัวเอง มาจากปัญหา 2 ประการคือ

  • การขาดแคลนแรงงานที่จะมาทำงานในร้านสะดวกซื้อ
  • บริการเลี้ยงเด็ก (child care services) กำลังขาดแคลนอย่างมากในญี่ปุ่น

Shizuma Noda ผู้อำนวยการและผู้บริหารของ 7-ELEVEN บอกว่า “บริษัทกำลังประสบกับปัญหาเรื่องพนักงานเหมือนกับอีกหลายๆ ธุรกิจ”

ประเด็นก็คือ การทำงานในร้านสะดวกซื้อมักจะใช้พนักงานที่เป็นคนกลุ่มจบใหม่ (อย่างที่เราเห็นกันในไทยก็น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี) แต่ในญี่ปุ่นตอนนี้คนที่มาทำงานตรงนี้เป็น “ผู้หญิง” และหลายคนเป็น “ผู้หญิงมีอายุ” แล้วด้วย เพราะฉะนั้น การมีลูกเล็กเด็กแดงติดมาจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้

แต่ไม่ใช่แค่ 7-ELEVEN เท่านั้น FamilyMart ก็มีปัญหาเรื่องพนักงานเช่นกัน ตอนนี้ประกาศรับสมัครเพิ่มอีก 100,000 คน แล้วก็เช่นเดียวกัน มีการวางแผนจะเปิดเนิร์สเซอรี่เลี้ยงเด็กให้กับพนักงานด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ในขั้นแรก เนิร์สเซอรี่เลี้ยงเด็กของ 7-ELEVEN จะให้บริการกับพนักงานของตัวเองเท่านั้น แต่ในอนาคตก็ได้มีการวางแผนไว้ เพื่อที่จะให้บริการกับคนในท้องถิ่นด้วย แต่ต้องดูก่อนด้วยว่า 2 ที่แรกที่ส่งมาชิมลางนี้จะได้ผลตอบรับที่ดีหรือไม่

ตัวแทนของ 7-ELEVEN ยังได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ค่าบริการยังไม่ได้มีการตัดสินใจที่ชัดเจนออกมา แต่บอกได้ว่าจะถูกกว่าราคาปกติในท้องถิ่นอย่างแน่นอน”

สรุป

7-ELEVEN เตรียมส่งเนิร์สเซอรี่เลี้ยงเด็กราคาย่อมเยามาให้บริการกับพนักงาน เพราะตอนนี้ที่เลี้ยงเด็กขาดแคลนอย่างมาก เท่าที่คาดการณ์ก็น่าจะมาจากการเคลื่อนตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้ธุรกิจนี้ล้มหายตายจากไปบ้าง แต่ปัญหาคือยังมีคนต้องการอยู่ โดยเฉพาะคนที่ต้องทำงานหลายชั่วโมงต่อวันและไม่มีเวลาเลี้ยงลูก

อีกอย่างหนึ่ง ปัญหาของร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-ELEVEN ไม่ใช่อะไรอื่น แต่คือการรักษาพนักงานเอาไว้ให้ได้ เพราะถึงจุดหนึ่งหลายคนก็ต้องการงานที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือสวัสดิการ และในช่วงหลังมานี้คนที่มาทำงานกับ 7-ELEVEN เป็นผู้หญิงสูงอายุมากขึ้น ทำให้ร้านสะดวกซื้อรายนี้ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อซื้อใจพนักงานของตัวเองเอาไว้ให้ได้

ที่มา – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ไทยซัมมิท โชว์เหนือ ยึดพื้นที่อเมริกาเตรียมตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ป้อน Tesla

Brand Inside - 11 August 2017 - 13:34
Tesla 3

ชื่อของ ไทยซัมมิท (Thai Summit) รู้จักกันดีอยู่แล้วว่าเป็น ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ชั้นนำของประเทศไทย และอีกหลายหลายธุรกิจในเครือกว่า 40 บริษัท มีฐานการผลิตครอบคลุมพื้นที่อุตสาหกรรมของไทยหลายแห่ง รวมถึงในต่างประเทศ ทั้ง จีน, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, เวียดนาม และอเมริกา

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้บริหารของ ไทยซัมมิท ได้โพสต์ใน Facebook ส่วนตัวว่า ครั้งนี้ ไทยซิมมิท ได้บุกยึดพื้นที่ในรัฐ Kentucky ในอเมริกาเพื่อตั้ง โรงงานผลิตตัวถังรถยนต์แห่งใหม่ ใช้เทคโนโลยีการผลิตโครงสร้างรถยนต์น้ำหนักเบา จนได้รับการยอมรับจากรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แบรนด์ดังอย่าง Tesla ในการนำไปใช้

Tesla 3 ที่กำลังทำตลาดในเวลานี้ใช้เทคโนโลยีการผลิตจากไทยซัมมิท โครงสร้างที่เบาลงทำให้รถยนต์สามารถวิ่งได้ไกลขึ้นต่อหนึ่งหน่วยพลังงาน นั่นหมายถึงยานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและอนาคตที่ยั่งยืนมากขึ้นของโลกมนุษย์ และทำให้ ไทยซัมมิท สามารถสร้างธุรกิจกับ Tesla ได้ 100 ล้านดอลลาร์ต่อปี

ผู้ว่าการรัฐ Kentucky ได้มอบถนนไทยซัมมิท หรือ Thai Summit Drive พร้อมบ้านเลขที่ 1 ของถนน ให้เป็นเกียรติ โดยต่อไปสถานประกอบการที่มาอยู่บนถนนสายนี้ จะต้องใช้ที่อยู่ถนน Thai Summit Drive ทุกราย

พร้อมปิดท้ายว่า อนาคตของความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยอยู่ที่ความก้าวหน้าด้านวิทยศาสตร์และเทคโนโลยี

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

สนุกกับความรู้ทางการเงินผ่าน AFTERKLASS ชุมชนออนไลน์ ที่ทำให้เรื่อง “เงิน” ไม่ยากอย่างที่คิด

Brand Inside - 11 August 2017 - 12:19

การสร้างความรู้ความเข้าใจทางการเงินส่วนบุคคล เป็นพื้นฐานในการใช้ชีวิตที่สำคัญมาก แต่พอพูดเรื่องการบริหารจัดการเงิน การลงทุน ฟังดูเป็นเรื่องซีเรียส ทำให้เด็ก เยาวชนและผู้ใหญ่หลายคนปฏิเสธที่จะเรียนรู้ นั่นเพราะคิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำความเข้าใจ

แต่ความจริงเรื่องการเงินไม่ได้ยากอย่างที่คิด ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBank จึงพัฒนาแพลตฟอร์ม AFTERKLASS ชุมชนออนไลน์ภายใต้แนวคิด “สนุกกับชีวิต เพื่อนสนิททางการเงิน” เพื่อพัฒนาทักษะ Financial Life Skill โดยเฉพาะเยาวชนอายุ 15-20 ปี ที่จะเป็นอนาคตของชาติต่อไป ให้มีความพร้อมด้านการเงินและการลงทุน

จัด 2 กิจกรรมหลัก สร้างทักษะการเงินการลงทุน

สำหรับ AFTERKLASS ประกอบด้วยกิจกรรม 2 ส่วนหลัก คือ

  1. www.AFTERKLASS.com พื้นที่ชุมชนออนไลน์ที่แบ่งเป็น 3 Klass ได้แก่ Biz Klass สำหรับน้องๆ ที่สนใจและอยากทำธุรกิจ Smart Klass สำหรับน้องๆ ที่ต้องการพัฒนาทักษะทางวิชาการ และ Play Klass สำหรับน้องๆ ที่ชื่นชอบทำกิจกรรมและความคิดสร้างสรรค์ สามารถเลือกได้ตามความต้องการ

จากนั้นสมาชิกแต่ละ Klass จะได้รับข้อมูล สามารถแสดงความคิดเห็น แบ่งปันความรู้กับเพื่อน และมีการสอดแทรกสาระความรู้เรื่องการเงินการลงทุน และร่วมตอบคำถาม Quiz แบบรายวันและรายเดือน เพื่อรับคะแนนสะสมเป็น Koins ค่าเงินจำลองที่นำไปแลกซื้อสินค้า สิทธิประโยชน์และร่วมกิจกรรมกับ AFTERKLASS

  1. เกม AFTERKLASS CITY หลายคนน่าจะคุ้นเคยกับเกมแนว Avatar หรือการเล่นเป็นตัวละครจำลองในโลกเสมือน เพิ่มความสนุกสนานให้กับเยาวชน ได้เรียนรู้โลกการเงินการลงทุนผ่านเกม โดยเริ่มต้นจากการ “หางาน” จาก 3 สายอาชีพ ได้แก่ สายการเงินการลงทุน, สายแพทย์ และสายบันเทิง

เป้าหมายคือ การยกระดับไปสู่จุดสูงสุดของอาชีพ และร่วมตอบ Quiz เพื่อรับผลตอบแทนเป็น Gold ค่าเงินจำลองสำหรับซื้อสินค้าใน AFTERKLASS CITY หรือจะนำไปแลกซื้อสินค้า และสิทธิประโยชน์ใน AFTERKLASS ก็ได้

น้องๆ ที่สนใจสามารถเล่น AFTERKLASS CITY ผ่าน www.AFTERKLASS.com หรือผ่าน โมบาย แอปพลิเคชั่น ทั้ง iOS และ Android ได้เลย

เสริมความรู้ด้านธนาคาร ด้วย Koins และ Gold

การสร้างฟังก์ชั่นธนาคาร เพื่อจำลองการบริหารจัดการค่าเงินจำลอง ทั้ง Koins และ Gold จะทำให้น้องๆ รู้จักและเข้าใจการออมเงิน เห็นประโยชน์ที่เกิดจากการออม และเรียนรู้วิธีการลงทุนในกองทุนแบบเข้าใจง่าย และการแลกเปลี่ยนค่าเงินระหว่าง Koins และ Gold

สำหรับ Koins จะใช้ในเว็บไซต์ AFTERKLASS.com และนำไปแลก Gold ได้ในอัตราที่กำหนด รวมถึงนำไปลงทุนในธนาคารได้ ผ่านบัญชีเงินฝากประจำ และ บัญชีเงินฝากทวีทรัพย์ หรือ เลือกลงทุนใน 3 กองทุน คือ ทองคำ, น้ำมัน และหุ้น ซึ่งการลงทุนมีความเสี่ยงขึ้นกับสภาพเศรษฐกิจ การค้าและเหตุการณ์ต่างๆ ทำให้ผู้เล่นเกมต้องติดตามข่าวสาร และศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจ

ส่วน Gold ไม่สามารถแลกเป็น Koins แต่ใช้ในเกม AFTERKLASS CITY และใช้ลงทุนในธนาคารของเกม โดยในฐานะพลเมือง AFTERKLASS CITY ทุกคนมีสิทธิ์กู้เงิน, ลงทุนในหุ้นและกองทุน หรือแบ่งห้องให้คนอื่นเช่า เพื่อต่อยอด Gold ให้งอกเงยมากขึ้น

ทั้งหมดเป็นการเรียนรู้เรื่องทักษะการเงินการลงทุน ผ่านเงินจำลองทั้ง Koins และ Gold

สรุป

2 กิจกรรมหลักของ AFTERKLASS เปิดโอกาสให้น้องๆ เยาวชนที่สนใจเรื่องการเงินการลงทุน ได้มีโอกาสเรียนรู้ทักษะที่ทั้งสนุกและได้ความรู้ไปพร้อมกัน ได้เรียนรู้การออมเงิน การลงทุน และยังได้สะสมแต้มเพื่อแลกกับกิจกรรมพิเศษ เช่น เทคนิคการสร้างคอนเทนต์บน Youtube, หลักการทำแผนธุรกิจ หรือ การเยี่ยมชมออฟฟิศองค์กรระดับโลก หรือ Startup ที่ประสบความสำเร็จ

ปิดท้ายด้วย น้อง ๆที่มียอดสะสม Koins และ Gold สูงสุด ประจำแต่ละ Klass มีสิทธิ์ได้รับทุนการศึกษา รางวัลละ 50,000 บาท ว่าแล้วอย่ารอช้า ไปลงทะเบียนเป็นสมาชิกที่ www.AFTERKLASS.com และ AFTERKLASS CITY ได้เลย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ผู้ผลิตเครื่องบินเร่งพัฒนาเทคโนโลยีไร้คนขับ แต่ฝั่งผู้โดยสารกลับบอกว่าไม่พร้อมที่จะใช้บริการ

Brand Inside - 11 August 2017 - 10:00

ฝั่งรถยนต์ไร้คนขับอาจเริ่มได้การยอมรับมากขึ้นบ้าง แต่ถ้าไปดูยานพาหนะอันอื่น เช่นเครื่องบิน กลับยังไม่เป็นที่ยอมรับของผู้โดยสาร แม้จะบางครั้งเครื่องบินที่นั่งอยู่อาจทำการลงจอดอัตโนมัติ และไม่ต้องมีนักบินควบคุมก็ตาม

ภาพจาก Flickr ของ Eric ไม่เชื่อใจ หรือยังอยากไปกับคนจริงๆ มากกว่า

เมื่ออ้างอิงข้อมูลจากบริษัทวิจัย UBS พบว่า เครื่องบินไร้คนขับสามารถช่วยสายการบินต่างๆ ประหยัดค่าใช้จ่ายได้กว่า 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นค่าทักษะวิชาชีพ 31,000 ล้านดอลลาร์, ค่าฝึก 3,000 ล้านดอลลาร์ และค่าน้ำมันอีก 1,000 ล้านดอลลาร์ และการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ ก็น่าจะช่วยลดราคาค่าตั๋วเครื่องบินได้อีกด้วย

แม้มันจะมีข้อดีมากมาย แต่จากการสำรวจผู้โดยสารกว่า 8,000 คนก็พบว่า 54% ของผู้ถูกสำรวจนั้นปฏิเสธที่จะขึ้นเครื่องบินที่ไม่มีคนขับจริงๆ หรือมีสมองกลอัจฉริยะมาเป็นคนบังคับแทน แต่ในกรณีที่ราคาค่าตั๋วเครื่องบินถูกลงกว่าเดิมมาก อัตราการตัดสินใจใช้บริการก็จะมากขึ้นตาม

ในทางกลับกันผู้บริโภคหลายคนก็ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่บนพาหนะที่ใช้เทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติแล้ว เช่นรถยนต์ที่ถอยจอดอัตโนมัติได้ รวมถึงเครื่องบินที่ลำใหม่ๆ ก็เริ่มมีระบบลงจอดอัตโนมัติแล้ว ซึ่งผู้โดยสารจะไม่รู้เลยว่า การลงจอดครั้งนี้เป็นนักบินควบคุม หรือสมองกลภายในเครื่องเป็นคนสั่งการ

ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตเครื่องบินหลายรายก็อยู่ระหว่างทดสอบเครื่องบินไร้คนขับ เช่น Boeing ก็นำ Artificial Intelligence (AI) เข้าทดสอบบินในเครื่องจำลองการบิน และพบว่าทำคะแนนได้ค่อนข้างดี สามารถทดแทนบางงานของนักบินได้ รวมถึง Airbus ก็เพิ่งทดสอบ Sagitta ที่เป็นเครื่องบินขนาดเล็ก และบินโดยไม่มีนักบินบังคับราว 7 นาทีได้สำเร็จไปเมื่อเดือนก.ค.

สรุป

ความเชื่อใจยังเป็นตัวแปรสำคัญของการโดยสารยานพาหนะไร้คนขับอยู่ แม้ว่านักพัฒนาจะออกแบบยานพาหนะตัวนั้นให้ขับขี่อย่างปลอดภัยแค่ไหน ถ้ายังลบภาพจำเดิมๆ หรือลบเรื่องคนเก่งกว่าหุ่นยนต์ไปไม่ได้ก็คงจะยาก แต่ก็เชื่อว่าอีกไม่นานทุกคนน่าจะยอมรับเรื่องยานพาหนะไร้คนขับ และเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์อีกรอบ

อ้างอิง // Fortune

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ชวนอ่านบทสัมภาษณ์ของประธาน MUJI ในวันที่รุกหนักตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน

Brand Inside - 11 August 2017 - 02:02

ในช่วงปีนี้จะเห็นได้ว่า MUJI รุกหนักในหลายธุรกิจมากขึ้น ตั้งแต่จะทำโรงแรมจน มาเปิดร้านขายผัก แต่ที่น่าสนใจคือช่วงนี้ MUJI บุกตลาดจีนหนักมากขึ้น เราเลยชวนไปอ่านบทสัมภาษณ์ของท่านประธาน MUJI ถึงกลยุทธ์การทำธุรกิจในต่างประเทศ

Photo: MUJI

Brand Inside ชวนอ่านบทสัมภาษณ์ของ Satoru Matsuzaki ประธานบริษัท MUJI เกี่ยวกับกลยุทธ์ในต่างประเทศ

ดูเหมือนว่า MUJI จะเติบโตอย่างมากในประเทศจีน?

ตัวเลขร้านค้าของเราที่ไปเปิดในต่างประเทศสูงกว่าญี่ปุ่นอย่างแน่นอน แต่เราก็ต้องการเพิ่มจำนวนขึ้นอีก จากตอนนี้ที่มีอยู่ 870 แห่ง ภายในปี 2020 จะต้องมี 1,200 แห่งให้ได้ พูดถึงสาขาในต่างประเทศ ที่จริงเราเปิดสาขาไปแล้วทั้งในเอเชีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศในตะวันออกกลาง อย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรน รวมแล้วก็ถือว่ามีร้านค้าอยู่ในกว่า 30 ประเทศ ส่วนในปี 2018 ก็หวังว่าเราจะขยายสาขาไปในเวียดนามได้สำเร็จ

สำหรับในจีน หลังจากที่เราตั้ง Flagship Store ในเมืองเฉิงตูและเซี่ยงไฮ้ได้ ก็ทำให้ชื่อเสียงของ MUJI ดีขึ้น เราเลยเพิ่มสาขาอย่างรวดเร็วในช่วงปี 2008 ทำให้มีสาขาในจีนกว่า 200 แห่ง ส่วนใน 4 ปีข้างหน้า เราวางแผนไว้ว่จะเพิ่มอีก 30 แห่ง และจะรีโนเวทร้านเดิมอีกประมาณ 20 แห่ง

แผนการรีโนเวทร้านค้าในจีน? จะทำอะไรบ้าง?

ปกติร้านของเราที่ไปตั้งจะมีขนาดประมาณ 700 ตารางเมตร เลยคิดว่าน่าจะขยายให้เพิ่มขึ้นอีกได้ เพราะจะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น จริงๆ เป็นไปตามกฎระเบียบที่ระบุไว้ว่า ร้านค้าจากญี่ปุ่นที่ไปขายในจีนจะมีสินค้าในร้านได้เพียง 4,000 แต่เราคิดว่าเราน่าจะขยายพื้นที่และนำเอาเฟอร์นิเจอร์กับสินค้าพวกเครื่องสำอางไปลงให้มากขึ้น ตอนนี้ในจีนก็กำลังนิยมเครื่องสำอางคุณภาพสูงจากญี่ปุ่นอยู่ด้วย

ประธาน Muji, Satoru Matsuzaki Photo: by Elena Ramón Expansión เห็นว่าตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จำนวนร้านค้าในต่างประเทศก็เพิ่มขึ้นสูงมาก แต่ทำไมรายได้ถึงลดลงตั้ง 8% เหลือ 142 ล้านเยน มันเกิดอะไรขึ้น?

นั่นก็เป็นเพราะว่าค่าเงินเยนที่แข็งตัวขึ้น แต่จริงๆ ยอดขายในจีนดีมาก ตอนที่เราส่งสินค้าไปยังสาขาในต่างประเทศ แล้วค่าเงินเยนแข็งตัวขึ้น ทำให้สินค้ามีราคาที่ถูกลง ก็ถือเป็นการช่วยทำให้คู่ค้าในประเทศนั้นๆ มีกำไรมากขึ้น ทีนี้ถ้ามองที่บัญชีของ MUJI กันให้ดีแล้ว จะเห็นว่าค่าเงินเยนที่แข็งตัวขึ้นไม่ได้สร้างปัญหาให้เราเท่านั้น

เอาเข้าจริง ค่าเงินระหว่างประเทศที่ขึ้นๆ ลงๆ ไม่ได้ส่งผลกับเรามาก เพราะเราได้ทำสัญญาซื้อขายเงินต่างประเทศระยะยาวไว้แล้วถึง 3 ปี นั่นหมายความว่า ต่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงค่าเงิน แต่ก็จะไม่กระทบกับเรามากนัก แต่ที่แน่ๆ คือเราต้องลงทุนในระบบคอมพิวเตอร์และศูนย์โลจิสติกส์เพิ่มอีก เพราะจะทำให้เรามีกำไรมากขึ้น

อยากให้พูดเรื่องการขยายเชนไปต่างประเทศสักนิด ว่ามีการทำตลาดในแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกันอย่างไร?

เอาจริงๆ จนถึงตอนนี้เราก็ขายสินค้าเหมือนกันทั่วโลก ไม่ว่าจะที่ไหนก็เหมือนกันหมด แต่ในอนาคต เรารู้ดีว่าเราต้องเลือกสินค้าที่เหมาะสมกับความต้องการและวิถีชีวิตของคนในภูมิภาคนั้น อย่างเช่น ขวดน้ำของ MUJI ที่ขายในญี่ปุ่นมีขนาดเล็กเกินไปเมื่อเอาไปขายในจีน หรือหม้อหุงข้าวก็เจอปัญหาทำนองนี้เช่นกัน ในส่วนนี้เราก็กำลังพัฒนาอยู่

เห็นว่า MUJI กำลังจะทำธุรกิจโรงแรมในจีน แล้วสินค้าทั้งหมดก็เป็น MUJI ทั้งหมดด้วย?

ใช่ แต่การทำธุรกิจโรงแรมท่องเที่ยวนี้ เราไม่ได้ดำเนินการเองทั้งหมด เราจะไปร่วมมือกับบริษัทที่มีทีมที่เข้าใจคุณค่าของ MUJI ส่วนค่าบริการของโรงแรมก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ สำหรับในจีนเราจะเปิดให้บริการที่ปักกิ่งและเซินเจิ้นในปี 2019 ส่วนโรงแรมของ MUJI แห่งแรกจะเปิดในย่าน Ginza ของญี่ปุ่น

ที่มา – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

มองเห็นโอกาส WeWork, Co-Working Space ยักษ์ใหญ่จากอเมริกา บุกอาเซียน

Brand Inside - 11 August 2017 - 00:44

WeWork เป็น Co-Working Space ยักษ์ใหญ่จากอเมริกา และยังมีสาขาในหลายประเทศ เช่น ปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้, ฮ่องกง, โซล และบังกาลอร์ และคราวนี้กำลังจะบุกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน ที่ถือว่าเป็นภูมิภาคน้องใหม่สำหรับ Startup

ภาพจาก wework.com ระดม 500 + 500 ล้านดอลลาร์ เงินจะเยอะไปไหน

ก่อนหน้านี้ไม่นาน WeWork ได้รับเงินลงทุนรอบใหม่ 500 ล้านดอลลาร์จาก Hony Capital กองทุนในจีน, SoftBank ยักษ์ใหญ่ด้านอินเทอร์เน็ตจากญี่ปุ่น ยังมีจาก Greenland Holdings และ China Oceanwide

แต่การเข้าลงทุนในอาเซียนและเกาหลี WeWork ประกาศว่าใช้เงิน 500 ล้านดอลลาร์ และเป็นคนละส่วนหรือเงินคนละก้อนกับที่มีการระดมทุนไป และปฏิเสธที่จะบอกที่มาของเงินที่ใช้สำหรับลุยตลาดอาเซียนด้วย

และเงินก้อนนี้ใช้สำหรับซื้อกิจการ Spacemob เป็น Co-Working ในสิงคโปร์ และนั่นทำให้ WeWork พร้อมลุยในสิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลาง Startup ในภูมิภาคนี้ทันที โดยมี Turochas Fuad ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Spacemob ทำหน้าที่ MD พร้อมด้วยพนักงาน 20 คนที่โอนย้ายตามมาด้วย

 

ภาพจาก wework.com แม้จะดูมีลับลมคมใน แต่ WeWork ก็พร้อมลงทุน

WeWork ได้เข้าซื้อกิจการในหลายบริษัทก่อนหน้านี้ เช่น Fieldlens บริษัทพัฒนาระบบสื่อสารทางโมบาย, Welkio บริษัทระบบเข้าอาคารแบบดิจิทัล ซึ่งไม่มีการเปิดเผยที่มาของเงินที่ใช้ซื้อบริษัทเหล่านี้

สำหรับในปีนี้ WeWork ได้ระดมทุนไปแล้ว 3 ครั้งหลัก นั่นคือ ล่าสุด 500 ล้านดอลลาร์, 760 ล้านดอลลาร์ เดือน มิ.ย. และ 300 ล้านดอลลาร์ เดือน มี.ค. และ WeWork เป็นบริษัทที่มีมูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์

ภาพจาก wework.com มาอาเซียน เตรียมรับการแข่งขันอันหนักหน่วง

สำหรับการบุกภูมิภาคอาเซียนของ WeWork ก็ต้องรับการแข่งขันเป็นเรื่องธรรมดา เช่น URWork จากปักกิ่ง ที่เพิ่งระดมทุนไป 30 ล้านดอลลาร์นับรวมการระดมทุนทั้งหมด 175 ล้านดอลลาร์ หรือ Naked Hub จากจีนอีกรายที่กำลังเข้าทำตลาดอาเซียนเช่นเดียวกัน กำลังระดมทุน 200 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม การเข้าซื้อ Spacemob และลุยตลาดสิงคโปร์ถือเป็นการเริ่มต้นที่น่าสนใจ ที่นั่น Co-Working Space ได้รับการตอบรับที่ดีมาก มี Startup เป็นจำนวนมาก และพร้อมจ่ายเงินค่าเช่าออฟฟิศ

ภาพจาก wework.com สรุป

การขยายสู่ตลาดอาเซียนของ WeWork น่าสนใจ ภูมิภาคนี้มี Startup เกิดใหม่จำนวนไม่น้อย รวมถึงประเทศไทยก็มี Co-Working หลายแห่ง สำหรับรายใหญ่ๆ เช่น Hubba ก็อาจเป็นเป้าหมายของ WeWork เช่นกัน หากต้องการเข้ามาบุกเบิกธุรกิจ การซื้อกิจการก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่นั่นความว่าถ้าเขาสนใจจะเข้าตลาดไทยจริงๆ

ภาพจาก wework.com

source: Techcrunch.com

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ยกระดับการช้อปออนไลน์ ASOS เปิด Feature ค้นหาสินค้าในระบบด้วยรูปภาพ

Brand Inside - 11 August 2017 - 00:42

ASOS กลายเป็นบริษัทออนไลน์ล่าสุดที่นำเทคโนโลยีการจับภาพด้วยคอมพิวเตอร์ เข้ามายกระดับการซื้อเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายต่างๆ เพียงแค่ผู้ซื้อใช้กล้องของ Smartphone เพื่อจับภาพ และนำไปค้นหาเท่านั้น

ภาพจาก Twitter ของ ASOS Carreer จากโลกจริง สู่นวัตกรรมซื้อสิ่งที่อยากได้บนออนไลน์

ถ้าใครไม่ใช่แฟนช้อปออนไลน์ คงไม่คุ้นกับ ASOS แต่ถ้าเป็นผู้ที่ตามข่าว Ecommerce หรือซื้อสินค้าออนไลน์เป็นประจำ จะรู้จักยักษ์ใหญ่ Ecommerce จากสหราชอาณาจักรรายนี้เป็นอย่างดี เพราะเป็นหน้าร้านออนไลน์ Multi Brand ที่ขายตั้งแต่รองเท้า, เสื้อผ้า ยันกระเป๋า และเครื่องประดับ รวมถึงเครื่องแต่งกายอื่นๆ

ซึ่งก่อนหน้านี้การจะหาเครื่องแต่งกายจำนวนมาก ผู้ซื้อต้องพิมพ์สิ่งที่ต้องการลงในช่อง Search แต่หลังจากนี้ไปคงไม่ต้องแล้ว เพราะล่าสุด ASOS ได้อัพเดทเวอร์ชั่นใหม่ของ Application บนระบบปฏิบัติการ iOS ทำให้ผู้ใช้สามารถค้นหาสิ่งที่ต้องการผ่านรูปภาพ เช่นถ่ายรูปจากรองเท้าที่เห็นจากคนอื่นสวมใส่ หรือนำภาพที่เก็บไว้ในเครื่องก็ใช้ได้เหมือนกัน

ส่วนเหตุผที่ ASOS ที่ต้องพัฒนาบริการนี้ขึ้นมา ก็เพราะ 80% ของการใช้งานในสหราชอาณาจักรมาจาก Mobile Device และผู้ซื้อแต่ละคนก็ใช้เวลากว่า 80 นาที/เดือน กับ Application ของ ASOS ทำให้การพัฒนาบริการใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานผ่านช่องทางดังกล่าวจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่สุด

ไม่ใช่แค่ ASOS แต่คือการปรับตัวทุกบริการออนไลน์

ทั้งนี้ไม่ได้มีแค่ ASOS ที่จริงจังกับการนำระบบวิเคราะห์ภาพมาใช้งานกับบริการของตัวเอง เพราะธุรกิจอื่นๆ เช่น eBay ก็นำเรื่องนี้มาช่วยค้นหาสินค้าภายในเว็บไซต์ รวมถึง Pinterest ก็เปิดใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อค้นหา Pin ที่ใกล้เคียงกับรูปภาพที่ค้นหา และ Mode.ai บริษัททำ Chatbot ก็นำเรื่องนี้มาประยุกต์ใช้กับ Facebook Messenger เพื่อหาสิ่งของจากภาพเช่นกัน

สำหรับตัว ASOS เองนอกจากลงทุนเรื่องเทคโนโลยีการค้นหาสิ่งของจากภาพ ยังลงทุนอีก 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าแห่งที่สองในสหรัฐอเมริกา เพื่อขยายตลาดในแดนมะกันมากขึ้น หลังแข็งแกร่งในตลาดยุโรป และออสเตรเลีย ผ่านรายได้ปีปฏิทินล่าสุดที่ 1,800 ล้านดอลลาร์

สรุป

การเข้ามาของการค้นหาสิ่งของบนโลกออนไลน์ด้วยภาพ ทำให้ยกระดับการซื้อสินค้า หรือค้นหาสิ่งต่างๆ ไปอีกขั้น เท่ากับว่าโลก Ecommerce จะยิ่งง่ายกว่าเดิม เพราะไม่ต้องนึกคำเพื่อหา เพียงแค่มีรูปทุกอย่างก็จบ และมันคงเป็นโอกาสใหม่สำหรับนักพัฒนาไทย ที่จะก้าวเข้าไปตอบโจทย์ตลาดนี้เช่นกัน

อ้างอิง // Venture Beat

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

สมาคมแท็กซี่ญี่ปุ่น เตรียมส่ง App เรียกรถลงตลาดปีหน้า เอาไว้สู้ Uber กับ Didi

Brand Inside - 10 August 2017 - 23:21

“เรียนรู้ ยอมรับ และปรับตัว” น่าจะเป็นวลีที่ดีที่สุดสำหรับข่าวนี้ เพราะแม้ว่าตอนนี้ในญี่ปุ่น บริการแท็กซี่จะยังครองตลาดส่วนใหญ่อยู่ แต่ก็ไม่ประมาท เตรียมส่งแอพพลิเคชั่นเรียกรถมาลงสู่ตลาดกับเขาบ้าง คาดว่าจะใช้ได้จริงปีหน้า 2018

Photo: Pixabay ไม่ฟูมฟาย ไม่ดราม่า จะแข่งกับเขา เราต้องปรับตัว

กลุ่มบริษัทรถแท็กซี่ในโตเกียว ประกาศเริ่มต้นทดสอบระบบแอพพลิเคชั่นใหม่ (new app-based system) เพื่อทำให้ลูกค้าสามารถเห็นค่าโดยสารรวมก่อนการเดินทาง (final fare) หรือพูดง่ายๆ คือ จะใช้วิธีการคิดเงินแบบเดียวกันกับที่ผู้ให้บริการรถร่วมโดยสารรายอื่นทำอยู่ในตลาดอย่างเช่น Uber หรือ Didi

โดยเริ่มต้น กลุ่มบริษัทจะส่งระบบแอพพลิเคชั่นตัวใหม่ให้ใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน ส่วนขั้นตอนการทำงานก็เหมือนกับผู้ให้บริการรายอื่นๆ เช่น ให้ผู้บริโภคเลือกจุดที่จะให้แท็กซี่มารับ พร้อมทั้งเลือกจุดหมายปลายทาง จากนั้นระบบจะคิดค่าบริการโดยคำนวณจากเวลาที่เรียกรถและระยะทางที่เดินทาง สุดท้ายก็จะเห็น “ค่าบริการที่ต้องจ่าย”

ที่สำคัญ ค่าบริการจำนวนนี้จะไม่เพิ่มขึ้น หากเกิดปัญหาระหว่างทาง ไม่ว่าจะรถติดหรือขับผิดเส้นทาง ค่าบริการก็จะยังคงเดิมอย่างที่ได้แจ้งไปก่อนหน้าแล้ว

ในส่วนการดำเนินการจะมีแท็กซี่เข้าร่วมจากผู้ให้บริการกว่า 44 ราย รวมแล้วกว่า 4,648 คัน ที่จะมาเข้าร่วมในการทดลองบริการในช่วง 2 เดือนนับจากนี้ ส่วนในช่วงทดลองบริการเรียกรถแท็กซี่จะเริ่มต้นที่ 3,000 เยน หรือประมาณ 900 บาท ส่วนบริการจริงจะเริ่มต้นจริงในปีหน้า 2018

Photo: Pixabay

Ichiro Kawanabe หัวหน้าสมาคมเช่ารถแท็กซี่ในญี่ปุ่น บอกว่า “เราต้องการปรับปรุงอุตสาหกรรมของแท็กซี่ทั้งหมด”

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สมาคมแท็กซี่ในญี่ปุ่นต้องเปลี่ยนแปลงคือการเกิดขึ้นและเติบโตของผู้แข่งขันหน้าใหม่ๆ อย่าง Uber และแม้ว่าขณะนี้ในญี่ปุ่น บริการรถแท็กซี่แบบทั่วไปจะยังคงครองตลาดอยู่ แต่ในอนาคตถ้าไม่ปรับตัวให้ทันกับบริการใหม่ๆ ก็จะไม่สามารถแข่งขันได้ในธุรกิจนี้

แต่นอกจากการจะส่งแอพพลิเคชั่นใหม่มาลงสู่ตลาดของกลุ่มแท็กซี่ในญี่ปุ่นแล้ว ก่อนหน้านี้เรายังได้เห็นการปรับตัวของแท็กซี่ญี่ปุ่น เป็นต้นว่า มีการลดราคาค่ามิเตอร์ที่เริ่มต้นแต่เดิม จาก 730 เยน (220 บาท) เป็น 410 เยน (124 บาท) อีกด้วย

เหตุผลส่วนหนึ่งก็เพราะในปี 2020 ที่จะถึงนี้จะมีการจัดงานโอลิมปิคในญี่ปุ่น เพราะฉะนั้น ถ้าชาวต่างชาติเข้ามามากขึ้น อาจจะหันไปเลือกใช้บริการหน้าใหม่ได้ กลุ่มแท็กซี่ญี่ปุ่นเลยต้องมีการกำหนดราคาเริ่มต้นให้ถูกลงเพื่อแข่งขัน

และแน่นอนในปีหน้า 2018 นี้ หากการทดลองในช่วง 2 เดือนนี้ผ่านไปได้ด้วยดี ปีหน้าคงจะได้เห็นแอพพลิเคชั่นของกลุ่มแท็กซี่ญี่ปุ่นลงมาสู่ตลาดอย่างแน่นอน

ที่มา – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages