CPALL ไตรมาส 3/18 ยอดขายเฉลี่ยของร้านเดิมเติบโต 1.8% แต่รายได้รวมยังเติบโตดี

Brand Inside - 6 hours 56 min ago

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ได้รายงานงบการเงินไตรมาส 3 ของปี 2561 โดยกำไรในไตรมาสนี้ยังเติบโตพอใช้ แต่ยอดขายเฉลี่ยของร้านเดิมเติบโตเพียงแค่ 1.8% เท่านั้น

ภาพจาก Shutterstock

ไตรมาส 3 ของ CPALL มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 5,182 ล้านบาท มากกว่าไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว 4.3% รายได้รวมของบริษัทไตรมาสนี้อยู่ที่ 130,552 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว 6% สาเหตุมาจากรายได้การขายสินค้าและบริการของบริษัท และรวมไปถึง Siam Makro ด้วย ยอดขายเฉลี่ยของร้านเดิมเติบโต 1.8% ยอดซื้อต่อใบเสร็จ 69 บาท

กำไรขั้นต้นของบริษัทสูงขึ้น อยู่ที่ 28,008 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปีที่แล้ว แต่อัตรากำไรขั้นต้นลดลงมาเหลือ 22.3% เนื่องจากยอดขายบุหรี่ และรวมไปถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บัตรเกมออนไลน์ เพิ่มขึ้น ซึ่งสินค้าเหล่านี้ฉุดให้กำไรขั้นต้นลดลง แต่กำไรขั้นต้นของสยามแม็คโครยังคงทำได้ดี

ต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร ไตรมาสที่ 1 ต้นทุนอยู่ที่ 24,998 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.8% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปีที่แล้ว สาเหตุมาจาก ค่าใช้จ่ายจากการขยายสาขา รวมไปถึงการขยายสาขาไปต่างประเทศของสยามแม็คโคร

ไตรมาสที่ผ่านมาทาง CPALL ได้เปิดสาขาใหม่ทั้งสิ้น 142 สาขา มีสาขาทั้งสิ้น 10,902 สาขา เฉลี่ยคนเข้าต่อสาขาอยู่ที่ 1,156 คน นอกจากนี้บริษัทตั้งเป้าขยายสาขาในปีนี้ให้ได้ถึง 700 สาขา และ ตั้งเป้ามีสาขาทั้งหมด 13,000 สาขาภายในปี 2564

ที่มาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

[สรุป] เคล็ดลับวางแผนลดหย่อนภาษี ปีนี้ต้องซื้ออะไรบ้าง?

Brand Inside - 7 hours 25 min ago

เข้าช่วงสิ้นปี ใครที่รู้ตัววว่ารายได้ต้องเสียภาษี มาหาทางลดหย่อนภาษี เก็บเงินไว้ใช้ชีวิตกันดีกว่า ว่าแต่ปี 2018 นี้มีรายการลดหย่อนภาษีอะไรบ้าง?

เครื่องคิดเลขของ Casio เช็คภาษี-สิทธิลดหย่อนได้ง่ายนิดเดียวแค่คลิก!

ก่อนจะต้องกรอกภาษีในเว็บของภาครัฐ แนะนำว่าให้ลองกรอกไปที่เว็บไซด์คำนวนลดหย่อนภาษีที่มีมากมายเช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ,บลจ.กสิกรไทย และเว็บไซต์  iTax

หลักการพื้นฐานที่ต้องรู้ในการวางแผนภาษีคือ เมื่อรวบรวมเอกสารรายได้-รายจ่าย-ลงทุน ฯลฯ ไว้แลว ต้องคำนวนว่ารายได้ทั้งปีอยู่ที่เท่าไร เช็คว่ารายการที่ใช้ลดหย่อนภาษี (รายจ่าย เงินลงทุน สิทธิ ฯลฯ) มาลบรายได้ทั้งหมด ทำให้ฐานรายได้ที่ต้องเสียภาษีลดลง ดังนั้นก็จะเสียภาษีแค่ส่วนที่เหลือ (ภาษีเสียตามฐานรายได้)

การลดหย่อนภาษีแบ่งเป็น 4 หมวดใหญ่
  1. ภาระส่วนตัว ได้แก่
    ค่าใช่จ่ายส่วนตัว        – 60,000 บาท
    ค่าลดหย่อนคู่สมรส     – 60,000 บาท (ต้องยื่นแบบลดหย่อนภาษีคู่กัน)
    ค่าลดหย่อนบุตร         – 30,000 บาท/คน ถ้าเป็นลูกตามกฎหมาย ไม่จำกัดจำนวนบุตร
    ค่าลดหย่อนคลอดบุตร  – จ่ายตามจริงไม่เกิน 60,000 บาท
    ค่าลดหย่อนพ่อแม่       – 30,000 บาทต่อคน (แต่พ่อแม่ต้องมีรายได้ในปีภาษีนั้นไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี และมีลูกแค่คนเดียวที่ใช้สิทธิ์นี้ได้)
    ค่าอุปการะคนพิการหรือทุพพลภาพ  – 60,000 บาทต่อคน

    ภาพจาก Shutterstock

  2. ประกันชีวิตและการลงทุน ได้แก่
    เบี้ยประกันสุขภาพของพ่อแม่       – จ่ายตามจริงไม่เกิน 15,000 บาท
    กองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF – ซื้อได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษีและไม่เกิน 500,000 บาท
    เงินประกันสังคม                     – ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 9,000 บาทเบี้ยประกันชีวิตทั่วไปหรือเงินฝากแบบมีประกันชีวิต ที่คุ้มครองมากกว่า 10 ปีขึ้นไปไม่เกิน 100,000 บาท และรวมกับเบี้ยประกันสุขภาพ 15,000 บาท 2 ส่วนนี้รวมกันแล้วสามารถลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท

    รายการลดหย่อนไม่เกิน 500,000 บาท ได้แก่
    เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ – ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และไม่เกิน 200,000 บาท
    กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ /กบข. /กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน – ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษีและไม่เกิน 500,000 บาท
    กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ RMF – ไม่เกิน15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษีและไม่เกิน 500,000 บาท
    กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) – จ่ายตามจริงไม่เกิน 13,200 บาท

    ภาพจาก Shutterstock

  3. การใช้จ่ายต่างๆ
    ดอกเบี้ยเพื่อที่อยู่อาศัย   – จ่ายตามจริงไม่เกิน 100,000 บาท
    ค่าธรรมเนียมจากการรับชำระเงินด้วยบัตรเดบิต – สามารถลดหย่อนได้ 1 เท่าของที่จ่ายจริง
    ค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยวไทย 55 เมืองรอง – จ่ายตามจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท
    เงินลงทุนในธุรกิจ startup – ลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท
  4. หมวดการบริจาค
    เงินบริจาคเพื่อการศึกษา การกีฬา และสังคม – ลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินบริจาคตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย
    เงินบริจาคให้สถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูง – ลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินบริจาคตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย
    ส่วนเงินบริจาคทั่วไปและเงินบริจาคน้ำท่วม – จ่ายตามจริงไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อน
    ในอนาคตเราจะเห็น การบริจาคเงินให้โรงพยาบาล ก็สามารถลดหย่อนภาษีได้

นอกจากนี้มีส่วนที่ยกยอดมาจากีก่อนคือ โครงการบ้านหลังแรกเมื่อปี 2558-2559  สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุดปีละ 120,000 บาท เป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี ใช้สิทธิได้เฉพาะคนที่ซื้อบ้านหลังแรกตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค. 2558 – 31 ธ.ค. 2559

สรุป

เหตุที่คนไทยควรยื่นภาษีเพื่อให้รัฐได้มีข้อมูลว่าเรามีรายได้อย่างไร และรับสามารถออกนโยบายต่างๆ ได้ตรงตามความต้องการของแต่ละกลุ่ม แต่ถ้ารัฐยังไม่แสดงศักยภาพว่าภาษีที่เก็บไปสามารถเกิดประโยชน์สู่สังคมได้จริง มนุษย์เงินเดือนและคนที่จ่ายภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมายก็อาจไม่รู้สึกแฮปปี้ที่ต้องจ่ายภาษีให้คนหลบเลี่ยงภาษีอยู่ดี

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ผลสำรวจชาวญี่ปุ่น มีมุมมองว่าชาวญี่ปุ่นออกไปทำงานต่างประเทศเป็นเรื่องใหญ่ที่น่ากังวล

Brand Inside - 13 November 2018 - 20:20

ผลสำรวจล่าสุดของชาวญี่ปุ่น ปัญหาชาวต่างชาติที่อพยพเข้ามาในประเทศอาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่อาจเป็นเรื่องที่ชาวญี่ปุ่นออกไปทำงานต่างประเทศมากกว่า

ห้าแยกชิบูย่า กรุงโตเกียว – ภาพโดย Ryoji Iwata / Unsplash

ปัญหาประชากรผู้สูงอายุในประเทศญี่ปุ่นที่เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงจำนวนประชากรในญี่ปุ่นที่ลดลง ทั้ง 2 เรื่องกำลังสร้างความกังวลให้กับรัฐบาลญี่ปุ่นอยู่ไม่น้อย ล่าสุดถึงแม้ว่าญี่ปุ่นจะใช้วิธีแก้ปัญหาอย่างการออกวีซ่าให้ชาวต่างชาติที่มีฝีมือเข้ามาทำงานและอยู่อาศัยในประเทศญี่ปุ่นได้ แต่ความกังวลของชาวญี่ปุ่นนั้นอาจไม่ใช่เรื่องที่ชาวต่างชาติเข้ามาทำงานด้วยซ้ำ

ล่าสุด ผลสำรวจจาก Pew Research Center พบว่า เมื่อสอบถามชาวญี่ปุ่นประมาณ 1 พันคน เกี่ยวกับการออกไปทำงานนอกประเทศของชาวญี่ปุ่นเอง เป็นเรื่องที่น่ากังวลหรือไม่ ผลสำรวจล่าสุด 58% บอกว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวล สวนทางกับในปี 2002 ที่พบว่าเป็นเรื่องไม่เห็นจะน่ากังวล ถึง 57%

ข้อมูลจาก The Association of Nikkei & Japanese Abroad พบว่าในปี 2017 ที่ผ่านมา ชาวญี่ปุ่นที่ทำงานและอาศัยในต่างประเทศมีมากถึง 3.8 ล้านคน จากจำนวนประชากรชาวญี่ปุ่นในประเทศที่อยู่ราวๆ 126 ล้านคน

ความกังวลในเรื่องนี้แสดงถึงเรื่องโครงสร้างประชากรของญี่ปุ่นที่กำลังประสบปัญหาอย่างหนัก โดยโครงสร้างประชากรในปัจจุบันนับวันจะมีแต่ผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น แต่การเกิดของประชากรน้อยกว่า รวมไปถึงอัตราประชากรเสียชีวิตโดยเฉลี่ยวันละ 1,000 คน

อีกเรื่องที่แฝงอยู่ในผลสำรวจนี้คือชาวญี่ปุ่นบางส่วนมีความกลัวว่าวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่แข็งแกร่งจะสูญเสียคุณค่าไป เนื่องจากการรับผู้อพยพเข้ามาทำงานในประเทศเพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันชาวญี่ปุ่นกลับออกไปทำงานในต่างประเทศ ถึงแม้ว่าทางการญี่ปุ่นจะตั้งเป้าว่าจะมีผู้อพยพเข้ามาทำงานประมาณ 5 แสนคนภายในปี 2025 ซึ่งถือว่าน้อยมากก็ตาม

ที่มาQuartz, Japan Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

องค์การอาหารและยา “FDA” ของสหรัฐฯ เล็งเบรคช่องทางการขายบุหรี่เมนทอลตามปั๊ม-ร้านสะดวกซื้อ

Brand Inside - 13 November 2018 - 17:27

ก่อนหน้านี้ (ส.ค.61) มีได้ข่าวรัฐลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาท เพื่อขยายฐานการผลิตโรงงานยาสูบของไทย ขัดแย้งกับการรณรงค์ “ลด ละ เลิก” บุหรี่บนโฆษณาทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ของหลายหน่วยงานรัฐที่ทุ่มงบกันไปมากมาย ก็ไม่รู้ว่ารัฐต้องการอะไรกันแน่

แต่ที่สหรัฐฯ อย. บ้านเขาหาทางลดช่องทางการชายบุหรี่เมนทอล และบุหรี่ไฟฟ้ารสชาติต่างๆ เพื่อลดช่องทางที่เด็กจะเข้าถึงได้

FDA สหรัฐฯ เรียกร้องห้ามขายการขายบุหรี่เมนทอลในปั๊ม-ร้านสะดวกซื้อ

Scott Gottlieb กรรมการธิการของ องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ หรือ The Food and Drug Administration (FDA) บอกว่า จากแคมเปญลดคนเสพนิโคตินในกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่ม African-Americans โดยจะลดช่องทางการขายบุหรี่เมนทอล และบุหรี่ไฟฟ้ารสชาติต่างๆ ให้น้อยลง

ซึ่งสัปดาหนี้เตรียมออกประกาศห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าหลายหลายรสชาติ และบุหรี่เมนทอลในร้านสะดวกซื้อ และปั๊มน้ำมันกว่าหมื่นแห่งทั่วประเทศสหรัฐฯ

ขณะเดียวกันกฎหมายที่จะแบนผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าและ บุหรี่เมนทอล หากต้องกาบังคับใช้ทั่วประเทศยังต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปี เพราะต้องผ่านการพิจารณากำกับดูแลของ FDA ที่ค่อนข้างจะซับซ้อนก่อน ถือว่าเป็นช่วงเวลาให้บริษัทผู้ผลิตบุหรี่ได้ปรับตัว

อย่างไรก็ตามบริษัทบุหรี่ค่ายใหญ่ของสหรัฐฯ ตอบสู่สาธารณะในทันทีว่า พร้อมจะเป็ส่วนหนึ่งในการรณรงค์ให้บุหรี่ไฟฟ้าอยู่ไกลมือเยาวชน ซึ่งต้องยอมรับว่า ผลิตภัณฑ์บุหรี่เมนทอลทำตลาดเจาะจงในกลุ่ม African–Americans.

นอกจานี้ข้อมูลจาก Preliminary government data บอกว่า ยอดบุหรี่ไฟฟ้าขายในกลุ่ม High school เพิ่มขึ้นกว่า 77% และ ขณะที่ปี 2018 ยอดขายต่อกลุ่ม middle schoolers เพิ่มขึ้น 50% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

โดยทั่วโลกมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง อย่างในแคนนาดา และสหภาพยุโรป ประกาศแบนบุหรี่เมนทอลโดยมีผลบังคับใช้ในปี ค.ศ. 2020

และช่วงต้นปีนี้ ที่ San Francisco มีประกาศห้ามขายบุหรี่เมนทอล และบุหรี่ไฟฟ้าที่มีหลายรสชาติแล้ว

สรุป

ในต่างประเทศเริ่มตื่นตัว และหาวิธีการจำกัดความเสียหายที่เกิดจากบุหรี่ อย่างสหรัฐฯ มองว่าการลดช่อทางการขายในปั๊ม ในร้านสะดวกซื้อจะลดกลุ่มผู้เสพที่เป็นเยาวชนได้ และในหลายประเทศเริ่มแบนบุหรี่เมนทอลและบุหรี่ไฟฟาอย่างเป็นทางการ

แม้ว่าบุหรี่จะเป็นสิ่งเสพติดที่คนไทยคุ้นเคย บางครั้งมีการออกแพกเกจ และกลิ่นผลไม้เพื่อดึงดูดความสนใจจากวัยรุ่นที่ต้องการลองของใหม่ ในขณะที่กลุ่มอยากจะเลิกบุหรี่หันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าซึ่งผิดกฎหมายในไทยแทน แต่รัฐบาลยังเพิ่มกำลังการผลิตยาสูบต่อไป ขณะเดียวกันก็ใช้งบในการรณรงค์ไม่ให้สูบบุหรี่ นโยบายควรจะสอดคล้องไปในทางเดียวกัน

ที่มา Foxbusiness

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

CPN ร่วมทุน Common Ground ลุยโคเวิร์กกิ้งสเปซ เติมจิ๊กซอว์ไลฟ์สไตล์ให้รีเทล

Brand Inside - 13 November 2018 - 16:53

CPN ประกาศร่วมทุนกับ Common Ground โคเวิร์กกิ้งสเปซจากมาเลเซียประเดิมสาขาแรกในไทยที่เซ็นทรัลเวิล์ดต้นปีหน้ากลยุทธ์ติมเรื่องไลฟ์สไตล์ให้มากกว่าการช้อปปิ้งสร้างคอมมูนิตี้ให้รีเทล

ผนึก Common Ground เปิด Co-working Space ในศูนย์การค้า

ถ้าพูดถึง Co-working Space ยังคงเป็นเทรนด์ที่ยังคงร้อนแรงอยู่ ในช่วงไม่กี่ปีมานี้มีผู้เล่นจากต่างประเทศแห่เข้ามาทำตลาดในไทยอยู่ตลอด เพราะการเติบโตของสตาร์ทอัพ หรือธุรกิจ SME ช่วยเสริมให้ธุรกิจนี้เติบโต

กลายเป็นเทรนด์ที่ธุรกิจรีเทลก็ต้องลงมาจับด้วยเช่นกัน เห็นได้ว่าศูนย์การค้า หรือคอมมูนิตี้มอลล์หลายๆ แห่งได้ชูจุดขายด้วยการเปิด Co-working Space รับกับไลฟ์สไตลืของผู้บริโภคในยุคนี้ที่ชอบทำงานนอกบ้าน หรือเช่าออฟฟิศเล็กๆ สำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพ

ล่าสุดทางเซ็นทรัลพัฒนา หรือ CPN ได้ประกาศลุยในธุรกิจนี้บ้าง ด้วยการจับมือกับ Common Ground เปิดตัว บริษัท คอมมอน กราวนด์ ไทยแลนด์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 400 ล้านบาท แบ่งสัดส่วนการถือหุ้นเป็น CPN 51% Common Ground 29% และ MSB Asia (สถาบันทางการเงินในมาเลเซีย) 20%

Common Ground เป็น Co-working Space สัญชาติมาเลเซีย ได้ก่อตั้งในเดือนมีนาคม 2017 ตอนนี้มีสมาชิก 1,400 คน ใน 6 สาขาซึ่งอยู่ในเมืองกัวลาลัมเปอร์ และเมืองใกล้เคียง มีแผนที่จะเปิดให้ครบ 15 สาขาทั่วมาเลเซียในปี 2018 ล่าสุดได้ขยายตลาดมาที่ประเทศไทย และฟิลิปปินส์ ตั้งเป้ามี 55 สาขาภายในปี 2020

ทำไม CPN ต้องลุยทำ Co-working Space

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมากลุ่มเซ็นทรัลได้มีการปรับตัวในทุกกลุ่มธุรกิจ ยิ่งกลุ่มศูนย์การค้าอย่าง CPN มีการปรับตัวอย่างหนัก เพระาด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีการเข้ามาของอีคอมเมิร์ซ

CPN ได้ทำการสร้างโจทย์ใหม่ให้ตัวเองเป็น Center of Life นั่นคือเป็นศูนย์กลางของการใช้ชีวิตในทุกๆ อย่าง ไม่ใช้แค่มาศูนย์การค้าเพื่อช้อปปิ้งอย่างเดียวเหมือนในอดีต

ความท้าทายของ CPN จึงต้องทำการเติมคอนเทนต์เพื่อรับกับความต้องการของผู้บริโภคเป็นคอนเทนต์ที่เสริมไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันในทุกๆด้าน

การเติม Co-working Space เข้ามาในศูนย์การค้าของ CPN ในครั้งนี้จึงเป็นการรับไลฟ์สไตลือขงคนรุ่นใหม่ที่ทำงานนอกบ้านนอกออฟฟิศหรือเทรนด์ของธุรกิจสตาร์ทอัพ

ดรณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า 

“จากวิสัยทัศน์การสร้าง Center of Life ในการเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ จึงขยายไลน์ธุรกิจใหม่แบรนด์ Common Ground โคเวิร์กกิ้งสเปซเต็มรูปแบบ เพื่อเป็นคอมมูนิตี้เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการหัวคิดใหม่ ด้วยการร่วมทุนกับ คอมมอน กราวด์ กรุ๊ป แบรนด์โคเวิร์กกิ้งสเปซจากมาเลเซีย เพื่อตอบรับเทรนด์ coworking space และ sharing economy กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ใน 10 ปีข้างหน้า และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของธุรกิจโคเวิร์กกิ้งแห่งใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ความสำคัญของการทำ Co-working Space ของ CPN ในครั้งนี้ คือการสร้างคอมมูนิตี้ขึ้นมาในศูนย์การค้า เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ในการทำโครงการ Mix-use เช่นกัน ซึ่ง Co-working Space เป็นการสร้างคอมมูนิตี้สำหรับคนทำงานที่มีกำลังซื้อ

ณัฐกิตติ์บอกว่า อีกหนึ่งโจทย์ที่สำคัญคือเรื่องของทราฟิกคนเข้าศูนย์การค้า ปกติคนจะมาที่ศูนย์ในวันหยุด เลยมีความคิดว่าให้เขามาในวันธรรมดามากขึ้น การทำ Co-working Space จึงเป็นโมเดลใหม่ในการหล่อเลี้ยงทราฟิกคนเข้าศูนย์การค้าให้สูงทุกวัน

ปกติแล้วทราฟิกคนเข้าศูนย์การค้าของ CPN เฉลี่ยในวันธรรมดา 120,000 คน วันเสาร์–อาทิตย์ 150,000 คน ส่วนวันที่มีงานอีเวนต์ 170,000 คน

ถ้ามี Co-working Space เข้ามาเสริมจะทำให้มีทราฟิกในวันธรรมดามากขึ้น และช่วยสร้าง Ecosystem ให้อยู่ในศูนย์ได้ทั้งวัน

Co-working Space แนวโน้มโตสูงต่อเนื่อง

ทางด้าน อิศเรศ จิราธิวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายขาย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงเทรนด์ของโคเวิร์คกิ้งสเปซในไทยว่า

“ในปัจจุบันมีกลุ่มบริษัทโคเวิร์กกิ้งสเปซระดับนานาชาติจากต่างประเทศหันมาปักหมุด และลงทุนในประเทศไทย โดยปัจจัยหลัก 2 ประการ คือ เมกะเทรนด์ที่ไลฟ์สไตล์การทำงานของผู้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนแปลงไปตาม Technology และ Flexibility โดยต้องการพื้นที่ทำงานที่มีความเป็น Collaborative Workspace รวมถึงการลดต้นทุนทางธุรกิจทำให้รูปแบบการทำงานของผู้ประกอบการ และบริษัทใหญ่ๆ ทั่วโลกจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยคาดว่าตลาด coworking space ในเอเชีย จะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 30%ในปี 2030 จากปัจจุบันที่มีตลาดอยู่ที่ 2% 

รวมถึงอัตราการเติบโตของตัวเลข SME ในประเทศไทย ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตสูง 8-10% ต่อปี มากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยกว่า 1 ใน 6 มีธุรกิจอยู่ในกรุงเทพฯ หรือคิดเป็นกว่า 500,000 ราย โดย SME เหล่านี้ ล้วนแต่มองหาสถานที่ทำงานในทำเลที่ดี หรือ prime location แต่การเข้าถึงออฟฟิศให้เช่าเกรด A ในกรุงเทพฯ เป็นไปได้ยากและมีราคาสูง เช่นเดียวกับบริษัทใหญ่ๆ ที่ต้องการลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ทำให้โคเวิร์กกิ้งในรูปแบบของคอมมอน กราวด์ จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในเข้าถึงสถานที่ทำงานรูปแบบใหม่

ทุ่ม 800 ล้าน ขยาย 20 สาขาใน 5 ปี

การเปิดตัว Common Ground ในประเทศไทยนี้ถือเป็นการเปิดตัวในต่างประเทศเป็นประเทศที่ 3ในภูมิภาคนี้ โดยจะเป็นรีจินัลแฟลกชิพแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยขนาดพื้นที่ 4,500 ตร.ม. สาขาแรกที่เซ็นทรัลเวิล์ด

แผนการขยายสาขาในไทยนั้น ได้ตั้งเป้าการลงทุน 800 ล้านบาท เปิด 20 สาขาใน 5 ปี โดย 10 สาขาจะตั้งอยู่บน Prime Location ในกรุงเทพฯ ที่อยู่ในอาคารสำนักงานที่เชื่อมต่อกับศูนย์การค้าของ CPN หรืออาคารสำนักงานให้เช่าอื่นๆรวมถึงสาขาในหัวเมืองสำคัญเช่นเชียงใหม่ภูเก็ตและพัทยาเป็นต้น

กลุ่มเป้าหมายของ Common Ground ได้แก่ ผู้ประกอบการ SME กลุ่มสตาร์ทอัพ และฟรีแลนซ์ 80% และกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความต้องการทำงานในโคเวิร์กกิ้งสเปซ 20% 

สรุป

ถือเป็นการเติมคอนเทนต์ด้านไลฟ์สไตล์ให้กับศูนย์การค้าของรีเทลของ CPN ให้แน่นขึ้น เป็นการแก้โจทย์เรื่องของทราฟิกเข้าห้าง โดยสร้างคอมมูนิตี้ของคนทำงานใน Co-working Space ยังคงเป็นเทรนด์ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

จับตาดีลลงทุนครั้งใหญ่ของ KBank ใน Grab ลุยแพลตฟอร์ม Mobile Wallet

Brand Inside - 13 November 2018 - 16:19

เทคโนโลยีพัฒนาไปทุกวัน จึงทำให้บริการใหม่ๆ ที่นำเทคโนโลยีมาทำให้ชีวิตประจำวันเราง่ายขึ้น มีโอกาสที่จะสร้างการเติบโตในธุรกิจบริการนั้นได้อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างที่น่าสนใจคือบริษัทที่เคยเริ่มธุรกิจด้วยการเป็นสตาร์ทอัพเมื่อ 6 ปีที่แล้วอย่าง Grab ที่เป็นแพลตฟอร์ม offline – to – online ให้บริการตั้งแต่การเดินทาง การจัดส่งสินค้า ส่งอาหาร ฯลฯ วันนี้มีธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล และมีบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกสนใจจะร่วมทุนด้วย

ล่าสุดธนาคารกสิกรไทย หรือ KBank เห็นโอกาสใหม่ๆ ในการเติบโตของ Grab จึงตัดสินใจลงทุนกับพันธมิตรที่มีธุรกิจหลักนอกประเทศไทยเป็นครั้งแรกด้วยดีลสูงถึงกว่า 1,600 ล้านบาท เรื่องนี้จึงไม่น่าจะใช่เรื่องธรรมดา

คุณพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย (ฝั่งขวา) คุณธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย (ฝั่งซ้าย) ทำไม KBank และ Grab เลือกเป็น Partner กัน?

พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย บอกว่า ธนาคารเข้าไปลงทุนใน Grab Holding ที่สิงค์โปร์ผ่าน บริษัท  บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด (Beacon VC)  (บริษัทในกลุ่มของธนาคารกสิกรไทย) เพราะเป้าหมายหลักของธนาคารต้องการเป็น “แพลตฟอร์มที่ลูกค้าเลือกใช้เพื่อตอบโจทย์ทุกด้านของชีวิตในทุกวัน” ดังนั้นจะมีแค่เรื่องธุรกรรมการเงินไม่ได้ KBank เมื่อจับมือกับ Grab ที่มีฐานลูกค้า 125 ล้านผู้ใช้งาน จะทำให้แบงก์สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ   

คุณพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทยคุณพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย

“พอมีฟินเทคเกิดขึ้น เราไม่ได้มองเขาเป็นคู่แข่ง แต่มองว่าศักยภาพสามารถเสริมต่อยอดกันได้ เราเลยต้องเชื่อมโยงกับ Platform อื่นๆ ซึ่งช่วยเพิ่มฐานลูกค้า และเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มคนที่มากขึ้น เราร่วมมือกับ Grab ให้เกิด Digital Lifestyle Ecosystem ที่จะทำให้ลูกค้าใช้บริการบนแพลตฟอร์มของทั้งธนาคาร และ Grab ได้ไหลลื่น และเชื่อมโยงผู้คนทั้งระบบให้ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ”

เปิดตัว 3 บริการใหม่เมื่อ KBank ร่วมมือกับ Grab

ธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย บอกว่า ปีนี้ Grab เข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว มีผู้ใช้งานทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 125 ล้านคน และมีผู้ประกอบการ (คนขับรถแท็กซี่ จักรยานยนต์ และร้านค้า ร้านอาหาร) ประมาณ 8-9 ล้านราย ซึ่งเมื่อเชื่อมแพลตฟอร์มกับธนาคารกสิกรไทยจะมีบริการเพิ่มขึ้นจากความเชี่ยวชาญของธนาคารอีก ในระยะแรกจะมี 3 เรื่องได้แก่

  1. GrabPay by KBank เป็น e-wallet (กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์) ที่ในอนาคตสามารถเติมเงินเข้าไปเพื่อใช้จ่ายในบริการของ Grab และในชีวิตประจำวัน (ต่างกับ Grab Pay ที่ปัจจุบันใช้เป็นช่องทางเชื่อมบัตรเครดิตมาชำระค่าสินค้าและบริการ)  โดยธนาคารกสิกรไทยในฐานะผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาแพลตฟอร์ม e-Wallet จะเป็นผู้พัฒนาระบบ และให้บริการหลังบ้าน ขณะนี้อยู่ระหว่างขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย
  2. พัฒนาแอปพลิเคชัน K PLUS และ Grab ให้ใช้งานร่วมกันได้ และลูกค้าสามารถใช้บริการทั้งฝั่ง          K PLUS และ Grab ได้ราบรื่น เรื่องนี้น่าจะเห็นความชัดเจนปลายไตรมาส 4 นี้
  3. ทั้ง KBank และ Grab จะเสนอบริการและผลิตภัณฑ์ใหม่ในฐานลูกค้าทั้ง 2 บริษัท เช่น คนขับของ Grab สามารถขอสินเชื่อจากธนาคารกสิกรไทยได้ หรือเสนอบริการ Grab for Business ให้ลูกค้า SME ของแบงก์ใช้บริการเพื่อช่วยจัดการธุรกิจได้ง่ายขึ้น

“ธนาคารกสิกรไทยถือเป็นผู้นำเรื่องลูกค้า SME อยู่แล้ว ดังนั้น Grab จะเข้าไปเสนอบริการที่จะช่วยเสริมธุรกิจให้กับลูกค้าของ KBank ได้ด้วย”

คุณธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ Grab Thailandคุณธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ Grab Thailand แก้ Pain Point : ไม่มีรายได้ประจำ ไม่มี Statement ก็ขอสินเชื่อได้

พัชร บอกว่า คนที่ไม่มีรายได้ประจำ เช่น คนขับแท็กซี่ พ่อค้าแม่ค้า วินมอเตอร์ไซด์ มักขอสินเชื่อจากธนาคารยากเพราะไม่มี Statement หรือหลักฐานการเงินใดๆ ที่จะอ้างอิง แต่เมื่อ KBank ร่วมมือกับ Grab เราจะเอาข้อมูลที่ Grab เห็นอยู่ในระบบมาเป็นตัวช่วยให้กลุ่มคนขับรถมีหลักฐานยืนยันกับธนาคารได้จากหลังบ้านของ Grab เลย ทำให้เรามีฐานข้อมูลลูกค้า ทั้งเรื่องพฤติกรรมการเงิน รายรับลูกค้ากลุ่มที่ไม่มีรายได้ประจำมากขึ้น หรือไม่มีบัญชีธนาคารได้มากขึ้น (มีอยู่กว่าล้านคนทั่วประเทศไทย) เช่น ผู้ขับรถของ Grab พ่อค้าแม่ค้า สามารถขอสินเชื่อเพื่อหมุนเวียน ฯลฯ  ซึ่งจะช่วยให้ธนาคารประเมินความเสี่ยงลูกค้า และมีโอกาสปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น

“วินในกรุงเทพฯ มีเกือบแสนคัน พอเขาไม่มี Statement เขาก็ขอสินเชื่อยากขาดโอกาสในการซื้อเครื่องมือทำมาหากิน หรือความจำเป็นอื่นๆ ในชีวิต เลยต้องไปนอกระบบกันหมด ซึ่งสินเชื่อที่เราจะปล่อยก็วงเงินไม่สูง แต่ไม่ใช่ว่าเราเน้นปล่อยสินเชื่อย่างเดียว เราต้องพยายามไม่ให้มีหนี้เสีย (NPL) ข้อมูลที่มีจะช่วยประเมินความเสี่ยงลูกค้าก่อนปล่อยสินเชื่อได้”

จากทั้งหมดนี้ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่ความร่วมมือธรรมดา แต่เป็นการร่วมกันพัฒนาทั้งแพลตฟอร์มที่จะขยายต่อไปได้เรื่อยๆ และจะสร้างโอกาสของลูกค้าทั้งวงจรของ KBank และ Grab ให้ก้าวไปพร้อมกับโอกาสที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาคนี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ขอบคุณ EXO-L! เพราะ EXO คือวงแรกในรอบ 18 ปีที่ขายอัลบั้มได้มากกว่า 10 ล้านชุดในเกาหลีใต้

Brand Inside - 13 November 2018 - 15:21

แม้เพิ่งออกอัลบั้มเมื่อปี 2555 แต่ EXO ก็กลายเป็นศิลปิน Boy Band ของเกาหลีที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และล่าสุดยังเป็นวงแรกในรอบ 18 ปีที่จำหน่ายอัลบั้มรวมกันได้มากกว่า 10 ล้านชุดด้วย

EXO // ภาพโดย https://www.youtube.com/user/mang2goon/about [CC BY 3.0 (https://creativecommons.org/licenses/by/3.0)], via Wikimedia Commons การันตีความนิยมด้วยอันดับในชาร์ททั่วโลก

การที่ EXO จะก้าวมาไกลถึงขนาดนี้ได้ ถ้าไม่ใช่แฟนคลับของวงที่ใช้ชื่อว่า EXO-L คอยสนับสนุน เรื่องอันดับชาร์ทสูงๆ ในหลายประเทศก็เป็นอีกข้อการันตีว่า EXO ไม่ใช่แค่วง Boy Band เกาหลีทั่วไป แต่คือศิลปินที่หมั่นผลิตผลงานคุณภาพออกมาสม่ำเสมอ

จึงไม่แปลกที่หากนับถึงปัจจุบัน EXO จะเป็นศิลปินวงแรกนับตั้งแต่ปี 2543 ที่จำหน่ายอัลบั้มในเกาหลีใต้มากกว่า 10 ล้านชุด ประกอบด้วย Studio Album 5 ชุด, Mini Album 2 ชุด, Winter Special Album 1 ชุด และ Live Album 1 ชุด

นอกจากนี้ตัวอัลบั้มใหม่ Don’t Mess Up My Tempo ก็มียอดจองเข้ามาแล้ว 1.18 ล้านชุด ก่อนที่จะจำหน่ายจริงในวันที่ 2 พ.ย. ถือเป็นอีกครั้งที่สามารถทำยอดขายอัลบั้มในวันแรกได้มากขนาดนี้ รวมถึงการันตีเรื่องฐานแฟนคลับ และคุณภาพของงานเพลงได้เป็นอย่างดี

สำหรับ EXO เป็นศิลปินตัวความหวังของ SM Entertainment ที่มี Super Junior, Red Velvet และ Girls’ Generation โดยไตรมาส 2 บริษัทสามารถปิดยอดขายได้ 1.24 แสนล้านวอน (ราว 3,600 ล้านบาท) และมีมูลค่ากิจการ 1 ล้านล้านวอน (ราว 29,000 ล้านบาท)

สรุป

ช่วงนี้ศิลปินของ SM Entertainment อาจไม่ได้โด่งดังเหมือนในอดีต ทำให้ทางค่ายต้องใส่ใจศิลปินที่มีอยู่เป็นพิเศษ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตไปได้ตามเป้าหมาย เพราะถ้าดูในมุมมูลค่ากิจการ JYP Entertainment ก็สามารถแซงตัว SM ไปเล็กน้อยแล้ว

อ้างอิง // Soompi

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

IPO ใหญ่อันดับ 2 ของโลก! SoftBank Mobile เตรียมระดมทุนมูลค่าเกือบ 7 แสนล้านบาท

Brand Inside - 13 November 2018 - 14:12

SoftBank Mobile กำลังจะกลายเป็น IPO ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก โดยมูลค่าระดมทุนประมาณ 7 แสนล้านบาท ซึ่ง Masayoshi Son จะนำเม็ดเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนใน Vision Fund ด้วย

ภาพจาก Shutterstock

SoftBank Mobile เตรียม IPO โดยตั้งเป้าระดมทุนมากถึง 21,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบๆ 7 แสนล้านบาท คาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์โตเกียวช่วงวันที่ 19 ธันวาคม และจะกลายเป็นการระดมทุนที่ใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจาก Alibaba และใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นในรอบ 31 ปี

ปัจจุบัน SoftBank Mobile อยู่ภายใต้กลุ่ม SoftBank ซึ่งซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว โดยแผนการของ Masayoshi Son คือการนำผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถืออย่าง SoftBank Mobile มา IPO เพื่อปลดล็อกมูลค่าหุ้นของตัว SoftBank เอง และนำเงินที่ได้ส่วนหนึ่งไปลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีผ่านทาง Vision Fund ด้วย

หลังจากที่ IPO เสร็จเรียบร้อยแล้ว SoftBank จะถือหุ้นใน SoftBank Mobile อยู่ประมาณ 63% ปัจจุบันคาดว่ามูลค่าตลาดของ SoftBank Mobile จะอยู่ที่ประมาณ 2.3 ล้านล้านบาท

สำหรับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือของญี่ปุ่น เจ้าตลาดเป็นของ NTT Docomo ครองสัดส่วนไป 45% รองลงมาเป็น KDDI au อยู่ที่ 31% และท้ายที่สุดคือ SoftBank อยู่ที่ประมาณ 23.6%

ปันผลเยอะกว่าคู่แข่ง

Son เองได้ประกาศด้วยว่า SoftBank Mobile จะมีอัตราการปันผลมากกว่าคู่แข่งอย่าง NTT Docomo รวมไปถึง KDDI ซึ่งสองมีนโยบายการปันผลสูงสุดแค่ประมาณ 50% ของกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน เท่านั้น ซึ่งต่างกับ SoftBank ซึ่งอยู่ที่ 85%

การที่ Son ได้ประกาศเช่นนี้ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนรายย่อยที่สนใจที่จะจองหุ้น เพราะ IPO ครั้งนี้ บริษัทเน้นนักลงทุนรายย่อยมากกว่ากองทุนต่างประเทศ หรือแม้แต่สถาบันการเงินในญี่ปุ่น โดยสัดส่วนของรายย่อยสูงถึง 90% โดยผู้รับผิดชอบในการขายหุ้นในประเทศญี่ปุ่นประกอบไปด้วย Nomura และ Daiwa รวมไปถึง SBI Online ซึ่งทั้ง 3 เป็นบริษัทหลักทรัพย์ชื่อดังและมีฐานลูกค้าในญี่ปุ่นมากที่สุด

ต้องรีบ IPO

การระดมทุนครั้งนี้ของ SoftBank ถือเป็นงานเร่งด่วน เนื่องจากปัญหาสำคัญคือ อนาคตอันใกล้นี้ผู้เล่นรายที่ 4 คือ Rakuten กำลังจะมาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ โดย Rakuten เตรียมที่จะเล่นท่าไม้ตายสำคัญคือการตัดราคาที่ถูกกว่าเจ้าอื่นๆ

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น รัฐบาลญี่ปุ่นก็เตรียมที่จะออกกฏหมายที่จะลดค่าบริการโทรศัพท์มือถือลงมา ซึ่งประเทศญี่ปุ่นเป็น 1 ในประเทศที่มีค่าใช้จ่ายด้านนี้สูงไม่น้อย เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาด้วยกัน โดยเมื่อไม่นานมานี้ ผู้ให้บริการใหญ่สุดอย่าง NTT Docomo คู่แข่งรายสำคัญของ SoftBank Mobile ได้ประกาศว่าเตรียมที่จะลดราคา Package ลงมามากถึง 40% ทำให้ราคาหุ้นตกลงมาเกือบ 12% ในช่วงการประกาศ

ซึ่งทำให้ SoftBank ต้องรีบ IPO ธุรกิจนี้ก่อนที่จะไม่มีโอกาสสวยๆ ไปมากกว่านี้

ที่มา – Bloomberg [1], [2], [3]

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

อ่านกลยุทธ์ Fila แบรนด์อุปกรณ์กีฬาจากเกาหลีที่โดดเด่นในโลก Streetwear และกีฬา Tennis

Brand Inside - 13 November 2018 - 10:39

แบรนด์อุปกรณ์กีฬา Fila ถูกจับตามองจากทั้งนักลงทุน และผู้ชื่นชอบการแต่งตัว เพราะความโดดเด่นเรื่องการออกแบบที่ถูกจริตคนยุคนี้ ประกอบกับการสปอนเซอร์นักกีฬาเทนนิสที่ช่วยให้แบรนด์กลับมามีพื้นที่ในตลาดนี้อีกครั้ง

Fila Disruptor // ภาพ Shutterstock มาแรงเพราะกระแสรองเท้าคุณพ่อ

ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา แบรนด์อุปกรณ์กีฬาจากเกาหลีอย่าง Fila ถูกพูดถึงในวงการแฟชั่น เพราะถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ทำให้รองเท้าคุณพ่อ หรือ Chunky Sneaker ฮิตติดลมบนจนสาวๆ หลายคนต้องหาซื้อมาเป็นของตัวเองสักคู่ โดยเฉพาะรุ่น Disruptor 2 ที่โดดเด่นด้วยขนาดที่ใหญ่กว่าปกติ และสีขาวที่ทำให้ใส่คู่กับอะไรก็ได้

ขณะเดียวกันรองเท้ารุ่นดังกล่าวยังได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ชายด้วย เรียกว่าเป็นการทำตลาดได้ทั้งสองเพศ คล้ายกับกรณีของ Stan Smith ของ Adidas ที่เกาะกระแส Minimal เมื่อราว 5 ปีก่อน รวมถึง Disruptor 2 ยังมาพร้อมกับหลากหลายเวอร์ชั่น เช่นหนังกลับ หรือการไปร่วมกับดีไซเนอร์ชื่อดังให้ช่วยออกแบบ

ร้าน Fila // ภาพโดย S12morela [CC BY-SA 3.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0)], from Wikimedia Commonsที่สำคัญ Disruptor 2 ของ Fila ยังเป็นผู้กำหนด Trend รองเท้าผ้าใบในยุคใหม่ที่ต้องออกแบบในลักษณะ Chunky Sneaker หรือคู่ใหญ่ๆ และสวมใส่กับเสื้อผ้าแนว Streetwear ได้ดี จนมีหลายๆ แบรนด์ ตั้งแต่ธรรมดา ถึงแบรนด์หรูหันมาจำหน่ายรองเท้าในลักษณะนี้มากขึ้น

ถนัดเรื่องสนับสนุนนักกีฬาเทนนิส

ในทางกลับกัน Fila ในมุมการจำหน่ายอุปกรณ์กีฬาที่ไม่ใช่ Streetwear ทาง Fila ก็เน้นสนับสนุนนักกีฬาเทนนิส เช่นในการแข่งขัน ATP Finals ที่รวมนักเทนนิส 8 อันดับที่ดีที่สุดมาแข่งขันกัน ก็มีนักกีฬาที่สวมเครื่องแต่งกายของ Fila 2 ราย และรองเท้าอีก 2 ราย เช่น Marin Cilic

Marin Cilic // ภาพจาก Flickr ของ Carine06

แถมล่าสุดยังเพิ่งเซ็นสัญญาสนับสนุนนักกีฬาเทนนิสสาวดาวรุ่งอายุ 19 ปีของอเมริกา Sofia Kenin เพื่อให้สวมใส่เครื่องแต่งกาย และรองเท้าของ Fila โดยเธอคนนี้เป็นนักเทนนิสสาวอเมริกันอันดับที่ 6 ในการจัดอันดับของ WTA ในตอนนี้ โดยตามหลังเพียง Venus Williams

เกาะกระแสบาสเกตบอลเริ่มกลับมา

อย่างไรก็ตามในกีฬาบาสเกตบอลนั้น Fila ก็เคยเป็นหนึ่งในรองเท้าที่นักบาสหลายคนอยากครอบครอง ยิ่งตอนนี้กระแสรองเท้าคู่ใหญ่กำลังมา ทำให้ Fila ไม่รอช้าที่จะจับมือกับ Grant Hill นักบาสเกตบอล NBA ระดับ Hall of Fame เพื่อปล่อยรองเท้ารุ่น Grant Hill 2 ออกมา เพื่อตอบโจทย์ตลาดในปัจจุบัน

สรุป

จริงๆ แล้ว Fila เป็นแบรนด์อุปกรณ์กีฬาจากอิตาลี ก่อตั้งเมื่อปี 2454 แต่ในปี 2550 ถูกซื้อกิจการโดย Fila Korea และจุดนั้นเองก็ทำให้แบรนด์ Fila เปลี่ยนไปตลอดกาล ด้วยการรุกตลาดแฟชั่นมากกว่าเดิม แถมทำให้ธุรกิจมียอดขายกว่า 2.5 ล้านล้านวอน (ราว 73,000 ล้านบาท) และเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 161%

อ้างอิง // Footwear News, Sneakers News, Tennis Now

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Coca-Cola เตรียมลุยตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง เสริมพอร์ตเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

Brand Inside - 12 November 2018 - 23:27

มีรายงานว่า Coca-Cola เตรียมเปิดตัวเครื่องดื่มชูกำลังภายใต้แบรนด์ของตัวเอง เป็นแผนที่จะขยายพอร์ตจากเครื่องดื่มโซดา ไปยังเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมากขึ้น

ภาพจาก Pixabay

รายงานจาก Reuters บอกว่า Coca-Cola มีแผนที่จะเปิดตัวเครื่องดื่มตัวใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีการใช้ชื่อแบรนด์ว่า “Coca-Cola Energy” และ “Coca-Cola Energy No Sugar” มีส่วนผสมของคาเฟอีน และสารสกัดกัวรานาที่ช่วยสร้างความสดชื่น ลดความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ

ก่อนหน้านี้ Coca-Cola เคยมีแผนที่จะทำเครื่องดื่มชูกำลังมาบ้างเหมือนกัน แต่ค่อนข้างที่จะระมัดระวัง เพราะมีประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างมากในสหรัฐอเมริกา และตลาดอื่นๆ หลังจากมีเครื่องดื่มบางชนิดส่งผลต่อชีวิตของกลุ่มคนหนุ่มสาวบางกลุ่ม และเกรงว่าเครื่องดื่มชูกำลังจะถูกโจมตีด้วย

แต่เมื่อปี 2015 Coca-Cola ได้เข้าไปถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วนเกือบ 17% ใน Monster Beverage เป็นบริษัทเครื่องดื่มรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกา มีสินค้าหลักคือเครื่องดื่มชูกำลัง จึงเป็นโอกาสสำคัญในการศึกษาตลาดนี้

อย่างไรก็ตามหลังจากที่มีข่าวว่า Coca-Cola กำลังจะเปิดตัวเครื่องดื่มชูกำลัง ก็สร้างความไม่พอใจกับพาร์ทเนอร์อย่าง Monster Beverage อยู่ไม่น้อย เพราะถือว่าเป็นคู่แข่งกันโดยตรง ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงที่ให้ไว้ตั้งแต่แรก

แต่ก็มีนักวิเคราะห์ได้มองว่า ถ้า Coca-Cola ออกสินค้าเครอื่งดื่มชูกำลังออกมาจริงๆ ก็มีผู้บริโภคพร้อมให้การสนับสนุนอยู่แล้ว

ในขณะที่นักวิเคราะห์อีกท่านหนึ่งได้มองว่า เครื่องดื่มชูกำลังของ Coca-Cola อาจจะไม่ได้รับความนิยม และไม่สามารถกินส่วนแบ่งการตลาดได้เท่าที่ควร เพราะผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเครื่องดื่มนี้มักจะเลือกสินค้าตามคุณประโยชน์ที่ต้องการ อาจจะไม่ได้เลือกตามแบรนด์ก็ได้

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

รองประธาน Alibaba กล่าว สงครามการค้า ไม่ทำให้การบริโภคของชนชั้นกลางในจีนลดลง

Brand Inside - 12 November 2018 - 16:38

มุมมองของรองประธานของ Alibaba เกี่ยวกับเรื่องของสงครามการค้าว่าจะไม่กระทบกับพลังการบริโภคของชนชั้นกลางจีนอย่างแน่นอน

Joe Tsai รองประธานของ Alibaba

Joe Tsai รองประธานบริหารของ Alibaba ได้กล่าวถึงเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน จะไม่สามารถหยุดยั้งการบริโภคของชนชั้นกลางจีนได้ โดยคาดว่าชนชั้นกลางของจีนจะมีจำนวนถึง 600 ล้านคนในช่วง 10-15 ปีข้างหน้า ส่งผลให้เกิดผลกระทบในการบริโภคที่ดีขึ้นของชาวจีน ซึ่งปัจจุบันจีนมีขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก

ในช่วงที่ผ่านมามุมมองของนักลงทุนที่มองว่าหุ้นของ Alibaba นั้นเปรียบเสมือนตัวแทนการบริโภคในจีน แต่ที่ผ่านมาราคาหุ้นได้ตกลงมาตลอดจากเรื่องสงครามการค้า เขามองว่า นักลงทุนมองจีนผิดไป จริงๆ ต้องมองถึงอนาคตชนชั้นกลางในจีนที่เพิ่มขึ้นต่างหาก

ตัวเขาเองยังมองถึงช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพลังการบริโภคของจีนเติบโตด้วยตัวเลข 2 หลักทุกปี รวมไปถึงการเก็บออมของชาวจีน แต่ในอนาคตเมื่อชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้ชนชั้นกลางในจีนเริ่มที่จะทดลองใช้อะไรใหม่ๆ สนใจซื้อสินค้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วย 

เขาได้ยกตัวอย่างว่า ในปี 1999 ที่เขาเองได้เข้าทำงานใน Alibaba ซึ่งตอนนั้น GDP ต่อประชากรจีนอยู่ที่ 800 เหรียญสหรัฐ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 9,000 เหรียญสหรัฐ เขายังได้เสริมว่าถ้าในอนาคตรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นเป็น 20,000 เหรียญหรือ 30,000 เหรียญ ซึ่งมันเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว

ยอดขายในวันคนโสด 11.11 ที่ผ่านมาในจีนแสดงให้เห็นถึงพลังการบริโภคภายในจีนที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาแรงกดดันจากสงครามการค้าจะทำให้ทางการจีนเริ่มกังวลถึงเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจจีนก็ตาม โดยก่อนหน้านี้แจ๊ค หม่าเองก็เคยออกมาพูดถึงเรื่องสงครามการค้าว่าเป็นเรื่องที่โง่เง่าที่สุด

ที่มาSouth China Morning Post

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

“ปัญญา เวชบรรยงรัตน์” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาดของ dtac ลาออก

Brand Inside - 12 November 2018 - 15:53

การมาถึงของ Alexandra Reich ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนล่าสุดของ dtac ก็เกิดเรื่องเปลี่ยนแปลงมากมาย ซึ่งล่าสุดก็คือการจากไปของ “ปัญญา เวชบรรยงรัตน์” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด ที่ขอลาออก

ปัญญา เวชบรรยงรัตน์ คนไทยอีกหนึ่งที่ต้องออกจากทีมบริหาร

หลังจากเริ่มทำงานกับ dtac มาตั้งแต่ปี 2551 ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการเกี่ยวกับการพัฒนาธุรกิจที่ทำกับพาร์ทเนอร์ต่างๆ “ปัญญา เวชบรรยงรัตน์” ก็ใช้เวลาไม่นานในการขยับตำแหน่งขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่หัวหน้าภูมิภาค จนล่าสุดคือ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด

แต่ล่าสุด “ปัญญา” ก็ได้ยื่นลาออกจากตำแหน่งนี้แล้ว แต่จะทำงานร่วมกับบริษัทในฐานะที่ปรึกษาอยู่ ถือเป็นอีกครั้งที่ dtac ต้องสูญเสียหัวเรือหลักด้านการตลาดออกไป และนับตั้งแต่การลาออกของผู้บริหารไทยชุดใหญ่เมื่อปี 2558 ตัวตำแหน่งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาดก็หมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา

ไล่ตั้งแต่ผู้บริหารจากต่างชาติ และคนก่อนหน้า “ปัญญา” ที่เรารู้จักกันดีก็คือ “สิทธิโชค นพชินบุตร” มือการตลาดตัวเก๋าจากค่าย Samsung ที่หลังจากเข้าร่วมงานกับ dtac ในช่วงกลางปี 2559 แต่สุดท้ายก็ต้องลาออกไปในต้นปี 2561 ดังนั้นคงต้องจับตาดูว่า ตำแหน่งนี้ของ dtac คนถัดไปจะเป็นคนไทยเหมือนเดิมหรือไม่

อย่างไรก็ตามระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ Alexandra Reich จะเข้ามารักษาการในตำแหน่งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด ตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย. ก่อน เพื่อหาผู้บริหารที่เหมาะสมในการแต่งตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งดังกล่าวต่อไปในอนาคต

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ถอดรหัสธุรกิจ HomePro กับแผนปั้น Housebrand สร้างยอดขายเติบโตในยุคผู้บริโภคชะลอจับจ่าย

Brand Inside - 12 November 2018 - 15:13

เมื่อเดือนส.ค. ที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือนที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในประเทศไทยลดลง และอาจเป็นเรื่องแย่ในการทำธุรกิจ แต่ไม่ใช่กับ HomePro ที่ปรับตัวด้วยการลุยทำตลาดสินค้า Housebrand เต็มตัว

โครงสร้างธุรกิจของ HomePro ลุยด้วยกลยุทธ์ Housebrand และสาขาไซส์เล็ก

หลายคนอาจคุ้นเคย HomePro ในฐานะค้าปลีกที่จำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับบ้าน และตั้งอยู่บนสถานที่ขนาดใหญ่ เพื่อให้เหมาะสมกับสินค้าที่จำหน่าย แต่หลังจากนี้ภาพลักษณ์ของค้าปลีกรายนี้อาจเปลี่ยนไป เพราะเตรียมปรับแผนเดินหน้าสาขาไซส์เล็กมากขึ้น

เมื่ออ้างอิงจากเอกสารงาน Opportunity Day ของ HomePro จะพบว่า ตัวบริษัทเริ่มหันมาเปิดสาขาไซส์เล็กที่ใช้ชื่อว่า HomePro S และตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า แทนที่จะตั้งแบบ Standalone แบบสาขาเดิมๆ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคได้ใกล้กว่าเดิม โดยในปี 2561 จะมีสาขาแบบนี้เปิดรวม 5 แห่ง ส่วน HomePro แบบเดิมเปิดเพียง 1 แห่ง

การเติบโตอย่างยั่งยืนของ HomePro

อย่างไรก็ตาเมื่อเทียบกับจำนวนสาขาทั้งหมด HomePro S จะมีสาขาเพียง 12 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพ ซึ่งน้อยกว่า HomePro ปกติที่มี 82 แห่งทั่วประเทศ แต่ก็ยังมีสาขาเทียบเท่ากับ Mega Home ที่เน้นจำหน่ายอุปกรณ์สร้างบ้าน และมากกว่า HomePro ในประเทศมาเลเซียที่มี 6 สาขา

ขณะเดียวกันเพื่อผ่านวิกฤตินี้ไปได้ HomePro ก็เตรียมปรับตัวด้วยการเน้นจำหน่ายสินค้า Housebrand กว่า 36 แบรนด์ เช่นผลิตภัณฑ์ในห้องน้ำแบรนด์ MOYA, กระเบื้อง Tara Tile และยางมะตอยสำเร็จรูป Homebase โดยชูจุดเด่นเรื่องราคาที่เข้าถึงง่าย แต่ก็ยังมีคุณภาพเทียบเท่ากับแบรนด์อื่นๆ ในตลาด

Housebrand ของ HomePro

สำหรับ HomePro ปัจจุบันจำหน่ายสินค้ากว่า 40,000 รายการ และมีธุรกิจค้าปลีก Market Village ที่หัวหินด้วย โดย 9 เดือนแรกของบริษัทนั้นทำยอดขาย 45,720 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 3.5% ส่วนกำไรเติบโต 16.9% และตั้งแต่ปี 2556 ตัวยอดขายก็เติบโตเฉลี่ย 8.4%

สรุป

การปรับตัวของ HomePro ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ไม่ได้อยากไปที่ใหญ่ๆ แต่ขอแค่การเดินทางที่สะดวกสำหรับคนเมือง และสินค้าที่ราคาไม่สูง แต่มีคุณภาพก็พอ และนี่คือจุดเริ่มต้นของกลุ่มที่จำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับบ้าน และเชื่อว่ารายอื่นๆ ในอนาคตต้องทำตามแน่นอน

จำนวนสาขาของ HomePro

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

AU ไตรมาส 3/18 รายได้โต แต่กำไรกลับลดลงเนื่องจากค่าใช้จ่ายในการบริหาร

Brand Inside - 12 November 2018 - 15:05

บริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ AU ได้รายงานงบการเงินไตรมาส 3 ของปี 2561 โดยประเด็นสำคัญคือ รายได้ของบริษัทที่เติบโตขึ้น แต่สวนทางกับกำไรที่ลดลงเนื่องจากค่าใช้จ่ายในการบริหาร

ภาพจาก Shutterstock

ไตรมาส 3 ของ AU กำไรสุทธิอยู่ที่ 38.45 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาส 3 ปีที่ผ่านมา 7.85% โดยรายได้รวมของไตรมาสนี้อยู่ที่ 216.36 ล้านบาท เติบโต 10% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปีทีผ่านมา

รายได้หลักของบริษัทคือรายได้จากร้านขนมหวาน อยู่ที่ 206.64 ล้านบาท เติบโต 8% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว ส่วนรายได้รับจ้างผลิตและรวมไปถึงรับจ้างนอกสถานที่นั้นรายได้เพิ่มขึ้น 171% อยู่ที่ 8.49 ล้านบาท ซึ่งยังไม่เป็นนัยยะสำคัญ

กำไรขั้นต้นของบริษัทอยู่ที่ 147.61 ล้านบาท มีสาเหตุจากเมนูใหม่ที่ขายนี้มีกำไรขั้นต้นที่สูง รวมไปถึงการจัดการวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต ทำให้ไตรมาสนี้กำไรขั้นต้นของบริษัทอยู่ที่ 68.61%

ค่าใช้จ่ายในการขายของบริษัท ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 66.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.92% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปีที่แล้ว สาเหตุสำคัญมาจากการจ้างพนักงานที่เพิ่มขึ้น การเพิ่มสาขา รวมไปถึงค่าเช่าที่เพิ่มขึ้น

ค่าใช้จ่ายในการบริหาร อยู่ที่ 35.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว เนื่องจาก การขยายสาขาและกิจกรรมรองรับธุรกิจในอนาคต ค่าเสื่อมราคาตามสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าที่ปรึกษากฏหมาย ค่าใช้จ่าย Software เป็นต้น

ไตรมาสที่ผ่านมาทางบริษัทมีสาขาทั้งสิ้น 30 สาขา 

ที่มาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เปิด 5 เทรนด์เทคโนโลยีปี 2019 AI จะเข้ามาเปลี่ยนประสบการณ์ลูกค้า

Brand Inside - 12 November 2018 - 14:19

ไดเมนชั่น ดาต้า เปิดแนวโน้มด้านเทคโนโลยีในปี 2019 พบว่าปีหน้าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัลเกิดขึ้นจริงอย่างแน่นอน

ภาพจาก Shutterstock

ไดเมนชั่น ดาต้าผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก ได้เปิดเผยรายงานแนวโน้มเทคโนโลยีในปี 2019 ในรายงานได้ชี้ถึงพื้นฐานของแนวโน้มอุตสาหกรรม ที่จะมากำหนดขอบเขตธุรกิจด้านเทคโนโลยีในปีหน้า ได้แก่ ประสบการณ์ของลูกค้า ความปลอดภัยระบบออนไลน์ ธุรกิจดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานของระบบดิจิทัล สถานที่ทำงานรูปแบบดิจิทัล (ดิจิทัล เวิร์คเพลส)  เทคโนโลยีในอนาคต และ รวมถึงการบริการต่างๆ คาดการณ์ว่าจะมีการขยายตัวของบริษัทด้านเทคโนโลยีอย่างล้นหลามในระยะยาว

ประเด็นที่หลายคนพูดถึงกันบ่อยๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้เกิดขึ้นอย่างจริงจังก็จะเริ่มเกิดชึ้นจริงและจะเป็นจุดเปลี่ยนทางเทคโนโลยีที่สำคัญ ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) คอมพิวเตอร์ที่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง (Machine learining) และกระบวนการทำงานอัตโนมัติโดยหุ่นยนต์ (Robotic Process Automation)

สังเกตได้ว่าที่ผ่านมาในอุตสาหกรรมได้พูดถึงเกี่ยวกับเทคโนโลยีล้ำสมัยบางอย่างในเชิงทฤษฎีเท่านั้น ซึ่งยังไม่สามารถระบุถึงประโยชน์และการนำไปใช้ได้อย่างชัดเจน เช่น เครื่องมือวิเคราะห์และเก็บข้อมูลเชิงสถิติ (Think analytics), Machine learining, AI, Blockchain และ Container เป็นต้น

มีการคาดการณ์ว่าในปีหน้าจะมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในเชิงปฏิบัติมากขึ้น ซึ่งจะได้เห็นกันมากขึ้นในตลาดอีก 3 ปีข้างหน้า โดยจะกลายเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญในกระบวนการต่างๆ และจะเป็นเทคโนโลยีธรรมดาที่ใช้กันทั่วๆ ไปในที่สุด โดยเชื่อว่าในปี 2019 จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในแวดวงเทคโนโลยี

5 เทรนด์เทคโนโลยีในปี 2019

  1. หุ่นยนต์จะเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ของลูกค้า
    การเติบโตของกระบวนการใช้หุ่นยนต์อัตโนมัติ เช่น AI, machine learining และเครือข่ายระบบคอมพิวเตอร์ที่เลียนแบบเส้นใยประสาทของมนุษย์ (neural networks) จะทำให้บริษัทเพิ่มความสามารถในการแยกแยะและรวบรวมสถานการณ์ต่างๆ เพิ่มความเข้าใจ และสามารถวิเคราะห์และคาดการณ์ความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้าได้แบบเรียลไทม์

2. องค์กรจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยระบบออนไลน์ที่อยู่ในรูปแบบคลาวด์ 

ช่องโหว่ที่สำคัญในการรักษาความปลอดภัยออนไลน์ในปี 2018 ถือเป็นแรงผลักดันทำให้ผู้ให้บริการรักษาความปลอดภัยที่ใช้ระบบคลาวด์ในปี 2019 ออกมาหามาตรการรับมือกันอย่างจริงจัง โดยระบบรักษาความปลอดภัยบนระบบคลาวด์ได้ถูกสร้างพัฒนาขึ้นมาด้วย APIs แบบเปิดระบบที่ทำให้ทีมรักษาความปลอดภัยสามารถผสมผสานรวมเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้เข้ากับแพลตฟอร์มที่มีได้อย่างรวดเร็วและสะดวกขึ้น โดยสิ่งนี้จะทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าจะสามารถจัดการกับภาคส่วนที่ถูกคุกคามได้อย่างทันท่วงทีและรวดเร็ว

3. โครงสร้างพื้นฐานจะกลายเป็นสิ่งที่ผู้ใช้สามารถจัดการได้ในปลายทาง
หลายๆ บริษัทเริ่มสมัครใช้บริการในรูปแบบคลาวด์ในหลายรูปแบบ และเพิ่มการใช้ซอฟแวร์ผ่านเว็บไซต์ (SaaS) มากขึ้น ซึ่งความสามารถในการจัดการได้ในปลายทาง นั่นหมายถึงองค์กรต่างๆ สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วในการเปลี่ยนแปลงภาคส่วนธุรกิจและความต้องการในการใช้แอพพลิเคชั่นและข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น

4. แอพพลิเคชั่นต่างๆ จะฉลาดมากขึ้นและปรับแต่งได้
ในปีหน้าเราจะได้เห็นแอพพลิเคชั่นต่างๆ จะรวบรวมข้อมูลการใช้งานของผู้ใช้ และปรับเปลี่ยนให้ตรงกับฟังก์ชั่นการทำงานของพวกเขาเพื่อพัฒนาประสบการณ์ของผู้ใช้ AI และ machine learning จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยบุคลากรทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

5. ข้อมูลจะกลายเป็นศูนย์กลางของทุกๆ สิ่ง
ในช่วงต่อจากนี้ จะให้ความสำคัญมากขึ้นต่อมูลค่าที่แท้จริงของข้อมูล มีการรวบรวม และยกระดับเพิ่มมูลค่าให้กับข้อมูล โดยข้อมูลจะกลายเป็นแกนหลักสำคัญของดิจิทัลทรานสฟอร์มเมชั่น และกลายเป็นแหล่งใหม่ของรายได้ที่จะแซงหน้ารายได้แบบเดิม ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างข้อมูลที่จำเป็นต้องพัฒนาข้อมูลให้มีมูลค่าสูงเพื่อจะขับเคลื่อนผลักดันการลงทุนในด้านไอที

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ลอรีอัลเริ่มใช้ AI กับ HR เปิดตัวแชทบอท Mya สนทนากับผู้สมัคร

Brand Inside - 12 November 2018 - 00:46

ลอริอัลประกาศใช้โซลูชั่น AI ในวงการ HR เปิดตัวแชทบอท Mya ใช้ในการช่วยสรรหาบุคคลากร เป็นการสนทนากับผู้สมัคร ช่วยจัดการใบสมัครจำนวนมากได้

ลอรีอัลเปิดตัวแพลตฟอร์มบทสนทนาแชทบอทใหม่โดยใช้โซลูชั่นจาก Mya Systems ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่ให้บริการโซลูชั่น AI สำหรับการสรรหาบุคลากร แชทบอทนี้มุ่งเป้าไปที่ผู้สมัครที่ต้องการฝึกงาน และหาตำแหน่งงาน อาทิ พนักงานแนะนำผลิตภัณฑ์ความงาม หรือ Beauty Advisor

ซึ่งลอรีอัลได้นำแพลตฟอร์มแชทบอทมาใช้เรียบร้อยแล้วในสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศสตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2018 และจะมีการเปิดตัวในประเทศอื่นๆ ต่อไป

โดยการเปิดแพลตฟอร์มบทสนทนาแชทบอทนี้ ได้เพิ่มความพึงพอใจของผู้สมัครมากขึ้น และช่วยให้ลอรีอัล ซึ่งได้รับใบสมัครกว่าหนึ่งล้านใบต่อปี สามารถบริหารจัดการกับปริมาณใบสมัครที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

นีเลช บัวท์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านดิจิทัล ฝ่ายทรัพยากรบุคคลลอรีอัล บอกว่า

“ผลจากการสนทนาในการสรรหาบุคคลากร 10,000 ครั้งแรก Mya สามารถสนทนากับ 92% ของผู้สมัครอย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุอัตราความพึงพอใจเกือบ 100% ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้สมัคร โดยหลายคนกล่าวถึงประสบการณ์ในการใช้งานว่า สามารถสนทนาได้อย่างง่ายดายและมีความเป็นส่วนตัว”

ซึ่งการใช้ AI เข้ามาใช้ในการทำงานของ HR เป็นส่วนหนึ่งในการปรับโครงสร้างของฝ่ายทรัพยากรบุคคลและการปรับเปลี่ยนให้เป็นดิจิทัล ได้เอาเทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุนการทำงานของผู้ให้คำปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคล ช่วยทำให้คนที่ทำงานฝ่ายนี้ไปทำงานในมิติอื่นๆ ได้มากขึ้น

ช่วยคัดกรองผู้สมัครได้เร็วขึ้น

การทำงานของ Mya เป็นแชทบอทสามารถถามคำถามที่เป็นข้อเท็จจริงเพื่อระบุว่าโปรไฟล์ของผู้สมัครตรงกับความต้องการตำแหน่งใด เช่น คุณพร้อมทำงานในวันแรกของโปรแกรมฝึกงานและสามารถทำงานตลอดระยะเวลาของโปรแกรมฝึกงานหรือไม่? คุณเรียนอยู่ในชั้นปีอะไรและหลักสูตรปริญญาของคุณใช้ระยะเวลานานเท่าไร? คุณต้องการให้เราทำการปรับเปลี่ยนสิ่งใดเพื่อให้คุณสามารถกรอกใบสมัครได้สมบูรณ์หรือไม่? คุณมีคำถามใดๆ เกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กร ขั้นตอนการสมัคร หรือรายละเอียดตำแหน่งงานหรือไม่? เป็นการคัดกรองผู้สมัครเบื้องต้น ได้ทั้งความรวดเร็ว และฉลาด

และ Mya เป็นระบบที่สามารถใช้งานง่าย เข้าถึงได้ผ่านทางโทรศัพท์มือถือทุกที่ทุกเวลา โดยเริ่มแรก Mya จะนำเสนอตัวเองในฐานะแชทบอท โดยในตอนท้ายของการสมัครนี้ ผู้สมัครที่ผ่านการรับรองจะได้รับการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลการรับสมัคร

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

สรุปยอดขาย 11.11 ของ Alibaba ทะลุ 2.13 แสนล้านหยวน คิดเป็นเงินไทย 1 ล้านล้านบาท!

Brand Inside - 11 November 2018 - 23:04
ยอดขายรวมสุทธิของ Alibaba ในเทศกาลวัน 11.11 มูลค่า 2.135 แสนล้านหยวน (เงินไทย 1 ล้านล้านบาท)ยอดขายรวมสุทธิของ Alibaba ในเทศกาลวัน 11.11 มูลค่า 2.135 แสนล้านหยวน (เงินไทย 1 ล้านล้านบาท) สรุปยอดขายในเทศกาลวัน 11.11 ของ Alibaba

Alibaba ปิดยอดขายในเทศกาลวัน 11.11 ประจำปี 2018 ไปด้วยมูลค่ายอดขายรวม 2.13 แสนล้านหยวน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1 ล้านล้านบาท นับเป็นยอดขายสุทธิที่สูงที่สุดตั้งแต่มีเทศกาลวันคนโสดขึ้นมาในประวัติศาสตร์

ในปีนี้ยอดขายของ Alibaba ในวัน 11.11 ได้สร้างสถิติใหม่หลายอย่าง ได้แก่

  • 2 นาทีแรกหลังเทศกาลเริ่มต้นขึ้น Alibaba ทำยอดขายถึง 1 หมื่นล้านหยวน ขึ้นแท่นเป็นสถิติใหม่ ทำยอดขายไวที่สุดเป็นประวัติการณ์
  • หลังจากนั้นเพียง 1 ชั่วโมง 47 นาที Alibaba ทำยอดขายรวมสูงถึง 1 แสนล้านหยวน
  • ผ่านไป 16 ชั่วโมง Alibaba ทุบสถิติเก่าของปี 2017 ร่วงทันที เมื่อมียอดขายรวมอยู่ที่ 1.69 แสนล้านหยวน
  • เข้าสู่ชั่วโมงที่ 22 ของวัน Alibaba ทำยอดขายเกิน 2 แสนล้านหยวน
  • ยอดการเดลิเวอรี่สินค้ายังไม่จบรอบวัน Alibaba รายงานว่า มียอดสูงกว่า 1 พันล้านครั้งทั่วโลก

แดเนียล จาง ซีอีโอและว่าที่ประธานของ Alibaba คนต่อไป บอกว่าเหตุผลที่ทำให้ปีนี้ Alibaba มียอดขายสูงเป็นประวัติการณ์ นอกจากพลังของบริษัทในเครือของ Alibaba ที่ขนทัพมาเสริมเทศกาลวัน 11.11 เป็นเพราะ “ปีนี้เราโชคดีมาก และเทศกาลวัน 11.11 ตรงกับช่วงวันหยุดพอดี ซึ่งการช้อปปิ้งไปด้วยกันได้ดีกับวันหยุด ทำให้ยอดขายของเราพุ่งแรงตั้งแต่เช้า ปีนี้ถือว่าเราประสบความสำเร็จอย่างมาก”

แดเนียล จาง ซีอีโอและว่าที่ประธานของ Alibaba คนต่อไปแดเนียล จาง ซีอีโอและว่าที่ประธานของ Alibaba คนต่อไป

สิ่งที่น่าสนใจของ Alibaba ในงาน 11.11 ปีนี้ Alizila รายงานว่า มีการนำเอาระบบ IoT และ Blockchain เข้ามาใช้ในการจัดส่งสินค้าในเทศกาลวัน 11.11 เพื่อใช้ในการติดตามสินค้าแบบเรียลไทม์

ยอดขายรวมทั้งวัน หน่วยเงินด้านซ้ายเป็นหยวน ด้านขวาเป็นดอลลาร์ยอดขายรวมทั้งวัน หน่วยเงินด้านซ้ายเป็นหยวน ด้านขวาเป็นดอลลาร์ ยอดขายรวมสุทธิของ Alibaba ในเทศกาลวัน 11.11 มูลค่า 2.135 แสนล้านหยวน (เงินไทย 1 ล้านล้านบาท)ยอดขายรวมสุทธิของ Alibaba ในเทศกาลวัน 11.11 มูลค่า 2.135 แสนล้านหยวน (เงินไทย 1 ล้านล้านบาท)

รายงานจากเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

มาดูกันว่า 11.11 ของ Alibaba ตั้งแต่เริ่มต้นมามียอดขายในแต่ละปีเท่าไหร่บ้าง

Brand Inside - 11 November 2018 - 21:04

กลายเป็นวันที่ทุกคนต้องจับจ่ายใช้สอยในโลกของ E-commerce ไปเสียแล้ว สำหรับวันคนโสด ซึ่งในแต่ละปีมียอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี Brand Inside พาไปดูจุดเริ่มต้นว่า Alibaba มาถึงจุดนี้กับวันคนโสดได้อย่างไร

ปัจจุบันวันที่ 11 เดือน 11 กลายเป็นวันที่ไม่ธรรมดาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่ Alibaba ได้เนรมิตวันนี้ให้กลายเป็นความสนุกสนานในการจับจ่ายใช้สอยผ่านโลก E-commerce ซึ่งทำให้คู่แข่งหลายๆ เจ้าต้องลงมาเล่นในเกมนี้ด้วย

Brand Inside พาไปดูว่าในแต่ละปีมียอดขายจากวันคนโสดเท่าไหร่กันบ้าง รวมไปถึงสิ่งที่น่าสนใจเล็กๆ น้อยๆ ในปีนั้นด้วย

2009

แจ๊ค หม่า ได้ไอเดียเริ่มต้นที่ว่าจะมีวันที่ขายสินค้าเหมือนกับ Black Friday ของสหรัฐอย่างไร เลยถือกำเนิดวันนี้ขึ้นมา

ยอดขายวันคนโสดที่ได้คือประมาณ 247 ล้านบาท

2010

หลังจากนั้นแจ๊ค หม่า ได้แยก Taobao Mall ออกมาเป็น Tmall เพื่อที่จะให้ลูกค้าชาวจีนได้ซื้อสินค้าจากผู้ขายทั้งในจีนและต่างประเทศ เน้นแบบ C2C โดยลงทุนกับค่าโปรโมทโฆษณาไปประมาณ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อที่จะได้จำ Tmall นอกจากนี้ยังเปิดตัว Aliexpress ด้วย

ยอดขายวันคนโสดที่ได้คือประมาณ 4,435 ล้านบาท

2011

Alibaba เปิดตัวร้านค้าปลีกภายใต้ชื่อ Taobao แห่งแรกในกรุงปักกิ่ง เป็นโชว์รูมที่ทำให้ลูกค้าเห็นสินค้าจริงๆ โดยเฉพาะเครื่องตกแต่งบ้าน

นอกจากนี้ในปีเดียวกัน SoftBank และ Alibaba เคยมีความคิดที่จะซื้อกิจการของ Yahoo มาแล้วด้วย

ยอดขายวันคนโสดที่ได้คือประมาณ 24,637 ล้านบาท

ภาพจาก Shutterstock 2012

Taobao เริ่มรองรับบัตรเครดิตของ Visa และ Mastercard แล้ว ส่วนถ้าเป็นธนาคารในประเทศจีนจะใช้ระบบของ Alipay 

นอกจากนี้ Taobao ไม่ติดเว็บไซต์ที่จำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ของทางการสหรัฐ ซึ่งก่อนหน้านั้นมีข้อวิจารณ์ว่าเว็บไซต์ได้ขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น เสื้อผ้าที่ลอกเลียนแบบสินค้ายี่ห้ออื่นๆ ฯลฯ ซึ่ง Alibaba ได้ให้ความร่วมมืออย่างดี

ยอดขายวันคนโสดที่ได้คือประมาณ 88,695 ล้านบาท

2013

Alibaba ลงทุนใน Weibo มูลค่า 586 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อที่จะได้มี Traffic จาก Weibo เข้ามากขึ้น และบริษัทยังได้เริ่มต้น Cainiao Network ซึ่งเป็นบริการส่งสินค้าของ Alibaba นอกจากนี้ยังครบรอบ 10 ปีของเว็บไซต์ Taobao ด้วย

ยอดขายวันคนโสดที่ได้คือประมาณ 164,250 ล้านบาท

2014

Alibaba ได้เข้า IPO ในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้บริษัทประกาศเป้าหมายการลงทุนในช่วง 3-5 ปีถัดไปว่าจะลงทุนมูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาท เพื่อที่จะขยายบริการของ Taobao เข้าสู่พื้นที่ชนบทของจีน

ยอดขายวันคนโสดที่ได้คือประมาณ 269,370 ล้านบาท

ภาพจาก Shutterstock 2015

Alibaba ได้ลงทุนในกิจการค้าปลีก Suning นอกจากนี้เริ่มขยายกิจการ Alibaba Cloud ออกนอกประเทศจีนอีกด้วย โดยเริ่มเปิดสำนักงานของธุรกิจ Cloud ในประเทศสิงคโปร์

และยังรวมไปถึง Alibaba ได้ซื้อกิจการของหนังสือพิมพ์ South China Morning Post ด้วย

ยอดขายวันคนโสดที่ได้คือประมาณ 430,334 ล้านบาท

2016

Alibaba กลายเป็นค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดในโลก เนื่องจากยอดการซื้อขายสินค้ารวม หรือ GMV ของบริษัทเกิน 3 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 15 ล้านล้านบาท ไปแล้ว นอกจากนี้ในปีเดียวกัน Alibaba ได้ลงทุนในการซื้อกิจการของ Lazada อีกด้วย

นอกจากนี้และยังลงทุนในกิจการของ Singapore Post เพิ่มเติมอีกด้วย

ในงานวันคนโสดของ Alibaba ยังได้เชิญดาราสาว Scarlett Johansson และนักฟุตบอลเท้าชั่งทองอย่าง David Beckham รวมไปถึงนักบาสตัวเทพอย่าง Kobe Bryant มาร่วมงานด้วย

ยอดขายวันคนโสดที่ได้คือประมาณ 571,590  ล้านบาท

ซูเปอร์มาร์เก็ต Hema ที่ Alibaba ซื้อกิจการไป 2017

บริษัทเริ่มนำแผน New Retail มาใช้งานอย่างจริงๆ จังๆ  ไม่ว่าจะเป็นการซื้อกิจการ Supermarket อย่าง Hema  การลงทุนในด้านต่างๆ เช่น AI หรือการลงทุนในนอกประเทศจีน

ยอดขายวันคนโสดที่ได้คือประมาณ 794,969 ล้านบาท

2018

ล่าสุด Alibaba ได้ประกาศยอดในวันคนโสดว่า 16 ชั่วโมงผ่านไป ยอดขายที่ทำได้คือประมาณ 169,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 8 แสนล้านบาท และยังเหลือเวลาอีก 8 ชั่วโมงด้วย

ในปีนี้ความร้อนแรงของเทศกาล 11.11 นั้นไม่ว่าจะเป็น Alibaba หรือเว็บไซต์คู่แข่ง รวมไปถึงค้าปลีกทั่วไปนั้นถือว่าดุเดือดไม่แพ้กัน เราต้องมาดูกันว่าท้ายที่สุดแล้ว แจ๊ค หม่า จะเก็บยอดวันคนโสดในปีนี้ด้วยมูลค่าเท่าไหร่

ที่มาAlibaba, Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ตะวันออกกลางกำลังจะกลายเป็นฮับทางการแพทย์แห่งใหม่ ความท้าทายของไทยในอนาคต

Brand Inside - 11 November 2018 - 19:26

เมื่อตะวันออกกลางกำลังจะเป็นแหล่ง Medical Hub ที่ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นที่ประเทศกาตาร์ หรือแม้แต่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แล้วกลุ่มการแพทย์ไทยที่เน้นลูกค้ากลุ่มนี้จะทำอย่างไรต่อไป

ภาพจาก Pixabay

ในอดีตเราอาจเห็นชาวต่างชาติมารักษาตัวในประเทศไทย และประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ฯลฯ โดยเฉพาะลูกค้าชาวตะวันออกกลาง แม้แต่ชาวจีนที่ในช่วงหลังนั้นนิยมมารักษาตัวในประเทศไทยมากขึ้น เราเลยได้เห็นการลงทุนในเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็น การจ้างล่ามแปลภาษาต่างๆ การพาชาวต่างชาติจากสนามบินไปยังสถานพยาบาล ฯลฯ 

ประเทศต่างๆ ในเอเชียล้วนมีจุดเด่นในการรับลูกค้าชาวต่างชาติ ในแต่ละด้าน ไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย ที่เน้นการพักผ่อนฟื้นฟูของคนไข้ สิงคโปร์ ที่เชี่ยวชาญศัลยกรรมหรือรักษาโรคยากๆ หรือแม้แต่เกาหลีใต้ ที่เน้นหนักในด้านศัลยกรรมโดยเฉพาะ

สำหรับมูลค่าของการท่องเที่ยวสุขภาพ หรือ Medical Tourism ในแต่ละปีมีมูลค่าอยู่ที่ 10,000 ถึง 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

จากลูกค้ากลายเป็นผู้ให้บริการ

ในอนาคตอันใกล้นี้ ตะวันออกกลางกำลังจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุขภาพแหล่งใหม่ ที่ปรับเปลี่ยนจากลูกค้ามาเป็นผู้ให้บริการ  ยกตัวอย่างเช่น ประเทศกาตาร์ ที่ล่าสุดได้เปิดให้นักท่องเที่ยวชาวจีนสามารถเข้าประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่าได้ หลังจากที่ประเทศประสบปัญหาในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับซาอุดิอาระเบีย รวมไปถึงประเทศในกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย อย่าง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน ที่ได้ตัดสัมพันธุ์ทางการทูตกับกาตาร์ 

ยังรวมไปถึงเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยังได้เปิด Health Care Free Zone ในเมืองดูไบ ทำให้โรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ต่างๆ เริ่มสนใจเข้าไปดำเนินกิจการ เนื่องจากอัตราภาษีที่เย้ายวนใจ เวลาการเดินทางของแพทย์ไม่ใช้เวลานานเหมือนมาเอเชียอีกด้วย ปัจจุบันมีศูนย์การแพทย์ใน Free Zone มากถึง 90 แห่ง

ลูกค้าชาวตะวันออกกลางลดลงจากนโยบายการส่งเสริมในการรักษาตัวในประเทศ ซึ่งทำให้ชาวตะวันออกกลางไม่ต้องบินมาถึงไทย หรือในอาเซียนเพื่อรักษาตัวอีกต่อไป แต่ได้รับมาตรฐานการรักษาที่ดีเท่ากัน ยังรวมไปถึงความต้องการที่จะเป็นศูนย์การแพทย์ที่มีมาตรฐานเทียบเท่าตะวันตกด้วย

ภาพโดย By Ctny (Own work) [CC BY-SA 3.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0)], via Wikimedia Commons ลูกค้าจีนเริ่มสนใจตะวันออกกลาง

สำหรับชาวจีนที่ต้องออกมารักษาทางการแพทย์ในประเทศต่างๆ นั้น เนื่องจากความแตกต่างในเรื่องมาตรฐานการรักษา แน่นอนว่าเมืองใหญ่ๆ อย่าง ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ มาตรฐานย่อมสูงกว่าเมืองรองๆ ลงไปแน่นอน ยังไม่นับไปถึงเรื่องของจำนวนคนไข้มหาศาลในประเทศจีนอีก อาจทำให้ใช้เวลานานกว่าจะได้รักษาตัว

การที่ประเทศในกลุ่มตะวันออกกลางเริ่มรุกเข้าหาศูนย์การแพทย์ในประเทศจีน เช่น กลุ่มการแพทย์ในดูไบจับมือกับศูนย์การแพทย์ในมาเก๊าเพื่อพานักท่องเที่ยวชาวจีนมารักษาตัว หรือแม้แต่คู่แข่งอย่างกาตาร์ ที่มี Sidra Medicine ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง Qatar Foundation และ Weill Cornell Medical College ที่เน้นจับกลุ่มลูกค้าชาวจีนเพิ่มมากขึ้น โดยปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามารักษาสูงกว่าเดิมถึง 30% ด้วย

ซึ่งการบินไปรักษาตัวในตะวันออกกลางถือว่าเป็นราคาที่แพงกว่าในเอเชีย แต่ว่าถูกกว่าการบินไปรักษาในยุโรป ถือเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลย ถ้าหากต้องการการรักษาแบบเร่งด่วน

ข้อมูลจาก – ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ความท้าทายโรงพยาบาลไทย

รายได้ของโรงพยาบาลเอกชนใหญ่ของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาได้ลูกค้าชาวต่างประเทศ ซึ่งจะเห็นได้จากราคาหุ้นของโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็น โรงพยายาลบำรุงราษฏร์ หรือ BH กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ หรือ BDMS มีราคาหุ้นที่สูงขึ้นตามจำนวนลูกค้าชาวต่างชาติ

จากบทวิเคราะห์ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาสำหรับโรงพยาบาลเอกชนไทยที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีรายได้รวมกันคิดเป็นประมาณ 65-70% ของรายได้โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถมองเห็นอนาคตของกลุ่มโรงพยาบาลในไทยได้คร่าวๆ

ในช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากลูกค้ากลุ่มตะวันออกกลางที่หายไป จากสาเหตุหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ราคาน้ำมันที่ลดลง และอย่างที่กล่าวไปข้างต้นอย่าง การเปิดศูนย์การแพทย์ในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดความท้าทายใหม่ๆ ขึ้นกับโรงพยาบาลไทย

อย่างไรก็ดีการเน้นรับลูกค้าชาวจีน ไทยอาจพบกับคู่แข่งที่ไม่ธรรมดาอย่างประเทศในตะวันออกกลาง ที่จากลูกค้ากลายเป็นคู่แข่ง เป็นความท้าทายเรื่องใหม่ของกลุ่มการแพทย์ไทยไม่น้อยเลย

ที่มาSouth China Morning Post, บทวิเคราะห์ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา, หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Alibaba โค่นยอดขายวัน 11.11 ของปีก่อนได้ ภายใน 16 ชั่วโมง ด้วยมูลค่าเฉียด 1.7 แสนล้านหยวน

Brand Inside - 11 November 2018 - 15:08

Brand Inside รายงานจากประเทศจีน ขณะนี้ยอดขายรวมของ Alibaba เฉียด 1.7 แสนล้านหยวนเป็นที่เรียบร้อย โดยโค่นยอดขายรวมของปี 2017 ที่ทำไว้ 1.68 แสนล้านหยวน ในเวลาไม่ถึง 16 ชั่วโมงเท่านั้น

เพียง 16 ชั่วโมง ของเทศกาลวัน 11.11 Alibaba ทำยอดขายรวมไป 1.69 แสนล้านหยวน ขึ้นแท่นเป็นสถิติใหม่สูงสุดตลอดกาล แถมยังเหลืออีก 8 ชั่วโมงกว่าจะจบวันเพียง 16 ชั่วโมง ของเทศกาลวัน 11.11 Alibaba ทำยอดขายรวมไป 1.69 แสนล้านหยวน ขึ้นแท่นเป็นสถิติใหม่สูงสุดตลอดกาล แถมยังเหลืออีก 8 ชั่วโมงกว่าจะจบวัน ยอดขายใหม่ 1.69 แสนล้านหยวน ในเวลาเพียง 16 ชั่วโมง

เทศกาลช้อปปิ้ง 11.11 ในปี 2018 ผ่านไปไม่ถึง 16 ชั่วโมง Alibaba ได้ทำสถิติยอดขายสูงสุดตลอดกาลเป็นที่เรียบร้อย ด้วยยอดขายรวม 1.69 แสนล้านหยวน ภายในเวลาเพียง 16 ชั่วโมง 7 วินาทีเท่านั้น

ด้วยยอดขายของ Alibaba ในครั้งนี้ที่ 1.69 แสนล้านหยวน ได้โค่นสถิติยอดขายรวมของปี 2017 ที่ทำไว้เพียง 1.68 แสนล้านหยวน และใช้เวลาทั้งวันคือ 24 ชั่วโมง

  • หมายความว่า Alibaba ยังมีเวลาเหลืออีก 8 ชั่วโมง ในการเก็บยอดขายในเทศกาลวัน 11.11

รอดูกันว่า เมื่อจบวัน ยอดขายรวมของ Alibaba จะเกิน 2 แสนล้านหยวนหรือไม่? ต้องติดตาม

 Alibaba.comภาพหน้างานเทศกาลช้อปปิ้ง 11.11 ครบรอบ 10 ปี Photo: Alibaba.com
  • แจ๊ค หม่า ผู้ก่อตั้ง Alibaba ได้ปรากฏตัวในวิดีโอก่อนเริ่มงานเทศกาล 11.11 พร้อมทั้งได้ปรากฏตัวเป็นๆ ที่ Media Center ณ เซี่ยงไฮ้ เป็นเวลาหลักนาทีเท่านั้น ก่อนที่จะเดินทางไปที่อื่น โดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ
แจ๊ค หม่าในเทศกาลวัน 11.11แจ๊ค หม่าในเทศกาลวัน 11.11

รายงานจากเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages