เคล็ดลับสู่ความสำเร็จในโลกเทคโนโลยี ตามแบบฉบับมหาเศรษฐี Jack Ma

Brand Inside - 7 hours 3 min ago

หลายคนน่าจะรู้ประวัติของ Jack Ma ผู้ก่อตั้ง Alibaba ผู้ให้บริการ e-Commerce ยักษ์ใหญ่ มหาเศรษฐีที่รวยเป็นอันดับ 3 ของจีน ว่าเคยผ่านความล้มเหลวมาเยอะ ก่อนจะประสบความสำเร็จแบบหยุดไม่อยู่ในเวลานี้

คำถามคือ อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จในแบบฉบับของ Jack Ma

LQ คือ หัวใจสำคัญ

ย้อนกลับไปอดีต Jack Ma สอบมหาวิทยาลัยไม่ติด 2 ครั้ง ถูกปฏิเสธเข้าทำงานอีกหลายครั้ง แต่ตอนนี้มีทรัพย์สินมูลค่ากว่า 29 พันล้านดอลลาร์

ในความเห็นของ Jack Ma มองว่า IQ หรือความฉลาดทางด้านความรู้เป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จในชีวิต เช่นเดียวกับ EQ หรือความฉลาดทางอารมณ์ก็เป็นประโยชน์มาก แต่สิ่งที่ Jack Ma บอกว่า คือหัวใจสำคัญที่มีคุณค่าอย่างยิ่งคือ LQ

ถ้าอยากประสบความสำเร็จ อยากมีชีวิตที่ดีและได้รับความนับถือ ต้องมี LQ อยู่ด้วย

ความรัก ชนะทุกสิ่ง

ในโลกที่เทคโนโลยีก้าวหน้าและกำลังเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์ คอมพิวเตอร์สามารถทำทุกอย่างได้เร็วกว่า แม่นยำกว่า ดังนั้นสิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากเครื่องจักร ก็คือ ความรัก (LQ: Love Quotient)

อาจจะฟังเป็นเรื่องตลกที่ Jack Ma จะเห็นว่า ความรักสามารถชนะได้ทุกสิ่ง แต่การมีความรู้สึกและตระหนักถึงผู้อื่น ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ความคิดสร้างสรรค์และการเผชิญหน้าความท้าทาย รวมถึงความสามารถในการเอาใจใส่ นี่คือสิ่งที่แตกต่าง

“เครื่องจักรไม่มีหัวใจ ไม่มีจิตวิญญาณ ไม่มีความเชื่อ แต่มนุษย์มีสิ่งเหล่านั้น และเหนืออื่นใดเราสามารถควบคุมเครื่องจักรได้”

กำหนดทิศทาง พัฒนาคนให้ถูก

ปัญหาสำคัญคือ เราพยายามฝึกฝนคนรุ่นใหม่ให้เอาชนะคอมพิวเตอร์ในสิ่งที่เราไม่มีทางชนะได้ ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำคือ ฝึกฝนให้เด็กและเยาวชนทำทุกอย่างด้วยความรักและตั้งใจ สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ สร้างงานที่เครื่องจักรไม่สามารถทดแทนได้

ในเรื่องการนำ AI มาใช้งานส่วนต่างๆ ในชีวิตประจำวัน Elon Musk ผู้ก่อตั้ง Tesla รถยนต์ไฟฟ้าที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก เป็นกังวลเกี่ยวกับการให้คอมพิวเตอร์ และ AI เข้ามาในชีวิตมากเกินไป Jack Ma มองในมุมที่แตกต่างไป คือ เมื่อโลกเต็มไปด้วย AI เราก็ต้องเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นใหม่อย่างถูกต้อง เพราะมนุษย์มีหัวใจและสติปัญญาที่ชาญฉลาด แต่เครื่องจักรไม่มี

source: inc-asean.com

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Millennial Dad อีกกลุ่มผู้บริโภคที่น่าสนใจ และใครทำ Ecommerce จะปล่อยกลุ่มนี้หลุดมือไม่ได้

Brand Inside - 7 hours 20 min ago

Ecommerce เป็นช่องทางที่ผู้บริโภคเริ่มเข้าไปจับจ่ายกันมากขึ้น แต่รู้หรือไม่ว่า Millennial Dad หรือคุณพ่อวัย 22-35 ปี นั้นเป็นกลุ่มที่น่าจับตามอง เพราะเป็นกลุ่มที่จับจ่ายผ่านช่องทางนี้มากที่สุด

ภาพ pixabay.com เพื่อครอบครัว ไม่ใช่เพื่อตัวเอง

อาจเพราะเด็กเกิดใหม่มีจำนวนน้อยลง ทำให้กลุ่ม Millennial Dad ที่มีอายุระหว่าง 22-35 ปี เลือกที่จะใช้ชีวิตในวันหยุดอยู่กับครอบครัวมากกว่ากลุ่มคนวัย และสถานะอื่นๆ ที่สำคัญคนกลุ่มนี้ยังชื่นชอบการซื้อสินค้าในช่วงวันหยุดสำคัญต่างๆ ที่จะมีเทศกาลลดกระหน่ำอีกด้วย

บริษัทที่ปรึกษา PricewaterhouseCoopers หรือ PwC ได้ทำรายการการสำรวจพฤติกรรมการจับจ่ายในช่วงวันหยุด และพบว่า Millennial Dad นั้นใช้เวลาในช่วงวันหยุดท่องเที่ยวไปที่ต่างๆ มากกว่ากลุ่มอื่นๆ ถึง 25% และยังมีการจับจ่ายที่ใกล้เคียง หรือมากกว่าที่เคยใช้ในปีก่อนด้วย

และถ้าเจาะไปที่ช่องทาง Ecommerce กลุ่ม Millennial Dad ก็จะใช้ Mobile Device ต่างๆ เช่น Smartphone และ Tablet ในการซื้อสินค้ามากว่ากลุุ่มอื่นๆ ถึง 3 เท่าตัว และสินค้าที่น่าจับตามองคือ อุปกรณ์ Smart Home ต่างๆ เช่น Google Home และ Amazon Alexa

จากจุดนี้ทำให้กลุ่มค้าปลีกทั้ง Walmart และ Amazon ที่กำลังทุ่มเต็มตัวกับเทคโนโลยี Voice Shopping ก็น่าจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ไปเต็มๆ เลยด้วย ในทางกลับกัน กลุ่ม Millennial Dad นั้นชื่นชอบการให้สิ่งของที่จับต้องได้ เช่นของเล่น หรือสิ่งอิเล็คทรอนิกส์ต่างๆ และเกลียดที่จะให้ หรือรับบัตรของขวัญต่างๆ

และส่วนตัวมองว่า ผู้ค้าในไทยก็มองข้ามกลุ่ม Millennial Dad ไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะกลุ่มนี้ในประเทศไทยค่อนข้างมีกำลังซื้อ และยอมจ่ายสิ่งต่างๆ เพื่อครอบครัว ดังนั้นการทำโปรโมชั่น หรือแผนการตลาดที่จูงใจ ก็น่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายในช่วงปลายปีได้

อ้างอิง // Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

“หุ่นยนต์ AI จะทำให้โลกนี้สามัคคีกันมากขึ้น” Masayoshi Son ซีอีโอ SoftBank ให้สัมภาษณ์ไว้

Brand Inside - 15 October 2017 - 15:18

ข้อถกเถียงเรื่อง “หุ่นยนต์กับมนุษย์” น่าจะเป็นอีกหนึ่งประเด็นคลาสสิกแห่งยุคสมัยของเรา ล่าสุด Masayoshi Son ซีอีโอ SoftBank เศรษฐีชาวญี่ปุ่นมองว่า แม้ว่าจะมีความน่ากังวลอยู่บ้าง แต่ถึงที่สุดหุ่นยนต์จะทำให้โลกนี้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น

Capture from Video Bloomberg interview Masayoshi Son “หุ่นยนต์ AI จะทำให้โลกนี้สามัคคีมากขึ้น”

Masayoshi Son ซีอีโอของ SoftBank ชายผู้ร่ำรวยที่สุดในญี่ปุ่น ได้ให้สัมภาษณ์ใน Bloomberg TV เมื่อไม่นานมานี้ หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือแนวคิดของเขาเกี่ยวกับหุ่นยนต์ที่จะเข้ามามีบทบาทกับมนุษย์มากขึ้นในอนาคตอันใกล้

  • บทสัมภาษณ์ด้านล่างนี้เป็นกาแปลแบบเก็บใจความสำคัญระหว่าง Masayoshi Son กับ David Rubenstein พิธีการดำเนินรายการ

David Rubenstein : คุณเป็นคนที่เชื่อมั่นในหุ่นยนต์อย่างมาก คุณเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า หุ่นยนต์จะนำสิ่งดีมาให้และจะไม่ทำร้ายมนุษย์ ถูกต้องไหมครับ?

Masayoshi Son : ใช่

David Rubenstein : แล้วคุณไม่กังวลเหมือนอย่างที่หลายคนบอกหรือว่า ถึงจุดหนึ่งถ้า AI ฉลาดมากๆ ก็อาจจะกลับมาทำลายมวลมนุษยชาติได้?

Masayoshi Son : มันก็มีความน่ากังวลอยู่บ้าง แต่ถ้าคุณมองดูประวัติศาสตร์ ในอดีตมนุษย์ก็ฆ่ากัน ตั้งแต่ระดับระหว่างชนเผ่าหรือเชื้อชาติ เพียงแต่ว่าทุกวันนี้เราไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว เพราะเรามีอารยะ แล้วถ้าวันหนึ่ง AI ไปถึงจุดที่ฉลาดกว่ามนุษย์ขึ้นมาจริงๆ มันอาจจะบอกว่า “อืม โอเค การต่อสู้อาจจะไม่ใช่การดำเนินชีวิตที่มีประสิทธิภาพ การอยู่ร่วมกันอย่างสามัคคี (harmony) มันน่าจะดีกว่า” 

ผมเชื่อว่าเราจะอยู่ในโลกที่สามัคคีกันมากขึ้น เพราะหุ่นยนต์เข้ามาช่วยเหลือมนุษย์และทำให้มนุษย์มีความบันเทิงเริงรมย์มากขึ้น

Capture from Video Bloomberg interview Masayoshi Son

David Rubenstein : อะไรทำให้คุณคิดถึงโลกแบบนั้นได้?

Masayoshi Son : ผมมีวิสัยทัศน์ ผมเชื่อว่าโลกที่เป็นหนึ่งเดียว (singurality) จะมาถึง เพราะฉะนั้นผมถึงก่อตั้ง Vision Fund (กองทุน SoftBank Vision Fund) ขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้น ให้น่าอยู่มากขึ้นสำหรับมนุษย์ สิ่งเหล่านี้มันยิ่งทำให้ผมตื่นเต้นมากกว่าเดิมคือ เราจะทำยังไงให้มนุษย์มีชีวิตที่ดีขึ้น ผู้คนไม่ต้องมาตายเพราะเหตุผลที่ไม่จำเป็น เช่น อุบัติเหตุ โรคร้าย หรือภัยพิบัติต่างๆ ผมต้องการปกป้องมนุษย์จากความเศร้า สิ่งที่ผมทำคือรวมกลุ่มกันผ่านกองทุนนี้ไปลงทุนในธุรกิจต่างๆ เพื่อส่งสินค้าและทางแก้ไขเพื่อทำให้ชีวิตผู้คนดีขึ้น

David Rubenstein : คุณมีแผนอย่างไรในช่วง 10 ปี 20 ปี หลังจากนี้?

Masayoshi Son : ตอนนี้กำลังหาผู้สืบทอดอยู่ หลังจากนั้นถ้าได้แล้ว น่าจะทำงานร่วมกันต่อ เพราะต้องช่วยสอนงานอีกเยอะ ผมคิดว่ามันน่าตื่นเต้นมากๆ

Capture from Video Bloomberg interview Masayoshi Son

ที่มา – ใครอยากฟังบทสัมภาษณ์เต็มๆ ดูได้ที่นี่ เป็น Video จาก Bloomberg TV

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เทรนด์ปลาดิบในจีนกำลังมา ล้างมายาคติคนจีนรุ่นพ่อแม่ เชนอาหารทะเลขยายสาขาหนัก อีคอมเมิร์ซก็ลงเล่น

Brand Inside - 15 October 2017 - 12:40

ในจีนจะมีความเชื่อของคนรุ่นเก่าที่ไม่มั่นใจในการกินปลาดิบ แต่ตอนนี้เทรนด์ปลาดิบกำลังมา จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ไปเที่ยวในที่ต่างๆ ในเซี่ยงไฮ้เชนอาหารสดขยายสาขาหนัก อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ไม่พลาดมาเล่นในตลาดนี้

Photo: Moosan Seafood Shop in China ตลากคึกคัก ร้านซาชิมิในจีนเพิ่ม อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ลงเล่นส่งถึงบ้าน

ผลจากการไปท่องเที่ยวในที่ต่างๆ ของชาวจีน ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของทัวร์จีน การตกหลุมรักซาชิมิหรือเหล่าปลาดิบจึงไม่ใช่เรื่องแปลก

ในเขตเมืองของจีนตอนนี้มีร้านขายซาชิมิเปิดเพิ่มขึ้นมากมาย อย่างเช่นในเซี่ยงไฮ้จะมีร้าน Hema Xiansheng ที่เปิดมาประมาณ 1 ปีแล้ว มีสาขาขยายไปกว่า 10 แห่ง และมีให้สั่งในเว็บได้ด้วย หรืออีกร้านหนึ่งคือ Moosan seafood shop ที่มีอาหารทะเลกว่า 100 ชนิด มีตั้งแต่ปลาดิบ หอยนางรมจนถึงซูชิ เปิดมาตั้งแต่ปี 2015 ก็มีเชนร้านขยายไปกว่า 11 แห่ง แถมยังมีแผนจะขยายไปนอกเขตเซี่ยงไฮ้ในปีนี้ด้วย

และแน่นอน ไม่เว้นแม้แต่รายใหญ่อย่าง Tmall ของ Alibaba หรือ JD.com ที่มีบริการส่งอาหารสดแบบถึงหน้าบ้านหรือเดลิเวอรี่ก็ลงมาเล่นในตลาดนี้เช่นกัน เลยทำให้ตลาดซาชิมิในจีนคึกคักอย่างมากในช่วงหลังมานี้

มีสถิติจากเมืองเฉิงตู ระบุว่า ยอดขายปลาดิบในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 70% นับเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจ เพราะในสมัยก่อนคนจีนมักจะบริโภคเนื้อหมูเป็นหลัก คาดว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นของชาวจีนนำไปสู่การท่องเที่ยวในที่ต่างๆ จึงทำให้เกิดความรู้ใหม่ๆ ในการบริโภคอาหาร

Photo: Pixabay ทลายมายาคติการกินปลาดิบของคนจีนรุ่นเก่า

ที่จริงแล้วในจีน คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ยังมีความคิดอย่างหนึ่งที่เชื่อว่า “การกินปลาที่ยังดิบๆ นั้นไม่ดี” จึงนำไปสู่ความเคยชินที่ว่ากินเนื้อหมูนั้นดีอยู่แล้ว

ชาวจีนคนหนึ่ง อายุ 31 ปี ให้สัมภาษณ์ในขณะที่ไปซื้อซาชิมิไว้ว่า “ตอนเด็กได้กินแต่หมู แต่โตมาก็รู้ว่าหมูไม่ดีต่อสุขภาพ เลยหันมาทางอาหารสดแทน” และนอกจากนั้น เขายังบอกว่ามันไม่ใช่แค่อาหารที่ดีต่อสุขภาพ แต่ยังรสชาติดีอีกด้วย

เทรนด์กินปลาดิบในจีนน่าจะมาแรง เพราะคนรุ่นใหม่ก็หันออกมาจากความเคยชินที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ทำไม่น้อย ตลาดนี้น่าจะคึกคักอย่างแน่นอน

Photo : flickr.com by Phreddie

ที่มา – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

จับตาโครงการ Mixed Use จาก One Bangkok ถึง ICON SIAM สร้างแลนด์มาร์คสำคัญในไทย

Brand Inside - 15 October 2017 - 04:37

โครงการ Mixed Use กำลังได้รับการจับตามองอย่ายิ่งในประเทศไทย เพราะมีโครงการใหญ่ที่เริ่มต้นก่อสร้างไปและจะเสร็จเรียบร้อยในอีกไม่นานนัก และเป็นที่คาดการณ์ว่าจะสร้างการอยู่อาศัยรูปแบบใหม่ ที่เป็นทั้งที่อยู่อาศัย ที่ทำงานและสถานที่ช้อปปิ้ง พักผ่อนในที่เดียวกัน

หนึ่งในโครงการใกล้บ้านเราที่เป็นที่นิยมมากในหลายปีที่ผ่านมา คือ Marina Bay Sands กลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของสิงคโปร์ ขณะที่ประเทศไทย กำลังจะมีทั้ง ICON SIAM และ One Bangkok

One Bangkok โครงการ Mixed Use สร้างโอกาสทางธุรกิจ

EIC SCB มองว่าโครงการ Mixed Use ขนาดใหญ่จะผลักดันให้การแข่งขันในตลาดอสังหาฯ เข้มข้นยิ่งขึ้น เนื่องจากสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและผู้ประกอบการได้ดีกว่าและยังให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการควรปรับตัวโดยการจับมือกันลงทุนพัฒนาโครงการ Mixed Use ขนาดใหญ่ที่มีความโดดเด่นด้านดีไซน์เพื่อสร้างจุดเด่นและดึงดูดผู้บริโภค แทนการพัฒนาโครงการรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

การพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสสามารถตอบโจทย์ผู้ประกอบการได้มากกว่าการพัฒนาโครงการรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากที่ดินที่มีราคาแพง จากการผสมผสานการใช้ประโยชน์ที่ดินและอาคารด้วยการพัฒนาอสังหาฯ หลากหลายประเภท ทำให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องทั้งจากการขายกรรมสิทธิ์และสัญญาเช่า อีกทั้งการพัฒนาในรูปแบบดังกล่าวยังสร้างมูลค่าเพิ่มแก่โครงการ จึงส่งผลให้ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) สูงกว่าโครงการรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งถึงราว 1.5 เท่า

ICON SIAM บริหารเงินทุน หาทำเลศักยภาพ ปัจจัยสำคัญ

ยังมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ ทั้งด้านการบริหารเงินทุน การสรรหาที่ดินขนาดใหญ่ที่อยู่ในทำเลศักยภาพ และการวางแผนผสมผสานอาคารเพื่อการอยู่อาศัยและอาคารเพื่อการพาณิชยกรรมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและส่งเสริมกัน

การสร้างความโดดเด่นด้านดีไซน์และการเพิ่มรูปแบบการใช้ประโยชน์จากโครงการให้มีความหลากหลาย เป็นหนึ่งในปัจจัยแห่งความสำเร็จของโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ ปัจจัยข้างต้นช่วยสร้างความแตกต่างแก่โครงการ จึงทำให้สามารถก้าวขึ้นมาเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของประเทศในที่สุด

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ โครงการ Marina Bay Sands ในสิงคโปร์ที่เริ่มเปิดดำเนินการในปี 2010 ด้วยมูลค่าโครงการกว่า 5.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์และแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของประเทศ เนื่องจากรูปลักษณ์อาคารที่แปลกใหม่และการผสมผสานอสังหาฯ มากกว่า 6 ประเภท ซึ่งส่งผลให้โครงการดังกล่าวมีผลประกอบการดีกว่าตลาด

Marina Bay Sands

โรงแรมในโครงการนั้นมี RevPAR สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงราว 10% นอกจากนี้ ยังส่งผลดีต่อประเทศ เนื่องจากเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยพบว่าในช่วงปี 2007-2010 นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าสู่สิงคโปร์เติบโตเฉลี่ยราว 4% ต่อปี แต่ภายหลังจากที่โครงการ Marina Bay Sands เปิดดำเนินการนั้น นักท่องเที่ยวในช่วงปี 2010-2013 ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 10% ต่อปี

ผู้ประกอบการไทยมีแนวโน้มจับมือกันเพื่อพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนและมีมูลค่าสูงขึ้น ด้วยแนวโน้มความต้องการของคนเมืองสมัยใหม่ที่นิยมความสะดวกสบายด้านการดำเนินชีวิต ทำงาน และจับจ่ายใช้สอย รวมถึงที่ดินศักยภาพที่มีจำกัด ทำให้การพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ได้รับความนิยม

อย่างไรก็ตาม ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่หลากหลายจึงส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องหันมาจับมือกันเพื่อพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายในแต่ละทำเล สังเกตได้จากโครงการที่สร้างเสร็จในปี 2016 ล้วนเป็นการผสมผสานอสังหาฯ พื้นฐานอย่างเช่น คอนโดมิเนียม โรงแรม และศูนย์การค้า ด้วยมูลค่าเฉลี่ยราว 1.2 หมื่นล้านบาทต่อโครงการ ขณะที่โครงการซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นภายในปี 2025 มีมูลค่าสูงสุดถึง 1.2 แสนล้านบาทต่อโครงการ โดยจะมีการผสมผสานอสังหาฯ ประเภทใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เช่น พิพิธภัณฑ์ ศูนย์การประชุม และศูนย์แสดงสินค้า ตัวอย่างเช่นโครงการ One Bangkok

การขยายตัวของโครงการมิกซ์ยูสจะผลักดันให้การแข่งขันในตลาดอสังหาฯ เข้มข้นขึ้น เนื่องจากสามารถตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคได้ดีกว่า โครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่หลายโครงการที่จะแล้วเสร็จนั้นส่งผลให้พื้นที่
ค้าปลีกและพื้นที่สำนักงานเพิ่มขึ้นกว่า 5.5 แสน ตารางเมตร และ 6.6 แสนตารางเมตร ภายในปี 2025 ตามลำดับ รวมถึงจะเกิดการขยายตัวของโรงแรมและคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ ซึ่งปรากฎการณ์นี้มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อโครงการอสังหาฯ รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งในบริเวณใกล้เคียง

เนื่องจากโครงการ Mixed Use สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค เช่น การผสมผสานระหว่างสำนักงานกับที่พักอาศัยซึ่งทำให้พนักงานในอาคารสำนักงานสามารถเลือกพักอาศัยในพื้นที่เดียวกับสถานที่ทำงาน จึงช่วยประหยัดเวลาในการเดินทาง

ความสำเร็จของโครงการมิกซ์ยูสที่เหนือกว่าโครงการรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งจึงสามารถสะท้อนจากอัตราการครอบครองพื้นที่ (occupancy rate) ของสำนักงานให้เช่าในโครงการมิกซ์ยูสซึ่งสูงถึง 97% มากกว่าอัตราการครอบครองพื้นที่โดยเฉลี่ยที่อยู่ที่ราว 92% ในปี 2016 นอกจากนี้ ยังพบว่าอัตราค่าเช่าของสำนักงานให้เช่าในโครงการมิกซ์ยูสยังสูงกว่าอัตราค่าเช่าของสำนักงานให้เช่าโดยเฉลี่ยถึง 20%

EIC ประเมินว่าอาคารสำนักงานให้เช่าในพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ ถึงแม้ในปี 2017 พื้นที่อาคารสำนักงานให้เช่ารวมอยู่ที่ราว 8.8 ล้านตารางเมตร และอัตราการครอบครองพื้นที่อาคารสำนักงานให้เช่าในกรุงเทพฯ อยู่ในระดับสูงกว่า 90% แต่การขยายตัวของพื้นที่สำนักงานให้เช่าจากโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่จะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้อัตราการครอบครองพื้นที่อาคารสำนักงานให้เช่าลดลงมาอยู่ที่ราว 80% ในปี 2025

แนวโน้มที่ผู้เช่าอาคารสำนักงานจะย้ายเข้าสู่สำนักงานให้เช่าในโครงการมิกซ์ยูส เนื่องจากอาคารเหล่านี้สามารถตอบโจทย์และมีความทันสมัยกว่า ดังนั้น ผู้ประกอบการอาคารสำนักงานให้เช่าควรปรับตัวโดยการรีโนเวทอาคารให้ทันสมัยและมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น เพิ่มการให้บริการศูนย์การค้าที่ชั้นล่างของอาคาร หรือบริเวณข้างเคียง และปรับปรุงระบบภายในอาคาร เช่น ลิฟต์โดยสารให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงการรักษาความสัมพันธ์กับผู้เช่าอาคารเดิมเพื่อรักษาฐานลูกค้า

อีไอซีแนะผู้ประกอบการอสังหาฯ ควรปรับตัวโดยการหันมาลงทุนพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่แทนโครงการรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ โดยต้องผสมผสานอสังหาฯ ที่ส่งเสริมกัน และควรผสมผสานอสังหาฯ ในแต่ละโครงการให้สอดคล้องกับทำเลที่ตั้ง โดยทำเลตามแนวรถไฟฟ้าย่าน CBD ควรเน้นส่วนผสมของพื้นที่สำนักงานให้เช่า ขณะที่ทำเลริมแม่น้ำควรมีการผสมผสานโรงแรมเข้ามา นอกจากนี้ ควรมีพื้นที่สีเขียวและสนับสนุนให้เกิดคอมมูนิตี้ขึ้นในโครงการ และที่สำคัญต้องออกแบบสถาปัตยกรรมอาคารและการตกแต่งภายในอย่างสร้างสรรค์

ภาครัฐควรเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากที่ดินด้วยการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ เนื่องจากภาครัฐมีที่ดินจำนวนมาก ดังนั้น รัฐบาลสามารถนำการพัฒนาในรูปแบบมิกซ์ยูสมาประยุกต์ใช้ เช่น การพัฒนา TOD (Transit-Oriented Development) ซึ่งเป็นรูปแบบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และจัดการเมืองบริเวณรอบสถานีขนส่งมวลชนเพื่อประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาโครงการคมนาคมบนพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้แก่ภาครัฐและส่งเสริมให้เกิดการใช้ระบบขนส่งมวลชนมากขึ้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

อยากให้เพื่อนรัก 4 ขาใช้เฟอร์ฯ เหมือนเจ้าของไหม? ถ้าใช่ Ikea จัดให้แล้วกับคอลเล็คชั่น Lurvig

Brand Inside - 14 October 2017 - 15:03

ถือเป็นครั้งแรกของ Ikea ยักษ์ใหญ่เฟอร์นิเจอร์ระดับโลก ในการสร้างคอลเล็คชั่นสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะในชื่อ Lurvig และสินค้าทั้งหมดในคอลเล็คชั่นนี้ยังมีความเข้ากันได้กับคอลเล็คชั่นอื่นๆ ของ Ikea อีกด้วย

มากกว่าเฟอร์นิเจอร์มนุษย์ คือผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง

ทุกๆ ครั้งที่ Ikea ออกคอลเล็คชั่นใหม่ มักจะถูกให้ความสนใจจากสื่อต่างๆ และผู้บริโภค เพราะด้วยการออกแบบ และรูปแบบการใช้งานที่เรียบง่าย ซึ่งครั้งล่าสุดก็เช่นกัน เพราะในเดือนนี้ ยักษ์ใหญ่เฟอร์นิเจอร์จากสวีเดนก็ออกคอลเล็คชั่น Lurvig หรือสินค้า และเฟอร์นิเจอร์สำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ

สำหรับ Lurvig นั้นประกอบด้วยเบาะนอนสุนัข, แผ่นให้แมวใช้ลับเล็บ และสินค้าอื่นๆ ซึ่งทั้งหมดนี้มีความเข้ากันได้ของผลิตภัณฑ์ Ikea คอลเล็คชั่นต่างๆ ที่ออกมาขายก่อนหน้านี้แล้ว โดยทั้งหมดนี้ถูกร่วมออกแบบโดยสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน และไม่กระทบต่อสุขภาพเพื่อนรัก 4 ขา

Barbara Schäfer หัวหน้าฝ่ายการประเมิณความเสี่ยงผลิตภัณฑ์ของ Ikea เล่าให้ฟังว่า เมื่อทำสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง ก็ต้องคิดต่างจากสินค้าสำหรับมนุษย์ และเมื่อบริษัทไม่ถนัด การเชิญสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำ และร่วมออกแบบก็คงเป็นเรื่องที่ดี

ทั้งนี้คอลเล็คชั่นดังกล่าวได้วางขายที่สาขาที่สหรัฐอเมริกาแล้ว แต่ยังไม่รวมช่องทางออนไลน์ และหลังจากนั้นจะทยอยวางจำหน่ายในแคนาดา, ฝรั่งเศส, ญี่ปุ่นช่วงฤดูหนาวนี้ ก่อนที่จะวางขายในสหราชอาณาจักรในต้นปี 2561 และตอนนี้ก็มีข่าวลือว่า Ikea จะวางขายสินค้าใน Amazon และ Alibaba เพื่อความง่ายต่อการเข้าถึงด้วย

อ้างอิง // Fortune, Ikea

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ผลการจัดอันดับเศรษฐีจีนปี 2017 ที่ 1 ยังคงเป็นอสังหา ส่วนกลุ่มเทคโนโลยีมาแรงมาก

Brand Inside - 14 October 2017 - 14:05

ผลการจัดอันดับเศรษฐีจีนในปี 2017 โดย Hurun Report ได้ออกมา นั้นถือว่าน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยมีหลายเรื่องที่เซอร์ไพรส์มากๆ ซึ่งผลในปีนี้ถือว่าเศรษฐีจีนจากหลายๆ บริษัทได้เขยิบขึ้นมาเทียบชั้นหลายๆ คนในปีก่อนหน้า

Hurun Report ได้รายงานผลการจัดอันดับเศรษฐีจีนในปีนี้ โดยอันดับที่ 1 นั้นเป็นของ Xu Jiayin เจ้าของกิจการอสังหาชื่อดัง Evergrande โดยที่ล้ม Wang Jianlin เจ้าของกิจการอสังหา Wanda ไปได้ โดยความมั่งคั่งของ Xu Jiayin ในปีนี้สูงถึง 272% จากราคาหุ้นของ Evergrande ที่พุ่งไม่หยุด

ผลการจัดอันดับเศรษฐีจีนปี 2017

โดย Brandinside เราจะคัดมาจากอันดับ 1-10 ซึ่งมีความน่าสนใจมากๆ

  1. นำมาโดย Xu Jiayin เจ้าของ Evergrande ที่ในปีนี้มูลค่าความมั่งคั่งของเค้าสูงถึง 43,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากหุ้น Evergrande ของเขาที่ขึ้นมาไม่หยุด เป็นครั้งแรกที่เขาสามารถล้ม Wang Jianlin ลงได้
  2. Pony Ma Huateng จาก Tencent ในปีนี้มูลค่าความมั่งคั่งของเค้าสูงถึง 37,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยความมั่งคั่งที่ขึ้นมามหาศาลมาจากหุ้น Tencent ที่ขึ้นมามากถึง 60%
  3. Jack Ma และครอบครัว ปีนี้ได้หล่นมา 1 อันดับ โดยความมั่งคั่งของ Jack Ma ปีนี้ลดลงไป 2% เพราะว่าสัดส่วนในการถือหุ้นของ Ant Financial ของเขาลดลง แต่ก็ได้เพิ่มเติมมาจากที่หุ้น Alibaba นั้นขึ้นมาสูสีกับ Tencent
  4. Yang Huiyan จากอันดับ 10 ปีที่แล้ว ปีนี้ความมั่งคั่งของเขาสูงขึ้นมาถึง 3 เท่า! โดยกิจการอสังหาริมทรัพย์ Country Garden ของเขาเอง ที่กำลังโตวันโตคืน
  5. Wang Jianlin เจ้าของ Wanda Group โดยปีนี้อันดับของเขาตกลง เพราะว่าเขาได้ขายตัวกิจการสวนสนุกให้กับ Sunac เป็นมูลค่าสูงถึง 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และรวมไปถึงการขาย 77 โรงแรมให้แก่ R&F Properties เป็นมูลค่าถึง 3,000 ล้านเหรียญ
  6. Wang Wei เจ้าของเครือข่ายขนส่งยักษ์ใหญ่ในจีน SF Express หลังจาก IPO หุ้นของเขาในตลาดหลักทรัพย์เซิ่นเจิ้นไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
  7. Robin Li Yanhong และ Melissa Ma Dongmin จาก Baidu ที่ปีนี้ความมั่งคั่งของเขาขึ้นมา 28%
  8. He Xiangjian & He Jianfeng จาก Midea ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าชื่อดังในจีน ปีนี้ความมั่งคั่งของเขาเพิ่มมา 47% แถมในปีที่ผ่านมาเขายังซื้อกิจการในประเทศญี่ปุ่น อิตาลี่ รวมไปถึงเยอรมันอีกด้วย
  9. Yan Hao เจ้าของ China Pacific Construction กิจการก่อสร้างอันดับต้นๆ ในประเทศจีน กิจการของเขาเองได้ติดอันดับใน Fortune 500 อีกด้วย โดยบริษัทของเขาสนับสนุนในเรื่อง One Belt One Road อย่างเต็มที่ถึงขั้นย้ายสำนักงานใหญ่ไปที่เมืองซินเจียงเลยทีเดียว
  10. อันดับสิบในปีนี้ถือว่าเสมอกัน 3 คนกันเลยทีเดียว ทั้ง William Ding Lei เจ้าของ Netease และ Li Shufu และ Li Xingxing เจ้าของ Geely ยานยนต์ชื่อดังในจีน
เศรษฐีในเมืองใหญ่อย่างปักกิ่งยังคงนำโด่ง

โดยการนับจำนวนเศรษฐีที่อยู่ตามเมืองต่างๆ ของจีน ปักกิ่งยังครงครองความเป็นผู้นำ โดยผล 10 เมืองที่เศรษฐีจีนอยู่นั้นมีดังนี้

  1. ปักกิ่ง 300 คน
  2. เซิ่นเจิ้น 223 คน
  3. เซี่ยงไฮ้ 173 คน
  4. หางโจว 153 คน
  5. กว่างโจว 90 คน
  6. ซูโจว 53 คน
  7. ฮ่องกง 50 คน
  8. ฝอซาน 39 คน
  9. หนิงโป 37 คน
  10. เฉิงตู 34 คน
ข้อมูลอื่นๆ ที่ยังน่าสนใจมากๆ
  • 24% ในรายชื่อเศรษฐีจีนเป็นผู้หญิง
  • 7 ใน 10 อันดับมูลค่าตลาดสูงสุดเป็นกลุ่มเทคโนโลยี
  • ประกันชีวิตเจ้าใหญ่อย่าง Taikang มีพนักงานมากที่สุด โดยมีตัวแทนผู้ขายประกันทั่วจีนถึง 650,000 คน และพนักงานอีก 27,000 คน
  • อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าความมั่งคั่งที่สุดคืออุตสาหกรรมผลิต รองลงมาเป็นอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มเทคโนโลยี
ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น

ความมั่งคั่งในปีนี้เติบโดสูงถึง 12.5% โดยมูลค่ารวมความมั่งคั่งในปีนี้สูงถึง 2.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยผู้ก่อตั้ง Hurun Report อย่าง Rupert Hoogewerf ได้กล่าวว่าปีนี้เป็นปีที่ดีของกลุ่มอุตสาหกรรม ยานยนต์ การศึกษา เทคโนโลยี และสุขภาพ ทำให้มีเศรษฐีหน้าใหม่เข้ามาติดอันดับเยอะขึ้น

ที่มาHurun Report, New York Times, Financial Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Under Armour เสื่อมความนิยมในเด็กชายวัยรุ่นมะกัน เพราะใส่แล้วดูไม่เท่เหมือนเมื่อก่อน

Brand Inside - 14 October 2017 - 00:16

ก่อนหน้านี้ภาพจำของแบรนด์ Under Armour นั้นเป็นแบรนด์ที่สุดเท่ในสายตาของเด็กชายวัยรุ่นที่สหรัฐอเมริกา แต่ปัจจุบันไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว และจุดนี้เองก็ทำให้แบรนด์ดังกล่าวกำลังมีปัญหากับตัวธุรกิจ

ภาพโดย Marco Verch (Under Armour Gemini 2 Record) [CC BY 2.0 (http://creativecommons.org/licenses/by/2.0)], via Wikimedia Commons เมื่อมันไม่เท่ ก็ไม่รู้จะซื้อใส่ทำไม

ปกติแล้วการจะเลือกซื้อสินค้าประเภทเครื่องแต่งกายสักชิ้น ก็ต้องดูก่อนว่าใส่แล้วเข้ากับตัวเอง หรือเสริมสร้างบุคลิกภาพแค่ไหน ดังนั้นถ้าเครื่องแต่งกายของแบรนด์ที่มันดูไม่ดึงดูด หรือไม่เท่ ก็ไม่รู้จะซื้อมาใส่ทำไม ซึ่งเรื่องนี้กำลังเกิดขึ้นกับแบรนด์ Under Armour โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นวัยรุ่นเพศชายในสหรัฐอเมริกา

หากอ้างอิงผลสำรวจของ Piper Jaffray ฉบับล่าสุดที่เกี่ยวกับเรื่อง Taking Stock of Teens ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มวัยรุ่นนั้นไม่ค่อยสนใจแบรนด์ Under Armour อีกต่อไปแล้ว หลังจากที่แบรนด์นี้เคยเป็นอันดับหนึ่งในใจของเด็กชายวัยรุ่นที่มีรายได้ค่อนข้างสูง แต่ปัจจุบันกลับไม่ถูกสวมใส่ในกลุ่มนี้มากว่าปีเศษ

Kevin Prank ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Under Armour ภาพจาก Dcavalli (Own work) [CC BY-SA 3.0 (http://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0) or GFDL (http://www.gnu.org/copyleft/fdl.html)], via Wikimedia Commonsสำหรับการจัดอันดับของแบรนด์เครื่องแต่งกายที่เป็นที่ต้องการของเด็กวัยรุ่นชายรายได้สูงนั้น แบรนด์ Under Armour กลับตกไปอยู่ที่อันดับ 11 จากที่เคยอยู่อันดับ 8 เมื่อปีก่อน และตกลงมาจากอันดับที่ 6 สู่อันดับที่ 9 ในกลุ่มเด็กชายที่มีรายได้ปานกลางอีกด้วย

คู่แข่งยังเด่นกว่า แม้แบรนด์จะตีคู่ช่วงหนึ่ง

นอกจากนี้ผลสำรวจผู้บริโภคที่เป็นวัยรุ่นชายโดย Wells Fargo ที่จัดทำขึ้นปีนี้ พบว่า แบรนด์ Under Armour นั้นอยู่ในอันดับท้ายๆ ที่วัยรุ่นชายจะเลือกมาสวมใส่ โดยข้อมูลลึกๆ แล้วคือมีเพียง 27% ของผู้สำรวจบอกว่าอยากสวมใส่แบรนด์นี้อยู่ ยิ่งแบรนด์ลูกย่าง Curry นั้นก็น้อยลงไปอีก โดยอยู่ที่ 19% เท่านั้น

ตัว Under Armour เองพยายามทำเสื้อผ้าให้มีความ Lifestyle มากขึ้น แต่ก็ยังไม่ดึงดูด // ภาพจาก Facebook ของ Under Armour

ในทางกลับกัน กลุ่มวัยรุ่นชายนั้นเลือกที่จะสวมใส่แบรนด์ Adidas ถึง 70% และมากกว่านั้นคือ Nike ที่ 81% โดยการสำรวจครั้งนี้ ผู้ถูกสำรวจสามารถเลือกแบรนด์ที่ต้องการได้หลายแบรนด์ในหนึ่งคำตอบ และยิ่งกว่านั้น 33% ของกลุ่มสำรวจยังมองว่า Under Armour มีความน่าสนใจในการดึงดูดให้เข้าไปซื้อลดลงจากช่วงก่อน

นักบาสย้ำชัด ไม่มีใครอยากใส่แล้ว

จากปัจจัยทั้งหมดคงไม่แปลกที่ยอดขายรองเท้าของแบรนด์ Under Armour จะตกต่ำในปีนี้ และยังถูกตอกย้ำจากน้ำคำของ Kevin Durant อีกนักบาสเก็ตบอลดาวเด่นของยุคนี้ ที่บอกว่า “เด็กทุกคนรู้ และเด็กทุกคนก็ไม่มีใครอยากเล่นบาส พร้อมกับใส่รองเท้าของ Under Armour”

สรุป

“รองเท้า” คือรายได้หลักของบริษัทอุปกรณ์กีฬา เช่น Nike ก็ขายรองเท้าจนคิดเป็น 65% ของรายได้ทั้งหมด แต่ทาง Under Armour กลับมียอดขายรองเท้าเพียง 20% จากยอดขายทั้งหมด ดังนั้นคงไม่แปลกที่แบรนด์นี้กำลังมีปัญหา และต้องฟื้นฟูแผนการตลาด และการสร้างแบรนด์แบบยกเครื่องทั้งหมด

อ้างอิง // Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ยุครุ่งเรืองของสตาร์ตอัพขนส่งสินค้า Lalamove และ Deliveree ระดมทุนรอบใหม่

Brand Inside - 13 October 2017 - 15:26

สัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นก้าวสำคัญของสตาร์ตอัพด้านขนส่งแบบ on demand ในเอเชีย เพราะทั้ง Lalamove และ Deliveree ที่มีสาขาในประเทศไทยทั้งคู่ ต่างก็ประกาศระดมทุนซีรีส์ใหม่ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน

Lalamove ระดมทุนก้อนใหญ่ 100 ล้านดอลลาร์

Lalamove สตาร์ตอัพจากฮ่องกง ประกาศระดมทุนซีรีส์ C จำนวนถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.3 พันล้านบาท การระดมทุนรอบนี้นำโดย ShunWei Capital กองทุน VC จากประเทศจีน (หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง ShunWei คือ Lei Jun ผู้ก่อตั้ง Xiaomi) โดยนาย Chen Tian พาร์ทเนอร์ของ ShunWei มองว่าการจัดส่งสินค้าแบบ last-mile ก่อนส่งถึงมือผู้บริโภค จะเติบโตได้อีกมาก และเห็นอนาคตของ Lalamove จึงเข้ามาลงทุนด้วย

Lalamove ยังประกาศความสำเร็จในการขยายกิจการครบ 100 เมือง โดยตอนนี้มีลูกค้ากว่า 15 ล้านคน และพนักงานขับรถในสังกัดแล้วกว่า 2 ล้านคน ส่วนเงินก้อนใหม่จะนำไปขยายกิจการเพิ่มเติม ทั้งในแง่ทรัพยากรบุคคล และผลิตภัณฑ์

Deliveree ระดมทุน Series A

สตาร์ตอัพอีกรายที่ทำเรื่องขนส่งแบบเดียวกันคือ Deliveree ซึ่งมีธุรกิจในไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ก็ประกาศระดมทุนซีรีส์ A จำนวน 14.5 ล้านดอลลาร์ นำโดย Gobi Partner จากเซี่ยงไฮ้

Tom Kim ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Deliveree ระบุว่านับจากก่อตั้งบริษัทในปี 2015 ตอนนี้บริษัทมีรถขนส่งสินค้าประเภทต่างๆ ในสังกัดแล้วกว่า 15,000 คัน ให้บริการลูกค้าในกรุงเทพ จาการ์ตา และมะนิลา (ในฟิลิปปินส์ทำตลาดในชื่อ Transportify)

Deliveree เป็นสตาร์ตอัพที่ได้รับเงินตั้งต้นจาก Inspire Ventures และ Ardent Capital กองทุน VC ที่เน้นตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีสำนักงานอยู่ในประเทศไทย

ถึงแม้จะเป็นคู่แข่งกัน แต่ก็ยังไปกันได้อีกไกล

ถึงแม้ Lalamove และ Deliveree จะเป็นคู่แข่งกันโดยตรงในหลายประเทศ แต่สภาพตลาดโดยรวมยังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ผนวกกับความนิยมในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ-สินค้าออนดีมานด์ที่ยังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ย่อมทำให้ธุรกิจของทั้งสองรายเติบโตได้อีกมาก

ที่สำคัญ วงการขนส่งออนดีมานด์ไม่ได้มีผู้เล่นแค่สองรายนี้เท่านั้น แต่ทั้งคู่ยังต้องแข่งกับบริษัทขนส่งรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่ของการขนส่งบุคคลทั้ง Uber/Grab ที่ขยายธุรกิจมายังขนส่งสินค้า, บริการขนส่งที่เน้นเมสเซนเจอร์อย่าง Skootar รวมถึงบริการขนส่งแบบดั้งเดิมที่หันมาปรับตัวสู้ ไม่ว่าจะเป็น Kerry Express, SCG Yamato หรือนิ่มซี่เส็งด้วย

ที่มา – AsiaOne

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เบื่อที่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ Airbnb กำลังจะมีอพาร์ทเม้นท์เป็นของตัวเอง ต้นปีหน้าให้บริการ ในรัฐฟลอริดา

Brand Inside - 13 October 2017 - 12:31

Airbnb สตาร์ทอัพให้เช่าที่พักอันโด่งดัง ตอนนี้มีมูลค่าบริษัทกว่า 31,000 ล้านเหรียญ เริ่มออกอาการอยากก้าวออกมาสู่แสงไฟ หลังมีคำวิจารณ์จากหลายทิศทาง ล่าสุด จะทำอพาร์ทเม้นท์เป็นของตัวเอง เรียกความเชื่อมั่น

Photo: flickr.com by dorinser เมื่อธุรกิจทำกำไร จึงต้องการลบข้อครหา ด้วยการก้าวออกมาสู่แสงไฟ

Airbnb แพลตฟอร์มให้บริการเช่าห้องพักผ่านเจ้าของห้องพักโดยตรง กำลังจะมีห้องพักเป็นของแบรนด์เองแล้ว เพราะล่าสุดไปจับมือกับ Newgard Development Group บริษัทด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อลงทุนสร้างอาร์ทเม้นท์ 324 ยูนิต โดยจะตั้งอยู่ใน Kissimmee รัฐฟลอริดา

JaJa Jackson ผู้อำนวยการฝ่าย Partnerships ของ Airbnb บอกว่า “เป็นก้าวล่าสุดของบริษัทที่ต้องการทำให้เว็บไซต์ถูกกฎหมายมากขึ้น เราต้องการทำให้ลูกค้าของเรามีความมั่นใจ ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ การร่วมมือครั้งนี้จะทำให้เห็นว่าเจ้าของที่ดิน นักพัฒนาอสังหาฯ และ Airbnb สามารถทำงานร่วมกันได้”

โมเดลตัวอพาร์ทเม้นท์ Airbnb ที่จะส่งมาในรัฐฟลอริดามีชื่อว่า “Niido” คาดการณ์ว่าจะให้บริการได้ในไตรมาสแรกของปี 2018

ถ้านับดูตั้งแต่ปี 2008 ที่ Airbnb เข้ามาเล่นในตลาดจองห้องพักก็ได้ฟาดฟันกับผู้ให้บริการหลายรายในตลาด เจ้าของที่ดินหลายแห่งประสบปัญหาการเช่าห้องพักในบริเวณใกล้เคียง ย่านชุมชน ที่จองห้องพักผ่าน Airbnb แล้วก่อเหตุความรุนแรง ทำสิ่งผิดกฎหมาย นอกจากนั้นในทางเศรษฐกิจการปล่อยให้เช่าห้องในระยะยาวผ่าน Airbnb ก็ได้ทำให้ค่าที่ดินและค่าบ้านในแถบนั้นลดต่ำลง พูดง่ายๆ ก็คือในหลายพื้นที่ การเช่าห้องพักผ่าน Airbnb จะถูกวิจารณ์ว่า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้คนในแถบนั้นๆ ทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ

อันที่จริง Airbnb ก็พยายามก้าวออกมาสู่แสงไฟมาขึ้น ตั้งแต่ปีที่แล้ว ที่มีการไปทำดีลกับอพาร์ทเม้นท์หรือโรงแรมว่าถ้ามีการปล่อยให้เช่า Airbnb ผ่านในสถานที่นั้นๆ จะแบ่งรายได้ให้ 15% จากผู้ปล่อยให้เช่าพักให้กับเจ้าของที่ดิน เห็นได้ชัดว่า Airbnb เริ่มจะเบื่อที่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ในการทำธุรกิจเสียแล้ว

ที่มา – Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

MUFG เครือการเงินยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น เตรียมนำระบบอัตโนมัติมาจัดการเอกสารแทนพนักงานธนาคาร

Brand Inside - 13 October 2017 - 01:55

Mitsubishi UFJ Financial Group หรือ MUFG กลุ่มการเงินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่นได้วางแผนการนำระบบอัตโนมัติมาใช้กับงานหลักของธนาคารภายในปี 2024 ซึ่งหุ่นยนต์และ AI ที่จะนำมาใช้นี้สามารถทดแทนการทำงานของพนักงานได้ถึง 9,500 คน เพื่อให้พนักงานของธนาคารไปเน้นการให้บริการลูกค้ารายใหญ่

เอทีเอ็มของ Bank of Tokyo-Mitsubishi UFJ ภาพจาก Wikimedia cc-by-3.0

Kanetsugu Mike ซีอีโอของธนาคาร Bank of Tokyo-Mitsubishi UFJ ซึ่งเป็นหน่วยธนาคารของ MUFG กล่าวว่า ระบบอัตโนมัติสามารถทำให้นายธนาคารมอบบริการให้ลูกค้ารายใหญ่ที่มีสินทรัพย์จำนวนมากได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากพวกเขามีโอกาสให้อย่างเช่นการจัดการอสังหาริมทรัพย์ โดยปัจจุบันพนักงานสาขาใช้เวลากว่า 50-60 เปอร์เซ็นในการจัดการเอกสารของลูกค้า การใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์สามารถนำเวลาเหล่านี้คืนมาเพื่อให้มีเวลามากขึ้นในการให้บริการลูกค้า

ป้ายธนาคาร Bank of Tokyo-Mitsubishi UFJ ภาพจากเว็บไซต์ MUFG

ธนาคารในญี่ปุ่นนั้นยังข้อจำกัดที่ไม่สามารถลดระบบเอกสารที่เป็นกระดาษลงได้ เนื่องจากวิธีการยืนยันตัวตนของประเทศญี่ปุ่นนั้นจะใช้ตราปั๊มเพิ่มเติมจากลายเซ็น ซึ่งตอนนี้ก็กำลังปรับปรุงกระบวนการใหม่ อย่างเช่นการใช้บัญชีที่ไม่ต้องใช้ตราปั๊ม และนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาเพื่อลดความเสี่ยงที่จะถูกทดแทนจากการแข่งขันของบริษัทด้านเทคโนโลยี

ระบบอัตโนมัตินี้ จะเข้ามาจัดการครึ่งหนึ่งของงานที่สาขา หรือคิดเป็น 30 เปอร์เซ็นของงานธนาคารทั้งหมด โดยเมื่อระบบติดตั้งเสร็จจะสามารถทดแทนปริมาณงานได้เทียบเท่ากับพนักงานถึง 9,500 คน ซึ่งการลดงานของพนักงานจะทำให้พนักงานมีเวลาไปเน้นในเรื่องการให้บริการลูกค้ากว่า 1.2 ล้านคนที่มีสินทรัพย์นับร้อยล้านเยน ซึ่งปัจจุบันมีพนักงานธนาคารเพียง 2,600 คนเท่านั้นที่ดูแลอยู่ โดย Mike กล่าวว่า เราต้องการพนักงานธนาคาร ดังนั้นเราจึงไม่ต้องการเริ่มต้นด้วยการให้งานที่มากจนเกินไป

ส่วนฝั่ง Mizuho Financial Group ซึ่งเป็นกลุ่มการเงินอันดับสองของญี่ปุ่นรองจาก MUFG เมื่อปีที่แล้วก็ได้ตั้งบริษัทร่วมกับ J.Score และ SoftBank Group โดยมีการใช้งาน AI เพื่อคำนวณเครดิตของลูกค้าแล้วเช่นกัน

ที่มา – Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

มิติใหม่ BNP Paribas จะเริ่มยกเลิกให้เงินกู้กับธุรกิจ Shale Gas ทรายน้ำมันและถ่านหิน

Brand Inside - 13 October 2017 - 01:35

BNP Paribas ได้ออกมาประกาศว่าจะเริ่มยกเลิกการปล่อยเงินกู้ให้กับธุรกิจโดยเฉพาะเจาะจงไปที่ Shale Gas และทรายน้ำมัน และสนับสนุนเงินกู้ให้กับพลังงานสะอาดมากขึ้น อาจเป็นมิติใหม่ของวงการธนาคาร โดยการประกาศจุดยืนครั้งนี้ของ BNP Paribas ถือว่ายิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยทีเดียว

BNP Paribas ได้ให้คำมั่นสัญญาที่ทางทบวงพลังงานระหว่างประเทศเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายการควบคุมอุณภูมิให้เพิ่มสูงขึ้นไม่เกิน 2 องศาเซลเซียสภายในศตวรรษนี้ ประเด็นสำคัญของการลดอุณภูมิโลกคือลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล โดยเงื่อนไขหลายๆ เรื่องนั้นถือว่าเป็นเรื่องท้าทายของธนาคารมากๆ

เป้าหมายของ BNP Paribas กับการต่อสู้โลกร้อน

โดยเงื่นไขล่าสุดที่ทางธนาคารประกาศออกมานั้นถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว และนโยบายนี้ต้องยึดถือทั่วโลกอีกด้วย

  • BNP Paribas จะเริ่มยกเลิกเงินกู้ให้กับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการสำรวจขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในแถบขั้วโลกเหนือ
  • BNP Paribas จะเลิกข้องเกี่ยวและร่วมทำธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันโดยเฉพาะ Shale Gas และทรายน้ำมัน ซึ่งรวมไปถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกันเช่นบริษัทขุดเจาะ หรือแม้แต่ธุรกิจซื้อขายที่เกี่ยวเนื่องเช่นน้ำมันดิบจากทรายน้ำมัน เป็นต้น
  • BNP Paribas จะเริ่มทยอยยกเลิกเงินกู้ให้กับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการขนส่งน้ำมันรวมไปถึงส่งออกโดยเฉพาะ Shale Gas และทรายน้ำมัน ซึ่งรวมไปถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกันเช่นคลังก๊าซ LNG และท่อส่งก๊าซ

โดยในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาธุรกิจน้ำมันโดยเฉพาะที่มาจาก Shale Gas นั้นธุรกิจได้เติบโตเป็นอย่างมาก เพราะว่าเทคโนโลยีในการขุดเจาะในแนวขวางและฉีดสารเคมีเข้าไปในชั้นหินดินดาน ทำให้ได้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติออกมามากกว่าเดิม ซึ่งเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างเช่นน้ำบาดาล ส่วนทรายน้ำมันนั้นการสกัดน้ำมันออกมานั้นทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมาก รวมไปถึงต้นทุนที่แพงกว่าการเจาะน้ำมันแบบปกติด้วย

ไม่ใช่แค่ Shale Gas เท่านั้น อุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าถ่านหินก็โดนด้วย

ก่อนหน้านั้นทางธนาคารได้ประกาศว่าจะเริ่มยกเลิกวงเงินกู้ให้กับอุตสาหกรรมถ่านหินรวมไปถึงโรงไฟฟ้าถ่านหินด้วย ในปี 2011 ธนาคารยกเลิกการสนับสนุนทางการเงินให้กับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันด้วย เพราะถือว่าเป็นการทำลายป่าไม้ธรรมชาติ

เพิ่มวงเงินกู้สำหรับพลังงานสะอาดรวมไปถึง Startup เกี่ยวกับเรื่องพลังงาน

ธนาคารได้ขยายวงเงินกู้สำหรับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2020 จะมียอดเงินกู้ในกลุ่มนี้สูงถึง 15,000 ล้านยูโร และรวมไปถึงเงินทุน 100 ล้านยูโรเพื่อลงทุนใน Startup เกี่ยวกับพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บพลังงาน การใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า ฯลฯ

BNP Paribas มิติใหม่ ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

การออกนโยบายมาครั้งนี้ของ BNP Paribas ถือว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะอย่างแรกการที่ธนาคารสนับสนุนธุรกิจ หรือให้เงินกู้แก่ธุรกิจน้ำมันมากเกินไปจะทำให้มีปัญหาใหญ่เวลาราคาน้ำมันที่ผันผวนมากๆ ถ้าขั้นแย่สุดอาจทำให้ธนาคารต้องรับภาระหนี้เสียด้วย ซึ่งข้อมูลของ Morgan Stanley นั้นทาง BNP Paribas มียอดเงินกู้ที่เกี่ยวกับน้ำมันประมาณ 3% ซึ่งมากกว่าธนาคารใหญ่ๆ ของสหรัฐอเมริกาโดยเฉลี่ยด้วยซ้ำ ส่วนอีกเรื่องคือภาพพจน์ของธนาคารนั้นดูดีขึ้นทันทีในสายตาคนทั่วไป และรวมไปถึงนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพราะธนาคารสนับสนุนพลังงานสะอาด

ที่มาBloomberg, Financial Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

AddVentures ลงทุนต่อเนื่อง หนุน “Vertex Ventures” ต่อยอดสตาร์ทอัพศักยภาพอาเซียน

Brand Inside - 12 October 2017 - 23:52

AddVentures โดย SCG เดินหน้า Fund of Funds ต่อเนื่อง ลงทุนใน “Vertex Ventures” กองทุนระดับเวิลด์คลาสในอาเซียน หวังคัดกรองการลงทุนสตาร์ทอัพศักยภาพ เพื่อต่อยอดสร้างธุรกิจใหม่เอสซีจี พร้อมช่วยยกระดับสตาร์ทอัพอีโคซิสเท็มในภูมิภาค

จาชชัว แพส กรรมการผู้จัดการ AddVentures บอกว่า AddVentures ได้เดินหน้าการลงทุนในลักษณะ Fund of Funds อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด กำลังอยู่ระหว่างเข้าลงทุนใน Vertex Ventures SEA Fund III กองทุนที่ 3 ของ Vertex Ventures ที่มุ่งลงทุนสตาร์ทอัพระดับ Series A ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย และเป็นหนึ่งในกองทุนที่มีขนาดกองทุนใหญ่อันดับต้นๆ ของอาเซียนขณะนี้ โดยใช้ความชำนาญ ข้อมูลวิจัยเชิงลึก และการดำเนินการที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านเครือข่ายของทีมงาน

“Vertex Ventures เป็น Venture Capital ที่มีผลการดำเนินงานที่ดี กองทุนสองกองแรกคัดกรองการลงทุนสตาร์ทอัพได้อย่างดีเยี่ยม จนมีสตาร์ทอัพที่แข็งแกร่งและน่าสนใจหลายรายใน Portfolio ขณะเดียวกัน Vertex Ventures ยังมีทิศทางการลงทุนในสตาร์ทอัพ Disruptive Technology ระดับ early-stage สอดคล้องกับทิศทางของ AddVentures”

นอกจากนี้ Vertex Ventures ยังมีเครือข่ายของบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์ในวงการ Technology และ Venture Capital อย่างกว้างขวาง มีกองทุนภายใต้การบริหารทั้งในอิสราเอล สหรัฐอเมริกา และจีน ซึ่ง Vertex Ventures ยังได้สร้าง Venture Capital Platform กับ General Partners (GPs) รายต่างๆ ในแต่ละประเทศอีกด้วย

จาชชัว บอกว่า Vertex Ventures SEA Fund III ถือเป็นกองทุนแรกของ Vertex Ventures ที่เปิดโอกาสให้ Limited Partner (LPs) จากภายนอกเข้าลงทุน มีวิธีการดำเนินงานคือ เลือกลงทุนในสตาร์ทอัพศักยภาพ 20 รายตลอดระยะเวลากองทุน และสร้างโอกาสการลงทุนรอบถัดไป (Follow-on round) ในบริษัทที่มีแนวโน้มการเจริญเติบโตสูง คาดว่าการลงทุนครั้งนี้จะสามารถเอื้อประโยชน์ให้กับการร่วมลงทุน (Co-investment) ของ AddVentures ในระดับ Series A ได้ต่อไป

ทั้งนี้ AddVentures ยังคงมองถึงโอกาสการเข้าถึงสตาร์ทอัพที่มีนวัตกรรมด้าน Enterprise ผ่านการสร้างความร่วมมือเชิงพาณิชย์ (Commercial Deal) และอาจพิจารณานำนวัตกรรมเหล่านั้นมาต่อยอดเป็นธุรกิจกับธุรกิจหลักหรือสร้างเป็นธุรกิจใหม่ของเอสซีจีอีกด้วย เชื่อว่าการดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลดีต่อทิศทางของ AddVentures และเอสซีจี ตลอดจนมีส่วนช่วยยกระดับการเจริญเติบโตของสตาร์ทอัพอีโคซิสเท็มในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ก่อนหน้านี้ AddVentures เพิ่งประกาศการลงทุนในลักษณะ Fund of Funds ก้อนแรกใน Wavemaker SEA Fund II กองทุนที่สองของ Wavemaker Partners ซึ่งเป็นกองทุนชั้นนำที่มีเครือข่ายระดับโลกอีกกองทุนหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อต่อยอดการลงทุนสตาร์ทอัพด้าน B2B ในภูมิภาค

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ยอดขายต่างประเทศโตไว ทำ Uniqlo กำไรพุ่งกระฉูด

Brand Inside - 12 October 2017 - 23:50

แม้ปัญหาค่าเยนอ่อนตัวทำให้ยอดขายในประเทศไม่สู้ดีนัก แต่ผลกำไรของ Uniqlo ในปีปฏิทินนี้กลับสูงที่สุดเป็นประวัติการ เพราะยอดขายในต่างประเทศนั้นเติบโตก้าวกระโดด และทดแทนยอดขายที่หายไปได้

หน้าร้าน Uniqlo ในสหรัฐอเมริกา // ภาพจาก Flickr ของ GoToVan จากพึ่งในประเทศ เป็นเน้นขายต่างประเทศ

Fast Retailing เจ้าของแบรนด์ Uniqlo คาดการณ์ว่า ผลกำไรสุทธิของปีปฏิทินนี้ (สิ้นสุดเดือนส.ค. 2561) น่าจะปิดที่ 1.2 แสนล้านเยน หรือราว 35,000 ล้านบาท จากรายได้ที่น่าจะปิดที่ 2.05 ล้านล้านเยน หรือราว 6 แสนล้านบาท ผ่านยอดขายในต่างประเทศที่แข็งแกร่ง แม้ค่าเยนอ่อนตัวก็ทำให้ยอดขายในประเทศไม่ดีนัก

โดยกำไรจากการดำเนินงานจากต่างประเทศของร้าน Uniqlo นั้นเติบโตเป็นเท่าตัวไม่ว่าจะเป็นในประเทศจีน, เอเชีตะวันออกเฉียงใต้ และโซนโอชิเนีย ส่วนยอดขายในประเทศนั้นหดตัว 6.4% เนื่องจากต้นทุนต่างๆ ที่สูงขึ้น ชี้ให้เห็นว่ายอดขายในต่างประเทศเข้ามาทดแทนยอดขายที่หดตัวในประเทศได้อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ 38% ของรายได้ Fast Retailing นั้นมาจากธุรกิจนอกประเทศญี่ปุ่นเมื่อปีปฏิทินก่อน และเติบโตขึ้นจากอยู่ที่ 22% เมื่อปีปฏิทิน 2556 และทางบริษัทมีแผนเพิ่มยอดขายออนไลน์ในประเทศญี่ปุ่นเป็น 30% ในปีนี้ เพื่อรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

อ้างอิง // Market Watch

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

อะไรๆ ก็ ICO ล่าสุดคือ Deck Swap ที่ขาย Coin เพื่อสร้างระบบแลกเปลี่ยนข้อมูล Digital Card Game

Brand Inside - 12 October 2017 - 17:36

Digital Card Game เช่น Hearthstone และเกมอื่นๆ มีผู้เล่นรวมกันในปัจจุบันกว่า 40 ล้านคน รวมถึงมีมูลค่าตลาดราว 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงกลายเป็นโอกาสสำคัญในการทำแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนข้อมูลขึ้น

ขาย Coin เพื่อสร้างแพลตฟอร์มแลกข้อมูล

ปกติแล้วผู้เล่น Digital Card Game จะเข้าไปหาข้อมูลเพื่อจัดสำรับ (Deck) ของตัวเองให้มีประสิทธิภาพ และเพิ่มโอกาสการชนะในแต่ละเกมให้ได้มากที่สุด ซึ่งเว็บไซต์ดังๆ 4 เว็บนั้นสร้างรายได้จากโฆษณากว่า 7.2 แสนดอลลาร์/เดือน แต่การสร้างรายได้เหล่านั้นกลับมาจาก User-generated Content (UGC) แทบทั้งหมด

ซึ่งจริงๆ แล้วเว็บไซต์เหล่านั้นควรจะให้ค่าตอบแทนผู้เขียนเนื้อหา เหมือนกับที่ YouTube หรือแพลตฟอร์มอื่นๆ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ให้อะไร และกลายเป็นจุดบอดของบริการเหล่านี้ที่ผู้เขียนเนื้อหาแทบไม่มีแรงจูงใจใดๆ ในการสร้างเนื้อหาใหม่ๆ นอกจากความชอบส่วนบุคคล

และจุดนี้เองทำให้เกิด Deck Swap ขึ้นมา โดยเอาจุดบอดของเรื่องนี้มาเป็นแนวคิดในการสร้างแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนข้อมูล Digital Card Game ผ่านการสร้างสกุลเงินของตัวเองในชื่อ DEK เพื่อให้ผู้สนใจเนื้อหาสามารถนำสกุลเงินดังกล่าวไปให้กับผู้เขียนเนื้อหา เพื่อปลดล็อคการอ่านข้อมูลได้

โดยการได้มาซึ่ง DEK นั้น ทางทีมพัฒนาเลือกใช้วิธี ICO ผ่านการเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาซื้อ DEK ได้ตั้งแต่วันที่ 24 ต.ค. มีทั้งหมด 70 ล้าน DEK คิดเป็นอัตราแลกเปลี่ยน 1 ETH=28,000 DEK และตัวเว็บไซต์ Deck Swap จะเริ่มให้บริการอย่างเป็นทางการในปลายปีนี้

ขณะเดียวกันแผนในอนาคตของ Deck Swap ยังมองไปถึงเรื่องการจัดแข่งขัน Digital Card Game รายการต่างๆ เพราะมีฐานข้อมูลในเรื่องนี้จำนวนมาก และเตรียมขยับเข้าไปสู่ตลาด Trading Card Game ที่เล่นกันในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็น Magic: The Gathering หรือ Yu-Gi-Oh อีกด้วย

สรุป

เมื่อขึ้นชื่อว่า ICO ใครๆ ก็เริ่มต้นการระดมทุนในรูปแบบนี้ได้ และบริการแลกเปลี่ยนข้อมูล Digital Card Game ก็เป็นอีกหนึ่งบริการที่สามารถสร้างขึ้นมาได้ และการขาย Coin ในสกุลเงิน DEK ก็ช่วยให้ตัวธุรกิจมีเงินหมุนเวียนก่อน และก็อยู่ที่ว่าตัวแพลตฟอร์มจะดึงดูดผู้เชี่ยวชาญด้านการจัด Deck เข้ามาได้มากแค่ไหน

อ้างอิง // Deck Swap

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

กลุ่ม Coach เปลี่ยนชื่อเป็น Tapestry ก้าวสู่ Luxury Multi-brand ฟาก Social Media สวดกันยับ

Brand Inside - 12 October 2017 - 16:03

การเปลี่ยนชื่อองค์กรนั้นไม่ใชเรื่องง่ายๆ และครั้งนี้ก็คงเป็นความผิดพลาดของ Coach Inc. ที่ถือแบรนด์ Luxury ทั้ง Coach และ Kate Spade เพราะพอประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น Tapestry Inc. ก็ถูก Loyalist ติเป็นชุด

ไม่มีอีกแล้ว Coach เพราะแทนด้วย Tapestry

เรื่องนี้มันเริ่มมาจากช่วงนี้ Coach Inc. มียอดขายที่ไม่สู้ดีนัก ผ่านปัจจัยเรื่องการแข่งขันของแบรนด์ Luxury ด้วยกันที่ดุเดือด และผู้บริโภคเริ่มไปซื้อสินค้าบนโลกออนไลน์มากขึ้น ซึ่งทางบริษัทไม่ได้ก้าวไปถึงจุดนั้นมากนัก ทำให้ Coach Inc. ตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการซื้อแบรนด์ Luxury คู่แข่งเข้ามาเสริมแกร่งให้องค์กร

โดยการซื้อนั้นเริ่มตั้งแต่ปี 2558 ที่ประกาศซื้อ Stuart Weitzman ด้วยมูลค่า 574 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในปีนี้ก็ซื้อแบรนด์ Kate Spade ด้วยมูลค่า 2,400 ล้านดอลลาร์ ทำให้ Coach ที่ก่อตั้งมาเมื่อปี 2484 ไม่ได้เป็นแค่แบรนด์ขายกระเป๋าถืออีกต่อไป เพราะกลายเป็นบริษัท Multi-brand ที่มีสินค้า Luxury อยู่ในมือทันที

จากจุดนี้เอง Vitor Luis ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Coach Inc. จึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Tapestry Inc. เพื่อเพิ่มความชัดเจนว่า กลุ่ม Coach เดิมจะไม่ได้มีแค่สินค้า Luxury เพียงแบรนด์เดียว และไม่ได้ยึดติดกับแค่แบรนด์ Coach อีกต่อไป ซึ่งตัวย่อในตลาดหลักทรัพย์ก็เปลี่ยนจาก COH เป็น TPR ด้วย

สื่อไม่ถูกต้อง ทำคนใช้กระเป๋าโจมตีอย่างหนัก

อย่างไรก็ตามการประกาศเปลี่ยนชื่อครั้งนี้กลับสื่อสารข้อมูลได้ไม่ถูกต้องนัก เพราะผู้บริโภคที่เป็นแฟนของแแบรนด์นี้กลับนึกว่า แบรนด์ Coach จะหายไป และออกมากร่นด่าบน Social Network กับการตัดสินใจครั้งนี้ของแบรนด์ที่ตนเองรักกันเป็นจำนวนมาก

Eh…what? @Coach changing its name to Tapestry Inc.
Doesn’t this negate the point of heritage, legacy etc in high-end branding? $COH

— Courtney Reagan (@CourtReagan) October 11, 2017

แต่ทางประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Tapestry กลับไม่สะทบสะท้าน พร้อมตอบกลับไปว่า “พอข่าวนี้ออกไป โลก Social Media ก็คงเข้าไปใจผิดไปต่างๆ นาๆ เพราะเขาคิดว่าเราเปลี่ยนชื่อแบรนด์ของ Coach ซึ่งจริงๆ แล้วเราไม่ได้ทำอย่างนั้น แต่เป็นการสร้างภาพลักษณ์องค์กรใหม่มากกว่า”

Coach is now Tapestry and has a funky squiggly Y. Why’d they ruin the Y? One of the great business mysteries of the millennium. pic.twitter.com/vX5CDjX2Jb

— Kim Bhasin (@KimBhasin) October 11, 2017

กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน เพราะหุ้นตก 3%

ขณะเดียวกันฟากนักลงทุนก็เชื่อว่าการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้น่าจะกระทบต่อภาพรวมบริษัท และนั่นคือจุดที่ทำให้พอตลาดเปิด ราคาหุ้นของกลุ่มแบรนด์ Luxury ดังกล่าวก็ปรับตัวลดลง 3% ในทันที เพราะถ้าเทียบเรื่องแบรนด์แล้ว คู่แข่งอย่างกลุ่ม LVMH ที่ถือ Louis Vuitton นั้นแข็งแกร่งกว่ามาก

สรุป

แม้ตัวชื่อยังไม่ถูกเปลี่ยนในตอนนี้ เพราะการเปลี่ยนจะมีผลตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. เป็นต้นไป แต่เรียกว่าการตัดสินใจครั้งนี้ก็พลาดเป็นอย่างมาก เพราะด้วยความที่ชื่อแบรนด์ กับชื่อบริษัทนั้นผูกไว้ด้วยกัน และผู้บริโภคก็จดจำมาเป็นเวลานานแล้ว ทำให้เป็นอีกกรณีศึกษาที่ดีว่า การจะเปลี่ยนชื่อนั้นสำคัญมากแค่ไหน และควรทำหรือไม่

อ้างอิง // AP, Reuters, Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Tim Cook บอก “ถ้าผมเป็นเด็กฝรั่งเศส อายุ 10 ขวบ จะเรียนเขียนโค้ด มากกว่าเรียนภาษาอังกฤษ”

Brand Inside - 12 October 2017 - 13:49

เรียนภาษาที่ 2 ที่ 3 อาจทำให้สื่อสารกับคนได้บางกลุ่ม แต่ถ้าเรียนรู้ “ภาษาโค้ด” จะสื่อสารกับคนได้ทั้งโลก Tim Cook ไปพูดเรื่องการศึกษาที่ฝรั่งเศส เรียกร้องให้วิชาเขียนโค้ดบรรจุอยู่ในหลักสูตรของโรงเรียนรัฐบาลทุกที่

Photo: flickr.com by Valery Marchive เรียนภาษาโค้ด สื่อสารกับคนได้ทั้งโลก

สัปดาห์นี้ Tim Cook ซีอีโอของ Apple ได้เดินทางไปฝรั่งเศสเพื่อพบปะกับประธานาธิบดี Emmanuel Macron โดยมีท่อนหนึ่งที่เขาพูดเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาไว้อย่างน่าสนใจ โดยบอกว่า

“ถ้าผมเป็นเด็กฝรั่งเศส อายุ 10 ขวบ ผมจะคิดว่าการเรียนเขียนโค้ดสำคัญกว่าการเรียนภาษาอังกฤษ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะบอกให้ไม่ต้องเรียนภาษาอังกฤษ แต่ภาษาโค้ดมันคือภาษาที่จะสามารถติดต่อสื่อสารกับคนได้ทั้ง 7 พันล้านคนบนโลก ผมคิดว่าวิชาเขียนโค้ดควรจะถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรของโรงเรียนรัฐบาลทุกที่”

Tim บอกว่า การเรียนเขียนโค้ดจะทำให้มีความคิดสร้างสรรค์ เพราะมันคือการทดลอง บริษัท Apple เองก็ได้มีการพัฒนาโปรแกรมเขียนโค้ดเอาไว้ให้ผู้ที่สนใจฝึกฝนและพัฒนาแอพพลิเคชั่นได้ ชื่อว่า Swift

Photo: Pixabay

เอาเข้าจริงแล้ว สิ่งที่ Tim ต้องการสื่อสารเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาในครั้งนี้คือ การเรียนด้าน Computer Science จะเป็นสิ่งที่สำคัญในโลกอนาคต และเผลอๆ มันอาจจะเป็นโลกปัจจุบันนี้เองที่ในหลายๆ ประเทศก็ให้คุณค่า อย่างในสหรัฐอเมริกาตลาดนี้ยังเปิดกว้างอีกมากสำหรับคนรุ่นใหม่ที่สนใจและทำงานด้านการเขียนโค้ด

อย่างไรก็ตาม จากงานวิจัยหลายชิ้น ระบุว่า การเรียนภาษาที่ 2 (ไม่ใช่หมายถึง ภาษาโค้ด) ก็มีส่วนดีหลายอย่าง เป็นต้นว่า ช่วยในเรื่องของความคิดความอ่าน ทำให้เป็นคนที่มีความอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างหลากหลายได้ดีขึ้น หรือบางครั้งก็เปลี่ยนบุคลิกภาพของคนๆ นั้นไปเลยก็ได้

ที่มา – QUARTZ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

JD.com เปิดเว็บไซต์ขายของกลุ่ม Luxury จับตลาดหัวเมืองรอง ท้าชน Alibaba

Brand Inside - 12 October 2017 - 10:06

ด้วยเศรษฐกิจที่โตขึ้นอย่างมหาศาลของประเทศจีน ทำให้ชนชั้นกลางของจีนถามหาความหรูหราในชีวิตมากขึ้น ทำให้สนามการแข่งขันของ e-commerce ในหมวด Luxury เริ่มมีความร้อนแรงทันที หลังจากที่ JD.com เปิดตัวเว็บไซต์และ Application เพื่อเจาะตลาดด้านนี้โดยเฉพาะ และพร้อมสู้กับ Luxury Pavilion ของทางฝั่ง Alibaba

โดยทาง JD.com เปิดตัวเว็บไซต์รวมไปถึง Application สำหรับของในกลุ่ม Luxury ในชื่อ Toplife โดยในเว็บไซต์นั้นจะเน้นสินค้ากลุ่ม Luxury โดยเฉพาะ อย่างเช่นกระเป๋าแบรนด์เนม น้ำหอม ฯลฯ เจาะกลุ่มตลาดหัวเมืองรองที่มีกำลังซื้อสูงมาก โดยการเปิดตัวเว็บไซต์ Toplife และ Application นั้นเกิดขึ้นหลังจากการลงทุนในกิจการของ Farfetch ซึ่งเป็นเว็บไซต์ขายเสื้อผ้าออนไลน์ มูลค่าถึงเกือบ 400 ล้านเหรียญเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ตลาดของประเทศจีนใหญ่แค่ไหน

บทวิเคราะห์ของ Bain & Company ได้กล่าวถึงว่ากำลังซื้อกลุ่ม Luxury ของของจีนในปี 2016 นั้นเป็นทั้งหมด 1 ใน 3 ของโลก มีมูลค่าถึงประมาณ 87,900 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนยอดขายในกลุ่ม Luxury ใน e-commerce นั้นเป็นเพียงแค่ 6-7% ทั่วโลก ฉะนั้นการที่จีนเปิดพื้นที่ออนไลน์ใหม่ๆ จะทำให้ยอดขายในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

อย่าดูถูกหัวเมืองรองในจีน กำลังซื้อนั้นสูงมาก

ปกติเราจะมักเข้าใจมาโดยตลอดว่ากำลังซื้อในกลุ่ม Luxury ของจีนโดยผ่าน e-commerce นั้นจะมาจากเมืองใหญ่ๆ อย่างปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้  แต่ในความเป็นจริงแล้วกำลังซื้อในกลุ่ม Luxury นั้นสูงถึง 80% มาจากหัวเมืองรอง โดยข้อมูลนี้อ้างอิงมาจากยอดขายในปี 2016 ของกลุ่มนี้โดยเฉพาะ

กระเป๋า Rimowa แบรนด์ไหนที่เข้าร่วมกับ JD.com บ้าง

โดยทาง JD.com ได้เปิดเผยแบรนด์ที่เข้าร่วมในช่วงเริ่มต้นยกตัวอย่างเช่น

  • La Perla
  • Emporio Armani
  • Trussardi
  • Rimowa
  • Louis Vuitton

โดยที่แบรนด์อื่นๆ ที่จะเข้าร่วมนั้นจะมีการเปิดเผยในช่วงอาทิตย์หน้าอีกครั้งหนึ่ง โดยอุบไต๋ว่าจะมีแบรนด์ชื่อดังที่จะเปิดตัวขายในออนไลน์ครั้งแรกของจีนอีกด้วย

โกดังปลอดฝุ่น พนักงานใส่ถุงมือ มั่นใจได้ว่าได้สินค้าแบรนด์เนมคุณภาพ

ปกติแล้วสำหรับสินค้าแบรนด์เนมชื่อดังกับฝุ่นและความร้อนรวมไปถึงความชื้นที่สูงมากไปนั้นจะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกกันอยู่เสมอๆ ดังนั้นเพื่อคุณภาพของลูกค้าที่จะได้รับอย่างเต็มที่ ทาง JD.com ได้เปิดโกดังปลอดฝุ่น ในเซี่ยงไฮ้ รวมไปถึงหัวเมืองต่างๆ ซึ่งโกดังนั้นนอกจากจะปลอดฝุ่นแล้ว ยังมีการควบคุณอุณภูมิและความชื้นอีกด้วย รวมไปถึงพนักงานเวลาหยิบสินค้าเหล่านี้จะใส่ถุงมือตลอด ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าจะได้ของ Luxury มีคุณภาพแน่นอน

ผู้บริโภคและเจ้าของแบรนด์ได้ประโยชน์แน่นอน

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาทาง Alibaba ได้เปิดตัว Luxury Pavilion ในเว็บไซต์ Tmall เองเป็นรายแรกๆ ที่ลงมาเล่นในตลาดนี้ โดยมีแบรนด์ดังๆ เช่น

  • Burberry
  • Hugo Boss
  • La Mer
  • Gucci
  • Michael Kors
  • Zenith

Shaun Rein ผู้บริหารของ China Research Market ได้กล่าวว่า “ไม่มีใครชนะในเกมนี้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น JD หรือรายอื่นๆ เพราะทุกคนก็อยากเข้ามาในตลาดตรงนี้หมด โดยคนที่ได้ประโยชน์คือชนชั้นกลางที่อยู่ตามหัวเมืองรองๆ ลงไป ที่ไปหาหน้าร้าน Luxury เหล่านี้ได้ลำบาก เพราะมีแต่เมืองใหญ่ๆ”

เกมนี้น่าสนใจตรงที่ว่าระหว่าง JD.com หรือ Alibaba นั้นใครจะแย่งชิงแบรนด์ดังๆ มาไว้ในมือได้มากกว่ากัน แต่ท้ายที่สุดแล้วแบรนด์ดังๆ อาจลงสินค้าทั้ง 2 ที่ก็เป็นได้ ทำให้ลูกค้าได้ประโยชน์ตรงนี้แน่นอน

ที่มา – South China Morning Post [1], [2] Financial Times [1] และ Fashion United

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เสียชื่อหมด! Kobe Steel ปลอมแปลงรายงานค่าความแข็งแรงของอลูมิเนียมและทองแดง

Brand Inside - 12 October 2017 - 04:04

ขึ้นชื่อว่าโลหะที่มาจากประเทศญี่ปุ่นแล้วทุกคนย่อมมีความมั่นใจว่าคุณภาพของโลหะนั้นต้องสูงแน่นอน แต่หลังจากนี้ไปเราอาจต้องคิดใหม่เรื่องคุณภาพและความเชื่อใจของโลหะที่มาจากญี่ปุ่นกันอีกครั้ง หลังจากมีข่าวว่าทาง Kobe Steel นั้นมีการปลอมแปลงรายงานค่าความแข็งแรงของอลูมิเนียมและทองแดง ทำให้หุ้นกลุ่มเหล็กของญี่ปุ่นตกทันทีรวมไปถึงหุ้นของลูกค้า Kobe Steel ด้วยทันทีที่ข่าวนี้ออกมา

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาทางบริษัทได้ออกแถลงกับสื่อในประเทศญี่ปุ่นแบบเร่งด่วน และกล่าวขอโทษที่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น

โดยทางบริษัทได้ตรวจสอบคุณภาพของอลูมิเนียมและทองแดง ชุดที่ส่งออกไปให้ลูกค้าในเดือนกันยายน 2016 จนถึงสิงหาคมของปีนี้ ใน 4 โรงงานมีพนักงานและผู้จัดการได้ปลอมแปลงค่าความแข็งแรง และค่าความทนทานของอลูมิเนียมและทองแดงไม่ต่ำกว่า 10 ปี โดยพนักงานคนอื่นที่ทราบเรื่องนี้ก็ได้แต่ปิดปากเงียบ โดยทองแดงและอลูมิเนียมชุดที่มีปัญหาเรื่องคุณภาพ บริษัทได้ประมาณการไว้ที่ 4% ทั้งหมด โดยยอดขายทองแดงและอลูมิเนียมนั้นเป็น 20% ของยอดขายรวม

โดยเคสนี้ไม่ใช่เคสแรกของ Kobe Steel ด้วย โดย Shinko Wire ซึ่งเป็นบริษัทในเครือได้ปลอมแปลงค่าความแข็งแรงของลวดไว้ทำสปริงมาแล้วในปี 2016 ซึ่งไม่ได้มาตาฐานอุตสาหกรรม

ใครเป็นลูกค้าของ Kobe Steel บ้าง

Kobe Steel นั้นได้ผลิตวัสดุประเภทเหล็ก อลูมิเนียม ทองแดง ฯลฯ โดยบริษัทนั้นใหญ่อันดับ 3 ในอุตสาหกรรมนี้ ทางด้านลูกค้าสำคัญๆ ของ Kobe Steel มีดังต่อไปนี้

  • Toyota
  • Honda
  • Subaru
  • Hitachi
  • Mitsubishi
  • General Motors
  • Ford
  • Nissan

โดยทางตัวแทนของ Toyota ได้กล่าวว่าทางบริษัทเร่งตรวจสอบว่ามีอะไหล่หรือชิ้นส่วนไหนใช้วัสดุที่มาจาก Kobe Steel บ้าง ส่วนทาง Mazda นั้นได้บอกว่ามีการใช้วัสดุจาก Kobe Steel จริง แต่ยังตรวจสอบอยู่

รถไฟ JR ปีกเครื่องบิน Boeing สู่จรวดของ JAXA ก็อาจมีวัสดุของ Kobe Steel ใช้ด้วย

โดยที่รถไฟของ JR รวมไปถึงรถไฟ Shinkansen ไม่ว่าจะเป็น JR East, JR Central, JR West ก็มีชิ้นส่วนที่ใช้วัสดุของ Kobe Steel โดยที่ถ้าถึงขั้นแย่ที่สุดอาจตรวจสอบและเปลี่ยนอุปกรณ์ที่มีวัสดุมีคุณภาพใหม่อีกครั้ง ส่วนทางจรวด H-IIA ของ JAXA (องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น) อาจมีชิ้นส่วนที่ทำจากวัสดุที่ส่งมาจาก Kobe Steel ด้วย แต่การส่งดาวเทียมล่าสุดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาของ JAXA นั้นประสบความสำเร็จด้วยดี แต่ทาง JAXA และ Mitsubishi Heavey Industry ซึ่งเป็นผู้รับเหมาจาก JAXA ก็จะได้ตรวจสอบอีกครั้ง ส่วนทาง Boeing ที่ใช้ชิ้นส่วนของ Subaru ซึ่งผลิตชิ้นส่วนปีกก็กำลังตรวจสอบในเรื่องนี้เช่นกัน

มูลค่าของความเสียหายครั้งนี้ของ Kobe Steel

JPMorgan ได้ประมาณการความเสียหายครั้งนี้ที่เกิดขึ้นแล้วมูลค่าอาจสูงถึง 10,000 ถึง 15,000 ล้านเยน โดยประมาณการจากยอดขาย 5% ของ Kobe Steel เอง โดยที่มูลค่าที่ประมาณการนี้ประกอบไปด้วยการเรียกคืนสินค้าจากลูกค้าและเปลี่ยนเป็นวัสดุที่มีไม่ได้ปลอมแปลงค่าคุณภาพและความทนทาน โดยล่าสุดหุ้นของ Kobe Steel ได้ตกมาแล้วถึง 30%

เรื่องของความเชื่อมั่นล้วนๆ แต่ก็ยังมีข่าวประเภทนี้ออกมาเรื่อยๆ

โดยที่ผ่านมาเราจะเห็นข่าวเรื่องการผลิตที่ไม่ได้คุณภาพจากบริษัทญี่ปุ่นอยู่เรื่อยๆ โดยเคสของ Kobe Steel ไม่ใช่ข่าวแรกๆ ที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมในประเทศญี่ปุ่น โดยเคสในประเทศญี่ปุ่นที่ดังๆ เช่น

  • Takata ผู้ผลิตถุงลมนิรภัยนั้นผลิตถุงลมไม่ได้มาตรฐานในปี 2015 ทำให้ต้องมีการเรียกคืนจำนวนมหาศาล
  • Nissan ใช้ผู้เชี่ยวชาญที่ไม่มีใบรับรองตรวจสอบรถยนต์ ทำให้ต้องเรียกรถยนต์กลับมาถึง 1 ล้านคัน

โดยทาง กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นเองได้ออกมากล่าวว่าทางบริษัทอาจต้องเปิดเผยข้อมูลมากกว่านี้ เรื่องของ Kobe Steel ทำให้กระทบความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก โดยทาง Yasuji Komiyama หัวหน้าฝ่ายอุตสาหกรรมวัสดุได้กล่าวว่าต้องเรียกความเชื่อมั่นทั้งหมดโดยรวมกลับมาไม่ใช่แค่การเรียกความเชื่อมั่นแค่ลูกค้าของบริษัทเองเท่านั้น

ที่มา – Nikkei Asian Review, Bloomberg [1], [2]

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

“บริษัทต้องเลิกเรียกร้องให้คนทำงานหนักได้แล้ว” Melinda Gates เขียนบทความถึงวัฒนธรรมบ้างานแบบอเมริกัน

Brand Inside - 12 October 2017 - 02:40

Melinda Gates เขียนบทความชิ้นล่าสุดบอกว่า วัฒนธรรมทำงานหนักแบบอเมริกัน ทำร้ายผู้หญิง ส่งผลเสียต่อชีวิตคู่ ครอบครัว และทำให้ความหลากหลายในที่ทำงานลดน้อยลง บริษัทต้องเลิกเรียกร้องให้พนักงานทำงานหนักได้แล้ว

Photo: flickr.com by dietech welt งานหนัก รังแกชีวิตคู่ โดยเฉพาะผู้หญิง

Melinda Gates หนึ่งในผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดในโลกและภรรยาของ Bill Gates ได้เขียนบทความลงใน Linkedin ของเธอชิ้นล่าสุด โดยต้องการสื่อสารว่า บริษัทอเมริกันต้องเลิกเรียกร้องให้คนทำงานหนักได้แล้ว

“เรากำลังส่งลูกสาวไปทำงานในสถานที่ที่ออกแบบมาเพื่อพ่อของพวกเรา” ข้อความนี้เป็นหัวข้อบทความของเธอ เธอบอกว่าคนอเมริกันทำงานหนักขึ้นจากแต่ก่อนทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง ตอนนี้เพิ่มขึ้นจะถึง 50 ชั่วโมงแล้ว ที่สำคัญเธอบอกว่า วัฒนธรรมการทำงานหนักทำร้ายผู้หญิง เพราะระบบการทำงานแบบนี้จะตีตราผู้หญิงว่าควรอยู่ทำงานบ้านและเลี้ยงลูก

ขยายความต่อคือ เมื่อบริษัทเรียกร้องให้พนักงานทำงานหนักขึ้น ความสมดุลของชีวิตระหว่าง “งาน” กับ “ครอบครัว” ก็จะลดลง แล้วเอาเข้าจริงส่วนใหญ่ก็จะต้องเทไปหางาน เพราะต้องยอมรับว่าปากท้องเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต แต่ทางออกของปัญหานี้ที่เห็นคือ ถ้ามีครอบครัวก็จำเป็นที่ใครคนใดคนหนึ่งต้องออกจากโลกการทำงานไปดูแลกิจการงานบ้าน และแน่นอนส่วนใหญ่คนที่ต้องออกไปจากวงโครจรการทำงานมักจะเป็น “ผู้หญิง”

“สถานที่ทำงานของอเมริกันออกแบบมาบนสมมติฐานที่ว่า พนักงานมีคู่ครองที่คอยช่วยทำงานบ้านเพื่อครอบครัวรออยู่แล้ว แต่สำหรับวันนี้ มันไม่ใช่แบบนี้อีกแล้ว” เธอเขียนไว้ในบทความ เพราะทุกวันนี้ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชายต่างก็ออกมารับผิดชอบการงานนอกบ้านและงานในบ้านกันอย่างเท่าเทียมกันแล้ว

ความคิดที่ว่าครอบครัวหนึ่งจะมี 1 คนทำงาน และ 1 คนรออยู่บ้าน ไม่ทำงาน เป็นความคิดที่ปรับไม่ทันโลกและกำลังสร้างปัญหา

Melinda Gates photo: flickr.com by World Bank Photo ทางออกคือ “เทคโนโลยี” แล้วทำไมเราจะต้องทำงานหนักแบบนั้นด้วย?

อันที่จริงเรามีเทคโนโลยีมาทำให้การทำงานนั้นง่ายขึ้น แต่ดูเหมือนว่า เรากำลังทำงานหนักบนโลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีเสียอย่างนั้น คำขวัญประจำใจแบบอเมริกันดรีมที่บอกว่าต้อง “ทำงานหนักหรือไม่ก็ล้มเหลว” ออกแนวเป็นประเภทอ่อนแอก็แพ้ไป

Melinda ไม่เห็นด้วย เธอบอกว่าเทคโนโลยีต้องทำให้คนทำงานง่ายขึ้น และมากกว่านั้นบริษัทต้องเลิกเรียกร้องให้พนักงานทำงานหนักเสียที พร้อมกับต้องมีนโยบายส่งเสริมคนที่มีครอบครัวด้วย เช่น มีหลักประกันให้กับลูกๆ ของพนักงาน ให้ทำงานแบบยืดหยุ่นได้ หรือให้ทำงานที่บ้านได้

เธอเชื่อมั่นว่าการส่งเสริมให้คนทำงานน้อยลง แต่เน้นความยืดหยุ่นในการทำงาน จะส่งเสริมให้ครอบครัวสามารถสร้างสมดุลของชีวิตและการงานได้ พร้อมๆ กันนั้นก็ช่วยเติมเต็มความหลากหลายในที่ทำงาน เพราะเอาเข้าจริง ไม่จำเป็นจะต้องมีใครออกไปจากโลกของการทำงาน ตราบเท่าที่คนๆ นั้นยังมีศักยภาพ ไม่ว่าจะด้วยเงื่อนไขอะไรก็ตาม

ที่มา – Business InsiderLinkedin

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages