สงครามวิดีโอออนดีมานด์! iflix ประกาศสู้แผ่นผี เน้นซีรีย์ แปลซับไว ไม่มีโฆษณา ราคาต้องถูก

Brand Inside - 3 hours 10 min ago

นับเป็นเวลากว่า 2 ปีแล้วที่ iflix เข้ามาเปิดให้บริการในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2558 และแม้จะมีผู้ให้บริการวิดีโอออนดีมานด์รายอื่นๆ ในตลาด แต่ปีนี้ iflix ระบุชัดเจนว่าจะเร่งเพิ่มยอดผู้ใช้งานขึ้น 3 เท่าจากเดิมที่มีอยู่ 1 ล้านราย พร้อมทุ่มงบทั่วโลกกว่า 200 ล้านเหรียญ (ประมาณ 7 พันล้านบาท) เพื่อซื้อคอนเทนต์และพัฒนาระบบ

iflix เร่งเครื่อง สู้กับคู่แข่งเรื่องหนึ่ง แต่สู้กับเว็บเถื่อน/แผ่นผี อันนี้เอาจริง!

วิดีโอออนดีมานด์ เป็นเทรนด์การเสพย์คอนเทนต์วิดีโอที่มาอย่างแน่นอน แต่ปัญหาใหญ่ในการทำธุรกิจนี้ไม่ใช่การแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดเหมือนธุรกิจอื่นทั่วๆ ไป เพราะต้องแข่งกับธุรกิจใต้ดิน เว็บเถื่อน หรือแผ่นผี ปรากฏการณ์นี้เป็นในหลายประเทศทั่วโลก แต่ในไทยเองต้องถือว่า “ปราบเซียน” อยู่ไม่น้อย

การทำธุรกิจวิดีโอออนดีมานด์ คือการแข่งขันกันเพื่อหาสมาชิกเป็นของตน หรือที่เรียกว่า Subscription Video On Demand (SVOD) ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคู่แข่งในทางธุรกิจมีแน่ แต่ที่ยากและเป็นปัญหาคือ “เว็บเถื่อน/แผ่นผี” ที่กระจัดกระจายในโลกออนไลน์ ทุกคนเข้าถึงได้ฟรี แต่ผิดกฎหมาย ไม่ถูกต้องตามลิขสิทธิ์

สิ่งที่ iflix ประกาศจะทำเพื่อสู้กับเว็บเถื่อน/แผ่นผี (และแข่งขันกับผู้ให้บริการายอื่นๆ ไปพร้อมกัน) คือการดึงเอาจุดเด่นออกมาสู้ ดังนี้

  • ภาพยนตร์ทุกเรื่องของ iflix จะไม่มีโฆษณาคั่น
  • ดูได้ทุกช่องทาง สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ ทีวี
  • ซับไตเติ้ลภาษาไทยต้องมี (ที่สำคัญต้องไว ถ้าทำได้ทันในระดับวันต่อวันได้ ยิ่งดี)
  • ดาวน์โหลดมาชมแบบออฟไลน์ได้
  • ราคาต้องไม่แพง ห้ามเกิน 100 บาทต่อเดือน

นางสาวอาทิมา สุรพงษ์ชัย หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท ไอฟลิกซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า “สิ่งที่ iflix ต้องการคือ ถ้าทำให้คนแม้เพียงคนเดียว เลิกโหลดบิท เลิกโหลดหนังเถื่อน ได้สักรายเดียว ก็ถือว่าคุ้มแล้ว”

ทำตลาดแบบ iflix จุดแข็งคือ พาร์ทเนอร์ที่แกร่ง

นอกจากคอนเทนต์บน iflix ที่มีกว่า 30,000 ชั่วโมง และด้วยอันดับ Top two ในตลาดวิดีโอออนดีมานด์ของไทย iflix เผยชัดเจนว่า กลยุทธ์ทางธุรกิจคือการทำพาร์ทเนอร์ที่หลากหลายและแข็งแกร่ง เพื่อให้พาร์ทเนอร์นำ iflix ไปให้ลูกค้าของสินค้าและบริการนั้นๆ อีกต่อหนึ่ง เช่น Samsung ที่มีผู้ลูกค้ากว่า 30 ล้านคน หรือ DTAC ที่มีผู้ใช้งานกว่า 25 ล้านคน ดูแล้วถือว่ายังมีตลาดที่จะโตได้อีกมาก ถึงขนาดที่ iflix ประเมินไว้เลยว่า ปีนี้จะเพิ่มฐานผู้ใช้งานในไทยที่เดิมมีอยู่ 1 ล้านราย เป็น 3 ล้านราย เรียกได้ว่าตั้งเป้าที่จะโตเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในปีนี้เลยทีเดียว

แต่ภายใต้ความแข็งแกร่งของพาร์ทเนอร์ ก็มีบางจุดที่ iflix มองว่า เป็นสิ่งที่ตนไม่แข็งแกร่งคือ “กลุ่มภาพยนตร์ใหม่” ที่ iflix ไม่เน้น แต่ด้วยเหตุผลทางธุรกิจที่ต้องเลือก iflix ทราบดีว่าจะทำทุกอย่างไม่ได้ เพราะฉะนั้น การที่ iflix เน้นซีรีย์ทั้งไทย เทศ และเกาหลีจึงเป็นจุดเด่นหลักที่สอดคล้องกับฐานอายุในกลุ่มเป้าหมายคนดูของ iflix

ส่วนปีนี้เตรียมบุกตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกา ด้วยการสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนที่แข็งแกร่งอย่าง แคทชา กรุ๊ป (Catcha Group), เอเวอร์ลูชั่น มีเดีย แคปิตอล (Evolution Media Capital – EMC), บริษัท ลิเบอร์ตี้ โกลบอล จำกัด มหาชน (Liberty Global PLC), ผู้ให้บริการสื่อบันเทิงและโทรคมนาคมรายใหญ่ระดับโลก, บริษัท สกาย มหาชน (Sky PLC) และล่าสุดร่วมมือกับ เซน (Zain) ผู้นำบริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือและโทรคมนาคมในตะวันออกกลางและแอฟริกา

นอกจากนั้น iflix จะบุกหนักเพื่อวางแผนสร้าง Original Content ได้แก่ ซีรีส์โรแมนติกวัยรุ่น 8 ตอน เรื่องเมจิก อาว (Magic Hour) ร่วมกับ สกรีนเพลย์ โปรดักชัน (Screenplay Productions) ที่ดัดแปลงจากภาพยนตร์อันดับหนึ่งของประเทศอินโดนีเซีย, ซีรีส์คอมมิดี้ Watch Your Mouth ที่ผลิตในประเทศมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย โดยในแต่ละประเทศจะดำเนินรายการโดยมีพิธีกรตลกชื่อดัง และ iflix ยังร่วมกับ สกอป โปรดักชัน กรุ๊ป (Skop Productions Group) และไวเปอร์ สตูดิโอ (Viper Studio)ของประเทศมาเลเซีย ในการนำภาพยนตร์มาให้สมาชิกได้รับชมหลังฉายในโรงภาพยนตร์ และวางแผนสร้างมินิซีรีส์แบบเอ็กซ์คลูซีฟในอนาคต

นอกจากนั้น ยังวางแผนที่จะสร้าง Original Content ในไทย แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถหาพาร์ทเนอร์ในส่วนนี้ได้

อย่างไรก็ตาม กว่า 2 ปีที่ผ่านมาของ iflix ในไทยถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ว เพราะนับตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2558 ขณะนี้มียอดสมาชิกในไทยรวมกว่า 1 ล้านราย มียอด Active หลักแสนต่อเดือน ส่วนยอดรับชมเฉลี่ยถึง 135 นาทีต่อวัน ช่วงเวลาดูมากสุดคือกลางคืน 21.00 – 01.00น. ส่วนมากดูผ่านสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตถึง 69% ผ่านหน้าจอคอม 28% และผ่านทีวีเพียง 3% เท่านั้น ทำให้ iflix ตั้งค่าความละเอียดของวิดีโอไว้ที่ 720hd เท่านั้น iflix บอกว่า “แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว เพราะลูกค้าหลักของเราดูผ่านสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต 720hd อาจถือว่าคมชัดมากเกินไปด้วยซ้ำกับอุปกรณ์ที่รองรับ”

ส่วนสถิติในระดับโลกของ iflix คือมีสมาชิกทั้งหมดกว่า 5 ล้านราย มีการชมคอนเทนต์ไปแล้วกว่า 5 พันล้านนาที สมาชิกส่วนใหญ่ชอบดูคอนเทนต์ดราม่า และคอมเมดี้ นอกจากนั้นยังขยายไปกว่า 10 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ศรีลังกา บรูไน มัลดีฟส์ ปากีสถาน เวียดนาม และเมียนมาร์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ศึกษาการปรับตัวของ Nescafe หลังผู้บริโภคเริ่มอยากชงกาแฟดื่มเอง-หลงไหลในกาแฟสดมากขึ้น

Brand Inside - 4 hours 40 min ago

“กาแฟ” กลายเป็นเครื่องดื่มที่คนไทยคุ้นเคย และดื่มกันเป็นประจำ จนปัจจุบันค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 300 แก้ว/คน/ปี ดังนั้นการแข่งขันของตลาดนี้จึงสูงเป็นธรรมดา และยิ่งผู้บริโภคเริ่มมีพฤติกรรมที่อยากดื่มกาแฟที่พรีเมียมขึ้น แล้ว Nescafe จะทำอย่างไรต่อไป

ภาพ pixabay.com เมื่ออยากพรีเมียม ก็ต้องตาม

การทำตลาดของ Nescafe เบอร์หนึ่งในตลาดกาแฟแบบ 3-in-1 และแบบชงเอง ผ่านส่วนแบ่งในตลาด 55% กับ 80% ตามลำดับ จะเดินตามพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น เพื่อเข้าถึงผู้ดื่มกาแฟกลุ่มเดิมที่เริ่มอยากดื่มกาแฟพรีเมียม รวมถึงผู้ดื่มกลุ่มใหม่ที่เริ่มต้นดื่มกาแฟสดจากร้านกาแฟต่างๆ เป็นที่แรก ไม่ค่อยได้ดื่มภายในบ้านเหมือนในอดีต

แวลดดิสลาฟ อังดรีฟ ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์กาแฟ และครีมเทียม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ด้วยชีวิตคนเมืองที่เร่งรีบ และคนในพื้นที่ต่างๆ ก็อยากสะดวกมากขึ้น ทำให้ตลาดกาแฟแบบ 3-in-1 เติบโตอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นตลาดใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับกาแฟชงเอง กับกาแฟกระป๋อง ผ่านมูลค่าสูงถึง 14,000 ล้านบาท

แวลดดิสลาฟ อังดรีฟ ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์กาแฟ และครีมเทียม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด

แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป หลายคนอยากดื่มกาแฟพรีเมียมขึ้น ร้านกาแฟสดกระจายอยู่ทั่วทุกแห่ง ร้านขายเม็ดกาแฟก็มีจำนวนมาก ประกอบกับผู้บริโภคยอมเสียเวลากับการชง และดื่มด่ำกับรสชาติมากขึ้น ทำให้บริษัทต้องปรับตัว และส่งผลิตภัณฑ์พรีเมียมออกมา เช่นปีก่อนมี Blend and Brew กาแฟ 3-in-1 ผสมกาแฟคั่วบดละเอียด ทำยอดขายได้ถึง 2,500 ล้านแก้วในไทย

ลง 800 ล้านบาท รุก Instant

“ตอนนี้คนไทยเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มกาแฟ จากที่ดื่มแค่อยาก กลายเป็นต้องการลิ้มรสชาติของกาแฟมากขึ้น เช่นกระแสกาแฟสด รวมถึง Americano ที่ดื่มแบบไม่ใส่น้ำตาล ดังนั้น Nescafe ต้องนำจุดนี้มาพัฒนาสินค้า เพื่อตามผู้บริโภคให้ทัน ไม่ใช่จมอยู่กับความสำเร็จเดิมๆ ที่มีส่วนแบ่งเป็นอันดับหนึ่ง”

ภาพ pixabay.com

ทั้งนี้ Nescafe ได้ลงทุนกว่า 800 ล้านบาท แบ่งเป็นพัฒนารูปแบบการผลิต 400 ล้านบาท และจัดกิจกรรมการตลาด 400 ล้านบาท เพื่อยกระดับแบรนด์ Nescafe Red Cup ให้มีรสชาติ และกลิ่นที่เหมือนกับกาแฟสดมากขึ้น ผ่านการผสมกาแฟคั่วบดละเอียดเข้าไป ทำให้ดื่มแบบกาแฟดำ หรือ Americano ก็อร่อยได้ โดยไม่ต้องเติมน้ำตาล หรือครีมเทียม

ยุโรปดื่มกัน 600 แก้ว/คน/ปี

ขณะเดียวกันตลาดกาแฟในประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมาก สังเกตจากในประเทศญี่ปุ่นดื่ม 400 แก้ว/คน/ปี และในยุโรปดื่ม 600 แก้ว/คน/ปี แต่ในไทยมีแค่ 300 แก้ว ดังนั้นตลาดกาแฟกว่า 30,000 ล้านบาท (3-in-1, ชงเอง และกระป๋อง) ยังสามารถเติบโตได้อีกมาก และยิ่งกระแสพรีเมียม ก็ส่งผลให้ส่วนแบ่งในตลาดกาแฟชงเองของ Nescafe เพิ่มจาก 80% ได้

สรุป

การปรับตัวของ Nescafe แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคในประเทศไทยเกี่ยวกับการดื่มกาแฟอย่างชัดเจน เพราะเมื่อก่อนไม่มีร้านกาแฟสดกระจายอยู่ทั่วเหมือนวันนี้ ทำให้ผู้บริโภคเลือกที่จะออกมาหาซื้อกินข้างนอก มากกว่าชงเองที่บ้าน แต่การปรับตัวครั้งนี้จะดึงผู้บริโภคให้กลับมาดื่มกาแฟที่บ้านได้หรือไม่ ต้องมารอดูกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

LVMH ส่งอภิดีล 4.5 แสนล้านบาท เพื่อควบรวมกิจการของ Dior ทั้งหมดไว้ในมือ

Brand Inside - 16 hours 25 min ago

หากใครชอบสวมใส่ หรือใช้ Luxury Brand คงจะไม่รู้จักกลุ่ม LVMH ไม่ได้แล้ว เพราะกลุ่มทุนจากฝรั่งเศสรายนี้ ถือแบรนด์หรูมีระดับทั้งสินค้าแฟชั่น, นาฬิกา, สุรา และล่าสุดกำลังจะเป็นเจ้าของแบรนด์ Dior ทั้งหมด

ภาพ pixabay.com ควบรวมอาณาจักรแฟชั่นครั้งใหญ่

ถือเป็นเรื่องน่าจับตามองของวงการแฟชั่น หลังจากวันก่อนทาง Jimmy Choo ได้ประกาศขึ้นขายกิจการไปแล้ว มาวันนี้ทางเศรษฐีจากฝรั่งเศส Bernard Arnault ผู้บริหารสูงสุด และเจ้าของ LVMH กลุ่มที่เกิดจากการรวมกันของ Louis Vuitton กับ Moet Hennessy และปัจจุบันถือแบรนด์สินค้า Luxury ไว้มากมาย

และล่าสุดทางกลุ่ม LVMH เตรียมเข้าเป็นเจ้าของแบรนด์ Christian Dior ทั้งหมด หลังจากถือตัวสินค้าน้ำหอม และผลิตภัณฑ์ความงามของแบรนด์ดังกล่าวเอาไว้ตั้งแต่ปี 1960 แต่ยังไม่ได้ถือส่วนของกิจการเสื้อผ้า เพราะไม่สามารถเจรจาธุรกิจกันได้ แต่ตอนนี้เรื่องทั้งหมดได้จบลงแล้ว

เนื่องจากปัจจุบันครอบครัว Arnault นอกจากจะถือหุ้นใน LVMH อยู่ 47% แล้ว ยังถือหุ้นอยู่ใน Christian Dior อยู่ 74.1% จึงตัดสินใจซื้อหุ้นส่วนที่เหลือของแบรนด์ Dior ทั้งหมด คิดเป็นมูลค่า 12,000 ล้านยูโร หรือราว 4.5 แสนล้านบาท เพื่อนำส่วนที่เป็นกิจการเสื้อผ้า หรือ Christian Dior Couture ส่งต่อไปให้กลุ่ม LVMH

“ถือเป็น Milestone ที่สำคัญของ LVMH เพราะได้รวมทุกสินค้าของ Dior เอาไว้ตั้งแต่น้ำหอม จนไปถึงเสื้อผ้าที่ผลิตมาตั้งแต่ปี 1946 และเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ซึ่งน่าจะสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจของบริษัทได้เช่นกัน” Bernard Arnault กล่าว

สำหรับ Christian Dior ปัจจุบันมีหน้าร้านทั้งหมด 198 แห่งทั่วโลก รายได้ปี 2559 ปิดที่ 2,000 ล้านยูโร หรือราว 75,000 ล้านบาท ส่วนกลุ่ม LVMH นอกจากถือแบรนด์ที่กล่าวไปข้างต้นยังมีอีก 70 แบรนด์ เช่น Bulgari, Tag Heuer, Kenzo และ Marc Jacob

อ้างอิง // The Guardian, BBC, Bloomberg, LVMH

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ฟัง “ธนา เธียรอัจฉริยะ” พูดถึงก้าวต่อไปของ Digital Ventures และผล DVA b0 มีอะไรมากกว่าที่คิด

Brand Inside - 17 hours 27 min ago

Demo Day ของ DVA b0 ที่จบไป แม้จะเป็นเสมือน batch ทดลอง (เพราะยังไม่ใช่ครั้งที่ 1) แต่ Digital Ventures (DV) ก็จัดหนักจัดเต็ม ดึง VC จากทั่วโลก และได้รับความสนใจจากอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างมาก

ก่อนจะว่าถึงผลการประกวดและข้อมูลหลังการประกวด “ธนา เธียรอัจฉริยะ” ประธานกรรมการบริหารของ DV ได้เปิดเผยถึงก้าวต่อไปของ DV ที่บอกได้ว่าไม่ธรรมดา…

“ธนา เธียรอัจฉริยะ” ประธานกรรมการบริหารของ DV และ Acting CMO ของ SCB DVb1 ชวน ปตท. ลุยระดับอาเซียน สร้างการ exit

ธนา บอกว่า DV ไม่เคยทำ startup มาก่อน นี่คือครั้งแรก DVA b0 จึงเป็นการทดลองแบบลงมือทำจริง มีพันธมิตร VC ต่างประเทศมาร่วม เพื่อสร้างเวทีที่จะส่งเสริม Startup ไทย ให้เติบโตและไปถึงระดับโลกให้ได้

เพราะเป้าหมายของ DVA คือ สร้าง startup ที่ exit ได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งได้เรียนรู้ว่า ตลาดไทยเล็กเกินไป ทำให้ใช้เวลานานกว่าจะ exit ได้ ทางที่เร็วกว่าคือ DV ต้องสร้างพันธมิตรเป็น VC จากทั่วโลกให้มาร่วมงาน มารับรู้ และตัดสินใจลงทุน เพื่อนำ startup ไทยออกไปนอกประเทศ

และจะมองแค่ startup ไทยไม่ได้ ดังนั้น DVA b1 จะเพิ่มขนาดเป็นระดับภูมิภาคอาเซียน อย่างน้อยต้องมี startup จากเวียดนามและอินโดนีเซีย มาร่วมแข่งขันด้วย โดยที่จำนวนทีมจะไม่ต่างจากเดิม แสดงว่าทีนั่งของ startup ไทยจะน้อยลง

“startup ไทยต้องเรียนรู้ว่า ในเวทีการแข่งขันไม่มีแต้มต่อ ดังนั้นถ้า DVA b1 มี 10 ทีมเท่าเดิม อาจจะมีทีมไทยแค่ 2-3 ทีมที่เข้ารอบ ที่เหลือจะเป็นทีมจากต่างประเทศ เพราะโลกธุรกิจต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา”

การจะทำ DVA b1 ระดับภูมิภาคทาง DV ได้ชวน ปตท. (PTT) มาจัดงานร่วมกัน ถือเป็นความร่วมมือที่จะสร้าง impact ครั้งสำคัญ ที่เกิดจากการร่วมมือของ 2 องค์กรใหญ่จาก 2 อุตสาหกรรม และอาจมีองค์กรที่ 3 เข้ามาร่วมอีกด้วย

อรพงศ์ เทียนเงิน กรรมการผู้จัดการ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ดึง “อรพงศ์ เทียนเงิน” บิ๊กไมโครซอฟท์ ไทย นั่งประธานกรรมการบริหาร DV

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญของ DV โดย ธนา บอกว่าได้ลงมานั่งตำแหน่ง กรรมการบริหาร ของ DV (และรักษาการ CMO ของ SCB) โดยทาง SCB ได้ดึง อรพงศ์ เทียนเงิน กรรมการผู้จัดการ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย มาทำหน้าที่ ประธานกรรมการบริหาร ของ DV แทน โดยจะมีผลเป็นทางการ 1 พ.ค. นี้

มีการยืนยันว่า อรพงศ์ จะเข้ามาทำโปรเจ็กใหญ่ ที่ถือเป็น big move ของ SCB ในครึ่งปีหลังด้วย

ธนา บอกว่า การทำหน้าที่ กรรมการบริหาร แต่ยังดูแล DV อยู่บ้างแต่ส่วนใหญ่ค่อนข้างลงตัว จากนี้งานจะขยายเป้าหมายขึ้น เช่น หาพันธมิตร VC เพิ่มทั่วโลก, ขยาย DVA อาเซียน, คิดค้นบริการใหม่ หรือเข้าไปลงทุนใน startup ที่น่าสนใจทั่วโลก ซึ่งทุกฝ่ายมี MD ที่ดูแลรับผิดชอบอยู่แล้ว

ส่วนตัวจะขยับมาช่วยงานที่ SCB มากขึ้น โดยเฉพาะการ transformation องค์กรเพื่อให้ SCB เป็น The Most Admired Bank ตามนโยบายของ CEO

SCB ลงทุนทั้ง 10 startup ที่เข้ารอบ พร้อมหนุนผู้ชนะ

สำหรับการลงทุนใน startup ธนา บอกว่า ทั้ง 10 ทีมที่ผ่านเข้ารอบมา ตลอดเวลาในโครงการจะมีการประเมินผลตลอด ซึ่ง SCB (ในนาม DV) มีการลงทุนใน startup ทั้ง 10 ทีมมากน้อยแตกต่างกันไป และเตรียมสนับสนุนที่ชนะการประกวดเต็มที่

OneStockHome

ทีมชนะการประกวด OneStockHome แพลตฟอร์มด้านงานก่อสร้าง จัดซื้อวัสดุก่อสร้างได้สะดวกยิ่งขึ้น มีความง่าย ปลอดภัย เพราะมีการรับประกันการสั่งซื้อ เงินรางวัล 250,000 ดอลลาร์ โดย OneStockHome เป็นพันธมิตรกับ อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่

SeekSter

อันดับที่ 2 SeekSter แพลตฟอร์มตลาดออนไลน์สำหรับบริการต่างๆ เงินรางวัล 150,000 ดอลลาร์ ซึ่ง Seekster เป็นพันธมิตรกับ อนันดา ดีเวลลอปเม้นท้ เช่นเดียวกัน มีโอกาสเข้าถึงลูกบ้านจำนวนหลายพันครอบครัว

FLOWACCOUNT

อันดับที่ 3 FLOWACCOUNT ระบบบัญชีออนไลน์ ใช้งานง่ายสำหรับธุรกิจ เงินรางวัล 75,000 ดอลลาร์ เป็นหนึ่งใน startup ขวัญใจสำหรับธุรกิจ sme ช่วยให้เรื่องบัญชีง่ายขึ้น

ETRAN

นอกจากนี้ ยังมีรางวัล Popular Vote เปิดให้ผู้เข้าร่วมงานลงคะแนน ทีมที่ได้รางวัลคือ ETRAN สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ารับจ้าง โดยมีแผนร่วมมือกับ BTS เพื่อให้บริการ ได้เงินรางวัล 100,000 บาท

ขณะที่ทีมอื่นๆ ถือเป็น startup ที่น่าสนใจและมีโอกาสเติบโตทางธุรกิจ เช่น CONVO LAB บริการแชทบอท, KYC-CHAIN บล็อกเชนยกระดับธุรกรรมการเงิน, PeerPower แพลตฟอร์มสินเชื่อระหว่างบุคคล, PetInsure บริการประกันภัยสัตว์เลี้ยงออนไลน์, PLIZZ ระบบบัญชีออนไลน์, Refinn บริการเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย รีไฟแนนซ์ออนไลน์

จบงานนี้ SCB ยังมอบเงินสนับสนุนให้ startup ทั้ง 10 ทีมเพิ่มอีกทีมละ 1 ล้านบาท

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

DTAC ส่ง Shop ใหม่ เน้นสมาร์ทดิจิทัล แก้ปัญหารอนาน ให้จองคิวผ่านแอพพลิเคชั่น

Brand Inside - 25 April 2017 - 23:06

กระแสโกออนไลน์ที่มาแรงในทุกมิติของธุรกิจ โดยเฉพาะแวดวงผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ถ้าจับตาดูตั้งแต่ต้นปีที่ AIS เสริม content พร้อมลุยสนามดิจิทัลเต็มรูปแบบ หรือ TRUE ที่เพิ่งเปิดตัวพื้นที่รองรับความเป็นดิจิทัลอย่าง True Branding Shop ไปเมื่อไม่นานมานี้ ตอนนี้ถึงคราวของ DTAC กันบ้างที่กำลังขยายสาขาแนวดิจิทัลในชื่อ “dinfinite” โดยจะเป็นสมาร์ทดิจิทัล เช่น จองคิวใช้บริการและเบอร์มงคลผ่านแอพพลิเคชั่น แถมยังยกเอาข้อมูลหลังบ้านมาให้ลูกค้าดูเพื่อตัดสินใจเลือกแพ็กเกจอีกด้วย

Shop DTAC สาขา Central ชลบุรีที่ปรับปรุงเป็นรูปแบบใหม่ หน้าร้านแบบใหม่ ต้องตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ดิจิทัล

นายปัญญา เวชบรรยงรัตน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานขาย บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ระบุว่า จากข้อมูลของดีแทคพบว่า ลูกค้าใช้บริการผ่านดิจิทัลมากขึ้น ดูได้จากการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นดีแทคถึง 5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2 เท่าจากปีก่อนหน้า นอกจากนั้นยังชำระเงินผ่านตู้ Kiosk มากขึ้นถึง 113% ดังนั้นร้านรูปแบบใหม่ของ DTAC จึงต้องการทำให้ลูกค้าได้รับรู้ถึงความทันสมัยของนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เพิ่มมากขึ้น เน้นครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ผสานกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อตอบรับการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัล และแก้ปัญหาหน้าร้านแบบเดิมๆ

อุปกรณ์ต้องครบ ทันสมัย ในร้านรูปแบบใหม่ ปัญหาคลาสสิกที่ 1 ลูกค้ารอคิวนาน

อันนี้แน่นอน ถ้าลูกค้ามาเดินห้างสรรพสินค้าและต้องการเข้าสาขาเพื่อมาใช้บริการ จะต้องรอคิวนาน เพราะต้องมากดบัตรคิวและรอคิวที่สาขาเพื่อใช้บริการ ปัญหานี้ DTAC ส่งหนึ่งในไฮท์ไลท์ที่มาพร้อมกับการเปิดร้านรูปแบบใหม่คือ บริการดิจิทัลจากดีแทคผ่านแอพพลิเคชั่น “Speedy Queue” หรือจองคิวผ่านแอพพลิเคชั่น โดยลูกค้าสามารถจองคิวออนไลน์ได้ล่วงหน้าก่อนมาถึงศูนย์บริการผ่านแอปพลิเคชั่นบนมือถือได้ทุกที่ ทุกเวลา ทำให้ไม่ต้องเสียเวลามานั่งรอคิวที่ศูนย์บริการ

ปัญหาคลาสสิกที่ 2 ลูกค้าอยากได้เบอร์มงคล แต่เสียเวลาเลือกนาน

ด้วยความที่ DTAC ไม่ขายเบอร์สวย เบอร์มงคล จึงทำให้ลูกค้าอยากเปลี่ยนเบอร์บ่อยๆ หรืออยากทำให้เลขมงคลมากขึ้นตามความเชื่อของลูกค้า ดังนั้นลูกค้าที่มาใช้บริการที่ร้านส่วนหนึ่งคือมาหาเบอร์สวย มาหาเลขมงคล จึงทำให้คนล้นร้าน เสียเวลารอนาน เพราะคนก่อนหน้ายังเลือกไม่เสร็จ

จากปัญหานี้ DTAC เปิดตัว “e-Brochure Wall” ตั้งอยู่ในร้าน และยังมีอยู่ในแอพพลิเคชั่นของ DTAC ด้วย โดยให้ลูกค้าสามารถเลือกหาเบอร์มงคลที่ถูกโฉลกกับตัวเองได้ หากลูกค้าต้องการเลขจากผลรวม หรือตัวเลขที่เป็นมงคล กับวัน เดือน ปีเกิด ตามราศี ลูกค้าสามารถเลือกเบอร์ตามปีเกิด ใน e-Brochure Wall และสแกน QR Code เพื่อรับข้อมูลหรือจะผ่านทางอีเมล์ SMS ก็ได้ ทำให้ลูกค้าสะดวก ใช้ได้ทุกที่ทุกเวลา แล้วพอเลือกเบอร์สวยเบอร์มงคลเสร็จ ก็ไปค่อยไปติดต่อที่สาขาภายในเวลา 2-3 วันหลังจากนั้น

เลือกแพ็กเกจเองได้ ไม่ต้องรอพนักงาน

ตัวนี้น่าสนใจ เพราะในยุคที่ผู้คนเดินทางไปสาขาน้อยลง การเลือกแพ็กเกจจึงต้องพึ่งพาพนักงานที่ร้านให้น้อยที่สุด สำหรับตัว “e-Brochure Wall” ยังมีคุณสมบัติมากกว่านั้นคือ DTAC ส่งตัวนี้มาเพื่อให้ลูกค้าเห็นข้อมูลหลังบ้าน ทั้งการใช้งานผ่านการโทร ผ่านการใช้เน็ต และแนะนำแพ็กเกจให้พร้อม เพื่อทำให้ลูกค้าไม่ต้องเดินทางมาสาขาเพื่อปรึกษาพนักงานบ่อยๆ

AIS และ TRUE สร้างพื้นที่รองรับลูกค้า แต่ DTAC บอกว่า เน้นแจก Reward ให้ลูกค้าเอาไปใช้เอง

อีกประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ ในขณะที่ค่ายคู่แข่งอย่าง AIS และ TRUE ต่างมีพื้นที่ให้บริการในห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ แต่ DTAC ให้ข้อมูลว่า “การลงทุนกับเรื่องกายภาพหรือร้านค้าไม่ใช่โจทย์หลักของเรา โจทย์ของเราคือทำ Value ให้ลูกค้า เช่น ส่ง Reward ให้ลูกค้าเป็นส่วนลดของสินค้า อาหารการกิน สิ่งเหล่านี้เป็นดิจิทัลที่เข้าถึงได้ง่าย และลูกค้าจะเดินทางไปที่ไหนก็ได้ แต่ถ้าจะมาที่ Shop เราก็ยินดีเสมอ”

ตัวอย่าง Reward ที่ DTAC ส่งให้ลูกค้า สรุป

Shop ของ DTAC รูปแบบใหม่คือการเพิ่มเทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งทางรูปแบบและช่องทางที่หลากหลาย เพราะสมัยนี้น้อยคนนักที่จะเดินทางไปสาขาเพื่อใช้บริการเช่นในอดีต การออกแบบร้านใหม่ครั้งของ DTAC ครั้งนี้จึงเป็นความพยายามทำให้ลูกค้าสะดวกสบายากขึ้น ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มให้ลูกค้าใช้อุปกรณ์ใกล้ตัวอย่างสมาร์ทโฟนให้เป็นเสมือน Shop เคลื่อนที่นั่นเอง

ส่วนร้านรูปแบบใหม่ของ DTAC “dinfinite” ตอนนี้มีอยู่ 10 สาขาทั่วประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ในกรุงเทพ แต่ปีนี้จะขยายเพิ่มอีก 5 แห่ง เช่น Central World, The mall บางกะปิ และจามจุรีสแควร์ โดยค่าปรับปรุงต่อ 1 ร้านตกอยู่ประมาณ 13-14 ล้านบาท

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

คำต่อคำ Uber ประเทศไทย กับเรื่องปัญหากฎหมาย, การทำตลาด และการลงทุน

Brand Inside - 25 April 2017 - 16:23

3 ปีแล้วที่ Uber แพลตฟอร์ม Rider Sharing ให้บริการในไทย แถมยังให้บริการแบบที่ไม่มีกฎหมายรองรับซะด้วย แล้วปีนี้จะจริงจังในตลาดไทยแค่ไหน ไปในทิศทางใด ลองมาฟังจากปากผู้จัดการประจำประเทศไทยคนใหม่กัน

ศิริภา จึงสวัสดิ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย Uber คุยรัฐต่อเนื่อง-ขับเคลื่อนไทยด้วยกัน

ศิริภา จึงสวัสดิ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย Uber คนล่าสุด เล่าให้ฟังว่า หลังจากให้บริการในประเทศมาเป็นเวลา 3 ปีก็มีการคุยกับหน่วยงานรัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาทางออกในแง่กฎหมายร่วมกัน เพราะปัจจุบันบริการ Ride Sharing ที่บริษัทให้บริการอยู่ยังไม่มีกฎหมายรองรับ รวมถึงหลายคนยังไม่เข้าใจ ทำให้ยังต้องสื่อสารต่อเนื่อง

“Uber เป็นบริษัทเทคโนโลยี เดินธุรกิจภายใต้คอนเซ็ป Sharing Economy ในรูปแบบ Ride Sharing หรือการแพลตฟอร์มร่วมเดินทาง ดังนั้นมันต้องอธิบายว่าเราคืออะไร ต่างกับระบบขนส่งมวลชนอย่างไร และมองว่าถึงยังไม่มีกฎหมายรองรับ ก็ยังไม่กระทบ เพราะเราพร้อมตั้งใจบริการคนไทย และยกระดับประเทศไปด้วยกันกับหน่วยงานรัฐ”

ก่อนหน้านี้ทาง Uber ได้เข้าไปหารือกับหน่วยงานรัฐทุก 2 สัปดาห์ เพื่อหาทางออกร่วมกัน เช่นการนำกรณีศึกษาในต่างประเทศไปยกตัวอย่างเพื่อปรับใช้ในไทย คล้ายกับกรณีของประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียที่มีกฎหมายรองรับ ส่วนในไทยอยากเห็นแค่จะออกแบบอย่างไรให้เข้ากันได้มากกว่า ไม่ต้องถึงขนาดออกใบอนุญาต

ปัญหามากมาย แต่อัตราการใช้ไม่ลด

ในทางกลับกันไม่ว่าจะเป็นปัญหาการถูกล่อซื้อ, การกระทบต่อผู้ขับขี่แท็กซี่ถูกกฎหมาย รวมถึงรถแดงในจังหวัดเชียงใหม่ ก็ไม่ได้ทำให้อัตราการใช้งานในประเทศไทยลดลงแต่อย่างใด ทั้งฝั่งผู้บริโภคที่สมัครเข้ามาใช้งาน รวมถึงเจ้าของรถยนต์ที่ลงเบียนเป็นพาร์ทเนอร์ให้บริการกับ Uber เอง

“เมื่อเป็นนวัตกรรมใหม่ มันก็ต้องเจอปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว แต่ Uber ก็ตั้งใจทำตลาดเต็มที่ เช่นยังลงทุนในไทยต่อเนื่อง ช่วยสร้างงานให้กับประเทศ รวมถึงเตรียมนำบริการใหม่ๆ เข้ามาในเวลาที่เหมาะสม และยืนยันว่ายังไม่แผนในการนำ Uber Moto บริการร่วมเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์กลับมาให้บริการ”

สำหรับบริการของ Uber ในประเทศไทยปัจจุบันประกอบด้วย

  • Uber X บริการร่วมเดินทางด้วยรถขนาดเล็ก-กลาง เริ่มต้น 10 บาท เพิ่มขึ้น 3.5 บาท/นาที และ 4 บาท/กม.
  • Uber Black บริการร่วมเดินทางด้วยรถขนาดใหญ่ เริ่มต้น 50 บาท เพิ่มขึ้น 2.5/นาที และ 14 บาท/กม.
  • Uber Eats บริการรับส่งอาหาร ปัจจุบันยังไม่คิดค่าบริการ มีร้านอาหารหลายร้อยร้าน

โดยทั้งหมดนี้ยังเปิดรับพาร์ทเนอร์ขับขี่ในระบบอย่างต่อเนื่อง เช่นการเปิดให้ลงทะเบียนตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ และแค่มีอายุ 21 ปี มีบัตรประชาชน, ใบขับขี่ (ส่วนบุคคล หรือสาธารณะ) ของประเทศไทย, เล่มทะเบียน และพรบ. ก็สามารถสมัครได้

เพิ่มทีมงาน-ยกระดับบริการปลอดภัย

ขณะเดียวกัน Uber ประเทศไทยเตรียมเพิ่มพนักงานประจำให้ถึง 20 คนภายในปีนี้ (จำนวนอาจเปลี่ยนแปลงได้) เพื่อรองรับงานต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอัตราการใช้งานที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และการขยายไปในต่างจังหวัดที่ปัจจุบันมีทั้งกรุงเทพ, พัทยา, ชลบุรี, เชียงใหม่ และเชียงราย

ล่าสุดได้ทำการยกระดับความปลอดภัยในการใช้บริการ เช่นตรวจสอบตัวตนพาร์ทเนอร์ผู้ขับ Uber แบบออนไลน์ โดยให้ผู้ขับถ่ายรูปตนเองเพื่ออัพเดทอยู่ตลอด เพื่อการันตีว่าเป็นผู้ขับจริง ส่วนค่าบริการที่เกิดขึ้น พาร์ทเนอร์ผู้ขับจะได้ 75% ของค่าบริการ ส่วนเหลือ Uber จะนำมาพัฒนาบริการให้ดีขึ้นกว่าเดิม

“Uber แทบไม่มองเรื่องการแข่งขัน เพราะอยากทำ Ride Sharing ให้ดี และยกระดับประเทศไทย กับ 73 ประเทศทั่วโลกมากกว่า โดยในไทย Uber X ได้รับความนิยมสูงสุด และการเรียกให้ไปรับตามแนวรถไฟฟ้าก็เป็นอีกจุดที่ได้รับความนิยม ผ่านระยะเวลาเรียกมารับโดยเฉลี่ยที่ 7 นาที และย้ำว่าเรามีการยื่นภาษีในประเทศไทยอย่างถูกต้อง”

Travis Kalanick ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Uber สรุป

แม้กฎหมายไทยยังตามไม่ทัน แต่การพยายามทำให้เข้ากันได้กับพวกนวัตกรรมใหม่เหล่านี้เป็นเรื่องจำเป็น เพราะนอกจากช่วยการันตีการใช้งานของผู้บริโภคได้แล้ว ยังสร้างโอกาสให้เงินหมุนในประเทศได้ด้วย เพราะอย่างที่รู้กัน บริษัทต่างชาติไม่ได้ทำรายได้เข้าประเทศอยู่แล้ว และถึงจะยื่นภาษีปกติ แต่หากอยู่ในสภาวะขาดทุนก็ไม่จำเป็น

ปัจจุบันมูลค่าธุรกิจของ Uber อยู่ที่ 68,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.4 ล้านล้านบาทไทย และปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคยังไม่มาใช้งาน Uber คือความไม่เข้าใจบริการ Ride Sharing และทาง ศิริภา จึงสวัสดิ์ เพิ่งรับตำแหน่งนี้เพียง 1 เดือน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ตามหาความฝัน ค้นหาแรงบันดาลใจ ต้องไป Meet the Dream Makers

Brand Inside - 25 April 2017 - 12:57

ถ้าจะบอกว่านี่คือยุคของการตามหาความฝัน (Dream) และการค้นหาแรงบันดาลใจ (Inspiration) และลงมือทำให้เป็นความจริงก็คงไม่ผิด เพราะทุกวันนี้สิ่งรอบตัวพร้อมจะส่งเสริมให้ทุกคนสร้างสรรค์ผลงานของตัวเองได้ แต่ถ้าหลายคนยังคิดไม่ออก ยังติดกับกรอบเดิมๆ ลองออกมาที่ Meet the dream makers

ทำไมต้องไป ที่ Meet the dream makers มีอะไร

การได้ออกไปสัมผัสประสบการณ์จริง ได้พบกับคนต้นแบบที่เป็นแรงบันดาลใจ ได้รับฟังแนวคิดใหม่ๆ และที่สำคัญมีโอกาสได้ลงมือทำจริง ทั้งหมดมีอยู่ในโครงการ Meet the dream makers โดยจัดที่ Siam Discovery ซึ่งตรงกับแนวคิดของศูนย์การค้าที่ต้องการสร้าง Creative Space เปลี่ยนพื้นที่ศูนย์การค้าเป็นพื้นที่สำหรับสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ ขับเคลื่อนความคิด ต่อยอดความฝัน ได้แบบไม่รู้จบ

สำหรับโครงการ Meet the dream makers จะรวบรวมเทรนด์ 4 เรื่องราวที่คนรุ่นใหม่ไม่ควรพลาด ได้แก่ Style Makes, Journey Makers, Coffee Cult. Makers และ Design Makers ตรงกับไลฟ์สไตล์และตัวตนของคนยุคปัจจุบัน

กับคำถามที่หลายคนอาจจะคิดอยู่ในใจ ถ้าอยากทำธุรกิจที่เป็นของตัวเอง สร้างสรรค์จากความคิดของตัวเอง จะเริ่มต้นอย่างไร ที่นี่มีต้นแบบของคนที่ฝ่าฟันอุปสรรคจนสร้างฝันให้เป็นจริง หรือ The Dream Makers ทั้ง 20 คน จาก 4 เทรนด์ดังกล่าว เชื่อว่าจะช่วยเป็นแรงผลักดันได้เป็นอย่างดี

24 เม.ย. – 7 พ.ค. จิบกาแฟกับ Coffee Cult. Makers

คนที่หลงรักกาแฟ อยากรู้จักบาริสต้า อยากสัมผัสประสบการณ์ตรง อยากรู้เรื่องราวของเมล็ดพันธุ์จากไร่จนกลายเป็นแก้วกาแฟรสกลมกล่อมในมือ มีที่มาที่ไปอย่างไร และถ้าอยากจะพัฒนาให้กลายเป็นธุรกิจของตัวเองจะต้องทำอย่างไร ต้องไม่พลาดไปงาน Meet the dream makers ระหว่างวันที่ 24 เม.ย. – 7 พ.ค. นี้ เพราะเป็นช่วงเวลาของ Coffee Cult. Makers อยากสร้างแบรนด์กาแฟที่เป็นของตัวเอง มาเริ่มต้นได้ที่นี่

โดยเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์วันเสาร์-อาทิตย์ 29 – 30 เม.ย. และ 6-7 พ.ค. จะมีการจัด Work Shop ให้คอกาแฟตัวจริง คนที่อยากมีแบรนด์กาแฟของตัวเอง รวมถึงผู้ที่สนใจ ได้มีโอกาสทดลองทำเมนู Latte Art การดริปกาแฟ และอีกหลากหลายเรื่องราวกาแฟ สามารถลงทะเบียนได้ที่นี่ www.facebook.com/SiamDiscovery (ดูที่ตารางกิจกรรม)

นอกจากนี้ ในงานยังมีสินค้า อุปกรณ์การชง เช่น เครื่องทำกาแฟ Kinto, Karita อุปกรณ์ชงชาชื่อดังของประเทศญี่ปุ่น และ bodum อุปกรณ์ชงกาแฟแบบ French Press มาให้เลือกซื้อตามความพอใจ รวมถึงร้านกาแฟสุดแนว เช่น RootsBKK, Roast Runner และ Phil Coffee ฟิลคอฟฟี่ มาร่วมออกบูธด้วย

ครั้งต่อไปไม่ควรพลาดกับ Design Makers

โครงการ Meet the dream makers ยังมีเรื่องราวของ Design Makes ผลงานสร้างสรรค์ของศิลปินที่คว้ารางวัลมาแล้วจากหลายเวทีระดับโลก ที่พร้อมจะเป็นแรงผลักดันให้กับคนที่มีศิลปะในหัวใจ ได้เข้าใจถึงแนวทาง วิธีคิด ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้ประสบความสำเร็จ โดยจัดระหว่างวันที่ 8 – 31 พ.ค. แน่นอนว่ากิจกรรมจัดเต็มเช่นเดิม

สำหรับก่อนหน้านี้มีเรื่องราวของ Style Makes และ Journey Makers ซึ่งน่าเสียดายสำหรับคนที่พลาด ดังนั้น Coffee Cult. Makers และ Design Makers จึงไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง

งานจัดที่ Siam Discovery ชั้น 2 ใกล้ทางเชื่อมสยามเซ็นเตอร์ มาร่วมตามหาความฝัน ค้นหาแรงบันดาลใจ ไม่แน่ Dream Maker คนต่อไป อาจเป็นคุณ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Toshiba แยกธุรกิจหลักเป็น 4 บริษัทตัดปัญหาขาดทุน กระทบพนักงานกว่า 19,000 ราย

Brand Inside - 25 April 2017 - 12:46

หลายคนอาจติดตามข่าว Toshiba ประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนักจากธุรกิจโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในสหรัฐอเมริกา ล่าสุดทางสำนักงานใหญ่ของ Toshiba ที่ญี่ป่นได้ประกาศตัดสินใจแยก 4 ธุรกิจหลักออกเป็น 4 บริษัทในเครือ โดยคาดว่าจะเริ่มต้นตั้งแต่เดือน ก.ค. ที่จะถึงนี้ และมีผลให้พนักงาน 19,000 คนถูกแยกย้ายไปประจำในบริษัทใหม่

ภาพจาก Youtube Toshiba แยก 4 ธุรกิจ หวังสร้างประสิทธิภาพ

การแยกธุรกิจหลักเป็นบริษัทครั้งนี้ เป็นหนึ่งในการป้องกันไม่ให้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตจากธุรกิจโรงไฟฟ้านิวเคีลยร์ในสหรัฐอเมริกา โดย 4 ธุรกิจหลักดังกล่าว ประกอบด้วย ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงโครงการบำบัดน้ำเสียและธุรกิจทางรถไฟ, ธุรกิจด้านพลังงาน รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังความร้อน และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์, ธุรกิจด้านเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์ data storage และ hard-disk สุดท้ายคือ ธุรกิจด้านไอซีที

สำหรับในการแยกธุรกิจเป็นบริษัทในเครือ เพิ่มเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มความคล่องตัวและอิสระในการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และแน่นอนว่าความรับผิดชอบในการบริหารจัดการก็จะชัดเจนขึ้น

ภาพจาก Youtube Toshiba ความหวาดหวั่นที่ Toshiba ต้องเร่งดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเฉพาะหน้าอีกประการของ Toshiba คือใบอนุญาตประกอบธุรกิจบางอย่างที่กำลังจะหมดอายุในเดือน ธ.ค. 60 ซึ่งปกติจะต้องดำเนินการต่อทุกๆ 5 ปี เช่น การเป็นผู้ผลิตเครื่องจักรขนาดใหญ่เกี่ยวกับโรงงานผลิตไฟฟ้า หรือ โครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง

ซึ่งใบอนุญาตเหล่านี้จะออกให้เฉพาะบริษัทที่มีสถานะทางการเงินที่ดี แต่ปัญหาการขาดทุนอย่างหนักของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในสหรัฐอเมริกาอาจเป็นผลให้ Toshiba ไม่ได้รับสิทธิ์ในการต่อใบอนุญาตดังกล่าว

การแยกธุรกิจออกเป็นบริษัทจะเริ่มดำเนินการประมาณเดือน ก.ค. นี้ โดยแยกธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน, ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า และธุรกิจไอซีทีออกไปก่อน จากนั้นธุรกิจด้านพลังงานจะตามออกไปประมาณเดือน ต.ค. พนักงานกว่า 19,000 รายจะยังคงได้ค่าจ้างตามเดิม แต่อนาคตจะมีการปรับเปลี่ยนไปตามประสิทธิภาพของธุรกิจแต่ละบริษัทที่แยกออกไป

สิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากคือการดำเนินการดังกล่าว ทำให้พนักงานจำนวนหนึ่งรู้สึกขาดความเชื่อมั่น ซึ่งจะส่งผลให้เป็นเรื่องยากสำหรับ Toshiba ในการรักษาพนักงานที่มีความสามารถไว้กับบริษัท ท่ามกลางเส้นทางที่ยากลำบากในอนาคต

ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทย Toshiba มีโรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึง hard-disk ในเบื้องต้นยังไม่มีผลกระทบแต่อย่างใด

source: asia.nikkei

 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

หรือจะหมดยุค Jimmy Choo หลังแบรนด์รองเท้าส้นสูงชื่อดังประกาศหาคนมาซื้อกิจการต่อ

Brand Inside - 25 April 2017 - 11:00

Jimmy Choo คือแบรนด์รองเท้าในฝันของสาวหลายๆ คน เพราะด้วยความสวย และศิลปินดารา รวมถึงราชวงศ์ต่างสวมใส่ แต่ทำไม Luxury Brand รายนี้ถึงตัดสินใจขายธุรกิจให้กับผู้ที่สนใจล่ะ

ภาพโดย Richalbertoa (Own work) [CC BY-SA 3.0 (http://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0)], via Wikimedia Commons ต้องการเพิ่มคุณค่าให้กับผู้ถือหุ้น

เหตุผลที่ Jimmy Choo ตัดสินใจประกาศขายธุรกิจให้ผู้ที่สนใจ เพราะต้องการเพิ่มคุณค่าสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้น (Maximize Value of its Shareholders) หลังจากเข้าระดมทุนใน London Stock Exchange ในปี 2557 แต่มูลค่าหุ้นก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดก็ตกลงมาเหลือราว 1 ปอนด์อีกด้วย

อย่างไรก็ตามการประกาศขายธุรกิจครั้งนี้ไม่ได้กำหนดระยะเวลาที่ให้ผู้สนใจเข้ามาติดต่อ และอาจจะเลิกประกาศขายเมื่อไหร่ก็ได้ โดยมูลค่าตลาด (Market Value) ในปัจจุบันของ Jimmy Choo อยู่ราว 700 ล้านปอนด์ และปี 2559 ปิดรายได้ที่ 364 ล้านปอนด์ เพิ่มขึ้นเพียง 1.6% และตัวเลขดังกล่าวยังลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 ที่เคยเติบโต 12%

ในทางกลับกันถึงยอดขายโดยรวมจะหดตัว แต่ตลาดจีน, ตะวันออกกลาง และรัสเซียยังมีแรงซื้อสินค้าแบรนด์นี้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง และเติบโตอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการเป็นที่นิยมในศิลปินดารา และราชวงศ์ยังทำได้ดีอยู่ ก็ถือเป็นโอกาสสำคัญของ Luxury Brand รายนี้ที่จะขายธุรกิจเพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับผู้ถือหุ้น

เจ้าหญิงไดอาน่าก็สวมใส่ Jimmy Choo // ภาพจาก jimmychoo.com เพราะผู้ก่อตั้งโบกมือลาจึงมีปัญหา

ทั้งนี้ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Jimmy Choo ในปัจจุบันคือ JAB Holding กลุ่มเศรษฐีพันล้านของครอบครัว Reimann จากเยอรมัน ที่ถือหุ้นอยู่ทั้งหมด 68% ส่วนทางทีมผู้ก่อตั้งเดิมก็ทยอยออกไปทำแบรนด์ตัวเอง และไม่ได้เข้ามาบริหารงาน โดยทางบอรด์บริหารได้แต่งตั้ง Pierre Denis ขึ้นเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารตั้งแต่ปี 2556

สำหรับ Jimmy Choo ก่อตั้งเมื่อปี 2539 โดยนักทำรองเท้าชาวมาเลเซีย Jimmy Choo กับ Tamara Mellon อดีตนักข่าวนิตยสาร Vogue วางตัวเป็นแบรนด์รองเท้าจากประเทศอังกฤษ และด้วยความโดดเด่นของรองเท้าส้นสูงทำให้ศิลปินดาราหลายคนเลือกที่จะใส่เดินในงานสำคัญต่างๆ เช่นประกาศรางวัลออสการ์เป็นต้น

ขณะเดียวกันทาง Luxury Brand รายนี้ก็ไม่ได้ผลิตแค่รองเท้าส้นสูงอีกต่อไป เพราะปัจจุบันมีการทำตลาดสินค้า Luxury อื่นๆ เช่นกระเป๋าถือ และแว่นกันแดด รวมถึงเตรียมทำตลาดรองเท้าผู้ชายอีกด้วย ผ่านการมีหน้าร้านทั้งหมด 150 แห่งทั่วโลก แสดงให้เห็นว่า Luxury Brand ถ้าอยู่เฉยๆ ก็ใช่ว่าจะกินบุญเก่าได้ตลอดไป

สรุป

ในวงการแฟชั่นไม่มีอะไรยั่งยืน เพราะทุกอย่างเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว การอยู่กับที่เท่ากับพ่ายแพ้ในตลาดนี้ แต่เชื่อว่า Jimmy Choo ไม่น่าจะหายไปจากตลาดง่ายๆ เพราะการเปิดขายกิจการครั้งนี้ไม่น่าจะแสดงถึงการล่มสลายของแบรนด์ แต่เป็นการต่อยอดแบรนด์ในเวลาที่เหมาะสม เพื่อนำเงินมาสร้างอะไรใหม่ๆ มากกว่า

อ้างอิง // Business Insider, The Sun, BBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เปิดรายชื่อ 12 ทีมสุดท้าย dtac Accelerate #Batch5 ใครผ่านเข้าถึงรอบนี้บ้าง ไปดูกัน

Brand Inside - 25 April 2017 - 07:21

หลังจากขับเคี่ยวจากทีมที่สมัครเข้ามามากกว่า 500 ทีม คัดแล้วคัดอีกจนเหลือ 26 ทีมไปก่อนหน้านี้เพื่อขึ้นเวที Pitch day หา 12 ทีมสุดท้ายไปเมื่อคืนวันที่ 24 เม.ย. ที่จะเข้าไป Intensive Bootcamp เรียกว่าเข้มข้นกันสุดๆ

ตอนนี้ได้รายชื่อ 12 ทีมมาเรียบร้อย พร้อมกับสังกัดของ Mentor ที่จะคอยให้ความช่วยเหลือปลุกปั้น Startup ของ Batch5 ก่อนจะไปถึงวัน Demo day ในเดือนสิงหาคมนี้ 12 ทีมมีใครบ้าง และอยู่ในสังกัดของใคร รายชื่ออยู่ด้านล่างนี้แล้ว

ทีมทิวา ยอร์ค จาก Kaidee พร้อมด้วยพาดาวัน บอย Skootar

1. Seekster
2. Tixget

สมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรี จาก PayPal พร้อมด้วยพาดาวัน โหน่ง GizTix

3. Creden

ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ จาก Ookbee พร้อมด้วยพาดาวัน ปิปโป้ Storylog

4. Senseino
5. Cookly

ไผท ผดุงถิ่น จาก Builk Asia พร้อมด้วยพาดาวัน กั๊กและทราย Piggipo

6. Ricult
7. Globlish

กิตตินันท์ อนุพันธ์ จาก Claimdi พร้อมด้วยพาดาวัน บีม Drivebot

8. DriveMate

อริยะ พนมยงค์ จาก LINE ประเทศไทย พร้อมด้วยพาดาวัน โก้ Skootar

9. ScoutOut
10. Tourkrub

ชาริณี กัลยาณมิตร จาก ORAMI พร้อมด้วยพาดาวัน ทาโร่ TakeMeTour

11. Shiftspace

จุฑาศรี คูวินิชกุล จาก Grab ควงคู่มากับ มณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ จาก Garena พร้อมด้วยพาดาวัน ตั๊บ Fastwork

12. IndieDish

ขอบคุณภาพจาก Facebook พี่เหม็ง สมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ แห่ง dtac Accelerate

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Yusen Logistics เตรียมตั้งคลังสินค้าฮาลาลในไทย ใช้ส่งสินค้าไปประเทศมุสลิมในแถบนี้

Brand Inside - 25 April 2017 - 01:25

Yusen Logistics วางแผนปรับปรุงคลังสินค้าเดิมที่ตั้งอยู่ในจังหวัดชลบุรี ให้เป็น “คลังสินค้าฮาลาล” โดยได้ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย จุดมุ่งหมายคือเพื่อเป็นจุดสนับสนุนการส่งออกสินค้าไปยังประเทศมุสลิมขนาดใหญ่ในภูมิภาคนี้ ได้แก่ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

Photo: Yusen Logistics นับเป็นคลังสินค้าฮาลาลแห่งแรกของ Yusen Logistics ในไทย

Yusen Logistics บริษัทด้านการขนส่งโลจิสติกส์จากญี่ปุ่น เตรียมปรับปรุงคลังสินค้าเดิมที่ชลบุรี เพื่อตั้งเป็น “คลังสินค้าฮาลาล” โดยเฉพาะ เพื่อช่วยสนับสนุนการส่งออกสินค้าที่เพิ่มมากขึ้นไปยังประเทศมุสลิมขนาดใหญ่อย่าง อินโดนีเซียและมาเลเซีย

โดยคลังสินค้าฮาลาลนี้ Yusen Logistics ได้ปฏิบัติตามกฎหมายของศาสนาอิสลามอย่างถูกต้อง และได้รับการรับรองจากคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยเรียบร้อยแล้วเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

กฎหมายอิสลามมีข้อปฏิบัติที่เคร่งครัดเกี่ยวกับสินค้าและผลิตภัณฑ์อยู่หลายอย่าง เช่น อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องสำอาง ไม่สามารถจัดเก็บรวมกับเนื้อหมูหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้

Yusen Logistics มองว่าการตั้งคลังสินค้าฮาลาลในไทยเป็นสิ่งที่ดี เพราะไทยเป็นประเทศที่มีความเข้มข้นในด้านอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคอยู่แล้ว รวมทั้งด้านรัฐบาลไทยที่มุ่งสนับสนุนการส่งออกสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเช่นมาเลเซีย

Photo: Yusen Logistics ขยายฐานธุรกิจ : จาก “รถรา” ถึง “ฮาลาล”

ที่จริงแล้ว กว่า 70% ของธุรกิจที่ Yusen Logistics ทำในไทยคือด้าน “การขนส่งสินค้ารถยนต์” แต่ครั้งนี้ได้ขยายธุรกิจไปในภาคสินค้าอุปโภคบริโภค แน่นอนเป็นการกระจายความเสี่ยงเชิงธุรกิจและป้องกันสภาวะที่อาจตกต่ำในภาคธุรกิจรถยนต์

Lee Check Poh เจ้าหน้าที่บริหารและหัวหน้าเจ้าหน้าที่ประจำภูมิภาคของ Yusen Logistics ระบุว่า “นับจากนี้ต่อไป เราหวังที่จะขยายเครือข่ายโลจิสติกส์ที่รองรับฮาลาลไปยังประเทศต่างๆ อย่างเช่น อินโดนีเซีย”

ที่มา –Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ปิดทุกสาขา! Bebe ค้าปลีกเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ไล่ปิดทุกร้าน ภายในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้

Brand Inside - 24 April 2017 - 18:21

เรียกได้ว่าต้องติดตามกันเป็นมหากาพย์เลยทีเดียวกับการล่มสลายของวงการค้าปลีก ล่าสุด Bebe ค้าปลีกเครื่องแต่งกาย ที่มียอดขายลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีมานี้ ประกาศชัดแล้วว่า จะปิดร้านค้าทั้งหมดภายในเดือนพฤษภาคมปีนี้ และยังไม่มีแผนว่าจะทำอย่างไรต่อกับธุรกิจตนเอง

Photo: Pixabay หน้าร้านต้านไม่ไหว ถ้าจะอยู่ต่อไป ต้องออนไลน์เท่านั้น

หลังจากเมื่อเดือนที่แล้ว (เมษายน 2017) Bebe ร้านค้าปลีกเครื่องแต่งกาย ประกาศไว้ว่ากำลังสำรวจกลยุทธ์ทางเลือกของธุรกิจหลังจากสูญเสียรายได้มาต่อเนื่องกว่า 4 ปี แต่ ณ วันนี้ Bebe ประกาศอย่างชัดเจนเลยว่า จะปิดร้านค้าของตนทั้งหมดภายในเดือนพฤษภาคมปีนี้

Bebe จะปิดร้านค้าทั้งหมดของตนที่มีอยู่กว่า 180 แห่ง และยังไม่มีแผนในอนาคตว่าจะดำเนินธุรกิจอย่างไรต่อไป แต่คาดว่าน่าจะไปลุยออนไลน์เต็มตัว

Bloomberg รายงานเมื่อเดือนที่แล้วว่า Bebe วางแผนที่จะโกออนไลน์เพื่อหลีกเลี่ยงการต้องยื่นล้มละลาย แต่วันนี้เห็นชัดแล้วว่า ขั้นแรกคือต้องปิดรานค้าทั้งหมดเพื่อยืดเวลาออกไปก่อน

ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมานี้ ค้าปลีกเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายหลายรายล้มละลายกันไปแล้วมากมาย เช่น Aeropostale และ The Limited ที่มาสามารถแข่งขันกับแบรนด์อย่าง Amazon.com Inc หรือ H&M และ Zara ที่จับตลาดแฟชั่นกระแสได้

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนี้ วิเคราะห์ว่า จะมีค้าปลีกเสื้อผ้าอีกหลายรายยื่นล้มละลายในปีนี้อย่างแน่นอน

Anthony Michael Sabino ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทด้านกฎหมายของ Sabino & Sabino P.C. บอกว่า “เราต่างเป็นประจักษ์พยานของการเปลี่ยนยุคการค้าขายในห้างสรรพสินค้า มาสู่ยุคของการค้าขายบนโลกออนไลน์ และที่แน่นอนคือ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะรอด”

Bebe คาดไว้ว่า ผลจากการไล่ปิดร้านทั้งหมดในครั้งนี้จะทำต้องรับมือกับ Impairment Charge (การด้อยค่าของสินทรัพย์) ประมาณ 20 ล้านเหรียญ โดยตัวเลขจะไปรวมในไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปีนี้

ยังไม่หมดแค่นั้น Bebe ยังจะต้องจ่ายเงินให้กับที่ปรึกษาคือ B. Riley & Co และ Tiger Capital Group LLC เป็นราคา 550,000 เหรียญ กับอีก 15% ของรายได้ทั้งหมดจากการขายสินค้าในร้านอีกด้วย

ที่มา – Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

แจ็ค หม่า “โลกต้องอยู่อย่างเจ็บปวดไปอย่างน้อย 30 ปี” จากผลพวงโลกยุคอินเทอร์เน็ต

Brand Inside - 24 April 2017 - 18:20

แจ็ค หม่า (Jack Ma) ประธานกลุ่มบริษัท Alibaba กล่าวในงานสัมมนาผู้ประกอบการ ที่เมืองเจิ้งโจว ประเทศจีน ย้ำว่าทุกคนในสังคมต้องเตรียมพร้อมรับความเจ็บปวด จากผลกระทบของการรุกคืบของอินเทอร์เน็ต ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ ซึ่งน่าจะกินเวลานานหลายทศวรรษ

เขากล่าวว่าสิ่งที่โลกต้องเปลี่ยนคือระบบการศึกษา สอนให้คนมีความสามารถที่จะทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้ปัญหาจากการผลกระทบในอนาคตเบาลง “ใน 30 ปีข้างหน้า ผู้คนในโลกจะเจ็บปวดมากกว่ามีความสุข ความขัดแย้งในสังคมจะเกิดขึ้นมากจากผลกระทบของอินเทอร์เน็ต ที่เกิดในทุกอุตสาหกรรม ตลอดจนการใช้ชีวิตประจำวัน”

วาทะของแจ็ค หม่า คราวนี้น่าจะเป็นประเด็นใหญ่ได้อีกครั้ง เขายังพูดถึงกลุ่มอุตสาหกรรมธนาคารดั้งเดิมว่า ต้องปรับตัวโดยทำให้การเข้าถึงสินเชื่อไปสู่คนทุกระดับชั้นในสังคม และยังบอกว่าธุรกิจดั้งเดิมที่ได้รับผลกระทบ ต้องเลิกโจมตีอินเทอร์เน็ตได้แล้ว เพราะธุรกิจอินเทอร์เน็ตอย่าง Taobao ก็สร้างงานใหม่หลายล้านอัตรา

แจ็ค หม่า ยังเตือนว่าปัญหาใหญ่ในอนาคตของโลก คือการที่คนมีอายุยืนมากขึ้น ขณะเดียวกับ A.I. หรือปัญญาประดิษฐ์ก็ฉลาดขึ้นมาก ทำให้แรงงานมีในระบบมากขึ้น แต่ตำแหน่งงานลดลง ทางออกที่แจ็ค หม่า เสนอคือให้เครื่องจักรทำเฉพาะงานที่คนไม่สามารถทำได้เท่านั้น หรือหาวิธีให้คนทำงานร่วมกับเครื่องจักร ไม่ใช่แทนที่

ที่มา: Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เครื่องกลที่ไม่มีหัวใจ กับมนุษย์ผู้ละเอียดอ่อน ใครจะเป็นผู้ชนะในศึกที่ปรึกษาการลงทุน?

Brand Inside - 24 April 2017 - 15:46

“ที่ปรึกษาการลงทุน” เป็นอีกอาชีพที่มีความกดดันสูง เพราะต้องให้คำแนะนำ หรือไม่ก็เอาเงินคนอื่นมาบริหาร ดังนั้นจิตใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ แล้วอย่างนี้มนุษย์ หรือหุ่นยนต์ที่ควรมารับผิดชอบหน้าที่นี้กันล่ะ

ภาพ pixabay.com มนุษย์ผู้มีจิตใจที่ผันแปร

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น มนุษย์ มีจิตใจ และความละเอียดอ่อนในหลางแง่มุม และยิ่งคนที่ทำอาชีพนี้แล้ว ก็ยิ่งละเอียดเข้าไปใหญ่ เพราะต้องหาข้อมูลมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นข่าว, การผันแปลของตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ที่อาจเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจ แต่ถึงจะละเอียดขนาดไหน โอกาสที่จะเกิดความผิดพลาด (Human Error) ก็ยังมีอยู่

ประกอบกับหากใครลงทุนด้วยตนเอง ก็คงพบเจอกับปัญหาที่ต้องมานั่งเสียเวลา 10 ล้านชม./เดือน เพื่อมอนิเตอร์หุ้น และข่าวสารต่างๆ เหมือนกับที่ปรึกษาการลงทุน และสุดท้ายก็ยังมีโอกาสเสี่ยงขาดทุนอยู่ดี ดังนั้นมนุษย์ทุกคนอาจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นนักลงทุน เพราะมันฝืนธรรมชาติ

ในทางกลับกัน ถึงมนุษย์จะมีจิตใจที่อ่อนไหว และเสี่ยงต่อการเกิดความผิดพลาด แต่ด้วยความเป็นมนุษย์ก็ช่วยให้การมีข้อมูลระหว่างมนุษย์ได้ดีกว่า เช่นการรู้ข่าววงใน หรือการรู้ความเคลื่อนไหวที่ยังไม่ได้สื่อสารออกไปในวงกว้าง ก็ทำให้มนุษย์มีโอกาสชนะในศึกครั้งนี้อยู่ไม่มากก็น้อย

ภาพ pixabay.com หุ่นยนต์ที่ไม่มีจิตใจ-เถรตรง

ฟากหุ่นยนต์ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมการลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะกับ Robo-Advisor หรือที่ปรึกษาการลงทุนที่รวบรวมข้อมูลต่างๆ ไว้มากมาย พร้อมกับระบบประมวลผลที่ดีกว่ามนุษย์หลายเท่าตัว จึงสามารถคาดการณ์เรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ไม่ยาก

อย่างล่าสุดมี AVA ระบบ AI (Artificial Intelligence) ของไทย ที่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนในด้านต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ และรวดเร็ว จนปัจจุบันมีผู้ใช้งานอยู่กว่า 1.2 แสน หรือคิดเป็น 30% ของการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ และหลังจากนี้ก็เตรียมให้บริการ AVA Fund หรือการบริหารกองทุนด้วยหุ่นยนต์อีกด้วย

มิรันดา ทรงพัฒนาศิลป์ ประธานบริหารการเงิน และผู้ก่อตั้ง บริษัท เอวาแอดไวเซอรรี่ จำกัด ผู้ให้บริการ AVA ย้ำว่า อีกไม่นานจะให้บริการ AVA Fund ที่ให้ผู้สนใจนำเงินมาลงทุนกับบริษัท แต่ด้วยกฎเกณฑ์ผู้บริหารกองทุนในเมืองไทย ทำให้ได้แค่ทดลองให้บริการใน Sandbox ที่จัดทำขึ้นมาเท่านั้น เพราะยังไม่มีทุนจดทะเบียนถึง 100 ล้านบาท

มิรันดา ทรงพัฒนาศิลป์ ประธานบริหารการเงิน และผู้ก่อตั้ง บริษัท เอวาแอดไวเซอรรี่ จำกัด ผู้ให้บริการ AVA แค่เปิดใจก็พบสิ่งใหม่ที่ดีกว่า

“เรามีอายุประมาณ 1 ปี แต่มีประสบการณ์มากกว่านั้น เพราะมีทั้งคนทำ Market Anywhere อยู่ในทีม รวมถึงมีนักวิเคราะหข้อมูลที่เก่งเข้ามาเสริม ทำให้เราเริ่มให้บริการในต่างประเทศแล้ว ผ่านการจดบริษัทที่สิงคโปร์ พร้อมให้บริการที่นั่น รวมถึงสหรัฐอเมริกา กับฮ่องกง และตอนนี้อยู่ระหว่างระดมทุนให้ขึ้นถึง Pre Series A ด้วย”

เชื่อว่าบริการ AVA Fund จะเปิดให้บริการภายในปีนี้แน่นอน หลังจากเริ่มทำตลาด AVA Advisor ไปก่อนหน้านี้ รวมถึงยังเตรียมให้บริการ AVA Trade ที่เชื่อมต่อระบบกับทางตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้ผู้สนใจลงทุนสามารถใช้คำสั่งซื้อขายด้วย Application ของ AVA ได้โดยตรง

สุดท้ายนี้ก็อยู่ที่ว่านักลงทุนอยากใช้งานแบบไหนมากกว่ากัน เพราะทั้งมนุษย์ และหุ่นยนต์ ต่างก็มีข้อดี กับข้อเสียต่างกันไป และแม้หุ่นยนต์จะดูดีกว่าในศึกครั้งแต่ แต่โดยส่วนตัวยังมองว่า มนุษย์อาชีพนี้ก็ยากที่จะตกงาน เพราะสูตรในการคำนวนก็มีคนละแบบ และความน่าเชื่อถือของมนุษย์ก็ยังคงมีอยู่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Otonomo สตาร์ทอัพอิสราเอล ธุรกิจขาย Big Data ลูกค้า เก็บข้อมูลบนรถยนต์ส่วนบุคคล

Brand Inside - 24 April 2017 - 15:24

ใครๆ ก็รู้ว่า Big Data ในโลกยุคนี้มีมูลค่าทางธุรกิจขนาดไหน ยิ่งในช่วงหลายปีมานี้ บริษัทรถยนต์หลายแห่งต่างทำให้รถยนต์มีการเชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เน็ต สตาร์ทอัพรายหนึ่งในอิสราเอลเห็นช่องว่างของข้อมูลอันมหาศาลที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงนี้ ตั้งระบบคลาวด์จัดเก็บข้อมูล และขายให้กับลูกค้าบุคคลที่สาม

Photo: Facebook Otonomo ขายข้อมูลลูกค้า Big Data ในรถยนต์

Otonomo สตาร์ทอัพอิสราเอล ก่อตั้งในปี 2015 ขณะนี้ระดมทุนได้กว่า 45 ล้านเหรียญ โดยมี Steve Girsky อดีตรองประธานและกรรมการของ General Motors เป็นผู้สนับสนุนหลัก

ข้อมูล Big Data มีแนวโน้มเติบโตได้อีกมากในตลาดรถยนต์ เพราะนอกจากรถยนต์รุ่นใหม่ๆ จะเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตแล้ว แผนการผลิตรถยนต์ไร้คนขับของหลายบริษัท และการสื่อสารของผู้ใช้งานกับระบบตอบโต้อัตโนมัติ พูดง่ายๆ คือ คนขับพูดคุยหรือสนทนากับระบบในรถได้ ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างที่ทำเห็นได้ชัดเจนว่า สตาร์ทอัพรายนี้ก่อกำเนิดมาเพื่อจัดการและจัดเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานรถยนต์อีกมหาศาลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

มีการคาดการณ์โดย McKinsey & Co. ว่า ธุรกิจการขายข้อมูลลูกค้าในรถยนต์จะมีมูลค่าสูงถึง 750,000 ล้านเหรียญ ในปี 2030

“การเปลี่ยนแปลงของวงการรถยนต์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้และอนาคตอันใกล้ จะทำให้ข้อมูลของลูกค้าในรถยนต์จะดึงดูดให้ธุรกิจอื่นๆ เข้ามามีส่วนร่วม เช่น บริษัทประกันภัย ผู้จำหน่ายรถยนต์ ฝ่ายบริการลูกค้าหลังการขาย และอีกมากมาย”

Photo: Pixabay

Otonomo ทำงานโดยใช้ระบบ Solution cloud ในการจัดเก็บข้อมูล จัดการข้อมูล และขายข้อมูลให้กับบุคคลที่ 3 ขณะนี้ทำงานร่วมกับ 9 บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ มีพาร์ทเนอร์เป็น Daimler บริษัทแม่ของ Mercedes ส่วนข้อมูลของพาร์ทเนอร์รายอื่นๆ Otonomo ยังไม่เปิดเผย

Ben Volkow ประธาน Otonomo ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง บอกว่า “Google และ Apple เป็นบริษัทที่ใช้ข้อมูลทำเงินที่ใหญ่และมีระบบจัดการดีที่สุดในโลก แน่นอนพวกเขาย่อมมองเห็นโอกาสในธุรกิจรถยนต์ แต่เชื่อมั่นว่าผู้ผลิตรถยนต์จะมองเห็นว่า Otonomo เป็นตัวเลือกทางยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจในการเข้าไปเล่นกับบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านข้อมูลที่มีอยู่แล้ว”

กลุ่มผู้ก่อตั้ง Ontonomo Big Data กับการท้าทายความเป็นส่วนตัว

การขายข้อมูลของ Otonomo ย่อมนำมาสู่คำถามเรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน แต่ถ้าดูในทางกฎหมาย Otonomo ระบุว่าทำตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของปี 2015 ทุกประการ ที่ว่าด้วย “ข้อมูลในยานหาพนะเป็นสิทธิ์ของเจ้าของรถ เว้นแต่ว่าเจ้าของจะยินยอมให้เผยแพร่ได้ จึงจะนำไปใช้งานได้เท่านั้น”

ฟังดูไม่น่าเป็นห่วง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ขับขี่อาจไม่ได้ใส่ใจในรายละเอียดของสัญญา เพราะการยอมรับข้อกำหนดและบริการจากบริษัทผู้ขายในสัญญา ลูกค้าอาจอาจไม่ได้ตรวจสอบเนื้อหาทั้งหมด และตกลงยินยอมไปโดยปริยาย

รายงานของ McKinsey สำรวจเจ้าของรถจำนวน 3,184 คน เกี่ยวกับข้อมูล Big Data บนรถยนต์ของผู้ใช้งาน พบว่า 55% บอกว่าพวกเขาอนุญาตให้ใช้งานได้ 24% ไม่อนุญาตในบางสถานการณ์ และอีก 21% อนุญาตในกรณีที่ข้อมูลจะช่วยปรับปรุงให้การใช้งานดีขึ้น แต่ไม่อนุญาตให้ขายข้อมูลกับบุคคลที่ 3

Photo: Facebook Otonomo

ด้าน Otonomo ยืนยันว่า การแบ่งปันข้อมูลจะเป็นประโยชน์ ความน่ากังวลไม่ต่างอะไรกับการใช้สมาร์ทโฟนเครื่องหนึ่งที่เราต่างแบ่งปันข้อมูลส่วนตัวให้กับบริษัทต้นทางอยู่แล้ว ในกรณีนี้ Otonomo สามารถแจ้งเตือนผู้ขับขี่ได้ในกรณีที่รถอาจมีปัญหาด้านต่างๆ เช่น แบตเตอรี่ ลมยาง สิ่งเหล่านี้ Otonomo จะแจ้งให้ทราบก่อนที่จะเกิดปัญหา หรือนำรถเข้าไปซ่อมในศูนย์บริการเสียอีก

ปัจจุบัน Otonomo มีพาร์ทเนอร์กว่า 70 รายที่ซื้อ Big Data ไปใช้งาน มีตั้งแต่ผู้ค้ารายย่อยไปจนถึงอุตสาหกรรมประกันภัย เพราะตอนนี้รถยนต์บนท้องถนนกว่า 1 ล้านคันอยู่บนแพลตฟอร์ของ Otonomo เรียบร้อยแล้ว เชื่อมั่นว่าภายในสิ้นปี 2017 จะเพิ่มขึนเป็น 5 ล้านคันอย่างแน่นอน

ที่มา – Business Insider, รายงานของ McKinsey

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

[วิเคราะห์] บทเรียนทางธุรกิจ HUAWEI แบรนด์ระดับโลก ที่ก้าวผิดพลาดครั้งสำคัญ

Brand Inside - 24 April 2017 - 14:29

ต้องยอมรับว่า HUAWEI เป็น Big Brand ในวงการโทรคมนาคมของโลก ไม่ได้มีเฉพาะสมาร์ทโฟน แต่ยังเป็นผู้นำในด้านอุปกรณ์เทคโนโลยีอื่นๆ อีกหลายชนิด ถือเป็นแบรนด์ชั้นนำของจีนที่ใช้ในการบุกตลาดโลก

ภาพจาก Twitter Huawei Mobile

ในตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลก HUAWEI เป็นแบรนด์ Top10 แต่ใช้เวลาช่วง 2 ปีนี้บุกทำตลาดอย่างหนัก จนขึ้นมาติด Top3 มียอดขายสูงมากทั่วโลก แต่กรณีตั้งแต่ HUAWEI P10 / P10 Plus และล่าสุดกับ HUAWEI Mate9 กับชิ้นส่วนอุปกรณ์ภายใน ไม่ตรงกับที่มีการโฆษณาไว้ ถือเป็นความผิดพลาดครั้งสำคัญ

สรุปใจความสั้นๆ คือ ทั้ง HUAWEI P10 และ P10 Plus ใช้หน่วยความจำ (RAM) ซึ่งมีผลต่อการประมวลผลที่แตกต่างกัน โดยมีทั้งรุ่น UFS 2.1 ที่ให้ความเร็วในการอ่านมากกว่า 700 Mbps ขณะที่รุ่น UFS 2.0 (รุ่นต่ำกว่า) ความเร็วอยู่ที่ประมาณ 500 Mbps รวมถึงรุ่น eMMC 5.1 ความเร็วประมาณ 300 Mbps เช่นเดียวกับรุ่น Mate9 ที่มีการใช้หน่วยความจำหลายแบบเช่นกัน โดยมีการตัดคำโฆษณาใช้ UFS 2.1 ออกจากหน้าเว็บไปแล้ว

แปลว่า สมาร์ทโฟนรุ่นเดียวกัน แต่ชิ้นส่วนอุปกรณ์ภายในไม่เหมือนกัน ซึ่งทาง Richard Yu ซีอีโอ ของ HUAWEI ออกมายอมรับว่า ส่วนตัวเขาใช้งานเองไม่รู้สึกถึงความแตกต่างในการประมวลผล การใช้งานยังไหลลื่น ซึ่งเหตุที่ต้องใช้อุปกรณ์ภายในแตกต่างกัน เพราะยอดขายที่ดีมากจนไม่สามารถผลิตได้ทันกับความต้องการ

Richard Yu, CEO HUAWEI เรียนรู้อะไรจาก ความผิดพลาดของ HUAWEI

มีข้อความจากผู้ใช้ในโลกออนไลน์ จำนวนไม่น้อยเปรียบเทียบกรณีของ HUAWEI ว่าเหมือนกับการซื้อคอมพิวเตอร์แล้วอุปกรณ์ข้างในต่างกัน เช่น Harddisk กับ SSD ซึ่งมีราคาต้นทุนไม่เท่ากัน แต่พอรวมเสร็จกลับขายในท้องตลาดราคาเท่ากัน เท่ากับว่า ผู้บริโภคแต่ละคนจ่ายเงินเท่ากัน แต่ได้ของไม่เหมือนกัน

ยิ่งในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ยิ่งบนโลกโซเชียลที่ทุกคนพร้อมแชร์ข้อมูล การทำผิดพลาดและไม่แก้ไขอย่างทันท่วงที (หรือแก้ไขแบบผิดๆ) ยิ่งกลายเป็นความผิดพลาดซ้ำสองและจะส่งผลเสียต่อแบรนด์อย่างรุนแรง

เหตุเกิดในต่างประเทศ ในไทยควรทำอย่างไร

ลองพิจารณาเหตุการณ์ดังกล่าวเพื่อเป็นกรณีศึกษาให้กับบริษัทต่างๆ ในไทย ซึ่งจำนวนไม่น้อยเป็นบริษัทข้ามชาติ หากกรณีนี้เกิดขึ้นกับบริษัทแม่ในต่างประเทศ และส่งผลมาถึงการทำตลาดในไทย ควรทำอย่างไร จริงอยู่ว่าก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัทแม่ด้วยว่าจะมีท่าทีอย่างไร

แต่สิ่งที่จะแก้ปัญหาได้เร็วที่สุดคือ “คำขอโทษอย่างจริงใจ” ต่อกรณีที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ช่วยผ่อนหนักเป็นเบา จากนั้นควรมีมาตรการเยียวยาตามมาโดยเร็วที่สุด ถือเป็นทางออกที่พอจะเป็นไปได้ เช่น การชดเชยผู้ซื้อที่ได้เครื่องรุ่นสเปคต่ำ การรับซื้อคืน หรือแลกซื้อเครื่องใหม่ เป็นต้น

CEO คือหัวใจสำคัญ ทีมกลยุทธ์ต้องชัดเจน

Brand Inside ได้วิเคราะห์เรื่องของ United Airlines ไปก่อนหน้านี้ว่า CEO ไม่ควรออกโรงมาตั้งแต่แรก แต่ควรให้โฆษกหรือผู้บริหารระดับรองออกมาชิมลางก่อน และให้ CEO เป็นแผนสอง เพื่อย้ำหรือเพื่อแก้สถานการณ์ เรื่องนี้มีส่วนคล้ายกันคือ ท่าทีของ CEO ที่มีผลต่อภาพรวม

เพราะ ผู้บริโภคกำลังรอฟังว่า CEO จะพูดอะไร ดังนั้นการให้ข่าวกับสื่อมวลชน (หรือคนในสังคม) ต้องคม และมีทิศทางที่ชัดเจน

Richard Yu ซีอีโอ ของ HUAWEI ออกมาโพสต์ผ่านทาง Weibo ซึ่งการเป็นข้อความ ทำให้ยากที่จะอ่านความรู้สึกของผู้เขียนได้ และยิ่งเนื้อหาระบุว่าปัญหาอยู่ที่ supply chain ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ไม่ทันต่อความต้องการของตลาด จึงนำชิ้นส่วนอื่นมาใช้ทดแทน นั่นแสดงว่า HUAWEI ให้ความสำคัญกับยอดขาย แต่ต้องไม่ลืมว่า ผู้บริโภคไม่ได้มองการใช้งานไหลลื่นไม่แตกต่างกัน แต่สาระสำคัญคือ อุปกรณ์ที่ใส่มาในสมาร์ทโฟนรุ่นเดียวกัน แต่แตกต่างกันและไม่เหมือนกับที่โฆษณาไว้

สรุป

นี่เป็นเรื่องของบริษัทแม่ในต่างประเทศ บริษัทในไทยคงทำอะไรไม่ได้มาก นอกจากจะมีนโยบายสั่งการลงมา แต่ก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมาด้วย จริงอยู่ประเทศไทยอาจจะเป็นตลาดเล็กๆ ไม่มีผลต่อยอดขายรวม แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าข่าวสารที่ไว ทำให้ผู้บริโภคตื่นตัวและอาจส่งผลเสียระยะยาวต่อแบรนด์ได้ มารอดูกันว่า HUAWEI จะแก้วิกฤตครั้งนี้อย่างไร

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Adidas ส่ง Ultraboost รุ่นใหม่ ทำจากขยะใต้ท้องมหาสมุทร วางขายเดือนหน้า

Brand Inside - 24 April 2017 - 09:57

หลังจากที่ปีที่แล้ว Adidas มีแนวคิดจะนำเอาขยะจากใต้ท้องมหาสมุทรมาผลิตรองเท้า ตอนนี้สำเร็จแล้ว โดยจะผลิตเป็น Ultraboost ทั้งหมด 3 รุ่น เตรียมวางขายเดือนพฤษภาคมปีนี้

Photo: Adidas รองเท้าจากขยะ มูลค่าที่ผูกกับสำนึกสิ่งแวดล้อม เอาใจตลาดแมส

หนึ่งในความพยายามของ Adidas ช่วงหลังมานี้คือการผลิตสินค้าอย่างยั่งยืน พยายามใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป ปีนี้ด้วยความร่วมมือของ Parley พร์ทเนอร์ของ Adidas ร่วมกันผลิตรองเท้าที่ใช้วัสดุหลักจากขยะในท้องมหาสมุทร โดยจะผลิตออกมาเป็นรองเท้าวิ่ง Boost ยอดนิยม โดยจะมีทั้งหมด 3 รุ่นคือ Ultraboost, Ultraboost X และ Ultraboost Uncaged

Adidas เผยว่า รองเท้าแต่ละข้างใช้ขยะพลาสติกในการผลิต ตกที่ประมาณ 1 ข้างต่อขวดน้ำพลาสติก 11 ขวด และได้รีไซเคิลพลาสติกส่วนอื่นๆ มาใช้เป็นเชือกรองเท้า ที่รองส้นเท้าด้านใน ไปจนถึงถุงเท้า

ความโดดเด่นของรุ่นนี้

  • รองเท้าทำมาจากขยะพลาสติกใต้ท้องมหาสมุทร 95%
  • ส้นของรองเท้าจะยกสูงขึ้น รองรับการเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น
  • ยางพื้นรองเท้ายืดหยุ่นกว่าเดิม
  • Adidas ย้ำว่า ด้วยความที่เป็นรุ่น Ultraboost จึงทำให้ทุกการเคลื่อนไหว ให้ความรู้สึกเหมือนส่งพลังงานกลับมาทุกครั้งที่เคลื่อนไหว
Photo: Adidas

Mathias Amm ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Adidas บอกว่า “การเพิ่มคอลเลกชั่นใหม่นี้ เป็นอีกก้าวหนึ่งของการผลิตรองเท้าจำนวนหลายล้านคู่จากขยะใต้ท้องมหาสมุทร ในฐานะแบรนด์ระดับโลก เรามีหน้าที่รับผิดชอบในการเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดีขึ้น และช่วยสร้างแรงบันดาลให้กับชุมชนของพวกเราทุกคน”

นโยบายกรีนของ Adidas ยังรวมไปถึงแผนในปีหน้าที่บริษัทจะใช้ผ้าฝ้ายยั่งยืน (sustainable cotton) 100% ในปีหน้าแทนการใช้พลาสติกภายในร้านค้าทั้งหมดของ Adidas โดยระบุว่าจะช่วยลดถุงพลาสติกสำหรับการซื้อของไปได้ถึง 70 กว่าล้านถุง หากเปลี่ยนไปใช้ถุงกระดาษแทน

Ultraboost, Ultraboost X และ Ultraboost Uncaged Photo: Adidas

รองเท้า Ultraboost ทั้ง 3 รุ่นจะออกจำหน่ายในวันที่ 10 เดือนพฤษภาคมนี้ ทั้งบนออนไลน์และหน้าร้านบางแห่ง

อย่างไรก็ตาม การนำเอาแนวคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้ามาจับการทำธุรกิจน่าสนใจ เพราะกลุ่มลูกค้าของ Adidas ที่เป็นคนรุ่นใหม่ในเมืองต่างมีความรู้สึกร่วมกับประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ธรรมชาติ และการรีไซเคิลหรือนำสิ่งของเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่

ติดตามรอดูกันว่า Ultraboost รุ่นใหม่ที่ทำจากขยะครั้งนี้ จะตีตลาดได้มากน้อยเพียงใด เพราะก่อนหน้านี้ Adidas ก็เคยร่วมกับ Parley ทำแคมเปญ Parley for the Oceans ส่งรองเท้าจากขยะใต้ท้องมหาสมุทรมาก่อนแล้ว แต่ไม่นำออกสู่ตลาดอย่างเป็นจริงเป็นจัง เพราะผลิตแบบจำกัดเพียงแค่ 7,000 คู่เท่านั้น

ที่มา – Business Insider, Adidas

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ธุรกิจแท็กซี่กำไรน้อย ผู้ให้บริการในสิงคโปร์ เตรียมปล่อยกิจการให้ Grab ซื้อไปทำต่อ

Brand Inside - 24 April 2017 - 02:59

บริการขนส่งมวลชนในยุคนี้ หากใครบริหารไม่ดีก็คงกำไรยาก เพราะมีปัจจัยลบอย่างราคาน้ำมัน และ Startup ใหม่ๆ ที่เข้ามา Disrupt วงการนี้ จนล่าสุด SMRT ผู้ให้บริการแท็กซี่ในสิงคโปร์ก็ทนไม่ไหว และเตรียมขายกิจการแล้ว

บริการ Grab Taxi ในประเทศไทย // ภาพจาก Flickr ของ Jon Russell Grab เตรียมรับช่วงต่อ

หลังจากให้บริการแท็กซี่มา 27 และมีรถอยู่ในระบบกว่า 3,400 คัน ในที่สุด SMRT หนึ่งในบริษัทขนส่งมวลชนเบอร์ต้นๆ ของสิงคโปร์ และถือหุ้นโดยกลุ่ม Temasek ก็เตรียมขายกิจการดังกล่าวให้กับยักษ์ใหญ่บริการเรียกรถในอาเซียนอย่าง Grab เพื่อไปโฟกัสกับกลุ่มธุรกิจอื่นที่ให้ผลกำไรได้มากว่า

โดยหนึ่งในนั้นคือการไปพัฒนาบริการระบบราง เช่นรถไฟฟ้าสาย MRT และ LRT ให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้การขายกิจการแท็กซี่ออกไป ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเคลียร์ธุรกิจอื่นๆ ที่กำไรน้อย เช่นบริการรถประจำทาง เพื่อนำเงินมาหมุนเวียนในธุรกิจอื่น แต่การทยอยขายกิจการออกไปของ SMRT นั้นกระทบกับจิตใจพนักงานแน่นอน

“ตอนนี้ดีลดังกล่าวน่าจะอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายแล้ว และเพื่อให้ไม่กระทบต่อพนักงานของ SMRT ทางบริษัทขนส่งมวลชนจึงให้ข้อตกลงกับทาง Grab ว่าต้องให้พนักงานขับแท็กซี่ของ SMRT มีงานต่อไป นอกจากขอสิทธิ์ในการถือหุ้น Grab จำนวนหนึ่ง พร้อมกับได้สิทธิ์นั่งเป็นคณะกรรมการ Grab อย่างน้อยหนึ่งคน” แหล่งข่าวในวงการนี้กล่าว

สำหรับ Grab ปัจจุบันให้บริการอยู่ใน 7 ประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วยอินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, เวียดนาม, ไทย, สิงคโปร์ และเมียนมา มีผู้ขับในระบบกว่า 7.8 แสนคน และเพิ่มขึ้นทุกวัน ดังนั้นการต้องรับช่วงต่อพนักงานขับรถแท็กซี่จาก SMRT อาจไม่จำเป็นนัก

สรุป

หากดีลนี้เกิดขึ้นจริง ก็คงเป็นอีกครั้งที่ Startup สามารถ Disrupt บริการในอุตสาหกรรมที่ตัวเองเล่นอยู่ ผ่านการซื้อกิจการพวกเขาเข้ามาอยู่ใต้ตนเองเลย และเรื่องดังกล่าวก็อาจเกิดขึ้นในประเทศไทยก็ได้ เพราะปัจจุบันการใช้งานบริการเรียกรถผ่าน Application นั้นเติบโตเร็วมา จนคู่แข่งดั้งเดิมอย่างแท็กซี่ก็อยู่ลำบาก

อ้างอิง // SMRT in talks to sell taxi business to Grab

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ซีพี อินโดนีเซีย เตรียมซื้อกิจการ 7-ELEVEN มูลค่า 75 ล้านดอลลาร์

Brand Inside - 23 April 2017 - 15:14

ในประเทศไทย 7-ELEVEN (เซเว่น อีเลฟเว่น) บริหารงานโดย CPALL (ซีพีออลล์) บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ของ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ และใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก มีจำนวนสาขาแตะ 1 หมื่นแห่งทั่วประเทศ เป็นรองแค่ญี่ปุ่นเท่านั้น

ภาพจาก Youtube CP ALL Channel เตรียมซื้อกิจการ 7-ELEVEN ในอินโดนีเซีย

ล่าสุด เจริญโภคภัณฑ์ อินโดนีเซีย หรือ ซีพี อินโดนีเซีย เตรียมงบประมาณ 75 ล้านดอลลาร์ (หรือ 1 ล้านล้านรูปี) เพื่อซื้อกิจการ 7-ELEVEN ในอินโดนีเซีย จากบริษัท Modern Sevel Indonesia ซึ่งคาดว่าน่าจะดำเนินการประมาณเดือน มิ.ย. นี้ โดยรอการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นและหน่วยงานกำกับดูแล

สำหรับ Modern Sevel บริหารงาน 7-ELEVEN จำนวน 175 สาขา โดยส่วนใหญ่อยู่ในกรุงจาการ์ตา เท่ากับว่าถ้าดีลที่สำเร็จ ซีพี อินโดนีเซีย จะได้ทั้งหมดมาในครอบครอง

ภาพจาก Youtube CP ALL Channel แข่งขันดุเดือด งานนี้ไม่ง่าย

อย่างไรก็ตาม เกมธุรกิจของซีพี อินโดนีเซีย ก็คงไม่ได้ง่ายเหมือนในประเทศไทย เพราะ 7-ELEVEN รวมถึงร้านสะดวกซื้อข้ามชาติอื่นๆ ในอินโดนีเซีย มีการแข่งขันที่หนักหน่วงโดยเฉพาะจากร้านสะดวกซื้อในอินโดนีเซียที่ครองส่วนแบ่ง TOP2 อยู่ คือ Alfamart และ Indomaret ซึ่งมีสาขารวมกว่า 14,000 แห่งทั่วประเทศ

ในปี 2015 อินโดนีเซีย มีการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านค้าขนาดเล็ก ซึ่งรวมถึง 7-ELEVEN ด้วย ส่งผลให้ Modern Sevel ที่เป็นผู้บริหารงานต้องปิดสาขาไป 25 แห่งเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา

Modern International บริษัทแม่ของ Modern Sevel ระบุว่า ส่วนหนึ่งของการตัดสินใจขายธุรกิจ 7-ELEVEN เพราะขาดทุนจากการแข่งขัน และการจะพัฒนาธุรกิจให้สามารถแข่งขันได้ต้องใช้เงินทุนมหาศาลมาก

ภาพจาก Youtube CP ALL Channel สรุป

ซีพี อินโดนีเซีย เป็นผู้ผลิตเนื้อสัตว์ปีกที่ใหญ่ที่สุด ปี 2016 มีรายได้ 2.9 พันล้านดอลลาร์ (38.25 ล้านล้านรูปี) และได้เริ่มขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดเครื่องดื่ม ซึ่งคาดกันว่าการซื้อกิจการ 7-ELEVEN จะช่วยเพิ่มช่องทางจำหน่ายได้อย่างมหาศาล รอดูอีก 2-3 เดือนว่าดีลนี้จะสำเร็จหรือไม่

source: asia.nikkei

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Tencent คาดหวังให้ร้านค้าทุกแห่งในจีนรองรับ WeChat Pay ภายในสองปี

Brand Inside - 23 April 2017 - 11:30

 

Zhang Ying รองประธานบริษัท Tencent Holdings Ltd. เจ้าของแอพแชท WeChat กล่าวภายในงานสัมมนาที่ฮ่องกงว่า ทางบริษัทคาดหวังให้ระบบ WeChat Pay ระบบจ่ายเงินอิเล็กทรอนิกส์ภายในแอพ WeChat ใช้งานกับร้านค้าทุกแห่งในจีนได้ภายในสองปี

ปัจจุบัน WeChat เป็นแอพแชทซึ่งเป็นที่นิยมมากในประเทศจีน จากรายงานประจำปีของ Tencent เผยว่าปัจจุบันมีผู้ใช้ WeChat แบบ monthly active กว่า 889 ล้านบัญชี และจำนวนผู้ใช้แบบ active กว่า 8.06 พันล้านบัญชี ดังนั้น WeChat Pay ซึ่งเป็นบริการของ WeChat จึงมีฐานผู้ใช้ที่แข็งแกร่งมาก ๆ ในประเทศจีน

การที่ผู้บริหารระดับสูงของ Tencent ออกมาประกาศดังนี้ แสดงว่า WeChat Pay ถูกวางแผนแล้วว่าในอนาคตจะต้องเติบโตอีกมาก ทั้งในด้านฐานผู้ใช้และจำนวนร้านค้า และน่าจะทำให้จำนวนผู้ใช้ระบบจ่ายเงินอิเล็กทรอนิกส์ในจีนสูงขึ้นเช่นกัน

ปัจจุบัน ในจีนมีบริการจ่ายเงินอิเล็กทรอนิกส์ทั้งสองเจ้าใหญ่ ๆ คือ Alipay และ WeChat Pay ซึ่งตอนนี้ทั้งสองบริการก็ได้บุกประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย พร้อมกับพาร์ทเนอร์จำนวนหนึ่ง เพื่อเป็นการรองรับนักท่องเที่ยวจากจีนที่กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นในไทย ซึ่งบริการทั้งสองก็มาจากบริษัทใหญ่ของจีน ซึ่งในอนาคตก็ต้องรอดูกันยาว ๆ ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ

ที่มา – Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages