FinTech เกิดขึ้นมาก แต่ยังไม่สามารถใช้ระบบของเฟดได้เนื่องจากกังวลความเสี่ยงต่อระบบธนาคาร

Brand Inside - 2 hours 45 min ago

ช่วงนี้บริษัทหน้าใหม่ต่างกำลังก้าวเข้ามาในวงการเงิน โดยหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ​ ก็พยายามสนับสนุนด้วยการให้ใบอนุญาตธนาคารกับบริษัทเทคโนโลยีที่ให้บริการทางการเงิน เพื่อเป็นการให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโตและเกิดการจ้างงานมากขึ้น

ภาพจาก Shutterstock

ตอนนี้ทั้ง Office of the Comptroller of the Currency หรือ OCC และ Federal Deposit Insurance Corporation หรือ FDIC กำลังหาช่องทางออกใบอนุญาตคล้ายธนาคารให้บริษัทฟินเทค เพื่อเปิดช่องทางในการขยายผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันได้ในอนาคต

แต่แม้ว่าบริษัทฟินเทคจะได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจการเงิน บริษัทเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบจ่ายเงิน, ระบบการชำระหนี้ หรือเครื่องมือของอื่น ๆ ของเฟดหรือธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้เลย เนื่องจากเจ้าหน้าที่เฟดกังวลว่าบริษัทขนาดเล็กเหล่านี้ว่าจะไม่มีเครื่องมือในการจัดการความเสี่ยงที่ดีพอ หรือการปกป้องลูกค้าในลักษณะเดียวกับธนาคาร

เกร็ด: เฟดหรือ Federal Reserve นั้นมีหน้าที่เป็นธนาคารกลางสหรัฐฯ​ แต่เจ้าหน้าที่ของเฟดนั้นจะเป็นคนที่ส่งเข้ามาจากสถาบันการเงินในหลาย ๆ แห่งจากหลาย ๆ รัฐที่เป็นสมาชิกของเฟด ดังนั้นเฟดจึงไม่ได้ขึ้นกับภาครัฐของสหรัฐฯ​

ปัจจุบัน บริษัทอย่าง PayPal หรือ LendingClub นั้นมีลูกค้านับล้านคนที่ใช้บริการ เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ดึงดูดลูกค้าด้วยค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าธนาคาร โดย OCC และ FDIC ระบุว่าบริษัทเหล่านี้สามารถขยายการให้บริการทางการเงินได้มาก เนื่องจากการใช้โมเดลราคาถูกทำให้บริการทางการเงินเข้าถึงคนระดับที่ไม่ใหญ่พอจะใช้บริการกับธนาคารขนาดใหญ่

แต่ทั้งนี้ บริษัทฟินเทคบางแห่งระบุว่าพวกเขาจะต้องทุ่มทรัพยากรเพื่อการขอและรักษาใบอนุญาต OCC เพื่อให้ประกอบธุรกิจทางการเงินได้ แต่ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะลดลงได้มากถ้าเฟดให้พวกเขาใช้ระบบชำระเงิน ทำให้บริษัทเหล่านี้ไม่ต้องพึ่งธนาคารเป็นตัวกลางในเส้นทางการเงิน ซึ่งค่าใช้จ่ายของการใช้ธนาคารเป็นตัวกลางนี้ถือเป็นหนึ่งในห้าค่าดำเนินการที่สูงมากของบริษัทฟินเทคหลายแห่ง ถ้าลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้จะทำให้บริษัทฟินเทคมีอำนาจในการแข่งขันมากขึ้น

แต่ฝั่งธนาคารเองก็ไม่เห็นด้วย โดยระบุว่าบริษัทฟินเทคควรจะเข้าถึงระบบเฟดได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาสามารถปฏิบัติตามกฎเดียวกับที่ธนาคารปฏิบัติได้ โดย Paul Merski รองประธานบริหารของ Independent Community Bankers of America ระบุว่า “คุณคงไม่อยากให้ใบอนุญาตใหม่ที่หลีกเลี่ยงกฎและข้อกำหนดที่มีอยู่ และเรียกมันว่านวัตกรรม

ปัจจุบัน ผู้มีอำนาจทางกฎหมายของรัฐต่างก็คอยสำรวจบริษัทฟินเทคอยู่เรื่อย ๆ โดยโฟกัสไปที่การปกป้องลูกค้า อย่างเช่นอัตราดอกเบี้ย, ความเป็นส่วนตัว และการปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งบางรัฐกำหนดให้บริษัทเหล่านี้ต้องทำตามกฎหมายป้องกันการฟ้องเงิน, ส่งแผนธุรกิจ หรือเปิดให้มีการตรวจสอบแบบ on-site ด้วย

ภาพ PublicDomainPictures/Pixabay (CC0 Creative Commons)

จากข้อมูลของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ​ ระบุว่า นับตั้งแต่ 2010-2017 มีบริษัทฟินเทคเกิดขึ้นแล้วกว่า 3,300 แห่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่เฟดกังวลว่าผู้เล่นหน้าใหม่เหล่านี้จะชอบการเติบโตมากกว่าการจัดการความเสี่ยงหรือความรู้ด้านการควบคุม

เจ้าหน้าที่เฟดบางคนก็กังวลว่า การปล่อยให้บริษัทฟินเทคเข้าถึงระบบชำระเงินของเฟดได้ง่าย ๆ หมายความว่าถ้าบริษัทฟินเทคล้มละลาย, มีเหตุการณ์ข้อมูลรั่ว ก็จะเกิดเป็นความเสี่ยงไปทั้งระบบ และผลสุดท้ายผู้บริโภคก็จะต้องรับกรรม

ส่วนฝั่งฟินเทคก็โต้ว่า การเติบโตนี้สะท้อนว่าพวกเขาต้องการเข้าถึงบริการของธนาคาร และหมายความว่าพวกเขาพร้อมแล้วในการทำตามกฎหรือเงื่อนไขของภาครัฐหรือเจ้าของระบบ

สรุป

การเติบโตของฟินเทคจะยิ่งทำให้เกิดความต้องการในการใช้ระบบของธนาคารมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งบริษัทฟินเทคก็จะต้องทำให้เฟดมั่นใจให้ได้ด้วยเช่นกันว่า บริษัทจะไม่สร้างความเสี่ยงเชิงระบบให้ระบบธนาคารแบบดั้งเดิม ส่วนเฟดเองก็อาจต้องพิจารณาในการเปิดให้บริษัทเหล่านี้เข้ามาใช้งานระบบของเฟด โดยที่ยังคงรักษาความเชื่อมั่นของระบบธนาคารแบบเดิมไว้ให้ได้

ที่มา – Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

กู้บ้านแบงก์ไหนดี? ต้องเตรียมตัวอย่างไรถึงจะได้เงื่อนไข-ดอกเบี้ยที่คุ้มที่สุด

Brand Inside - 3 hours 29 min ago

อยากซื้อบ้านสักหลังแต่ก็ต้องกู้ธนาคาร แต่แบงก์ก็มีเพียบ เงื่อนไขก็ยิบย่อย พอเปิดเว็บไซด์หาข้อมูลก็ไม่ละเอียดพอ ต้องหาข้อมูลที่ไหนถึงจะได้รายละเอียดจริงๆ Brand Inside รวบรวมมาให้แล้ว

เช็คดอกเบี้ย-เงื่อนไขแบบไม่หมดเม็ดได้ที่เว็บ 1213 ของแบงก์ชาติ

เมื่อต้องการเปรียบเทียบสินเชื่อบ้าน (สินเชื่อที่อยู่อาศัย) สามารถเข้าไปที่เว็บไซด์ ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีข้อมูล รายละเอียดสำคัญของสินเชื่อทุกแบบของทุกธนาคารไว้ที่เดียว ตั้งแต่สินเชื่อซื้อบ้านใหม่ สินเชื่อบ้านมือสอง Refinance หรืออยากเอาบ้านปลอดหนี้ไปขอกู้ โดยในเว็บไซด์จะรวบรวมและเปรียบเทียบเงื่อนไขหลักๆ เช่น

  • อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี
  • สินเชื่อสำหรับบ้านใหม่ และบ้านมือสอง
  • วงเงินสินเชื่อ
  • ต้องวางเงินดาว์นเท่าไร (ดูจากอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน หรือ LTV ratio)
  • ทรัพย์ที่ใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้
  • ระบุเงื่อนไขว่าต้องทำประกัน MRTA (ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ) หรือไม่
  • เงื่อนไข และโปรโมชั่น เช่น การยกเว้นค่าธรรมเนียมต่างๆ สินเชื่อเพื่ออาชีพเฉพาะ ฯลฯ

ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แนะนำว่าการเลือกสินเชื่อบ้านต้องดูเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น

  • ค่าสำรวจและประเมินหลักทรัพย์
  • ค่าจดจำนอง
  • ค่าโอนกรรมสิทธิ์
  • ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย
  • ค่า Refinance หรือการไถ่ถอนจำนองไปใช้บริการที่แบงก์อื่น

นอกจากนี้ยังย้ำว่า ลูกค้าหรือผู้กู้สามารถเลือกได้ว่าจะทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อหรือ MRTA หรือไม่ทำก็ได้ โดยไม่มีผลต่อการอนุมัติสินเชื่อ แต่การเลือกทำประกันจะมีผลต่ออัตราดอกเบี้ย (ส่วนใหญ่ถ้าเลือกทำประกันดอกเบี้ยจะถูกลง)
ส่วนประกันอัคคีภัย ไม่จำเป็นว่าต้องทำประกันกับบริษัทประกันฯ ที่ธนาคารที่ไปกู้เงินเสนอขายเท่านั้น สามารถเลือกซื้อกับบริษัทประกันภัยที่ใดก็ได้

สินเชื่อบ้าน กู้บ้านแบงก์ไหนดี จะกู้บ้านต้องดูอะไรบ้าง

สรุป

สุดท้ายแล้วการขอสินเชื่อ สำคัญที่สุดคือ ขอกู้แล้วแบงก์อนุมัติ ดังนั้นเรื่องคนที่อยากขอสินเชื่อต้องเตรียมเรื่องการเงินตัวเองให้พร้อมด้วย เช่น ไม่เป็นหนี้เสีย มีรายได้ที่ชัดเจน ถ้าพฤติกรรมการใช้จ่ายดี ไม่เคยเบี้ยวจ่ายหนี้แบงก์ยิ่งมีโอกาสกู้ผ่าน สิ่งที่ต้องระวังคือสินเชื่อเงินทอน หรือกรณีที่แบงก์ให้เงินกู้เกินราคาบ้าน แบงก์คิดดอกเบี้ยทุกบาทถ้าจ่ายไม่ทัน บ้านก็ถูกยึดอยู่ดี

ที่มา 1213

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ไทยอาจเป็น 1 ในที่ประชุม “ทรัมป์-คิม” รอบที่ 2 ขณะเวียดนามประกาศตัวพร้อมเช่นกัน

Brand Inside - 20 January 2019 - 23:50

ไทยอาจเป็น 1 ใน 2 ประเทศที่ใช้ในการประชุมเจรจาสันติภาพระหว่าง 2 ผู้นำ คือ โดนัลด์ ทรัมป์ และ คิม จอง อึน แต่เวียดนามก็อาจกลายเป็นอีกประเทศที่มีความเป็นไปได้เช่นกัน

โดนัลด์ ทรัมป์ และ คิม จอง อึน ในการประชุมที่ประเทศสิงคโปร์ – ภาพจาก Facebook ของทำเนียบขาว

หลัง คิม ยองชอล เจ้าหน้าที่ระดับสูงและเป็นตัวแทนของเกาหลีเหนือได้เข้าพบประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา ในเรื่องประเด็นต่างๆ ระหว่างสหรัฐอเมริกาและเกาหลีเหนือ ทำให้คาดว่าการประชุมของผู้นำทั้ง 2 อาจจัดขึ้นในเร็วๆ นี้ สำนักข่าวต่างประเทศหลายๆ แห่งคาดว่าน่าจะเป็นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์

ประเทศที่คาดว่าจะมีการประชุมผู้นำทั้ง 2 ในประเทศ

  1. ประเทศไทย โดยประเทศไทยมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับเกาหลีเหนือ คาดว่าถ้าหากมีการจัดประชุมที่ประเทศไทย สถานที่คาดว่าจะเป็นไปได้คือ หัวหิน ภูเก็ต พัทยา รวมไปถึงในกรุงเทพมหานคร
  2. ประเทศเวียดนาม คาดว่าประเทศเวียดนามก็อาจเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีความเป็นไปได้ เนื่องจากมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับเกาหลีเหนือ เช่นเดียวกับไทย นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีของเวียดนามได้ประกาศว่าพร้อมที่จะจัดการประชุมต้อนรับ 2 ผู้นำด้วย คาดว่าเมืองที่ใช้ต้อนรับคือ ดานัง หรือไม่ก็ ฮานอย นอกจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีเหนือก็ได้เคยมาเยือนเวียดนามเมื่อช่วงเดือนพฤษจิกายนปีที่ผ่านมา

อัพเดตล่าสุด: อย่างไรก็ดีสำนักข่าว Bloomberg อ้างอิงรายงานจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ได้กล่าวว่าการประชุมของ 2 ผู้นำอาจจัดขึ้นที่ประเทศเวียดนาม

ที่มาThe Strait Times, Fortune

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

สินทรัพย์ทางเลือกใหม่? นักวิจัยรัสเซียเผย สะสม “เลโก้” ก็ให้ผลตอบแทนไม่แพ้หุ้น หรือทองคำ

Brand Inside - 20 January 2019 - 18:13

นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะหาสินทรัพย์ที่ไม่มีความผันผวนที่ไม่สอดคล้องซึ่งกันและกัน เพื่อที่จะปกป้องพอร์ตการลงทุน แต่วิจัยล่าสุดจากนักวิจัยชาวรัสเซีย เลโก้ก็ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าเช่นกัน

ภาพจาก Unsplash

Victoria Dobrynskaya ผู้ช่วยศาสตรจารย์เศรษฐศาสตร์ และ Julia Kishilova ซึ่งเป็นนักศึกษาจาก Higher School of Economics ประเทศรัสเซีย ได้เผยผลการวิจัยว่าการสะสมคอลเลคชั่นของ “เลโก้” ก็ให้ผลตอบแทนที่ดีไม่น้อยกว่าการซื้อหุ้นด้วยซ้ำ

จุดเริ่มต้นสำหรับบทวิจัยของเธอ เริ่มมาจากที่ลูกขายของเธอชอบที่จะต่อเลโก้อย่างมาก นอกจากนี้ยังพูดคุยกับเพื่อนๆ ถึงราคาซื้อขายของเล่น ซึ่งรวมไปถึงเลโก้ด้วย ทำให้เธอเริ่มสนใจที่จะทำบทวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้

โดยผลการวิจัยได้เก็บข้อมูลคอลเลคชั่นของเลโก้กว่า 3,200 ชุด ในช่วงปี 1987-2015 และนำมาเทียบกับราคาของหุ้น ตราสารหนี้ หรือราคาทองคำ ในช่วงเดียวกัน โดยบทวิจัยยกตัวอย่างเลโก้ชุด Star Wars Dath Revan ที่มีราคาขายปลีกเพียงแค่ 3.99 เหรียญสหรัฐ ปัจจุบันชุดเลโก้ชุดนี้ที่วางขายใน eBay มีราคาสูงถึง 28.46 เหรียญสหรัฐ ให้ผลตอบแทนมากถึง 613% (เฉลี่ยรวมๆ แล้วเลโก้ให้ผลตอบแทนประมาณ 8% ต่อปี)

ยิ่งถ้าหากเป็นคอลเลคชั่นของ Hogwarts School จากภาพยนตร์ Harry Potter หรือคอลเลคชั่นยาน Death Star จากภาพยนตร์ Star Wars แล้ว ราคาก็จะยิ่งพุ่งสูงขึ้นไปอีก ปัจจุบันทั้งสองคอลเลคชั่นที่ขายใน eBay มีราคาที่แพงมาก 

นอกจากนี้ความผันผวนของราคาคอลเลคชั่นเลโก้นั้นไม่ไปทิศทางเดียวกันกับราคาหุ้น ราคาตราสารหนี้ หรือแม้แต่ราคาทองคำ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนพยายามหาสินทรัพย์ที่มีความผันผวนหรือความเคลื่อนไหวของราคาตรงข้ามกับสินทรัพย์หลักที่ลงทุน เพื่อที่จะป้องกันความผันผวนของพอร์ตการลงทุน

อย่างไรก็ดียังมีบางคอลเลคชั่นที่ราคาตกลงเรื่อยๆ เช่น ชุดของ Simpsons ที่ราคาตกเฉลี่ยประมาณ 3.5% ยิ่งถ้าหากคอลเลคชั่นใหม่ออกมาเรื่อยๆ ยิ่งทำให้ราคาของคอลเลคชั่นเก่าๆ ลดลง แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่ทุกคอลเลคชั่นของเลโก้ที่จะสามารถสร้างกำไรให้กับผู้ที่ซื้อมาเก็งกำไรขาย

ปัจจุบันสินทรัพย์ทางเลือกสำหรับการลงทุนที่เราๆ รู้จักกันไม่ว่าจะเป็น พระเครื่อง ไวน์ วิสกี้ ไม่เว้นแต่กระเป๋าแบรนด์เนมชื่อดัง ซึ่งสิ่งของเหล่านี้มักมีราคาสวนทางกับตลาดหุ้น ฯลฯ เสมอๆ แน่นอนว่าสิ่งของเหล่านี้ย่อมมีนักสะสมรวมไปถึงผู้ที่เก็งกำไรในสินทรัพย์เหล่านี้อยู่แล้ว

ที่มาต้นฉบับบทวิจัย, Bloomberg, The Guardian

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Ducati เตรียมขึ้นไลน์ผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า รับกระแสโลกยานยนต์ที่เปลี่ยนไป

Brand Inside - 20 January 2019 - 15:54

รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นอนาคตของผู้ผลิตรถยนต์หลายราย แต่ไม่ใช่แค่นั้น เพราะการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าก็คืออนาคตของผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ หรือมอเตอร์ไซค์ด้วย จึงไม่แปลกที่ Ducati เตรียมขึ้นไลน์ผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเร็วๆ นี้

Ducatiรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นต้นแบบที่ Ducati ร่วมกับโรงเรียนโพลีเทคนิคที่มิลานเพื่อออกแบบ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า และอนาคตใหม่ของอุตสาหกรรมนี้

เมื่อการลงทุนหลังจากนี้ของค่ายผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่ไปในทิศทางรถยนต์ไฟฟ้า, รถยนต์ไร้คนขับ และบริการดิจิทัลอื่นๆ ก็ไม่แปลกที่กระแสดดังกล่าวจะไหลมายังฝั่งรถจักรยานยนต์ หรือมอเตอร์ไซค์ด้วย เพราะเมื่อระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าแพร่หลาย โอกาสที่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจะได้รับความนิยมมากขึ้นก็มีสูง

และนี่คือเหตุผลที่ Claudio Domenicali ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Ducati ออกมายืนยันด้วยตัวเองว่า “การขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าคืออนาคต และอีกไม่นานเราจะเริ่มต้นผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอย่างจริงจังแล้ว” ถือเป็นการปรับตัวอย่างชัดเจนของผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์รายนี้ เพราะในอดีตทางค่ายก็ยังไม่เปิดเผยกลยุทธ์นี้ออกมา

Ducatiรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นต้นแบบที่ Ducati ร่วมกับโรงเรียนโพลีเทคนิคที่มิลานเพื่อออกแบบ

สำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้านั้น Ducati ได้ร่วมมือกับโรงเรียนโพลีเทคนิคในเมืองมิลาน เพื่อออกแบบ และผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นต้นแบบออกมา ซึ่งสุดท้ายแล้วผลลัพธ์มันคือรุ่น Ducati Zero Supermotard รวมถึงช่วงก่อนหน้านี้ไม่นาน Ducati ก็ซุ่มออกแบบรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอีกรุ่นไว้ด้วย

อย่างไรก็ตามแผนการทำตลาดมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของ Ducati นั้นออกมาช้ากว่าทาง Harley-Davidson เล็กน้อย แต่ก็ถือเป็นการออกตัวที่ดีของค่ายผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ที่พยายามเดินหน้าไปในฝั่งพลังงานสะอาด และตอบโจทย์ผู้บริโภคในอนาคต

สรุป

ส่วนตัวเชื่อว่ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้า หรือมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้านั้นมีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมสูงแน่ เพราะการใช้งานมันไม่ได้จำเป็นต้องวิ่งไกลๆ ตลอดเวลา ทำให้การหาเติมไฟฟ้าเข้าไปนั้นทำได้ง่าย จึงเหลือแค่ปัญหาเรื่องแบตเตอรี่ที่จะทำอย่างไรให้มันวิ่งได้ไกลอย่างที่มันควรจะเป็น กับขนาดที่เหมาะสมกับตัวรถเท่านั้น

อ้างอิง // Jalopnik, Elecktrek ภาพ SPD

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

อาถรรพ์ 7 ปีไม่ได้มีแค่ความรัก เพราะ Girl Group ฝั่ง K-Pop ก็เจอปัญหานี้จนเลิกไปหลายวง

Brand Inside - 20 January 2019 - 14:37

อาถรรพ์เลข 7 นั้นเกิดขึ้นกับหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความรัก หรือการงาน แต่ที่น่าสนใจคือวง Girl Group ฝั่ง K-Pop ที่ส่วนใหญ่มักจะยุบวงเมื่อครบรอบ 7 ปี แล้วเหตุผลมันคืออะไรล่ะ Brand Inside จะเล่าให้ฟัง

Wonder Girlsวง Wonder Girls // ภาพโดย AIKEN [CC BY-SA 2.0 kr (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/2.0/kr/deed.en)], via Wikimedia Commons จะ Wonder Girls หรือ Girls’ Generation ก็ไม่พ้น

ปฎิเสธไม่ได้ว่าช่วงปี 2000 (พ.ศ.2543-2552) กระแส K-Pop นั้นโด่งดังไปทั่วโลก พร้อมแจ้งเกิดวง Boy Band และ Girl Group ให้เราๆ รู้จักกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Wonder Girls, Girls’ Generation, Super Junior และ TVXQ แต่สุดท้ายแล้วปัจจุบันก็เหลือฝั่ง Boy Band เท่านั้นที่ยังพอออกผลงานกันเป็นวงอยู่บ้าง

นั่นก็เพราะ K-Pop ฝั่ง Girl Group นั้นเลิกการทำเพลงด้วยกันไปเกือบทั้งหมด ทั้ง 2NE1, 4Minute และ Sistar ที่เลิกไปหลังผ่านช่วงเวลา 7 ปีมาไม่นาน และถ้าเอาแบบ 7 ปีเป๊ะๆ ก็ต้อง Wonder Girl กับ Girl Generation ที่มีสมาชิกบางคนประกาศลาออกจากวง

Girls' Generationวง Girls’ Generation // ภาพโดย LGEPR(a flickr account of LG electronics) [CC BY 2.0 (https://creativecommons.org/licenses/by/2.0)], via Wikimedia Commonsและล่าสุดวง Girl’s Day ที่แม้จะผ่านพ้นอาถรรพ์เลข 7 ไปได้ ผ่านการรวมวงกันนานถึง 9 ปี แต่สุดท้ายแล้วสมาชิกคนหนึ่งของวงที่ชื่อว่า Park So-jin ได้ประกาศลาออกจากวง ยิ่งเมื่อนับรวมวง Girl Group เกาหลีที่เลิกวงไปก็จะพบว่า อายุของแต่ละวงจะอยู่ระหว่าง 5-7 ปีเท่านั้น

ยิ่งใหม่ ยิ่งสด ยิ่งโด่งดังได้มากกว่ารุ่นเก่า

สำหรับเหตุผลที่ทำให้วง Girl Group เกาหลีนั้นเลิกวงในระยะเวลาดังกล่าว ก็เพราะ “The Younger The Better” หรือยิ่งอายุน้อย ก็ยิ่งดี โดยถ้ามองช่วงเวลาที่วงดังๆ เปิดตัวนั้น อายุเฉลี่ยของสมาชิกก็อยู่ต่ำกว่า 20 ปีทั้งนั้น บางวงน้อยถึง 14 ปีก็มี ทำให้การเร่งปั้นวงใหม่ขึ้นมามันก็จำเป็นมากขึ้น

Lee Taek-gwang ศาสตราจารย์ด้านการสื่อสารของมหาวิทยาลัย Kyung Hee เล่าให้ฟังว่า พวกเธอโด่งดังเนื่องจากความเด็ก, น่ารัก และดูไร้เดียงสา แต่เมื่อพวกเธอโตขึ้น ภาพลักษณ์ดังกล่าวมันก็ยากที่จะรักษาไว้ จึงไม่แปลกที่มันจะมี Girl Group วงใหม่ขึ้นมาแทนที่

อย่างไรก็ตามตัวอายุของวง Boy Band ก็อยู่ที่ต่ำกว่า 20 ปีเช่นกัน บางวงมีสมาชิกที่อายุเพียงสิบขวบนิดๆ เท่านั้น แต่ด้วย Boy Band ของ K-Pop นั้นเน้นเรื่องความแข็งแรง และไม่ได้น่ารักอะไรขนาดนั้น ทำให้เรื่องอายุที่โตขึ้นไม่ได้กระทบต่อภาพลักษณ์ของวงเยอะเทียบเท่ากับ Girl Group

หาลู่ทางเติบโตไปอีกขั้นคือความหวังใหม่

ขณะเดียวกันถึงวง Girl Group จะมีแฟนเพลงจำนวนมาก และให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ต้องยอมรับว่ายังค่อนข้างห่างไกลกับวง Boy Band ด้วยเหตุว่าแฟนเพลง K-Pop ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ก็ไม่แปลกที่วงผู้ชายจะได้เปรียบกว่า สังเกตจากถึงวง Boy Band ต้องติดภารกิจทางทหาร แต่ฐานแฟนเพลงก็ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ค่ายเพลงที่ต้องการปั้นวง Girl Group จึงต้องเซ็นสัญญาศิลปินที่มีความสามารถหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นร้องเพลง, เขียนเพลง, เต้น หรือการแสดง เพราะพวกเขาสามารถต่อยอดในอาชีพศิลปินไปได้มากกว่าแค่เป็นวง Girl Group และทางค่ายก็สร้างรายได้จากศิลปินคนนั้นได้ยั่งยืนกว่าเดิมด้วย

เช่นกรณีของ Hyeri กับ Suzy ของวง Girl’s Day และ Miss A ตามลำดับก็ไปเดินหน้าผลงานการแสดงเต็มตัว ส่วน Sunmi อดีตสมาชิกวง Wonder Girls ก็ไปเป็นศิลปินเดี่ยวเต็มตัว ดังนั้นเมื่อความเด็ก และไร้เดียงสาคือจุดขายของ Girl Group ก็ไม่แปลกที่เมื่อเติบโตขึ้น พวกเธอก็ต้องหาลู่ทางใหม่ๆ เพื่อให้อาชีพในสายบันเทิงนั่นยั่งยืน

สรุป

7 ปีถือเป็นเวลาที่นาน และถ้าอยู่ในแบบเดิมๆ ไม่ได้ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเปลี่ยน เช่นเดียวกับ Girl Group ที่ต้องดูสดใหม่ และน่ารักตลอดเวลา เลย 7 ปีไปแล้วจะให้มาน่ารักต่อก็คงไม่ใช่เรื่อง ดังนั้นน่าจะถูกต้องแล้วที่ทางค่ายเพลงเลือกเดินกลยุทธ์นี้ เพื่อทำให้ตัวศิลปิน และทางค่ายเติบโตไปด้วยกันในอนาคต

อ้างอิง // Korea Herald

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

BBL งบปี 2018 กำไรโต 7% สินเชื่อเติบโต รายได้จากค่าธรรมเนียมไม่ลดลง!

Brand Inside - 19 January 2019 - 18:52

ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ได้รายงานงบการเงินของปี 2561 สินเชื่อของธนาคารยังเติบโตได้ดี ส่วนค่าธรรมเนียมของธนาคารไม่ลดลง แต่ยังเติบโตด้วยซ้ำ

ภาพจาก Shutterstock

BBL ได้รายงานงบประจำปี 2018 ด้วยกำไรสุทธิ 35,330 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วอยู่ที่ 7% รายได้รวมของธนาคารในปีนี้อยู่ที่ 121,401 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 7.9%

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิปี 2018 อยู่ที่ 71,376 ล้านบาท เติบโต 7.1% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เนื่องจากปริมาณสินเชื่อที่เติบโตขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อรายใหญ่ สินเชื่อบุคคล สินเชื่อกิจการต่างประเทศ รวมไปถึงอัตราผลตอบแทนเงินให้สินเชื่อที่เพิ่มขึ้น

รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยสุทธิ 50,025 ล้านบาท เติบโต 9.1% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว สาเหตุเนื่องมาจาก ผลกำไรสุทธิจากธุรกรรมเพื่อค้าและปริวัติเงินตราต่างประเทศ กำไรจากเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตเล็กน้อย แม้ว่าจะมีการยกเลิกค่าธรรมเนียมทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลก็ตาม

ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของธนาคารในปี 2018 อยู่ที่ 55,165 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.7% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่คือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น การรองรับการเปลี่ยนแปลงทางนวัตกรรม การพัฒนาระบบงาน การปรับปรุงประสิทธิภาพงาน

ผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (NIM) ของธนาคารอยู่ที่ 2.4% เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ส่วนทางด้าน NPL ของธนาคารลดลงมาอยู่ที่ 3.4% ซึ่งดีกว่าปีที่แล้ว

ที่มาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์: หลายเรื่องที่ต้องรู้สำหรับคนทำคอนเทนต์ในปี 2019

Brand Inside - 19 January 2019 - 14:43

คนทำคอนเทนต์ในยุคนี้ย่อมรู้แน่ว่า ลำพังการผลิตเนื้อหาไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะอุปสรรคแห่งยุคสมัยอย่าง “แพลตฟอร์ม” ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ หลีกหนีไม่ได้-ไม่พ้น ดังคำกล่าวที่ว่า “disrupt or die”

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นคนทำคอนเทนต์ในยุคไหน การผลิตคอนเทนต์ที่ดี ยังเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะมันคือหัวใจ และเอาเข้าจริงแล้ว อย่างน้อยที่สุดการผลิตคอนเทนต์ที่ดีมีองค์ประกอบอยู่ 2 อย่างคือ “เรื่องดี + เล่าดี”

  • โจทย์สำคัญของคนทำคอนเทนต์ในยุคนี้ จึงไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากหนึ่ง-ทำความเข้าใจอุปสรรคแห่งยุคสมัย และสอง-ทำคอนเทนต์ที่ดีเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหารสำนักข่าว THE STANDARDเคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหารสำนักข่าว THE STANDARD

บทความนี้ถอดความ (และตีความ+เสริมข้อมูลบางส่วนโดยผู้เขียนบทความ) จากงาน CREATIVE TALK CONFERENCE 2019 ซึ่งเคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหารสำนักข่าว THE STANDARD ขึ้นพูดในหัวข้อ Future of Content Creation

ทำคอนเทนต์ยุคนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่าแพลตฟอร์ม disrupt อย่างไรบ้าง?

ยุคนี้คือยุคแห่งแพลตฟอร์ม บริษัทหน้าใหม่ทั้งหลายบนโลกที่เกิดขึ้นมาเพื่อ disrupt ธุรกิจแบบเดิมและเติบใหญ่จนมีมูลค่ากิจการสูงระดับโลก ล้วนมาจากการมีพื้นฐานของธุรกิจที่มีเทคโนโลยีแพลตฟอร์มแทบทั้งสิ้น เป็นต้นว่า Uber และ Airbnb

สำหรับในโลกของธุรกิจคอนเทนต์ หรือพูดให้เฉพาะเจาะจงกว่านั้นคือ “วงการสื่อสารมวลชน” ในโลกยุคปัจจุบัน ผู้ที่ทำหน้าที่คัดกรอง (filter) เนื้อหาไปยังผู้บริโภคส่วนใหญ่ ไม่ใช่บรรณาธิการหรือหัวหน้าข่าวอีกต่อไป หากแต่คือ “อัลกอริธึ่ม” กรณีนี้ให้ดูแพลตฟอร์มออนไลน์ยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook เป็นตัวอย่าง

ดังนั้น คนทำคอนเทนต์ในยุคนี้ จึงไม่สามารถที่จะสนใจหรือใส่ใจเพียงตัวของคอนเทนต์เท่านั้น แต่จำเป็นต้องติดตาม ทำความเข้าใจ และพร้อมที่จะปรับตัวไปตามแพลตฟอร์มเพื่อความอยู่รอด

…disrupt or die… เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหารสำนักข่าว THE STANDARDเคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหารสำนักข่าว THE STANDARD คอนเทนต์ที่ดีคือ “เรื่องดี+เล่าดี” | สูตรนี้อีกร้อยปีก็ไม่เปลี่ยน

แพลตฟอร์มคือสิ่งที่ต้องตาม-ต้องเล่นให้ทัน เพราะมันคือเกมของยุคสมัย

ถ้าถามว่าหัวใจของคอนเทนต์ “ที่ดี” คืออะไร? ถึงที่สุดแล้ว มีเพียง 2 สิ่งที่เป็นสูตรอมตะตลอดกาล เพราะนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หรือจะนับต่อไปจากนี้อีกร้อยปี-สิ่งนี้ก็ไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือ คอนเทนต์ที่ดีมาจาก เรื่องเล่าที่ดี บวกกับ การเล่าเรื่องที่ดี

  • เรื่องดี คืออะไร?

เรื่องราว/เรื่องเล่าที่ดี คือเรื่องที่มีประโยชน์และน่าสนใจ ประเด็นของเนื้อเรื่องต้องดี มีแง่มุมให้ขบคิด แตกต่าง ลุ่มลึก และต้องไม่ซ้ำ ไม่จำเจ ไม่เหมือนใคร เรื่องต้องแหลมคมแต่ต้องมีจุดที่ดึงดูดความสนใจ นี่คือเรื่องที่ดี

  • เล่าดี คืออะไร?

เมื่อได้เรื่องดีแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการเล่าเรื่องที่ดี ถ้าพูดกันให้ถึงที่สุดแล้ว ในยุคนี้การแข่งขันของวงการสื่อหรือคนทำคอนเทนต์ที่บอกกันว่าดุเดือด ประเด็นที่แท้จริงแล้วมันอยู่ตรงการ “เล่าดี” ไม่ใช่ “เรื่องดี” เพราะสิ่งที่เรียกว่า “เรื่องดี” ทุกคนก็หาได้ไม่ต่างกัน ดังนั้น จุดต่างคือการเล่าเรื่องต่างหาก

การเล่าเรื่องที่ดีในยุคสมัยนี้ หนีไม่พ้นการทำความเข้าใจแพลตฟอร์ม คนทำคอนเทนต์ต้องทำความเข้าใจความแตกต่างของแพลตฟอร์ม อย่านำเอาคอนเทนต์แบบเดียวกันไปลงในทุกแพลตฟอร์ม เพราะมันคือหายนะ คนทำตอนเทนต์ต้องเข้าใจก่อนว่า แพลตฟอร์มแต่ละอย่างแตกต่างกันอย่างไร

  • Facebook: โลกเสมือนจริง (vitual community) คนใช้งานส่วนใหญ่ต้องการบอกโลกว่า เขาเป็นใคร คอนเทนต์ที่เล่าไปแล้วจะโดนใจ จึงต้องเป็นคอนเทนต์ที่เน้นการตอบสนองตัวตนของผู้ใช้งาน
  • Twitter: พื้นที่ที่ไวที่สุดในการตามกระแส ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลก จะเกิดขึ้นบน Twitter พร้อมกัน แพลตฟอร์มนี้ไวที่สุด เพราะพื้นฐานของมันคือ Now Trending คนทำคอนเทนต์ต้องเข้าใจว่า คนที่ใช้ Twitter ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของโลก เพราะฉะนั้นคอนเทนต์ต้องตอบโจทย์นี้ (จะเห็นได้ว่า จุดนี้ต่างกับ Facebook อย่างมาก เพราะ Twitter ไม่เน้นบ่งบอกถึงตัวตนของผู้ใช้งาน มากเท่ากับความต้องการรับรู้ข่าวสารในโลกกว้าง)
  • Instagram: คือนิตยสารไลฟ์สไตล์ โดยพื้นฐานแล้ว Instagram บอกเล่าความเป็นตัวตนคล้ายกับ Facebook แต่จุดขายและจุดเด่นของแพลตฟอร์มนี้คือรูปภาพ ไม่ใช่ตัวอักษร ดังนั้นคนทำคอนเทนต์ถ้าเข้าใจจุดนี้ได้ ใช้งานเป็น ก็ชนะบนแพลตฟอร์มได้
  • YouTube: สำหรับประเทศไทย แพลตฟอร์มอย่าง YouTube คือโทรทัศน์กระแสหลักในโลกยุคใหม่ อาจเปรียบได้เป็นช่อง 3 หรือ ช่อง 7 ในสื่อโทรทัศน์ยุคดั้งเดิม คนทำคอนเทนต์จึงต้องมองให้ออกว่า จะเล่าเรื่องอย่างไรให้โดนใจ
  • LINE TODAY: ในปัจจุบันคือสื่อกระแสหลักในโลกออนไลน์ไปแล้ว เพราะรวบรวมข้อมูลข่าวสารจากหลากหลายสำนัก และสร้างความเป็น mass media ได้ ถ้าจะเรียกง่ายๆ LINE TODAY ในวันนี้ ก็คือไทยรัฐ (หนังสือพิมพ์ในยุคก่อน) ในรูปแบบออนไลน์ แต่กว้างด้วยเนื้อหากว่ามาก
เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหารสำนักข่าว THE STANDARDเคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหารสำนักข่าว THE STANDARD

เมื่อรู้แล้วว่าเรื่องดี+เล่าดี คืออะไร คำถามถัดไป แล้วจะรวมสองสิ่งเข้าด้วยกันได้อย่างไร หรือถ้าถามอีกอย่างคือ ทางออกของการทำคอนเทนต์ในปี 2019 (และหลังจากนี้) คืออะไร?

  • คอนเทนต์ที่ดี คือคอนเทนต์ที่ทำให้คนรักและแชร์ (love & share)

การจะทำให้คนรักและแชร์คอนเทนต์มาจากการที่คอนเทนต์ต้องมีประโยชน์และน่าสนใจ ส่วนการจะทำให้คอนเทนต์มีประโยชน์และน่าสนใจอย่างไร ต้องเกิดจากการทำความเข้าใจ 3 สิ่งดังต่อไปนี้ ได้แก่

  1. เข้าใจตัวเอง: คนทำคอนเทนต์ต้องเริ่มต้นจากความเข้าใจตนเองก่อน ต้องรู้ว่าความถนัดและความพิเศษที่ไม่เหมือนใครของเราคืออะไร หลังจากนั้นเอาสิ่งที่เรามีมาเสริมเติมแต่งให้น่าดึงดูด (นี่คือการเล่าดี) และถ้าพูดแบบติดตลกก็คือ เราต้องทาลิปสติกให้เนื้อหา ต้องปากแดง ต้องน่าดึงดูด หรือจะเรียกว่าเป็นการใส่ Six-Pack ลงไปในเนื้อหาก็ได้
  2. เข้าใจผู้ฟัง/ผู้อ่าน: คำว่าเข้าใจในที่นี้ไม่ใช่ความเข้าใจแบบเก่า ที่รู้จักผู้ฟัง/ผู้อ่านในเชิงประชากรศาสตร์ เช่น เพศ อายุ ภูมิลำเนาเท่านั้น แต่การเข้าใจผู้ฟัง/ผู้อ่านในที่นี้คือการเข้าใจแบบเฉพาะเจาะจง (customize) รู้จักพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบันให้มากที่สุด และแน่นอนการใช้เทคโนโลยีเพื่อเก็บข้อมูลถือเป็นสิ่งที่คนทำคอนเทนต์ต้องให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะมันเป็นวิทยาศาสตร์มากที่สุด
  3. เข้าใจโลก: เข้าใจบริบทของโลก ซึ่งแน่นอนว่าในแวดวงคนทำคอนเทนต์ยุคนี้ หนีไม่พ้นการเข้าใจแพลตฟอร์มและอัลกอริธึ่มให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
“ทำคอนเทนต์ให้เหมือนแมวใน Wikipedia” เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหารสำนักข่าว THE STANDARDเคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหารสำนักข่าว THE STANDARD

แม้ว่าจะมีสูตร-มีวิธีการในการทำคอนเทนต์อย่างไรให้โดนใจ แต่เคน-นครินทร์สรุปใจความสำคัญของการทำคอนเทนต์ที่ดีในยุคนี้ (หรือยุคไหนๆ) ไว้ว่า ต้องทำคอนเทนต์ให้เหมือนแมวใน Wikipedia 

  • คำถามคือทำไมต้องแมวใน Wikipedia

คำตอบก็คือ เพราะใครๆ ก็ชอบแมว นี่คือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ แมวเป็นจุดดึงดูดความสนใจบนโลกออนไลน์ได้เสมอ ส่วน Wikipedia คือพื้นที่ของประโยชน์ ใครที่ต้องการความรู้ต้องเข้ามาหาจาก Wikipedia ทั้งนั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น 2 สิ่งนี้ก็มีจุดอ่อนและจุดแข็ง  แมวอย่างเดียวคือการดึงดูดความสนใจ-ประโยชน์น้อย ในขณะที่ Wikipedia คือประโยชน์อย่างเดียว-ความน่าสนใจน้อย

  • ดังนั้นพูดง่ายๆ ก็คือ ต้องนำ 2 อย่างนี้มารวมกัน แล้วดึงเอาจุดแข็งออกมา หัวใจของแมวใน Wikipedia ก็คือ การทำคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ให้น่าสนใจ
เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหารสำนักข่าว THE STANDARDเคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหารสำนักข่าว THE STANDARD กรณีศึกษาการทำคอนเทนต์ในยุค 2019

ในเวทีที่เคน-นครินทร์ขึ้นพูด หัวข้อคือ Future of Content Creation (อนาคตของคนทำคอนเทนต์) เขาจึงพยายามยกกรณีศึกษาจากสื่อที่ก้าวหน้ามาเป็นตัวอย่างเพื่อทำให้เห็นว่าโลกของการทำคอนเทนต์ในระดับโลกกำลังเดินไปในทิศทางใด

เขายกกรณีของ The Washington Post ที่ตั้งแผนก WP BrandStudio ขึ้นมาใหม่ เพื่อเอาไว้รองรับงานลูกค้าโดยเฉพาะ หน้าที่หลักๆ ของหน่วยงานนี้คือการผสมผสานระหว่างเป้าหมายของแบรนด์ (Brand Goals) ที่เป็นลูกค้ามาลงโฆษณากับการผลิตเนื้อหาที่ดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน/ผู้ฟัง (Reader Interest) เพื่อในท้ายที่สุดทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Engaging Storytelling ใครที่สนใจลองเข้าไปดูได้ WP BrandStudio

นอกจากนั้น อีกกรณีหนึ่งคือ The New York Times ที่ทำ Digitally native mix of journalistic forms หรือการนำเอาเทคโนโลยีที่น่าสนใจมานำเสนอข่าว เช่น AR หรือ VR เพื่อทำให้เกิดการ “เล่าดี” ตามยุคสมัย

เขาบอกด้วยว่า ในอนาคตจะไม่มีอีกแล้วคำว่า “สื่อเก่า” หรือ “สื่อใหม่” เพราะในวงการคอนเทนต์จะเกิดการเชื่อมอย่างไร้รอยต่อ (seamless) ตัวอย่างที่ชัดที่สุดให้ดู Netflix ที่ทำแคมเปญอย่างหนักทั้งออนไลน์และออฟไลน์ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2019 ที่ผ่านมา โดยจะเห็นได้ว่า Netflix ลุยทุกแพลตฟอร์ม ทั้งป้ายบิลบอร์ด โฆษณาบนหนังสือพิมพ์ และโซเชี่ยลมีเดีย

  • อย่างไรก็ตาม เคน-นครินทร์ ได้ทิ้งท้ายและยกคำพูดของอับราฮัม ลินคอล์น และปีเตอร์ เอฟ. ดรักเกอร์ ที่พูดไว้ว่า “ทางที่ดีที่สุดในการทำนายอนาคต คือการสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง”

ใช่, ไม่ว่าจะเก่งกาจแค่ไหน ก็ไม่มีใครรู้อนาคต เพราะอนาคตคือสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เพราะฉะนั้นในด้านหนึ่ง สิ่งที่ดีที่สุดในการรู้หรือทำนายอนาคตคือการเข้าใจปัจจุบัน แล้วทำมันออกมาให้โลกเห็น

… และถ้ามัน “ได้ผล” ขึ้นมา สิ่งนั้นนั่นเอง ก็จะกลายเป็นอนาคตไปอย่างไม่ต้องสงสัย

ขอให้คนทำคอนเทนต์สนุกกับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในปี 2019 😎

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

บล.กสิกรไทย ชี้ 13 หุ้นน่าลงทุน หวังไตรมาส 1/2019 ดัชนี SET แตะ 1,650 จุด

Brand Inside - 19 January 2019 - 06:00

เจ็บกันมาเยอะกับหุ้นไทยปีที่ผ่านมา ขึ้นปีใหม่หลายคนก็หวังว่าหุ้นจะดีขึ้นบ้าง บล.กสิกรไทยเปิดคาดการณ์ว่าไตรมาส 1/2019 นี้ดัชนีหุ้นไทยจะขึ้นแตะ 1,650 จุด แล้วหุ้นตัวไหนน่าซื้อ?

ภาพจาก Shutterstock บล.กสิกรไทยหวังหุ้นไทย Q1/2019 แตะ 1,650 จุด

กวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย (บล.กสิกรไทย) บอกว่า ทางบริษัทเห็นโอกาสในดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ไตรมาส 1 ปี 2019 จะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 1,650 จุด เพราะผลดีจากจากนักลงทุนต่างชาติปรับพอร์ทของตัวเอง และแบ่งเงินทุนในประเทศพัฒนาแล้วมาลงทุนในตลาดเกิดใหม่ อย่างไทยที่มีข่าวว่าจะมีการเลือกตั้ง

ในช่วงต้นปีตลาดหุ้นไทยอาจจะปรับเพิ่มขึ้นจากปัจจัยต่างประเทศ หลังจากนักลงทุนลดความกังวลเรื่องธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย และมองว่าสงครามการค้าผ่อนคลายลง แต่ยังเห็นเทรนด์ประเทศพัฒนาแล้วมีประเด็นต้องจับตา เช่น เศรษฐกิจยุโรปชะลอตัว ความไม่แน่นอนของกรณี Brexit และกำไรบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐลดลง จึงเห็นการปรับพอร์ตโยกเงินจากตลาดพัฒนาแล้วมาตลาดเกิดใหม่ แต่จะเกิดชั่วคราวเพราะยังไม่มีเม็ดเงินใหม่มาลงทุน

ส่วนทั้งปี 2019 ตั้งเป้าหมายว่าดัชนีหุ้นไทยสูงสุดจะอยู่ที่ 1,750 จุด แต่จะเห็นช่วงปลายปี และมองว่าปีนี้ดัชนี SET จะไม่มี New High เพราะไตรมาส 1 แม้จะมีเงินจากต่างประเทศไหลมาไทย แต่ไตรมาส 2-3 ตลาดจะกลับมากังวลเรื่องเดิมๆ เช่น เศรษฐกิจโลกชะลอตัว กำไรบริษัทจดทะเบียนสหรัฐไม่เติบโต รวมถึงความกังวลต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยดอกเบี้ยของสหรัฐ

ถ้าหุ้นไทยแตะ 1,400 จุด แนะ 13 หุ้นต้องช้อป

กวี ยอมรับว่าปีนี้ตลาดหุ้นจะผันผวนแรงที่สุด อาจจะแกว่งถึง 300 จุด หรือเคลื่อนไหวในกรอบ 1,400 – 1,750 จุด

“ถ้าตลาดหุ้นไทยลงไปแถว 1,400 จุด ถือเป็นจังหวะเข้าลงทุนหุ้นขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี ซึ่งปีที่แล้ว บล.กสิกรไทย ก็มองว่า ตลาดจะปรับลดลงแต่ยังไม่แนะนำให้ซื้อ แต่ปีนี้แนะนำให้ซื้อ เพราะราคาที่ปรับลดลงมาจากปัจจัยภายนอก แต่ปัจจัยในประเทศยังแข็งแกร่ง”

แนะนำให้ลงทุนอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนในประเทศ 6 กลุ่มด้วยกัน คือ

  • กลุ่มธนาคาร ได้แก่
    BBL – ธนาคารกรุงเทพ, TISCO – ธนาคารทิสโก้
  • กลุ่มค้าปลีก ได้แก่
    CPALL – บมจ.ซีพี ออลล์, CPN บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา และ HMPRO บมจ.โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์
  • กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวที่จะกลับมาบวกในปีนี้ ได้แก่
    CENTEL – บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา , ERW – บมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป, AOT – บมจ.ท่าอากาศยานไทย
  • กลุ่มโรงไฟฟ้าที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ที่ได้ประโยชน์จากโครงการ EEC ได้แก่
    BGRIM – บมจ.บี.กริม เพาเวอร์
  • กลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่ได้ประโยชน์จากการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่
    CK – บมจ.ช.การช่าง, STEC – บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น
  • กลุ่มพลังงานที่จะได้ประโยชน์หากราคาน้ำมันไม่ผันผวนมาก ได้แก่
    PTT – บมจ.ปตท.
สรุป

แม้เศรษฐกิจโลกจะผันผวนมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่ก็เป็นเรื่องดีให้เงินต่างชาติไหลเข้ามาไทยมากขึ้นจนไตรมาส 1 ปี 2019 บล.กสิกรไทยมองว่าดัชนีหุ้นไทยน่าจะขึ้นถึง 1,650 จุด และมองว่าปีนี้ถ้าหุ้นแตะ 1,400 จุดก็น่าซื้อหุ้นเพิ่มในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ธนาคาร ค้าปลีก กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว พลังงาน ก่อสร้าง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ก.ล.ต. สั่งปรับ 499 ล้านบาท หมอปราเสริฐและพวก ปั่นหุ้นบางกอกแอร์เวยส์

Brand Inside - 18 January 2019 - 19:00

ก.ล.ต. เตรียมดำเนินคดีด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด 3 ราย ได้แก่ ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ และพวก ในข้อหาปั่นหุ้น บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือที่เรารู้จักกันว่า สายการบินบางกอกแอร์เวยส์

ภาพจาก Shutterstock

ก.ล.ต. เตรียมดำเนินคดีด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด 3 ราย ในกรณีสร้างราคาหลักทรัพย์บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA โดยเรียกให้ชำระค่าปรับทางแพ่งรวม 499.45 ล้านบาท และสั่งห้ามเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน ประกอบไปด้วย

  1. ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ
  2. ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ
  3. นฤมล ใจหนักแน่น

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ส่งข้อมูลที่ทั้ง 3 ได้ซื้อขายหุ้น BA รวมไปถึงการจับคู่ราคาของหุ้น BA ซึ่งถือว่าเป็นการอำพรางราคาหลักทรัพย์อย่างหนึ่ง ในช่วงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 ถึงวันที่ 12 มกราคม 2559 ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับราคารวมไปถึงปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์

การกระทำของบุคคลทั้ง 3 ดังกล่าวถือเป็นความผิดตามมาตรา 243 (1) (2) ประกอบมาตรา 244 ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 296 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และมาตรา 317/4 (1) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2559

ปัจจุบัน ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้บริหาร บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทอีกด้วย นอกจากนี้ปราเสริฐยังเป็นเศรษฐีหุ้นรายใหญ่ของไทยจากการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ ขณะที่ลูกสาวไม่มีตำแหน่งบริหารในบริษัทแต่อย่างใด เป็นเพียงแค่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่เท่านั้น

ที่มาefinanceThai

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Tesla เตรียมปรับลดพนักงาน 7% พร้อมเลิกจำหน่ายรุ่นล่างของ Model S และ Model X

Brand Inside - 18 January 2019 - 18:07

ก่อนหน้านี้เพิ่งมีข่าวการปลดพนักงานของยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐอเมริกาอย่างกลุ่ม GM ไป ในที่สุดคราดวนี้ก็มาถึงน้องใหม่ในอุตฯ นี้อย่าง Tesla บ้าง แถมมีสิ่งที่เหมือนกันอีกคือเลิกขายรถบางรุ่นด้วย

Elon MuskElon Musk ปลดพนักงาน เลิกขายบางรุ่นควบคุมต้นทุน

Elon Musk ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Tesla แจ้งว่า บริษัทมีแผนที่จะปรับลดพนักงานประจำ 7% เพราะต้องการควบคุมต้นทุนต่างๆ เพื่อเพิ่มอัตรากำไร และสร้างการเติบโตให้กับบริษัทอย่างยั่งยืน ยิ่งการแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์นั้นหนักมาก ผ่านผู้เล่นรายเดิมเข้ามาในตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ความจำเป็นก็มีมากขึ้นตาม

“Tesla พยายามทำตลาดสินค้าของเราที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า และแผงโซลาร์แบบต่างๆ แต่สินค้าเหล่านี้มันต้องใช้ความพยายาม และความคิดสร้างสรรค์สูง ซึ่งในปัจจุบันนั้นเราต้องทำให้มันดีกว่าเดิมด้วย จึงไม่แปลกที่เราต้องทำทุกอย่างเพื่อให้มันเป็นไปได้”

Tesla Model 3Tesla Model 3

ขณะเดียวกันเพื่อการควบคุมต้นทุนในการบริหารจัดการ Tesla ก็มีนโยบายเลิกจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าโมเดลต่ำสุดของรุ่น Model S และ Model X รวมถึงหยุดแคมเปญเพื่อนแนะนำเพื่อน เพราะเป็นการเพิ่มต้นทุนในการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแต่ละคัน ผ่านสิทธิ์ที่ผู้แนะนำได้เช่นกันชาร์จไฟที่สถานีชาร์จฟรีเป็นต้น

ในทางกลับกัน Elon Musk ยืนยันว่า จะเร่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเริ่มต้นอย่าง Model 3 ให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เพื่อส่งมอบให้กับผู้สั่งซื้อจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้ ขณะเดียวกันยังมีแผนส่ง Model รุ่นประหยัดที่จำหน่ายในราคา 35,000 ดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมเคยต่ำสุดที่ 44,000 ดอลลาร์เพื่อแข่งขันในตลาดด้วย

Teslaสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าของ Tesla

ทั้งนี้ Tesla คือผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายแรกที่จะเผชิญปัญหาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่สหรัฐอเมริกา เพราะผู้ซื้อจะไม่ได้รับสิทธิ์สนับสนุนมูลค่า 7,500 ดอลลาร์จากหน่วยงานรัฐอีกแล้ว โดยจะลดเหลือ 3,500 ดอลลาร์ตั้งแต่วันนี้ถึงกลางปี 2562 ส่วนหลังจากนั้นจะเหลือเพียง 1,875 ดอลลาร์ และไม่มีเลยในปี 2563

สรุป

ปัจจุบัน Tesla มีพนักงานอยู่ราว 45,000 คนในปี 2561 และการลดลงเกือบ 10% นี้ก็เรียกว่าหนักเหมือนกัน แต่มันก็จำเป็น เพราะบริษัทต้องการผลกำไรที่ดีขึ้น ซึ่งมันก็ไม่ง่ายเลยในช่วงเวลาเดียวกันที่ต้องการเพิ่มการผลิต Model 3 ให้ออกมาได้เยอะๆ เสียที

อ้างอิง // CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

KBANK งบปี 2018 กำไรโต 12% ตั้งสำรองหนี้น้อยลง รายได้จากการรับประกันภัยลดลง

Brand Inside - 18 January 2019 - 17:52

ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ได้รายงานงบการเงินปี 2561 รายได้ของธนาคารยังเพิ่มขึ้นจากการตั้งสำรองหนี้ลดลง เนื่องจากสินทรัพย์คุณภาพดีขึ้น แต่รายได้จากการรับประกันภัยปีนี้ลดลงถึง 40%

ภาพจาก Shutterstock

KBANK ได้รายงานงบประจำปี 2018 ด้วยกำไรสุทธิ 38,459 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วอยู่ที่ 12% รายได้รวมของธนาคารในปีนี้อยู่ที่ 155,483 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากปีที่แล้ว

ผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (NIM) ของธนาคารอยู่ที่ 3.41% ลดลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้วซึ่ง NIM ของธนาคารอยู่ที่ 3.49% ส่วนทางด้าน NPL ของธนาคารยังคงทรงตัวอยู่ที่ 3.3%

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิปี 2018 อยู่ที่ 98,538 ล้านบาท เติบโต 4.65% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เนื่องจากรายได้รับดอกเบี้ยของสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงรายรับจากเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น

รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยสุทธิ 56,945 ล้านบาท ลดลง 9.17% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว สาเหตุเนื่องมาจาก รายได้สุทธิจากการรับประกันภัย ลดลงถึง 40.41% รวมไปถึงค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่ลดลง โดยเฉพาะการยกเลิกค่าธรรมเนียมโอนเงินผ่านช่องทางดิจิทัล

ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของธนาคารในปี 2018 อยู่ที่ 68,348 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.98% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่คือค่าใช้จ่ายทางการตลาด ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานนั้นเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

สำหรับบริษัทย่อยของธนาคาร รวมไปถึงบริษัทอื่นๆ ที่ธนาคารได้ถือหุ้น เช่น บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ฯลฯ ปีนี้มีรายได้ 16,285 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 7.28%

ที่มาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ชี้เป้า! NOSTRA ส่งแอพฯ เช็คค่าฝุ่น PM 2.5 เรียลไทม์ทั่วประเทศ

Brand Inside - 18 January 2019 - 17:49

ของมันต้องมี NOSTRA ส่งแอพพลิเคชั่นเช็คค่าฝุ่น PM 2.5 ได้แบบเรียลไทม์ สามาถเช็คได้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย ที่สำคัญคือโหลดได้ฟรี!

นอสตร้าแอพ ฯ แผนที่ท่องเที่ยวคู่ใจนักเดินทาง เตือนประชาชนรับมือฝุ่นละออง PM 2.5 ที่กระจายไปทั่วประเทศ โดยการดึงข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษมาแสดงผลบนแผนที่นอสตร้า แมพ พบค่าฝุ่นละอองล่าสุดเมื่อวันที่ 18 มกราคม เวลา 9.00 น.ในแอพพลิเคชันพบ 3 พื้นที่เสี่ยงในเขตกรุงเทพมหานคร ได้แก่ เขตปทุมวัน ,เขตดินแดง และเขตบางขุนเทียน

ด้วยเหตุนี้นอสตร้า ได้ส่งแอพ ฯ เช็คค่าฝุ่น PM 2.5 แบบเรียลไทม์ โดยแสดงผลแบ่งเป็น พื้นที่สีฟ้า สีเขียว สีเหลือง สีส้ม และสีแดง ตามระดับของผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย สามารถตรวจเช็คได้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ตลอดเส้นทางการเดินทาง ให้ผู้ใช้สามารถวางแผนเตรียมตัวรับมือหรือหลีกเลี่ยงพื้นที่ความเสี่ยงสูงได้ล่วงหน้า โดยทดลองดาวน์โหลดใช้งานฟรีได้ที่ https://map.nostramap.com/mobile

วิชัย แสงหิรัญวัฒนา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โกลบเทค จำกัด ในกลุ่มบริษัทซีดีจี เปิดเผยว่า

“จากวิกฤตฝุ่นละออง PM 2.5 ที่ฟุ้งกระจายครอบคลุมทั่วประเทศ และเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยการดึงข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษมาแสดงผลบนแผนที่นอสตร้า แมพ ตรวจพบค่าฝุ่นละอองล่าสุดเมื่อวันที่ 18 มกราคม เวลา 9.00 น.ในแอพพลิเคชัน พบ 3 พื้นที่เสี่ยงในเขตกรุงเทพมหานคร ได้แก่ เขตปทุมวัน AQI=76/ PM2.5=44 เขตดินแดง AQI=76/ PM2.5=44 เขตบางขุนเทียน AQI=59/ PM2.5=40

เพื่อรับมือปัญหาดังกล่าว นอสตร้า ได้ส่งแอพ ฯ เพิ่มเลเยอร์เช็คค่าฝุ่นละอองแบบเรียลไทม์ เป็นคู่มือสำหรับตั้งรับ โดยการป้องกันและหลีกเหลี่ยงพื้นที่สีแดง
NOSTRA Map เพิ่มเลเยอร์พิเศษ ใน NOSTRA Map App เพื่อการตรวจเช็คค่าฝุ่นละอองโดยการดึงข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษแสดงผลพร้อมกับพิกัดที่อยู่ของผู้ใช้งานแบบเรียลไทม์ได้อัตโนมัติ โดยจับจาก GPS แบบไม่ต้องระบุชื่อสถานที่

พิกัดจะระบุตำแหน่งผู้ใช้สามารถดูตำแหน่งค่าคุณภาพอากาศกรมควบคุมมลพิษที่ใกล้ที่สุด โดยแบ่งเป็น พื้นที่สีฟ้า สีเขียว สีเหลือง สีส้ม และสีแดง เรียงตามระดับของผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยที่เกิดขึ้น ช่วยให้ผู้ใช้งานได้วางแผนการเดินทาง เพื่อป้องกันหรือหลีกเลี่ยงพื้นที่ความเสี่ยงสูงได้ล่วงหน้าในแอพเดียว

โดย NOSTRA App ยังสามารถพร้อมจะนำ dynamic content ที่มีประโยชน์กับประชาชนมาแสดงให้กับผู้ใช้งานพร้อมกับแผนที่คุณภาพอย่างทันเหตุการณ์การ โดยการ interface ข้อมูลจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือและมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนต่อไปอีกในอนาคต

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

สมเป็นบ้านของเกิด Bob Marley! Bank of Jamaica ใช้เพลง “เร็กเก้” อธิบายเรื่องภาวะเงินเฟ้อ

Brand Inside - 18 January 2019 - 17:01

ปฏิเสธไม่ได้ว่า Music Marketing เป็นอีกกลยุทธ์สำคัญในการสื่อสารไปยังผู้บริโภค และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการที่ Bank of Jamaica ใช้แนวเพลงท้องถิ่นอย่าง “เร็กเก้” ในการสื่อสารให้ประชากรเข้าใจเรื่องเงินเฟ้อ

Bob MarleyBob Marley // ภาพโดย Eddie Mallin [CC BY 2.0 (https://creativecommons.org/licenses/by/2.0)], via Wikimedia Commons เสียงเพลงกับการสื่อสารที่ทรงประสิทธิภาพ

การใช้เสียงเพลงช่วยสื่อสารข้อมูล หรือสิ่งที่ต้องการออกไปนั้นยังได้รับความนิยมอยู่เสมอ เพราะเป็นวิธีที่ทำให้ผู้รับสื่อนั้นจดจำได้ง่าย ยิ่งถ้าเป็นเนื้อเพลง กับจังหวะที่ติดหูแล้วล่ะก็ เชื่อว่าหลายคนคงต้องแอบฮัมตามกันบ้างแน่ๆ เช่นในไทยก็มีอย่าง “แลคตาซอย 5 บาท” หรือไม่ก็ “อย่างนี้ต้องหารสอง” เป็นต้น

ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศจาเมกา หรือ Bank of Jamaica (BOJ) ก็เลือกการใช้เสียงเพลงเพื่อทำให้ประชากรในประเทศนั้นเข้าใจถึงปัญหาของภาวะเงินเฟ้อ ว่าทำไมถึงให้มันเฟ้อเป็นจำนวนมากไม่ได้ รวมถึงจะไม่ให้ไม่เฟ้อเลยก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน

#BOJspeaks #InflationTargeting pic.twitter.com/NHJVLkcBUI

— Bank of Jamaica (@CentralBankJA) 28 ธันวาคม 2561

Tony Morrison หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ BOJ เล่าให้ฟังว่า ตัวแคมเปญเกี่ยวกับการสื่อสารปัญหาเงินเฟ้อจะใช้ช่องทางป้ายบิลบอร์ด, โฆษณาในวิทยุ และโฆษณาทางโทรทัศน์ ซึ่งตัวที่เป็นวีดีโอนั้นจะใช้ช่องทางออนไลน์ในการสื่อสารด้วย พร้อมกับมีเสียงเพลงแนว Reggae เพื่อช่วยให้การสื่อสารนั้นมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม

เหตุที่ BOJ ออกมาเตือนเรื่องนี้เพราะในช่วงปี 2558 อัตราเงินเฟ้อในประเทศจาเมกานั้นเริ่มขึ้นมาเป็นเปอร์เซ็นต์สองหลักแล้ว เรียกว่ามีอัตราเสี่ยงที่จะกลับไปวิกฤติเหมือนช่วงปี 2533 ที่อัตราเงินเฟ้อนั้นสูงถึง 90% โดยทางธนาคารนั้นตั้งเป้าว่าแคมเปญดังกล่าวจะช่วยให้อัตราเงินเฟ้อนั้นกลับมาอยู่ที่ 4-6%

Low and stable inflation is to the heartbeat of the economy! #BOJspeaks #InflationTargeting pic.twitter.com/6g9t2FovH7

— Bank of Jamaica (@CentralBankJA) 9 มกราคม 2562

“พวกเขาไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมยิ่งอัตราเงินเฟ้อต่ำจนเกินไปมันก็ไม่ดี หากเราตั้งเป้าที่ 3% หรืออาจลดลงเหลือ 2% เราก็คงต้องมาอธิบายอีกว่าทำไมไม่ตั้ง 1% หรือ 0% ไปเลย” Tony กล่าว ซึ่งเรื่องนี้ก็ล้อกับเนื้อเพลงที่บอกว่า “Low and stable inflation is to the economy what the bass-line is to reggae music”

สรุป

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการใช้เพลงยังเป็นอีกอาวุธในการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพราะมีบริษัทเอกชน และหน่วยงานรัฐใช้วิธีนี้ในการสื่อสารอยู่ แต่พอเห็นอย่างนี้แล้วก็นึกถึงประเทศไทย ที่นายกรัฐมนตรีของเราก็ใช้วิธีนี้ในการสื่อสารข้อมูลเช่นเดียวกัน แหม่นี่ก็ Single ที่ 5 แล้วด้วยนะ 😀

อ้างอิง // Quartz

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Dairy Queen เพิ่มไลน์อัพอาหาร เครื่องดื่ม หวังเพิ่มโอกาสการทานให้มากกว่าไอศกรีม

Brand Inside - 18 January 2019 - 14:34

Dairy Queen ทุ่มงบ 100 ล้าน ขยายสาขาอีก 40 แห่งในปี 2019 เน้นโลเคชั่นที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย พร้อมเพิ่มไลน์อัพเมนูอาหาร และเครื่องดื่ม หวังขยายฐานลูกค้า และเพิ่มโอกาสในการทานให้มากกว่าเดิม

ไอศกรีมเป็นสินค้าทานเป็นโอกาส ไม่ใช่ทานเมื่อหิว

ไอศกรีมขึ้นชื่อว่าเป็นของหวานชนิดหนึ่งที่คนส่วนใหญ่จะเลือกทานในโอกาสสำคัญๆ เช่น เฉลิมฉลอง หรือเวลาอยากทานจริงๆ เท่านั้น ไม่ใช่สินค้าที่ต้องทานเมื่อเวลาหิว แน่นอนว่าโอกาสในการทานไอศกรีมของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนด้วย

Dairy Queen เองก็ได้มองเห็นข้อจำกัดในส่วนนี้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าภายในร้านจะมีเมนูอื่นๆ หลากหลาย แต่ด้วยความที่สินค้าหลักของแบรนด์เป็นไอศกรีมซอฟท์เสิร์ฟก็ทำให้ภาพลักษณ์ยังคงเป็นแบรนด์ไอศกรีมอยู่

กลยุทธ์สำคัญในปีนี้จึงมีการขยายเมนูกลุ่มอาหาร และเครื่องดื่มให้มากขึ้น หวังขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ที่เป็นกลุ่มคนที่ทานอาหาร และเครื่องดื่มได้มากขึ้นด้วย จากเดิมที่มีแค่กลุ่มคนทานไอศกรีม

นครินทร์ ธรรมหทัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไมเนอร์ ดีคิว จำกัด บริษัทในเครือไมเนอร์ กรุ๊ป เล่าว่า

“เราได้มองแบรนด์ตัวเองเป็น Treat มาโดยตลอด เป็นสินค้ากลุ่มขนมที่ผู้บริโภคเลือกทานตามโอกาส ไม่ได้ทานเพราะอยากทาน ไม่ใช่เพราะหิว  การขยายสินค้าไปกลุ่มอาหาร และเครื่องดื่มเป็นโอกาสที่จะทำให้คนที่ไม่ได้เข้าร้านบ่อย ก็มีโอกาสเข้ามาทานมากขึ้น คนที่ไม่ทานไอศกรีมก็มาทานสินค้าอื่นๆ ได้” 

ปัจจุบัน Dairy Queen มีสินค้า 4 ประเภทอด้วยกัน ได้แก่ ไอศกรีมซอฟท์เสิร์ฟ, ไอศกรีมเค้ก/ไอศกรีมแซนวิช, ฮอตดอก และเครื่องดื่ม โดยจะมีเมนูใหม่ๆ ทั้งไอศกรีม ฮอตดอก และเครื่องดื่มมากขึ้น ในปีที่แล้วมี 4-5 เมนุ ปีนี้จะเพิ่มเป็นเท่าตัว

ขยายเพิ่มอีก 40 แห่งในปีนี้

ปีนี้ Dairy Queen ได้วางงบลงทุน 100 ล้านบาท ขยายสาขาเพิ่มอีก 40 สาขา เป็นแฟรนไชส์ 50% และลงทุนเอง 50% เน้นโลเคชั่นที่เข้าถึงลูกค้าได้ง่าย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Dairy Queen มีอัตราการขยายสาขาเฉลี่ย 20-60 สาขามาโดยตลอด เป็นการลงทุนเอง 50% เช่นกัน และอีก 50% เป็นแฟรนไชส์

ปัจจุบันมีสาขารวมทั้งหมด 500 สาขา ตั้งเป้าครบ 1,000 สาขาให้ได้ใน 3-5 ปี ซึ่งถ้านับตลาดนอกอเมริกาแล้ว ประเทศไทยเองก็เป็นตลาดใหญ่ที่ติดอันดับท้อป 3 ในแง่ของสาขา ร่วมกับประเทศจีน และละตินอเมริกา

เพิ่มโมเดลฟู้ดทรัก ตะเวนตามโลเคชั่นต่างๆ

นอกจากการขยายสาขาตามพื้นที่รีเทลต่างๆ แล้ว Dairy Queen ยังผุดโมเดลใหม่ก็คือฟู้ดทรัก หรือเป็นบริการโมบาย ยูนิต พูดง่ายๆ ก็คือหน่วยรถขาย Dairy Queen ที่ตะเวนไปตามโลเคชั่นต่างๆงานอีเวนท์ปั๊มน้ำมัน

“โมเดลฟู้ดทรักอยู่ในช่วงพัฒนา ได้เริ่มทำมาสักพักแล้ว ไปจอดตามจุดตามปั๊มน้ำมันต่างๆ ตอนนี้มีทั้งหมด 5 คัน และจะนำออกสู่ตลาดมากขึ้น และมีบริการเดลิเวอรี่ด้วยได้เริ่มทำปีที่แล้ว ปีนี้รุกตลาดนี้มากขึ้น มีการหาโมเดลใหม่ๆ มากขึ้น จะอยู่แค่ร้านค้าอย่างเดียวไม่ได้”

ในปี 2018 รายได้ของ Dairy Queen รวม 2,440 ล้านบาท เติบโต 5% ในปีนี้ตั้งเป้าโต 23% มาจากการขยายสาขา และกลยุทธ์การเพิ่มเมนูใหม่ๆ คาดว่าจะสร้างการเติบโตได้มากขึ้น

สรุป

ตลาดไอศกรีมยังต้องมีการปรับตัวหนักเช่นกัน ถึงแม้คนไทยจะชอบของหวานแต่ตอนนี้ทางเลือกของผู้บริโภคก็มากขึ้น ข้อดีของ Dairy Queen คือสินค้าแมส เข้าถึงง่าย ราคาย่อมเยา หาซื้อง่าย การที่ขยายฐานลุกค้ากลุ่มอื่นมากขึ้นก็ช่วยทำให้สร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์มากขึ้นเช่นกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

BAY งบปี 2018 กำไรเพิ่มขึ้น 6.9% สินเชื่อเช่าซื้อและสินเชื่อรายย่อยยังเติบโตดี

Brand Inside - 18 January 2019 - 13:26

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด มหาชน (BAY) รายงานผลการดำเนินงานของปี 2561 โดยกำไรสุทธิในไตรมาสนี้เติบโต 6.9% โดยได้ปัจจัยจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยก็ยังถือว่าเติบโต

ภาพจาก Shutterstock

สำหรับกำไรสุทธิของ BAY ในงบปี 2018 นี้อยู่ที่ 25,191 ล้านบาท เติบโตกว่าปีที่แล้ว 6.9% โดยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 อยู่ที่ 3.81% ส่วนทางด้านสัดส่วน NPL ของธนาคารอยู่ที่ 2.08% เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ อยู่ที่ 75,328 ล้านบาท เติบโตกว่าปีที่แล้ว 9.9% ปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูง รวมไปถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ด้านเงินให้สินเชื่อเติบโต 7.8%

รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย อยู่ที่ 34,251 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.2% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว สาเหตุมาจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มสูงขึ้น ค่าธรรมเนียมจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายประกัน ค่าธรรมเนียมจากสินเชื่อเช่าซื้อ ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่นๆ อยู่ที่ 51,741 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.3% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ประเด็นสำคัญมาจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานโดยเฉพาะเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงค่าใช้จ่ายทางการตลาดโดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนสูง

สำหรับการขายหุ้นสามัญของบริษัท เงินติดล้อ จำกัด ธนาคารคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 1 ของปี 2019 ส่วนการเติบโตของสินเชื่อ (Loan Growth) จะอยู่ที่ประมาณ 6% ถึง 8%

ที่มา – ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

SCB งบปี 2018 กำไรลดลง 7.1% แต่ผลของ SCB Transformation จะเด่นชัดในปีนี้

Brand Inside - 18 January 2019 - 00:26

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB รายงานผลการดำเนินงานของปี 2561 กำไรลดลงเนื่องจากค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น SCB Transformation ผ่านแพลตฟอร์ม SCB Easy ยังคงกดดันกำไรของธนาคารอยู่

ภาพจาก Shutterstock

SCB ได้ประกาศกำไรปี 2018 ที่ 40,068 ล้านบาท ลดลง 7.1% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยรายได้รวมของธนาคารอยุ่ที่ 138,225 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

โดยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) อยู่ที่ 3.21% ลดลงจากปีที่แล้ว (แต่ถ้ามองเป็นงบไตรมาส 4 จะเพิ่มขึ้น) ส่วนทางด้านของ NPL ของธนาคารในงบปี 2018 อยู่ที่ 2.85% เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 96,369 ล้านบาท เติบโต 4.4% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เนื่องจากการขยายตัวของสินเชื่อปีนี้เติบโต 5.2% รวมไปถึงการควบคุมต้นทุนเงินฝากที่ดี สำหรับกลุ่มลูกค้าที่เติบโตในปีนี้คือสินเชื่ออื่นๆ สินเชื่อเช่าซื้อ รวมไปถึงธุรกิจขนาดใหญ่ อย่างไรก็ดีสินเชื่อ SME กลับลดลงกว่าปีที่แล้ว

รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยในอยู่ที่ 41,855 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้ว 4.7% สืบเนื่องมาจากการยกเลิกค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัล รายได้สุทธิจากการรับประกันภัยลดลง เนื่องจากยอดขายเบี้ยชะลอตัวลงใน 2-3 ปีที่ผ่านมา รวมไปถึงการยกเลิกกรมธรรม์เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอ และการครบอายุของกรมธรรม์ อย่างไรก็ดีธนาคารได้ชดเชยจากกำไรจากธุรกรรมเพื่อค้าและปริวรรตเงินตราต่างประเทศ รวมไปถึงกำไรจากเงินลงทุน

ค่าใช้จ่ายของธนาคารปีนี้อยู่ที่ 64,639 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงถึง 12.1% กดดันกำไรของธนาคารในงบปี 2018 โดยมีสาเหตุมาจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะโครงการ SCB Transformation และการขยายฐานลูกค้าบนระบบดิจิทัล การทำการตลาดในการสนับสนุนการขยายฐานลูกค้าดิจิทัล ค่าเช่า Software รวมไปถึงการขึ้นเงินเดือนให้กับพนักงานอีกด้วย

เป้าหมายธนาคารปี 2019 

  • ลูกค้าดิจิทัล 12 ล้านคน
  • เป้าสินเชื่อเติบโต 5% ถึง 7%
  • ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) อยู่ระหว่าง 3.2% ถึง 3.35%
  • NPL ต่ำกว่าหรือเท่ากับ 3%
  • ผลลัพธ์ของ SCB Transformation จะเด่นชัดในปีนี้มากขึ้น

ที่มา – ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

จีนยืนยันแล้ว หัวหน้าเจรจาการค้าของจีนเตรียมเดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อเจรจาการค้า สิ้นเดือนนี้

Brand Inside - 17 January 2019 - 21:22

ความเคลื่อนไหวล่าสุดสำหรับสงครามการค้าคือรองนายกรัฐมนตรีของจีนและเป็นหัวหน้าเจรจาการค้า เตรียมเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาในช่วงสิ้นเดือนที่จะถึงนี้ เพื่อที่จะเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ

ภาพจาก Pixabay

Liu He รองนายกรัฐมนตรีจีน และเป็นหัวหน้าเจรจาการค้าของประเทศจีน เตรียมเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการในวันที่ 30-31 มกราคมที่จะถึงนี้ ตามคำเชิญของ Steven Mnuchin รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และ Robert Lighthizer ผู้แทนเจรจาการค้าสหรัฐฯ เพื่อที่จะเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ อีกครั้ง หลังจากสหรัฐฯ ได้ส่งตัวแทนเจรจาไปที่ประเทศจีนเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

การเจรจาเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จไปด้วยดี เมื่อตัวแทนระดับสูงของจีนได้เข้าร่วมการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ด้วย และมีการเจรจาเพิ่มเติมจากเดิม 2 วัน เพิ่มเป็น 3 วัน โดยจีนยืนยันที่จะซื้อสินค้าของสหรัฐฯ เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตร พลังงาน หรือแม้แต่สินค้าอุตสาหกรรมด้วย

ก่อนหน้านี้ Liu He เคยได้ไปเจรจากับสหรัฐฯ เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา และเขาได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อของรัฐบาลจีนว่า “ทั้ง 2 ฝั่งจะไม่ต่อสู้กันในเรื่องสงครามการค้า” แต่ในที่สุดแล้วกลับกลายเป็นว่าทั้ง 2 ฝ่ายไม่มีใครยอมใครทั้งนั้น

สำหรับ Liu He เป็นคนที่ประธานาธิบดีจีนไว้ใจอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของการวางแผนเศรษฐกิจจีน และเป็นผู้ประสานนโยบายการคลัง นโยบายธนาคารกลาง และดูภาพรวมของเศรษฐกิจจีน นอกจากนี้เขาเองยังเป็นผู้ที่ปฏิรูปเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างสมดุลอุตสาหกรรมในช่วงที่ผ่านมา

Wei Zongyou อาจารย์ประจำภาควิชาอเมริกันศึกษาของมหาวิทยาลัย Fudan ได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ว่า ท้ายที่สุดจีนและสหรัฐฯ จะสามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องการค้าได้ที่สหรัฐอเมริกา

เหลือเวลาเพียงแค่ 42 วันเท่านั้น สำหรับข้อกำหนดที่ทั้ง 2 ฝ่ายที่จะชะลอไม่ขึ้นเพดานภาษีซึ่งกันและกัน ถ้าหากทั้ง 2 ยังมีการเจรจาไม่คืบหน้าจะทำให้สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนทั้งหมด 25% และคาดว่าจีนอาจตอบโต้ด้วยวิธีเดียวเช่นกัน

ที่มาCaixin Global, South China Morning Post

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

กสทช. จะจัดประมูลคลื่นความถี่ 700MHz ถามผู้ให้บริการโทรคมนาคมหรือยัง ว่าเข้าร่วมหรือไม่?

Brand Inside - 17 January 2019 - 18:31

กสทช. กำลังเริ่มต้นกระบวนการสำหรับจัดการประมูลคลื่นความถี่ 700 MHz เพื่อใช้สำหรับกิจการ 5G โดยตามแผนที่มีการแถลงออกมา เพื่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของประเทศ และเม็ดเงินจากการประมูลจะมีส่วนช่วยเยียวยาผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลด้วย

แต่คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ จะมีผู้ให้บริการโทรคมนาคมเข้าร่วมการประมูลครั้งนี้หรือไม่ ด้วยเหตุผลอะไร

สำรวจตลาดโทรคมนาคมไทย ไม่เปิดทางให้รายใหม่เริ่มธุรกิจ

ตลาดโทรคมนาคมไทย คือ ตลาดที่อิ่มตัวแล้ว สัดส่วนคนใช้โทรศัพท์มือถือ ประมาณ 90 ล้าน เกินกว่าจำนวนประชากรที่ 65 ล้านไปแล้ว แปลว่า 1 คนมีมากกว่า 1 เบอร์ ขณะที่สัดส่วนคนใช้อินเทอร์เน็ต ตัวเลขกลมๆ ประมาณ 40 ล้าน ก็ถือว่าไม่น้อย การที่รายใหม่จะเข้ามาเริ่มทำธุรกิจ ถือเป็นเรื่องที่ยากมาก

ดังนั้น คลื่นความถี่ 700 MHz ที่จะประมูล จึงมีเพียง 3 รายหลักในตลาดเท่านั้นที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะเข้าร่วม คือ เอไอเอส, ดีแทค และ ทรูมูฟ โดยคลื่นความถี่ 700 MHz จะถูกนำมาใช้เพื่อให้บริการ 5G เป็นหลัก ซึ่ง 5G นี้จะเน้นไปที่บริการ IoT หรือ Internet of Things มากกว่าบริการพื้นฐานโดยทั่วไป

แสดงว่า เป็นคลื่นที่เหมาะสำหรับใช้เพื่อต่อยอดบริการที่มีอยู่เดิมมากกว่า ไม่เหมาะให้รายให่เข้ามาประมูลแล้วเอาไปใช้เริ่มต้นธุรกิจใหม่

แต่ทั้ง เอไอเอส, ดีแทค และ ทรูมูฟ ในเวลานี้ก็มีภาระที่ต้องจ่ายค่าประมูลคลื่นความถี่เดิมที่ถืออยู่ในมือ รวมแล้วแสนกว่าล้านบาท

ทรู ชิงประกาศชัด “ไม่เข้าร่วมประมูลคลื่น 700 MHz”

วิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น บอกว่า กสทช. ยังไม่มีข้อสรุปเรื่องของการยืดระยะเวลาการชำระค่างวดเงินประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz กลุ่มทรู จึงจะไม่เข้าร่วมประมูลคลื่น 700 ในครั้งนี้

อีกทั้งปริมาณคลื่นความถี่ต่ำที่มีอยู่ในขณะนี้ ทั้ง 850 MHz และ 900 MHz เพียงพอที่จะนำมาจัดสรรให้บริการ 5G โดยจะลงทุนเฉพาะเจาะจงในพื้นที่ที่คุ้มค่าต่อการลงทุน ซึ่งเป็นไปตามความต้องการใช้งาน และเป็นไปตามความพร้อมของตลาดอุปกรณ์ 5G

ส่วน ดีแทค ทาง อเล็กซานดรา ไรช์ CEO เคยให้สัมภาษณ์ไว้ปลายปีที่ผ่านมาว่า เรื่องการประมูล 5G ในไทยไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ควรเตรียมเรื่องระบบนิเวศทางดิจิท้ลที่จะรองรับ 5G ให้พร้อมก่อน ส่วนทาง เอไอเอส ยังไม่มีความเห็นในเรื่องนี้

จำเป็นหรือไม่ ที่ต้องประมูลคลื่นความถี่ 700 MHz ในปีนี้

เวลานี้ผู้ให้บริการมีคลื่นความถี่ในมือเพียงพอ โดย เอไอเอส มีคลื่นความถี่รวม 120 MHz ส่วน ดีแทคและ ทรูมูฟ มีคลื่นความถี่ 110 MHz สำหรับให้บริการ

ส่วนคลื่นความถี่ 700 MHz ที่จะนำมาใช้สำหรับ 5G นั้น มีการวิเคราะห์กันว่า ปัจจุบัน 5G ยังไม่มีการประกาศคลื่นมาตรฐานที่จะให้บริการ (700 MHz เป็นหนึ่งในนั้น) โดยคาดว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในปี 2020 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทดลอง โดยประเทศที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีเองได้ เช่น บางประเทศในยุโรป, จีน และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

นอกจากนี้ อุปกรณ์มือถือที่รองรับ 5G ในตลาดก็ยังมีจำนวนน้อย (เพราะรอมาตรฐานสากลที่จะประกาศในปี 2020) ดังนั้นการได้คลื่นความถี่ 700 MHz มาในเวลานี้ ก็อาจไม่ได้ช่วยอะไรในเรื่องรองรับผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน ขณะที่ IoT ในไทยก็ยังไม่ได้แพร่หลาย และไทยไม่ได้เป็นประเทศเจ้าของเทคโนโลยี ดังนั้น การประมูลที่ถูกที่ถูกเวลา อาจต้องรอไปก่อน

สรุป

กสทช. เตรียมจัดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการประมูลคลื่นความถี่ 700 MHz และมีการวางกรอบเวลาไว้คร่าวๆ แล้ว แต่ในเมื่อรายละเอียดและเงื่อนไขการประมูลยังไม่ชัดเจน คงบอกได้ยากว่าจะมีใครเข้าร่วมการประมูลหรือไม่ แต่สิ่งที่เห็นได้ว่า ไทยยังไม่มีคือ แผนจัดสรรคลื่นความถี่ ที่จะบอกว่า คลื่นความถี่ใด จะถูกนำมาจัดสรรเมื่อไร เพื่อให้สามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

คนจีนร่ำรวยยุคนี้ ไม่บ้าซื้อของเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เขาหันมาซื้อ “ประสบการณ์” แทน

Brand Inside - 17 January 2019 - 17:59
คนจีนไปเที่ยวเป็นกลุ่มในต่างประเทศคนจีนไปเที่ยวเป็นกลุ่มในต่างประเทศ Photo: Shutterstock พฤติกรรมคนจีนร่ำรวยเปลี่ยนไป ไม่เน้นซื้อของ แต่เน้นซื้อประสบการณ์

รายงานของ Hurun สถาบันวิจัยด้านความมั่งคั่งของจีน ได้ไปสัมภาษณ์กลุ่มคนจีนผู้ร่ำรวยจำนวน 465 คน โดยเกณฑ์คือต้องมีความมั่งคั่งอย่างน้อย 10 ล้วนหยวน หรือประมาณ 46 ล้านบาทขึ้นไป พบว่า คนจีนที่มีความร่ำรวย-มั่งคั่งในยุคนี้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภคจากในอดีตที่เน้นการซื้อ “วัตถุ” มาเป็นการซื้อ “ประสบการณ์”

รายงาน ระบุว่า คนจีนร่ำรวยยุคใหม่เน้นซื้อประสบการณ์ด้านความบันเทิงผ่านการท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยการอ่าน และการชิมอาหารตามลำดับ

Rupert Hoogewerf ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารฝ่ายการวิจัยของ Hurun ให้ข้อมูลว่า “ในอดีต เศรษฐีจีนมักจะทุ่มเงินจำนวนมหาศาลไปกับการซื้อรถ นาฬิกา และกระเป๋าเพื่อโอ้อวดถึงความสำเร็จ แต่ในปัจจุบันเศรษฐีจีนมักจะทุ่มเงินไปกับกิจกรรมต่างๆ มากกว่า”

ถึงแม้ว่าคนจีนร่ำรวยในยุคใหม่จะเน้นซื้อประสบการณ์มากกว่าสะสมวัตถุเหมือนยุคที่ผ่านมา แต่ถ้าพูดถึงเรื่องการลงทุน คนจีนส่วนใหญ่ยังเน้นการลงทุนกับสิ่งที่มีความเสี่ยงน้อย เช่น อสังหาริมทรัพย์ โดยในรายงานระบุว่า แนวโน้มการลงทุนรูปแบบนี้จะคงตัวไปอีก 2 ปีนับจากนี้เป็นอย่างน้อย

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการบริโภคประสบการณ์หรือ​ “สิ่งที่จับต้องไม่ได้” ของกลุ่มคนร่ำรวยไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในยุคนี้ ความหมายของ “ความร่ำรวย” ได้เปลี่ยนแปลงได้แล้ว ไม่ใช่วัตถุสิ่งของ แต่หันไปเน้นการจ่ายเงินเพื่อเพิ่มพูนทุนทางวัฒนธรรม แน่นอนว่าอาจมองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ แต่มันบ่งบอกถึงสถานะทางสังคมได้ชัดเจนกว่าการสะสมสิ่งของหรูหราได้มากกว่า

ที่มา – Xinhuanet

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages