ถ้าเห็นภาพเหล่านี้แล้วจะเข้าใจ กลยุทธ์สร้างยอดขายด้วยห้องลองเสื้อจาก 11 ร้านแบรนด์ดัง

Brand Inside - 19 February 2017 - 17:16

ห้องลอง หรือ fitting room เป็นส่วนสำคัญสุดๆ ของร้านขายเสื้อผ้า เพราะเป็นห้องที่ลูกค้าตัดสินใจว่า จะซื้อเสื้อที่ลองอยู่หรือไม่ ดังนั้น กระจกและแสงกลายเป็นองค์ประกอบหลัก ที่จะโน้มน้าวใจได้

ว่าแล้วสาวรัสเซียเจ้าของบล็อก Adme เลยทดสอบด้วยตัวเองโดยการถ่ายภาพตัวเองที่บ้าน แล้วบุกไปที่ร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดัง 11 แห่ง (บางแบรนด์มีขายในไทยด้วย) แล้วทำการถ่ายรูปในห้องลองนำมาเปรียบเทียบกัน และภาพต่อไปนี้คือผลลัพธ์ที่ได้ โดยเป็นความเห็นของเธอเอง เริ่มจากรูปถ่ายที่บ้าน

1 Promod การเลือกใช้ผ้าม่านสีแดง ทำให้เสื้อผ้าที่ใส่ดูเด่นขึ้น

2 H&M ผ้าม่านสีเทาถือว่าโอเค มีแสงสว่าง ภาพในกระจกดูดี และมีที่ว่างให้วางของส่วนตัว

3 Sela แสงสวย กระจกสะท้อนภาพดี ทำให้ดูเด็กลง

4 Mango ชอบภาพจากกระจก แสงในห้องกำลังดีไม่รบกวนสายตา ดูแล้วอยากซื้อเสื้อผ้ากลับไปสักชิ้น

5 New Yorker แสงออกเขียวๆ ทำให้เคลิบเคลิ้ม เงาที่ออกมาดูจะเพิ่มสัดส่วน ทำให้ไม่อยากอยู่นาน

6 Ostin ห้องลงไม่ควรมืดเกินไป เพราะจะทำให้เสื้อผ้าสีเข้มกลืนไปกับห้อง กางเกงหายไปเลย

7 Mexx ห้องค่อนข้างแคบ ทำให้รู้สึกอึดอัด หน้าในกระจกดูซีดมาก ไม่เหมาะที่จะอยู่นาน

8 Zara ห้องนี้มีเงาสะท้อนของกระจกเต็มไปหมด ดูไปดูมาเหมือนจะมีฆาตกรออกมา ดูหน้าตัวเองแล้วก็น่ากลัวจริงๆ ไฟแบบนี้ทำให้รู้สึกไม่ดีเลย

9 Stradivarius ห้องไม่กว้างนัก แต่รู้สึกสบายเหมือนอยู่บ้าน แสงกำลังดี กระจกไม่ได้ทำให้รูปร่างดูแตกต่างไปจากตัวจริง

10 Bershka แสงออกสีชมพู ดูแล้วไม่ค่อยรู้สึกดีเท่าไร ออกแนวคล้ายๆ หมูน้อย!

11 Reserved กระจกทำให้ดูอ้วนเกินไป ไม่น่าเชื่อว่าจะอ้วนขนาดนี้ และประตูก็ปิดไม่มิดชิดด้วย

สรุป

ดูๆ ไปแล้ว แสงที่สว่างกำลังดี สีไม่เพี้ยน และกระจกที่สะท้อนภาพใกล้เคียงของจริง ไม่ต้องเหมือนเป๊ะ แต่ก็ไม่ต้องเว่อ น่าจะทำให้ลูกค้ารู้สึกดีและตัดสินใจซื้อได้ไม่ยาก แล้วคุณคิดว่า แสงกับห้องแบบไหน ที่ทำให้อยากซื้อเสื้อผ้ากลับไปมากที่สุด

ที่มา: boredpanda.com

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ก่อนจะใช้ Social Media ทำตลาด ลองมาศึกษาแนวทาง 3 เรื่องเพื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จกัน

Brand Inside - 19 February 2017 - 04:06

Social Media ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram หรือ Line ต่างเป็นช่องทางในการทำตลาดที่สำคัญ แต่ถ้าจะใช้ช่องทางนี้ การคิดแบบเก่าคงไม่ได้ ดังนั้นลองมาศึกษา 3 กลยุทธ์หลักในการสร้างความสำเร็จผ่านช่องทางนี้กันดีกว่า

ภาพ pixabay.com ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน

อย่างที่ “กีกี้ – ศักดิ์ นานา” บอกไว้ว่า เป้าหมายมีไว้พุ่งชน ดังนั้นการกำหนดเป้าหมายให้ได้ก่อน ถึงจะเจอความสำเร็จได้ ซึ่งเป้าหมายของการทำการตลาดผ่าน Social Media ก็คงไม่พ้นยอด Follower ที่เพิ่มขึ้น พร้อมสร้างความน่าสนใจให้กับสินค้า หรือบริการ ซึ่งจริงๆ ทั้งหมดนี้สามารถทำได้พร้อมๆ กัน เช่นการเพิ่มยอด Follower พร้อมดึงคนเหล่านั้นเข้าเว็บไซต์ได้อีกด้วย

แต่ทั้งหมดนี้อยู่ที่ว่าทำการตลาดอยู่บน Social Media แพลตฟอร์มใด และจะใช้เนื้อหาแบบไหนในการชักจูงใจผู้ใช้เหล่านั้นแบบไหน ที่สำคัญต้องอย่าลืมที่จะตรวจสอบผลลัพธ์เหล่านี้ด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องวางแผนไว้ตั้งแต่แรก ไม่ใช่การทำตลาดแล้วค่อยมาหาวิธีวัดผล เพราะไม่น่าใช่เรื่องที่ถูกต้องนัก

กำหนดระยะเวลาให้แน่นอน

หลังจากกำหนดเป้าหมาย และตอบเรื่องแพลตฟอร์มของตนเองได้แล้ว การกำหนดระยะเวลาให้แน่นอนก็เป็นอีกเรื่องที่จำเป็นในการทำการตลาดบน Social Media เพราะแต่ละช่วงเวลาผู้ใช้ก็มีความรู้สึกต่างกัน เช่นหากเป็นช่วงหยุดยาว การใช้ก็อาจเพื่อความบันเทิง แต่ถ้าวันธรรมดาอาจใช้เพื่อติดตามข่าวสารต่างๆ

ในทางกลับกันการทำการตลาดบน Social Media ตามเทศกาลต่างๆ เช่น Valentine ที่ผ่านมาไม่นาน ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยสร้างแบรนด์ให้ติดตลาดอย่างรวดเร็วได้ แต่ทั้งนี้ผู้ที่ต้องการทำตลาดก็ต้องมีความไวพอสมควร เพื่อเกาะกระแสตามไปให้ได้ และถ้าทำได้จริง โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในแผนการตลาดต่างๆ ก็มีสูงขึ้น

อย่าลืมคำนวนต้นทุนกับผลลัพธ์

อย่างไรก็ตาม การลงทุนทำตลาดไม่ว่าจะช่องทางปกติ หรือ Social Media ต่างต้องคำนวนต้นทุน กับผลัพธ์ที่เกิดขึ้นเสมอ เพื่อวัดผลว่าการตลงทุนเหล่านั้นคุ้มค่าหรือไม่กับผลลัพธ์ที่ได้มาก ซึ่งปัจจุบันก็มีเครื่องมือจำนวนมากให้เลือกใช้ และหากทราบว่าผลลัพธ์ที่ได้มาน่าจะไม่ดีแน่ การเปลี่ยนแปลงแผนก็น่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้ก่อนที่จะสูญเสียเงินไปมากกว่านี้

อ้างอิง // 3 Strategies to Nail Before You Launch Your Social-Media Campaign

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ตอบคำถามคาใจ ถ้ามีบัตรเครดิต แล้วทำไมต้องใช้ PayPal

Brand Inside - 19 February 2017 - 00:53

คนที่อยู่ในแวดวงการซื้อสินค้าออนไลน์ e-Commerce ต้องรู้จัก PayPal กล่าวได้ว่าเป็นผู้ให้บริการเงินดิจิทัลรายแรกๆ ของโลก จุดเด่นสำคัญที่ทุกคนรู้ดีคือ สามารถซื้อสินค้าระหว่างประเทศ รวมถึงสินค้าดิจิทัลทั้งหลายได้สะดวก สำหรับคนที่ไม่มีบัตรเครดิต แต่ถ้ามีบัตรเครดิตอยู่แล้ว ทำไมต้องใช้บริการของ PayPal ด้วย

ก่อนอื่น ลองดูข้อมูลการซื้อขายสินค้าข้ามประเทศของไทยปีที่ผ่านมา พบว่ามีคนไทยประมาณ 2 ล้านคนซื้อสินค้าข้ามประเทศ โดยมีการซื้อเฉลี่ยต่อหัวประมาณ 30,892 บาท คิดเป็นมูลค่าประมาณ 6 หมื่นล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะ e-Commerce ทำให้พรมแดนการซื้อขายหายไป

ทำไมต้องใช้ PayPal

ถ้าเป็นร้านค้า ผู้ประกอบการธุรกิจ ซึ่งในยุคนี้ต้องมีเว็บไซต์ e-Commerce พร้อมรับคำสั่งซื้อทางออนไลน์อยู่แล้ว PayPal จะเป็นช่องทางหนึ่งในการรับเงินจากต่างประเทศได้ง่าย ไม่ว่าจะมาจากประเทศไหนก็ตาม เพิ่มโอกาสในการรับเงินมากขึ้น ส่วนถ้าเป็นผู้ใช้ทั่วไป นี่คือข้อดีของการใช้ PayPal

  1. ปลอดภัยมากกว่ากรอกข้อมูลบัตรเครดิต – การซื้อสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศ ต้องกรอกข้อมูลส่วนตัว โดยเฉพาะข้อมูลบัตรเครดิต รู้ได้อย่างไรว่า เว็บไซต์นั้น (แม้จะน่าเชื่อถือมาก) แต่จะไม่นำข้อมูลบัตรเครดิตเราไปใช้งานต่อ ดังนั้นการใช้ระบบชำระเงินแทนบัตรเครดิต เช่น PayPal เป็นทางออกหนึ่งที่น่าสนใจ
  2. กรอกข้อมูลผิดพลาด ลำบากการซื้อ – ข้อมูลการซื้อสินค้าออนไลน์ระบุว่า คนไทยซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านอุปกรณ์โมบายมากขึ้น โดยพบว่ามีสัดส่วน 33% ในปัจจุบัน แต่การกดกรอกเลขบัตรเครดิต 16 หลัก กรอกชื่อสกุล เลือกชื่อธนาคาร และเลขรหัสหลังบัตร มีโอกาสผิดพลาดสูง ซึ่งการจ่ายด้วย PayPal ใช้ username และ password
  3. ได้สินค้าไม่ตรงกับที่สั่ง ทำไงดี – หนึ่งในสิ่งที่คนสั่งซื้อสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศกังวลกันมากคือ ได้สินค้าไม่ตรงกับที่สั่ง ไม่ว่าโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม คำถามคือ เงินบัตรเครดิตตัดไปแล้ว สินค้าส่งมาแล้ว (อาจเสียภาษีด้วย) และส่งกลับไปก็แพง จะทำอย่างไร จุดนี้ PayPal มีโปรแกรมคุ้มครองทั้ง ผู้ซื้อและผู้ขาย เพราะรู้ว่า กว่าจะร้องเรียนธนาคารเจ้าของบัตรเครดิต คงใช้เวลาหลายวัน หรือหลายเดือน
  4. การคิดค่าเงินบาท ณ เวลาที่จ่ายทันที – เรื่องนี้เรียกว่าไม่ต้องลุ้นว่า จ่ายเป็นดอลลาร์, ปอนด์, เยน หรือสกุลเงินอะไรก็แล้วแต่ PayPal จะเปลี่ยนเป็นเงินไทยให้ทันที เรียกว่ากดซื้อเมื่อไร ก็จ่ายตามนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนแต่อย่างใด

สรุป

ถ้าใครที่ซื้อของออนไลน์ต่างประเทศบ่อยๆ ลองสมัครใช้งาน PayPal ดูก็ได้ สะดวก ง่ายและปลอดภัย มีปัญหาร้องเรียนได้เร็วกว่าธนาคาร คิดค่าธรรมเนียมการจ่าย 4.4% + 11บาท (ใกล้เคียงกับธนาคาร) แม้มีเสียงจากผู้ใช้บอกว่า ถ้าลดค่าธรรมเนียมให้ถูกกว่าธนาคารน่าจะทำให้เป็นที่นิยมมากกว่านี้ก็ตาม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ Thailand 4.0 แต่ญี่ปุ่นกำลังวางแผนประเทศ 5.0 กันแล้ว!

Brand Inside - 18 February 2017 - 23:50

นี่เป็นบทความที่น่าสนใจโดย สตาร์ทอัพผัดเป็ด ซึ่ง Brand Inside นำมาสรุปให้อ่านกัน สิ่งที่กระแทกใจตั้งแต่แรกคือ ขณะที่เรากำลังพยายามเป็น Thailand 4.0 อย่างภาคภูมิ ญี่ปุ่นกำลังวางแผนประเทศ 5.0 กันแล้ว เรียกว่า Society 5.0 โดยสามารถดาวน์โหลดแผนนี้ได้ที่ http://www.keidanren.or.jp/en/policy/2016/029_outline.pdf

อย่างไรก็ตาม Keidanren ไม่ได้เป็นสมาคมธุรกิจเดียวในญี่ปุ่นเท่านั้น ยังมีคู่แข่งอีก 2 สมาคม แต่ Keidanren เป็นสภาธุรกิจที่มีอิทธิพลในญี่ปุ่น เสียงน่าจะมีน้ำหนักพอควร และการทำรายงานนี้ เป็นการตอบสนองแผนงาน Society 5.0 ของรัฐบาล LDP (พรรครัฐบาลของชินโซ อาเบะ) นี่ไม่ใช่แผนของรัฐบาลโดยตรง (แต่ก็น่าจะมีน้ำหนักพอสมควร)

ทำไมต้อง Society 5.0

ญี่ปุ่นนั้นมองเห็นว่าเป้าหมายจริงของการพัฒนาไม่ใช่แค่สร้างเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ แต่เป็นการแก้ปัญหาสังคม ซึ่งสำหรับญี่ปุ่นความท้าทายใหญ่ๆ ก็คือจำนวนประชากรที่ลดลง, คนแก่ที่เพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน, สตรีมีส่วนในเศรษฐกิจน้อย และภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น ดังนั้นต้องใช้ เทคโนโลยี 4.0 เพื่อสร้างสังคม 5.0

และแน่นอนว่า สิ่งที่ต้องใช้งานแน่ๆ เช่น IoT, Robot, AI, Big Data, 3D Printing และ VR ซึ่งทั้งหมดสามารถแบ่งได้ 2 ส่วนคือ Cyber Space (หรือก็คือโลกไอทีนั่นแหละ) และ Physical Space ซึ่งก็คือ โลกจริงๆ ของเราโดยเริ่มจากการเก็บข้อมูลในโลกจริงผ่านเซนเซอร์ที่กระจายอยู่ในอุปกรณ์ต่างๆ จากนั้นส่งข้อมูลเหล่ากลับไป Cyber Space ในรูปแบบ Big Data ให้ AI และมนุษย์เอาไปวิเคราะห์ จบด้วยการเอาผลสรุปที่ได้มาปรับปรุงโลกจริงด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่รวดเร็ว เช่น หุ่นยนต์หรือ 3D-Printing

ถ้าสร้างระบบนี้สำเร็จ ทั้ง Physical Space และ Cyber Space จะเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

แน่นอนว่า มนุษย์ จะสามารถติดต่อกับ Cyber Space ได้ผ่าน Virtual Reality หรือ VR เช่น ดูสิ่งที่จะพิมพ์สามมิติออกมาในโหมด VR ก่อน หรือใช้ VR ในการช่วยวิเคราะห์ข้อมูล

จุดเริ่มต้นเกิดจากการยอมรับว่า ตัวเองตามหลัง

ดูได้เลยว่าบริษัทเทคโนโลยีของญี่ปุ่น เช่น Sharp หรือ Toshiba กำลังประสบปัญหาอย่างหนัก ดังที่ Brand Inside นำเสนอเรื่องราวไป Toshiba อาการหนัก ขาดทุนยับเยินจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อาจถึงขั้นล้มละลาย

ในรายงานยอมรับว่าญี่ปุ่นคิดแผนนี้ช้ากว่า Industrie 4.0 ของเยอรมัน, Industrial Internet ของสหรัฐ, e-Estonia ของเอสโตเนีย และ Smart Nation ของสิงคโปร์ ซึ่งประเทศเหล่านี้เห็นความสำคัญของการเก็บข้อมูลจากโลกจริงให้มากที่สุด แม่นที่สุดด้วย IOT แล้วเอาขึ้นไปวิเคราะห์

ในฐานะที่เป็นเจ้าการผลิตมาก่อน รายงานจึงยกตัวอย่างสิ่งที่จะมาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมดั้งเดิม 4 ข้อ คือ

  • การขายสินค้าที่พ่วง Service ต่างๆ เข้าไปด้วยความสามารถเชื่อมต่อ Internet ไม่ใช่การขายขาดครั้งเดียว การผลิตจำนวนมาก แต่ก็สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าเฉพาะคนได้ คิดว่าคงมองว่า 3D Printing จะมาตอบโจทย์
  • รถที่อัพเกรด Firmware ได้เหมือน iPhone อัพเดต IOS เพื่อเพิ่มความสามารถและลูกเล่นใหม่ๆ, รถขับตัวเองที่จะทำให้การออกแบบห้องคนขับเปลี่ยนแนวไปเป็นห้องนั่งเล่น
  • เครื่องมือแพทย์ที่ติดตัวกับคนชรา ผู้ป่วยและส่งผลวัดต่างๆ ให้แพทย์ตลอดเวลา เพื่อให้การรักษาเป็นไปในลักษณะการป้องกันมากขึ้น
  • Fintech เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการเงิน ธนาคาร

การแก้ปัญหาของญี่ปุ่นด้วยเทคโนโลยี

ประชากรลดลง > สร้างธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มประสิทธิภาพสังคมด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ต่อให้คนลดลงก็ไม่น่ากลัว

สังคมที่คนชรามากขึ้นและสตรีไม่ค่อยมีส่วนในเศรษฐกิจภาคต่างๆ > สร้างงานและอาชีพใหม่ๆ ที่คนกลุ่มนี้สามารถทำได้ แต่ขณะเดียวกันก็ยังให้เขาใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ซึ่งถ้าพวกอุปกรณ์การแพทย์มันช่วยดูแลได้ตลอดจริงๆ ก็น่าจะทำให้เขามีอิสระในชีวิตได้พอสมควร

ดังนั้น ไม่แน่ว่าต่อไปอายุเกษียณ 60 คงไม่พอแล้วโดยเฉพาะสำหรับครอบครัวชนชั้นกลางในศตวรรษที่ 21 เพราะเงินที่เก็บมาไม่พอใช้จนตาย, รุ่นลูกมีภาระจ่ายมากเกินกว่าจะช่วยพ่อแม่ไหว, โอกาสจะมีลูกเขย ลูกสะใภ้อยู่บ้านเพื่อดูแลมีน้อยลง นั่นหมายถึงค่าดูแลที่สูงขึ้น และแน่นอนเมื่อคนแก่เพิ่มขึ้นๆ ประสิทธิภาพของชาติก็ลดลง แถมรัฐก็ไม่อาจแบกรับภาระสวัสดิการไหว

ประเทศไทยเองอัตราผู้สูงอายุเพิ่มไม่น้อยหน้าญี่ปุน (น่าจะอันดับ 3 ของโลก) แต่ยังติดหล่ม Middle Income Trap แบบไม่มีท่าจะหลุดพัน จริงๆ ต้องเริ่มคิดว่ามีงาน Work@Home อะไรที่คนแก่ทำได้ และจะฝึกคนเหล่านี้ให้ใช้เทคโนโลยีเป็นได้อย่างไร เรื่องนี้ดูแล้วไทยยังไม่พร้อมด้วยประการทั้งปวง

อันตรายทางธรรมชาติและการก่อการร้าย > ญี่ปุ่นไม่มีปัญหาก่อการร้ายแต่ปัญหาที่กังวล อาจเป็นเรื่อง Cyber security มากกว่าเพราะจัดทีโรงไฟฟ้าดับค่อนประเทศ, ส่วนเรื่องธรรมชาติก็จะเป็นเทคโนโลยีประหยัดทรัพยากรน้ำ อากาศที่ขายชาติอื่นได้ และแน่นอนเทคโนโลยีการสื่อสาร การก่อสร้างที่ช่วยให้รับมือและฟิ้นฟูจากภัยธรรมชาติต่างๆ ได้รวดเร็ว

กำแพงที่ขัดขวางการก้าวไปข้างหน้า

สมาคมอุตสาหกรรมญี่ปุ่น มองว่ามีอุปสรรคหรือกำแพงอยู่ 5 อย่างที่ขัดขวางการก้าวไปเป็น Society 5.0

กำแพงที่ 1 – กำแพงระบบราชการ รายงานเสนอว่าทุกกระทรวงและหน่วยงานควรมาวางแผนร่วมกันโดยใช้ IOT เป็นตัวเชื่อม (แต่ยังจินตนาการไม่ออกว่าใช้อย่างไร)

กำแพงที่ 2 – กำแพงกฎหมาย สมาคมอุตสาหกรรมญี่ปุ่นบอกว่าข้อมูลนี่แหละสำคัญที่สุด ข้อมูลที่มีปริมาณมาก, คุณภาพสูง, สามารถนำมาใช้ได้รวดเร็วจะช่วยสร้างความได้เปรียบอย่างมาก จึงควรปรับปรุงกฎหมายให้ส่งเสริมการเอาข้อมูลต่างๆ มาใช้ อ่านแล้วก็นึกถึง https://www.data.gov/ ที่รัฐบาลอเมริกันเปิดให้คนเอาไปใช้ได้ (แต่ Trump อาจจะไม่ทำต่อแล้ว) แก้กฎหมายให้เอื้อต่อการพัฒนารถอัตโนมัติ, โดรน, หุ่นยนต์ โดยนึกถึงเสียงประชาชนเป็นสำคัญ

กำแพงที่ 3 – กำแพงระบบกฎหมายเทคโนโลยี ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยี IOT, Robotics, AI ปรับปรุงภาษีวิจัย, รวมทั้งผลักดันให้ 1% ของ GDP ถูกเอาไปใช้กับการวิจัยจริงๆ ตามรายงานว่า 26 Trillion Yen หรือประมาณ สองแสนสองหมื่นล้านดอลลาร์ ไม่เยอะเท่าไหร่ครับ ก็ประมาณ 57% ของ GDP ไทยทั้งประเทศเท่านั้นเอง
.
กำแพงที่ 4 – กำแพงทรัพยากรมนุษย์ ต้องทำให้ประชาชนทุกคนเป็น “มนุษย์ผู้มีความคิดอิสระและร่วมมือกันสร้างสิ่งใหม่ๆ ด้วยการเชื่อมโยงความรู้แขนงต่างๆ” ฟังแล้วก็มึนๆ ยิ่งในบริบทญี่ปุ่นมันแปลว่าอะไรนี่ยิ่งมึน แต่ที่น่าสนใจ คือ ต้องสร้างความรู้และความสามารถตั้งแต่ชั้นประถม มัธยม รวมถึงส่งเสริมให้คนพร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิต การสร้างคนมีฝีมือก็สำคัญมาก ในรายงานถึงกับบอกว่าควรสร้างสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดพวกต่างชาติมาตั้งรกราก ทำงานในญี่ปุ่น

กำแพงที่ 5 – กำแพงการยอมรับทางสังคม ต้องมีการศึกษาถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์กับเครื่องจักรและ AI ให้ลึกถึงเรื่องแนวปรัชญาด้วย เช่น อะไรคือคำจำกัดความของ “ความสุข” อะไรคือ “มนุษย์” จุดนี้ฝรั่งเองก็เริ่มคิดเหมือนกันนะว่ายิ่งเครื่องจักรทำงานได้มากขึ้นๆ คุณค่าของมนุษย์แท้จริงแล้วอยู่ไหน?

บริษัทญี่ปุ่นทำกำลังทำอะไรเพื่อส่งเสริม Society 5.0

ประการที่ 1 คือสร้าง “พื้นที่ไร้การแข่งขัน” ขึ้นมาให้บริษัทต่างๆ มาร่วมมือแทนที่จะขัดขากันเอง

ประการที่ 2 คือร่วมมือกันระหว่างบริษัทใหญ่, เทคสตาร์ทอัพ, SME ซึ่งบริษัทใหญ่ๆ, SME ในไทยน่าจะเริ่มมองมุม Incubate ให้น้อยลงและส่งเสริมสตาร์ทอัพเป็น Vendor หรือ Solution Provider ได้แล้ว เพราะเม็ดเงินจริงๆ มันอยู่ตรงนั้น และนี่จะช่วยให้เกียร์ของเทคสตาร์ทอัพ เข้าไปในสภาพแวดล้อมธุรกิจไทยได้อย่างสมบูรณ์ขึ้น แต่ปัญหาคือบริษัทไทยไม่ชอบของไทย, คิดว่าของไทยต้องราคาถูก, เทคสตาร์ทอัพไทยเองชอบคิดแบบ Silicon Valley มากไปแทนที่จะมองปัญหาของแวดวงธุรกิจในประเทศ

ประการที่ 3 คือผู้บริหารต้องคืนความรู้ให้สังคมโดยการกลับไปสอนนักเรียน ส่งเสริมให้สตรีกล้าแสดงความสามารถ

ประการที่ 4 คือยอมรับว่าจะต้องมีงานที่หายไปแน่ๆ และช่วยสร้างแรงงานที่มีความสามารถหลากหลาย ยืดหยุ่นพอจะไปทำงานใหม่ๆ ได้ นี่ก็เป็นอีกข้อที่รายงานค่อนข้างยอมรับความจริง

สรุป

ญี่ปุ่นมองเทคโนโลยียุค 4.0 เป็นเพียงพาหนะสู่อนาคตมากกว่าจะเป็นเป้าหมายเพราะญี่ปุ่นเห็นแล้วว่ามีปัญหาสังคมมากมายกำลังรออยู่ข้างหน้า Society หรือ สังคม 5.0 ต้องเน้นที่ “คน” โดยใช้เทคโนโลยีรีดประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่นในการทำงานออกจาก “คน” ให้มากที่สุดตั้งแต่เด็กจนตาย แต่ขณะเดียวกันก็หมายถึงการเพิ่มคุณค่า, คุณภาพชีวิตและทางเลือกในการใช้ชีวิตให้กับประชากรด้วย

สำหรับประเทศไทย…

ที่มาของภาพปก: Picture of Azuma Bridge anda Distant View of a Torpedo Explosion By Inoue Tankei 1888, ภาพอื่นๆ จาก pixabay.com

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ศิลปศาสตร์ อาจจะกลายเป็นศาสตร์หลัก หลังหุ่นยนต์กำลังจะครองโลก

Brand Inside - 18 February 2017 - 14:24

ในขณะที่โลกกำลังหมุนด้วยเทคโนโลยี และหุ่นยนต์เริ่มเข้ามามีบทบาทในหลายอุตสาหกรรม แล้วหลังจากนี้ตลาดงานจะเป็นอย่าง เมื่ออีกไม่ช้าหลายตำแหน่งอาจจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ทั้งหมด

ภาพ pixabay.com ศิลปศาสตร์ คืออีกทางออกในการศึกษา

Mark Cuban เศรษฐีนักลงทุน เจ้าของทีมบาสเก็ตบอล Dallas Maverick มองว่า ด้วยตอนนี้หลายงานเริ่มถูกแทนที่ด้วยระบบ Automation ผ่านหุ่นยนต์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาให้มีความผิดพลาดน้อยกว่ามนุษย์ ดังนั้นศาสตร์ที่น่าจะอยู่รอดในโลกหลังจากนี้ได้คือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ, ปรัชญา และภาษาต่างประเทศ ซึ่งความรู้เหล่านี้มาจากศิลปศาสตร์ หรือ Liberal Arts ในทางกลับกันศาสตร์ที่จะอยู่ได้ยากก็คือศาสตร์ที่กลุ่มที่หุ่นยนต์ทดแทนได้ เช่นเรื่องการเงิน เป็นต้น

“เรื่องการเงินนั้น ยุคนี้ไม่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญก็ได้ เพียงป้อนข้อมูลเข้าไป ทุกอย่างก็ถูกคำนวนออกมาอย่างถูกต้อง และรวดเร็ว ดังนั้นตำแหน่งงานที่น่าจะมีความต้องการมากที่สุด 10 ปีหลังจากนี้คือกลุ่มที่เรียนเกี่ยวกับศิลปศาสตร์ มากกว่าฝั่งโปรแกรมมิ่ง หรือวิศวกรเสียอีก”

อย่างไรก็ตามศาสาตร์กี่ยวกับ Computer Science และเรื่องนวัตกรรมที่เกี่ยวกับการประยุกต์เทคโนโลยี เช่นการทำให้การสื่อสารของผู้บริโภค และภาคธุรกิจดีขึ้นก็ยังเป็นที่ต้องการอยู่ เพราะมันช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับการทำงานแบบ Automation

สรุป

การเลือกเรียนมหาวิทยาลัยหลังจากนี้ต้องมองเรื่องเทรนด์ของโลกเช่นเดียวกัน ไม่ใช่แค่เรียนในวิชาที่อยากเรียน และหลังจากนี้กลุ่ม Liberal Arts ที่อาจถูกหลงลืมไป เพราะมีเรื่องศาสตร์เกี่ยวกับนวัตกรรมมาแทนที่ ก็อาจจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะช่วยให้การทำงานระหว่างคน กับคนยังดำรงอยู่ได้

อ้างอิง // CUBAN: Don’t go to school for finance — liberal arts is the future

 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Kraft Heinz เสนอซื้อกิจการ Unilever ด้วยมูลค่า 5 ล้านล้านบาท! เบื้องต้นดีลยังไม่บรรลุ

Brand Inside - 18 February 2017 - 07:02

Kraft Heinz บริษัทด้านผลิตภัณฑ์อาหารรายใหญ่ของอเมริกา ได้ประกาศคำเสนอขอซื้อกิจการทั้งหมดของ Unilever บริษัทด้านสินค้าอุปโภค-บริโภครายใหญ่จากอังกฤษ-เนเธอร์แลนด์ โดยข้อเสนอเบื้องต้นนั้นสูงถึง 143,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 5 ล้านล้านบาท! เบื้องต้น Unilever ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว

โดยในรายงานที่ทั้ง Kraft Heinz และ Unilever แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันศุกร์ ระบุว่าข้อเสนอ 143,000 ล้านดอลลาร์จาก Kraft Heinz ประกอบด้วย คำเสนอซื้อหุ้น Unilever ที่ราคา 50 ดอลลาร์ต่อหุ้น โดยแบ่งเป็นเงิน 30.23 ดอลลาร์ต่อหุ้น และหุ้นบริษัทใหม่หลังควบรวมกิจการอัตราส่วน 0.222 หุ้นใหม่ต่อ 1 หุ้นเดิม

ด้าน Unilever บอกว่าราคาเสนอซื้อนี้สูงกว่าราคาหุ้นเมื่อวันพฤหัสบดีอยู่ 18% อย่างไรก็ตาม Unilever ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว เนื่องจากไม่เห็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้น และบริษัทก็ไม่มีการเจรจาใดเพิ่มเติม

Kraft Heinz ยังมีเวลาในการแก้ไขคำเสนอซื้อกิจการถึงวันที่ 17 มีนาคม ตามกฎการเสนอซื้อกิจการของอังกฤษ

Kraft Heinz ผู้ทำคำเสนอซื้อ เป็นกิจการควบรวมกันของสองยักษ์ใหญ่ด้านอาหาร Kraft และ Heinz เมื่อปี 2015 และเลือกใช้กลยุทธ์ซื้อกิจการต่างๆ นับตั้งแต่นั้นมา จนมาถึงข้อเสนอที่ใหญ่ยักษ์ดังกล่าว ที่น่าสนใจมากกว่านั้น Kraft Heinz มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่สองรายคือ Berkshire Hathaway ของมหาเศรษฐีนักลงทุน Warren Buffett และกองทุน 3G Capital โดยมีหุ้นรวมกัน 50.9%

นักวิเคราะห์ให้ความเห็นว่าดีลนี้โอกาสสำเร็จอาจไม่มาก เนื่องจาก (1) Kraft Heinz มีขนาดกิจการเล็กกว่า Unilever ทำให้ไม่น่าสนใจในมุมมองของ Unilever (2) Kraft Heinz เป็นบริษัทใหญ่ในอเมริกา ส่วน Unilever เน้นลูกค้าในยุโรปและเอเชีย ดีลนี้ย่อมถูกตรวจสอบเรื่องการผูกขาดทางการค้าแน่นอน และอาจส่งผลให้ล่าช้าหรือไม่เกิดขึ้น

ที่มา: Reuters, MarketWatch และ Quartz

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ปูพรมทุกแพลตฟอร์ม – ต่อยอดจากช่อง กลยุทธ์ใหม่ของ Fox หลังตลาด Pay-TV ไทยทยอยปิดตัว

Brand Inside - 18 February 2017 - 03:25

อย่างที่ทุกคนทราบข่าวว่า ปีที่แล้ว CTH และ Z Pay TV ปิดตัวลง รวมถึง Truevision ก็ประกาศลดช่องรายการ แสดงให้เห็นถึงปัญหาของอุตสาหกรรม Pay-TV แล้วคนที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์รายการอย่าง Fox จะทำอย่างไรล่ะ

ออกจากแค่ Pay-TV เป็นทุกแพลตฟอร์ม

จากเดิมที่ผู้ชมจะคุ้นเคยช่องของ Fox ไม่ว่าจะเป็น Fox Movies, Fox Sports หรือ National Geographic ผ่านการออกอากาศตาม Pay-TV ต่างๆ หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นทีวีดาวเทียมที่รับชมฟรีบางกล่อง แต่พอกลุ่มเหล่านี้เริ่มล้มหายตายจาก ก็ทำให้ Fox ที่เป็นเจ้าของสิขสิทธิ์ภาพยนตร์, ซีรีส์, รายการกีฬา และสารคดี ต้องมาทบทวนการทำตลาดในไทยใหม่ เพราะพอเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น รายได้บริษัทก็ลดฮวบ ผ่านการที่เจ้าของบริการ Pay-TV และทีวีดาวเทียมไม่ได้ซื้อช่องรายการต่อ

หม่อมราชวงศ์ รุจยารักษ์ อาภากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ฟ็อกซ์ เน็ตเวิร์คส์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ยอมรับว่า ปีที่ผ่านมารายได้ของธุรกิจในประเทศไทยไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้เยอะพอสมควร เหตุผลมาจากเหตุการณ์ยุติ Pay-TV ที่บริษัทไม่ได้คาดคิดไว้ ซึ่งระหว่างเหตุการณ์นั้นบริษัทก็มีการหารือเกี่ยวกับการแก้ปัญหานี้ และสุดท้ายก็มาจบลงที่การ Diversify หรือการมองหาช่องทางใหม่ๆ ในการนำรายการลิขสิทธิ์ที่บริษัทถืออยู่ออกไปแพร่ภาพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“Fox อยู่ในไทยมากว่า 20 ปี ก่อนนี้คนเห็นเราหลักๆ ที่ Truevision กับ CTH และ Fox ก็มีรายได้จากการขายลิขสิทธิ์ให้พวกเขาประมาณหนึ่ง แต่เมื่อทุกอย่างเปลี่ยนไป เราก็ก็พึ่งฝั่ง Pay-TV อย่างเดียวไม่ได้แล้ว ดังนั้นเราจึงตัดสินใจเจรจาเรื่องการซื้อลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ และรายการต่างๆ จากเดิมที่ไว้แพร่ภาพแค่ช่องทาง Pay-TV ก็เปลี่ยนเป็นสามารถนำไปแพร่ภาพช่องทางใดก็ได้ หมายถึง Pay-TV, IPTV, Mobile และ Digital TV เช่นกรณีของช่องดิจิทัลทีวี PPTV ก็ซื้อรายการกีฬากับเรา หรือ AIS ที่กำลังนำไปออกอากาศบน IPTV และ Mobile”

ต่อยอดจากรายการคืออีกตัวเลือก

ขณะเดียวกันการเดินเกมของ Fox ไม่ใช่แค่ซื้อลิขสิทธิ์แบบแพร่ภาพได้ทุกช่องทาง แต่ยังเตรียมนำรายการอื่นๆ ที่ตนเองผลิตมาต่อยอดด้วยการทำกิจกรรมใหม่ๆ กับผู้ชม เช่นการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับกีฬา รวมถึงการนำ National Geographic มาปรับให้เป็นมากกว่าแค่รายการสารคดี เช่นการเจรจาให้เรือสำราญขนาดเล็กที่ล่องอยู่ 20 ลำทั่วโลกเพื่อจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการสำรวจภูมิภาคต่างๆ ก็อาจจะมาจอดให้บริการที่ประเทศไทยก็ได้ เพราะปัจจุบันมีการจัดทริปล่องเรื่องระหว่างเวียดนาม กับกัมพูชา ระยะเวลา 14 วัน ราคา 10,980 ดอลลาร์สหรัฐแล้ว

นอกจากนี้ในประเทศจีนยังมีการทำ National Geographic ไปทำเป็น Museum Retail หรือพิพิธภัณฑ์ภายในห้างสรรพสินค้า คล้ายกับ Kidzania ที่ให้เด็กสามารถไปศึกษาหาความรู้จากธรรมชาติต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ถือเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจได้เช่นเดียวกัน ส่วนที่ Fox สามารถเดินเกมธุรกิจเกี่ยวกับ National Geographic ได้เต็มรูปแบบก็เพราะทำการ Joint Venture กันแล้ว โดยไล่ตั้งแต่หนังสือ จนไปถึงสารคดี และมองว่าโอกาสที่รายได้จากประเทศไทยจะเพิ่มมาจาก Event หรือ Local Production ก็สามารถทำได้เช่นกัน

สุดท้ายตลาดก็ Monopoly เหมือนเดิม

อย่างไรก็ตามบริการ Pay-TV ในไทยสุดท้ายเป็น Monopoly เหมือนเดิม ถึงก่อนหน้ามีรายใหม่เข้ามา และสร้างความคึกคักให้กับตลาด แต่ด้วยโมเดลธุรกิจ และการวางตำแหน่งในตลาดก็สู้รายเดิมไม่ได้ ที่สำคัญด้วยประเทศไทยเป็นประเทศที่มีช่องดิจิทัลทีวีถึง 24 ช่อง ทำให้โอกาสที่ Pay-TV จะส่งเนื้อหารายการที่แตกต่างกับช่องที่รับชมฟรีเหล่านี้ก็ยากขึ้นเช่นกัน ในทางกลับกันมันก็ยังมีโอกาสของผู้เล่นหน้าใหม่ เช่นการทำราคาให้เข้าถึงได้ทุกระดับ แต่ตลาด Pay-TV คงไม่เติบโตหลัก 10% เหมือนก่อนหน้าแล้ว ส่วนรายได้ของบริษัทปีนี้คงเติบโตแค่เล็กน้อย

สรุป

การทำตลาดของ Fox หลังจากนี้จะเป็นการซื้อลิขสิทธิ์เนื้อหารายการที่สามารถแพร่ภาพได้ทุกช่องทาง หรือสมมติแต่ก่อนซื้อภาพยนตร์จาก Walt Disney Studio เพื่อฉายแค่ Pay-TV อย่างเดียว ตอนนี้ก็จะขอซื้อเป็นหลายวิธีแพร่ภาพ เพื่อเปิดโอกาสทางธุรกิจ และอีกเรื่องที่น่าสนใจคือการนำรายการโทรทัศน์มาอยู่บนโลกจริงๆ ผ่านวิธีต่างๆ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงในประเทศไทย ก็คงเป็นเรื่องที่ใหม่ และสร้างอีกมิติของวงการโทรทัศน์ได้เป็นอย่างดี

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

หลังจากซื้อ Uber China ปีที่แล้ว Didi Chuxing เปิดแผนอินเตอร์ เตรียมลุยตลาดโลก

Brand Inside - 18 February 2017 - 00:25

Didi Chuxing ผู้ให้บริการแอปเรียกรถแบบ ride-sharing รายใหญ่ในจีน ที่ซื้อกิจการจาก Uber China ไปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่ง Brand Inside เกาะติดความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง อ่านได้ที่นี่ เพราะเป็นแอปที่สามารถเอาชนะ Uber ได้ และเวลานี้ได้ทำการ ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ พร้อมกับเพิ่มหน่วยธุรกิจ International เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับขยายออกไป นอกประเทศจีนในปีนี้

Cheng Wei ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Didi พร้อมด้วย Jean Liu Qing ประธานของ Didi ได้ประกาศว่า ปีนี้บริษัท พร้อมแล้วที่จะออกมาลุยตลาดนอกจีนแผ่นดินใหญ่ และในอีก 5 ปีข้างหน้า Didi จะไม่เป็นเพียงแอปบริการเรียกรถเท่านั้น แต่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำการให้บริการโครงข่ายยานยนต์ (automotive network) และผู้นำ ในเทคโนโลยีการขนส่งสมัยใหม่

ที่สำคัญ Didi จะเป็นผู้นำการปฏิรูประบบขนส่งทั่วโลกรวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วย ซึ่งทั้งหมดถือเป็นการประกาศเป้าหมายที่ท้าทายอย่างยิ่ง

จุดเริ่มต้นคือ การควบรวมกิจการกับ Uber ในจีน และการจับมือเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการแอปเรียกรถ ลักษณะเดียวกันในภูมิภาคอื่นๆ เช่น Grab ในอาเซียน, Ola ในอินเดีย รวมถึง Lyft ในอเมริกา ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงของ Uber ซึ่งทุกรายตกลงที่จะแชร์เทคโนโลยี ความรู้ และทรัพยากรทางธุรกิจร่วมกันเพื่อแข่งขันกับ Uber ซึ่งกล่าวได้ว่าครองตลาดโลกอยู่ในเวลานี้

ก่อนหน้านี้ Didi ได้ลงทุนใน Lyft เป็นเงินกว่า 100 ล้านดอลลาร์ รวมถึงลงทุนใน Grab และ Ola มาแล้ว

แบ่ง 2 กลุ่มธุรกิจ พร้อมบุกตลาดโลก

สำหรับการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ของ Didi ครั้งนี้ แบ่งธุรกิจหลักเป็น 2 กลุ่ม คือ Express Mobility Group ประกอบด้วยบริการ Didi Taxi, Didi Express ซึ่งคือ Uber China เดิม และอีกกลุ่มคือ Premier Mobility Group ประกอบด้วย Didi Premier, Didi Deluxe เป็นส่วนของธุรกิจคนขับรถ

การปรับโครงสร้างครั้งนี้ ยังได้เพิ่มทีม Smart Transportation มีเป้าหมายคือทำงานร่วมกับรัฐบาลในแต่ละท้องถิ่นโดยใช้ประโยชน์จากข้อมูลของ Didi เพื่อปรับปรุงการบริหารจัดการการขนส่งและการสร้าง Smart City

นอกจากนี้ Didi ได้เปิดตัวศูนย์การจัดการทรัพยากรยานพาหนะ ซึ่งยกระดับขึ้นจากแผนการจัดการด้านความปลอดภัย

ที่มา: SCMP

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

True แต่งตั้ง “ศุภชัย เจียรวนนท์” นั่งประธานกรรมการบริหาร พร้อม 2 กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม)

Brand Inside - 17 February 2017 - 19:48

ที่ประชุมคณะกรรมการของ True Corporation มีมติเห็นชอบการแต่งตั้งและปรับเปลี่ยนโครงสร้างขององค์กร โดยจัดตั้งคณะกรรมการบริหาร (Executive Committee) ดูแลการบริหารงานของบริษัท โดยมี ศุภชัย เจียรวนนท์ เป็นประธานคณะกรรมการบริหาร (Chairman of the Executive Committee) และแต่งตั้ง วิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) รับผิดชอบงานด้านการพาณิชย์ และ อติรุฒม์ โตทวีแสนสุข เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) รับผิดชอบงานด้านปฏิบัติการ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560

ศุภชัย เจียรวนนท์

ศุภชัย เจียรวนนท์ บอกว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้เป็นไปตามที่ได้มีการวางแผนการสืบทอดตำแหน่ง ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเพราะขณะนี้กลุ่มทรูมีความแข็งแกร่งทั้งด้านการเงิน สินค้าบริการ คุณภาพและความครอบคลุมของเครือข่าย และมีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะเติบโตและก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารบริษัท จะยังคงร่วมกำหนดทิศทาง นโยบายและกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มทรูต่อไป ในขณะเดียวกันการดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้บริหารซีพี จะมีส่วนช่วยสนับสนุนและเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจระหว่างกลุ่มทรูกับธุรกิจในเครือซีพีให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มทรูในอนาคตต่อไป

การปรับโครงสร้างและการสืบทอดตำแหน่งที่ประกาศในครั้งนี้ มีความสำคัญต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่องของกลุ่มทรู ซึ่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ทั้ง 2 ท่านนี้ต่างเป็นแม่ทัพที่แข็งแกร่ง มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานที่สำคัญของกลุ่มทรู ทั้งยังร่วมบริหารงานผ่านช่วงวิกฤติต่างๆ ขององค์กรมาโดยตลอด จึงมีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนและนำพากลุ่มทรูก้าวเป็นองค์กรที่สร้างผลกำไร และเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

วิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์

วิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) ด้านการพาณิชย์ ดูแลงานในฐานะผู้บริหารสูงสุดด้านธุรกิจพาณิชย์ทั้งหมด ตั้งแต่ ธุรกิจโมบายล์ บรอดแบนด์ ทรูวิชั่นส์ ธุรกิจคอนเวอร์เจนซ์ รวมถึงธุรกิจรีเทล วิเชาวน์ได้ทำงานร่วมกับกลุ่มทรูมานานกว่า 25 ปี และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงข่ายสื่อสารอันเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการขยายธุรกิจหลักของกลุ่มทรู รวมทั้งมีความสามารถในการผสานความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำจากทั่วโลก ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งในการขยายธุรกิจด้านสินค้าและบริการ เพิ่มศักยภาพของบริษัท ในการแข่งขันระดับภูมิภาค

อติรุฒม์ โตทวีแสนสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) ด้านปฏิบัติการ ดูแลงานบริหารจัดการองค์กรทั้งหมด ซึ่งรวมถึงงานด้านเครือข่าย ระบบสารสนเทศ และบริการลูกค้า โดยตลอดเวลาที่ร่วมงานกับกลุ่มทรู มากว่า 19 ปี ดูแลธุรกิจหลากหลาย และเป็นผู้ร่วมบุกเบิกธุรกิจใหม่ๆ อาทิ วีพีซีที ทรูมันนี่ รวมทั้งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีในการบริหารจัดการและสร้างเป็นนวัตกรรมบริการเพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล

อติรุฒม์ โตทวีแสนสุข (คนขวา)

“โครงสร้างใหม่ครั้งนี้ เป็นอีกก้าวที่สำคัญในการยกระดับองค์กร เตรียมพร้อมเข้าสู่ยุคดิจิทัลแพลตฟอร์ม และดิจิทัลมีเดียอย่างแท้จริง โดยจะมุ่งเน้นการพัฒนาที่ชัดเจนยิ่งขึ้นทั้งการสร้างผลกำไรเพื่อให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งการเพิ่มศักยภาพระบบปฏิบัติการให้แข็งแกร่งเต็มกำลัง เพื่อขับเคลื่อนกลุ่มทรูจากการเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมสู่ผู้ให้บริการดิจิทัลที่เติมเต็มความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครบวงจรในอนาคต” นายศุภชัย กล่าว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ตลาด Pay-TV ยังไหว? Nextstep จัดแพ็ค 300 บาทดู HD 24 ช่อง ดึง 6 ล้านจานเปลี่ยน

Brand Inside - 17 February 2017 - 17:58

หลังจากปี 2559 เป็นปีแห่งวิบากกรรมของผู้ให้บริการ Pay-TV เพราะมีทั้ง Z Pay TV ของแกรมมี่ และ CTH ต่างยกเลิกให้บริการ กลับมาเหลือเพียง Truevision เหมือนเดิม แล้วนี่ยังจะมีคนกล้าเขามาทำตลาดอีกเหรอ

อีกก้าวของ Nextstep กับ Pay-TV

อย่างที่เกริ่นไปข้างต้น ที่แสดงให้เห็นถึงโอกาสในตลาด Pay-TV ที่แทบจะไม่มี และถูกผูกขาดจาก Truevision ที่เป็นผู้เล่นหลัก แต่ถึงจะผูกขาดอย่างไร ต้นปี 2560 ก็เพิ่งประกาศถอดรายการเกือบ 20 ช่องออกไป ยิ่งสร้างความชัดเจนว่า การเข้ามาในตลาด Pay-TV ตอนนี้เหมือนมาขุดทองในเหมืองที่ไม่มีอะไรแล้ว แต่ทำไมอยู่ๆ Nextstep บริษัทที่ทำรายการ “สำรวจโลก” และปี 2558 เพิ่งทำตลาดโครงข่ายทีวีดาวเทียมในชื่อ FreeviewHD ไป จึงตัดสินใจเข้ามาทำตลาด Pay-TV ล่ะ

อมรภัทร ชมรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เนกซ์สเตป จำกัด เล่าให้ฟังว่า เมื่อปี 2558 บริษัทตัดสินใจรุกตลาดทีวีดาวเทียม เพราะเห็นช่องว่างในตลาด ผ่านเนื้อหารายการที่ยังไม่มีคุณภาพนัก ประกอบกับการรับชมแบบความคมชัดสูง หรือ HD กำลังมา จึงร่วมกับ Intelsat เบอร์หนึ่งโครงข่ายดาวเทียม และบมจ.กสท โทรคมนาคม เพื่อเดินหน้า FreeviewHD ผ่านจุดเด่นเรื่องช่อง HD 11 ช่อง และเนื้อหารายการคุณภาพ จนมีผู้ใช้บริการในระบบหลักแสนราย แต่ด้วยตลาด Pay-TV ตอนนี้ยังเหลือช่องว่างอยู่มาก โดยเฉพาะระดับกลาง จึงตัดสินใจยกระดับตัวเองขึ้นมา

ช่องทั้งหมดของ GoodTV (ช่องที่คาดสีเงินคือแพ็คเกจ Silver และช่องที่คาดสีทองคือแพ็คเกจ Gold)

โดยการเข้ามาสู่ตลาด Pay-TV นั้นจะทำการเปลี่ยนชื่อ FreeviewHD เป็น GoodTV เพื่อสร้างความชัดเจนในการทำตลาด ประกอบด้วย 2 แพ็คเกจคือ Silver ที่รับชมแพ็คเกจเดียวกับ FreeviewHD จำนวน 44 ช่อง HD 11 ช่อง ไม่มีค่าใช้จ่ายรายเดือน กับ Gold ที่จะเพิ่มช่อง HD เป็น 24 ช่อง ทำให้รับชมได้ทั้งหมด 57 ช่อง โดยจุดเด่นคือช่องรายการจาก Fox จำนวน 8 ช่อง เช่น Fox Thai HD, Nat Geo Wild HD และ Star World HD โดยมีค่าบริการอยู่ที่ 300 บาท/เดือน ถือว่าต่ำที่สุดในตลาดขณะนี้

ขายกล่องรุ่นใหม่เพิ่มรายได้อีกทาง

“Nextstep เดินหน้าสู่ Pay-TV เต็มตัว และต้องการเป็นตัวเลือกของการรับชม Pay-TV ในระดับกลาง ผ่านเนื้อหาที่ดีเหมือนกับชื่อ โดยเราจะใช้งบการตลาดปีนี้ราว 30 ล้านบาทเพื่อปูพรมการรับรู้ในกรุงเทพ และจังหวัดใหญ่ๆ รวมถึงทำโปรโมชั่นพิเศษให้กับลูกค้ากล่อง FreeviewHD เดิม เพื่อให้ย้ายมาอยู่บนกล่องใหม่ให้มากที่สุด โดยปีนี้วางเป้าไว้ที่ 50,000 – 100,000 ผู้ใช้บริการก็น่าจะเป็นที่พอใจ และหลังจากนั้นค่อยเป็น 5 แสนภายใน 3 ปี เพราะกว่า Pay-TV จะมีลูกค้าเยอะจริงๆ ต้องใช้เวลา ที่สำคัญเราเตรียมเพิ่มช่องรายการที่เป็น HD อีกด้วย”

ทั้งนี้ในประเทศไทยมีจำนวนจานดาวเทียมแบบ KU Band อยู่ราว 6 ล้านใบ ซึ่งการจะรับชม GoodTV ได้นั้นต้องเปลี่ยนตัวรับสัญญาณที่หน้าจาน และตัวกล่องใหม่ไม่ว่าจะใช้บริการทีวีดาวเทียมของเจ้าใดก็ตาม ทำให้บริษัทมีโอกาสสร้างรายได้จากการขายอุปกรณ์เหล่านี้ได้ด้วย ผ่านการจัดโปรโมชั่นเปลี่ยนกล่องเก่าในราคา 2,590 บาท และได้สิทธิ์ดูแพ็คเกจ Gold ฟรี 3 เดือน หรือถ้าขายพร้อมติดตั้งจานด้วยจะอยู่ที่ 3,590 บาท โดยการขายแบบเปลี่ยนกล่องเก่าจะคิดเป็น 70% ของยอดขาย

เศรษฐกิจไม่ดี คนอยู่บ้านคือโอกาส

สำหรับตลาด Pay-TV ในตอนนี้ยังมีโอกาสเติบโตในกลุ่มระดับกลางถึงล่างอยู่ เพราะเมื่อเศรษฐกิจไม่ดี คนก็อยู่บ้านมากขึ้น และถึงจะมีบริการ Subscription Video on Demand (SVOD) รวมถึงกล่อง IPTV เข้ามา ก็คงไม่ตอบโจทย์ เพราะนอกจากเสียค่าบริการแล้ว ยังต้องเสียค่าอินเทอร์เน็ตที่ค่อนข้างสูง ดังนั้น Pay-TV ที่สามารถสร้างความบันเทิงแก่พวกเขาในราคาถูกก็น่าจะตอบโจทย์พวกเขาได้ ส่วนเรื่องรายการกีฬาที่ Nextstep ไม่เอาเข้ามา เพราะตัวช่อง PPTV ที่ฉายฟุตบอลลีกยุโรป ทาง GoodTV ก็แพร่ภาพแบบ HD อยู่แล้ว จึงมองว่ายังไม่จำเป็น

สรุป

ถึง GoodTV จะมีภาพยนตร์, ซีรีส์, สารคดี และรายการเด็ก โดยขาดแค่รายการกีฬา แต่การมีเนื้อหารายการแค่นี้ ก็น่าจะเพียงพอต่อการรับชมในราคา 300 บาท/เดือนแล้ว ซึ่งผู้บริหารเชื่อว่าการมีครบทุกรส และราคารับได้ น่าจะดึงคนเข้ามาใช้บริการได้ไม่ยาก แต่ตลาดนี้ก็ต้องดูกันยาวๆ เพราะไม่เช่นนั้นก็คงไม่เหลือแค่ Truevision รายเดียว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เป็นผู้นำยิ่งต้องปรับตัวให้ไว acer ขยายตลาด PC เฉพาะทาง เริ่มรุกสินค้า IoT

Brand Inside - 17 February 2017 - 16:19

สำหรับตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล acer (เอเซอร์) ยังรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดไว้ได้ พูดชื่อ acer ขึ้นมาใครก็รู้จัก แต่เมื่อตลาดคอมพิวเตอร์ในไทยไม่มีการเติบโตอีกแล้ว ส่วนใหญ่เป็นการซื้อเครื่องเพื่อทดแทนเครื่องเดิม หรือซื้อเพื่อเล่นเกม acer จึงต้องปรับตัว เพื่อรักษาการเติบโตของธุรกิจ

ขยายตลาด PC เฉพาะทาง จับเกมเมอร์ – Limited Edition

นิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ของ acer บอกว่า มีการคาดการณ์ว่าตลาดคอมพิวเตอร์รวมปีนี้ อยู่ที่ 2.4 ล้านเครื่อง แบ่งเป็นโน้ตบุ๊ค 1.2 ล้านเครื่องและ เดสก์ท็อป 1.2 ล้านเครื่องโดยประมาณ จำนวนเครื่องที่ขายแต่ละปีไม่เติบโตแล้ว แต่มูลค่ายังมีการเติบโตอยู่บ้าง

เพราะผู้ใช้คอมพ์เรียนรู้แล้วว่าตัวเองต้องการอะไร และเลือกซื้อเครื่องใหม่ที่ตรงกับการใช้งานมากขึ้น เช่น คอมพิวเตอร์เกมเมอร์, คอมพิวเตอร์บางเบา หรือคอมพิวเตอร์ที่เป็น Limited Edition สร้างลักษณะเฉพาะ มีความไลฟ์สไตล์มากขึ้น ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่ acer ทำตลาดมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และปีนี้มีสินค้าใหม่ออกมาเจาะตลาดมากขึ้น

สำหรับกลุ่มเกมเมอร์ acer มีคอมพิวเตอร์ตระกูล PREDATOR ที่เน้นสเปคโหด และล่าสุดที่เปิดตัว PREDATOR X21 สุดยอดโน้ตบุ๊คเกมเมอร์ ราคา 359,000 บาท ที่มีเพียง 21 เครื่องในไทย และมีการสั่งจองเรียบร้อยแล้วบางส่วน ผ่านทางร้าน JIB และ IT City ขณะที่รุ่นอื่นๆ เพื่อตอบตลาดทั่วไป เช่น Aspire VX15 ราคาเริ่มต้น 29,000 บาท

ส่วนตลาดไลฟ์สไตล์ acer เตรียมโน้ตบุ๊คบางเบา (Thin and Light) แบบ Limited Edition ลาย Kitty ซึ่งจะเริ่มวางจำหน่ายปลายเดือน มี.ค. เป็นต้นไป ราคาเริ่มต้น 25,000 บาท อนาคตจะมีรุ่น Marvel เข้ามาทำตลาดด้วย

ตัวนี้เวอร์ชั่นในต่างประเทศ acer บอกว่าเวอร์ชั่นขายในไทย สวย น่ารักกว่านี้ เริ่มรุกสินค้า IoT ขยายตลาดใหม่

อีกหนึ่งธุรกิจที่เป็นกระแสของโลกของ IoT ที่ acer เริ่มต้นรุกตลาดอย่างชัดเจนในปีนี้ ซึ่งคาดว่าน่าจะยังมีสัดส่วนธุรกิจประมาณ 10% โดยสินค้าไอทีคอมพิวเตอร์ยังเป็นธุรกิจหลัก 90% แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า IoT คือโอกาสที่เป็นไปได้สูง

นิธิพัทธ์ บอกว่า เดิมเข้าใจตลาดสินค้า IoT ในไทย เหมือนสินค้า gadget ทั่วไปที่ยังจับต้องเป็นรูปธรรมไม่ได้ แต่พอลองไปสำรวจแล้วจะพบว่า สินค้า IoT มีการนำเข้าสินค้าไม่มีแบรนด์จากต่างประเทศเข้ามามากพอสมควร จึงเป็นโอกาสที่ acer ซึ่งมีการพัฒนาสินค้าเหล่านี้อยู่แล้วนำเข้ามาทำตลาดอย่างเป็นรูปธรรม มีแบรนด์ชัดเจน และมีศูนย์บริการรับประกันสินค้า

เช่น xplova เป็นไมล์วัดความเร็วติดจักรยานที่มีระบบครบถ้วนเป็นที่นิยมในต่างประเทศ เหมาะสำหรับกลุ่มฮาร์ดคอร์ด้านกีฬาจักรยาน มีกล้องด้านหน้ามาให้ด้วย ราคาเริ่มต้น 14,900 บาท รวมถึง PAWBO อุปกรณ์กล้องไอพีพร้อมระบบเล่นกับสัตว์เลี้ยง สุนัขและแมว โดยควบคุมผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งมาจับกลุ่ม Pet Lover โดยเฉพาะ โดยจะเริ่มต้นทำตลาดช่วงปลายไตรมาส 1 ต้นไตรมาส 2 นี้

xplova สำหรับนักปั่นจักรยาน PAWBO สรุป

acer ปรับตัวทางธุรกิจอย่างชัดเจนมากขึ้น บางคนอาจจะมองว่าการปรับตัวช้าหรือไม่ ต้องบอกว่าในตลาดสินค้าผู้บริโภคนั้น การเริ่มต้นเร็วเกินไป ผู้บริโภคจะยังไม่ตอบรับกับสินค้า แต่การเริ่มต้นในเวลาที่พอดี นอกจากจะรักษาผู้นำตลาด แนะนำสินค้าไม่มาก ผู้บริโภคพร้อมซื้อไปใช้งาน จะเกิดผลดีมากกว่า ปีนี้รอดูว่า acer จะเน้นทั้งเรื่องคอมพิวเตอร์เกม, คอมพิวเตอร์ Limited และ IoT ได้ชัดเจนขนาดไหน ต้องติดตาม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Lalamove เผยธุรกิจในไทยปี 2016 เติบโต 6 เท่า มีลูกค้าแตะ 2 แสนราย

Brand Inside - 17 February 2017 - 12:35

Lalamove บริการขนส่งแบบออนดีมานด์ แถลงผลประกอบธุรกิจในปี 2559 พบว่ามีอัตราการเติบโตถึง 600% เมื่อเทียบกับปี 2558

Lalamove เป็นบริการขนส่งจากประเทศฮ่องกง เพิ่งระดมทุนซีรีส์ B ไปเมื่อเร็วๆ นี้ด้วยมูลค่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตอนนี้ Lalamove สามารถระดมทุนได้แล้วทั้งสิ้น 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบัน Lalamove มีให้บริการใน 45 เมืองทั่วเอเชีย และอีก 40 เมืองในประเทศจีน ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา มีลูกค้ากว่า 5 ล้านรายทั่วเอเชีย

คุณชานนท์ กล้าหาญ กรรมการผู้จัดการของ Lalamove ประเทศไทย ระบุว่าตอนนี้มีคนขับจำนวน 35% เลือกมาทำงานบนแพลตฟอร์ม Lalamove แทนการทำงานประจำ เพราะรายได้ดีกว่า และบริหารเวลาได้ดีกว่า

สองผู้บริหารของ Lalamove สันทิต จีรวงศ์ไกรสร (ซ้าย) คุณชานนท์ กล้าหาญ (ขวา)

คุณสันทิต จีรวงศ์ไกรสร ผู้อำนวยการภูมิภาคฝ่ายปฏิบัติการ ให้สัมภาษณ์กับ Brand Inside ว่า Lalamove ถือเป็นผู้ให้บริการขนส่งแบบออนดีมานด์เป็นรายแรกในไทย รูปแบบของบริการปัจจุบันยังจำกัดเฉพาะในกรุงเทพมหานคร และเน้นการส่งด่วนภายในวันเดียว โดยคิดค่าบริการพรีเมียมกว่าบริการส่งพัสดุทางไปรษณีย์

ตอนนี้ Lalamove มีลูกค้าในไทย 210,000 ยูเซอร์ มีมูลค่าการใช้บริการ 120 ล้านบาท และมีจำนวนคนขับในระบบ 17,000 คน ถือเป็นผู้ให้บริการขนส่งออนดีมานด์รายใหญ่ของตลาดไทยในตอนนี้

ลูกค้าของ Lalamove มีทั้งกลุ่มธุรกิจและกลุ่ม SME โดยตัวอย่างกลุ่มลูกค้าธุรกิจรายใหญ่คือ LINE Man ที่เชื่อมบริการกับ LINE ผ่านทาง API ของ Lalamove สัดส่วนตอนนี้ลูกค้าธุรกิจมีมูลค่าเกิน 50% ของรายได้ทั้งหมด ส่วนประเด็นเรื่องการขยายไปยังเมืองอื่นๆ ในประเทศไทย ต้องพิจารณาดูจากดัชนีชี้วัดต่างๆ ต่อไป แต่ Lalamove ในระดับภูมิภาคก็มีการขยายธุรกิจไปยังเมืองต่างๆ ทั่วเอเชียอยู่ตลอดเวลา

คุณสันทิต ระบุว่า Lalamove มองว่าธุรกิจขนส่งสินค้าเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว บริษัทไม่คิดจะใช้แนวทางของสตาร์ตอัพบางรายที่ขอเงินจากนักลงทุนมาเพื่อทุ่มตลาดแล้วขายกิจการออกไป แต่หวังจะอยู่ในตลาดนี้ยาวๆ ไปกับลูกค้า ตอนนี้ธุรกิจของ Lalamove ในหลายเมืองมีกำไรแล้ว โดยเฉพาะในประเทศจีน ส่วนกรุงเทพก็มีตัวเลขดีขึ้นมาก และใกล้จะทำกำไรแล้วเช่นกัน

สำหรับตลาดปี 2560 คุณสันทิตมองว่า Lalamove ของประเทศไทยน่าจะเติบโตได้เท่ากับปีก่อนคือ 600% และบริษัทจะเริ่มขยายไปยังการขนส่งที่ไม่ต้องใช้ความเร็วมาก และมีค่าบริการที่ถูกกว่าในปัจจุบัน เพื่อขยายไปจับฐานลูกค้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ผู้สร้างลินุกซ์เตือนสติ เทคโนโลยีไม่ได้มาจากการเอาแต่อวดว่ามีนวัตกรรม

Brand Inside - 17 February 2017 - 12:08

ยุคบริษัทสตาร์ตอัพที่เกิดขึ้นกันเป็นดอกเห็ด และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีพยายามแสดงตัวว่าตัวเองมีนวัตกรรมต่างๆ นาๆ แต่ Linus Trovalds ผู้สร้างลินุกซ์ก็ออกมาเตือนสติอุตสาหกรรมว่าการอวดแต่นวัตกรรมนั้นไร้ค่า และงานที่แท้จริงเป็นหยาดเหงื่อแรงงานของคนทำงาน 99% พร้อมกับเตือนว่าคำพูดใหญ่ๆ ที่พูดกันไปมาไม่ใช่งานที่แท้จริง

ลินุกซ์กลายเป็นแกนกลางสำคัญของนวัตกรรมในโลกยุคนี้ สมาร์ตโฟนกว่า 80% ในโลกมีฐานมาจากลินุกซ์ ขณะที่กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ใช้งาน Git ระบบควบคุมซอร์สโค้ดที่ไลนัสเป็นเริ่มต้นโครงการ

ไลนัสระบุถึงความสำเร็จของลินุกซ์ว่าอยู่ที่กระบวนการทำงานและความเชื่อใจกันและกัน กับโครงการขนาดใหญ่ที่มีผู้ร่วมงานทำงานร่วมกันแก้ไขโค้ดทุกวันนับพันบรรทัด ทีมงานต้องมีความเชื่อใจกันและกันเพราะตัวไลนัสเองก็ไม่สามารถมาตรวจโค้ดทั้งหมดได้ ขณะที่กระบวนการทำงานเป็นส่วนสำคัญเพราะหากกระบวนการมีปัญหาคนในทีมงานก็จะมีปัญหากันเอง

ที่มา – The Register

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ถึงพลาดแชมป์ Golden State Warriors ก็ยังโตเร็วที่สุด และติด 3 อันดับแรกของทีมมูลค่าสูงสุดใน NBA

Brand Inside - 17 February 2017 - 08:49

ถึงฤดูกาลก่อนจะพลาดแชมป์ให้กับ Cleveland Cavalier ไป แต่ด้วยคุณภาพทีม และการ Entertain ทำให้ Golden State Warriors มีมูลค่าทีมเติบโตต่อเนื่อง และล่าสุดก็ขึ้นเป็น Top 3 ของ NBA

ภาพจาก Facebook ของ Golden State Warriors รองแค่ Knicks กับ Lakers

ในการประกาศทีมที่มีมูลค่าสูงสุดของ NBA นั้น ปกติ New York Knicks กับ Los Angeles Lakers ก็จะเป็น 2 ทีมที่ครองอันดับ 1 และ 2 มาโดยตลอด ซึ่งล่าสุดก็เป็นอีกปีที่ 2 ทีมครองตำแหน่งดังกล่าว โดยทีมที่มีมูลค่าสูงที่สุดของปี 2017 คือ New York Knicks มีมูลค่าทรัพย์สินรวมกันกว่า 3,300 ล้านดอลลาร์ เติบโต 10% ถือเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่อยู่ในตำแหน่งนี้

ส่วนทีมที่รองลงมาคือ Los Angeles Lakers มีมูลค่าทรัพย์สินรวมกันกว่า 2,700 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 11% แต่ถึงอย่างไรทั้งสองทีมข้างต้นนั้นมีค่าเฉลี่ยในการเล่นฤดูกาลปกติที่แพ้ถึง 68% และไม่ได้เข้ารอบ Playoffs ทั้งคู่ แต่ด้วยโมเดลธุรกิจของทั้งสองทีม เช่นสนามกีฬาที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ และขายการตั๋วเข้าชมได้อย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้ทั้งสองทีมเป็นเบอร์หนึ่ง และสองตามลำดับได้

Kobe Bryant ภาพโดย By Keith Allison (Flickr: Kobe Bryant) [CC BY-SA 2.0 (http://creativecommons.org/licenses/by-sa/2.0)], via Wikimedia Commonsแต่ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าคือการเติบโตของ Golden State Warriors เพราะมูลค่าของทีมนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 2557 ทำให้ทีมสะพานทองก้าวขึ้นมาเป็นทีมที่มีมูลค่าสูงที่สุดเป็นอันดับ 3 ของลีก ผ่านทรัพย์สินรวมกันกว่า 2,600 ล้านดอลลาร์ ไต่อันดับขึ้นมาจากปีก่อนที่อยู่อันดับ 6 ของลีก ผ่านมูลค่าราว 1,900 ล้านดอลลาร์ ยิ่งไปกว่านั้นคือปี 2549 หรือ 11 ปีก่อน มูลค่าของทีมยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทีมใน NBA ถึง 25%

สถิติดีดีที่สุด และทีมรวมดาราคือปัจจัย

อย่างไรก็ตามการที่มูลค่าทีมของ Warriors เติบโตเร็วขนาดนี้มาจาก 2 ฤดูกาลก่อนเป็นแชมป์ NBA และฤดูลกาลที่แล้วก็ทำสถิติดีที่สุดในลีก หรือชนะ 73 แพ้ 9 ในฤดูกาลปกติ และถึงจะทะลุไปถึง NBA Finals แล้วแพ้ให้กับ Cleveland Cavalier ในเกมที่ 7 แต่ด้วยความสนุกของเกม และการมี Stephen Curry หรือ Superstar ของ NBA ในขณะนี้ ก็ทำให้การขายตั๋ว และการดึงสปอนเซอร์เข้ามาทำได้อย่างก้าวกระโดด

Stephen Curry (คนซ้าย) // ภาพจาก Flickr ของ
Keith Allison

ขณะเดียวกันการมี Superstar คนอื่นๆ รวมถึงดึงตัวหลักของทีมคู่แข่งร่วมสายอย่าง Kevin Durant มาเป็นสมาชิกใหม่ ก็ทำให้ทีมนั้นมีมูลค่าสูงขึ้นไปอีก โดยค่าเฉลี่ยมูลค่าของทีมใน NBA ทั้งหมด 30 อยู่ที่ 1,300 ล้านดอลลาร์ เติบโตจากปีก่อนเล็กน้อย

สรุป

จากมูลค่าของทีม NBA แสดงให้เห็นถึง ทีมที่ไม่ต้องเก่ง หรือไม่ต้องเข้ารอบ Playoffs ก็สามารถขึ้นเป็นทีมที่มีมูลค่าสุดสูงได้ อย่างเช่น New York Knicks ที่มีสนาม Madison Square Garden ก็สร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ หรือ Los Angeles Lakers ที่ฤดูกาลก่อนขายตั๋วได้จำนวนมาก เพราะเป็นการเล่นฤดูกาลสุดท้ายของ Kobe Bryant ซุปเปอร์สตาร์ของทีมนั่นเอง

อ้างอิง

The value of the Golden State Warriors franchise is skyrocketing

The Knicks And Lakers Head The NBA’s Most Valuable Teams 2017

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

5 สิ่งที่ควรรู้ก่อนสมัครงานในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับ Data

Brand Inside - 17 February 2017 - 02:58

ต้องบอกว่าช่วงที่ผ่านมาตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลนั้นได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้ง Data Scientist, Data Analytics, Data Research และอื่นๆ แค่ที่บริษัทผมเองที่ประกาศเปิดรับสมัครงานในตำแหน่งนี้ไป ปรากฎว่ามี Resume ส่งเข้ามาหลายสิบใบ ซึ่งหลังจากอ่านใบสมัครทั้งหมดก็มีความกังวลอย่างหนึ่งโผล่เข้ามาในหัว “นี่น้องๆ เค้าพอเข้าใจเนื้องานที่จะสมัครแล้วจริงๆ มั้ยนะ?” เพราะปัญหาที่ผมเจอกับเด็กจบใหม่ส่วนมากก็คือวาดฝันงาน Data ไว้ค่อนข้างสวยหรู (และแน่นอนว่ามันต่างจากความเป็นจริงมากนัก) ก็เลยอยากเขียนถึงชีวิตจริงบางส่วนที่คนทำงานข้องแวะกับข้อมูลส่วนใหญ่ (หรืออย่างน้อยๆ ก็ตัวผมเอง) ต้องเจอครับ

  1. สิ่งที่ยากของการทำงานข้อมูลคือการไม่มีข้อมูล

หลายคนสมัครงานเข้าไปในตำแหน่งนี้โดยฝันว่าจะได้เล่นกับข้อมูลสนุกๆ อันไร้ขีดจำกัด ซึ่งต้องบอกว่าความเป็นจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น เพราะข้อมูลของแต่ละที่หรือแต่ละบริษัทนั้นอาจเต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบันทึกหรือจัดเก็บข้อมูลไม่ครบถ้วนตามที่ควรจะเป็น ทำการจัดเก็บในรูปแบบที่ไม่สามารถนำไปใช้งานได้ (เช่นไฟล์ PDF ของหน่วยงานราชการบางแห่ง) หรือกระทั่งข้อมูลบางอย่างก็มีข้อจำกัดที่เราไม่สามารถแก้ไขได้ เช่น ข้อมูล Social Media ที่ไม่สามารถหาข้อมูลในรูปแบบประชากรศาสตร์หรือข้อมูลส่วนตัวได้ ทั้งหมดนั่นทำให้ไม่สามารถเล่นกับข้อมูลได้ตามที่หวัง

เพิ่มเติมสำหรับใครก็ตามที่อยากจะก้าวไปสู่ Data-Driven Business แต่ยังไม่ได้เริ่ม ส่วนตัวคิดว่าควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ครับ แน่นอนว่าการเริ่มต้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ผมชอบคำคมคำหนึ่งที่บอกว่า “เวลาที่ดีที่สุดในการปลูกต้นไม้คือเมื่อ 50 ปีก่อน ส่วนเวลาที่ดีรองลงมาก็คือวันนี้” การทำงานกับข้อมูลก็เหมือนการปลูกต้นไม้นั่นแหละครับ หากไม่ลงมือก็ไม่มีอะไรเติบใหญ่

  1. ชีวิตจริงคือการเป็นภารโรงข้อมูล (Data janitor)

หลายคนที่สมัครงานในตำแหน่งนี้โดยวาดฝันว่าเข้ามาแล้วจะได้นั่งทำ Data Modeling มันๆ สนุกๆ แต่ในความเป็นจริงสำหรับข้อมูล Big Data นั้น เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วอาจใช้ได้ไม่ถึงครึ่ง หรืออาจจะเกิน 70% ด้วยซ้ำครับ นอกนั้นเป็นข้อมูลขยะที่เอาไปใช้งานไม่ได้ เพราะฉะนั้นงานหลักของคนทำงานนี้บางครั้งจึงกลายเป็น “การทำความสะอาดข้อมูล” กำจัดเอาข้อมูลที่ใช้ไม่ได้ออก เพื่อทำให้ข้อมูลชุดนั้นใช้งานได้มากกว่าการได้นั่งทำ Modeling ซึ่งเอาเข้าจริงสำหรับข้อมูลบางประเภทนั้นอาจต้องใช้เวลาถึง 70% ให้กับการ Cleansing Data ครับ

  1. ใช่ว่าทุกคนจะเก่งได้ทุกด้าน

ด้วยความที่มันคือ Big Data ทำให้ต้องใช้ทักษะที่หลากหลายในการทำความเข้าใจมัน ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจในด้านของ Database, Programmer สำหรับการจัดเก็บข้อมูล ความเข้าใจทางด้านสถิติสำหรับการประมวลผลข้อมูล ความรู้ทางด้านธุรกิจเพื่อทำให้ข้อมูลทั่วไปกลายเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในเชิงธุรกิจ รวมถึงอาจต้องมีความคิดสร้างสรรค์และการเล่าเรื่องที่ดีเพื่่อที่จะนำเสนอให้คนอื่นเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นคนที่จะเข้ามาทำในด้านนี้ต้องเรียนรู้ศาสตร์ด้านอื่นๆ ที่ตัวเองไม่คุ้นเคยตลอดเวลา และบางครั้งมันก็หนักเสียด้วย (ลองคิดภาพคนที่เรียนธุรกิจมาทั้งชีวิตแล้วต้องมาฝึกเขียนโปรแกรมสิครับ) ซึ่งอาจทำให้บางคนไม่สนุกกับการเรียนรู้นั้น

  1. ไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าใจ (และชอบ) ข้อมูล

บางครั้งองค์กรก็จ้างคนเข้าไปทำในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเพื่อที่จะสร้าง Data-Driven Business แต่ปัญหาก็คือคนที่อยากไปด้านนี้อาจมีแค่ CEO คนเดียว แต่คนอื่นๆ อาจไม่เอาด้วย ทำให้การขอข้อมูลจากแผนกต่างๆ อาจเป็นเรื่องยากมากๆ และไม่ว่าจะพยายามทำข้อมูลที่มีประโยชน์ขนาดไหนถ้าคนอื่นไม่เอาด้วยมันก็ไร้ประโยชน์ครับ หรืออาจจะเอในลักษณะอื่นๆ เช่นบางคนก็คิดว่าข้อมูลสู้ประสบการณ์ไม่ได้ บางคนก็มองข้อมูลเป็นศัตรู บางคนคิดว่าข้อมูลทำได้ง่ายๆ แค่คลิกๆ ลากๆ และผมก็คิดว่าน่าจะยังมีคนอีกหลายประเภทมากๆ ที่ไม่เข้าใจหรือไม่ชอบการทำงานกับข้อมูล ซึ่งบอกตรงๆ ว่าทางหนึ่งมันก็เป็นความท้าทายแต่อีกทางมันก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบากใจสำหรับคนทำข้อมูลเหมือนกันครับ

  1. Big Data แก้ปัญหาได้ทุกอย่าง

ผู้บริหารหรือคนทำงานหลายคนคิดว่าถ้ามี Big Data เมื่อไหร่ก็จะสามารถตอบได้ทุกปัญหา เป็นเหมือนของวิเศษที่จะช่วยสร้างอะไรพิเศษๆ ได้ตลอดเวลาเหมือนเรียกขอวิเศษจากกระเป๋าโดราเอมอน ซึ่งแน่หละ ว่ามันไม่จริงอยู่แล้ว เพราะข้อมูลมีข้อจำกัดในตัวของมันเอง สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือข้อมูลไม่ใช่เวทย์มนต์ครับ แต่เป็นคนต่างหากที่ใช้ข้อมูลเพื่อสร้างเวทย์มนต์

5 ข้อนี้เป็นเพียงเรื่องพื้นฐานที่คนทำงานด้านนี้อาจจะต้องเจอ ยังมีปัญหาอื่นๆ ที่รออยู่และแน่นอนว่ามันคือความท้าทายของคนทำงานด้วย สำหรับคนที่อ่านมาถึงตรงนี้และยังรู้สึกรับได้กับตัวอย่างความเจ็บปวดเหล่านี้ ขอแสดงความยินดีด้วยครับ คุณมีทัศนคติเบื้องต้นที่ดีต่อการทำงานกับข้อมูลแล้ว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Fail Story ที่แดนกิมจิ Startup 6 ใน 10 รายล้มเหลวใน 3 ปี แล้ว Startup ไทยล่ะ?

Brand Inside - 17 February 2017 - 01:10

Brand Inside นำเสนอเรื่องราวของ Startup มาอย่างต่อเนื่อง และหลายครั้งเป็นเรื่องราว fail storty เพื่อให้คนที่เป็น Startup หรือสนใจ Startup ได้รู้ทุกแง่มุมและเป็นภูมิคุ้มกันตัวเอง

ครั้งนี้ก็เช่นกัน กับเรื่องราวในประเทศเกาหลี ที่มี Startup 6 ใน 10 ราย “ล้มเหลว” ใน 3 ปีแรกที่เริ่มต้นธุรกิจ!!

ขาดเงินทุนระยะยาว – หาตลาดยาก สู่การปิดบริษัท

ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เกาหลีมี Startup เกิดขึ้นกว่า 30,000 ราย โดยเป็นผลมาจากการสนับสนุนของภาครัฐอย่างเต็มที่ เช่น การลดขั้นตอนการจดทะเบียนจาก 12 ขั้นตอนเหลือเพียง 2 ขั้นตอน และใช้เวลา 4 วันเป็นอันจบ จากเดิมที่ใช้เวลาถึง 22 วัน

แต่ด้วยสภาพแวดล้อมด้านการลงทุนที่ไม่สมบูรณ์ และความยากในการหาตลาดทำให้ 62% ของ Startup เหล่านั้นต้องปิดตัวเองไปใน 3 ปีแรก โดย Startup ต้องหาการลงทุนระยะยาว หรือ long-term investment เพื่อให้มีเงินทุนดำเนินการ หรือต้องหาตลาดสำหรับทดลองสินค้าและบริการ แต่นั่นกลายเป็นปัญหาหลัก

สิ่งที่ Startup เกาหลีเจอคือ มักได้รับเงินทุนในระดับ early stages หรือในช่วงเริ่มต้น 1-3 ปีแรก แต่หลังจากนั้นมักจะระดมทุนได้ยาก

ระยะยาว 10 ปี โอกาสธุรกิจอยู่รอดยังยาก

ถ้ามองในระยะยาว 10 ปี มีบริษัทกว่า 80% ที่ปิดตัว เป็นเรื่องยากมากที่จะมองหานักลงทุนในระยะยาวขนาดนั้น ยิ่งเมื่อเทียบกับการเข้าตลาดหลักทรัพย์ Kosdaq ของเกาหลี บริษัทส่วนใหญ่ใช้เวลาเฉลี่ย 13 ปีจึงจะเข้าตลาดได้ ขณะที่ในอเมริกา Startup ใช้เวลาเฉลี่ย 6.7 ปีเพื่อเข้าตลาด Nasdaq

อย่างไรก็ตาม แม้การลงทุนในช่วง early stages ของเกาหลีจะสูง แต่เม็ดเงินลงทุนของกลุ่ม angel investors มีประมาณ 73 ล้านดอลลาร์ ในปี 2014 เท่านั้น ซึ่งถือว่ายังเล็กมาก โดยคิดเป็นสัดส่วน 0.3% ของ angel ในอเมริกา

และในปี 2016 ที่ผ่านมา รัฐบาลเกาหลีก็เร่งรัดนโยบายช่วยเหลือ Startup อย่างเต็มที่ แต่ก็ยังติดขัดอยู่ในอีกหลายส่วน ทั้งระบบ ecosystem โดยรวม การเงิน การศึกษา เชิงพาณิชย์ และเรื่องของกฎหมาย

สรุป: บทเรียน Startup ไทย

ประเด็นดังกล่าว สะท้อนถึง Startup ไทย ที่มีสภาพแวดล้อมใกล้เคียงกัน และหลายคนต้องการเงินทุนเริ่มต้นที่สูงเกินจริง จากการสอบถามผู้รู้ในวงการ VC พบว่า การระดมทุนรอบแรกในช่วง early stage จนถึง pre-serie A ที่สูงเกินไป จะทำให้การระดมทุนรอบต่อไปทำได้ยากมาก และเมื่อไม่สามารถหาเงินมาต่อยอดธุรกิจ หมายถึงโอกาสปิดบริษัท ทางออกที่ดีคือ การหาที่ปรึกษาด้านการเงินและการลงทุนที่ถูกต้อง ช่วยวางแผนเรื่องธุรกิจและการระดมทุนตั้งแต่เริ่มต้น

ที่มา: koreaherald

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Marketer ต้องรู้ หากจะการทำตลาดกับ Millennial ต้องเป็นผู้ใหญ่แบบใหม่ – เข้าถึงเร็ว – ไม่รบกวน

Brand Inside - 16 February 2017 - 19:03

Millennial หรือกลุ่ม Gen Y ที่มีอายุ 21-34 ปี กลายเป็นอีกเป้าหมายของแบรนด์ต่างๆ เพราะกลุ่มนี้เริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่วิธีที่จะทำตลาดกับกลุ่มนี้อย่างถูกต้องคืออะไร วันนี้ McCann มีคำตอบให้แล้ว

ภาพจาก Flickr ของ Alagich Katya ปรับความคิดให้เป็นผู้ใหญ่แบบใหม่

หลังจาก McCann บริษัทด้านการตลาดโลก ได้ศึกษาวิจัยในหัวข้อ Truth about youth ผ่านการสำรวจวัยรุ่นจาก 18 ประเทศทั่วโลกกว่า 33,000 คน และพบกว่ากลุ่มวัยรุ่นปัจจุบันเป็น Kaleidoscope Kids หรือเด็กที่มีมุมมองหลากหลาย เหมือนกับเลนส์คาไลโดสโคปที่ให้มุมมองแปลกตา

ดังนั้นเมื่อกลุ่ม Millennial มีความแตกต่างจากวัยรุ่นในยุคเก่า ทำให้แบรนด์ต่างๆ รวมถึงนักการตลาดต้องทำความเข้าใจกับพวกเขาเสียใหม่ ซึ่งเรื่องแรกที่ต้องปรับคือ มุมมองเรื่องความเป็นผู้ใหญ่ เพราะวัยรุ่นยุคนี้ไม่ได้เริ่มโตเป็นผู้ใหญ่แบบเมื่อก่อน เช่นแต่งงาน หรือซื้อบ้านคือเริ่มเป็นผู้ใหญ่ แต่ตอนนี้แค่พวกเขาเมาครั้งแรก, จ่ายเงินเลี้ยงข้าวผู้ปกครอง และมีเงินเดือนก็เท่ากับว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว ที่สำคัญการมีโลกออนไลน์ ก็ทำให้พวกเขามีข้อมูลในเรื่องต่างๆ มากขึ้นเช่นกัน

ขณะเดียวกัน หากแบรนด์ต่างๆ ยังไม่เข้าใจความเป็นผู้ใหญ่แบบใหม่ โอกาสที่จะเจาะตลาดนี้ก็ยากขึ้น ซึ่งเรื่องง่ายที่สุดที่แบรนด์สามารถวาง Character ให้วัยรุ่นรู้ว่าถ้ามาอยู่ตรงนี้แล้วจะเป็นผู้ใหญ่ก็น่าจะได้เปรียบ เช่นการที่ Dek-D ทำแพลตฟอร์มแต่งนิยาย และถ้าดังก็ตีพิมพ์ขาย พร้อมให้เงินผู้เขียน ซึ่งวัยรุ่นก็อยากมีรายได้ และเข้ามาใช้

ภาพ pixabay.com สะท้อนตัวจริง และให้ความรู้สึกเพื่อนแท้

อีกเรื่องที่น่าตกใจคือ 74% ของวัยรุ่นยุคนี้เข้าสังคมตลอดเวลา แต่มีเพื่อนสนิทจริงๆ เพียง 6 คนเท่านั้น และในประเทศไทยค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 5 คน เนื่องจากวัยรุ่นไทยต้องการความสื่อสัตย์, จริงใจ และตรงไปตรงมา พร้อมกับความคิดเรื่องเพื่อนคือศูนย์กลางของจักรวาล โดยปัญหาชีวิตต่างๆ จะปรึกษาเพื่อนก่อนผู้ปกครอง ดังนั้นแบรนด์ต่างๆ ที่ต้องการทำตลาดกับกลุ่มนี้ต้องสะท้อนภาพลักษณ์ตรงนี้ออกมาให้ได้เช่นกัน เพื่อสร้างความรู้สึกการเป็นเพื่อนแท้ และไม่เสแสร้งในการทำตลาดมากจนเกินไป

นอกจากนี้จากการสำรวจยังพบว่า ใน Social Media การคอมเมนต์ของวัยรุ่นไทยที่เป็นเชิงลบมีสูงถึง 64% จากการคอมเมนต์ทั้งหมด เพราะยังมองว่าบนโลกออนไลน์สามารถทำอะไรก็ได้ แต่จริงๆ แล้ว พวกเขามองคนที่เป็น Idol ลึกไปกว่านั้น หรือไม่ใช่แค่เกรียนคีย์บอร์ด แต่ต้องเป็นคนที่ทำอะไรจริงจัง และการทำแบบนี้จะทำให้เพื่อนอีกกลุ่มที่เรียกว่า ผู้ชม เพิ่มขึ้นอีกด้วย เช่นการ Live Streaming หรือสร้างคอนเทนต์ในรูปแบบต่างๆ โดยปัจจุบัน Social Media ที่ได้รับความนิยมในไทยคือ Facebook, Line และ Instagram

ภาพ pixabay.com สื่อสารเร็ว แต่ต้องไม่รบกวนจนเกินไป

ด้วยโลกออนไลน์ทำให้ทุกอย่างไร้พรมแดน และมีการสื่อสารที่รวดเร็วมากขึ้น ดังนั้นคงไม่แปลกที่เด็กทุกคนจะชื่นชอบความรวดเร็วในการเสพสื่อต่างๆ แต่ถึงจะชอบความเร็ว และต้องเกาะกระแสตลอดเวลา พวกเขาก็ยังต้องการความเป็นส่วนตัวในการดำรงชีวิต เช่นการหาพื้นที่ผ่อนคลายส่วนตัว แทนที่จะไปสนุกกับเพื่อน หรือไม่ก็ใช้ Facebook เป็นที่ระบาย และหาข้อมูลในเรื่องต่างๆ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ในการสื่อสารขอพวกเขา ที่สำคัญการสื่อสารของ Millennial ยังต้องการความ สด หรือไม่ถูกปรุงแต่งใดๆ เช่นลงรูปโดยไม่ต้องใส่ Filter ใดๆ

ทั้งนี้แบรนด์ต่างๆ ในปัจจุบันน่าจะมีการทำตลาดออนไลน์กันอยู่แล้ว ดังนั้นการปรับความคิดเรื่องการไม่รบกวนพวกเขาจนเกินไป เช่นการส่งสื่อต่างๆ ออกไปจนเกินควร ก็น่าจะทำให้การทำตลาดกับกลุ่ม Millennial มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ถึงอย่างไรต้องพยายามเชื่อมโยงกับพวกเขา ผ่านการสร้างความรู้สึกเป็นมิตร แต่ก็สะท้อนความเป็นแบรนด์อย่างจริงใจออกมาเช่นเดียวกัน

สรุป

เมื่อ Millennial เริ่มมากขึ้น การจะทำตลาดแบบเดิม หรือการมีกลุ่มเป้าหมายแค่ Gen X หรือ Baby Boomer คงไม่ได้แล้ว แต่การจะเข้าใจ Millennial ได้นั้น ต้องพยายามมองตัวเองให้เป็นพวกเขาก่อน ซึ่งเท่ากับว่าเปลี่ยนความคิดในการทำตลาดแบบดั้งเดิมไปเลยทีเดียว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

กระเป๋าหนักจริง! คนไทยช้อปออนไลน์ข้ามประเทศผ่านมือถือเป็นอันดับ 2 ในเอเชียแปซิฟิก

Brand Inside - 16 February 2017 - 16:33
ภาพจาก pixabay.com

เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียแปซิฟิก ไทยมีสัดส่วนการช้อปออนไลน์ข้ามประเทศผ่านอุปกรณ์มือถือเป็นอันดับสองรองจากจีน โดยคนไทยนิยมช้อปออนไลน์ข้ามประเทศผ่านสมาร์ทโฟนถึง 33% และผ่านแท็บเล็ตอีก 13%

PayPal ผู้ให้บริการ การชำระเงินแบบดิจิทัลระดับโลก และ Ipsos ได้รายงานการวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกปี 2016 โดยสำรวจพฤติกรรมการซื้อของออนไลน์ของผู้บริโภคกว่า 28,000 คน ใน 32 ประเทศ รวมถึงกลุ่มผู้บริโภคในประเทศไทยจำนวน 800 คนพบว่า การใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ยอดใช้จ่ายออนไลน์ทั้งหมดของนักช้อปชาวไทย 2559 ที่ผ่านมา มีมูลค่าประมาณ 325.6 พันล้านบาท คาดว่าจะเติบโต 16% ในปี 2560 และมีมูลค่าเพิ่มเป็น 376.8 พันล้านบาท

นักช้อปออนไลน์ในประเทศไทยจำนวน 55% มีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายออนไลน์มากขึ้นในปี 2560 และจากกลุ่มนักช้อปเหล่านั้น ราว 82% เห็นว่า ความสะดวกสบายของการช้อปออนไลน์ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หันมาช้อปด้วยวิธีนี้มากขึ้น ส่วน 37% มองว่าการส่งของที่รวดเร็วเป็นอีกปัจจัยหลัก และ 35% คิดว่าทำให้ประหยัดเงินได้มากกว่า ซึ่งเหตุผลดังกล่าวล้วนเป็นปัจจัยอันดับต้นๆ และคาดว่าในปี 2560 นี้ พวกเขาจะหันมาใช้จ่ายออนไลน์มากขึ้น

e-Commerce กลายเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน

ผลวิจัยระบุว่าในประเทศไทย ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา จากจำนวนผู้บริโภคที่ช้อปออนไลน์ข้ามประเทศ 54% เลือกที่จะช้อปสินค้าหมวดหมู่ประเภทแฟชั่นมากที่สุด เช่น เสื้อผ้า รองเท้า และ เครื่องประดับ ตามมาด้วยสินค้าในหมวดหมู่การศึกษาและสื่อบันเทิง 40% และ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค 39%

อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยระบุว่าผู้บริโภคคาดการณ์ว่าในปีนี้ในประเทศไทย จะเปลี่ยนมาใช้ช่องทาง e-Commerce ในชีวิตประจำวันมากขึ้น สินค้า 3 ประเภทที่คาดว่าจะมีการซื้อผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นในปี 2560 ได้แก่ ของใช้ในครัวเรือน เติบโต 24% สินค้าบริโภค เติบโต 20% และ สินค้าสำหรับเด็ก เติบโต 16%

การใช้จ่ายผ่านอุปกรณ์มือถือของคนไทยกำลังเป็นที่นิยม

สมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรี ผู้จัดการ PayPal ประจำประเทศไทย บอกว่า การสำรวจในหลายประเทศ พบว่า ประเทศจีนและประเทศไทยเป็นนักช้อปข้ามประเทศที่นิยมซื้อสินค้าผ่านอุปกรณ์มือถือมากที่สุด โดยกว่า 47% ของนักช้อปชาวจีนที่ซื้อสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศ เลือกช้อปผ่านแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน ส่วนเหล่านักช้อปจากประเทศไทยถึง 46% นิยมซื้อสินค้าข้ามประเทศผ่านอุปกรณ์มือถือ ทั้งนี้จากการรวบรวมข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถามในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกทั้งหมด โดยเฉลี่ยจะมีนักช้อปข้ามประเทศที่ซื้อสินค้าผ่านอุปกรณ์มือถืออยู่ที่ 37% ซื่งเป็นผู้ใช้สมาร์ทโฟนถึง 27%

ส่วนหนึงที่ทำให้นักช้อปไทยซื้อสินค้าข้ามประเทศผ่านมือถือกันมาก เพราะจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่เพิ่มขึ้น PayPal คาดการณ์ว่าในปี 2560 นี้ ยอดการซื้อขายออนไลน์ผ่านอุปกรณ์มือถือ (mobile-commerce) จะเพิ่มเป็น 173.6 พันล้านบาท จากปี 2559 มีมูลค่าประมาณ 141.7 พันล้านบาท และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนอุปกรณ์มือถือที่เพิ่มมากขึ้น เป็นโอกาสทางธุรกิจทั้งสำหรับผู้ซื้อและผู้ค้าออนไลน์

อินเทอร์เน็ตและการใช้อุปกรณ์มือถือที่เพิ่มมากขึ้น กำลังปฏิวัติรูปแบบการค้าปลีกแบบเดิมๆ ทำให้การซื้อขายนั้นไร้พรมแดนมากขึ้น และนี่คือโอกาสครั้งใหญ่ของธุรกิจไทยในการส่งออกสินค้าสู่ตลาดโลก ข้อมูลจากผลสำรวจ PayPal พบว่าช่องทางในการเติบโตนั้นยังมีอีกมากในการขยายธุรกิจไปสู่ตลาดโลกโดยปราศจากต้นทุนที่สูง เหมือน การขยายสาขาแบบดั้งเดิม

แม้การช้อปข้ามประเทศจะเป็นที่นิยมของผู้บริโภคชาวไทย แต่ยังมีข้อจำกัดบางอย่าง โดย 45% ระบุว่า ค่าขนส่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักช้อปไม่สามารถซื้อของข้ามประเทศได้บ่อยครั้งเท่าที่ควร ปัจจัยรองลงมาคือ การจ่ายค่าภาษีศุลกากร 44% และความชัดเจนของอัตราภาษีศุลกากร 42%

สรุป

แนวโน้มการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เติบโตขึ้นเรื่อยๆ เป็นโอกาสของผู้ประกอบการธุรกิจไทย ที่จะขายสินค้าออกไปต่างประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าขนาดใหญ่ หรือมียอดสั่งซื้อจำนวนมาก เพียงแค่ต้องมีระบบรับชำระเงินที่ดี และมีการจัดส่งสินค้าให้ถึงมือผู้ซื้อ ยิ่งรู้ว่าคนต่างประเทศจำนวนไม่น้อยนิยมซื้อสินค้าออนไลน์ข้ามประเทศด้วย นี่คือโอกาสที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ยิ่งกว่าหลอด 4 ทิศทาง เมื่อ McDonald’s จัดนวัตกรรมหลอดแบบกลับด้าน ดูดกันให้ฟินกว่าเดิม

Brand Inside - 16 February 2017 - 16:29

ถือเป็นการปฏิวัติวงการออกแบบอุตสาหกรรมอีกครั้ง หลังจาก McDonald’s ตัดสินใจตั้งทีมวิศวกรทั้งฝั่ง Robotic และ Aerospace มาออกแบบหลอดดูดน้ำกันเลยทีเดียว

STRAW จากแค่กระแส สู่การจริงจังกับการตลาด

ในสหรัฐอเมริการนั้น เครื่องดื่ม Chocolate Shamrock Shake ของ McDonald’s นั้นได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นกระแสบนโลกออนไลน์ ผ่านการที่เครื่องดื่มชนิดนี้เป็นเครื่องดื่มลับเฉพาะ และกว่าจะสั่งดื่มได้ต้องหาสาขา McCafé ที่ทำได้ และต้องบอกสูตรกับพนักงานให้นำ Chocolate Milkshake กับซอสรส Mint มาผสมกันจนเกิดเป็นเครื่องดื่มที่มีสอง Layers และด้วยเครื่องดื่มแบ่งเป็นสองชั้น ทำให้ยักษ์ใหญ่ธุรกิจร้านอาหารรายนี้ ตัดสินใจออกแบบหลอดดูดเครื่องดื่มตัวนี้เสียงใหม่

Chocolate Shamrock Shake

ซึ่งการออกแบบนั้นใช้วิศวกรที่เชี่ยวชาญเรื่องต่างๆ เพื่อสร้างหลอดดูดตัวใหม่ในชื่อ STRAW หรือ Suction Tube for Reverse Axial Withdrawal เพราะเครื่องดื่มที่มีสอง Layers นั้น หากใช้หลอดแบบปกติก็จะดูดได้ส่วนเดียว แต่ STRAW นั้นจะมีรูปลักษณ์เป็นรูปตัวอักษร J โดยส่วนโคงด้านล่างนั้นจะมีรูไว้ดูดช็อคโกแลต นอกจากนี้ส่วนหางของตัว J ก็จะมีรูเช่นเดียวกัน เพื่อดูด Layer ทางด้านบน และหลอดแบบนี้จะทำให้ผู้บริโภคสามารถซึมซับกับความอร่อยได้จากสอง Layers พร้อมๆ กัน

อย่างไรก็ตาม STRAW ไม่ได้วางอยู่ทุกร้าน McDonald’s แต่จะเลือกวางเฉพาะสาขาเท่านั้น โดยทาง McDonald’s จะเฉลยว่ามีสาขาใดบ้างภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า ส่วนในประเทศไทยยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ส่วนเครื่องดื่ม Chocolate Shamrock Shake นั้นจะสั่งได้ที่ McCafé หรือไม่ ต้องไปลองกันเอง

ส่วนใครอยากลองหลอดแบบใหม่ๆ แนะนำให้ไปหา Milo แบบกล่องมาดื่มกันได้ เพราะเป็นหลอดแบบสี่ทิศทาง ไม่รู้จะฟินกว่าปกติขนาดไหน

ภาพ Facebook Milo Thailand

อ้างอิง // McDonald’s has re-engineered drinking straws

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

แบงค์ชาติสิงคโปร์เตรียมรับ FinTech ตั้งกลุ่มงานวิเคราะห์ข้อมูล Big Data

Brand Inside - 16 February 2017 - 15:33
Monetary Authority of Singapore (MAS)

Monetary Authority of Singapore (MAS) หรือธนาคารกลางสิงคโปร์ ยังพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ เพื่อให้พร้อมรับโลกของ FinTech ที่กำลังมาถึง ที่ผ่านมาเราเห็น MAS ตั้งบอร์ดที่ปรึกษาด้าน FinTech และออก API ด้านการเงินให้นักพัฒนาภายนอกใช้งาน

ความเคลื่อนไหวของ MAS ล่าสุดคือตั้งทีมวิเคราะห์ข้อมูลหรือ Data Analytics Group เพื่อใช้ประโยชน์จาก Big Data สำหรับอุตสาหกรรมการเงินแล้ว

หัวหน้ากลุ่มวิเคราะห์ข้อมูลคือ Dr. David Roi Hardoon ซึ่งมีตำแหน่งเป็น Chief Data Officer ของ MAS อยู่แล้ว เขายังเคยเป็นผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัพชื่อ Azendian ที่เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลอีกด้วย

กลุ่มงานด้านวิเคราะห์ข้อมูลของ MAS จะประกอบด้วย 3 หน่วยย่อยคือ กลุ่มดูแลและเก็บรักษาข้อมูล (data governance), กลุ่มวิเคราะห์ข้อมูล (analytics and visualization) และกลุ่มที่นำข้อมูลไปใช้งานด้านการกำกับดูแลทางการเงิน (supervisory technology)

ที่มา – Tech in Asia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages