บริษัทญี่ปุ่นคิดไอเดียใช้โดรนบอกพนักงานให้กลับบ้าน แก้ปัญหาพนักงานทำงานล่วงเวลานานเกินไป

Brand Inside - 12 December 2017 - 10:16

ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ญี่ปุ่นนั้นมีการทำงานที่เอาเป็นเอาตาย ทำงานล่วงเวลาหลายๆ ชั่วโมง ฝังรากลึกเข้าไปในวัฒนธรรมของประเทศแล้ว จนมีคำเรียกการทำงานหนักจนตายนี้ว่า Karoshi ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลยังต้องหาวิธีแก้ ตอนนี้มีบริษัทหนึ่งที่คิดไอเดียการใช้โดรนบินทั่วบริษัทเพื่อบอกให้พนักงานกลับบ้านได้แล้ว แก้ปัญหาพนักงานทำงานล่วงเวลานานจนเกินไป

ระบบโดรนนี้พัฒนาโดย Taisei บริษัทด้านความปลอดภัยและการทำความสะอาดในสำนักงาน ร่วมมือกับ NTT ผู้ให้บริการโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่

วิธีใช้งานโดรน คือบริษัทจะวางตารางบินไว้ และโดรนจะบินตามตารางบินเพื่อตรวจตราในสำนักงาน ซึ่งระหว่างการบินจะมีการค้นหาพนักงานที่กำลังอยู่ในออฟฟิศหลังเลิกงาน โดรนจะส่งเสียงเพลง Auld Lang Syne (ทำนองต้นตำรับของเพลงสามัคคีชุมนุม) เพื่อบอกให้พนักงานกลับบ้านได้แล้ว

ปัจจุบัน ทำนอง Auld Lang Syne นี้ถูกใช้เพื่อการบอกเวลาปิดของห้างในญี่ปุ่นอยู่แล้ว และ Taisei จะเริ่มทดลองระบบนี้ในเดือนเมษายนปีหน้า โดยบริษัทที่ต้องการจะใช้ระบบนี้จะต้องจ่ายบริการที่ 5 หมื่นเยนต่อเดือน

ภาพ pakutaso.com

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญบางคนก็กล่าวว่าโดรนนี้ไม่ได้แก้ปัญหาแบบถอนรากถอนโคนจริง ๆ อยู่ดี โดย Scott North จาก Osaka University กล่าวกับสำนักข่าว BBC ว่า แม้หุ่นยนต์จะกวนให้พนักงานออกจากออฟฟิศ พนักงานก็จะนำงานกลับไปทำที่บ้านต่อถ้างานยังไม่เสร็จ การจะลดการทำงานล่วงเวลาต้องลดปริมาณงานลง ทั้งลดงานที่ทำให้เปลืองเวลา ไปจนถึงการแข่งขันที่ทำให้สถานที่ทำงานในญี่ปุ่นถูกมองไม่ดี ไปจนถึงการพิจารณาจ้างพนักงานเพิ่มเติม

ที่มา – The Verge

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Volkswagen ร้องรัฐเยอรมันให้ยุติสนับสนุนเครื่องยนต์ดีเซล และนำเงินมาผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าแทน

Brand Inside - 12 December 2017 - 07:37

เมื่อ Volkswagen เสื่อมเสียชื่อเสียงจากการโกงค่าไอเสียรถยนต์เครื่องดีเซล ไม่แปลกที่เบอร์หนึ่งผู้ผลิตรถยนต์ของโลกอยากให้เรื่องนี้จางหายไป จึงเดินเครื่องรถยนต์ไฟฟ้าเต็มสูบ แถมขอให้ยุติสนับสนุนเครื่องยนต์ดีเซลด้วย

ประเทศต้นกำเนิดดีเซลขอหยุดเอง

เยอรมันเป็นประเทศที่ให้กำเนิดรถยนต์เครื่องดีเซล และแบรนด์ผู้ผลิตในประเทศไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Daimler และ BMW ต่างก็มีแผนผลิตรถยนต์เครื่องดีเซลออกมาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างยอดขายให้เติบโต แต่ถึงเครื่องตัวนี้ยังสำคัญอยู่ ทาง Volkswagen กลับไม่มองในทางตรงกันข้าม และอยากให้ลดความสำคัญของเครื่องยนต์ชนิดนี้

Matthias Müller ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Volkswagen แจ้งว่า รัฐบาลเยอรมันต้องหยุดให้การสนับสนุนรถยนต์เครื่องดีเซล เพราะการงดเว้นภาษีเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงรถยนต์ประเภทนี้ได้ง่ายขึ้น ทำให้รัฐต้องใช้งบประมาณกว่า 7,800 ล้านยูโร/ปี หรือราว 2.9 แสนล้านบาท

“ถ้าอยากประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ตัวรถยนต์เครื่องดีเซลก็ไม่ควรถูกสนับสนุนเหมือนในอดีต เพราะตัวเงินดังกล่าวควรไปลงทุนสนับสนุนรถยนต์ที่รักษาสิ่งแวดล้อม เหมือนกับที่เยอรมัน และประเทศอื่นๆ ในกลุ่มยุโรปที่ต้องการขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า”

ภาพ pixabay.com หลายประเทศเตรียมยกเลิกเครื่องดีเซล

ทั้งนี้ Matthias Müller ได้เข้ามาแทน Martin Winterkorn ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Volkswagen หลังจากเขาได้ลาออกไปในปี 2558 เพราะตัวบริษัทถูกจับได้ว่าโกงค่าไอเสียของรถยนต์เครื่องดีเซล จากหน่วยงานตรวจสอบของสหรัฐอเมริกา และสร้างความเสียหายให้บริษัทกว่า 25,000 ล้านยูโร

ขณะเดียวกันฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร ต่างมีแผนแบนรถยนต์เครื่องดีเซลในปี 2583 ซึ่ง Volkswagen ก็เตรียมเดินเรื่องนี้เต็มสูบ เช่นเมื่อเดือนก.ย. ก็ประกาศแผนลงทุนในเทคโนโลยีแบตเตอรี่เพื่อนำไปใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า เพราะในปี 2573 ทางบริษัทจะมีรถยนต์กว่า 300 รุ่นที่มีเครื่องยนต์ไฟฟ้าให้เลือกใช้

สำหรับยอดขายรถยนต์เครื่องดีเซลในประเทศเยอรมันลดลง 17% โดยครองส่วนแบ่งในตลาดที่ 34% ส่วนยอดขายรถยนต์ใช้น้ำมันนั้นเพิ่มขึ้น 28% คิดเป็นส่วนแบ่งในตลาด 61.7% ดังนั้นก็อยู่ที่ว่าผู้บริโภคจะชอบแบบไหน จะยอมจ่ายแพงเพื่อนำรถยนต์เครื่องดีเซลมาใช้เหมือนเดิมหรือไม่ ต้องติดตามกัน

อ้างอิง // Quartz

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

“เป็นสตาร์ทอัพที่เข้าตลาดหุ้น มันเป็นเรื่องดีมากๆ” คำกล่าวจากซีอีโอ Box

Brand Inside - 12 December 2017 - 00:20

เวลาพูดถึงสตาร์ทอัพ ก็มักนึกถึงบริษัทที่เล็ก คล่อง ปรับตัวได้เร็ว ขณะเดียวกันพอพูดถึงบริษัทที่เข้าตลาดหุ้น คนก็เริ่มมองเป็นองค์กรที่เป็นระบบระเบียบ ทำอะไรก็ไม่ว่องไวแบบแต่ก่อน เช่นนั้นแล้วสตาร์ทอัพควรเข้าตลาดหุ้นไหม? ซีอีโอ Box ว่า เข้าตลาดหุ้นแล้วดีกว่าเยอะ มาดูกัน

Aaron Levie ซีอีโอ Box

Aaron Levie เป็นซีอีโอของ Box อดีตสตาร์ทอัพดาวรุ่ง ให้บริการเก็บไฟล์ออนไลน์บนคลาวด์ (เหมือน Dropbox) บริษัทตัดสินใจไอพีโอเข้าตลาดหุ้นตั้งแต่ปี 2015 ซึ่งจนถึงตอนนี้คู่แข่งอย่าง Dropbox ก็ยังไม่มีแผนเข้าตลาดหุ้น Levie บอกว่าการที่บริษัทตัดสินใจไอพีโอนั้น “เป็นเรื่องดีมากๆ”

ก่อนจะเดาว่าที่เข้าตลาดหุ้นเพื่อ exit ขายหุ้นราคาดี ก็อาจใช้ไม่ได้กับ Box เท่าไหร่ ราคาหุ้น Box นั้นค่อนข้างสวิงมาก วันแรกที่เข้าตลาดหุ้นราคาสูงถึง $24 แล้วก็ลงมาจนต่ำถึง $9 ส่วนตอนนี้ก็ค่อยๆ ปรับตัวขึ้น

Levie บอกว่าข้อดีมากของการเข้าตลาดหุ้น เป็นเรื่องผลิตภัณฑ์ของ Box ซึ่งเน้นขายบริการฝากไฟล์สำหรับลูกค้าระดับองค์กร ซึ่งทุกครั้งเขาจะถูกตั้งคำถามว่า “บริษัทจะไปรอดไหม” หรือ “จะมีบริการใดปิดตัวหรือเปล่า” นั่นคือสาเหตุว่าทำไมบริษัทแบบ IBM หรือ Google จึงดูดีกว่าในเกมนี้ เพราะลูกค้าเชื่อมั่นว่าอย่างน้อยก็คงไม่ชิงปิดตัวง่ายๆ ฉะนั้นหนทางที่ดีกว่าก็คือการเข้าตลาดหุ้น เปิดเผยสถานะบริษัทไปเลย ลูกค้าก็จะเชื่อมั่นมากขึ้น

ข้อดีถัดมาที่ Levie บอกคือการเข้าตลาดหุ้น ทำให้บริษัทตอนรายงานผลประกอบการทุก 3 เดือน นักลงทุนและนักวิเคราะห์ต่างจับจ้อง ฉะนั้นบริษัทต้องมีการดูแลเรื่องเงินที่รัดกุมขึ้น ซึ่งนั่นทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามมาด้วย

เหตุผลสุดท้ายที่เขาบอกนั่นคือ สตาร์ทอัพมักให้หุ้นกับพนักงานเพื่อสร้างแรงจูงใจ แต่สุดท้ายหุ้นก็ไม่มีความหมายหากไม่สามารถขายต่อออกไปได้ การเข้าตลาดหุ้นคือการสร้างความภักดีในองค์กร และเป็นการตอบแทนที่ยุติธรรมที่สุด เพราะราคาหุ้นก็จะเป็นผลจากการทำงานของพนักงานนั่นเอง

ที่มา: Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Tencent รุกธุรกิจค้าปลีกออฟไลน์ พร้อมปะทะ Alibaba! ซื้อหุ้นซูเปอร์มาร์เก็ต Super Species ของจีน

Brand Inside - 12 December 2017 - 00:12

มีรายงานว่า Tencent ยักษ์ใหญ่อินเทอร์เน็ตของจีน ได้ขยับเข้ามาสู่โลกธุรกิจค้าปลีกที่ Alibaba ยึดครองพื้นที่ไว้มากขึ้น โดยได้เข้าถือหุ้นใน Super Species ร้านซูเปอร์มาร์เก็ตที่นิยามว่าเป็น “ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งอนาคต” ซึ่งถือเป็นการช่วงชิงพื้นที่กับ Alibaba โดยตรง

Super Species (ภาพ China Fruit Portal)

เราเห็นข่าวกันก่อนหน้านี้ว่าอีคอมเมิร์ซอย่าง Alibaba ได้เริ่มยุทธศาสตร์ใหม่ที่เรียกว่า New Retail โดยผสานออนไลน์กับร้านออฟไลน์ด้วยกัน และการซื้อซูเปอร์มาร์เก็ต Hema ก็เป็นหนึ่งในนั้น ตอนนี้ Tencent ก็ไม่อยู่เฉย เข้าซื้อซูเปอร์มาร์เก็ตบ้างเช่นกัน

Super Species เป็นโปรเจกต์ซูเปอร์มาร์เก็ตแนวใหม่ของเครือ Yonghui ที่ดำเนินธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ในจีน ปัจจุบัน Super Species มีอยู่ 20 สาขา ขณะที่ Hema มีอยู่ 17 สาขา แน่นอนว่า Tencent ต้องการนำบริการ WeChat Payment เข้าไปใส่ไว้ใน Super Species ซึ่งถือเป็นการปะทะกันกับ Alipay ของ Alibaba แน่นอน

Tencent นั้นแม้มีขนาดธุรกิจใหญ่กว่า Alibaba ตามราคาหุ้น และมีธุรกิจย่อยในเครือที่แข่งกันโดยตรงกับ Alibaba หลายอย่าง แต่มีส่วนธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ Tencent ยังไม่เทียบเคียงนัก ปัจจุบัน Tencent มีเพียงถือหุ้นใน JD.com เบอร์สองของจีนอยู่ 21.25% การช่วงชิงพื้นที่ซูเปอร์มาร์เก็ตจึงอาจเป็นหมากสำคัญของ Tencent ที่ต้องจับตาดูต่อไป

ที่มา: Technode

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

น้ำดื่มเดือดแน่! “สิงห์” ซุ่มคว้า “เจ้านาย” ร่วมแคมเปญใหม่ ท้าชน “นาย ณภัทร” น้ำดื่มคริสตัล

Brand Inside - 11 December 2017 - 22:34

ตลาดน้ำดื่มเตรียมร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อ “สิงห์” เตรียมคว้าตัว “เจ้านาย” ร่วมแคมเปญใหม่ ลุ้นขึ้นแท่นพรีเซ็นเตอร์ เป็นการเปิดศึกท้าชนน้ำดื่ม “คริสตัล” ที่มี “นาย ณภัทร” เป็นพรีเซ็นเตอร์

เปิดศึกด้วยไวรัล “เจ้านาย” เป็นพนักงานแฟมิลี่มาร์ท

ยุคนี้จะเปิดตัวแคมเปญใหม่ด้วยรูปแบบธรรมดาไม่ได้แล้ว ต้องทำให้เป็นกระแส เป็นที่พูดถึงบนโลกออนไลน์ ในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมานี้ได้เห็นการแชร์ภาพ พร้อมคลิปวิดีโอ “เจ้านาย-จิณเจษฎ์ วรรธนะสิน” ลูกชายของ “เจ เจตริน” แต่งตัวเป็นพนักงานร้านแฟมิลี่มาร์ท โดยทั้งทวิตเตอร์ และเพจดังต่างๆ มีการแชร์ไปต่างๆ นานาว่าเจ้านายทำงานพาร์ทไทม์ที่นี่

ภาพจากเพจ ใต้เตียงดารา ภาพจากเพจ ใต้เตียงดารา

โดยที่จริงแล้วเป็นการถ่ายโฆษณาแคมเปญใหม่ของน้ำดื่ม “สิงห์” ซึ่งจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงไม่กี่วันนี้ มีการเปิดเผยว่าเจ้านายจะเข้าร่วมกับแคมเปญใหม่ ต้องคอยลุ้นว่าเจ้านายจะเข้ามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ของสิงห์เพิ่มอีกคนหรือไม่

ซึ่งแคมเปญนี้จะเป็นคนละแคมเปญกับ A Part of You ที่เป็นแคมเปญใหญ่ของสิงห์ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นปี เป็นการใช้พรีเซ็นเตอร์ครั้งแรกของสิงห์ในรอบ 30 ปี และใช้พร้อมกัน 5 คน ได้แก่ ย้ง ทรงยศ สุขมากอนันต์, เบเบ้ ธันย์ชนก ฤทธินาคา, วิโอเล็ต วอเทียร์ นักร้องนักแสดง และวง South side

น้ำดื่มแข่งเดือด “สิงห์” ท้าชน “คริสตัล”

น้ำดื่มเป็นตลาดที่ค่อนข้างใหญ่ และมีการเติบโตสูงตลอดทุกปี โดยในปีที่ผ่านมามีมูลค่าราว 43,000 ล้านบาท เติบโต 11% เพราเทรนด์การดูแลสุขภาพของคนไทยทำให้ตลาดยังโตต่อเนื่อง เมื่อตลาดใหญ่ ย่อมมีผู้เล่นในตลาดเยอะ การแข่งขันย่อมสูงเช่นกัน

ในปีที่ผ่านมาเป็นปีที่สิงห์มีความเคลื่อนไหวเยอะเป็นพิเศษ เพราะตลาดน้ำดื่มมีการแข่งขันสูงมาก ยิ่งคู่แข่งมีการการตลาดที่เข้มข้น และหายใจรดต้นคอสิงห์มาตลอด โดยที่ก่อนหน้านี้สิงห์ได้ประกาศว่าตัวเองว่าครองเบอร์หนึ่งในตลาดมาตลอด แต่ปีนี้ได้มีบ้างช่วงบางตอนที่ “คริสตัล” น้ำดื่มจากค่ายเสริมสุขแซงหน้าขึ้นมา

ทำให้สิงห์ไม่สามารถอยู่เฉยได้ ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาบัลลังก์แชมป์ให้ได้ การดึงเจ้านายเข้ามาเป็นพรีเซ็นเตอร์เป็นการหวังเจาะเข้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น เพราะสิงห์เองก็ค่อนข้างเป็นแบรนด์ที่มีอายุพอสมควร

ในขณะที่คริสตัลมีการใช้ “นาย ณภัทร เสียงสมบุญ” เป็นพรีเซ็นเตอร์ตั้งแต่ปี 2559 ที่ผ่านมาแล้ว เป็นการใช้พรีเซ็นเตอร์อย่างจริงจังเป้นครังแรกด้วย หวังเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่เช่นกัน

สรุป
  • การขยับตัวของสิงห์ครั้งนี้เรียกว่ากลับมาทวงบัลบังก์แชมป์อย่างเต็มตัว เป็นการสู้กับหมัดต่อหมัด พรีเซ็นเตอร์ กับพรีเซ็นเตอร์
  • ตลาดน้ำดื่มยังคงมีการแข่งขันดุเดือดทั้งปี ไม่ได้จำกัดแค่หน้าร้อนอีกต่อไปแล้ว โดยที่การแข่งขันเน้นไปในเรื่องของการสร้างแบรนด์มากขึ้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Deutsche Bank ประเมินความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก 2018 มีเรื่อง Bitcoin ฟองสบู่แตก

Brand Inside - 11 December 2017 - 21:35

Torsten Slok หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคาร Deutsche Bank จากเยอรมนี ออกรายงานประเมินความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกในปี 2018 จำนวน 30 ปัจจัย หนึ่งในนั้นมีความเสี่ยงเรื่องฟองสบู่ Bitcoin แตกรวมอยู่ด้วย

ปัจจัยเสี่ยงตามข้อเสนอของ Deutsche Bank มีด้วยกันหลากหลาย โดยปัจจัยเสี่ยงที่มีอันดับสูงสุดคือ เงินเฟ้อของสหรัฐที่อาจเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 ของปี 2018

ประเด็นที่น่าสนใจคือ Deutsche Bank ยกให้ฟองสบู่ Bitcoin แตกอยู่ในอันดับ 13 เหนือกว่าปัจจัยเสี่ยงเรื่องเกาหลีเหนือ (อันดับ 14) หรือการสอบสวนประธานาธิบดีทรัมป์ (อันดับ 17) ด้วยซ้ำ

ความกังวลของ Deutsche Bank กลัวว่าถ้าหากตลาด Bitcoin (ที่ปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 4 แสนล้านดอลลาร์) แตก ก็จะส่งผลกระทบต่อนักลงทุนรายย่อยที่แห่เข้าไปเล่น Bitcoin กันในรอบปีที่ผ่านมา และอาจกระทบต่อเม็ดเงินที่จะโยกย้ายไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ด้วย

ที่มา – Fortune, Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

รู้จัก Hoed & Shouders สินค้าลอกเลียนแบบที่เกิดขึ้นในช่วงข้าวยากหมากแพงในเวเนซูเอลา

Brand Inside - 11 December 2017 - 15:37

ไม่ต้องสงสัยว่าอ่านผิด หรือทีมงานสะกดผิด เพราะแชมพู Hoed & Shouders ที่เลียนแบบแชมพูขจัดรังแขแบรนด์ดังมาเกือบเป๊ะ มีจำหน่ายจริงๆ ในประเทศเวเนซูเอลา แถมยังขายได้อย่างเทน้ำเทท่าอีกด้วย

El Precio Susto de este champú ‘chinchunflay’ https://t.co/E6xBPn0rLZ pic.twitter.com/UG7CBLqQcW

— La Patilla (@la_patilla) June 25, 2017

ภาวะเงินเฟ้อคือตัวแปรหลัก

นอกจากแชมพู Hoed & Shouders ยังมีใบมีดโกน Max Quottro, ผ้าอนามัย Aluays, ยาสีฟัน Convenrt และสบู่ Yahnsan’s ที่ลอกเลียนมาจากแบรนด์ FMCG ของสหรัฐอเมริกา ที่สำคัญสินค้าเหล่านี้ยังขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เรียกได้ว่าของเข้าเมื่อไรก็เกลี้ยงเชลฟ์ตามร้านค้าปลีกในเวเนซูเอลา

แต่ที่ผู้บริโภคซื้อกันนั้นไม่ใช่อยากใช้ของลอกเลียนแบบ แต่เพราะตัวสินค้าเหล่านี้มีราคาที่ถูกแสนถูก เช่นแชมพู Head & Shoulders ขายที่ 118,000 โบลีวาร์เวเนซุเอลา หรือราว 3.5 แสนบาท แต่พอเปลี่ยนชื่อแบรนด์นิดหน่อย ราคาเหลือแค่ 32,000 โบลีวาร์เวเนซุเอลา หรือราว 97,000 บาท

ทั้งนี้ไม่ต้องแปลกใจที่ราคาสินค้านั้นสูงมากเมื่อเทียบเป็นสกุลเงินบาท เพราะทางการเวเนซูเอลาไม่สามารถควบคุมเศรษฐกิจในประเทศได้ จนเกิดภาวะเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 4,000% ในระยะเวลาเพียง 3 เดือน ดังนั้นเมื่อไม่มีทางเลือก การใช้สินค้าที่มีราคาถูกกว่าจึงจำเป็น แม้ประสิทธิภาพของตัวสินค้าจะด้อยกว่าของจริงก็ตาม

สำหรับสินค้าลอกเลียนแบบเหล่านี้ถูกนำเข้ามาจากประเทศจีน โดยอ้างอิงจากรายละเอียดที่พิมพ์อยู่บนบรรจุภัณฑ์ที่ระบุว่า ผลิตในฮ่องกง หรือไม่ก็มณฑลกวางตุ้ง รวมถึงมณฑลฝูเจี้ยนด้วย ยิ่งเรื่องรายละเอียดของวัตถุดิบในการผลิตสินค้ายิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะบางตัวก็ไม่ระบุไว้ หรือบางสินค้าก็ระบุอย่างไม่ชัดเจน

สรุป

ภาวะข้าวยากหมากแพงนั้นเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ หากทางการของประเทศต่างๆ ไม่สามารถควบคุมเรื่องเศรษฐกิจได้ และประชากรตาดำๆ ก็คงถูกบังคับอย่างชัดเจนว่าต้องประหยัด และใช้สินค้าคุณภาพต่ำ ดังนั้นหากไม่ต้องการให้เรื่องนี้เกิดขึ้น การสนับสนุนให้เกิดการปกครองที่มีประสิทธิภาพ และใช้คนเก่งเข้ามาบริหารคือเรื่องจำเป็น

อ้างอิง // BloombergLa Patilla

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ยุทธการผ่าทางตัน! “เดอะมอลล์ กรุ๊ป” เร่งหาพาร์ทเนอร์ นำธุรกิจออกโตนอกห้าง

Brand Inside - 11 December 2017 - 13:47

เริ่มเห็นทิศทางชัดเจนมากขึ้นสำหรับการขยายสาขาธุรกิจในเครือเดอะมอลล์ กรุ๊ป ในการ Diversify ธุรกิจ มองหาพันธมิตรอื่นๆ เพิ่มเติม เป็นการนำธุรกิจไปโตนอกเดอะมอลล์มากขึ้น ถือเป็นการผ่านทางตัน เพราะข้อจำกัดของเดอะมอลล์มีการขยายสาขาที่น้อย

นำ Gourmet Market-Power Mall ขยายนอกเดอะมอลล์

ด้วยจำนวนสาขาที่น้อยของเดอะมอลล์ และแผนการขยายสาขาในแต่ละปีที่น้อยเช่นกัน ถือเป็นข้อจำกัดใหญ่แก่ธุรกิจภายในเครืออย่างมาก เช่น กูร์เมต์ มาร์เก็ต, เพาเวอร์ มอลล์, สปอร์ต มอลล์ และบีเทรนด์ ซึ่งธุรกิจเหล่านี้ล้วนมีการเติบโตจากการขยายสาขาทั้งสิ้น

แต่ในปีที่ผ่านมาเดอะมอลล์ กรุ๊ปได้แก้เกมด้วยการจับมือกับพาร์ทเนอร์รายอื่นทั้งค้าปลีก หรือระบบขนส่ง ในการนำธุรกิจในเครือไปเปิดสาขา เพื่อสร้างการเติบโต ถือเป็นการขยายสาขานอกพื้นที่เดอะมอลล์เป็นครั้งแรก

ได้เริ่มต้นจากกลุ่มฟู้ด รีเทล อย่าง “กูร์เมต์ มาร์เก็ต” ขยายสาขารูปแบบสแตนอโลน ก็คือไปกับค้าปลีกรายอื่นๆ เช่น เทอมินัล 21, เดอะ พรอมานาด, เดอะ คริสตัล และล่าสุดในการเข้าไปเปิดสาขาในสถานีรถไฟฟ้า MRT ลาดพร้าวด้วยพื้นที่ 2,300 ตารางเมตร เป็นการขยายในรูปแบบหลายๆ โมเดล เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคมากที่สุด ในทุกไลฟ์สไตล์

กูร์เมต์ มาร์เก็ตเองเป็นกลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้อันดับหนึ่งในเดอะมอลล์ กรุ๊ป เพราะด้วยเทรนด์ของค้าปลีกในกลุ่มของซูเปอร์มาร์เก็ตมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคตอบรับกับสินค้าพรีเมี่ยมมากขึ้น ทำให้กูร์เมต์มีโอกาสในการขยายสาขามากกว่านี้อีก

 

ล่าสุดเดอะมอลล์ กรุ๊ปได้เลือก “เพาเวอร์มอลล์” เป็นยูนิตต่อไปในการขยายสาขาออกนอกเดอะมอลล์ ซึ่งประเดิมสาขาแรกที่ “เอสบี ดีไซน์สแควร์ ราชพฤกษ์” ด้วยพื้นที่ 1,200 ตารางเมตร เพื่อเป็นจิ๊กซอว์เติมเต็มให้เป็น One Stop Service ในการตกแต่งบ้าน พร้อมสามารถช้อปเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มเติมได้ด้วย สาขานี้จะเป็นสาขาที่ 11 ของเพาเวอร์มอลล์ แต่เป็นสาขาแรกที่อยู่นอกเดอะมอลล์

จักรกฤษณ์ กีรติโชคชัยกุล ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส บริหารสินค้า บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เล่าว่า

“แผนของเดอะมอลล์ กรุ๊ปต่อไปจะเน้นขยายผ่านพาร์ทเนอร์มากขึ้น ของทั้งกูร์เมต์ มาร์เก็ต และเพาเวอร์มอลล์ เป็นการ Diversify ธุรกิจให้มีความหลากหลาย สขยายสาขาออกนอกเดอะมอลล์จับกลุ่มลูกค้าให้มากขึ้น โดยมองหาพาร์ทเนอร์ที่เกื้อหนุนกัน มีกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน ส่วนอีก 2 ธุรกิจอย่างบีเทรนด์ และสปอร์ตมอลล์ก็มีโอกาสในการขยายออกนอกเดอะมอลล์เช่นกัน กำลังมองหาพาร์ทเนอร์อยู่”

จักรกฤษณ์ยังเสริมอีกว่า ความสำคัญของการขยายสาขาออกนอกเดอะมอลล์นั้นอยู่ที่การเป็น Destination ของแต่ละสถานที่ ซึ่งแต่ละที่มีความหลากหลายไม่เหมือนกัน มีกลุ่มเป้าหมายไม่เหมือนกัน ทำให้ธุรกิจมีการเติบโตมากขึ้น

สรุป
  • การเดินเกมของเดอะมอลล์ กรุ๊ปในครั้งนี้เป็นผลดี ช่วยสร้างการเติบโตได้ เป็นการอุดข้อจำกัดของตัวเองที่มีสาขาน้อย แต่สามารถหาพาร์ทเนอร์ไปขยายที่อื่นได้
  • มีความรู้สึกว่าบางอย่างอาจจะมาช้าไปนิด อย่างเช่นเรื่องออนไลน์ หรือ Omni Channel ที่ผู้เล่นในตลาดมีการพัฒนาไปไกลแล้ว เป็นจุดที่เดอะมอลล์ต้องกลับไปทำการบ้านเพื่อตามให้ทันกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในยุคนี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ญี่ปุ่นกำลังพิจารณาให้หยุดยาว 10 วัน ช่วงสมเด็จพระจักรพรรดิสละราชบัลลังก์ ในปี 2019

Brand Inside - 11 December 2017 - 12:23

ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 200 ปีที่การสืบทอดราชบัลลังก์ของญี่ปุ่นทำในขณะที่จักรพรรดิองค์ก่อนยังมีชีวิตอยู่ โดยขณะนี้รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณาที่จะให้ชาวญี่ปุ่นหยุดยาวในช่วงเวลาสำคัญเป็นเวลา 10 วัน

Photo: Flickr.com by Warren Antiola ญี่ปุ่นเตรียมหยุด 10 วันช่วงสืบทอดราชบัลลังก์ในปี 2019

รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณาให้วันที่ 27 เมษายน ถึง 6 พฤษภาคมปี 2019 เป็นวันหยุดราชการ 10 วัน เนื่องในโอกาสสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะในวันที่ 30 เมษายน และ 1 วันหลังจากนั้น มกุฎราชกุมารนะรุฮิโตะจะทรงเข้าพิธีราชาภิเษกเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ถัดไป

  • ในปี 2019 วันที่ 29 เมษายนและวันที่ 3 ถึงวันที่ 6 พฤษภาคมได้ถูกกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการอยู่แล้ว (วันที่ 29 เมษยายนเป็นวันวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโระฮิโตะ หรือเรียกว่า วันโชวะ)
  • ส่วนวันที่ 30 เมษายนเมื่อสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะสละราชบัลลังก์สละราชบัลลังก์ หลังจากนั้น 1 วัน คือวันที่ 1 พฤษภาคม จะเป็นวันที่ทำพระราชพิธีราชาภิเษกให้กับมกุฎราชกุมารนะรุฮิโตะ
  • ดังนั้น เมื่อวันที่ 3 และวัน 6 เป็นวันหยุดทางราชการอยู่แล้ว ตามธรรมเนียมวันหยุดของญี่ปุ่น วันปกติที่คั่นวันหยุดจะถูกกำหนดให้หยุดตามไปด้วย ดังนั้นวันหยุด 10 วันช่วงสืบทอดราชบัลลังก์จึงมีความเป็นไปได้สูง
Photo: Flickr.com by H07C

Shinzo Abe นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น กล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า สมเด็จพระจักรพรรดิคาดว่าจะสลัราชสมบัติในวันที่ 30 เมษายน ปี 2019 ถือเป็นการสืบทอดราชบัลลังก์ในขณะที่จักรพรรดิองค์ก่อนยังมีชีวิตอยู่ในรอบ 200 ปี

ที่มา – Japantoday

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

อ่านไอเดียทีม dtac One : เปลี่ยน “พนักงาน” เป็น “ศูนย์บริการเคลื่อนที่” เติมเงิน ย้ายเบอร์ข้ามเครือข่าย ทุกอย่างจบได้ในแอพเดียว

Brand Inside - 11 December 2017 - 00:10

ต่อไปนี้การเติมเงินและย้ายเบอร์ ไม่ต้องไปหน้าร้านหรือศูนย์บริการ เพราะสามารถทำได้กับพนักงานของ dtac ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งอะไร นี่คือไอเดียของทีม dtac One ที่ต้องการผลักดันให้ dtac ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว

แอพเดียวจบ dtac One | พนักงาน dtac ทุกคนคือ “ผู้ให้บริการ”

เป็นการเปลี่ยนแปลงที่พลิกโฉมอย่างมาก สำหรับทีม dtac One ผู้ชนะจากเวที Flip it Challenge ที่ส่งแอพพลิเคชั่นเปลี่ยน “พนักงานธรรดา” ให้กลายเป็น “ศูนย์บริการเคลื่อนที่” ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เวลาใด พนักงาน dtac สามารถให้บริการกับลูกค้าได้

  • แนวคิดคือ : เปลี่ยนจากศูนย์บริการที่มีอยู่กว่า 500 แห่งทั่วประเทศ เป็น พนักงาน dtac กว่า 5,000 คนทั่วประเทศที่สามารถให้บริการได้

พีรพัชร์ วงศ์กลธูต หัวหน้าทีม dtac One เล่าให้ฟังว่า “Pain Point ของการใช้บริการโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน คือความไม่สะดวกของลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าที่ใช้บริการแบบเติมเงิน หลายคนยังต้องไปที่ร้านค้า” dtac ในฐานะที่ตั้งเป้าไปสู่ดิจิทัลทั้งในรูปแบบองค์กรและการทำงานจึงต้องการทำให้เกิดการให้บริการแบบดิจิทัล โดยเริ่มต้นจากพนักงานของตนเอง

“การให้พนักงานทุกคนสามารถลงไปให้บริการด้วยตัวเองเป็นความท้าทายที่ทำให้พนักงานเข้าใจปัญหาหน้างาน เป็นการพลิกความคิด”

หลังจากนี้พนักงานของ dtac จะมีแอพพลิเคชั่น dtac One อยู่ในเครื่องและสามารถให้บริการได้ดังนี้

  • เติมเงินให้ลูกค้าแบบ Pre-Paid
  • โอนย้ายเบอร์จากเครือข่ายอื่นมาเป็น dtac
  • เปลี่ยนลูกค้าจาก Pre-Paid เป็น Post-Paid หรือรายเดือน
  • แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนโปรโมชั่นให้ลูกค้าได้ ในกรณีที่ใช้แบบรายเดือนยังต้องติดต่อไปยัง Call Center อยู่ เพราะขั้นตอนนี้มีความซับซ้อน เช่น โปรโมชั่นเดิมยังติดสัญญากับค่าเครื่องอยู่ เป็นต้น

หลังการทดลองใช้แอพพลิเคชั่น dtac One กับพนักงานมากว่า 4 เดือน ผลปรากฎว่า มีพนักงานที่เข้าร่วมใช้งานกว่า 50% มีเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 2 ล้านบาท

ผลตอบแทนที่พนักงาน dtac จะได้คือ ค่าคอมมิชชั่น 3.5% หรือคิดง่ายๆ คือ หากมีลูกค้ามาเติมเงินกับพนักงาน dtac จำนวน 100 บาท ผ่าน dtac One พนักงานของ dtac จะได้ค่าตอบแทน 3.5 บาท หรือตัดออกจากยอดเงินที่พนักงานต้องเติมไว้ก่อนล่วงหน้า เมื่อโอนเงิน 100 บาทไปยังลูกค้า พนักงานจะเสียเงินไปเพียง 96.5 บาท

ทีม dtac One ระบุว่า หลังจากนี้จะพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้พนักงานของ dtac มีสิทธิพิเศษในการเห็นโปรโมชั่นพิเศษ นอกเหนือไปจากร้านค้าหรือศูนย์บริการ เพราะต้องการผลักดันให้เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่พนักงานจะได้ขายสินค้าได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“พนักงานที่ active ขณะนี้มีประมาณ 1,600 คน ในจำนวนนี้ไม่รวมทีมขาย (Sales Team) เพราะทำเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าดูจากที่บันทึกไว้ ตั้งแต่ dtac One ทดลองทำมา มีพนักงานหลายรายปิดยอดได้หลักหมื่นต่อเดือน ที่มากสุดเห็นจะมีรายหนึ่งที่ปิดยอดได้ที่ 5 หมื่นกว่าบาท แต่โดยส่วนใหญ่อยู่แถวๆ หลักพัน ประมาณ 6 พันบาท”

ทีม dtac One เน้นย้ำว่า เอาเข้าจริง เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องหลักในการส่งแอพพลิเคชั่น dtac One ออกมาลงสู่ตลาด แต่สิ่งสำคัญคือการทำให้เกิดการ disrupt ในธุรกิจของ dtac ที่ต้องการมุ่งหน้าไปสู่ Digital Transformation มากขึ้น ส่วนผลพลอยได้ที่สำคัญคือ ได้เห็นการปรับตัวของพนักงานมากกว่าการเห็นตัวเงินที่งอกเงย

อย่างไรก็ตาม ทีม dtac One เป็นอีกหนึ่งในผลผลิตของการปรับองค์กรของ dtac เพื่อทำให้เกิดการทำงานที่สอดคล้องกับโลกยุคดิจิทัล

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Discover เตรียมยกเลิกใช้ลายเซ็นบนบัตรเครดิต เริ่มต้นปีหน้า

Brand Inside - 11 December 2017 - 00:05
ภาพ pixabay.com

Discover ผู้ให้บริการบัตรเครดิต/เดบิตจากสหรัฐฯ เตรียมแผนการยกเลิกการยืนยันตัวตนลูกค้าด้วยลายเซ็นสำหรับการใช้จ่ายทุกรายการบน Discover Global Network ในสหรัฐฯ, แคนาดา, เม็กซิโก และแคริบเบียน

เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในด้านการยกเลิกลายเซ็น Discover กล่าวว่าทางบริษัทได้วางระบบเทคโนโลยีการยืนยันตัวตนดิจิทัลหลายอย่าง เช่น tokenization, การยืนยันตัวตนหลายปัจจัย และไบโอเมตริกไว้แล้ว ซึ่งจะการยืนยันตัวตนแบบใหม่เหล่านี้ปลอดภัยกว่าการใช้ลายเซ็น รวมถึงยังทำให้การจ่ายเงินเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและไร้รอยต่อ

Discover กล่าวว่าร้านค้าสนใจในการเปลี่ยนจากลายเซ็น เนื่องจากระบบความปลอดภัยจะต้องได้รับการอัพเดต จึงทำให้ผู้ค้าบางรายจะต้องปรับปรุงระบบครั้งใหม่ และการประกาศออกมาก่อนของ Discover น่าจะช่วยให้ธุรกิจหลายแห่งในประเทศที่ใช้บัตร Discover กันอย่างแพร่หลายมีเวลาสักระยะในการปรับปรุงระบบเครื่อง PoS ที่ไว้ใช้รูดบัตรของตัวเองก่อน

บริษัท Discover หรือชื่อเต็มคือ Discover Financial Service เป็นบริษัทที่ให้บริการด้านการเงินในสหรัฐฯ หลายอย่าง โดยระบบบัตรเครดิตและเดบิตของ Discover นั้นถือเป็นระบบใหญ่รองจาก Visa และ Mastercard รวมถึงบัตรเครดิตอย่าง Diners Club ก็อยู่ในเครือของ Discover Financial Service ด้วยเช่นกัน

ที่มา – Discover, Digital Trends

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ไม่ได้มาเล่นๆ MG ทุ่มกว่าหมื่นล้านบาท เปิดโรงงานผลิตรถยนต์แห่งใหม่ในไทย

Brand Inside - 10 December 2017 - 15:38

MG บุกตลาดรถยนต์อย่างจริงจังในไทย ลงทุนกว่าหมื่นล้านบาทตั้งโรงงานผลิตรถยนต์แห่งใหม่ที่ชลบุรี เป็นศูนย์กลางในอาเซียน กำลังผลิตสูงสุด 1 แสนคันต่อปี ด้วยนวัตกรรมระบบอัตโนมัติ(Automations)และหุ่นยนต์อัจฉริยะ(Intelligent Robotics)

สำหรับโรงงานผลิตรถยนต์แห่งใหม่ของ MG อยู่ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC จุดเด่นคือ เป็นศูนย์กลางโลจิสติสก์ ทำให้โรงงานนี้เป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวา เพื่อจำหน่ายในไทย ภูมิภาคนี้ และส่งออกไปต่างประเทศ

ก่อนหน้านี้ MG ได้เปิดตัวรถ MG ZS ใหม่ ติดตั้งระบบอัจฉริยะ “i-SMART” เป็นรถรุ่นแรกในโลกที่สามารถสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย ได้รับการตอบรับอย่างดี หลังจากนี้รถ MG ทุกรุ่นจะผลิตขึ้นในโรงงานแห่งใหม่นี้ ภายใต้สี่ยุทธศาสตร์หลักของเครือ เอสเอไอซี – มอเตอร์ ได้แก่ อินเทอร์เน็ตคาร์ รถพลังงานทางเลือก คาร์ แชร์ริ่ง และ รถขับเคลื่อนเองอัตโนมัติ

การเลือกประเทศไทยเป็นที่ตั้งโรงงาน เพราะเป็นประเทศที่มีความพร้อมสูงสุดในอาเซียน และได้มีความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนายานยนต์สมัยใหม่ ระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กับ บริษัท
เอสเอไอซี – มอเตอร์ ซีพี จำกัด

นอกจากเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเพื่อคุณภาพการผลิต การออกแบบและก่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ ยังมีการติดตั้งหุ่นยนต์เพื่อใช้ในสายการผลิตเพิ่มเติม เพื่อช่วยอำนวยความสะดวก เพิ่มประสิทธิภาพ ตลอดจนการควบคุมคุณภาพ และการเสริมสร้างความปลอดภัยในสายการผลิต อีกทั้งยังช่วยลดปริมาณการใช้พลังงานและมลพิษต่างๆ เพื่อความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และยังคำนึงถึงหลัก“การยศาสตร์”(Ergonomics) เพื่อเอื้อต่อสภาพการทำงานที่เหมาะสมของพนักงานและเจ้าหน้าที่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

สรุปปี 2017 รายจ่ายโฆษณาทั่วโลกบนสื่อดิจิทัล แซงหน้าทีวีเป็นครั้งแรก และจะแซงไปเรื่อยๆ

Brand Inside - 10 December 2017 - 15:32

รายจ่าย 41% ของโฆษณาทั้งหมดในโลกอยู่บนสื่อดิจิทัล ส่วนบนสื่อทีวีเหลือเพียง 35% แนวโน้มลักษณะนี้จะรุนแรงขึ้นไปเรื่อยๆ และในอีก 3 ปีหลังจากนี้ สื่อดิจิทัลจะครองตลาดโฆษณาเกินครึ่งอย่างแน่นอน

Photo: Pexels ปี 2017 คือจุดตัดครั้งแรกที่โฆษณาบนสื่อดิจิทัลแซงทีวี

Magna หน่วยงานวิจัยด้านสื่อของ IPG Mediabrands เปิดเผยผลรายจ่ายโฆษณาบนสื่อดิจิทัลและทีวีในปี 2017 โดยระบุว่า

  • มีการใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อโฆษณาบนสื่อดิจิทัลทั่วโลก คิดเป็นเงิน 2 แสน 9 พันล้านเหรียญ หรือประมาณ 6.8 ล้านล้านบาท
  • ส่วนเงินที่ลงไปกับโฆษณาบนสื่อทีวีทั่วโลก คิดเป็นเงิน 1 แสน 7 หมื่น 8 พันล้านเหรียญ หรือประมาณ 5.8 ล้านล้านบาท

คิดเป็นสัดส่วนทั่วโลก : โฆษณาบนสื่อดิจิทัลครองตลาด 41% ส่วนโฆษณาบนสื่อทีวีมีสัดส่วนเหลืออยู่ที่ 35%

โฆณา ปี 2018 : ออนไลน์มาแรง-มีแต่เติบโต ทีวีเฉื่อยชา-มีแต่ลดลง

Magna ยังได้คาดการณ์ต่อไปในปีหน้า 2018 ด้วยว่า แนวโน้มการเติบโตของโฆษณาบนสื่อดิจิทัลจะโตที่ 13% ส่วนสื่อทีวีจะโตเพียง 2.5% 

  • เปรียบเทียบกับปี 2017 โฆษณาบนสื่อดิจิทัลในปี 2018 ทั่วโลกจะมีรายได้เพิ่มอีกกว่า 2.8 หมื่นล้านเหรียญ ในขณะที่สื่อทีวีจะเพิ่มขึ้นเพียง 5 พันล้านเหรียญเท่านั้น

นอกจากนั้น ในปี 2020 โฆษณาบนสื่อดิจิทัลจะขึ้นมาครองตลาดได้เกิน 50% อย่างแน่นอน เพราะตอนนี้ก็ครองได้ถึง 41% แล้ว

นักการตลาดและผู้ที่อยู่ในวงการที่ยังไม่ปรับตัว โปรดศึกษาให้ดีก่อนที่อะไรๆ จะสายเกินไป

ที่มา – Recode

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

UBER VS Grab ในสิงคโปร์ | ถึงวันเปิดหน้าสู้ แท็กซี่รายใหญ่ซื้อ UBER 51% ส่วน Grab ยังครองตลาดเกินครึ่ง

Brand Inside - 10 December 2017 - 13:23

ตลาดเรียกรถผ่านแอพพลิเคชั่นในสิงคโปร์สนุกสนานขึ้น เมื่อ Grab ที่จับมือกับ SMRT ครองตลาดอยู่เกินครึ่ง ปะทะคู่แข่งบริษัทแท็กซี่รายใหญ่ในสิงคโปร์ที่เข้าถือหุ้น UBER ถึง 51% โปรดติดตามให้ดี เพราะเขาเปิดหน้าออกมาสู้กันแล้ว

ความแกร่งของ Grab ในสิงคโปร์ ครองสัดส่วนตลาดเกินครึ่ง

บริการเรียกรถร่วมโดยสารผ่านแอพพลิเคชั่นที่ครองตลาดในสิงคโปร์จะแข่งขันกันดุเดือดขึ้น ระหว่าง Grab เจ้าถิ่นที่ครองสัดส่วนตลาดถึง 53% ส่วน UBER ตัวเลขไม่ชัดเจน เวลานับสถิติจึงกองรวมอยู่กับผู้ให้บริการรายอื่นๆ ในตลาดที่มีอยู่เพียง 24% เท่านั้น

ความเก๋าของเจ้าบ้านอย่าง Grab คือการเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัยและการชำระเงินที่ออกแบบมาให้เหมาะกับคนในพื้นที่มากกว่า UBER มากกว่านั้น ถ้าเทียบกันแล้วในเชิงสถิติ หากเดินทางต่ำกว่า 30 กิโลเมตรในสิงคโปร์ การเรียกใช้ Grab จะมีราคาที่ถูกกว่า UBER อยู่เสมอ ดูการเปรียบได้เทียบได้ที่นี่

เมื่อดูในแง่พาร์ทเนอร์ Grab มีพาร์ทเนอร์รายใหญ่อย่าง SMRT ที่เป็นขนส่งมวลชนรายใหญ่ของสิงคโปร์ และยังมีข่าวว่า Grab อาจจะซื้อกิจการในส่วนแท็กซี่ของ SMRT ที่มีรถอยู่ในระบบกว่า 3,400 คัน

ก้าวต่อไปของ UBER ในสิงคโปร์ ให้บริษัทแท็กซี่รายใหญ่ถือหุ้นเกินครึ่ง

ฝ่ายตามอย่าง UBER ก็พยายามดิ้นสู้ในตลาดสิงคโปร์ด้วยการขายหุ้นให้กับ ComfortDelGro บริษัทรถแท็กซี่รายใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ เพื่อร่วมทุนเป็นจำนวน 218 ล้านเหรียญ (7,100 ล้านบาท) หรือคิดเป็นจำนวนหุ้นคือ 51% นั่นหมายความว่า UBER ถือหุ้นของตัวเองในสิงคโปร์เพียง 49% เท่านั้น

ภายใต้ข้อตกลงนี้ ComfortDelGro จะเข้ามาบริหารรถภายใต้ UBER ในสิงคโปร์กว่า 14,000 คัน ส่วนรถแท็กซี่ที่มีอยู่ทั้งหมดจะสามารถเรียกผ่าน UBER ได้โดยตรง

ความน่าสนใจคือดีลนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ ComfortDelGro มีผลประกอบการเดินรถแท็กซี่ต่ำลง ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มูลค่าหุ้นตกลงไปกว่า 11% เพราะนักลงทุนไม่มีความมั่นใจในแผนธุรกิจ ส่วน UBER ก็ไม่ทำได้ดีนักในตลาดสิงคโปร์ การร่วมหุ้นลงทุนกันครั้งนี้เพื่อสู้ Grab จึงมีความน่าสนใจ เพราะเป็นการสู้ระหว่างเจ้าถิ่นหน้าใหม่สายดิจิทัลผู้แข็งแกร่ง กับ เจ้าถิ่นหน้าเก่าที่ดึงเอาดิจิทัลหน้าใหม่จากต่างชาติมาปะทะกัน

Photo: Pixabay บทสรุป : เปิดหน้าสู้ในสิงคโปร์ ตลาดที่พลาดไม่ได้ หมุดหมายสำคัญในภูมิภาค

ตลาดเรียกรถร่วมโดยสารผ่านแอพพลิเคชั่นในสิงคโปร์จะดุเดือดขึ้น เพราะแม้ว่าสิงคโปร์จะมีประชากรเพียง 5.6 ล้านคน แต่สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางในหลายด้าน เช่น ในแต่ละปีมีคนอินโดเซียเดินทางมาไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคน คนไทยและคนเวียดนามไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าสิงคโปร์จะเชื่อมต่อกับมาเลเซียด้วยรถไฟฟ้าความเร็วสูง เรียกได้ว่า สิงคโปร์จะยิ่งเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อในหลายด้านมากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น การชนะในตลาดสิงโปร์จึงเป็น “สัญญะ” สำคัญที่จะสะท้อนไปยังตลาดประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

ความได้เปรียบของ UBER หลังจากนี้ในตลาดสิงคโปร์คือการได้ร่วมกับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีบริการรถแท็กซี่อย่างกว้างขวาง แต่ต้องไม่ลืมว่า Grab ที่ครองตลาดในภูมิภาคนี้ในหลายประเทศ ไม่ใช่แค่สิงคโปร์ แต่ยังมีอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย มาเลเซีย และเวียดนาม พร้อมกันนั้นยังได้รับการสนับสนุนอย่างดีจาก SoftBank และ Didi จากจีน และเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้เพิ่งระดมทุนจากนักลงทุน 2 รายนี้ได้ไปถึง 2,000 ล้านเหรียญ (65,000 ล้านบาท)

จากนี้ เมื่อเปิดหน้าคู่แข่งออกมาชัดเจนขนาดนี้ ต้องดูต่อว่าจะสู้กันอย่างไร เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องติดตาม แต่ที่แน่ๆ มูลค่าตลาดเรียกรถร่วมโดยสารผ่านแอพพลิเคชั่นในสิงคโปร์และภูมิภาคนี้จะเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน

อ้างอิง – BloombergTheFinance SGBloomberg 2techcrunch

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

“เอี่ยมบูรพา” ธุรกิจโรงงานแป้งมัน กับการค้นหาแนวทางธุรกิจใหม่ด้วยงานวิจัย

Brand Inside - 10 December 2017 - 00:35

สิ่งที่ Brand Inside สนใจและนำเสนออยู่ตลอด คือเรื่องราวของการปรับตัวในธุรกิจดั้งเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสโลกปัจจุบัน ครั้งนี้เรามาที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อพูดคุยกับผู้บริหารรุ่นใหม่ของโรงงานแป้งมัน เอี่ยมบูรพา ถึงมุมมองในโลกธุรกิจปัจจุบัน ตลอดจนการเตรียมตัวของธุรกิจแปรรูปสินค้าการเกษตรดั้งเดิม ว่าจะต่อยอดไปได้อย่างไรบ้าง

โรงงานเอี่ยมบูรพา จังหวัดสระแก้ว

ขยับจากสินค้าโภคภัณฑ์สู่ทางเลือกใหม่

คุณทศวรรษ หวังศุภกิจโกศล ผู้บริหารรุ่นที่สองของเอี่ยมบูรพา ได้เล่าให้เราฟังถึงธุรกิจโรงงานแป้งมัน เอี่ยมบูรพา เพื่อให้เห็นภาพก่อน โดยในครอบครัวนั้นมีการทำธุรกิจในแวดวงโรงงานอุตสาหกรรมแป้งมันอยู่แล้ว ซึ่งคุณพ่อได้มาริเริ่มทำโรงงานแปรรูปอยู่ในอำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว โดยมีองค์ความรู้จากในครอบครัว (ทั้งตระกูลมีอยู่ 14 โรงงานในไทย) พอกิจการของเอี่ยมบูรพาเติบโต ก็มีการขยายตัว และมีโรงงานเพิ่มในศรีสะเกษและอุบลราชธานี รวมทั้งมีแผนจะเปิดโรงงานใหม่อีกที่อำนาจเจริญและในประเทศลาว

ธุรกิจโรงงานแป้งมันนั้น เป็นการรับซื้อมันสำปะหลังจากเกษตรกร แล้วทำการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลัง หรือสตาร์ช ซึ่งเป็นสินค้าหลักของโรงงาน โดยมีการปรับสเปกตามแต่ความต้องการของลูกค้า เช่น ส่งออกไปยังบางประเทศก็มีเงื่อนไขเพิ่มเติม ลูกค้าบางรายอาจมีเงื่อนไขอัตราส่วนสารเคมี หรือบางรายก็กำหนดว่าจะใช้ผลิตเป็นอาหาร ก็ต้องมีสัดส่วนองค์ประกอบให้ได้ตามที่ลูกค้าต้องการ

คุณทศวรรษบอกว่าปัญหาของอุตสาหกรรมนี้คือสินค้าจากแต่ละโรงงานแทบไม่มีความแตกต่างกันเลย แป้งมันคือสินค้าโภคภัณฑ์ (commodities) การแข่งขันของแต่ละบริษัทจึงเป็นการทำยิลด์ให้ได้ดีกว่า ได้อัตราส่วนคุณภาพสินค้าที่ดีกว่า แต่สุดท้ายการแข่งขันก็มาเป็นเรื่องของราคาอยู่ดีว่าใครขายได้ถูกกว่า

มันสำปะหลัง วัตถุดิบหลักของการผลิตแป้งมัน มองหาแนวทางใหม่ให้ธุรกิจ

เมื่อธุรกิจต้องคิดใหม่ โรงงานเอี่ยมบูรพา ก็เริ่มมองหาแนวทางใหม่ๆ ที่ต่อยอดได้จากธุรกิจแป้งมันสำปะหลังเดิม ซึ่งโครงการที่เป็นข่าวมาก่อนหน้านี้คือการผลิตเอทานอล โดยใช้กากมันสำปะหลัง โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจาก New Energy and Industrial Technology Development Organization (ประเทศญี่ปุ่น) และ NIA (สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ) รวมทั้งมีการทำ R&D ร่วมกับบริษัท ซัปโปโร เบฟเวอรี่ จำกัด (Sapporo Breweries Ltd.) ประเทศญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาการผลิตเอทานอลจากกากมันสำปะหลัง

คุณทศวรรษเล่าว่า ในการทำวิจัยนั้นต้องใช้เงินทุนสูงมาก บริษัทจึงเลือกแนวทางความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก แล้วให้การสนับสนุนด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ เป็นทางเลือกที่ลงตัวมากกว่า

นอกจากการนำกากมันสำปะหลังมาแปรรูปเป็นสินค้าพลังงาน อีกแนวทางคือการนำแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว มาปรับเปลี่ยนรูปทรงแล้วจำหน่ายตามที่ตลาดต้องการ ที่มีออกมาแล้วคือ แป้งฟลาว ซึ่งเป็นสินค้าในกระแสปัจจุบัน เพราะแป้งฟลาวมีไฟเบอร์เยอะ บริโภคแล้วจะทำให้อิ่มท้องเร็ว ปัจจุบันเริ่มมีการนำมาใช้เป็นแป้งทางเลือกที่ปลอดภัยไร้สารกลูเต้นในการทำเบเกอรี่แทนแป้งสาลี สำหรับคนรักสุขภาพ

เมื่อแป้งมันสำปะหลัง ถูกนำมาเกี่ยวข้องกับสินค้าอาหารมากขึ้น เราจึงสอบถามว่ามีเทคโนโลยีใหม่ๆ ในโรงงานหรือไม่ ก็ได้คำตอบว่าในสายการผลิตนั้นเริ่มนำหุ่นยนต์แขนกลเข้ามาใช้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเอี่ยมบูรพาไม่ได้มองว่าเป็นการแทนที่คน แต่เพราะกระบวนการผลิตสินค้าด้านอาหารนั้น การให้คนเข้ามาเกี่ยวข้องน้อยที่สุด ย่อมให้ได้สินค้าที่ดีมากกว่า และมีความคงที่มากกว่าด้วย

นอกจากนี้ยังมีโครงการที่ทางเอี่ยมบูรพากำลังพัฒนา โดยนำพื้นที่ราว 2 พันไร่ มาทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร หวังให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ในสระแก้ว ซึ่งจะเริ่มเปิดให้เข้าชมได้ในปลายปีนี้

งานวิจัยใหม่ๆ ช่วยเสริมธุรกิจ

ทางเอี่ยมบูรพามองว่า สิ่งที่ทำให้ธุรกิจโรงงานแป้งมันสำปะหลังจะก้าวไปข้างหน้าได้ดี ก็ต้องมีศาสตร์ความรู้ใหม่ๆ ในการพัฒนาสินค้าใหม่ตลอด ปัจจุบันบริษัทมีความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกมากมาย อาทิ โครงการพัฒนาเอทานอลร่วมกับบริษัท ซัปโปโร เบฟเวอรี่ จำกัด ที่กล่าวมาข้างต้น

ส่วนความร่วมมือกับหน่วยงานในประเทศ ก็มีโครงการที่ทั้งอยู่ในสถานะการวิจัย และโครงการที่สำเร็จจนมีการจดสิทธิบัตรแล้ว ที่สามารถเปิดเผยได้ อาทิ การนำยีสต์จากโครงการพัฒนาเชื้อจากยีสต์ที่ทนความร้อนได้ ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มาใช้งาน หรือโครงการนำกากมันสำปะหลังหมักยีสต์ เพื่อใช้ในอาหารโคเนื้อ และโครงการผลิตโปรตีนเซลล์เดียวจากกากมันสำปะหลัง เพื่อทดแทนสารอาหารสำหรับแพะ ที่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ อย่างมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว

คุณทศวรรษบอกว่า โครงการเหล่านี้ช่วยให้บริษัทมองเห็นแนวทางใหม่ ที่จะต่อยอดธุรกิจดั้งเดิมของครอบครัว ให้มีสินค้าที่สร้างความหลากหลายมากขึ้น มีการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และแข่งขันได้ในระดับโลก เขายังบอกว่าวันนี้ก็ยังสนุกกับธุรกิจของครอบครัวมาก เพราะโตมากับสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่เด็ก จึงเปิดรับทุกโอกาสใหม่ที่เข้ามาเสมอ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

วิดีโอมาแน่! 80% ของแบรนด์เตรียมอัดงบโฆษณาวิดีโอเพิ่มขึ้นในปี 2018

Brand Inside - 10 December 2017 - 00:27

เป็นที่พูดถึงมานานกับเทรนด์วิดีโอ คอนเทนต์ แต่ปีหน้าจะเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้นในแง่ของงบโฆษณาที่จะเทไปในส่วนของวิดีโออย่างเห็นได้ชัด จากผลสำรวจที่ว่า 80% ของแบรนด์มีแผนจะเพิ่มงบโฆษณาวิดีโอ

ภาพจาก Pixabay

จากผลสำรวจที่จัดขึ้นโดย Innovid บอกว่า นักการตลาดถึง 80% มีการวางแผนในการเพิ่มงบโฆษณาวิดีโอมากขึ้นในปีหน้า โดยที่เฟซบุ๊ก และกูเกิ้ลยังเป็นแพลตฟอร์มสำคัญของการโฆษณาวิดีโอออนไลน์ ช่วยสร้าง Ecosystem ของโฆษณาดิจิทัล

ซึ่งเฟซบุ๊ก และกูเกิ้ลยังคงเป็นผู้นำในการวงการโฆษณาดิจิทัล โดยที่เฟซบุ๊กครองส่วนแบ่ง 39% และกูเกิ้ลครองส่วนแบ่ง 27% ของวิดีโอออนไลน์

แต่สิ่งที่พบเพิ่มเติมก็คือ นักการตลาดบอกว่าข้อจำกัดของการทำวิดีโอโฆษณาออนไลน์นั้นก็คือเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูง เพราะยุคนี้ต้องใช้โปรดักชั่นที่มีคุณภาพ และก็มาซึ่งค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นเช่นกัน ทำให้แบรนด์ต้องพึ่งพาเอเยนซี่ หรือหน่วยงานอื่นๆ ในการสร้างวิดีโอ

สำหรับเพลตฟอร์ม OTT ยังคงเป็นแพลตฟอร์มที่มีการเติบโตอยู่ แต่ในด้านของการลงสื่อโฆษณาตอนนี้ยังมีสัดส่วนรายได้แค่ 9% เท่านั้น

ในประเทศไทยเองเริ่มได้เห็นการโฆษณาบนแพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์มากขึ้น เพราะพฤติกรรมคนไทยชอบเสพวิดีโอ แต่ความ้ทาทายสำคัญของแบรนด์ หรือนักการตลาดคือ “คอนเทนต์” ต้องมีการสร้างสรรค์ให้คอนเทนต์น่าสนใจ ทำให้แตกต่าง ให้ผู้บริโภคยอมที่จะกดดู ไม่ใช่แค่ทำเพิ่มขายของอย่างเดียว

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Apple ทุ่มตลาดไทยเต็มสูบ เปิด Apple Store-Shop ใน Lazada เพราะแค่ iStudio อาจไม่ดึงดูดใจได้พอ

Brand Inside - 9 December 2017 - 17:28

ในอดีตการทำตลาด Apple ในไทยอาจไม่ดุเดือดนัก เพราะให้ค้าปลีกที่ได้สิทธิ์ขายสินค้าในชื่อ iStudio และ Studio7 เดินเกมเอง กับให้โอเปอเรเตอร์จำหน่าย iPhone และ iPad แต่ปี 2561 ดีกรีความดุเดือดจะพุ่งพล่านแน่

สัญญาณเริ่มมาตั้งแต่มี PR ในไทย

Apple ขึ้นชื่อว่าเป็นแบรนด์สุดอินดี้ และเป็นตัวของตัวเองสูง หรือว่าง่ายๆ ก็ไม่ได้ง้อให้ลูกค้ามาซื้อมากนัก แต่เมื่อภาพรวมตลาดเริ่มเปลี่ยนไป ตัวสินค้าคอมพิวเตอร์เองก็มีคู่แข่งที่ทำได้ประสิทธิภาพใกล้เคียงมากขึ้น ยิ่งฝั่ง Smart Device เอง จากที่เคยเป็นผู้นำในเทคโนโลยีมาก่อน ก็เริ่มถูกคู่แข่งทั้งเกาหลี และจีนแซงในบางเรื่องแล้วเหมือนกัน

จึงไม่แปลกที่ Apple จะเดินเกมในเชิงรุกมากขึ้นในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการ Support ผู้ค้าให้ดีกว่าเดิม รวมถึงการแต่งตั้งตำแหน่งงานประชาสัมพันธ์ หรือ PR เพื่อติดต่อกับทั้งฝั่งผู้ค้า และฝั่งสื่อสารมวลชน ในการนำเสนอข่าว และข้อมูลใหม่ๆ เพื่อช่วยส่งไปถึงผู้บริโภคได้อีกทางหนึ่ง นอกจากโฆษณาแบบต่างๆ ที่ลงทุนผ่านโอเปอเตอร์ไปแล้ว

และถ้าสังเกตดีๆ ดีกรีในการทำตลาดของ Apple ในไทยเริ่มมากขึ้นตั้งแต่ปี 2558 หรือปีที่ Apple เริ่มทำสินค้าตัวใหม่ รวมถึงยกเครื่องสินค้าเดิมๆ ตัวอย่างที่ดีคือ MacBook, Apple Watch และ iPad Pro ซึ่งการจะโปรโมทใหัปังเหมือน iPhone การใช้สื่อเข้ามาช่วยเหลือก็เป็นอีกคำตอบที่ดีไม่ใช่น้อย

ทวีความดุเดือดด้วยการเข้ารวม Lazada

ยิ่งหากไล่มาถึงปี 2559-2560 การเห็นโฆษณาในพื้นที่ต่างๆ ในประเทศไทยของ Apple เริ่มไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะความจริงจังนั้นเริ่มเข้ามาเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการรับสกุลเงินบาทในการซื้อบริการต่างๆ ภายในระบบ รวมถึงเปิดสมัครพนักงานในไทยเพื่อเปิด Apple Store แห่งที่สองในภูมิภาคอาเซียน หลังเปิดที่สิงคโปร์ไปก่อนแล้ว

และล่าสุดคือการแต่งตั้ง Lazada ให้เป็น Authorised Reseller เหมือนกับที่ค้าปลีกทั้งกลุ่ม Com7, SPVi และ Uficon ได้มาตั้งแต่เริ่มจำหน่ายสินค้า Apple พร้อมกับมีข่าวแว่วมาว่า Apple ยังทุ่มเงินหลายล้านบาทเพื่อให้สินค้าของตัวเองขึ้นหน้าแรกของ Lazada และเชื่อวันที่ 12 ธันวาคม หรือ 12.12 จะต้องมีโปรโมชั่นเด็ดๆ ออกมาแน่นอน

ที่สำคัญการจำหน่ายที่ Lazada นั้นตัวราคายังลดลงราว 2% หรือประมาณหลักพันบาทต้นๆ เกือบทุกสินค้าอีกด้วย กลายเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจ เพราะ Apple ค่อนข้างคุมเข้มเรื่องราคา แถมยังมีเว็บไซต์จำหน่ายสินค้าผ่านออนไลน์ของตัวเองอยู่แล้ว จึงไม่น่าเข้ามาลงทุนช่องทางออนไลน์เพิ่ม หากไม่ได้มีความจำเป็นจริงๆ

ผู้บริโภคไปออนไลน์ แต่หน้าร้านก็สำคัญ

สุระ คณิตทวีกุล ประธานกรรมการบริหาร บมจ.คอมเซเว่น เบอร์หนึ่งผู้จำหน่ายสินค้า Apple ในประเทศไทย ยอมรับว่า ผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมไปซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น และการที่ Apple เองแต่งตั้ง Lazada ขึ้นมาเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างถูกต้องอีกราย น่าจะเป็นเรื่องที่ดีมากกว่าร้าย เพราะช่วยให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น

“คงไม่กระทบกับเราเท่าไรนัก เพราะช่องทางหน้าร้านก็ยังสำคัญอยู่ ยิ่งสินค้ามีมูลค่าสูง การเข้ามาหน้าร้านเพื่อตรวจสอบ และพูดคุยเกี่ยวกับการใช้งานก็ยังจำเป็น ส่วนเรื่องการปรับลดราคานั้น เข้าใจว่า Lazada ก็คงทำได้ เหมือนพวกผมที่จำหน่ายเครื่องผูกสัญญากับค่ายมือถือในราคาพิเศษ ก็คงอยู่ที่ว่า Lazada นั้นยอมจ่ายไปมากแค่ไหน”

สำหรับตัว “คอมเซเว่น” ปัจจุบันมีหน้าร้านจำหน่ายสินค้า Apple ในชื่อ Studio 7 เกือบ 100 แห่งทั่วประเทศ และตัวสินค้า Apple ก็ทำรายได้ราว 1 ใน 3 ของบริษัท ที่ปีนี้น่าจะปิดตามเป้า 20,000 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนเล็กน้อยได้ ส่วนปีหน้ายังตั้งเป้าเติบโตเช่นเดิม เพราะเห็นสัญญาณบวกหลายตัวเริ่มกลับมาแล้ว

สรุป

การเดินเกมของ Apple ในประเทศไทยนั้นทวีความดุเดือดขึ้นมาทุกขณะ และปีหน้าต้องเห็นการฟาดฟันในตลาด โดยเฉพาะกับสินค้า Smartphone แน่นอน แต่ก็อยากให้ชวนตั้งคำถามสักเล็กน้อยว่า แฟนๆ Apple จะกล้าซื้อสินค้ากับร้านอย่างเป็นทางการของ Apple ใน Lazada หรือไม่ เพราะอย่างที่รู้ว่ากิตติศัพท์ของทางนั้นก็ไม่เป็นสองรองใคร ซึ่งถ้าเกิดไม่ดีขึ้นมา อาจกลายเป็นการลงทุนที่เสียเปล่าก็เป็นได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ส่องธุรกิจดารายุคโซเซียล! กินรวบโฆษณา ขายครีม ยันเปิดเอเยนซี่ บริหารเซเลบฯ

Brand Inside - 9 December 2017 - 15:45

ดารายุคนี้ย่อมมีธุรกิจส่วนตัวพ่วงต่อท้ายกันเกือบทุกคน ตั้งแต่สินค้ายอดนิยมครีม อาหารเสริม เครื่องสำอาง มาจนถึงล่าสุดเมื่อตัวแม่อย่าง “ชมพู่ อารยา” ตั้งเอเจนซี่ดูแลโซเชียลให้ดารา ชี้ให้เห็นถึงโอกาสมหาศาลที่ดาราต่อยอดมูลค่าจากโซเชียลมีเดีย

รับโฆษณา สร้างแบรนด์ ยันเปิดเอเจนซี่ ยุคนี้ไม่ใช่แค่จ็อบเสริม

ต้องยอมรับว่าโซเชียลมีเดียกลายเป็นอาวุธที่มีมูลค่ามหาศาลให้กับเหล่าดารา และเซเลบริตี้ทั้งหลาย ไม่ใช่เป็นแค่ช่องทางสื่อสารกับแฟนคลับ แต่ได้กลายเป็น “เครื่องมือทำมาหากิน” ไปแล้วเรียบร้อย สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำทั้งรายได้หลัก รายได้เสริม ทั้งช่องทางเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม

มินต์ ชาลิดา ลงโฆษณาสินค้าในอินสตาแกรม

ถ้าย้อนดูวิวัฒนาการของการตลาดรูปแบบนี้ หรือที่เรียกกันว่า Influencer Marketing ในอดีตอินสตาแกรมของดาราอาจจะเป็นแค่ช่องทางให้แบรนด์ลงโฆษณา ไทน์อินสินค้า โดยเรทราคาก็ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ติดตาม และความดังของแต่ละคน ซึ่งแบรนด์ก็ให้ความสนใจเพราะมองว่าได้เอ็นเกจเมนต์ที่กว่าการลงโฆษณารูปแบบอื่น

เมื่อโอกาสในการสร้างรายได้สูงขึ้นจากอินสตาแกรม ดาราเริ่มมองหาโอกาสให้ตัวเองด้วยการต่อยอดสร้างธุรกิจของตนเอง เพราะหลายคนก็อาศัยโอกาสจากช่วงที่พอหารายได้ได้อยู่ อย่างที่ทราบกันว่าดาราเป็นอาชีพที่ไม่แน่ไม่นอนเช่นกัน มีขึ้นย่อมมีลง มีเกิดย่อมมีดับ

ดาราสร้างแบรนด์สินค้าเอง

ทำให้ดารามีการสร้างแบรนด์สินค้าขึ้นมากันมากมาย ทั้งครีมบำรุง อาหารเสริม เครื่องสำอาง เสื้อผ้า เครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้า และอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น ดีเจต้นหอม, ดีเจนุ้ย, นุ่น วรนุช, น้ำชา, ใหม่ ดาวิกา และยังมีคนอื่นอีกมาที่ลงมาลุยธุรกิจตนเอง จากนั้นก็ใช้อินสตาแกรมเป็นช่องทางการขายหลักเพราะมีฐานแฟนคลับที่พร้อมสนับสนุน บางรายต่อยอดไปจนถึงการหาตัวแทนจำหน่ายเพิ่มเติม

ทั้งนี้เห็นได้จากร้านมัลติแบรนด์อย่าง Eveandboy มีการสนับสนุนแบรนด์เครื่องสำอางของดาราด้วยการให้ชั้นวางสินค้าเป็นมุม Celeb ให้ลูกค้าได้มองหาได้ง่าย อีกทั้งยังเป็นแม่เหล็กในการดึงดูดแฟนคลับของดาราเข้าร้านด้วย

ชมพู่ อารยา กับพาร์ทเนอร์ อาลี ซีอานี

จากธุรกิจสร้างแบรนด์สินค้าที่ดาราทำเป็นอาชีพเสริมขายในไอจี มาจนถึงธุรกิจที่จริงจังมากขึ้น ล่าสุดอย่างการดูแลโซเชียลมีเดียให้ดารา ของคุณแม่มือใหม่ “ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต” ในชื่อ บริษัท เค โอ แอล แมนเนจเมนท์ จำกัด (KOL Management) ได้ร่วมทุนกับ “อาลี ซีอานี” นักธุรกิจผู้คร่ำหวอดในวงการนี้มานาน ซึ่งชมพู่เองก็เป็นตัวแม่ในวงการ มีอิทธิพลบนโลกออนไลน์อย่างมาก มีผู้ติดตามในอินสตาแกรมกว่า 7.8 ล้านราย

ธุรกิจนี้ก็เหมือนกับเอเยนซี่กลายๆ ที่ดูแล และวางกลยุทธ์ให้กับแบรนด์ที่ต้องการลงโฆษณา เพียงแต่สื่อหลักเป็นโซเชียลมีเดีย ให้ดาราทำคอนเทนต์ให้ตรงกับความต้องการของแบรนด์ พร้อมกับมีดาราในสังกัดกว่า 20 คน ล้วนเป็นระดับตัวท็อปๆ ในวงการทั้งสิ้น เช่น กาละแมร์, แต้ว ณฐพร, มิ้นต์ ชาลิดา, หลุยส์ สก๊อต, แพทริเซีย กู๊ด, พลอย ชวพร, ก็อต จิรายุ เป็นต้น

ธุรกิจ Influencer โตฟุ้ง

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ที่สื่อออนไลน์มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด พร้อมกับพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียของคนไทยที่ติดกันอย่างงอมแงม ส่งผลให้งบสื่อโฆษณาหันมาทางช่องทางออนไลน์ โซเชียลมีเดียมากขึ้น ในการประเมินมูลค่าสื่อออนไลน์ในปี 2560 จะพุ่งเกินหมื่นล้านบาทแล้ว

ส่งผลทำให้ธุรกิจ Influencer Marketing เปิดตัวกันมากขึ้น นักปั้นดาราก็มีให้เห็นมากขึ้น คนเป็นเน็ตไอดอลก็มากขึ้นเช่นกัน ได้เห็น Nuffnang เป็นรายต้นๆ ที่ลุยธุรกิจนี้ แต่เน้นกลุ่มเน็ตไอดอลเป็นหลัก เป็นเหมือนอคาเดมี่ปั้นเด็ก สรรหางานให้เน็ตไอดอลในสังกัด

หรือแม้แต่คนในวงการดิจิทัลก็หันมาทำธุรกิจนี้อย่าง “จับของร้อน” เพิ่มดีกรีด้วย Influencer ทั้งเน็ตไอดอล และบล็อกเกอร์ด้านต่างๆ บิวตี้ อาหาร ท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ ดาราในสังกัดที่เป็นที่รู้จักได้แก่ “หญิงแย้” นั่นเอง รวมถึงยังมีแพลตฟอร์ม “Revu” ที่เน้นการทำคอนเทนต์รีวิวสินค้า ที่ทำร่วมกับ Influencer ต่างๆ ด้วย

มาจนถึงเซลบบริตี้ระดับตัวแม่ในวงการอย่างชมพู่ยังต้องลงมาจับธุรกิจนี้กับ KOL Management แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ และโอกาสที่ยังมีอยู่มากของทั้งโซเชียลมีเดีย และตัว Influencer ด้วย

สรุป
  • ถ้ามาย้อนดูเหตุผลที่ทำให้ธุรกิจนี้มีการเติบโตอย่างมากในไทย คงจะต้องดูถึงพฤติกรรมของคนไทยที่ชอบซื้อสินค้าตามกระแส ไม่ยอมตกเทรนด์ และเชื่อคำบอกเล่าของคนมีชื่อเสียง เพราะมองว่าน่าเชื่อถือ ทำให้ยังเห้นดารารีวิวสินค้าในไอจีเหมือนๆ กัน แต่ก็มีคนพร้อมสนับสนุน
  • โซเชียลมีเดียกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของดาราไปแล้ว กลายเป็นว่าใช้ขายของ สร้างแบรนด์ และรับโฆษณาได้
  • จะเห็นได้ว่าเทรนด์ของธุรกิจดาราในโลกโซเชียลไม่ใช่แค่ทำเป็นอาชีพเสริมขำๆ แล้ว แต่เริ่มมีความจริงจังต่อยอดเป็นอาชีพหลักที่มั่นคงในอนาคตได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ตามไปดูโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง HSR มาเลเซีย-สิงคโปร์ คาดให้บริการ 4 ขบวนต่อชั่วโมง

Brand Inside - 9 December 2017 - 15:13

โครงการ The Kuala Lumpur-Singapore High-Speed Rail หรือ HSR เตรียมรถไฟความเร็วสูงเพื่อให้บริการ 4 ขบวนต่อชั่วโมง โดยจะเริ่มให้บริการในปี 2026 หรืออีกประมาณ 9 ปี

ภาพประกอบจาก Pexels.com

โดย 2 ขบวนจะเป็นรถด่วนให้บริการระหว่างสถานี Bandar Malaysia ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาเมืองและชุมทางคมนาคมในกัวลาลัมเปอร์ เชื่อมไปถึงเขต Jurong East ในสิงคโปร์ ซึ่งจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที (ระยะทางถนนประมาณ 196 กม.)

ขณะที่อีก 2 ขบวนจะให้บริการภายในประเทศ โดยหยุดทั้ง 7 สถานีในมาเลเซีย ไล่ตั้งแต่ Bandar Malaysia, Bangi-Bangi-Putrajaya, Seremban, Melaka, Muar, Batu Pahat and Iskandar Puteri ก่อนจะถึงสถานีสิงคโปร์

ภาพประกอบจาก Pexels.com

Tonny Yeap ผู้บริหารของ MyHSR Corporation ผู้ให้บริการรถไฟความเร็วสูงสายนี้ บอกว่า บริการรถไฟความเร็วสูง ที่ใช้ควาเร็ว 350 กม. / ชั่วโมง โดยสามารถเดินทางจาก Negeri Seremban (ใกล้กัวลาลัมเปอร์) ไป Bandar Malaysia ในเวลา 25 นาที จากเดิม 55 นาที และเดินไปสิงคโปร์ ได้ใน 2 ชั่วโมง จากปกติรถยนต์ใช้เวลา 3 ชั่วโมง

สำหรับโครงการ HSR ได้รับการเปิดเผยว่า น้อยกว่า 5% ของโครงการที่ลงใต้ดิน เพราะอุโมงค์ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น โดยต้นปีหน้าจะมีการเสนอโครงการให้กับ คณะกรรมการ SPAD ของมาเลเซีย ที่ดูแลด้านที่ดินและการขนส่งสาธารณะ ถ้าผ่านการอนุมัติ คาดว่าจะเริ่มเวนคืนซื้อที่ดินในครึ่งหลังของปี 2018

ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการรถไฟความเร็วสูงในภูมิภาคอาเซียนที่น่าจับตามอง และยิ่งทำให้น่าสนใจมากขึ้นว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงของไทย จะเป็นอย่างไรต่อไป

source: channelnewsasia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Apple เดินหมากรุกตลาดเพลงต่อเนื่อง ล่าสุดเตรียมซื้อกิจการ Shazam ด้วยเงินกว่า 400 ล้านเหรียญ

Brand Inside - 9 December 2017 - 10:46

บริการด้านเสียงเพลงเป็นสิ่งที่ Apple ให้ความสำคัญมายาวนาน ตั้งแต่เครื่องเล่นเพลง iPod, โปรแกรมฟังเพลง iTunes, บริการฟังเพลงออนไลน์ Apple Music, หูฟัง Beats ล่าสุดเตรียมซื้อ Shazam บริการหาชื่อเพลงด้วย

เข้าซื้อ Shazam ต่อยอดนวัตกรรม

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น Apple ให้ความสำคัญกับการฟังเพลงเป็นอย่างมาก มิฉะนั้นคงไม่ออกบริการ หรือสินค้าเกี่ยวกับเสียงเพลงมามากขนาดนี้ และเมื่อทาง Pixel 2 ของ Google กับ Samsung ต่างก็เริ่มมีบริการค้นหาชื่อเพลงจากเสียงเพลงที่ได้ยินใกล้ๆ ใส่มาในเครื่องตั้งแต่แรก แล้วทำไม Apple จะมีบ้างไม่ได้ล่ะ

และสุดท้ายก็กลายเป็นเหตุผลที่ Apple เตรียมเจรจาเข้าซื้อกิจการ Shazam ยักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการด้านนี้ด้วยมูลค่าราว 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 13,000 ล้านบาท) โดยหวังนำบริการดังกล่าวมาติดตั้งไว้ในเครื่องตั้งแต่ออกจากโรงงานบ้าง และถือเป็นการต่อสู้ทางนวัตกรรมภายใน Smart Device อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ดีลดังกล่าวน่าจะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า แต่ก็น่าเสียดายในฝั่ง Shazam เพราะก่อนนี้เคยมีมูลค่าบริษัทสูงถึง 1,020 ล้านดอลลาร์ (ราว 33,000 ล้านดอลลาร์) มากกว่าราคาที่ Apple เสนอยู่มาก ส่วนรายได้ Shazam ในปีก่อนปิดที่ 50 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,600 ล้านบาท) มียอดดาวน์โหลดกว่า 1,000 ล้านครั้ง นับตั้งแต่ปี 2552

อ้างอิง // Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages